Categories
08-Aug 2024 SouthAsia Tour

ทัวร์เลห์ ซันสการ์ ปุกเตา

logo-freedoka

Leh Ladahk

Zanskar • Phuktal

เมืองเลห์ • Nubra Valley • Turtuk Village • ทะเลสาบแปงกอง • Thiksey Monastery • Shey Palace • Magnetic Hill • จุดชมวิว Sangam • วัดลามายยูรู • วัด Phuktal • Manali

วันที่จัดทริป

9 – 20 สิงหาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เมืองเลห์
  • Shanti Stupa
  • Nubra Valley
  • Turtuk Village
  • ทะเลสาบแปงกอง
  • Thiksey Monastery
  • Shey Palace
  • Magnetic Hill
  • จุดชมวิว Sangam
  • วัดลามายยูรู
  • วัด Phuktal
  • Manali
short brief
สรุปย่อทัวร์เลห์ มะนาลี

วันที่ 1 |พบกันที่สนามบิน ออกเดินทางไปเดลี • ต่อไฟล์ทไปยังเมือง Leh
วันที่ 2 | Leh • Nubra Valley (128 Kms | approx. 4-5 hrs)
วันที่ 3 | Hunder • Turtuk • Thang • Hunder (190 Kms I approx. 6-7 hrs)
วันที่ 4 | Nubra • Pangong Lake via Shyok River Road (150 Kms | approx. 6-7 hrs)
วันที่ 5 | Pangong Lake • Leh (140 Kms | approx. 4-5 hrs)
วันที่ 6 | Leh • Lamayuru • Sham Valley (170 Kms | approx. 5-6 hrs)
วันที่ 7 | Sham Valley • Lingshed • Padum (215 kms | approx. 7-8 hrs)
วันที่ 8 | Padum Sightseeing (104 Kms | approx. 5-6 hrs)
วันที่ 9 | Padum • Jispa via Phuktal ( 150 kms | approx. 6-7 hrs)
วันที่ 10 | Jispa • Manali (95 Kms I approx. 3-4 hrs)
วันที่ 11 | Manali • Leh • Delhi • Bangkok

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าวีซ่า
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่ม นอกเหนือจากรายการ
  • ค่าแปลเอกสารยื่นวีซ่า (ถ้ามี)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปเลห์ที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG331 23.15-02.15

Day 2

เดลี • เลห์

รอต่อเครื่องอาคารภายในประเทศ เพื่อเดินทางสู่ เลห์ โดยสายการบิน Indigo เที่ยวบินที่ 6E2006 06.30

07.50 ถึงเมืองเลห์ พักปรับสภาพร่างกายที่โรงแรมกันก่อน

ช่วงบ่ายๆเย็นๆ ออกมาเดินเล่น เยี่ยมชมตลาดเลห์ ที่คึกคัก และมีชีวิตชีวา และเหมาะแก่การหาซื้อสินค้าที่ระลึก ของกิน และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น

ชม พระราชวังเลห์ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 และเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งลาดัก ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุ และงานศิลปะจากภูมิภาคนี้

เยี่ยมชม Shanti Stupa ที่สร้างขึ้นในปี 1991 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความสามัคคี เป็นจุดชมวิวเมืองเลห์และเทือกเขาหิมาลัยที่สวยงาม

พักที่เมือง Leh

Day 3

Leh • Nubra Valley (128 Kms | approx. 4-5 hrs)

เดินทางไปยัง Nubra Valley ที่อยู่ทางตอนเหนือของเลห์ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำชย็อก (Shayok river) ไหลผ่าน มีอากาศอบอุ่นกว่าเลห์ และมีความสูงที่ต่ำกว่า ทำให้อากาศสบายๆ และเหมาะแก่การปลูกผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล แอปปิคอตช่วงกรกฎาคม – สิงหาคม สองข้างทางจะเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้

ไปขี่อูฐซาฟารี (อูฐสองหนอกซึ่งพบได้เฉพาะในลาดักและมองโกเลีย) ที่เนินทรายระหว่าง Deskit และหมู่บ้าน Hundur ซึ่งเป็นเนินทรายสองลูกที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา นักท่องเที่ยวนิยมมาที่นี่เพื่อเล่นสกีบนเนินทราย ขี่อูฐ และเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่สวยงาม

คืนนี้พักที่ Nubra Valley

Day 4

Hunder • Turtuk • Thang • Hunder (190Kms I approx. 6 - 7 hrs)

Hunder เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 800 คน ตั้งอยู่บนความสูง 10,800 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล

เดินทางต่อไป หมู่บ้าน Thang หมู่บ้านสุดท้ายของอินเดียบริเวณชายแดนอินเดีย – ปากีสถาน หมู่บ้านนี้ถูกชาวอินเดียยึดครองจากปากีสถาน ปี 1971

ระหว่างทางแวะ Turtuk หมู่บ้านเล็กๆ หรือ สวรรค์ลับบนดิน ที่แห่งนี้ Iow altitude วิวทิวทัศน์ที่นี่จะเป็นสีเขียวซึ่งแตกต่างจากสถานที่อื่นๆ Turtuk มีชื่อเสียงในเรื่องเส้นทางการค้าสายไหมหรือเส้นทางสายไหม ที่หมู่บ้านเป็นเชื้อชาติผสมของรัสเซียและตุรกี และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นในลาดักห์

คืนนี้พักที่ Nubra Valley

Day 5

Nubra • Pangong Lake (150 Kms | approx 6 - 7 hrs)

เดินทางไปยัง ทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) หรือ ผางกงโฉ (Pangong Tso) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือมีความสูงถึง 4320 เมตร จากระดับน้ำทะเล น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม และจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามมุมของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงกระทบผืนน้ำ

Pangong Lake ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา Himalaya และ Trans-Himalaya ในภูมิภาค Ladakh ทะเลสาบยาว 134 กิโลเมตร (83 ไมล์) และกว้าง 5 กิโลเมตร (3 ไมล์) โดยพื้นที่ประมาณ 604 ตารางกิโลเมตร (233 ตารางไมล์) ประมาณ 60% ของทะเลสาบอยู่ในอินเดีย ส่วนที่เหลืออยู่ในจีน

พักที่ Pangong Lake

Day 6

Pangong Lake • Leh • Thiksey • Shey (140 Kms | approx. 4-5 hrs)

ทะเลสาบแปงกองมีลักษณะที่สวยงามและเป็นที่รู้จักในหนังสือเรื่อง “Lost Horizon” กล่าวถึงที่นี่ว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” และก็เป็นที่รู้จักกันด้วยภาพยนตร์อินเดียชื่อดัง ” The 3 Idiots” ซึ่งถ่ายทำในสถานที่นี้ สีของน้ำในทะเลสาบ มีสีน้ำเงินเข้มถึงสีเทอร์คอยส์ ขึ้นอยู่กับแสงแดดและสภาพอากาศ
ชื่นชมกับบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบก่อนเดินทางกลับเมืองเลห์ (ประมาณ 5 ชม)

แวะชม Thiksey Monastery ที่มีสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับวังโปตาลา ในธิเบต จึงได้ชื่อว่าเป็นทิเบตน้อย เป็นวัดในนิกายหมวกเหลือง หรือ นิกายเกลุกปะ อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเชย์ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย์ ซึ่งมีความสูงเท่าอาคารสองชั้น

ชม Shey Palace สร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อน เนื่องจากในสมัยก่อนเมือง Shey เป็นเมืองหลวง ในช่วงฤดูร้อนของอาณาจักรลาดักห์ สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อ ระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Sangge Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุนี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

พักที่เมือง Leh

Day 7

Leh • Sham Valley (170 Kms | approx. 5-6 hrs)

เดินทางไป Lamayuru ระหว่างทาง
แวะชม Gurudwara Pathar Sahib ศาสนสถานสำคัญของศาสนาซิกข์ ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 1600 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล เชื่อกันว่ากูรูนานัก กูรูองค์แรกของศาสนาซิกข์ เคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1517 เพื่อระลึกถึงการเยือนของท่าน ว่ากันว่ากูรูนานักนั่งสมาธิอยู่ที่จุดนี้เป็นเวลาหลายวัน หินก้อนใหญ่ (Pathar) ที่กูรูนานักนั่งสมาธินั้นยังคงอยู่ภายในศาสนสถาน

แวะทดสอบความมหัศจรรย์ของ Magnetic Hill หรือเนินเขาแม่เหล็ก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งใน Leh ตั้งอยู่บนทางหลวง Leh-Kargil ห่างจาก Leh ประมาณ 30 กิโลเมตร เนินเขาแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังจากปรากฏการณ์ รถที่จอดไว้บนเนินเขาโดยไม่ได้เบรค จะไหลขึ้นเนินเอง นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันน่าทึ่งนี้

ชมแม่น้ำ 2 สี ณ จุดชมวิว Sangam (จุดบรรจบกันของแม่น้ำซันสการ์ ที่มีสีฟ้า และแม่น้ำสินธุที่มีสีเขียวขุ่น)

แวะถ่ายรูป อารามลิเกอร์ (Likir Monastery) วัดนิกายเกลุกปะ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในหมู่บ้าน Likir อารามแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระศรีอารยเมตไตรย ขนาดสูง 23 เมตร ที่เพิ่งสร้างเสร็จในปี 1999

พักที่ Sham Valley

Day 8

Sham Valley • Lamayuru • Padum (215 kms | approx. 7-8 hrs)

ออกเดินทางสู่ Padum เมืองเล็กๆ แต่เป็นเมืองหลวงหรือเมืองหลัก และศูนย์กลางการบริหารของซันสการ์ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่กี่พันคน ปัจจุบันเริ่มมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น มีโรงแรม โฮมสเตย์ ที่ทำการไปรษณีย์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และ ร้านอาหารหลายแห่งสำหรับนักท่องเที่ยว

แวะชม วัดลามายยูรู (Lamayuru Monastery) วัดพุทธแบบทิเบต ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในหุบเขา Lamayuru วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 เป็นหนึ่งในอารามที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดใน Ladakh

แวะชม Lingshed Monastery เป็นวัดพุทธแบบทิเบต สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นที่รู้จักจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมที่สวยงาม

คืนนี้พักที่ Padum

Day 9

Padum Sightseeing (104 Kms | approx. 5-6 hrs)

ชม พระราชวัง Zangla พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ Zanskar ปัจจุบัน พระราชวัง Zangla อยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของหุบเขา Zanskar จากบนพระราชวัง

Stongdey เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เป็นที่รู้จักจาก วัด Stongdey Monastery สร้างในศตวรรษที่ 11 เป็นวัดพุทธแบบทิเบต นิกายเกลุกปะ ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นอันดับ 2 ในหุบเขา Zanska อยู่ห่างจาก Padum ราว 20 กิโลเมตร เป็นวัดที่เหมาะแก่การชมทิวทัศน์มุมสูงของ ซันสการ์

ชมอีก 2 วัดสำคัญ ของหุบเขาซันสการ์ วัด Karsha วัดที่ใหญ่ที่สุดของหุบเขาซันสการ์ ภายในวัดมีหินแกะสลักโบราณอยู่หลายจุด และ Sani Gompa ที่เชื่อกันว่า เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุด ของหุบเขาซันสการ์

พักที่ Padum

Day 10

Padum • Jispa via Phuktal ( 150 kms | approx. 6 - 7 hrs)

เดินทางไปยัง Jispa ผ่าน Shinku La (16,580 ฟุต) ระหว่างทางไปเยี่ยมชม Bardan Monastery อารามนี้เป็นที่รู้จักจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมที่สวยงาม รวมทั้งห้องสมุดที่มีหนังสือและต้นฉบับโบราณ

ชมวัด Phuktal ที่ก่อนปี 2023 เคยเป็นวัดที่เข้าถึงได้ ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยผู้ลี้ภัยทางศาสนาจากทิเบตและเป็นที่รู้จักจากถ้ำและภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม ตัวอาคารสร้างจากไม้และโคลนอยู่ลึกเข้าไปในหน้าผา ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังและเพดานประกอบไปด้วยอาคารย่อยๆ ประมาณ 70 อาคาร อันได้แก่ ห้องห้องสมุด สวดมนต์ และอื่นๆ ปัจจุบันวัดกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของการแสวงบุญสำหรับพุทธศาสนาในทิเบต และกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว

เดินทางถึง Jispa ช่วงเย็นๆ

พักที่ Jispa

Day 11

Jispa • Manali (95 Kms I approx. 3-4 hrs) • Leh

เดินทางไป Manali ผ่านอุโมงค์ Atal มะนาลี ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ระดับความสูง 2,050 เมตร (6,730 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล และล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าไม้ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ผ่านชมทิวทัศน์ Lahaul Valley หุบเขาที่สวยงาม เป็นส่วนหนึ่งของเขต Lahaul และ Spiti ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องภูมิประเทศที่สูงชัน ทิวทัศน์ วัฒนธรรมพุทธ และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์

ผ่านแม่น้ำ Bhaga และ Chandra เป็นแม่น้ำสายหลักสองสายในหุบเขา Lahaul ของรัฐ Himachal Pradesh ประเทศอินเดีย แม่น้ำทั้งสองสายไหลผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม

เดินทางถึง Manali ช่วงเที่ยงๆ ชมเมืองเก่า Old Manali ตั้งอยู่บนเนินเขาอันเงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหม่ เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบดั้งเดิม โรแมนติก และน่าค้นหา ถนนที่ปูด้วยหินเรียงรายไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และเกสท์เฮาส์แบบดั้งเดิม บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของชา Masala และเสียงดนตรีพื้นเมือง

เดินทางต่อไปยังเมืองเลห์ (ประมาณ 4 ชม)

พักที่ Leh

Day 12

Leh • Delhi • Bangkok

อิสระช่วงเช้า จนถึงเวลาเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อบินสู่เดลี โดยสายการบิน Indigo เที่ยวบินที่ 6E2402 13.55-15.20 รอต่อเครื่องเข้ากรุงเทพ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่TG316 23.30-05.25

Day 13

Bangkok

05.25 กรุงเทพโดยสวัสดภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
10-Oct 2024 SouthAsia

ทัวร์ปากีสถาน

Pakistan

อิสลามาบัด • สการ์ดูร์ • Upper Kachura และ Lower Kachura • หมู่บ้าน Khaplu • เมือง Kharmang • น้ำตก Manthokha Waterfall • ทะเลทราย Sarfaranga Cold Desert •  Chunda valley •  ชมมัสยิด Faisal Mosque

วันที่จัดทริป

23 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • จุดชมวิว Rakaposhi View Point
  • Hunza
  • ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ Lady finger peak
  • ธารน้ำแข็งฮอปเปอร์ (Hopper Glacier)
  • Nagar Village
  • ทะเลสาบ Attabad lake
  • Skardu
  • Upper Kachura
  • Lower Kachura
  • ทะเลทรายซาฟรารังกา Sarfaranga Cold Desert
  • Kharmang ดินแดนแห่งหุบเขา
  • ทะเลทราย Katpana
  • ชมพิธีสวนสนามปิดด่านอินเดีย-ปากีสถาน
short brief
สรุปย่อทัวร์ปากีสถาน

วันที่ 1 |พบกันที่สนามบิน เดินทางไปเมืองอิสลามาบัด โดยสายการบิน Thai Airways
วันที่ 2 | เดินทางสู่ Skardu • จุดชมวิว ราคาโปชิ • เมือง GIlgit • Hunza
วันที่ 3 | ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ Lady finger peak ชม Baltit Fort • Hopper valley • Nagar Valley • Hussaini suspension bridge
วันที่ 4 | ธารน้ำแข็ง Passu Glacier • Passu cone • หมู่บ้าน Khyber Village แวะชมวิว Batura Glacier View Point ถ่ายรูปทะเลสาบ Attabad lake
วันที่ 5 | เดินทางกลับ Skardu • ชม Upper/Lower Kachura • ไปยังเมือง Shigar
วันที่ 6 | ทะเลทรายซาฟรารังกา • หมู่บ้าน Khaplu Village • ชมพระราชวังโบราณ Khaplu Fort
วันที่ 7 | เดินทางไปยังหุบเขา Kharmang • ชมน้ำตก Manthokha Waterfall • เดินทางเพื่อพักที่เมือง พักที่ Skardu
วันที่ 8 | ทะเลทราย Katpana • Chunda valley ถ่ายภาพใบไม้เปลียนสี
วันที่ 9 | บินกลับเมืองอิสลามาบัด • พิพิธภัณฑ์ตักศิลา • มัสยิด Faisal Mosque
วันที่ 10 | เดินทางสู่เมืองละฮอร์ • พิธีปิดด่าน
วันที่ 11 | กลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 69,900 บาท (กรุ๊ปละ 6-12 ท่าน)

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าวีซ่า
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1000000 บาท

ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่ม นอกเหนือจากรายการ
  • ค่าแปลเอกสารยื่นวีซ่า (ถ้ามี

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปปากีสถานที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ • อิสลามาบัด

Day 1

16.00 น. นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG349 19.00

22.10 น. เดินทางสู่กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน สร้างขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1960 เพื่อเป็นเมืองหลวงของประเทศแทนนครการาจี 

คืนนี้เข้าพักที่ ISLAMABAD 

Day 2

Fly to Skardu • Rakaposhi • GIlgit • Hunza

บินสู่ Skardu โดย Pakistan Airlines (เที่ยวบินอาจมีการเปลี่ยนแปลง) แวะ จุดชมวิว Rakaposhi View Point ชมบรรยากาศยอดเขาและความงดงามของยอดเขาราคาโปชิอย่างใกล้ชิด จุดนี้เป็นจุดที่ 3 เทือกเขาและสองแม่น้ำไหลมาบรรจบพบกันโดยคำว่า Rakaposhi แปลว่า หิมะปกคลุม โดยภาษาท่องถิ่นจะเรียกว่า Dumani ซึ่งแปลว่า Mother of Mist หรือ Mother of Cloud) มีความสูงเป็นอันดับที่ 27 ของโลก แล้วเดินทางต่อสู่ สการ์ดู

เดินทางสู่เมือง Gilgit เป็นเมืองสำคัญทางตอนเหนือของจังหวัด Gilgit Balistan เปรียบเสมือนสำนักงานใหญ่ของพื้นที่ภาคเหนือ และเป็นดั่งศูนย์กลางสำหรับการผจญภัยบนเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ Karakorum highway (KKH)

เดินทางต่อสู่ Hunza ดินแดนที่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,400 เมตร ผู้คนที่นี่มีอายุยืนยาวนับ 100 ปี พืชพันธุ์หลากหลาย แม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน เทือกเขาสูงสลับซับซ้อนยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะเชื่อมยาวไปถึงหิมาลัย

ระหว่างทางมี Photo stop ไปตลอดเส้นทาง

คืนนี้พักที่ Hunza

Day 3

Lady finger peak • Baltit Fort • Hoppar valley • Nagar Valley • Hussaini suspension bridge

เช้าไปชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ Lady finger peak หรือ ยอดเขานิ้วมือหญิงสาว โดยลักษณะของยอดเขานี้จะเป็นยอดแหลมๆ ซึ่งหากมองบางมุมก็จะคล้ายกับนิ้วมือของผู้หญิง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อยอดเขาแห่งนี้นั่นเอง ยอดเขานิ้วมือของหญิงสาวนี้ตั้งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 6,000 เมตร

Baltit Fort แลนมาร์คสำคัญของหุบเขาฮุนซ่า ซึ่งเคยใช้เป็นที่อยู่ในอดีตของกลุ่มผู้ปกครองฮุนซ่า จากจุดนี้สามารถเห็นวิวรอบๆ เมืองฮุนซ่า บัลติทฟอร์ดมีอายุกว่า 700 ปี โดยได้ถูกต่อเติมส่วนต่างๆ เช่นระเบียง หน้าต่าง กำแพง เรื่อยมา ที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์บัลติสถานผสมผสานกับทิเบต

เดินทางสู่ฮอปเปอร์ วัลเลย์ เพื่อชมและถ่ายรูปกับธารน้ำแข็งฮอปเปอร์ (Hopper Glacier) ที่สีของธารน้ำแข็งเป็นสีเทาดำซึ่งแตกต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากธารน้ำแข็งในบริเวณนี้ได้สั่งสมจากอดีตมาอย่าง ยาวนานรวมกับแร่ธาตุในบริเวณนี้ ได้เปลี่ยนให้น้ำแข็งกลายเป็นหินนั่นเอง

ไปยังหมู่บ้าน Nagar Village หมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมอันยาวนาน วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม และทัศนียภาพที่สวยงาม ผู้คนใน Nagar Village ขึ้นชื่อเรื่องอัธยาศัยไมตรีและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากภูมิภาคใกล้เคียง เช่น อัฟกานิสถาน จีน และทาจิกิสถาน

แวะ Hussaini Suspension Bridge สะพานที่ใช้ข้ามแม่น้ำของคนท้องถิ่น ซึ่งมีฉากหลังเป็นภาพของ หุบเขาพาสสุ (Passu Valley)

คืนนี้พักที่เมือง Pazzu

Day 4

Passu Glacier • Passu cone • หมู่บ้าน Khyber Village • Batura Glacier View Point • Attabad lake

ชม Passu Glacier ธารน้ำแข็งสีขาวขนาดใหญ่ที่จะต้องเดินเท้าเข้าไปใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการเดินเท้าไปกลับ Photo stop กับ Gojal valley กับฉากหลังเป็นยอดเขาสูงสัณฐานแปลกตาอย่าง Passu Cathedral หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า Passu Cones

Khyber Village เป็นหมู่บ้านในหุบเขา Hunza Valley ของ Gilgit–Baltistan ในปากีสถาน แวะจุดชมวิว Batura Glacier View Point เห็นวิวภูเขา Batura ที่เป็นที่นิยมในการเดินเทรค เพราะมีภูมิประเทศที่น่าสนใจรวมถึงธารน้ำแข็ง Batura ยาว 57 กิโลเมตร แวะ Hussaini Suspension Bridge สะพานที่ใช้ข้ามแม่น้ำของคนท้องถิ่น ซึ่งมีฉากหลังเป็นภาพของ หุบเขาพาสสุ (Passu Valley)

ชมวิว Batura Glacier View Point ที่อดีตเคยมีหนองน้ำเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวหลายคนรู้จักในนาม Batura Lake แต่ตอนนี้ ทางน้ำเปลี่ยน ทำให้ Batura Lake น้อย ถูกน้ำพัดหายไปหมดแล้ว วิวแม่น้ำ Hunza ก็สวยงาม มีโค้ง มีหิน มุมสูงก็สวย มุมริมน้ำก็สวยถูกใจ มุมริมถนนก็สวยงาม

ชมวิวและถ่ายรูป ทะเลสาบ Attabad lake สีฟ้าเขียวแปลกตา เป็นทะเลสาบที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 2010 ทำให้ดินถล่มปิดเส้นทางน้ำไหลของ Hunza River ทะเลสาบนี้มียอดเขาสูงล้อมรอบทะเลสาบ เมื่อก่อนที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ด้านล่าง ปัจจุบันก็ยังมองเห็นซากของเมืองที่จมอยู่ใต้ทะเลสาบนี้ด้วย

คืนนี้พักที่เมือง Hunza

Day 5

Skardu • Upper - Lowe Kachura • Shigar

เดินทางกลับเมือง Skardu ชม Upper Kachura พื้นที่ส่วนใหญ่ทำเกษตรเป็นสวนแอปเปิ้ลและแอพริคอท ประกอบด้วย Upper Kachura ที่ตลอดเส้นทางสามารถชมธรรมชาติสวยงามของต้น HIMALAYAN POPLAR เรียงรายนับพันต้น แนวเทือกเขาหิมาลัย และทะเลสาบสีเทอคอยส์ และ Lower Kachura สัมผัสทะเลสาบที่ตั้งอยู่ที่ความสูง 2,500 เมตร ถือเป็นแหล่งชุมชนและความเจริญ มีจุดท่องเที่ยวที่โดดเด่น ชื่อว่า “ทะเลสาบแชงกรีลา” หรือ “LOWER KACHURA LAKE” ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ของแชงกรีล่า รีสอร์ท ก่อตั้งขึ้นในปี 2526

เดินทางไปยังเมือง Shigar เป็นเมืองสำคัญและชุมชนโบราณในอ้อมกอดของเทือกเขาการาโกรัม (KARAKORUM) โดยผู้คนมีเชื้อสาย Balti ของธิเบต (TIBET) และยังคงมีวัฒนธรรมแบบธิเบตปะปนอยู่ในวิถีชีวิตชาวมุสลิม

คืนนี้พักที่ Shigar

Day 6

Safararangah • Khaplu Village • Khaplu Fort

เดินทางไปยัง ทะเลทรายซาฟรารังกา Sarfaranga Cold Desert ทะเลทราย Sarfaranga Cold Desert ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,226 เมตร (7,303 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ที่นี่จะมีกิจกรรมหลากหลายให้ท่านเลือกเล่น รถจิ๊บลุยทะเลทราย ขี่ม้า Atv และพาราไกด์ดิ้ง (ไม่รวมในราคาทัวร์) ชมความงามของแสงสะท้อนจากต้นไม้หลากสีที่สะท้อนกับแม่น้ำอินดุส อิสระให้เดินเล่นในหมู่บ้าน

Khaplu Village ชุมชนเล็กๆ อายุกว่า 100 ปีตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ชยอค (SHYOK RIVER) ใช้เวลาขับรถ 3 ชั่วโมงจาก SKARDU มีวิวสวยๆให้ถ่ายรูปตลอดเส้นทาาง เทือกเขาและตลิ่งที่เป็นทรายขาวตัดแม่น้ำสีฟ้าใสๆ ที่เกิดจากการละลายของหิมะบนเทือกเขาสูง เฝ้ามองดูวิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่ายและเป็นมิตร

ชม Khaplu Fort พระราชวังโบราณอายุกว่า 200 ปี สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 อยู่ที่ระดับความสูง 2600 เมตร สถาปัตยกรรมและโครงสร้างของพระราชวังแห่งนี้เป็นการผสมผสานกับของศิลปะธิเบต แคชเมียร์ ลาดัก และ เอเชียกลาง

คืนนี้พักที่เมือง Khaplu

Day 7

Kharmang • Manthokha Waterfall • Skardu

Kharmang
เดินทางไปยัง Kharmang ดินแดนแห่งหุบเขา ชื่อเดิมของหุบเขาแห่งนี้คือคาร์ทิคชา แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นคาร์มัง

Kharmang
กลายเป็นเขตที่แยกออกมาในปี 2558 ก่อนหน้านั้นที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเขตสการ์ดู หุบเขาขะมังอุดมด้วยน้ำตกขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้าเขียวขจี ทุ่งหญ้า ภูเขาสูง ผลไม้สด ทุ่งหญ้าและทุ่งหญ้าเขียวขจีที่จะทำให้ถ่ายภาพได้ทุกช่วงเวลา ระหว่างทางมีวิวที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย

Manthokha Waterfall
ชมน้ำตก Manthokha Waterfall น้ำตกนี้สูงจากพื้นดินประมาณ 180 ฟุต และอยู่ห่างจากตัวเมืองสการ์ดูเกือบ 80 กิโลเมตร

จากนั้นเดินทางไปยัง Skardu

คืนนี้พักที่ Skardu

Day 8

Katpana • Chunda valley

ไปชม ทะเลทราย Katpana หรือที่เรียกว่าทะเลทรายเย็น เป็นทะเลทรายที่ระดับความสูง ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Skardu ในเขต Shigar ของ Gilgit-Baltistan ทะเลทรายมีเนินทรายขนาดใหญ่ที่บางครั้งปกคลุมไปด้วยหิมะในช่วงฤดูหนาว ทะเลทราย Katpana Cold อยู่ที่ระดับความสูง 2,226 เมตร (7,303 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล เป็นหนึ่งในทะเลทรายที่สูงที่สุดในโลก

ไปยัง Chunda valley ถ่ายภาพใบไม่เปลี่ยนสี ต้นไม้ที่พบมากที่สุดในหุบเขาชุนดาคือต้นป็อปลาร์ ต้นเบิร์ช และต้นเมเปิ้ล เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี หุบเขาจะเต็มไปด้วยเฉดสีต่างๆ เช่น สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีม่วง ครั้งหนึ่งเคยน้ำท่วมใหญ่ ผู้รอดชีวิตจากเมืองอื่นๆ ทั้งหมดจึงรวมตัวกันที่หุบเขานี้เพื่อให้รอดพ้นจากน้ำท่วม ระหว่างทางขึ้นสู่หมู่บ้านด้านบนมีวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามมาก

คืนนี้พักที่เมือง Skardu

Day 9

Islamabad • Taxila Museum • Faisal Mosque

ไปยังสนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางกลับเมือง อิสลามาบัด โดยสายการบิน Pakistan Airlines (เที่ยวบินอาจมีการเปลี่ยนแปลง)

**หากอากาศปิดบินไม่ได้เราจะเปลี่ยนเป็นนั่งรถมา อิสลมาบัดแทน ใช้เวลา 12-14 ชั่วโมง)

ชมพิพิธภัณฑ์ตักศิลา (Taxila Museum) สถานที่จัดแสดงพุทธประติมากรรมล้ำค่า อาธิเช่น พุทธศิลป์แบบกรีก จิตรกรรม ประติมากรรม เหรียญกษาปณ์ เครื่องปั้นดินเผา และงานศิลปะอื่น ๆ นำชมโบราณสถานมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาสองแห่ง มหาวิทยาลัยจูเลียนและโมห์รา

จากนั้นถ่ายภาพที่มัสยิด (Faisal Mosque) เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอิสลามาบัด สร้างเสร็จในปี 1986 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตุรกี ลักษณะคล้ายเต็นท์กลางทะเลทราย

คืนนี้พักที่ Islamabad

Day 10

Lahore • Wagha-Attari Border Ceremony • Airport • Bangkok

เดินทางไปยังเมืองละฮอร์ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ของประเทศปากีสถานเคยเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิโมกุลและอังกฤษจึงได้เห็นการก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลายสิ่งที่ยังคงหลงเหลือ

ชมพิธีสวนสนามปิดด่านอินเดีย-ปากีสถาน (Wagha-Attari Border Ceremony) ซึ่งจะจัดขึ้นในทุกช่วงเย็นประมาณ 16.30 น. ของทุกวัน จนเป็นสัญลักษณ์แห่งการให้เกียรติ “มิตรและศัตรู” ของทั้งสองประเทศ พิธีการนี้จึงเป็นเหมือนสนามประลองขนาดย่อมที่มีไว้เพื่อประชันลีลาและความสง่างามระหว่างกัน โดยทหารปากีสถานแต่งกายในชุดทหารสีดำและสวมหมวกทรงคล้ายพัดสีดำ ส่วนทหารอินเดียจะอยู่ในชุดทหารสีน้ำตาล สวมหมวกทรงคล้ายพัดสีแดง

ถึงเวลาเดินทางไปยังสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG350 23.30-06.15 น.

(ถึงไทยเช้าวันรุ่งขึ้น)

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia SouthAsia

ทัวร์เลห์ ลาดัก

Leh • Ladakh

เมืองศรีนาการ์ • สวนชาลิมาร์ • เทือกเขากุลมาร์ค • โซนามาร์ค • เมืองเลห์ • Alchi Monastery • Khardungla Pass •
Nubra Valley • ทะเลสาบแปงกอง • Thiksey Monastery • Shey Palace

วันที่จัดทริป

9 – 16 สิงหาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เมืองศรีนาการ์
  • เทือกเขากุลมาร์ค
  • โซนามาร์ค
  • เมืองเลห์
  • วัดลามายูรู
  • วัดอัลชิ
  • Khardung La Pass
  • Nubra Valley
  • ทะเลสาบแปงกอง
  • Hemis Monastery
  • Thiksey Monastery
  • Shey Palace
short brief
สรุปย่อทัวร์เลห์ ลาดัก

วันที่ 1 |พบกันที่สนามบิน เดินทางไปเดลี ต่อเครื่องภายใน ไปยังเมืองศรีนาการ์
วันที่ 2 | สวนชาลิมาร์ • สวนนิชาท • Gulmarg
วันที่ 3 |Sonamarg • Kargil
วันที่ 4 | Kargil • Lamayuru • Alchi • Leh
วันที่ 5 | Leh • Khardungla Pass • Nubra Valley (128 Kms | 4-5 hrs approx)
วันที่ 6 | Nubra • Pangong Lake (150 Kms | 6-7 hrs approx.)
วันที่ 7 | Pangong Lake • Hemis • Thiksey • Shey
Reynisfjara Beach & Hálsanefshellir Cave • Skógafoss • Seljalandsfoss
วันที่ 8 | เลห์-เดลี • ต่อเครื่องกลับไทย

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าวีซ่า
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่ม นอกเหนือจากรายการ
  • ค่าแปลเอกสารยื่นวีซ่า (ถ้ามี)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปเลห์ ลาดักที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

กรุงเทพ • เดลี • ศรีนาการ์

Day 1

04.30 น. พบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG323 07.35 น.

10.35 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิราคานธี เมืองนิวเดลี รับสัมภาระ จากนั้นรอเวลาเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยัง เมืองศรีนาการ์ (Srinagar) โดยสายการบิน Indigo เที่ยวบิน 6E2747 เวลา 13.40 น.

15.05 น. เดินทางถึง เมืองศรีนาการ์ เมืองหลวงของแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ตั้งอยู่ในหุบเขาแคชเมียร์ ที่ระดับความสูง 1,730 เมตร ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งทะเลสาบและสายน้ำ สวนดอกไม้และงานศิลปะที่ประดิษฐ์จากไม้

เดินเล่นชมเมืองศรีนาการ์ สามารถเริ่มต้นการเดินเล่นที่ Lal Chowk ซึ่งเป็นศูนย์กลางกลางเมือง ที่นี่สามารถหาซื้อของที่ระลึก ทานอาหาร และชื่นชมบรรยากาศได้

พักที่ เมืองศรีนาการ์

Day 2

สวนชาลิมาร์ • สวนนิชาท • กุลมาร์ค

ชม สวนชาลิมาร์ (Shalimar Garden) หรือสวนแห่งความรัก เป็นสวนที่ตั้งอยู่ ณ เชิงเขาที่ทอดยาวไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า สวนแห่งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนสมัยโบราณ ที่มีการสร้างน้ำพุเรียงกันเป็นแนวยาว และใช้แรงดันน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา ประกอบกับการตกแต่งสวนที่มีดอกไม้นานาพันธุ์แข่งกันเบ่งบานอวดสีสันอันสวยงาม

ชม สวนนิชาท (Nishat Garden) ถือได้ว่าเป็นสวนสำหรับการพักผ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในรัฐจัมมูแอนด์แคชเมียร์ ฉากหลังของสวนแห่งนี้ติดกับเทือกเขาซาร์วาวาลที่มีความยิ่งใหญ่และมีหิมะปกคลุม นอกจากนี้ยังมีต้นเมเปิ้ลขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนานกว่า 400 ปี โดยสวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระบัญชาของพระเจ้าอาซาฟข่านเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับพระนางนูรชาฮาน ผู้เป็นน้องสาว

ขึ้นสู่เทือกเขากุลมาร์ค ซึ่งเป็นสถานที่มีทัศนียภาพสวยงามแห่งหนึ่งในโลกในขณะขับรถสู่เทือกเขากุลมาร์คสองข้างทางจะเป็นทุ่งนาข้าวสลับกับพันธุ์ไม้ป่าและฝูงแกะตามเทือกเขาโดยเทือกเขาหิมาลัยนี้จะมีหิมะปกคลุมสลับกันไป

เทือกเขากุลมาร์คเป็นพื้นที่ราบทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในโลก เมื่อถึงกุลมาร์คแล้วพาท่านเที่ยวชมเทือกเขาซึ่งเป็นภูเขาที่สวยงามแห่งหนึ่งในแคชเมียร์ มีชื่อว่าเป็นทุ่งหญ้าของดอกไม้ (Meadow of Flower) เดิม กุลมาร์ค มีชื่อเรียกว่า เการิมาร์ค ตั้งโดยสุลต่านยูซุป ชาร์ ในศตวรรษที่ 16 เนื่องจากเป็นทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าที่งอกงามตามฤดูกาล อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟ 18 หลุมที่สูงที่สุดในโลก สูง 3,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลและสถานที่เล่นกีฬาสกีน้ำแข็งในฤดูหนาว จนไม่คิดว่านี้เป็นประเทศอินเดีย

พักที่ Gulmarg

Day 3

Sonamarg • Kargil

เดินทางจากศรีนาการ์ สู่ โซนามาร์ค คำว่า “โซนา” แปลว่าทอง “มาร์ค” แปลว่าเส้นทาง ในอดีตเส้นทางนี้เป็นเส้นทางค้าขายในตำนานหรือที่เรียกว่า เส้นทางสายไหมเนื่องจากภูมิประเทศที่สวยงามอีกทั้งมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ตลอดสองข้างทางการเดินทางจะได้เห็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะรูปร่างแปลกตา สลับกับป่าต้นวอลนัตขนาดใหญ่ที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทางเส้นทางนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,690 เมตร เรียกว่าสวยงามมากตลอดเส้นทางจากศรีนาคา ผู้เดินทางจะได้เดินทางไปและถ่ายรูปไปตลอดทาง

บริเวณริมฝั่งข้างทางจะมีทุ่งหญ้าสีเหลืองที่เต็มไปด้วยดอกมัสตาร์ดที่สวยงาม แวะเก็บภาพเป็นที่ระลึก นอกจากนี้แล้วยังผ่านป่าวอลนัทที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง

ไปเมือง Kargil เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย เคยอยู่ใจกลางความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี และเป็นเมืองแห่งมุสลิม

พักที่ Kargil

Day 4

Kargil • Lamayuru • Alchi • Leh

ออกเดินทางบนเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ เมืองเลห์ แห่งแคว้นลาดัก ซึ่งเป็นเส้นทางรถยนต์ที่สูงที่สุดในโลก 5,603 เมตร ระหว่างทางพบกับวิวทิวทัศน์ที่แปลกตา สัมผัสกับความงดงามของภูเขา วังโบราณและวัดเก่า

แวะชมเมือง Lamayuru วัดลามายูรู แห่งเมืองลับแล เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายหมวกแดง มีอีกชื่อหนึ่งว่า ยุงตรุง ทาปาลิง กอมปา (Yungdrung Tharpaling Gompa) ยุงตรุงฯ ในภาษาทิเบต หมายถึง สวัสติกะ ทุกปีจะจัดพิธีสำคัญเรียกว่า ญูรู ฆับจ์ยัต (Yuru Kabgyat) โดยในงานจะมีการเต้นระบำหน้ากากและนำผ้าบฎอันเก่าแก่ออกมาคลี่บูชา

แวะชมวัดอัลชิ (Alchi Monastery) ในเมืองอัลชิ วัดที่มีภาพเขียนศาสนาพุทธ เก่าแก่กว่าพันปีที่ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 โดยพระ Rinchen Zangpo พระภิกษุชาวทิเบต ผู้แปลคัมภีร์พุทธจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาทิเบต วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบ Gandharan และ Kashmiri

จากนั้นเดินทางต่อเข้าสู่ตัวเมืองเลห์

ค่ำคืนนี้ พักผ่อนที่เมืองเลห์

Day 5

Leh • Khardungla Pass • Nubra Valley (128 Kms | 4-5 hrs approx)

Khardung La Pass อยู่ระหว่างเส้นทางไป Nubra Valley เป็นถนนที่รถสามารถวิ่งได้ที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 18,380 ฟุต (5,602 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล บนเทือกเขา Karakoram ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเลห์ ประเทศอินเดีย สร้างขึ้นในปี 1976 โดยกองทัพอินเดีย และเปิดให้บริการสำหรับพลเรือนในปี 1988

หุบเขา Nubra อยู่ทางตอนเหนือของเลห์ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำชย็อก (Shayok river) ไหลผ่าน มีอากาศอบอุ่นกว่าเลห์ และมีระดับความสูงที่ต่ำกว่าเลห์ ทำให้อากาศสบายๆ และเหมาะแก่การปลูกผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล แอปปิคอตช่วงกรกฎาคม – สิงหาคม ท้องทุ่งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยดอกไม้

คืนนี้พักที่ Nubra

Day 6

Nubra • Pangong Lake (150 Kms | 6-7 hrs approx.)

เดินทางไปทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) หรืออาจจะได้ยินกันว่าผางกงโฉ (Pangong Tso) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือมีความสูงถึง 4320 เมตร จากระดับน้ำทะเล น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม และจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆตามมุมของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงกระทบผืนน้ำ 

เป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา Himalaya และ Trans-Himalaya ในภูมิภาค Ladakh ทะเลสาบยาว 134 กิโลเมตร (83 ไมล์) และกว้าง 5 กิโลเมตร (3 ไมล์) โดยพื้นที่ประมาณ 604 ตารางกิโลเมตร (233 ตารางไมล์) ประมาณ 60% ของทะเลสาบอยู่ในอินเดีย ส่วนที่เหลืออยู่ในจีน

ชื่นชมบรรยากาศทะเลสาบในช่วงเย็นๆ

พักที่ Pangong

Day 7

Pangong Lake • Hemis • Thiksey • Shey

ทะเลสาบแปงกอง เป็นที่รู้จักในหนังสือเรื่อง “Lost Horizon” กล่าวถึงที่นี่ว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” และก็เป็นที่รู้จักกันจาก ภาพยนตร์อินเดียชื่อดัง “The 3 Idiots” ซึ่งใช้สถานที่นี้ในการถ่ายทำ สีของน้ำในทะเลสาบ จากสีน้ำเงินเข้มถึงสีเทอร์คอยส์ ขึ้นอยู่กับมุมมอง แสงแดดและสภาพอากาศ ชื่นชมกับบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบ ให้เต็มอิ่ม ก่อนเดินทางกลับเมืองเลห์
จากนั้นเดินทางเข้าสู่เมืองเลห์ (ประมาณ 5 ชม)

แวะชม Hemis Monastery วัดเฮมิสเป็นวัดทิเบตนิกายหมวกแดง อายุ 450 ปี เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองลาดักห์ สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 โดย King Sengge Namgyal ผู้สร้างพระราชวังเลห์ เป็นที่เก็บ ทังก้า (Tangka) พระปทุมสมภพอายุมากกว่า 300 ปี สมบัติลํ้าค่าของชาวลาดักห์

วัด Thiksey Monastery ที่นี่มีสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับวังโปตาลาในธิเบต จึงได้ชื่อว่าเป็นทิเบตน้อย เป็นวัดในนิกายหมวกเหลือง หรือ นิกายเกลุกปะ อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเชย์ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งมีความสูงเท่าอาคารสองชั้น

Shey Palace สร้างเป็นวังฤดูร้อน เนื่องจากในสมัยก่อนเมือง Shey เป็นเมืองหลวงในช่วงฤดูร้อนของอาณาจักรลาดักห์ สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อ ระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Sengge Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุนี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

พักที่เมือง Leh

Day 8

เลห์ • เดลี • กรุงเทพ

เดินทางไปยังสนามบิน บินกลับสู่เดลี โดยสายการบิน Indigo Airlines เที่ยวบินที่ 6E2537 07.40-09.00 น. จากนั้น ต่อด้วยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG324 11.40 น. เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ

17.35 น. ถึงกรุงเทพ ฯ โดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
10-Oct 2024 Mid Asia SouthAsia

ทัวร์อินเดีย ราชาสถาน

ทัวร์อินเดีย ราชาสถาน

  • พบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรรภูมิ
  • เดินทางสู่เมืองเดลี
  • เดินทางถึงสนามบินเดลี รอต่อเครื่องเพื่อเดินทางสู่เมือง Udaipur โดยสายการบินภายในประเทศ
  • ถึงสนามบิน Udaipur จากนั้นพาไปชม ทะเลสาบพิโชล่า (PICHOLA LAKE) ชมทิวทัศน์รอบทะเลสาบที่มี ขนาดกว้าง 3 กม. และยาว 4 กม. ภายในทะเลสาปแห่งนี้มีเกาะตั้งอยู่ 4 เกาะ
  • ชม JAGDISH TEMPLE วัดที่ใหญ่ที่สุดของเมือง UDAIPUR และเป็นวัดที่เคารพสักการะสำหรับชาวเมืองเป็นอย่างมาก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1651 เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพจักกนาถ (LORD JAGGANATH) ซึ่งเป็นอวตารลำดับที่ 9 ของพระวิษณุ โดยเทวาลัยแห่งนี้ถือได้ว่าเป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองอุทัยปุระ เนื่องจากลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรม 
  • พักที่ Mewargarh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • ชม วัดเชนแห่งเมืองรานัคปุระ (Jain Temple) วัดเชนแห่งเมืองรานัคปุระ ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 โดยวิหารแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางเส้นทางแสวงบุญของศาสนิกผู้นับถือศาสนาเชน ตัวอาคารสร้างมาจากหินอ่อนและใช้เสาค้ำตัวอาคารถึง 1444 ต้น ภายในประดิษฐานพระอธินาถหรือพระวิษณุ
  • นำท่านชม ซิตี้พาเลซ(City Palace) หรือพระราชวังฤดูหนาว สร้างโดย Maharana Udai Signh II ในปี 1559 มีสถาปัตยกรรมแบบผสมระหว่างยุโรปและจีนเข้าด้วยกัน ตั้งตระหง่านอยู่บนฝั่งริมทะเลสาบ Pichola ที่พระราชวังมีสนามหญ้า, ศาลา ,ระเบียง สร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อน ภายในประดับด้วยกระจกและแก้วหลากสี ประกอบด้วย 11 พระราชวัง
  • ชม ฟาเตห์ ประการห์ พาเลซ(Fateh Prakash Palace) ตั้งอยู่ทางตะวันออกริมทะเลสาบ Pichola ตั้งตามชื่อ Maharana Fateh Singh หนึ่งในผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ Mewar พระราชวังที่สวยงามแห่งนี้มีป้อมปราการที่โดดเด่นและโดมคู่บารมี ภาพวาดและคริสตัลอันล้ำค่า มีเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่แกะสลักสวยงาม ปัจจุบันบางส่วนได้กลายเป็นโรงแรมที่พัก
  • มุ่งหน้าสู่ เมืองโจดปูร์ หรือ เมืองโยธปุระ เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในแคว้นราชาสถาน ได้ชื่อว่า เมืองสีฟ้า เพราะบ้านเรือนนิยมทาด้วยสีฟ้าซึ่งถือเป็นสีสัญลักษณ์ของพราหมณ์
  • พักที่ Raj Bagh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • เที่ยวชม ป้อมปราการเมห์รันกาห์ (Mehrangarh Fort) ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 4 ของพระราชวังแบบป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย ที่กินเนื้อที่อาณาบริเวณภูเขา 125 ลูก ภายในมีพระราชวังที่สวยงามและเป็นจุดชมวิวมหานครสีฟ้าที่งดงาม
  • นำชม พิพิธภัณฑ์พระราชวังอุเหมาบาวัน (Umaid Bhavan Palace) สร้างขึ้นในปี1929 เป็นพระราชวังที่ก่อสร้างขึ้นในยุคใหม่และเป็นพระราชวังสุดท้ายที่สร้างขึ้นก่อนอินเดียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ โดยใช้ฝีมือแรงงานกว่า 3,000 คน และใช้เวลาก่อสร้างถึง 15 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ ภายในพระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยห้องต่างๆ 347 ห้อง แบ่งเป็นห้องจัดงานเลี้ยงที่จุคนได้ราว 1,000 คน ถึง 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์ รวมถึงสระน้ำขนาดยักษ์อยู่ชั้นใต้ดินด้วย
  • ชม อนุสรณ์สถานจัสวานธาดา (Jaswant Thada) อาคารที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งตัวอาคาร ถูกใช้เป็นสุสานหลวงที่ฝังพระศพของมหาราชา จัสวาน สิงห์ที่สองและราชนิกูลองค์อื่นๆ
  • พักที่ Raj Bagh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • เดินทางสู่เมืองแอจเมอร์ เป็นหนึ่งในหัวเมืองหรือเขตปกครองที่สำคัญของรัฐราชาสถาน โดยเมืองแอจเมอร์ถูกสร้างขึ้นโดยชาคัมบารี ชาห์ฮามานา (เชาฮัน) เมืองแอจเมอร์เป็นเมืองที่ถูกขาอราวัลลี่โอบล้อมไว้ และเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการจาริกแสวงบุญของศาสนาอิสลามนิกายซูฟี
  • ชม Dargah Sharif สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม เป็นสุสานของนักบุญนิกายซูฟี “ควาจาห์ มออินุดดิน ชิสที (KHWAJA MOINUDDIN CHISHTI)” ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาทาราการ์ ซึ่งภายในสถานที่แห่งนี้ประกอบด้วยอาคารหินอ่อนสีขาวที่มีประตูขนาดมหึมาที่นิซามแห่งไฮเดอราบัดเป็นผู้สร้างถวาย
  • เดินทางต่อไปเมืองพุชคาร์ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบพุชคาร์อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่แสวงบุญของชาวฮินดู เป็นเมืองมังสวิรัติ เป็นเมืองที่ปลอดเนื้อสัตว์ ปลอดไข่ ปลอดแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด เป็นเมืองเก่าแก่ ตึกรามบ้านช่องสีขาวเรียงรายรอบทะเลสาบ
  • นำท่านชม วัดพระพรหม ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันในนาม Jagatpita Brahma Mandir เป็นเทวาลัยที่เชื่อว่าถูกสร้างขึ้นมาแล้ว 2,000 ปีและมาบูรณะปฏิสังขรณ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่14 โดยเทวาลาลัยแห่งนี้ถือได้ว่าเป็น 1 ในเทวาลัยอันมีไม่มากในโลกแห่งนี้ที่เป็นเทวาลัยของพระพรหม
  • ชม ทะเลสาบ PUSHKAR ตั้งอยู่ที่เมืองพุชคาร์ ที่นี่เป็นเมืองในตำนานของศาสนาฮินดู มีความเชื่อว่า เป็นบ้านเกิดของพระพรหม ทุกๆปีจะมีชาวฮินดูเดินทางออกมาแสวงบุญและอาบน้ำที่ทะเลสาบแห่งนี้
  • พักที่ Brahma Horizon ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • เดินทางไปยังเมืองชัยปูร์ เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นราชาสถาน โดยท่านมหาราชา ไสวชัย สิงห์ ที่ 2 (Maharaja Sawei Jai Singh II) เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1727 หรือเรียกว่า นครแห่งชัยชนะ
  • ชม Nahargarh Fort เป็นจุดชมวิวซึ่งสามารถมองเห็นเมืองจัยปูร์ได้แบบกว้างๆและชัดเจนอีกหนึ่งของเมือง ตั้งอยู่เทือกเขา Aravalli Hills ซึ่งเดิมทีป้อมแห่งนี้เคยเป็นปราการกำแพงป้องกันเมืองเมื่อในอดีต แต่ในทุกวันนี้กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความยิ่งใหญ่และงดงามอลังการไม่แพ้ที่ไหน ๆ ในราชาสถาน
  • ชม Hawa Mahal พาเลซออฟวินด์ หรือพระราชวังแห่งสายลม สร้างในปี ค.ศ.1799 เป็นอาคาร 5 ชั้นสร้างด้วยหินทรายออกแดงคล้ายสีปูนแห้ง สถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียกับโมกุล มีหน้าต่างถึง 953 ช่อง คำว่า ฮาวา หมายถึงสายลม ซึ่งถือเป้็นสัญลักษณ์แห่งจัยปูร์ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีชมพู
  • พักที่ Clarks Amer ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • เดินทางสู่สนามบิน เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองจัยซาแมร์ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางถึงเมืองจัยซาแมร์ เป็นเมืองที่ได้รับสมญานามว่า นครสีทอง ตั้งอยู่บนที่ราบสูง กลางทะเลทรายธาร์ เมืองแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นจากหินทรายสีเหลือง
  • นำชมป้อมจัยซาแมร์ (Jaisalmer Fort) ปราการขนาดใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางทะเลสาบ สร้างโดยมหาราชา วัลไจซัล สร้างขึ้นใน ปี 1156 รอบๆ ป้อมจัยซาแมร์มีหอรบถึง 99 หอ โดยศัตรูหลักของเมืองนี้คือบรรดา เจ้าราชปุตของนครต่างๆ รวมถึงจักรพรรดิอัคบาร์แห่งโมกุล ปัจจุบันป้อมจัยซาแมร์ เป็นป้อมเดียวในอินเดียที่มีผู้คนอาศัยอยู่ด้านบน
  • นำชม พระราชวังของมหาราวัล (Palace of the Maharawal) ตั้งอยู่ด้านขวามือของป้อมจัยซาแมร์ เป็นพระราชวังขนาด 5 ชั้น แบ่งเป็นห้องต่างๆ ซึ่งตกแต่งสวยงามตามสไตล์ราชปุต โดยห้องที่โดดเด่นที่สุดของที่นี่คือ กัชวิลล่าส์ (Gaj Villas) ซึ่งบุผนังด้วยกระเบื้องลายสีฟ้าเข้มจากประเทศฮอลแลนด์
  • เดินทางสู่ เนินทรายแซม (Sam Dune) ขี่อูฐชมทะเลทรายกับภูมิทัศน์ที่แสนงดงามของขอบฟ้าจรดกับผืนทราย รอชมพระอาทิตย์อัสดงกลางทะเลทราย อันเป็นภาพที่น่าสุดแสนประทับใจ
  • พักที่ Hotel Rang Mahal Jaisalmer โรงแรมระดับ 4 ดาว
  • ชม วัดเชน (Jain Temples) ตั้งอยู่บนป้อมจัยซาแมร์ กลุ่มวัดเชน ประกอบด้วยวัด 7 วัด มีวัดประธานซึ่งมีขนาดใหญ่สุดมีชื่อว่า ซานดราปราพู ส่วนอีก 6 วัด ได้แก่ วัดซานตินาท วัดสัมพนาท วัดซิตาลนาท วัดปาราสนาท วัดริคาบเดฟ และวัดคุณธูนาท ซึ่งแต่ละวัดก็สร้างเพื่อถวายแด่ศาสดาของศาสนาเชน ทั้งนี้วัดทั้งหมดยังสร้างเชื่อมถึงกัน ทำให้สามารถเดินเข้าออกแต่ละวัดได้อย่างสะดวก
  • ชม ฮาเวลีพัทวันกี (Patwon Ki Haveli) เป็นคฤหาสน์ที่มีขนาดใหญ่และหรูหราที่สุดในบรรดาฮาเวลีด้วยกัน ใช้เวลาในการสร้าง 50 ปี ความโดดเด่นอยู่ที่มีจาโรกัส (ระเบียงและซุ้มหน้าต่างที่ยื่นออกมาล้อมรอบคฤหาสน์) มากถึง 66 ระเบียง
  • นำท่านชม Saalam Singh Ki Haweli หรือพระตำหนักไข่มุก ซึ่งมี จุดเด่นอยู่ที่การนำเปลือกหอยมุกมาบด
  • ชม ทะเลสาบกาดซิซาร์ (Gadsisar Lake) เป็นทะเลสาบเก่าแก่ประจำเมือง จัยซาแมร์ สร้างโดยมหาราชา วาลกาดซี ราวค.ศ. 1367 ซึ่งทะเลสาบนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของเมืองจัยซาแมร์ รอบๆ ทะเลสาบจะมีวัดและอนุสรณ์สถานเล็กๆ สีเหลืองทองอร่าม
  • เดินทางกลับเมืองจัยปูร์ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • พักที่ Clarks Amer ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • นำท่านชม พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท (Amber fort) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูงเหนือทะเลสาบเมาตา (MAOTA LAKE) และรายล้อมไปด้วยชุมชนของเขตเมืองเก่า เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของป้อมปราการเก่า ในยุคศตวรรษที่ 11โดยพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี คริสต์ศักราช 1592 โดยมหาราชาแมน ซิงห์ แล้วเสร็จในรัชกาลของมหาราชาใจ ซิงห์ ป้อมปราการแห่งนี้ยังถือได้ว่าเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมราชปุต (RAJPUT) หากต้องการขี่ช้างแทนการนั่งรถจี๊ป จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และการขี่ช้างจะต้องเผื่อเวลาเพิ่มเติม 
  • ชมพระตำหนักกลางน้ำ JAL MAHAL เป็นพระตำหนักฤดูร้อนของมหาราชาแห่งชัยปุระ สร้างโดยมหาราชาประตาปซิงห์ อยู่กลางทะเลสาบมานสาการ์ ในสมัยก่อนมหาราชาทรงมาประทับที่นี่ในช่วงฤดูร้อน เพื่อหลีกหลีความร้อน เป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามและประณีต ประดับตกแต่งไปด้วยพลอยหลากสี
  • ชมซิตี้พาเลช (City Palace) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 7 ของใจกลางเมือง ถูกสร้างขึ้นในรัชกาลของมหาราชาจัย ซิงห์ และถูกต่อเติมเรื่อยมา เป็นสถาปัตยกรรมแบบราชาสถานที่มีกลิ่นอายศิลปะแบบโมกุล พระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ ของเมืองชัยปุระที่แสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของมหาราชาแห่งเมืองชัยปุระ
  • ชมหอดูดาว จันทราแมนทาร์ สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1727 โดยมหาราชาใจสิงห์ พระองค์ยังทรงเป็นกษัตริย์นักดาราศาสตร์ จึงทรงสร้างหอดูดาวและอุปกรณ์ดาราศาสตร์ขนาดใหญ่ไว้มากมาย เรียกว่า Jantar Mantar ชมนาฬิกาแดด สูงถึง 28 เมตร ที่ยังเที่ยงตรงอยู่
  • เดินทางไปสนามบิน เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ
  • กลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

ค่าทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ

รูปแบบ

  • ทัวร์กลุ่มเล็ก จัดสไตล์ Roadtrip มีคนไทยขับรถพาเที่ยว
  • พาชมแสงเหนือทุกคืนที่ฟ้าเปิด 

รวม

  • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่
  • รวมอาหารเช้า
  • รวมค่าวีซ่า
  • ยานพาหนะ ที่จอด น้ำมัน ค่าใช้จ่ายของ Driver Guide ทั้งหมด

ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทุกเส้นทาง
  • อาหารกลางวันและเย็น

เงื่อนไขทริป 

คือการเดินทางด้วยรถตู้คันเล็ก กลุ่มละ 6 ท่าน มึความคล่องตัวและ Flexible มากกว่าการเดินทางด้วยรถใหญ่

อย่างไรก็ตาม Road Trip มีข้อจำกัดบางประการ 

  • พื้นที่เก็บกระเป๋ามีจำกัด หากมา 6 ท่าน กระเป๋าจะต้องเป็นขนาด 24 นิ้วเท่านั้น และ Carry On ต้องเป็นแบบ ผ้าหรือแบบเป้ที่สามารถใส่ไว้ใต้เบาะหรือข้างๆตัวได้
  • เราไม่สามารถทราบรุ่นของรถได้จนกว่าจะถึงวันรับรถ บางครั้งรถอาจจะใหญ่กว่าในรูปหรือเล็กกว่าในรูป ดังนั้น เพื่อจำกัดข้อผิดพลาดของการเดินทาง เราจึงจำเป็นต้องกำหนดขนาดของกระเป๋าไว้ล่วงหน้า
  • กระเป๋าต้องเผื่อพื้นที่ของไกด์ 1 ใบ
  • เราจะพาทุกท่านเข้าโรงแรมก่อนออกเที่ยวเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการทุบกระจกขโมยของ
  • กระเป๋าทุกท่านต้องดูแลกระเป๋าของตนเอง (ช่วยยกขึ้นรถ) รวมถึงการลากขึ้นห้อง เนื่องจากไกด์ของเรามีคนเดียว
  • xxx

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม