Categories
14 South Asia

ปากีสถาน ฮุนซ่า สการ์ดู ที่สุดแห่งใบไม้เปลี่ยนสี

ปากีสถาน ฮุนซ่า สการ์ดู ใบไม้เปลี่ยนสี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ทะเลสาบ Attabad: ชมผืนน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์จากรอยแผลแผ่นดินถล่มที่งดงามจนสะกดทุกสายตา
  • สะพานแขวน Hussaini: ก้าวข้ามความกลัวบนสะพานเชือกที่หวาดเสียวที่สุดในโลกท่ามกลางวิวหุบเขายิ่งใหญ่
  • ทะเลทราย Sarfaranga: ปล่อยใจไปกับความมหัศจรรย์ของผืนทรายที่โอบล้อมด้วยยอดเขาหิมะขาวโพลน
  • หุบเขาฮุนซาและป้อม Baltit: ซึมซับความสงบของอารยธรรมโบราณพร้อมวิวภูเขาสวยเหมือนหลุดไปในนิทาน
  • มัสยิด Faisal: สัมผัสความยิ่งใหญ่ของมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในปากีสถานด้วยสถาปัตยกรรมที่สง่างาม
  • พิธีปิดด่านพรมแดนละฮอร์: ชมการแสดงเปลี่ยนเวรยามปากีสถานและอินเดียที่เต็มไปด้วยพลังและความภาคภูมิใจ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: อิสลามาบัด
เดินทางถึงเมืองหลวงของปากีสถาน จุดเริ่มต้นสู่การท่องเที่ยวตอนเหนือ

วันที่ 2: อิสลามาบัด – กิลกิต – ฮุนซา
เดินทางขึ้นเหนือ แวะชมวิวภูเขา Rakaposhi และเมืองกิลกิต ก่อนเข้าพักที่ฮุนซา

วันที่ 3: ฮุนซา – ฮอปเปอร์/นาการ์ – ฮุสไซนี – พาสสุ
ชมวิว Lady Finger, ป้อม Altit และ Baltit, หุบเขา Hopper/Nagar และสะพาน Hussaini ก่อนพักที่พาสสุ

วันที่ 4: พาสสุ – อัตตาบัด – ฮุนซา
ชมธารน้ำแข็ง Passu/Batura และทะเลสาบ Attabad สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ก่อนกลับพักฮุนซา

วันที่ 5: ฮุนซา – สกาดุ – ชิการ์
เดินทางกลับสกาดุ แวะชมทะเลสาบ Kachura แล้วเข้าพักที่ชิการ์

วันที่ 6: ชิการ์ – ซาฟรารังกา – คัปปู
เที่ยวทะเลทรายซาฟรารังกา ชมหมู่บ้าน Khaplu และ Khaplu Fort ก่อนพักที่คัปปู

วันที่ 7: คัปปู – Kharmang – Manthokha – สกาดุ
เดินทางสู่หุบเขา Kharmang ชมน้ำตก Manthokha และกลับพักสกาดุ

วันที่ 8: สกาดุ
ชมทะเลทราย Katpana และหุบเขา Chunda ที่โดดเด่นด้วยวิวธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสี

– วันที่ 9: สกาดุ – อิสลามาบัด
บินกลับอิสลามาบัด แวะชมพิพิธภัณฑ์ตักศิลาและมัสยิด Faisal

วันที่ 10: อิสลามาบัด – ละฮอร์
เดินทางสู่ละฮอร์ เมืองวัฒนธรรมสำคัญ และชมพิธีปิดด่านพรมแดนปากีสถาน–อินเดีย

วันที่ 11: ละฮอร์ – กรุงเทพฯ
เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว (หรือดีที่สุดที่มีในเมืองนั้น)
  • อาหารทุกมื้อ มีอาหารไทยเสริม
  • วีซ่า
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ทิป

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: อิสลามาบัด

เดินทางถึงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับการเดินทางสู่ภูมิภาคตอนเหนือของประเทศ ช่วงนี้เหมาะสำหรับพักผ่อน ปรับตัว และเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเส้นทางภูเขา

ที่พัก: อิสลามาบัด

วันที่ 2: อิสลามาบัด – กิลกิต – ราคาร์โปชิ – ฮุนซา

เดินทางสู่ฮุนซา โดยใช้เวลาเดินทางรวมค่อนข้างยาวประมาณ 12–14 ชั่วโมงทางถนน ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางและจุดแวะ ระหว่างทางแวะชมภูเขาราคาโปชิ (Rakaposhi) ยอดเขาสูง 7,788 เมตร หนึ่งในยอดเขาเด่นของเทือกเขาคาราโครัม มีชื่อเสียงจากรูปทรงสง่างามคล้ายปิรามิด และเป็นภูเขาที่มองเห็นได้ชัดจากถนนสายคาราโครัม จากนั้นผ่านกิลกิต เมืองประวัติศาสตร์บนเส้นทางสายไหมโบราณ ซึ่งเคยเป็นจุดพักของพ่อค้าและคาราวานที่เดินทางผ่านเอเชียกลาง

ที่พัก: ฮุนซา

วันที่ 3: ฮุนซา – Altit – Baltit – Hopper/Nagar – Hussaini – พาสสุ

เริ่มเที่ยวในเขตหุบเขาฮุนซา ชมวิว Lady Finger ยอดเขาทรงแหลมโดดเด่นที่มีรูปร่างคล้ายนิ้วมือ และเป็นหนึ่งในภาพจำของฮุนซา แวะป้อม Altit Fort ป้อมเก่าแก่ที่มีอายุกกว่า 900 ปี เคยเป็นที่ประทับของผู้ปกครองฮุนซา จากนั้นชม Baltit Fort ป้อมปราการโบราณบนเนินเขาที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมทิเบตและเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐฮุนซา ต่อด้วยหุบเขา Hopper/Nagar ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องธารน้ำแข็งและวิวภูเขายิ่งใหญ่ ก่อนแวะสะพาน Hussaini สะพานแขวนชื่อดังที่ข้ามแม่น้ำฮุนซาและเป็นที่รู้จักในความหวาดเสียว จากฮุนซาไปพาสสุ ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง

ที่พัก: พาสสุ

วันที่ 4: พาสสุ – ธารน้ำแข็ง Passu/Batura – ทะเลสาบ Attabad – ฮุนซา

ชมธารน้ำแข็ง Passu และ Batura ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เห็นได้ชัดจากถนนสายคาราโครัม โดยเฉพาะบริเวณพาสสุที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาแหลมสวยแปลกตา จากนั้นแวะทะเลสาบ Attabad ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่เกิดจากเหตุแผ่นดินถล่มครั้งใหญ่ในปี 2010 จนปิดกั้นลำน้ำและกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่สวยที่สุดของกิลกิต-บัลติสถาน เดินทางกลับฮุนซา ใช้เวลารวมประมาณ 2–3 ชั่วโมง

ที่พัก: ฮุนซา

วันที่ 5: ฮุนซา – สกาดุ – ทะเลสาบ Kachura – ชิการ์

เดินทางกลับสู่เขตสกาดุ ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 7–9 ชั่วโมง แล้วแวะชมทะเลสาบ Kachura ซึ่งประกอบด้วย Lower Kachura และ Upper Kachura ทะเลสาบน้ำใสท่ามกลางภูเขา เป็นพื้นที่พักผ่อนที่มีทิวทัศน์สงบงามและมีชื่อเสียงมานานในหมู่นักเดินทาง ก่อนเข้าพักในเขตชิการ์

ที่พัก: ชิการ์

วันที่ 6: ชิการ์ – Sarfaranga – Khaplu – Khaplu Fort

เที่ยวทะเลทรายซาฟรารังกา (Sarfaranga Desert) ทะเลทรายกลางหุบเขาที่มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ เป็นภูมิประเทศหายากและโดดเด่นของสกาดุ จากนั้นเดินทางต่อสู่หมู่บ้าน Khaplu ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง หมู่บ้านเก่าแก่ของชาวบัลติที่ยังคงวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้ดี แล้วเข้าชม Khaplu Fort หรือ Yambsil House ป้อมโบราณที่เคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์ท้องถิ่น และเป็นหลักฐานสำคัญของอิทธิพลทิเบตและบัลติในภูมิภาคนี้

ที่พัก: คัปลู

วันที่ 7: คัปลู – หุบเขา Kharmang – น้ำตก Manthokha – สกาดุ

ออกเดินทางสู่หุบเขา Kharmang ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3–4 ชั่วโมง พื้นที่แห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องความเงียบสงบ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และทิวทัศน์ภูเขาที่ยังคงความบริสุทธิ์ จากนั้นแวะชมน้ำตก Manthokha น้ำตกขนาดใหญ่ที่เป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของคนท้องถิ่น เหมาะสำหรับชมบรรยากาศธรรมชาติและพักระหว่างเส้นทาง ก่อนเดินทางกลับสกาดุ

ที่พัก: สกาดุ

วันที่ 8: สกาดุ – Katpana – Chunda

เที่ยวทะเลทราย Katpana ทะเลทรายสูงที่มีชื่อเสียงมากของสกาดุ โดดเด่นด้วยเนินทรายที่รายล้อมด้วยยอดเขาหิมะ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทะเลทรายที่แปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากนั้นชมหุบเขา Chunda ซึ่งเป็นจุดชมวิวสวยของสกาดุ และในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะเต็มไปด้วยเฉดสีส้ม แดง และทอง เหมาะสำหรับชมวิวเมืองและหุบเขาโดยรอบ

ที่พัก: สกาดุ

วันที่ 9: สกาดุ – อิสลามาบัด – ตักศิลา – มัสยิด Faisal

บินกลับสู่อิสลามาบัด จากนั้นเดินทางไปตักศิลา ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อชมพิพิธภัณฑ์ตักศิลา ซึ่งเก็บรวบรวมโบราณวัตถุจากเมืองโบราณตักศิลา อดีตศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาและอารยธรรมคันธาระที่รุ่งเรืองมานานหลายศตวรรษ ต่อด้วยมัสยิด Faisal มัสยิดขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงคล้ายเต็นท์กลางทะเลทราย ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตุรกี และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงอิสลามาบัด

ที่พัก: อิสลามาบัด

วันที่ 10: อิสลามาบัด – ละฮอร์ – พิธีปิดด่านพรมแดน

เดินทางสู่ละฮอร์ โดยใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมงทางถนน หรือประมาณ 1 ชั่วโมงโดยเครื่องบิน ละฮอร์เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของปากีสถาน โดดเด่นด้วยมรดกสถาปัตยกรรมแบบโมกุล ศิลปะ อาหาร และบรรยากาศเมืองประวัติศาสตร์ ช่วงเย็นชมพิธีปิดด่านพรมแดน Wagah ระหว่างปากีสถานและอินเดีย ซึ่งเป็นพิธีการทางทหารที่เต็มไปด้วยสีสัน ความพร้อมเพรียง และความภาคภูมิใจของทั้งสองชาติ

ที่พัก: ละฮอร์

วันที่ 11: ละฮอร์ – กรุงเทพฯ

เดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายการเดินทางในปากีสถานด้วยประสบการณ์ทั้งธรรมชาติ ภูเขา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ของเส้นทางตอนเหนือ ที่พัก: บนเครื่องบิน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 12 China

เขาไกรลาส จุดหมายแห่งศรัทธา (11 วัน มีเทรครอบเขา)

เขาไกรลาส จุดหมายแห่งศรัทธา (11 วัน มีเทรครอบเขา)
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • บินข้ามเทือกเขาหิมะสู่ลาซา เมืองที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,600 เมตร แค่ก้าวแรกก็รู้สึกได้ว่าโลกใบนี้ต่างออกไป
  • ยืนตรงหน้าพระราชวังโปตาลา สัมผัสความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีภาพถ่ายไหนถ่ายทอดได้ครบ แล้วเดินทักษิณาวัตรที่ถนนแปดเหลี่ยมท่ามกลางชาวทิเบตที่หมุนกงล้อสวดมนต์ไปตลอดทาง
  • ทะเลสาบยัมดร็อก สีเทอร์ควอยซ์ที่ตัดกับยอดหิมะ — หนึ่งในวิวที่สวยที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิต
  • ธารน้ำแข็งกาโรลาและเจดีย์คุมบุมที่ชิกาเซ่ สองสิ่งที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่กิโลเมตร แต่ทำให้หัวใจหยุดนิ่งได้พร้อมกัน
  • วัดตาชิหลุนโปและวัดซากยา บทเรียนประวัติศาสตร์ทิเบตที่ไม่มีในหนังสือเรียนเล่มไหน
  • Everest Base Camp — ยืนอยู่ตรงนั้น มองยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกแบบพาโนรามา ความรู้สึกมันเกินคำบรรยาย
  • ทะเลสาบมานาสโรวาร์ ทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก นั่งเงียบๆ ริมน้ำแล้วรู้สึกว่าจิตใจมันล้างสะอาดจริงๆ
  • เดินเท้า 3 วันรอบเขาไกรลาส (Kora) ข้ามช่องเขาดอลมา-ลา ทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ทุกก้าวคือประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม
  • อาณาจักรกู่เก้อ นครถ้ำสีทองกลางหุบเขาดิน ดินแดนที่เคยรุ่งเรืองแล้วหายไป รู้สึกเหมือนได้ค้นพบความลับที่โลกลืมไปแล้ว

การเดินทาง

  • เราจะเดินทางด้วยรถ SUV หรือ รถ Minibus (ขึ้นกับจำนวนสมาชิกทริป)
  • โรงแรมระหว่างทาง(เมืองใหญ่จะเป็น 4 ดาว) และบินเส้นทางเทรค จะเป็นแค่โรงเตี้ยมเล็กๆ พอให้ซุกหัวนอน)
  • สายการบิน เราจะเดินทางโดย สายการบิน China Eastern Airlines บินไปยังเมืองลาซา โดยมีการเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง ทั้งไปและกลับ และมีบินภายใน จากอารี-ลาซา 1 ขา

    การเดินเทรค
    การเดินเทรคเส้นทางในทิเบตจากลาซาสู่ไกรลาสและอาณาจักรกู่เก้อเป็นการผจญภัยที่ท้าทายและน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการเดินเทรคในระดับความสูงสูงเช่นนี้ จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวทั้งร่างกายและอุปกรณ์อย่างละเอียด เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากได้

    1. การเตรียมร่างกาย
    การฝึกฝน:
    ฝึกเดินในที่สูง: ควรฝึกเดินในภูเขาหรือที่สูงเพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับการขาดออกซิเจนและการเดินในเส้นทางที่สูงชัน. หากไม่สามารถฝึกในที่สูงได้ การเดินขึ้นบันไดหรือเดินในเส้นทางที่มีความชันก็เป็นการเตรียมตัวที่ดี.
    การฝึกความแข็งแรง: ฝึกการเดินเป็นระยะเวลานาน ๆ และการยกน้ำหนักเพื่อสร้างความแข็งแรงของขาและกล้ามเนื้อแกนกลาง.
    ฝึกการหายใจ: การฝึกหายใจลึก ๆ และการฝึกหายใจอย่างมีสติจะช่วยให้สามารถรับมือกับความสูงได้ดีขึ้น.

    การปรับสภาพร่างกาย:

  • การเดินในระดับความสูงสูง ๆ เช่นในทิเบตอาจทำให้เกิดอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) หรือการเจ็บป่วยจากการขาดออกซิเจน, ควรให้เวลาในการปรับตัวที่เมืองลาซาก่อนเริ่มเดินทางจริง. ควรเดินเล่นหรือออกกำลังกายในพื้นที่ระดับสูงเพื่อช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น.

    2. อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
    การเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการเดินเทรคเส้นทางนี้ เพราะอุปกรณ์ที่ดีจะช่วยให้คุณสามารถเดินได้สะดวกและปลอดภัย โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่หนาวเย็นและมีลมแรง

    อุปกรณ์เสื้อผ้า

  • เสื้อผ้าชั้นใน (Base Layer):
  • เสื้อผ้ากันเหงื่อ (เช่น
  • เสื้อผ้าสังเคราะห์หรือผ้า Merino wool): ควรเลือก
    • เสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดีเพื่อไม่ให้ร่างกายเย็น.
      กางเกงชั้นในที่ระบายเหงื่อ: เลือกกางเกงที่ทำจากวัสดุที่แห้งเร็ว เช่น ผ้า Merino wool หรือเส้นใยสังเคราะห์.
      เสื้อผ้าระดับกลาง (Mid Layer):
      เสื้อกันหนาว (Fleece หรือ Down): เสื้อที่สามารถให้ความอบอุ่นและยังคงระบายความชื้นได้ดี.
      กางเกงกันหนาว: เลือกกางเกงที่สามารถป้องกันความหนาวเย็นจากลมและหิมะได้.
      เสื้อผ้าชั้นนอก (Outer Layer):
      แจ็คเก็ตกันลมและกันฝน (Waterproof & Windproof Jacket): ควรมีเสื้อกันลมที่สามารถป้องกันความหนาวเย็นและฝนได้.
      กางเกงกันน้ำ: ควรเลือกกางเกงที่สามารถกันน้ำได้และทนต่อการเดินในพื้นที่ที่มีความชื้น.
      ถุงมือ:
      ถุงมือกันหนาว: ควรมีถุงมือที่ทนต่อความหนาวเย็น และเลือกถุงมือที่เหมาะสำหรับการเดินในพื้นที่สูง
      ถุงมือกันน้ำ: ใช้เมื่อจำเป็นเมื่อเดินผ่านพื้นที่ที่มีหิมะหรือฝนตก
      หมวก:
      หมวกปีกกว้าง: สำหรับป้องกันแสงแดดในตอนกลางวัน.
      หมวกกันหนาว: ควรมีหมวกที่สามารถป้องกันความหนาวในตอนเช้าหรือเย็น.
      รองเท้าเดินป่า (Trekking Boots):
      ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับการเดินในภูเขาและสามารถรับมือกับสภาพถนนที่ไม่เรียบได้. ควรเลือกแบบที่กันน้ำ, มีการยึดเกาะที่ดี และรองรับแรงกระแทกได้ดี.

อุปกรณ์สำหรับการเดินทาง

  • เป้เดินป่า (Backpack):
    ควรเลือกเป้ที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับการเดินในระยะยาว โดยมีช่องเก็บของและระบบระบายอากาศเพื่อให้สะดวกในการเดิน.
    เป้สำรอง: สำหรับการเดินในเส้นทาง Kora ควรเตรียมเป้เล็กสำหรับใส่สิ่งของจำเป็นระหว่างเดิน.
  • กระติกน้ำและระบบกรองน้ำ:
    กระติกน้ำที่สามารถเก็บน้ำได้เพียงพอสำหรับการเดินหลายชั่วโมง.

อุปกรณ์การปฐมพยาบาล:

  • ยาประจำตัว (หากมี)
  • ยาแก้ปวด, ยาสำหรับการปรับสภาพร่างกายที่สูง เช่น Diamox (ใช้ป้องกัน AMS)
  • พลาสเตอร์, ผ้าพันแผล, ยาฆ่าเชื้อ, และอุปกรณ์อื่น ๆ ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น.
  • ไฟฉาย/headlamp:
    ไฟฉายพร้อมแบตเตอรี่สำรองเพื่อใช้ในยามค่ำคืน
  • เครื่องมือสื่อสาร:
    โทรศัพท์มือถือ (ถ้ามีสัญญาณ) หรือเครื่องวิทยุที่สามารถติดต่อกับทีมได้ในกรณีฉุกเฉิน.
    อุปกรณ์เพิ่มเติม:
  • แว่นกันแดด (ระดับ UV สูง)
  • ครีมกันแดดและลิปบาล์ม (ป้องกันการไหม้จากแดดที่ระดับสูง)
  • ชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพ (หากต้องการบันทึกทริป)

    3. การปฏิบัติในพื้นที่สูง (การดูแลตัวเอง)

  • การปรับตัว: ให้เวลากับการปรับสภาพร่างกายที่ลาซาเพื่อให้สามารถรับมือกับการเดินในพื้นที่สูงได้.
    การพักผ่อน: หยุดพักให้บ่อยๆ ในระหว่างการเดิน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและปรับตัว.
    การดื่มน้ำและรับประทานอาหาร: ควรดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

    4. เคล็ดลับในการเดินรอบเขาไกรลาส
    การเดินในระดับสูง: ระดับความสูงในเส้นทาง Kora สูงถึง 5,636 เมตร การเดินในเส้นทางนี้ต้องใช้พละกำลังและศรัทธา ควรเดินอย่างช้า ๆ และไม่เร่งรีบ.
    การข้ามช่องเขาดอลมา-ลา: นี่เป็นจุดที่สูงที่สุดในเส้นทาง Kora และถือเป็นการทดสอบศรัทธาและความแข็งแกร่ง. ควรตั้งใจและมีกำลังใจดี

สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ลาซา
บินสู่ลาซา แวะเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง พักผ่อนปรับสภาพร่างกายเพื่อเตรียมตัวบนที่สูง

วันที่ 2: ลาซา
เที่ยวชมพระราชวังโปตาลา สักการะวัดโจคัง และเดินถนนแปดเหลี่ยมใจกลางเมืองเก่าทิเบต

วันที่ 3: ลาซา – ชิกาเซ่
ชมทะเลสาบยัมดร็อก ธารน้ำแข็งกาโรลา และแวะวัดไปจู่พร้อมเจดีย์คุมบุมอันโดดเด่น

วันที่ 4: ชิกาเซ่ – ทิงริ
เยี่ยมชมวัดตาชิหลุนโปและวัดซากยา ก่อนเดินทางสู่ทิงริ ประตูสู่เอเวอเรสต์

วันที่ 5: ทิงริ – Everest Base Camp – ซากา
ชมวิวเอเวอเรสต์แบบพาโนรามาที่ EBC และวัดรองบุก ก่อนเดินทางต่อผ่านทะเลสาบเปกูสู่ซากา

วันที่ 6: ซากา – ดาร์เชน
เดินทางสู่ดาร์เชน จุดเริ่มต้นรอบเขาไกรลาส พร้อมแวะทะเลสาบมานาสโรวาร์และกงจูโช

วันที่ 7: ดาร์เชน – วัดเดียปุก
เริ่ม Trekking Kora วันแรก เดินเส้นทางทิศตะวันตก และพักที่วัดเดียปุกพร้อมวิวไกรลาสด้านเหนือ

วันที่ 8: วัดเดียปุก – ซุลท์ริปุก
เดินข้ามดอลมา-ลา จุดสูงสุดของเส้นทาง ท่ามกลางทิวทัศน์ภูเขาหิมะอันยิ่งใหญ่

วันที่ 9: ซุลท์ริปุก – ดาร์เชน
เดินช่วงสุดท้ายของ Kora กลับสู่ดาร์เชน และพักผ่อนหลังจบภารกิจแสวงบุญรอบเขาไกรลาส

วันที่ 10: ดาร์เชน – กู่เก้อ – อาลี
สำรวจวัดโทหลิงและซากอาณาจักรกู่เก้อ ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองอาลี

วันที่ 11: อาลี – ลาซา – กรุงเทพฯ
บินออกจากอาลีกลับลาซาและต่อเครื่องสู่กรุงเทพฯ ปิดท้ายการเดินทางสุดประทับใจ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ SUV หรือ minibus ตามจำนวนผู้ร่วมเดินทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว ในเมือง และที่พักสไตล์โรงเตี้ยม ระหว่างเดินเทร 2 คืน
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ค่าใบอนุญาติพิเศษ
  • ไกด์นำทางชาวธิเบต
  • จามรีแบกของส่วนกลาง
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ลูกหาบ และม้า
  • Oxygen กระป๋อง
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ลาซา

เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ แวะเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง ก่อนถึงลาซา เมืองหลวงแห่งทิเบตที่ตั้งอยู่สูงราว 3,656 เมตร ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 6–9 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับไฟลท์ วันนี้เหมาะสำหรับพักผ่อนและปรับสภาพร่างกายให้คุ้นกับระดับความสูง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางบนที่ราบสูงทิเบต

ที่พัก: ลาซา

Day 2: ลาซา

เที่ยวชม พระราชวังโปตาลา สัญลักษณ์สำคัญของทิเบต อดีตเคยเป็นทั้งพระราชวังและศูนย์กลางการปกครองขององค์ดาไลลามะ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมบนเนินเขาแดง จากนั้นสักการะพระพุทธรูปโจโวอันศักดิ์สิทธิ์ที่วัดโจคัง ซึ่งถือเป็นวัดที่สำคัญที่สุดของชาวทิเบต แล้วเดินชมถนนแปดเหลี่ยม Barkhor เส้นทางแสวงบุญเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศศรัทธา

ที่พัก: ลาซา

Day 3: ลาซา – ทะเลสาบยัมดร็อก – ธารน้ำแข็งกาโรลา – วัดไปจู่ – ชิกาเซ่

เดินทางจากลาซาสู่ชิกาเซ่ ระยะทางประมาณ 350–380 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 7–9 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะชมทะเลสาบยัมดร็อก หนึ่งในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของทิเบต น้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์งดงาม เชื่อกันว่าเป็นทะเลสาบแห่งพลังชีวิตของชาวทิเบต ต่อด้วยธารน้ำแข็งกาโรลา ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไหลตัวลงมาใกล้ถนนอย่างน่าตื่นตา แล้วแวะวัดไปจู่ ชมเจดีย์คุมบุมอันมีชื่อเสียง ซึ่งมีเอกลักษณ์ด้านศิลปะพุทธแบบทิเบตผสมเนปาลและจีน

ที่พัก: ชิกาเซ่

Day 4: ชิกาเซ่ – วัดตาชิหลุนโป – วัดซากยา – ทิงริ

ออกเดินทางสู่ทิงริ ระยะทางประมาณ 300–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 7–8 ชั่วโมง เริ่มจากชมวัดตาชิหลุนโป อารามหลวงสำคัญ and เป็นที่ประทับของปันเชนลามะ มีประวัติยาวนานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 จากนั้นแวะวัดซากยา อารามเก่าแก่ที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจทางศาสนาและการเมืองของทิเบต โดดเด่นด้วยคัมภีร์โบราณจำนวนมาก ก่อนเดินทางต่อสู่ทิงริ เมืองหน้าด่านสู่เอเวอเรสต์

ที่พัก: ทิงริ

Day 5: ทิงริ – Everest Base Camp – วัดรองบุก – ทะเลสาบเปกู – ซากา

เดินทางไกลประมาณ 450–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 9–11 ชั่วโมง ช่วงเช้าเข้าสู่เขต Everest Base Camp จุดชมยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกอย่างใกล้ชิดแบบพาโนรามา พร้อมแวะวัดรองบุก วัดที่อยู่ใกล้เอเวอเรสต์มากที่สุด และมีตำนานผูกพันกับนักบวชผู้แสวงธรรมกลางหุบเขาสูง จากนั้นเดินทางผ่านทะเลสาบเปกู และชมวิวเทือกเขารวมถึงยอดชิชาปังมา หนึ่งในยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตร ก่อนถึงเมืองซากา

ที่พัก: ซากา

Day 6: ซากา – ทะเลสาบมานาสโรวาร์ – กงจูโช – ดาร์เชน

เดินทางประมาณ 480–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–10 ชั่วโมง มุ่งหน้าสู่ดาร์เชน เมืองตั้งต้นของการแสวงบุญรอบเขาไกรลาส ระหว่างทางแวะทะเลสาบมานาสโรวาร์ ทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฮินดู พุทธ เชน และบอนต่างยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางแห่งความบริสุทธิ์ เชื่อกันว่าการได้มาถึงหรือชำระร่างกายที่นี่คือบุญสูงสุด จากนั้นชมทะเลสาบกงจูโช ท่ามกลางภูมิประเทศอันเวิ้งว้างและสงบลึกซึ้ง

ที่พัก: ดาร์เชน

Day 7: ดาร์เชน – Trekking Kora Day 1 – วัดเดียปุก

เริ่มต้นเดินเท้ารอบเขาไกรลาสวันแรก ระยะเดินประมาณ 18–20 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–8 ชั่วโมง เส้นทางค่อยๆ ไต่ผ่านหุบเขาด้านตะวันตกสู่วัดเดียปุก จุดสำคัญที่สามารถมองเห็นเขาไกรลาสด้านเหนือได้อย่างชัดเจนที่สุด เขาไกรลาสได้รับการยกย่องว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และศูนย์กลางจักรวาลตามคติของหลายศาสนา การเดิน Kora จึงไม่ใช่เพียงการเดินเขา แต่คือการแสวงบุญชำระจิตใจ

ที่พัก: วัดเดียปุก / เกสต์เฮาส์อย่างง่าย

Day 8: วัดเดียปุก – ดอลมา-ลา – ซุลท์ริปุก

วันนี้เป็นช่วงที่หนักที่สุดของการเดิน Kora ระยะประมาณ 20–22 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–10 ชั่วโมง ต้องข้ามช่องเขาดอลมา-ลาซึ่งสูงราว 5,630 เมตร ชาวแสวงบุญเชื่อว่าการข้ามจุดนี้เปรียบเสมือนการละทิ้งบาปและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ระหว่างทางจะได้เห็นทิวทัศน์ภูเขาหิมะ ธงมนต์ และภูมิประเทศสูงชันอันยิ่งใหญ่ ก่อนลงสู่ที่พักบริเวณซุลท์ริปุก

ที่พัก: ซุลท์ริปุก / เกสต์เฮาส์อย่างง่าย

Day 9: ซุลท์ริปุก – ดาร์เชน

เดินเท้าช่วงสุดท้ายของการแสวงบุญ ระยะประมาณ 10–14 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 3–5 ชั่วโมง เส้นทางวันนี้ค่อนข้างง่ายกว่า เดินผ่านลำธารและที่ราบก่อนกลับถึงดาร์เชน เป็นวันแห่งความสำเร็จของการพิชิตเส้นทาง Kora รอบเขาไกรลาสครบสมบูรณ์ ซึ่งตามความเชื่อถือว่าเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่และเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ที่พัก: ดาร์เชน

Day 10: ดาร์เชน – กู่เก้อ – วัดโทหลิง – อาลี

เดินทางประมาณ 250–300 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–8 ชั่วโมง เพื่อสำรวจดินแดนอันลึกลับของอาณาจักรกู่เก้อ อาณาจักรโบราณที่รุ่งเรืองหลังยุคจักรวรรดิทิเบตและมีชื่อเสียงด้านศิลปกรรมพุทธแบบผสมผสาน อินเดีย เนปาล และทิเบต ชมวัดโทหลิง ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาสำคัญในแถบตะวันตกของทิเบต และซากเมืองกู่เก้อ เมืองถ้ำกลางหุบเขาดินสีทองที่ยังคงบรรยากาศแห่งอารยธรรมที่สูญหาย

ที่พัก: อาลี

Day 11: อาลี – ลาซา – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบิน Gunsa Airport เพื่อบินกลับลาซา แล้วต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 7–10 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับตารางบิน ปิดท้ายการเดินทางสู่ดินแดนหลังคาโลก พร้อมความประทับใจจากลาซา เอเวอเรสต์ เขาไกรลาส และอารยธรรมโบราณแห่งตะวันตกของทิเบต

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic

นอร์เวย์ล่าแสง ฟินแลนด์ แลปแลนด์ โลโฟเทน

นอร์เวย์ ล่าแสงเหนือ - ฟินแลนด์ แลปแลนด์ โลโฟเทน
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • นอน Glass Igloo ที่ Kakslauttanen ลุ้นแสงเหนือจากเตียง
  • นั่งเลื่อนกวางเรนเดียร์กลางป่าสนหิมะ
  • ขับสโนว์โมบิลผจญภัยในอาร์กติก
  • Husky Safari & Santa Claus Village สัมผัส Lapland แท้
  • ขึ้นกระเช้า Fjellheisen ชมวิว Tromsø และลุ้นแสงเหนือ
  • เที่ยวหมู่บ้านชาวประมง Hamnøy, Reine, Sakrisøy ในโลโฟเทน วิวสวยเหมือนโปสการ์ด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ สู่ เฮลซิงกิ

เดินทางถึงเฮลซิงกิ เช็คอินและพักผ่อน

วันที่ 2: เฮลซิงกิ – อิวาโล – Kakslauttanen Arctic Resort

บินสู่ Ivalo แล้วเดินทางต่อสู่ Kakslauttanen Arctic Resort รีสอร์ตชื่อดังระดับโลกในแลปแลนด์ ตั้งอยู่ในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล ล้อมรอบด้วยป่าสนและทุ่งหิมะ ไฮไลต์คือการนอนใน Glass Igloo ที่มีหลังคากระจกให้นอนชมแสงเหนือจากภายในห้องพัก ช่วงบ่ายสัมผัสกิจกรรม Reindeer Sledge นั่งเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์ผ่านป่าสน เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวซามิ

วันที่ 3: Kakslauttanen – โรวาเนียมิ (Rovaniemi)

เช้าขับ Snowmobile Safari ซิ่งผ่านทุ่งหิมะและป่าอาร์กติก จากนั้นเดินทางสู่โรวาเนียมิ แวะฟาร์มฮัสกี้ทำกิจกรรม Husky Safari นั่งเลื่อนลากโดยสุนัขฮัสกี้ ก่อนเข้าชม Santa Claus Village หมู่บ้านซานตาคลอสอย่างเป็นทางการ ตั้งอยู่บนเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลพอดี เป็นสถานที่เดียวในโลกที่สามารถพบซานตาคลอสได้ตลอดทั้งปี

วันที่ 4: โรวาเนียมิ – ทรอมโซ (Tromsø)

บินสู่ทรอมโซ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์เหนือ ขึ้นกระเช้า Fjellheisen สู่ยอดเขา Storsteinen สูง 421 เมตร ชมวิวพาโนรามาของเมืองและฟยอร์ด ถือเป็นจุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุดในทรอมโซ

วันที่ 5: ทรอมโซ – นาร์วิก (Narvik)

ขับรถลงใต้สู่นาร์วิก แวะ Polar Park สวนสัตว์ที่อยู่เหนือสุดในโลก เป็นที่เดียวที่สามารถพบสัตว์นักล่าแห่งอาร์กติกอย่างหมาป่า หมีสีน้ำตาล ลิงซ์ และวูล์ฟเวอรีน ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

วันที่ 6: นาร์วิก – สโวลแวร์ (Svolvær) – หมู่เกาะโลโฟเทน

เดินทางเข้าสู่หมู่เกาะโลโฟเทน ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยภูเขาสูงชันตัดกับทะเลสีฟ้า Svolvær คือเมืองหลักของโลโฟเทน เดินเล่นชมท่าเรือและบรรยากาศเมืองประมงที่มีชีวิตชีวา

วันที่ 7: เฮนนิ่งสแวร์ (Henningsvær) – นุสฟยอร์ด (Nusfjord) – ฮามนอย (Hamnøy)

Henningsvær คือหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กหลายเกาะ มีสนามฟุตบอลริมทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก Nusfjord เป็นหมู่บ้านประมงเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จากนั้นเช็คอินที่ Hamnøy พักในบ้านชาวประมง Rorbuer สีแดงริมน้ำ ซึ่งเป็นภาพสัญลักษณ์ของโลโฟเทน

วันที่ 8: หมู่บ้าน Å – เรเน่ (Reine) – Sakrisøy

Å คือหมู่บ้านปลายสุดของโลโฟเทน เงียบสงบและดั้งเดิม Reine คือจุดถ่ายภาพที่ได้รับการโหวตว่าสวยที่สุดในนอร์เวย์ ด้วยภูเขาสูงสะท้อนในน้ำ Sakrisøy เป็นหมู่บ้านเล็กสีเหลืองสดใสที่น่ารักมาก ตอนเย็นรอชมแสงเหนือหน้าบ้านพักที่ Hamnøy

วันที่ 9: ชายหาด Haukland & Uttakleiv – ออสโล (Oslo)

ชมชายหาดทรายขาวน้ำใสที่ Haukland และ Uttakleiv ซึ่งหาดุได้ยากในเขตอาร์กติก ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อบินเข้าออสโล

วันที่ 10: ออสโล – กรุงเทพฯ

เวลาอิสระในออสโล เดินเล่นย่าน Karl Johans gate ชม Opera House หรือนั่งจิบกาแฟที่ท่าเรือ Aker Brygge ก่อนเดินทางสู่สนามบิน Oslo Gardermoen เพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 11: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ สู่ เฮลซิงกิ

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เฮลซิงกิ เมืองหลวงริมทะเลบอลติกของฟินแลนด์ เมืองที่ให้ความรู้สึกสงบ เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวแบบนอร์ดิกแท้ ๆ หลังเครื่องลงจอด ใช้เวลาจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองราว 30–40 นาที วันแรกจึงเหมาะกับการเช็คอิน พักผ่อน และค่อย ๆ ปรับร่างกายให้เข้ากับอากาศเย็นและจังหวะชีวิตที่ช้าลง ราวกับเป็นการตั้งต้นลมหายใจใหม่ ก่อนออกเดินทางขึ้นเหนือไปสู่ดินแดนแห่งหิมะและแสงเหนือ

วันที่ 2: เฮลซิงกิ – อิวาโล – Kakslauttanen Arctic Resort

เช้านี้ออกเดินทางโดยเที่ยวบินภายในประเทศจากเฮลซิงกิสู่ Ivalo ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที จากนั้นนั่งรถต่อไปยัง Kakslauttanen Arctic Resort ราว 30–40 นาที รีสอร์ตระดับตำนานแห่งแลปแลนด์ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าสนและทุ่งหิมะในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงที่พัก แต่คือประสบการณ์ที่หลายคนใฝ่ฝัน — การนอนใน Glass Igloo ใต้หลังคากระจกใส เฝ้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเงียบงัน และอาจได้เห็นแสงเหนือเต้นระบำอยู่เหนือเตียงนอนของตัวเอง

ช่วงบ่าย สัมผัสกิจกรรม Reindeer Sledge การนั่งเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์ผ่านป่าหิมะอย่างเนิบช้า กวางเรนเดียร์ไม่ใช่เพียงสัตว์สัญลักษณ์ของคริสต์มาส แต่คือวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวซามิ ชนพื้นเมืองแห่งดินแดนเหนือสุดของยุโรป การได้นั่งอยู่บนเลื่อน ฟังเสียงหิมะใต้ล้อ และมองแนวสนขาวโพลนเคลื่อนผ่านไปช้า ๆ คือช่วงเวลาที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่า slow travel ได้อย่างแท้จริง

วันที่ 3: Kakslauttanen – โรวาเนียมิ (Rovaniemi)

เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความตื่นเต้นของ Snowmobile Safari ขับสโนว์โมบิลฝ่าป่าอาร์กติกและลานหิมะกว้างสุดสายตา เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนชีวิตฤดูหนาวของผู้คนในแลปแลนด์อย่างชัดเจน จากนั้นออกเดินทางสู่โรวาเนียมิ ใช้เวลาประมาณ 3.5–4 ชั่วโมงโดยรถยนต์ ระหว่างทางแวะฟาร์มฮัสกี้เพื่อทำกิจกรรม Husky Safari การนั่งเลื่อนที่ลากโดยสุนัขฮัสกี้ให้ความรู้สึกต่างจากกวางเรนเดียร์โดยสิ้นเชิง — เร็ว สนุก มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยพลัง

เมื่อถึงโรวาเนียมิ เมืองหลวงแห่งแลปแลนด์ฟินแลนด์ จะได้เข้าชม Santa Claus Village หมู่บ้านซานตาคลอสที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ตั้งอยู่บนเส้น Arctic Circle พอดี ตำนานซานตาคลอสที่ผูกโยงกับแลปแลนด์ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าสำหรับเด็ก แต่เป็นภาพแทนของดินแดนแห่งฤดูหนาว ความอบอุ่น และจินตนาการที่มีอยู่จริง การได้มายืนอยู่ตรงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลจึงเหมือนเป็นหมุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

วันที่ 4: โรวาเนียมิ – ทรอมโซ (Tromsø)

ออกเดินทางโดยเครื่องบินจากโรวาเนียมิไปยังทรอมโซ ใช้เวลาประมาณ 3–5 ชั่วโมงรวมเวลาต่อเครื่อง ขึ้นอยู่กับตารางบิน ทรอมโซคือเมืองใหญ่ที่สุดของนอร์เวย์เหนือ และได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแห่งแสงเหนือของโลก เมืองนี้มีทั้งภูเขา ฟยอร์ด ทะเล และบรรยากาศแบบขั้วโลกที่ยังคงมีชีวิตชีวา

ช่วงบ่ายขึ้นกระเช้า Fjellheisen ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีสู่ยอดเขา Storsteinen ที่ระดับความสูง 421 เมตร เบื้องหน้าคือวิวพาโนรามาของเมือง ทะเล และภูเขาที่โอบล้อมกันอย่างงดงาม หากท้องฟ้าเปิด ที่นี่คือหนึ่งในจุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุดของทรอมโซ เพราะอยู่สูงพ้นแสงไฟบางส่วนและเปิดรับขอบฟ้ากว้างสุดสายตา เมืองนี้จึงไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่ยังเป็นหนึ่งในประตูสู่โลกอาร์กติกที่คนรักธรรมชาติไม่ควรพลาด

วันที่ 5: ทรอมโซ – นาร์วิก (Narvik)

เช้าวันนี้ออกเดินทางด้วยรถยนต์จากทรอมโซสู่นาร์วิก ใช้เวลาประมาณ 4–4.5 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ พาเราลงใต้ผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างนุ่มนวล ทั้งภูเขาหิมะ ทะเลสาบ และฟยอร์ดเงียบงัน ระหว่างทางแวะ Polar Park สวนสัตว์ที่ได้ชื่อว่าอยู่เหนือสุดในโลก ที่นี่แตกต่างจากสวนสัตว์ทั่วไป เพราะออกแบบให้สัตว์อาศัยอยู่ในพื้นที่กว้างใกล้เคียงธรรมชาติจริงมากที่สุด

เสน่ห์ของ Polar Park คือโอกาสที่จะได้เห็นสัตว์นักล่าแห่งอาร์กติก เช่น หมาป่า หมีสีน้ำตาล ลิงซ์ และวูล์ฟเวอรีน ในบรรยากาศที่ไม่เร่งรีบ การได้เห็นสัตว์เหล่านี้ท่ามกลางหิมะและป่าสน ทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติของโลกเหนือยังคงดิบ งดงาม และน่าเกรงขามเพียงใด ก่อนเข้าสู่นาร์วิก เมืองเล็กที่รายล้อมด้วยภูเขาและมีประวัติสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจากการเป็นเมืองท่าแร่เหล็กที่ยุทธศาสตร์ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค

วันที่ 6: นาร์วิก – สโวลแวร์ (Svolvær) – หมู่เกาะโลโฟเทน

วันนี้เริ่มเข้าสู่หนึ่งในช่วงที่งดงามที่สุดของการเดินทาง ขับรถจากนาร์วิกสู่สโวลแวร์ ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ เปิดเผยภาพของหมู่เกาะโลโฟเทน ดินแดนที่ได้รับการยกย่องว่ามีภูมิทัศน์สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยภูเขาหินแหลมคมที่พุ่งขึ้นจากทะเลสีคราม หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ และแสงเหนือที่มักมาเยือนในฤดูหนาว

สโวลแวร์คือเมืองหลักของโลโฟเทน เต็มไปด้วยท่าเรือ เรือประมง และบ้านไม้สีสด บรรยากาศมีทั้งความคึกคักและความอบอุ่นในแบบเมืองชายฝั่งนอร์เวย์ เมืองนี้เติบโตจากวัฒนธรรมประมงปลาค็อดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโลโฟเทนมาหลายร้อยปี การเดินเล่นช้า ๆ ริมท่าเรือในอากาศเย็นจัด จึงไม่ใช่แค่การชมวิว แต่เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์ผ่านชีวิตจริงของผู้คนที่ยังผูกพันกับทะเลเสมอมา

วันที่ 7: เฮนนิ่งสแวร์ (Henningsvær) – นุสฟยอร์ด (Nusfjord) – ฮามนอย (Hamnøy)

วันนี้คือวันของการซึมซับเสน่ห์โลโฟเทนอย่างเต็มที่ จากสโวลแวร์ไป Henningsvær ใช้เวลาราว 30–40 นาที หมู่บ้านชาวประมงบนเกาะเล็กหลายเกาะแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องสนามฟุตบอลริมทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่ความน่ารักของที่นี่อยู่ที่จังหวะชีวิตเรียบง่าย แกลเลอรีเล็ก ๆ คาเฟ่เงียบ ๆ และบ้านไม้ที่ตั้งรับลมหนาวอยู่ริมน้ำ

จากนั้นเดินทางต่อไป Nusfjord ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง หมู่บ้านประมงโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนเหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่นี่ทำให้เห็นภาพโลโฟเทนในอดีตอย่างชัดเจน ทั้งท่าเรือ บ้านชาวประมง และโครงสร้างชุมชนที่เติบโตมาจากทะเล ปลายทางของวันคือ Hamnøy ใช้เวลาอีกประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง ที่นี่คือหนึ่งในจุดภาพจำของโลโฟเทน กับบ้านชาวประมง Rorbuer สีแดงที่ตั้งเรียงอยู่ริมน้ำ ฉากหลังเป็นภูเขาสูงชันราวกับภาพวาด การได้พักค้างคืนที่นี่ไม่ใช่แค่สวย แต่เป็นการได้อยู่ “ข้างใน” ภาพของโลโฟเทนจริง ๆ

วันที่ 8: หมู่บ้าน Å – เรเน่ (Reine) – Sakrisøy

เช้าวันนี้ออกสำรวจตอนใต้ของโลโฟเทนอย่างสบาย ๆ จาก Hamnøy ไป Å ใช้เวลาประมาณ 20–25 นาที หมู่บ้านชื่อสั้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นปลายทางสุดถนนของหมู่เกาะโลโฟเทน Å ยังคงบรรยากาศดั้งเดิม เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แบบหมู่บ้านประมงแท้ ๆ ราวกับเวลาที่นี่เดินช้ากว่าที่อื่น

จากนั้นเดินทางต่อไป Reine ใช้เวลาเพียง 10 นาที หมู่บ้านที่มักได้รับการโหวตว่าสวยที่สุดในนอร์เวย์ ด้วยภาพภูเขาสูงตระหง่านสะท้อนผืนน้ำ และบ้านสีแดงเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมฟยอร์ด ชื่อของ Reine จึงกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความฝันสำหรับนักเดินทางทั่วโลก ก่อนแวะ Sakrisøy หมู่บ้านเล็กสีเหลืองสดใสที่อยู่ไม่ไกล ใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที ความน่ารักของที่นี่อยู่ที่สีสันสดตัดกับภูเขาและหิมะอย่างงดงาม ตอนเย็นกลับมาที่ Hamnøy และรอชมแสงเหนือหน้าที่พัก ช่วงเวลานี้ไม่มีอะไรต้องรีบ มีเพียงความเงียบ ความหนาว และสายตาที่เฝ้ารอแสงสีเขียวบนท้องฟ้าอย่างอ่อนโยน

วันที่ 9: ชายหาด Haukland & Uttakleiv – ออสโล (Oslo)

ออกเดินทางจาก Hamnøy สู่หาด Haukland ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง และต่อไป Uttakleiv เพียง 10–15 นาที ทั้งสองชายหาดคืออีกด้านของโลโฟเทนที่หลายคนคาดไม่ถึง — ทรายขาว น้ำทะเลใส และวิวภูเขาที่รายล้อมอยู่รอบด้าน แม้อยู่ในเขตอาร์กติก แต่กลับให้บรรยากาศงดงามแปลกตาราวกับชายฝั่งในอีกโลกหนึ่ง

จากนั้นเดินทางต่อสู่สนามบิน Leknes หรือ Svolvær ตามตารางบิน โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที–2.5 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับสนามบินที่เลือก และบินเข้าออสโล ใช้เวลารวมประมาณ 3–5 ชั่วโมงรวมต่อเครื่อง เมืองหลวงของนอร์เวย์ให้ความรู้สึกต่างจากหลายวันที่ผ่านมาอย่างชัดเจน จากธรรมชาติอันเวิ้งว้างกลับสู่เมืองที่ทันสมัย เรียบเท่ และมีจังหวะชีวิตแบบสแกนดิเนเวียนร่วมสมัย เป็นเหมือนบทสรุปที่นุ่มนวลก่อนการเดินทางสิ้นสุดลง

วันที่ 10: ออสโล – กรุงเทพฯ

วันสุดท้ายในยุโรปเหนือ ปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างสบายในออสโล จะเดินเล่นบนถนน Karl Johans gate ชมอาคารสำคัญของเมือง แวะ Opera House ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมมินิมอลราวภูเขาน้ำแข็ง หรือจะนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ ที่ Aker Brygge ริมน้ำก็ล้วนเหมาะกับจังหวะปิดท้ายทริปนี้ทั้งสิ้น ออสโลอาจไม่ได้หวือหวาเท่าเมืองใหญ่ในยุโรปอื่น แต่มีเสน่ห์ตรงความพอดี — เมืองที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ศิลปะ และคุณภาพชีวิตอย่างลงตัว

ก่อนถึงเวลาเดินทางไปสนามบิน Oslo Gardermoen ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 20–30 นาทีโดยรถไฟด่วน หรือราว 40–50 นาทีโดยรถยนต์ แล้วออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมความทรงจำของป่าสน หิมะ ฟยอร์ด หมู่บ้านชาวประมง และคืนที่เฝ้ามองฟ้าอย่างมีความหวัง

วันที่ 11: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การเดินทางครั้งนี้อาจจบลงเมื่อเครื่องแตะพื้น แต่ความรู้สึกของโลโฟเทน แลปแลนด์ และโลกอาร์กติกจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน เพราะนี่ไม่ใช่แค่ทริปดูแสงเหนือ แต่คือการค่อย ๆ เดินทางผ่านดินแดนที่สอนให้เรามองเห็นความงามของความเงียบ ความเรียบง่าย และธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
14 South Asia

อินเดีย สปีติวัลเลย์

อินเดีย สปีติวัลเลย์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ชิมลา: พาไปเดินเล่นรับลมเย็นในเมืองตากอากาศยุคอาณานิคมอังกฤษ คลาสสิกเหมือนหลุดไปอีกยุค
  • หมู่บ้านจิตกุล: ไปสูดอากาศที่หมู่บ้านสุดท้ายริมชายแดนจีน สงบและวิวสวยจนอยากหยุดเวลาไว้
  • คัลปา: นั่งพักสายตามองยอดเขาศักดิ์สิทธิ์คินเนอร์ไคลาส ปล่อยให้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติช่วยฮีลใจ
  • อารามทาโบ: แวะเติมพลังบวกที่วัดเก่าแก่อายุพันปี สัมผัสความขลังและศรัทธาที่อยู่เหนือกาลเวลา
  • วัดคีย์: ตื่นตากับอารามทิเบตสุดอลังการบนยอดเขาในหุบเขาสปิติ สวยสะกดเหมือนภาพวาดที่มีชีวิต
  • อุโมงค์อะตัล: นั่งรถทะลุภูเขาผ่านอุโมงค์บนที่สูงที่ยาวที่สุดในโลก ประสบการณ์เดินทางที่ต้องลองสักครั้ง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ • เดลี • Chandigarh • พักเดลี
พบกันที่สนามบิน เดินทางสู่เดลี ต่อไป Chandigarh แล้วเข้าพักที่เมืองเดลี

วันที่ 2: เดลี • Chandigarh • Shimla
เดินทางผ่าน Chandigarh ไปยัง Shimla เมืองหลวงของรัฐหิมาจัลประเทศ อดีตเมืองหลวงฤดูร้อนของอังกฤษ

วันที่ 3: Shimla • Sangla
เดินทาง 8–9 ชั่วโมงสู่หุบเขาสังลา ชมวิวภูเขาและแม่น้ำบาสปา บรรยากาศธรรมชาติสวยงาม

วันที่ 4: Sangla • Chitkul • Kalpa
เที่ยวหมู่บ้านจิตกุล หมู่บ้านสุดท้ายก่อนพรมแดนจีน แล้วเดินทางต่อสู่ Kalpa ชมวิว Kinnaur Kailash

วันที่ 5: Kalpa • Nako
ขับรถ 4–5 ชั่วโมงสู่นาโก หมู่บ้านเล็กริมทะเลสาบบนที่สูง ท่ามกลางวิวภูเขาและต้นสน

วันที่ 6: Nako • Tabo • Kaza
แวะชมหมู่บ้านทาโบ อารามเก่าแก่กว่า 1,000 ปี และถ้ำโบราณ ก่อนเดินทางถึง Kaza

วันที่ 7: Kaza • Kye Monastery • Kibber • Gete • Kaza
เที่ยววัดคีย์ วัดใหญ่แห่งสปิติ ต่อด้วยหมู่บ้าน Kibber และ Gete ชมวิถีชีวิตบนที่สูง

วันที่ 8: Kaza • Dhankar • Komic/Langza • Kaza
เยี่ยมชมหมู่บ้าน Dhankar และวัดบนหน้าผา จากนั้นเที่ยว Komic หรือ Langza ท่ามกลางวิวหุบเขา

วันที่ 9: Kaza • Manali
เดินทาง 7–8 ชั่วโมงสู่มะนาลี ผ่านอุโมงค์อะตัล อุโมงค์ถนนบนที่สูงที่ยาวที่สุดในโลก

วันที่ 10: Manali • Chandigarh
เดินทางกลับ Chandigarh ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนก่อนเดินทางกลับ

วันที่ 11: Chandigarh • กรุงเทพฯ
เดินทางไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ minibus สไตล์ อินเดีย
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว (อินเดีย)
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • วีซ่า
  • ทิปไกด์ท้องถิ่นและคนขับ
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ทิปหัวหน้าทัวร์ (ตามสมัครใจในบริการ ไม่มีบังคับ)

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ • เดลี

เดินทางถึงอินเดียและต่อรถเข้าสู่เดลี เพื่อเตรียมตัวก่อนขึ้นสู่เส้นทางภูเขาทางตอนเหนือ

พักที่ เดลี

วันที่ 2: เดลี • Chandigarh • Shimla

ออกเดินทางผ่าน Chandigarh เมืองที่วางผังอย่างเป็นระเบียบและเป็นเมืองหลวงร่วมของรัฐปัญจาบและหรยาณา จากนั้นขึ้นสู่ Shimla เมืองตากอากาศบนความสูงราว 2,213 เมตร อดีตเมืองหลวงฤดูร้อนของอังกฤษในสมัยอาณานิคม มีเสน่ห์จากอาคารสไตล์ยุโรปและบรรยากาศภูเขา ใช้เวลาเดินทางรวมค่อนข้างยาวตลอดวัน

พักที่ Shimla

วันที่ 3: Shimla • Sangla

เดินทางจากชิมลาสู่หุบเขาสังลา ใช้เวลาประมาณ 8–9 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ ไต่เข้าสู่เขตคินเนาร์ที่มีภูเขาสูงและวิวแม่น้ำบาสปาอันงดงาม Sangla มีชื่อเสียงเรื่องธรรมชาติที่สงบ อากาศบริสุทธิ์ และทัศนียภาพของหุบเขาในระดับความสูงประมาณ 2,700 เมตร

พักที่ Sangla

วันที่ 4: Sangla • Chitkul • Kalpa

เดินทางไปหมู่บ้านจิตกุล ที่ความสูงราว 3,455 เมตร หมู่บ้านสุดท้ายของอินเดียก่อนเขตพรมแดนจีน โดดเด่นด้วยบ้านไม้แบบดั้งเดิมและวิวภูเขาที่เงียบสงบ ก่อนเดินทางต่อสู่ Kalpa เมืองที่มีชื่อเสียงจากมุมมองของยอดเขา Kinnaur Kailash ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพระศิวะ

พักที่ Kalpa

วันที่ 5: Kalpa • Nako

ขับรถจากคัลปาสู่นาโก ใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง Nako เป็นหมู่บ้านเล็กกลางภูเขาสูง รายล้อมด้วยภูมิประเทศแบบทิเบตและทะเลสาบนาโกอันเงียบสงบ เหมาะสำหรับชมวิถีชีวิตเรียบง่ายของชุมชนบนที่สูง

พักที่ Nako

วันที่ 6: Nako • Tabo • Kaza

ออกเดินทางสู่อารามทาโบ แวะชม Tabo Monastery วัดโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ซึ่งมักได้รับการขนานนามว่าเป็น “อชันตาแห่งหิมาลัย” เพราะมีจิตรกรรมฝาผนังและศิลปะพุทธโบราณล้ำค่า รวมถึงถ้ำปฏิบัติธรรมที่ใช้โดยพระลามะในอดีต จากนั้นเดินทางต่อสู่ Kaza เมืองศูนย์กลางของหุบเขาสปิติ

พักที่ Kaza

วันที่ 7: Kaza • Kye Monastery • Kibber • Gete • Kaza

เที่ยวชมวัดคีย์ วัดที่ใหญ่ที่สุดในหุบเขาสปิติ ตั้งอยู่บนเนินเขาอย่างโดดเด่น มีลักษณะคล้ายป้อมและเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนานิกายทิเบต จากนั้นไป Kibber อดีตหนึ่งในหมู่บ้านที่สูงที่สุดในโลกที่รถเข้าถึงได้ และแวะ Gete หมู่บ้านเล็กบนที่สูงซึ่งให้วิวกว้างของภูมิประเทศแบบทะเลทรายภูเขา

พักที่ Kaza

วันที่ 8: Kaza • Dhankar • Komic หรือ Langza • Kaza

เดินทางไป Dhankar หมู่บ้านโบราณที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของสปิติ และมีวัดดังการ์ตั้งอยู่บนหน้าผาอย่างน่าทึ่ง ราวกับแขวนอยู่เหนือหุบเขา จากนั้นเลือกเที่ยว Komic ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สูงที่สุดในโลกที่มีถนนเข้าถึง หรือ Langza หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงเรื่องพระพุทธรูปขนาดใหญ่และการค้นพบซากดึกดำบรรพ์จากยุคที่พื้นที่นี้เคยอยู่ใต้ทะเล

พักที่ Kaza

วันที่ 9: Kaza • Manali

เดินทางจากคาซ่าสู่มะนาลี ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง ผ่านเส้นทางภูเขาสูงและอุโมงค์อะตัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุโมงค์ถนนบนที่สูงที่ยาวที่สุดในโลก ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างลาดักห์–ลาฮูล–มันนาลีอย่างมาก

พักที่ Manali

วันที่ 10: Manali • Chandigarh

ออกเดินทางจากมะนาลีกลับสู่จัณฑีครห์ ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง Chandigarh เป็นเมืองสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียงด้านการออกแบบผังเมืองโดยสถาปนิกชื่อดัง Le Corbusier และถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นระเบียบที่สุดของอินเดีย

พักที่ Chandigarh

วันที่ 11: Chandigarh • สนามบิน • กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสรุปทริปนี้ครอบคลุมทั้งเมืองอาณานิคมเก่า หมู่บ้านหิมาลัย วัดพุทธโบราณ และภูมิประเทศสูงแบบทะเลทรายของสปิติ

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
04 Europe next trend

โรมาเนีย บัลแกเรีย

โรมาเนีย บัลแกเรีย
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • บูคาเรสต์: สัมผัสกลิ่นอายปารีสน้อย เดินทอดน่องชมเมืองสุดโรแมนติก และตื่นตากับความยิ่งใหญ่ของพระราชวังรัฐสภา
  • ซีบิว: ปล่อยใจไปกับเมืองยุคกลางสุดคลาสสิกกลางหุบเขาทรานส์ซิลเวเนีย ที่สถาปัตยกรรมเก่าแก่จะทำให้เราเหมือนหลุดเข้าไปในนิทาน
  • ซีกีชัวรา: เติมพลังใจในเมืองป้อมปราการสีพาสเทลสุดน่ารัก เดินลัดเลาะตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและรอยยิ้ม
  • สุสานสีฟ้า Sapanta: พลิกมุมมองชีวิตให้เบิกบาน ผ่านป้ายหลุมศพไม้แกะสลักสีสันสดใสที่เล่าเรื่องราวผู้คนอย่างอารมณ์ดี
  • โบสถ์ Voronet: ซึมซับความสงบและศิลปะแห่งศรัทธาผ่านจิตรกรรมฝาผนังอายุนับร้อยปี ที่สวยจนได้ฉายาว่าโบสถ์ซิสทีนแห่งตะวันออก
  • ปราสาทบราน: ตามรอยตำนานแดร็กคูล่า สำรวจปราสาทลึกลับบนหน้าผาสูงชันที่ซ่อนเรื่องราวประวัติศาสตร์น่าตื่นเต้นไว้ให้เราค้นหา
แผนการเดินทางโดยย่อ​

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – บูคาเรสต์

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมออกเดินทางสู่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย

วันที่ 2: บูคาเรสต์
ถึงสนามบินฮารีควานดา เที่ยวชม “Little Paris” ชม Revolution Square, Arch of Triumph และพระราชวังรัฐสภา

วันที่ 3: บูคาเรสต์ – เคอร์ทาดาอารเจส – ซีบิว
ข้ามเทือกเขาทรานส์ซิลเวเนีย แวะชมโบสถ์ที่เคอร์ทาดาอารเจส ก่อนเที่ยวชมเมืองซีบิว

วันที่ 4: ซีบิว – เบียร์ตาน – ซีกีชัวรา – ปราสาทโพยนารี
เยี่ยมชมหมู่บ้านเบียร์ตาน เที่ยวเมืองซีกีชัวรา และชมปราสาทโพยนารี

วันที่ 5: ซีกีชัวรา – มารามูเรส – Sapanta
เดินทางสู่แคว้นมารามูเรส ชมโบสถ์ไม้มรดกโลกและสุสานสีฟ้า Sapanta Merry Cemetery

วันที่ 6: มารามูเรส – Bicaz Gorges – บูโควินา
ข้ามเทือกเขาคาร์เพเธียน แวะหมู่บ้านไข่อีสเตอร์ Ciocanesti และชม Voronet Monastery

วันที่ 7: บูโควินา – บราซอฟ
เยี่ยมชมโบสถ์จิตรกรรมฝาผนัง ก่อนเดินทางสู่บราซอฟและเที่ยวจัตุรัสกลางเมือง

วันที่ 8: บราซอฟ – ปราสาทบราน – บูคาเรสต์
ชมปราสาทบราน แวะปราสาทราสนอฟ แล้วเดินทางกลับสู่บูคาเรสต์

วันที่ 9: บูคาเรสต์
เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หมู่บ้าน ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – บูคาเรสต์

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมออกเดินทางสู่กรุงบูคาเรสต์ เมืองหลวงของโรมาเนีย ซึ่งเคยได้รับฉายาว่า “Little Paris” จากสถาปัตยกรรมแบบยุโรปคลาสสิกและบรรยากาศเมืองเก่า

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 2: บูคาเรสต์

เดินทางถึงสนามบิน Henri Coandă แล้วเข้าเที่ยวชมกรุงบูคาเรสต์ เมืองใหญ่ที่ผสมทั้งอาคารยุคคอมมิวนิสต์และสถาปัตยกรรมงดงามแบบฝรั่งเศส
– Revolution Square จัตุรัสประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติโรมาเนียปี 1989 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การสิ้นสุดระบอบเชาเชสกู
– Arch of Triumph อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความสำเร็จของโรมาเนียในสงครามโลกครั้งที่ 1
– Palace of the Parliament หนึ่งในอาคารราชการที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างในยุคผู้นำ Nicolae Ceaușescu สะท้อนทั้งความยิ่งใหญ่และความฟุ่มเฟือยของยุคนั้น

ที่พัก: บูคาเรสต์

วันที่ 3: บูคาเรสต์ – เคอร์เทียเดออาร์เจช – ซีบิว

เดินทางจากบูคาเรสต์สู่ซีบิว ระยะทางรวมประมาณ 280–300 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 5–6 ชม. แวะระหว่างทางที่ Curtea de Argeș
– Curtea de Argeș Monastery โบสถ์สำคัญของโรมาเนีย มีสถาปัตยกรรมงดงามและมีตำนานช่างก่อสร้าง “มาสเตอร์มาโนเล” ผู้ต้องสังเวยคนรักเพื่อให้สิ่งก่อสร้างคงอยู่
จากนั้นเดินทางต่อไปยังซีบิว
– Sibiu เมืองเก่ากลางแคว้นทรานซิลเวเนีย อดีตศูนย์กลางของชาวแซกซอน มีจัตุรัสสวยงาม อาคารสีพาสเทล และหลังคาที่ดูเหมือน “ดวงตา” ของเมือง

ที่พัก: ซีบิว

วันที่ 4: ซีบิว – เบียร์ตาน – ซีกีชัวรา – โพยนารี

เดินทางท่องเที่ยวในเขตทรานซิลเวเนีย ระยะทางรวมประมาณ 170–220 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 4–5 ชม.
– Biertan หมู่บ้านมรดกโลกที่โดดเด่นด้วยโบสถ์ป้อมปราการแบบแซกซอน ใช้เป็นที่หลบภัยของชุมชนในยุคที่เกิดสงครามบ่อยครั้ง
– Sighișoara เมืองป้อมยุคกลางที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นเมืองเกิดของ Vlad Țepeș ผู้เป็นต้นแบบตำนานแดร็กคูลา
– Poenari Castle ป้อมปราการบนเขาสูงที่เชื่อกันว่าเป็น “ปราสาทที่แท้จริง” ของ Vlad the Impaler ต้องปีนบันไดขึ้นไปเพื่อชมวิวและซากป้อมเก่าอันเต็มไปด้วยตำนาน

ที่พัก: ซีกีชัวรา

วันที่ 5: ซีกีชัวรา – มารามูเรส – ซาปันตา

ออกเดินทางสู่แคว้นมารามูเรส ระยะทางประมาณ 300–350 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 6–7 ชม.
– Maramureș ดินแดนที่ยังคงวิถีชนบทดั้งเดิมของโรมาเนีย มีชื่อเสียงเรื่องโบสถ์ไม้เก่าแก่และวัฒนธรรมพื้นบ้าน
– Wooden Churches กลุ่มโบสถ์ไม้มรดกโลกที่สร้างด้วยเทคนิคช่างไม้ท้องถิ่น สะท้อนศรัทธาและภูมิปัญญาของชาวบ้าน
– Săpânța Merry Cemetery หรือ “สุสานสีฟ้า” สุสานที่มีเอกลักษณ์จากป้ายหลุมศพสีสันสดใส พร้อมบทกลอนเล่าชีวิตผู้ล่วงลับอย่างตรงไปตรงมาและมีอารมณ์ขัน

ที่พัก: Sighetu Marmaţiei

วันที่ 6: มารามูเรส – Bicaz Gorges – บูโควินา

เดินทางข้ามเทือกเขาคาร์เพเธียนสู่แคว้นบูโควินา ระยะทางประมาณ 320–380 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 7–8 ชม.
– Bicaz Gorges ช่องเขาหินผาสูงตระหง่าน เป็นหนึ่งในเส้นทางธรรมชาติที่สวยที่สุดของโรมาเนีย
– Ciocănești หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงเรื่องลวดลายพื้นบ้านบนบ้านเรือน และงานศิลป์ไข่อีสเตอร์ที่สืบทอดกันมายาวนาน
– Voroneț Monastery โบสถ์มรดกโลกที่มีชื่อเสียงจากจิตรกรรมฝาผนังภายนอกสีฟ้าเข้ม หรือ “Voroneț Blue” พร้อมภาพวันพิพากษาที่งดงามมาก

ที่พัก: กูรา ฮูโมรูลุย

วันที่ 7: บูโควินา – บราซอฟ

ออกเดินทางจากบูโควินาสู่บราซอฟ ระยะทางประมาณ 270–320 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 5–6 ชม.
– Painted Monasteries of Bukovina กลุ่มโบสถ์ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายนอกโดดเด่น ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวในพระคัมภีร์แก่ผู้คนในยุคที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก
– Brașov เมืองสำคัญกลางทรานซิลเวเนีย รายล้อมด้วยภูเขาและกำแพงเมืองเก่า มีจัตุรัสกลางเมืองที่คึกคักและกลิ่นอายยุโรปยุคกลางชัดเจน

ที่พัก: บราซอฟ

วันที่ 8: บราซอฟ – ปราสาทบราน – ราสนอฟ – บูคาเรสต์

เดินทางกลับบูคาเรสต์ ระยะทางรวมประมาณ 190–220 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 4–5 ชม.
– Bran Castle ปราสาทชื่อดังที่ถูกเชื่อมโยงกับตำนานแดร็กคูลา แม้หลักฐานทางประวัติศาสตร์จะไม่ชัดเจน แต่ตัวปราสาทบนเนินเขาก็มีบรรยากาศลึกลับน่าจดจำ
– Râșnov Fortress ป้อมปราการบนยอดเขาที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องชาวบ้านจากการรุกราน เป็นจุดชมวิวที่สวยของแถบทรานซิลเวเนีย
จากนั้นเดินทางกลับกรุงบูคาเรสต์

ที่พัก: บูคาเรสต์

วันที่ 9: บูคาเรสต์ – เดินทางกลับ

เที่ยวชมกรุงบูคาเรสต์เพิ่มเติมก่อนเดินทางกลับ
– Village Museum พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่รวบรวมบ้านเรือน โบสถ์ไม้ และอาคารพื้นถิ่นจากทั่วโรมาเนีย ทำให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาคในที่เดียว
จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางโรมาเนียที่เต็มไปด้วยเมืองเก่า ตำนานแดร็กคูลา ธรรมชาติภูเขา และมรดกวัฒนธรรมอันโดดเด่น

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
14 South Asia

ภูฏาน ไฮไลท์

Categories
05 UK

สกอตแลนด์ ไฮแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ

สกอตแลนด์ ไฮแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ปราสาทเอดินเบิร์ก สัมผัสมนต์ขลังของเมืองหลวงเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านบนภูเขาไฟดับแล้ว
  • สะพานเกลนฟินแนน ตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์กับสะพานรถไฟโค้งสุดคลาสสิกท่ามกลางธรรมชาติที่สวยสะกดใจ
  • ไจแอนท์สคอสเวย์ ตื่นตากับเสาหินบะซอลต์หกเหลี่ยมกว่าสี่หมื่นต้นที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้อย่างน่าทึ่ง
  • หน้าผาโมเฮอร์ ปล่อยใจไปกับความยิ่งใหญ่ของหน้าผาหินสูงตระหง่านที่ทอดตัวยาวรับลมมหาสมุทรแอตแลนติก
  • เกาะสเกลลิกไมเคิล นั่งเรือไปสัมผัสความสงบของอารามโบราณกลางทะเลที่เคยเป็นฉากถ่ายทำสตาร์วอร์ส
  • วิทยาลัยทรินิตี้และคัมภีร์เคลส์ ดื่มด่ำประวัติศาสตร์ผ่านคัมภีร์โบราณในห้องสมุดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
  • Isle of Skye สัมผัสเสน่ห์ของเกาะที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงามและภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ / สนามบินสุวรรณภูมิ
เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเริ่มต้นทริป

วันที่ 2: เอดินเบิร์ก (Edinburgh)
ถึงเอดินเบิร์ก เที่ยว Royal Mile และ Edinburgh Castle พักค้างคืนที่ Edinburgh

วันที่ 3: Glenfinnan – Portree
ชม Glenfinnan Viaduct สะพานดังจาก Harry Potter ก่อนเดินทางสู่ Portree เมืองบ้านสีสันสดใส

วันที่ 4: Isle of Skye – ฟอร์ต วิลเลียม (Fort William)
เดินชม Old Man of Storr แลนด์มาร์กสำคัญของเกาะ แล้วพักที่ Fort William

วันที่ 5: Glencoe – Loch Lomond – เบลฟัสต์ (Belfast)
เที่ยวหุบเขา Glencoe แวะ Loch Lomond และนั่งเรือเฟอร์รี่สู่ Belfast

วันที่ 6: เบลฟัสต์ และไฮไลต์ไอร์แลนด์เหนือ
ชม The Dark Hedges, Giant’s Causeway, Downhill Beach, Mussenden และ Titanic Belfast

วันที่ 7: กัลเวย์ (Galway)
เดินทางสู่ Galway เที่ยว Latin Quarter และชม Kylemore Abbey พักค้างคืนที่ Galway

วันที่ 8: Cliffs of Moher – Limerick – Adare – Killarney
ชมผา Cliffs of Moher, O’Brien’s Tower, King John’s Castle, หมู่บ้าน Adare และวิว Slea Head

วันที่ 9: Portmagee – Skellig Michael – Cork
แวะ Portmagee ชมวิว Skellig Michael แล้วเที่ยว Blackrock Castle และเมือง Cobh ก่อนพักที่ Cork

วันที่ 10: ดับลิน (Dublin)
เดินทางสู่ Dublin เที่ยว St. Andrew’s Church, ชม Book of Kells และช้อปปิ้งย่านดังของเมือง

วันที่ 11: ดับลิน – สนามบิน
เยี่ยมชม Dublin Castle ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 12: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – สนามบินสุวรรณภูมิ

เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเริ่มทริปสกอตแลนด์–ไอร์แลนด์ พักผ่อนบนเครื่อง เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางระยะไกล

ที่พัก: พักบนเครื่องบิน

วันที่ 2: เอดินเบิร์ก (Edinburgh)

เดินทางถึงเอดินเบิร์ก เมืองหลวงเก่าแก่ของสกอตแลนด์ เมืองนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคกลางและประวัติศาสตร์ราชวงศ์สก็อต
เดินชม Royal Mile ถนนสายสำคัญที่เชื่อมระหว่างปราสาทกับพระราชวังเก่า เต็มไปด้วยอาคารหิน ร้านค้า และกลิ่นอายเมืองโบราณ
ชม Edinburgh Castle ปราสาทประวัติศาสตร์ที่ตั้งเด่นบนภูเขาไฟเก่า เคยเป็นป้อมปราการหลักและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสกอตแลนด์

พักที่ Edinburgh

วันที่ 3: เอดินเบิร์ก – Glenfinnan – Portree

เดินทางสู่ Glenfinnan ระยะทางประมาณ 270 กม. ใช้เวลาราว 4.5–5 ชั่วโมง
ชม Glenfinnan Viaduct สะพานโค้งกลางหุบเขาอันโด่งดังจากภาพยนตร์ Harry Potter และเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในสกอตแลนด์
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Portree บน Isle of Skye ระยะทางประมาณ 180 กม. ใช้เวลาราว 3–3.5 ชั่วโมง
Portree เป็นเมืองท่าเล็กๆ ที่มีบ้านเรือนสีสันสดใสริมอ่าว และเป็นจุดพักยอดนิยมของนักท่องเที่ยวบนเกาะสกาย

พักที่ Portree

วันที่ 4: Portree – Old Man of Storr – Fort William

เดินทางจาก Portree ไป Old Man of Storr ประมาณ 15 กม. ใช้เวลาราว 20–30 นาที
เดินชม Old Man of Storr แท่งหินธรรมชาติขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของ Isle of Skye บรรยากาศโดยรอบงดงามและมีเรื่องเล่าพื้นบ้านเชื่อมโยงกับยักษ์และตำนานแห่งเกาะ
จากนั้นเดินทางไป Fort William ระยะทางประมาณ 180 กม. ใช้เวลาราว 3.5–4 ชั่วโมง
Fort William เป็นเมืองเล็กกลางธรรมชาติ และเป็นประตูสู่ที่ราบสูงสกอตแลนด์

พักที่ Fort William

วันที่ 5: Fort William – Glencoe – Loch Lomond – Belfast

เดินทางสู่ Glencoe ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
ชมหุบเขา Glencoe ที่มีภูเขาสูงและทิวทัศน์ยิ่งใหญ่ พื้นที่นี้มีประวัติศาสตร์เศร้าจากเหตุการณ์สังหารหมู่ตระกูล MacDonald ในปี 1692 และยังเป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง
เดินทางต่อไป Loch Lomond ระยะทางประมาณ 110 กม. ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง
Loch Lomond เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในเกาะบริเตน โดดเด่นด้วยวิวธรรมชาติและบทบาทในบทเพลงพื้นบ้านสก็อต
จากนั้นเดินทางไกลสู่ท่าเรือเพื่อขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากไป Belfast รวมเวลาเดินทางทางรถและเรือราว 7–9 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับรอบเรือ
Belfast เป็นเมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ เมืองสำคัญด้านอุตสาหกรรมและประวัติศาสตร์การต่อเรือ

พักที่ Belfast

วันที่ 6: Belfast – The Dark Hedges – Giant’s Causeway – Downhill Beach – Belfast

เดินทางจาก Belfast ไป The Dark Hedges ระยะทางประมาณ 95 กม. ใช้เวลาราว 1.5 ชั่วโมง
ชมอุโมงค์ต้นบีช The Dark Hedges ที่ปลูกโดยตระกูล Stuart ในศตวรรษที่ 18 เพื่อสร้างทางเข้าคฤหาสน์ และภายหลังมีชื่อเสียงจากซีรีส์ Game of Thrones
เดินทางต่อไป Giant’s Causeway ประมาณ 20 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที
Giant’s Causeway เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เกิดจากลาวาเย็นตัวเป็นเสาหินบะซอลต์กว่าหมื่นต้น พร้อมตำนานยักษ์ Finn McCool ที่สร้างทางข้ามทะเล
แวะ Downhill Beach และชม Mussenden Temple อาคารทรงกลมริมผาสูง สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ได้แรงบันดาลใจจากวิหารโรมัน
เดินทางกลับ Belfast ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 2–2.5 ชั่วโมง
หากมีเวลา ชมเมืองและเยี่ยมชม Titanic Belfast พิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องเรือไททานิคซึ่งต่อขึ้นที่เมืองนี้

พักที่ Belfast

วันที่ 7: Belfast – Galway – Kylemore Abbey

เดินทางสู่ Galway ระยะทางประมาณ 290 กม. ใช้เวลาราว 4.5–5 ชั่วโมง
Galway เป็นเมืองมหาวิทยาลัยบรรยากาศคึกคัก มีชื่อเสียงด้านดนตรี วัฒนธรรม และกลิ่นอายไอริชดั้งเดิม
เดินเล่นในย่าน Latin Quarter ซึ่งเต็มไปด้วยถนนหิน ร้านอาหาร ผับ และศิลปะท้องถิ่น
จากนั้นแวะชม Kylemore Abbey ระยะทางจาก Galway ราว 80 กม. ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง เดิมเป็นคฤหาสน์หรูริมทะเลสาบ ก่อนกลายมาเป็นสำนักแม่ชีเบเนดิกติน และเป็นหนึ่งในภาพจำที่สวยที่สุดของไอร์แลนด์ตะวันตก

พักที่ Galway

วันที่ 8: Galway – Cliffs of Moher – Limerick – Adare – Slea Head – Killarney

เดินทางไป Cliffs of Moher ระยะทางประมาณ 75 กม. ใช้เวลาราว 1.5 ชั่วโมง ผาหินริมมหาสมุทรแอตแลนติกแห่งนี้สูงตระหง่านและเป็นหนึ่งในธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอร์แลนด์
ชม O’Brien’s Tower หอคอยหินที่สร้างในศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นจุดชมวิวพาโนรามา
เดินทางต่อไป Limerick ระยะทางประมาณ 80 กม. ใช้เวลาราว 1.5 ชั่วโมง
ชม King John’s Castle ปราสาทริมแม่น้ำ Shannon ที่สร้างในต้นศตวรรษที่ 13 สะท้อนประวัติศาสตร์การปกครองของอังกฤษในไอร์แลนด์
แวะ Adare หมู่บ้านเล็กที่มีบ้านหลังคาฟางและบรรยากาศคลาสสิก จนได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดของไอร์แลนด์
จากนั้นเดินทางไกลสู่เขตคาบสมุทร Dingle เพื่อชมวิว Slea Head และต่อไป Killarney รวมระยะเดินทางทั้งวันค่อนข้างมาก ราว 300–350 กม. ใช้เวลา 6–8 ชั่วโมงรวมแวะเที่ยว
Slea Head โดดเด่นด้วยวิวชายฝั่งหน้าผาและทะเลเปิด เป็นจุดชมความงามของไอร์แลนด์ฝั่งตะวันตกอย่างแท้จริง

พักที่ Killarney

วันที่ 9: Killarney – Portmagee – Skellig Michael – Blackrock Castle – Cobh – Cork

เดินทางสู่ Portmagee ระยะทางประมาณ 80 กม. ใช้เวลาราว 1.5 ชั่วโมง
Portmagee เป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ สีสันสดใส และเป็นประตูสู่การเดินทางไป Skellig Michael
ชม Skellig Michael เกาะหินกลางทะเลที่มีอารามคริสต์โบราณอายุกว่าพันปี สร้างโดยนักบวชผู้แสวงหาความสันโดษ และต่อมามีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ Star Wars
จากนั้นเดินทางต่อไป Blackrock Castle ใกล้เมือง Cork ระยะทางประมาณ 160 กม. ใช้เวลาราว 2.5–3 ชั่วโมง ปราสาทแห่งนี้เดิมสร้างเพื่อป้องกันการโจมตีทางทะเล ปัจจุบันเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของเมือง
แวะเมือง Cobh ท่าเรือสำคัญที่เป็นจุดแวะสุดท้ายของเรือ Titanic ก่อนออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก
เดินทางเข้า Cork ใช้เวลาไม่นาน

พักที่ Cork

วันที่ 10: Cork – Dublin

เดินทางสู่ Dublin ระยะทางประมาณ 260 กม. ใช้เวลาราว 3–3.5 ชั่วโมง
Dublin เป็นเมืองหลวงของไอร์แลนด์ ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และวัฒนธรรมของประเทศ
ชม St. Andrew’s Church โบสถ์เก่าแก่ใจกลางเมืองที่สะท้อนสถาปัตยกรรมคลาสสิก
ชม The Book of Kells ที่ Trinity College คัมภีร์โบราณล้ำค่าจากราวศตวรรษที่ 9 โดดเด่นด้วยศิลปะการตกแต่งลวดลายแบบเซลติก
เดินเล่นที่ George’s Street Arcade ตลาดในร่มสไตล์วิกตอเรีย และช้อปปิ้งที่ Grafton Street ซึ่งเป็นถนนสายดังของเมือง

พักที่ Dublin

วันที่ 11: Dublin – สนามบิน

ชม Dublin Castle ปราสาทประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองของอังกฤษในไอร์แลนด์หลายร้อยปี ก่อนกลายเป็นสถานที่สำคัญของรัฐไอริชในปัจจุบัน

จากนั้นเดินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Qatar Airways

พักบนเครื่องบิน

วันที่ 12: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ สิ้นสุดการเดินทางพร้อมความประทับใจจากสกอตแลนด์และไอร์แลนด์

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

อิตาลีใต้ คาปรี อมาลฟี เนเปิลส์

อิตาลีใต้ คาปรี อมาลฟี เนเปิลส์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ย่านเมืองเก่านาโปลี: เดินเล่นซึมซับสถาปัตยกรรมคลาสสิกและวิถีชีวิตสุดคึกคักของคนท้องถิ่น
  • เมืองโบราณปอมเปอี: ย้อนเวลาสัมผัสอดีตที่หยุดนิ่งใต้เถ้าถ่านภูเขาไฟวิสุเวียสแบบใกล้ชิด
  • ชายฝั่งอมาลฟีและโพสิตาโน: ปล่อยใจไปกับมนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านสีพาสเทลที่ไต่ระดับตามหน้าผาริมทะเล
  • เมืองราเวลโล: หลีกหนีความวุ่นวายมาพักใจในหมู่บ้านเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติและวิวทะเล
  • ซอร์เรนโต้และท่าเรือมารีน่ากรันเด: ทอดน่องชมวิวบนหน้าผาสูง แล้วแวะรับลมทะเลที่หมู่บ้านชาวประมงสุดคลาสสิก
  • เกาะคาปรีและจุดชมวิวทราการา: นั่งเรือข้ามเกาะไปชมความยิ่งใหญ่ของโขดหินกลางทะเลที่สวยจนลืมหายใจ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิก – นาโปลี
พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Lufthansa เปลี่ยนเครื่องที่มิวนิก แล้วเดินทางต่อสู่นาโปลี

วันที่ 2: นาโปลี
ถึงนาโปลี เดินชมย่านเมืองเก่า Centro Storico และชมปราสาทริมทะเล Ovo Castle พักที่ Naples

วันที่ 3: นาโปลี
เที่ยวชมเมืองเนเปิลส์ แวะชม Cappella Sansevero โรงสวดเก่าแก่ศตวรรษที่ 16 พักที่ Naples

วันที่ 4: ปอมเปอี – Amalfi Coast
เข้าชมเมืองโบราณปอมเปอี แล้วเดินทางต่อสู่ Amalfi Coast เดินเล่นชมบรรยากาศเมืองริมทะเล พักที่ Amalfi Coast

วันที่ 5: โพสิตาโน – ราเวลโล – ซอร์เรนโต
เที่ยวเมืองโพสิตาโน ราเวลโล และเดินทางต่อสู่ซอร์เรนโต เมืองตากอากาศชื่อดังริมผา พักที่ Sorrento

วันที่ 6: ซอร์เรนโต
ชมจัตุรัสทาซโซ่, Duomo, อาราม Chiostro di San Francesco และท่าเรือ Marina Grande พักที่ Sorrento

วันที่ 7: เกาะคาปรี
นั่งเรือเฟอร์รี่สู่เกาะคาปรี ชมวิวที่ Tragara และ Belvedere di Punta Cannone พร้อมขึ้นสู่ยอดเขาคาปรี พักที่ Sorrento

วันที่ 8: ซอร์เรนโต – นาโปลี – กรุงเทพฯ
เดินทางกลับเมือง Naples เพื่อไปสนามบิน และออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค – นาโปลี

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เคาน์เตอร์สายการบิน Lufthansa เพื่อเช็กอิน จากนั้นออกเดินทางสู่เมืองนาโปลี โดยเปลี่ยนเครื่องที่มิวนิค ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 15–18 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับไฟลท์และเวลาต่อเครื่อง

ที่พัก: พักบนเครื่อง / Naples

วันที่ 2: นาโปลี

ถึงเมืองนาโปลี เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของอิตาลี จากนั้นเดินชมย่านเมืองเก่า Centro Storico Naples ซึ่งเป็นหัวใจประวัติศาสตร์ของเมือง เต็มไปด้วยตรอกซอกซอย โบสถ์ และอาคารเก่าแก่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองหลายยุคหลายสมัย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ต่อด้วยชมปราสาทริมทะเล Castel dell’Ovo ปราสาทโบราณที่มีตำนานเล่าว่ากวีโรมันเวอร์จิลได้ซ่อนไข่วิเศษไว้ในฐานปราสาท หากไข่แตกเมืองจะประสบเคราะห์ร้าย จุดเด่นคือวิวอ่าวเนเปิลส์ที่สวยงาม

ที่พัก: Naples

วันที่ 3: เนเปิลส์

เที่ยวชมบรรยากาศเมืองเนเปิลส์ เมืองที่มีชีวิตชีวา สีสันจัดจ้าน และมีเอกลักษณ์แบบอิตาเลียนใต้ จากนั้นเข้าชม Cappella Sansevero โบสถ์น้อยชื่อดังจากศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีผลงานประติมากรรมระดับมาสเตอร์พีซคือ Veiled Christ รูปแกะสลักพระคริสต์ที่มีผ้าคลุมหินอ่อนอย่างน่าอัศจรรย์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานศิลป์ที่งดงามที่สุดของอิตาลี

ที่พัก: Naples

วันที่ 4: เนเปิลส์ – ปอมเปอี – อะมัลฟีโคสต์

ออกเดินทางสู่เมืองปอมเปอี ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 30–40 นาที เข้าชมเมืองโบราณปอมเปอี ซึ่งถูกเถ้าถ่านและหินภูเขาไฟจากการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสเมื่อ ค.ศ. 79 ฝังกลบไว้ทั้งเมือง ทำให้สิ่งปลูกสร้าง ถนน และวิถีชีวิตของชาวโรมันถูกเก็บรักษาไว้อย่างน่าทึ่ง
จากนั้นเดินทางต่อสู่อะมัลฟีโคสต์ ระยะทางประมาณ 35–40 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมงตามสภาพถนน ชมเมืองชายฝั่งที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วยทิวทัศน์หน้าผา บ้านเรือนสีพาสเทล และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันงดงาม

ที่พัก: Amalfi Coast

วันที่ 5: อะมัลฟีโคสต์ – โพสิตาโน – ราเวลโล – ซอร์เรนโต

เดินทางสู่เมืองโพสิตาโน ใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที เมืองเล็กแสนมีเสน่ห์ที่เรียงตัวลดหลั่นบนหน้าผาริมทะเล โดดเด่นด้วยบ้านสีสวยและบรรยากาศโรแมนติก จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่สวยที่สุดของอิตาลี
จากนั้นเดินทางต่อไปยังราเวลโล ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง หมู่บ้านเล็กบนเนินเขาในแคว้นคัมปาเนีย มีชื่อเสียงด้านสวนสวย วิลล่าเก่า และวิวทะเลที่กว้างไกล เคยเป็นที่พำนักและแรงบันดาลใจของศิลปินและนักประพันธ์จำนวนมาก
เดินทางต่อไปยังซอร์เรนโต ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองตากอากาศชื่อดังที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงเหนืออ่าวเนเปิลส์ มีชื่อเสียงเรื่องบรรยากาศสดใส วิวทะเล และมะนาวเลมอนคุณภาพดี

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 6: ซอร์เรนโต

เที่ยวชมเมืองซอร์เรนโต เริ่มที่ Piazza Tasso จัตุรัสสำคัญใจกลางเมือง รายล้อมด้วยร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหาร เป็นศูนย์กลางชีวิตประจำวันของชาวเมือง
ต่อด้วยชม Duomo di Sorrento มหาวิหารสำคัญของเมืองที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 11–12 ภายในตกแต่งอย่างงดงามและสะท้อนศิลปะหลายยุค
จากนั้นชม Chiostro di San Francesco อารามเก่าแก่ศตวรรษที่ 14 ที่มีซุ้มโค้งอันสงบงาม เป็นมุมที่ให้บรรยากาศร่มรื่นและคลาสสิก
ปิดท้ายที่ Marina Grande ท่าเรือเก่าและอดีตหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมของบ้านสีสดและร้านอาหารทะเลริมฝั่ง

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 7: ซอร์เรนโต – เกาะคาปรี – ซอร์เรนโต

นั่งเรือเฟอร์รี่จากซอร์เรนโตสู่เกาะคาปรี ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที เกาะคาปรีเป็นเกาะพักตากอากาศชื่อดังมาตั้งแต่สมัยโรมัน เพราะธรรมชาติสวยงาม น้ำทะเลใส และบรรยากาศหรูหรา
ขึ้นชมจุดชมวิว Tragara และ Belvedere di Punta Cannone ซึ่งสามารถมองเห็นโขดหิน Faraglioni สัญลักษณ์สำคัญของเกาะได้อย่างชัดเจน จากนั้นนั่งกระเช้าหรือรถรางขึ้นสู่จุดสูงของเกาะเพื่อชมทิวทัศน์ทะเลแบบพาโนรามาอันน่าประทับใจ
เดินทางกลับซอร์เรนโต

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 8: ซอร์เรนโต – นาโปลี – กรุงเทพฯ

ออกเดินทางกลับสู่เมืองนาโปลี ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไปยังสนามบินสำหรับเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ

ที่พัก: พักบนเครื่อง

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางชายฝั่งทางใต้ของอิตาลีที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และเสน่ห์ของเมืองทะเล

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

อเมริกา นิวอิงแลนด์ นิวแฮมเชียร์ ใบไม้เปลี่ยนสี

อเมริกา นิวอิงแลนด์ นิวแฮมเชียร์ ใบไม้เปลี่ยนสี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ปล่อยใจไปกับเส้นทาง Kancamagus Highway ขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยสะกดสายตาเหมือนหลุดเข้าไปในภาพวาด
  • เดินทอดน่องสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ Flume Gorge โตรกผาแคบพร้อมทางเดินไม้เลียบสายน้ำตกที่ให้ธรรมชาติโอบกอดเราอย่างใกล้ชิด
  • นั่งพักหย่อนใจริม Mirror Lake ในเมือง Lake Placid ซึมซับความสงบเงียบของเมืองน่ารักที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว
  • ฟังเสียงน้ำตก Kaaterskill Falls ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา Catskills ความงามอลังการที่ชวนให้เราได้หยุดพักและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
  • ทอดสายตาชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีริมแม่น้ำฮัดสันแบบพาโนรามาบน Walkway Over the Hudson สะพานคนเดินที่ยาวที่สุดในโลก
  • ปิดทริปที่นิวยอร์ก สัมผัสความมีชีวิตชีวาบนสะพาน Brooklyn Bridge และแวะชาร์จพลังในปอดยักษ์ใจกลางเมืองอย่าง Central Park
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โดฮา
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่โดฮา

วันที่ 2: Portsmouth, New Hampshire
เดินทางถึงพอร์ตสมัท เมืองท่าเก่าแก่ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเข้าพัก

วันที่ 3: Portsmouth – White Mountains – North Conway
เที่ยวชมเมืองพอร์ตสมัท และชมวิวเทือกเขา White Mountains ก่อนเข้าพักที่นอร์ทคอนเวย์

วันที่ 4: North Conway – Kancamagus Highway – Franconia Notch
ชมสะพานไม้ Albany Covered Bridge ขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสี แวะ Sabbaday Falls และ Flume Gorge

วันที่ 5: Vermont – Stowe – Burlington
เดินทางสู่รัฐเวอร์มอนต์ ผ่านเส้นทาง Smugglers’ Notch และชมบรรยากาศที่ Stowe Mountain Resort

วันที่ 6: Burlington, Vermont
สำรวจเมืองเบอร์ลิงตันริมทะเลสาบ Lake Champlain และพักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่ 7: Lake Placid, New York
เดินทางสู่เลกเพลซิด ชม Mirror Lake และธรรมชาติสวยงามที่ High Falls Gorge

วันที่ 8: Saratoga Springs, New York
เที่ยวเมืองน้ำแร่ซาราโตกาสปริงส์ ชม Congress Park และ Saratoga Spa State Park

วันที่ 9: Catskills – Storm King – Kingston
ชมวิว Catskills Mountains และ Kaaterskill Falls ก่อนแวะชมงานศิลป์กลางแจ้งที่ Storm King Art Center

วันที่ 10: Hudson Valley – New York City
ชมใบไม้เปลี่ยนสีใน Hudson Valley เดินเล่นบน Walkway Over the Hudson แล้วเดินทางเข้า New York City

วันที่ 11: New York City
เที่ยว Central Park, Fifth Avenue, St. Patrick’s Cathedral, Times Square และ Brooklyn Bridge

วันที่ 12: New York City
ชมงานศิลปะที่ Metropolitan Museum of Art ขึ้นตึก Empire State และเดินเล่น The High Line กับ Chelsea Market

วันที่ 13: SoHo – Greenwich Village – เดินทางกลับ
เดินเล่นย่าน SoHo, Greenwich Village และ Washington Square Park ก่อนออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 14: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โดฮา

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ แวะเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 9–12 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับเที่ยวบิน เป็นวันเริ่มต้นของทริปสู่ฝั่งนิวอิงแลนด์และนิวยอร์ก

ที่พัก: บนเครื่องบิน / พักระหว่างเดินทาง

วันที่ 2: โดฮา – Portsmouth, New Hampshire

เดินทางต่อสู่สหรัฐฯ และเข้าสู่เมือง Portsmouth ใช้เวลาเดินทางรวมจากโดฮาถึงฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ราว 12–14 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถเข้า Portsmouth ประมาณ 1–2 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองท่าเก่าแก่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก มีประวัติย้อนไปถึงยุคอาณานิคม และเคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของนิวแฮมป์เชียร์

ที่พัก: Portsmouth

วันที่ 3: Portsmouth – White Mountains – North Conway

เที่ยวชมย่านเมืองเก่า Portsmouth ดูบรรยากาศบ้านเรือนประวัติศาสตร์ ท่าเรือ และเสน่ห์ของเมืองชายฝั่งที่ยังคงกลิ่นอายยุคอาณานิคม จากนั้นเดินทางสู่เขต White Mountains ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เพื่อชมวิวเทือกเขาสูงอันโดดเด่นของนิวแฮมป์เชียร์ พื้นที่นี้ขึ้นชื่อเรื่องป่าไม้หนาแน่นและสีสันใบไม้เปลี่ยนฤดูที่สวยมาก

ที่พัก: North Conway

วันที่ 4: Albany Covered Bridge – Kancamagus Highway – Sabbaday Falls – Franconia Notch – Flume Gorge

ออกเดินทางท่องธรรมชาติในเขต White Mountains เริ่มที่ Albany Covered Bridge สะพานไม้โบราณข้ามแม่น้ำ Swift ซึ่งเป็นภาพแทนของนิวอิงแลนด์ในอดีต ต่อด้วยขับรถชมวิวบน Kancamagus Highway เส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงที่สุดสายหนึ่งของภูมิภาค แวะ Sabbaday Falls น้ำตกสวยกลางป่า จากนั้นไป Franconia Notch State Park ช่องเขาธรรมชาติสำคัญของรัฐ และชม Flume Gorge โตรกผาแคบที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งและสายน้ำ มีทางเดินไม้เลียบหน้าผาและน้ำตกอย่างงดงาม ใช้เวลาเดินทางรวมตลอดวันราว 3–5 ชั่วโมง

ที่พัก: North Conway

วันที่ 5: North Conway – Stowe – Burlington, Vermont

เดินทางเข้าสู่รัฐเวอร์มอนต์ ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ระหว่างทางผ่าน Smugglers’ Notch ช่องเขาคดเคี้ยวที่ในอดีตมีตำนานเกี่ยวกับการลักลอบขนสินค้าข้ามพรมแดนในยุคการค้าเข้มงวด ก่อนแวะชม Stowe Mountain Resort พื้นที่ภูเขาชื่อดังที่มีวิวป่าและหุบเขาสวยมากในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จากนั้นเดินทางต่อสู่ Burlington

ที่พัก: Burlington

วันที่ 6: Burlington – Lake Champlain

สำรวจเมือง Burlington เมืองเล็กบรรยากาศดีริม Lake Champlain ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กั้นพรมแดนระหว่างรัฐเวอร์มอนต์กับนิวยอร์ก เมืองนี้มีเสน่ห์จากวิวทะเลสาบ ทางเดินริมน้ำ และย่านใจกลางเมืองที่คึกคักแต่ไม่วุ่นวาย เหมาะสำหรับพักผ่อนและสัมผัสวิถีชีวิตเมืองมหาวิทยาลัย

ที่พัก: Burlington

วันที่ 7: Burlington – Lake Placid, New York

เดินทางสู่ Lake Placid ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว 2 ครั้ง ชม Mirror Lake ทะเลสาบเงียบสงบกลางเมืองที่สะท้อนภาพภูเขาได้สวยงาม และแวะ High Falls Gorge ช่องเขาธรรมชาติที่มีน้ำตกไหลผ่านโตรกหินอย่างน่าตื่นตา

ที่พัก: Lake Placid

วันที่ 8: Lake Placid – Saratoga Springs

เดินทางสู่ Saratoga Springs ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ที่รุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จากชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำแร่ธรรมชาติและสถาปัตยกรรมวิกตอเรียน แวะ Congress Park สวนกลางเมืองที่มีน้ำพุน้ำแร่หลายจุด และ Saratoga Spa State Park ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น National Historic Landmark เพราะเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพของอเมริกา

ที่พัก: Saratoga Springs

วันที่ 9: Saratoga Springs – Catskills – Storm King Art Center – Kingston

ออกเดินทางสู่เขต Catskills Mountains ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง เทือกเขานี้มีชื่อเสียงในฐานะพื้นที่พักผ่อนของชาวนิวยอร์กมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินภูมิทัศน์อเมริกัน ชม Kaaterskill Falls หนึ่งในน้ำตกที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดของรัฐนิวยอร์ก จากนั้นเดินทางต่อไป Storm King Art Center ใช้เวลารวมทั้งวัน โดยที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยประติมากรรมร่วมสมัยขนาดยักษ์ท่ามกลางธรรมชาติ ก่อนเข้าพักที่ Kingston

ที่พัก: Kingston

วันที่ 10: Kingston – Hudson Valley – New York City

เดินทางผ่านเขต Hudson Valley ชมทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีอันเลื่องชื่อของลุ่มแม่น้ำฮัดสัน แวะ Walkway Over the Hudson สะพานคนเดินบนโครงสร้างทางรถไฟเก่าที่ยาวมากและเปิดมุมมองแม่น้ำได้กว้างไกล จากนั้นเดินทางเข้าสู่ New York City ใช้เวลารวมประมาณ 2–3 ชั่วโมง มหานครแห่งวัฒนธรรม การเงิน และศิลปะที่มีอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ที่พัก: New York City

วันที่ 11: New York City – Central Park – Fifth Avenue – St. Patrick’s Cathedral – Times Square – Brooklyn Bridge

เที่ยวแมนฮัตตัน เริ่มที่ Central Park สวนใหญ่ใจกลางเมืองซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับชาวนิวยอร์ก ต่อด้วย Fifth Avenue ถนนสายหรูที่รวมทั้งร้านแบรนด์ดังและอาคารสำคัญ แวะชม St. Patrick’s Cathedral โบสถ์สไตล์นีโอโกธิคอันงดงามซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนคาทอลิกในนิวยอร์ก จากนั้นไป Times Square ย่านไฟนีออนและโรงละครบรอดเวย์ ก่อนปิดท้ายด้วยการเดินข้าม Brooklyn Bridge สะพานประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของอเมริกา

ที่พัก: New York City

วันที่ 12: New York City – Metropolitan Museum of Art – Empire State Building – The High Line – Chelsea Market

เข้าชม Metropolitan Museum of Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกที่รวบรวมผลงานจากอียิปต์ กรีก ยุโรป จนถึงเอเชีย จากนั้นขึ้น Empire State Building อาคารอาร์ตเดโคสัญลักษณ์ของนิวยอร์กที่เคยเป็นตึกสูงที่สุดในโลก เดินเล่นต่อที่ The High Line สวนลอยฟ้าที่ดัดแปลงจากทางรถไฟเก่า สะท้อนแนวคิดฟื้นฟูเมืองอย่างสร้างสรรค์ แล้วแวะ Chelsea Market แหล่งรวมอาหารและร้านค้าบรรยากาศเก๋

ที่พัก: New York City

วันที่ 13: New York City – SoHo – Greenwich Village – Washington Square Park – เดินทางกลับ

เที่ยวชมย่าน SoHo ที่มีชื่อเสียงเรื่องอาคารเหล็กหล่อ แกลเลอรี และร้านบูติก จากนั้นไป Greenwich Village ย่านศิลปินและวัฒนธรรมเสรีที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีและแนวคิดก้าวหน้าของนิวยอร์ก เดินเล่นที่ Washington Square Park สวนสาธารณะใจกลางย่านซึ่งมีซุ้มประตูอันเป็นสัญลักษณ์ ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางกลับรวมประมาณ 18–24 ชั่วโมงแล้วแต่เส้นทางบิน

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 14: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเมืองประวัติศาสตร์ ธรรมชาติใบไม้เปลี่ยนสี และมหานครนิวยอร์ก

ที่พัก: สิ้นสุดการเดินทาง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม