Categories
08 Africa

โมรอคโค ซาฮาร่า ดินแดนฟ้าจรดทราย

โมรอคโค ซาฮาร่า ดินแดนฟ้าจรดทราย
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เชฟชาอูน นครสีฟ้าแสนละมุน เดินทอดน่องปล่อยใจไปกับเมืองสีฟ้าขาวที่ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยเหมือนหลุดเข้าไปในภาพวาด
  • เมืองเก่าเฟซและโรงฟอกหนังชูอาร่า ย้อนเวลาเดินหลงใหลไปในเขาวงกตพันปี สัมผัสวิถีชีวิตและกรรมวิธีทำเครื่องหนังโบราณสุดขลัง
  • ทะเลทรายซาฮาร่า ขี่อูฐรับลมชมพระอาทิตย์ตกบนเนินทรายสีทอง ก่อนทิ้งตัวนอนดูดาวล้านดวงกลางแคมป์ที่เงียบสงบ
  • ป้อมดินเอทเบนฮาดู สัมผัสความยิ่งใหญ่ของเมืองป้อมปราการดินสีแดง ฉากหลังสุดอลังการจากซีรีส์ดังอย่าง Game of Thrones
  • มาราเกช นครสีแดงที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ชมความวิจิตรของพระราชวังบาเฮีย แล้วไปเดินรับพลังงานบวกที่ตลาดกลางคืนสุดคึกคัก
  • สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 มัสยิดริมมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก นั่งฟังเสียงคลื่นพร้อมชมสถาปัตยกรรมที่สงบและทรงพลัง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)
นัดพบสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 20.00 น. เตรียมออกเดินทางสู่โมร็อกโกโดยสายการบิน Qatar Airways

วันที่ 2: คาซาบลังกา – ราบัต – เชฟชาอูน
ชมสุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 เที่ยวราบัต เยือนป้อมอูดายาและสุสานหลวง ก่อนเดินทางไปพักที่เชฟชาอูน

วันที่ 3: เชฟชาอูน – เฟซ
เดินเล่นถ่ายรูปในเมืองสีฟ้าเชฟชาอูน เมืองสวยบรรยากาศเหมือนภาพวาด แล้วเดินทางต่อสู่เฟซ

วันที่ 4: เฟซ
เที่ยวเมืองเก่าเมดินา ชมโรงฟอกหนังชูอาร่า สถาปัตยกรรมมาดราซา Bou Inania และมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของโลก

วันที่ 5: เฟซ – เมอร์ซูก้า – ซาฮาร่า
เดินทางสู่เมอร์ซูก้า ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกกลางทะเลทราย และพักค้างคืนใน Desert Camp

วันที่ 6: เมอร์ซูก้า – ช่องเขาทอดร้า – เอทเบนฮาดู
ชมความยิ่งใหญ่ของช่องเขาทอดร้า และเที่ยวเอทเบนฮาดู ป้อมดินชื่อดังที่เป็นโลเคชันภาพยนตร์ระดับโลก

วันที่ 7: เอทเบนฮาดู – เทือกเขาไฮแอตลาส – มาราเกช
นั่งรถข้ามเทือกเขาไฮแอตลาสสู่มาราเกช และสัมผัสบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืนที่จัตุรัสเจมาอ เอล ฟนา

วันที่ 8: มาราเกช
ชมพระราชวังบาเฮีย Ben Youssef Madrasa และถ่ายรูปกับมัสยิดกุตูเบีย แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง

วันที่ 9: มาราเกช – คาซาบลังกา
เดินทางกลับสู่คาซาบลังกา เพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่องกลับประเทศไทย

วันที่ 10: ประเทศไทย
เดินทางถึงไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากทริปโมร็อกโก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด ทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว
  • วีซ่า
  • อาหารทุกมื้อ
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทาง (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

Day 1 กรุงเทพฯ – สนามบินสุวรรณภูมิ

นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิช่วงประมาณ 20.00 น. เพื่อเตรียมเดินทางสู่โมร็อกโกโดยสายการบิน Qatar Airways เป็นวันเริ่มต้นของทริปและพักผ่อนบนเครื่องบิน

ที่พัก: พักบนเครื่อง

Day 2 คาซาบลังกา – ราบัต – เชฟชาอูน

เดินทางถึงคาซาบลังกา แล้วเข้าชมสุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 หนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่และงดงามที่สุดในโลก ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก โดดเด่นด้วยหอสุเหร่าสูงและงานศิลปะโมร็อกกันอันประณีต จากนั้นเดินทางต่อไปยังราบัต ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.5 ชั่วโมง เมืองหลวงของประเทศและเมืองมรดกโลก ชมป้อมอูดายา ซึ่งเคยเป็นป้อมปราการสำคัญตั้งแต่ยุคอัลโมฮัด และชมสุสานหลวง สถานที่สำคัญที่สะท้อนสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกสมัยใหม่ ก่อนเดินทางต่อสู่เชฟชาอูน ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ที่พัก: Chefchaouen

Day 3 เชฟชาอูน – เฟซ

เที่ยวชมเชฟชาอูน เมืองสีฟ้ากลางหุบเขาริฟที่มีชื่อเสียงจากบ้านเรือนทาด้วยสีฟ้าและสีขาวทั่วทั้งเมือง เชื่อกันว่าสีฟ้านี้ได้รับอิทธิพลจากชุมชนชาวยิวที่อพยพมาตั้งถิ่นฐาน และยังสื่อถึงท้องฟ้ากับความสงบของจิตใจ เมืองนี้จึงเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่สวยที่สุดของโมร็อกโก จากนั้นเดินทางต่อสู่เฟซ ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง

ที่พัก: Fes

Day 4 เฟซ

สำรวจเฟซ เมืองหลวงเก่าทางวัฒนธรรมของโมร็อกโก และเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกที่มีเมดินาเก่าแก่และซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ชมโรงฟอกหนังชูอาร่า ซึ่งยังคงใช้กรรมวิธีฟอกหนังแบบโบราณมาหลายร้อยปี เป็นภาพจำสำคัญของเมือง จากนั้นชม Madrasa Bou Inania โรงเรียนศาสนาเก่าแก่ที่โดดเด่นด้วยลวดลายปูนปั้นและไม้แกะสลักละเอียดงดงาม รวมถึงย่านมหาวิทยาลัยอัลการาวียีน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังเปิดดำเนินการอยู่

ที่พัก: Fes

Day 5 เฟซ – เมอร์ซูก้า

ออกเดินทางสู่เมอร์ซูก้า ประตูสู่ทะเลทรายซาฮาร่า ระยะทางประมาณ 460–470 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 7–8 ชั่วโมง เมื่อถึงแล้วเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการขี่อูฐเข้าสู่ทะเลทราย ชมพระอาทิตย์ตกเหนือเนินทรายเอิร์กเชบบี ซึ่งเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ทะเลทรายที่สวยที่สุดของโมร็อกโก กลางคืนพักในแคมป์ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบและท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว เป็นประสบการณ์เด่นของเส้นทางซาฮาร่า

ที่พัก: Desert Camp

Day 6 เมอร์ซูก้า – ช่องเขาทอดร้า – เอทเบนฮาดู

ออกเดินทางจากทะเลทรายไปยังช่องเขาทอดร้า ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 3.5–4 ชั่วโมง จุดเด่นคือหน้าผาหินสูงชันที่เกิดจากการกัดเซาะของธรรมชาติจนกลายเป็นหุบเขาสวยงาม จากนั้นเดินทางต่อไปยังเอทเบนฮาดู ระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร ใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นหมู่บ้านป้อมดินโบราณหรือกษาร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เคยเป็นจุดพักสำคัญบนเส้นทางคาราวานระหว่างทะเลทรายกับมาร์ราเกช และมีชื่อเสียงจากการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ระดับโลกหลายเรื่อง

ที่พัก: Ait Ben Haddou

Day 7 เอทเบนฮาดู – เทือกเขาไฮแอตลาส – มาราเกช

เดินทางข้ามเทือกเขาไฮแอตลาสสู่มาราเกช ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 4–5 ชั่วโมง เส้นทางนี้โดดเด่นด้วยวิวภูเขาสูง หมู่บ้านเบอร์เบอร์ตามไหล่เขา และถนนคดเคี้ยวที่สวยงาม เมื่อถึงมาราเกช เมืองสำคัญที่ได้ฉายาว่านครสีแดง สามารถเดินชมจัตุรัสเจมาอ เอล ฟนา ศูนย์กลางชีวิตของเมืองมาตั้งแต่อดีต เดิมเป็นลานชุมนุมและตลาด ปัจจุบันยังเต็มไปด้วยร้านค้า การแสดงพื้นเมือง และบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืน

ที่พัก: Marrakech

Day 8 มาราเกช

เที่ยวชมสถานที่สำคัญของมาราเกช เริ่มจากพระราชวังบาเฮีย พระราชวังสมัยศตวรรษที่ 19 ที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงความมั่งคั่งและรสนิยมของชนชั้นปกครอง โดดเด่นด้วยลานภายในและงานกระเบื้องโมเสกละเอียด จากนั้นชม Ben Youssef Madrasa โรงเรียนศาสนาเก่าแก่ที่เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของศิลปะอิสลามในโมร็อกโก ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพมัสยิดกุตูเบีย แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง ซึ่งหอสุเหร่าสูงสง่านี้เป็นต้นแบบให้สถาปัตยกรรมอิสลามในแอฟริกาเหนือหลายแห่ง

ที่พัก: Marrakech

Day 9 มาราเกช – คาซาบลังกา

เดินทางกลับสู่คาซาบลังกาเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย ระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 2.5–3 ชั่วโมง จากนั้นเช็กอินและออกเดินทางกลับ

ที่พัก: พักบนเครื่อง

Day 10 กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ เวลาประมาณ 12.55 น. พร้อมความประทับใจจากเมืองมรดกโลก ทะเลทรายซาฮาร่า และสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของโมร็อกโก

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
15 Middle East

เกาะโซโคตรา ไปดูต้นเลือดมังกร

เกาะโซโคตรา ไปดูต้นเลือดมังกร
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ป่าต้นเลือดมังกร (Dixam Plateau): เดินทอดน่องกลางป่าดึกดำบรรพ์ ชมต้นไม้รูปทรงประหลาดเหมือนหลุดไปในโลกเอเลี่ยน
  • ทะเลสาบ Detwah Lagoon: ปล่อยใจไปกับผืนน้ำตื้นสีฟ้าใส แวะทักทายมนุษย์ถ้ำและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวเกาะแบบดั้งเดิม
  • เนินทรายยักษ์ Arher Beach: ตื่นตากับภูเขาทรายสีขาวสูงเสียดฟ้าที่ไหลลงมาบรรจบกับน้ำทะเลสีครามแบบไร้รอยต่อ
  • โอเอซิส Kelissan Pools: แหวกว่ายชำระล้างจิตใจในสระน้ำจืดสีเขียวมรกตที่ซ่อนตัวอย่างสงบกลางหุบเขาหินปูน
  • โลกใต้ทะเล Dihamri: ดำน้ำตื้นทักทายฝูงปลาและปะการังที่ยังคงความสมบูรณ์แบบสุดๆ ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ
  • จุดชมวิว Homhil: นั่งทอดอารมณ์ริมสระน้ำธรรมชาติ พร้อมชมความแปลกตาของต้นไม้รูปทรงขวดที่มีแค่บนเกาะนี้
สรุปแผนเดินทาง

Day 1: กรุงเทพฯ – อาบูดาบี
บินจากสุวรรณภูมิสู่ Abu Dhabi โดย Etihad Airways และพักค้างคืนเตรียมเดินทางต่อ

Day 2: อาบูดาบี – เกาะโซโคตรา (Ayhaft Canyon)
บินเข้าเกาะโซโคตรา เที่ยว Ayhaft Canyon หุบเขาเขียวชอุ่ม แหล่งดูนกสำคัญ

Day 3: Shouab Beach – Detwah Lagoon – Ellai Cave
ล่องเรือไป Shouab Beach ชม Detwah Lagoon เยือน Ellai Cave และพักแคมป์ใกล้ธรรมชาติ

Day 4: Dixam Plateau – Firmihin Forest
ชมป่าต้นเลือดมังกรที่ Dixam Plateau แวะ Shebahon Viewpoint และเดินป่าใน Firmihin Forest

Day 5: South Island – Dagub Cave – Aomak Beach
สำรวจ Dagub Cave เดินเล่น Aomak Beach ชมเนินทราย Zahek & Hayf และแวะ Wadi Difarhu

Day 6: Dihamri – Homhil
ดำน้ำตื้นที่ Dihamri Marine Protected Area และเที่ยว Homhil ชม Bottle Trees กับสระน้ำธรรมชาติ

Day 7: Kelissan Pools – Hadibo
เล่นน้ำที่ Kelissan Pools ตอนบ่ายกลับเข้าเมือง Hadibo เดินเล่นชมบรรยากาศเมือง

Day 8: Hoq Cave – Arher Beach
เทรคกิ้งเข้าถ้ำ Hoq Cave และชมเนินทรายยักษ์ริมทะเลที่ Arher Beach

Day 9: โซโคตรา – อาบูดาบี – กรุงเทพฯ
บินออกจากโซโคตรากลับ Abu Dhabi และต่อเครื่อง Etihad Airways กลับไทย

Day 10: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ เวลา 07.10 น.

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • ค่าโรงแรมตามระบุ หรือเทียบเท่า (โรงแรม 7 คืน + แคมป์ 1 คืน)
  • ตั๋วเครื่องบินไปกลับ Abu Dhabi- Socotra – Abu Dhabi (economy class)
  • น้ำหนักกระเป๋าโหลด 20 kg.+Carry on 7 kg.
  • 4+4 Landcruiser พร้อมคนขับ
  • วีซ่า UAE multiple-entry
  • วีซ่า Socotra (Yemen) single-entry
  • ค่าอุทยานและค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว
  • ไกด์ท้องถิ่นพูดอังกฤษ
  • หัวหน้าทัวร์จากไทย
  • อาหารตามระบุ
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว
  • อุปกรณ์ตั้งแคมป์ทั้งหมด เช่น เต็นท์ ที่นอน ผ้าห่ม หมอน เครื่องครัว
  • น้ำดื่มวันละ 1 ขวด/ท่าน
  • ค่าเรือไปดูโลมาและไปกลับ ชายหาด Shuab
  • ไกด์ท้องถิ่นตามจุดต่างๆในบางแห่ง
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อุปกรณ์ดำน้ำ
  • ค่าทิปไกด์และคนขับรถ

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – อาบูดาบี

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 14.40 น. สู่กรุงอาบูดาบี โดยสายการบิน Etihad Airways เที่ยวบิน EY405 ใช้เวลาบินประมาณ 6-7 ชั่วโมง เพื่อแวะพักก่อนต่อสู่เกาะโซโคตรา เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของตะวันออกกลาง

ที่พัก: พักค้างคืนที่อาบูดาบี

Day 2: อาบูดาบี – เกาะโซโคตรา – Ayhaft Canyon

บินภายในต่อสู่เกาะโซโคตรา ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง เกาะแห่งนี้ได้รับฉายาว่าเป็น “ดินแดนต่างดาว” เพราะมีพืชเฉพาะถิ่นจำนวนมากและเคยถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมาอย่างยาวนาน จากนั้นเดินทางสู่ Ayhaft Canyon หุบเขาเขียวชอุ่มที่มีลำธาร น้ำจืด และเป็นแหล่งดูนกสำคัญของเกาะ เหมาะสำหรับเริ่มทำความรู้จักธรรมชาติของโซโคตรา

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 3: Shouab Beach – Detwah Lagoon – Ellai Cave

ล่องเรือสู่ Shouab Beach ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นชายหาดเงียบสงบที่เข้าถึงได้ทางเรือ น้ำทะเลใสเหมาะสำหรับชมธรรมชาติและดำน้ำตื้น จากนั้นไป Detwah Lagoon ทะเลสาบน้ำตื้นขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ จุดเด่นคือผืนน้ำสีฟ้าใส สัตว์ทะเลอย่างปลากระเบน และนกท้องถิ่นจำนวนมาก ต่อด้วย Ellai Cave เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเกาะที่ปรับตัวอยู่กับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย

ที่พัก: Camping in the Forest

Day 4: Dixam Plateau – Shebahon Viewpoint – Firmihin Forest

เดินทางสู่ Dixam Plateau ใช้เวลาขับรถราว 2-3 ชั่วโมง พื้นที่สูงแห่งนี้คือสัญลักษณ์สำคัญของโซโคตรา เพราะเป็นถิ่นของต้น Dragon Blood Tree หรือต้นเลือดมังกร ต้นไม้รูปทรงร่มที่มีน้ำยางสีแดงจนเกิดตำนานว่าเป็น “เลือดมังกร” ในอดีตเคยใช้เป็นยาสมุนไพรและสีย้อม แวะชมวิวที่ Shebahon Viewpoint ก่อนเข้าสู่ Firmihin Forest ซึ่งเป็นป่าต้นเลือดมังกรที่หนาแน่นที่สุดและเป็นภาพจำของเกาะ

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 5: Dagub Cave – Aomak Beach – Zahek & Hayf Dunes – Wadi Difarhu

ออกสำรวจฝั่งใต้ของเกาะ ใช้เวลาเดินทางโดยรถประมาณ 2-3 ชั่วโมง จุดแรกคือ Dagub Cave ถ้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาหินปูน จากนั้นไป Aomak Beach ชายหาดยาวเงียบสงบริมมหาสมุทรอินเดีย แล้วต่อไปยัง Zahek และ Hayf Dunes เนินทรายขาวขนาดใหญ่ที่เกิดจากแรงลมทะเลพัดพาทรายมากองตัวเป็นภูมิประเทศแปลกตา ปิดท้ายที่ Wadi Difarhu โอเอซิสกลางภูมิประเทศแห้งแล้งที่ช่วยให้เห็นความหลากหลายของธรรมชาติบนเกาะ

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 6: Dihamri Marine Protected Area – Homhil

เดินทางสู่ Dihamri Marine Protected Area ใช้เวลาประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง เป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเลที่ขึ้นชื่อที่สุดของโซโคตรา มีแนวปะการังสมบูรณ์และปลาทะเลหลากชนิด เหมาะสำหรับดำน้ำตื้น จากนั้นไป Homhil ซึ่งเป็นพื้นที่ธรรมชาติบนที่สูง มีทั้งต้น Bottle Tree ที่ลำต้นพองคล้ายขวด และต้นเลือดมังกร อีกทั้งยังมีแอ่งน้ำธรรมชาติที่มองเห็นวิวทะเลจากมุมสูง จึงเป็นอีกจุดที่รวมเอกลักษณ์ของเกาะไว้ครบถ้วน

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 7: Kelissan Pools – Hadibo

เดินทางไป Kelissan Pools ใช้เวลาราว 1.5-2 ชั่วโมง เป็นแอ่งน้ำจืดธรรมชาติสีเขียวมรกตกลางหุบเขาหินปูน เหมาะสำหรับพักผ่อนและชมภูมิประเทศที่แตกต่างจากชายฝั่งทะเล ช่วงบ่ายกลับสู่ Hadibo เมืองหลักของเกาะ เพื่อเดินเล่นชมวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น เมืองนี้เป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการเดินทางของโซโคตรา

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 8: Hoq Cave – Arher Beach

เริ่มต้นด้วยการเทรคกิ้งสู่ Hoq Cave ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง ถ้ำแห่งนี้มีความลึกประมาณ 3 กิโลเมตร ภายในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยอายุเก่าแก่ และถือเป็นหนึ่งในถ้ำที่สำคัญที่สุดของเกาะ จากนั้นเดินทางต่อสู่ Arher Beach ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จุดเด่นคือเนินทรายมหึมาที่ลาดลงจรดทะเล เป็นภูมิประเทศหาชมได้ยากและเป็นจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโซโคตรา

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 9: โซโคตรา – อาบูดาบี

เดินทางออกจากเกาะโซโคตรา บินกลับสู่อาบูดาบี ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นวันอำลาธรรมชาติอันแปลกตาของเกาะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติพิเศษที่สุดในโลก จากนั้นเตรียมต่อเครื่องกลับประเทศไทย เวลา 21.55 น. โดยสายการบิน Etihad Airways เที่ยวบิน EY402

Day 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 07.10 น. โดยสวัสดิภาพ สิ้นสุดการเดินทางสู่เกาะโซโคตรา ดินแดนที่โดดเด่นทั้งธรรมชาติ พืชพันธุ์หายาก ชายหาด ถ้ำ และภูมิประเทศที่เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

แคนาดาแกรนด์ จากร๊อคกี้สู่ไนแอการ่า

แคนาดาแกรนด์ จากร๊อคกี้สู่ไนแอการ่า
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ทะเลสาบเลคหลุยส์และมอเรน ปล่อยใจไปกับผืนน้ำสีฟ้ามรกตและฉากหลังเทือกเขาสูงตระหง่านที่สวยราวกับภาพวาด
  • ทะเลสาบเพย์โต ทอดสายตามองทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมรูปหัวสุนัขจิ้งจอก ความมหัศจรรย์จากธารน้ำแข็งที่มองแล้วฮีลใจสุดๆ
  • เส้นทาง Icefields Parkway โร้ดทริปบนถนนที่สวยที่สุดในโลก ก่อนแวะสัมผัสความยิ่งใหญ่ของทุ่งน้ำแข็งผืนยักษ์
  • ทะเลสาบมาลีนและเกาะสปิริต ซึมซับความสงบของธรรมชาติผ่านเงาสะท้อนผิวน้ำใสกระจ่างที่เป็นเอกลักษณ์ของแจสเปอร์
  • กระเช้าแบมฟ์กอนโดลา ลอยฟ้าขึ้นยอดเขาไปสูดอากาศให้เต็มปอด พร้อมชมวิวเทือกเขาร็อกกี้และเมืองแบมฟ์แบบ 360 องศา
  • น้ำตกไนแอการา ล่องเรือฝ่าละอองน้ำเย็นฉ่ำ สัมผัสพลังและความยิ่งใหญ่ของน้ำตกชื่อดังระดับโลกแบบใกล้ชิด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: สุวรรณภูมิ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise
เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปแคนาดา แวะชม Johnston Canyon และชมพระอาทิตย์ตกที่ Lake Louise

วันที่ 2: Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake
ชมทะเลสาบชื่อดังสีฟ้ามรกต ทั้ง Lake Louise, Moraine Lake และ Emerald Lake

วันที่ 3: Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefields – Jasper
เดินทางบนเส้นทาง Icefields Parkway แวะชมทะเลสาบและทุ่งน้ำแข็ง พร้อม Skywalk ก่อนเข้าพักที่ Jasper

วันที่ 4: Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island
เที่ยวชมทะเลสาบสวยของ Jasper ล่องชม Maligne Lake และขึ้น Jasper Tramway ชมวิวมุมสูง

วันที่ 5: Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff
ชมน้ำตกสำคัญของอุทยาน ขับรถย้อนเส้นทาง Icefields Parkway และแวะถ่ายรูปที่ Morant’s Curve ก่อนถึง Banff

วันที่ 6: Banff – Sulphur Mountain – Calgary – Toronto
ขึ้นกระเช้า Banff Gondola ชมวิว 360 องศา จากนั้นเดินทางสู่ Calgary และบินต่อไป Toronto

วันที่ 7: Toronto – Niagara-on-the-Lake – Niagara Falls
เที่ยวเมืองเล็กบรรยากาศดีแห่งแหล่งไวน์ และล่องเรือ Maid of the Mist ชมน้ำตกไนแอการาอย่างใกล้ชิด

วันที่ 8: Niagara – Outlets Collection at Niagara – Vancouver – กรุงเทพฯ
ช้อปปิ้งที่เอาท์เล็ต ก่อนเดินทางกลับผ่านแวนคูเวอร์และต่อเครื่องกลับไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ หลังผ่านการเดินทางข้ามเขตเวลา

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที 1: กรุงเทพฯ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Air Canada ไปยังแวนคูเวอร์ และต่อเครื่องสู่แคลกะรี จากนั้นเดินทางเข้าพื้นที่อุทยานฝั่งเทือกเขาร็อกกี้ แวะชม Johnston Canyon ระยะทางจากแคลกะรีประมาณ 180 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 2–2.5 ชม. จุดเด่นคือเส้นทางเดินเลียบลำธารและผาหินปูนในหุบเขา มีน้ำตกที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำมาเป็นเวลายาวนาน ก่อนเดินทางต่อสู่ Lake Louise ระยะทางประมาณ 60 กม. ใช้เวลาราว 45 นาที เพื่อชมบรรยากาศยามเย็นของทะเลสาบชื่อดังที่ตั้งชื่อตาม Princess Louise Caroline Alberta

พักที่ Lake Louise

วันที่ 2: Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake

ชม Lake Louise ทะเลสาบสีฟ้ามรกตอันโด่งดัง เกิดจากผงหินธารน้ำแข็งสะท้อนแสงจนเกิดสีสวยเป็นเอกลักษณ์ จากนั้นเดินทางไป Moraine Lake ระยะทางประมาณ 15 กม. ใช้เวลาราว 20–30 นาที ทะเลสาบแห่งนี้มีฉากหลังเป็นหุบเขา Ten Peaks เคยปรากฏบนธนบัตรแคนาดา จึงนับเป็นหนึ่งในวิวคลาสสิกของประเทศ แล้วเดินทางต่อไป Emerald Lake ในเขต Yoho National Park ระยะทางประมาณ 65 กม. ใช้เวลาราว 1 ชม. เป็นทะเลสาบสีเขียวมรกตที่เงียบสงบ รายล้อมด้วยป่าสนและยอดเขา

พักที่ Lake Louise

วันที่ 3: Lake Louise – Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefield – Jasper

ออกเดินทางสู่เส้นทาง Icefields Parkway ระยะทางรวมถึงแจสเปอร์ประมาณ 230 กม. ใช้เวลาขับราว 4–5 ชม. ไม่รวมแวะเที่ยว ระหว่างทางแวะชม Peyto Lake ทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมรูปทรงคล้ายหัวหมาป่า สีสันเกิดจากตะกอนธารน้ำแข็ง และแวะ Herbert Lake จุดถ่ายภาพเงาสะท้อนภูเขาที่สวยและสงบ จากนั้นเดินทางสู่ Columbia Icefield หนึ่งในทุ่งน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของเทือกเขาร็อกกี้อเมริกาเหนือ ชม Columbia Glacier Skywalk ทางเดินพื้นกระจกที่ยื่นออกไปเหนือหุบเขา ก่อนเดินทางต่อเข้าเมือง Jasper เมืองเล็กกลางหุบเขาที่มีบรรยากาศผ่อนคลาย

พักที่ Jasper

วันที่ 4: Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island – Jasper Tramway

เริ่มเที่ยวรอบเมือง Jasper โดยไปยัง Pyramid Lake และ Patricia Lake ระยะทางจากตัวเมืองประมาณ 5–8 กม. ใช้เวลาเดินทาง 10–15 นาที ทะเลสาบทั้งสองแห่งมีน้ำใสสะท้อนแนวเขาอย่างสวยงาม จากนั้นเดินทางสู่ Maligne Lake ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาราว 1 ชม. ทะเลสาบแห่งนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบน้ำแข็งที่ใหญ่และงดงามที่สุดของแคนาดา จุดเด่นคือ Spirit Island เกาะเล็กที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแจสเปอร์จากภาพถ่ายระดับโลก ช่วงบ่ายขึ้น Jasper Tramway เพื่อชมวิวเทือกเขาร็อกกี้จากมุมสูง เหมาะสำหรับเห็นแนวหุบเขาและยอดเขาโดยรอบอย่างชัดเจน

พักที่ Jasper

วันที่ 5: Jasper – Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff

ออกเดินทางจาก Jasper ลงใต้ตามเส้นทาง Icefields Parkway ไปยัง Athabasca Falls ระยะทางประมาณ 30 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที เป็นน้ำตกขนาดไม่สูงมากแต่ทรงพลัง เกิดจากสายน้ำธารน้ำแข็งไหลแรงผ่านหินแข็งจนเกิดร่องผาลึก ต่อไปยัง Sunwapta Falls ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาราว 20–25 นาที น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดจากธารน้ำแข็งและโดดเด่นด้วยเกาะเล็กกลางสายน้ำ จากนั้นขับรถยาวสู่เขต Banff โดยแวะ Morant’s Curve จุดชมโค้งทางรถไฟชื่อดังที่มักเห็นขบวนรถไฟแล่นผ่านท่ามกลางฉากภูเขา รวมระยะทางถึงแบมฟ์ประมาณ 290 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชม. ไม่รวมแวะเที่ยว

พักที่ Banff

วันที่ 6: Banff – Banff Gondola – Calgary – Toronto

ช่วงเช้าขึ้น Banff Gondola สู่ยอดเขา Sulphur Mountain ใช้เวลาขึ้นประมาณ 8 นาที จุดชมวิวด้านบนสามารถมองเห็นเมืองแบมฟ์ เทือกเขาร็อกกี้ และหุบเขาโดยรอบแบบ 360 องศา ภูเขาแห่งนี้มีชื่อมาจากแหล่งน้ำพุร้อนกำมะถันในพื้นที่ จากนั้นเดินทางสู่สนามบินแคลกะรี ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เพื่อขึ้นเครื่องบินภายในประเทศสู่โตรอนโต ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชม.

พักที่ Toronto

วันที่ 7: Toronto – Niagara-on-the-Lake – Niagara Falls

เดินทางจากโตรอนโตไป Niagara-on-the-Lake ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เมืองเล็กแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านไร่องุ่นและไวน์ โดยเฉพาะ icewine และยังเคยเป็นเมืองสำคัญในยุคอาณานิคม จากนั้นเดินทางต่อสู่ Niagara Falls ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที เพื่อล่องเรือชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกไนแอการาอย่างใกล้ชิด น้ำตกแห่งนี้เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก และเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างแคนาดากับสหรัฐอเมริกา

พักที่ Niagara

วันที่ 8: Niagara – Outlets Collection at Niagara – Toronto Airport – Vancouver

ช่วงเช้าอิสระช้อปปิ้งที่ Outlets Collection at Niagara ระยะทางจากตัวน้ำตกประมาณ 15 กม. ใช้เวลาราว 20 นาที เป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนมและร้านค้าลดราคาเหมาะสำหรับซื้อของฝาก ก่อนเดินทางกลับสนามบินโตรอนโต ระยะทางประมาณ 120 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับแวนคูเวอร์ ใช้เวลาบินประมาณ 5 ชม. และต่อเที่ยวบินกลับประเทศไทย

พักบนเครื่องบิน

วันที่ 9: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ เนื่องจากมีการข้ามเขตเวลา จึงถึงปลายทางในวันถัดไปตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

อเมริกาแกรนด์ตะวันตก

อเมริกาแกรนด์ตะวันตก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Grand Canyon: ยืนมองหุบผาแดงล้านปีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ให้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติช่วยรีเซ็ตจิตใจ
  • Antelope Canyon: เดินลัดเลาะริ้วหินทรายสีส้มพลิ้วไหว รอชมลำแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาเหมือนเวทมนตร์
  • Monument Valley: ขับรถทอดอารมณ์กลางทะเลทราย ซึมซับความเงียบสงบและวิวแท่งหินยักษ์สไตล์คาวบอย
  • Arches National Park: นั่งมองซุ้มหินโค้งสีแดงที่ถูกเวลาแกะสลัก ปล่อยใจให้ช้าลงท่ามกลางแสงเย็นสีทอง
  • Yellowstone National Park: สัมผัสลมหายใจของโลกผ่านน้ำพุร้อนสีรุ้ง และเฝ้ามองฝูงสัตว์ป่าใช้ชีวิตอย่างอิสระ
  • Yosemite National Park: สูดกลิ่นป่าสนกลางหน้าผาหินแกรนิตยักษ์ ฟังเสียงน้ำตกชำระล้างความเหนื่อยล้า
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ลอสแอนเจลิส – ลาสเวกัส
เดินทางจากกรุงเทพฯ แวะลอสแอนเจลิส แล้วต่อสู่ลาสเวกัส พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่ 2: ลาสเวกัส – แกรนด์แคนยอน
ออกเดินทางสู่แกรนด์แคนยอน ชมความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและวิวมุมกว้างอันโดดเด่น

วันที่ 3: แกรนด์แคนยอน – ฮอร์สชูเบนด์ – ทะเลสาบพาวเวลล์ – เพจ
เที่ยวชมฮอร์สชูเบนด์และทะเลสาบพาวเวลล์ ก่อนเดินทางเข้าเมืองเพจ

วันที่ 4: Upper Antelope – Lower Antelope – เพจ
สำรวจความงดงามของ Upper และ Lower Antelope Canyon พร้อมพักค้างที่เพจ

วันที่ 5: Monument Valley – มัวร์บ
เดินทางผ่าน Monument Valley ชมภูมิประเทศเอกลักษณ์ ก่อนเข้าสู่เมืองมัวร์บ

วันที่ 6: Canyonlands – มัวร์บ
เที่ยวอุทยาน Canyonlands ชมแคนยอนกว้างใหญ่และจุดชมวิวที่สวยงาม

วันที่ 7: Arches National Park – มัวร์บ
ชมซุ้มหินธรรมชาติชื่อดังใน Arches National Park และพักต่อที่มัวร์บ

วันที่ 8: มัวร์บ – Bryce Canyon National Park
ออกจากมัวร์บ มุ่งหน้าสู่ Bryce Canyon ชมหินฮูดูรูปร่างแปลกตา

วันที่ 9: Bryce Canyon – Zion National Park – ลาสเวกัส
เที่ยว Bryce Canyon และ Zion National Park ก่อนเดินทางกลับลาสเวกัส

วันที่ 10: ลาสเวกัส – ไอดาโฮฟอลส์ – เทตัน
เดินทางสู่ไอดาโฮฟอลส์ และต่อไปยังเขตเทตัน เพื่อพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

วันที่ 11: เทตัน – เยลโลว์สโตน
ชมความงามของอุทยาน Grand Teton แล้วเดินทางต่อเข้าเยลโลว์สโตน

วันที่ 12: Yellowstone National Park
เต็มวันกับการเที่ยวเยลโลว์สโตน ชมน้ำพุร้อน บ่อน้ำสีสัน และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

วันที่ 13: เยลโลว์สโตน – ไอดาโฮฟอลส์ – ซานฟรานซิสโก
ออกจากเยลโลว์สโตน แวะไอดาโฮฟอลส์ แล้วเดินทางต่อสู่ซานฟรานซิสโก

วันที่ 14: ซานฟรานซิสโก – โยเซมิติ
ออกเดินทางจากซานฟรานซิสโกสู่โยเซมิติ ชมธรรมชาติและวิวภูเขาอันสวยงาม

วันที่ 15: โยเซมิติ
เที่ยวเต็มวันในอุทยานโยเซมิติ ชมน้ำตก หน้าผา และป่าสนบรรยากาศสดชื่น

วันที่ 16: โยเซมิติ – ซานฟรานซิสโก
เดินทางกลับซานฟรานซิสโก แวะเก็บบรรยากาศระหว่างทางตามสมควร

วันที่ 17: ซานฟรานซิสโก – กรุงเทพฯ
เดินทางออกจากซานฟรานซิสโก เพื่อกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ลอสแอนเจลิส – ลาสเวกัส

เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสหรัฐฯ ต่อเครื่องที่ลอสแอนเจลิส แล้วเดินทางสู่ลาสเวกัส ระยะทางจากลอสแอนเจลิสถึงลาสเวกัสประมาณ 435 กม. ใช้เวลาขับรถราว 4.5-5 ชั่วโมง หรือบินประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองลาสเวกัสเริ่มเติบโตจากเมืองกลางทะเลทรายสู่ศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก โดดเด่นด้วยโรงแรม คาสิโน และโชว์ยามค่ำคืน

ที่พัก: ลาสเวกัส

วันที่ 2: ลาสเวกัส – แกรนด์แคนยอน

ออกเดินทางสู่แกรนด์แคนยอน ระยะทางประมาณ 450-460 กม. ใช้เวลาราว 4.5-5 ชั่วโมง แกรนด์แคนยอนเป็นหุบผาขนาดมหึมาที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโคโลราโดนานหลายล้านปี จนเผยชั้นหินสีสันสวยงามและประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของโลก เป็นหนึ่งในสถานที่ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา

ที่พัก: แกรนด์แคนยอน

วันที่ 3: แกรนด์แคนยอน – ฮอร์สชูเบนด์ – ทะเลสาบพาวเวลล์ – เพจ

เดินทางจากแกรนด์แคนยอนไปเพจ โดยแวะฮอร์สชูเบนด์และทะเลสาบพาวเวลล์ ระยะทางรวมประมาณ 220-230 กม. ใช้เวลาขับราว 3-4 ชั่วโมงไม่รวมเวลาแวะเที่ยว ฮอร์สชูเบนด์เป็นโค้งแม่น้ำโคโลราโดรูปเกือกม้าที่เกิดจากการกัดเซาะตามธรรมชาติ ส่วนทะเลสาบพาวเวลล์เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่สีฟ้าตัดกับภูมิประเทศหินแดงอย่างงดงาม

ที่พัก: เพจ

วันที่ 4: Upper Antelope – Lower Antelope – เพจ

เที่ยว Upper Antelope Canyon และ Lower Antelope Canyon ซึ่งเป็นแคนยอนแคบที่เกิดจากน้ำหลากกัดเซาะหินทรายเป็นเวลายาวนาน จนเกิดลวดลายโค้งมนสวยงามเหมือนงานศิลปะจากธรรมชาติ Upper Antelope มีชื่อเสียงเรื่องลำแสงที่ส่องลงมาในบางช่วงเวลา ส่วน Lower Antelope เด่นที่ทางเดินคดเคี้ยวและผนังหินลายพลิ้ว ทั้งสองแห่งอยู่ในเขตชนเผ่านาวาโฮและมีความสำคัญทางวัฒนธรรมท้องถิ่น

ที่พัก: เพจ

วันที่ 5: เพจ – Monument Valley – มัวร์บ

ออกจากเพจไป Monument Valley แล้วต่อไปเมืองมัวร์บ ระยะทางรวมประมาณ 480-500 กม. ใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง Monument Valley เป็นดินแดนสัญลักษณ์ของอเมริกันเวสต์ มีแท่งหินโดดเด่นกลางทะเลทรายสีแดง และเป็นฉากในภาพยนตร์คาวบอยจำนวนมาก พื้นที่นี้อยู่ในเขตนาวาโฮและสะท้อนภูมิประเทศแบบทะเลทรายสูงได้อย่างชัดเจน

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 6: Canyonlands – มัวร์บ

เที่ยวอุทยานแห่งชาติ Canyonlands ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศขนาดมหึมาของหุบผา เมซา และร่องแม่น้ำที่ถูกกัดเซาะเป็นชั้นๆ จุดเด่นคือวิวกว้างไกลของดินแดนฝั่งแม่น้ำโคโลราโดและกรีนริเวอร์ พื้นที่นี้ถูกแบ่งเป็นหลายเขต โดยส่วนที่นิยมคือ Island in the Sky ซึ่งมองเห็นภูมิประเทศอลังการได้ง่าย

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 7: Arches National Park – มัวร์บ

เที่ยว Arches National Park อุทยานที่มีซุ้มหินธรรมชาติมากกว่า 2,000 แห่ง เกิดจากการยุบตัวและการกัดเซาะของหินทรายเป็นเวลานับล้านปี จุดเด่นคือ Delicate Arch ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของรัฐยูทาห์ เหมาะสำหรับชมแสงเช้าหรือแสงเย็นที่ทำให้สีหินแดงโดดเด่นมาก

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 8: มัวร์บ – Bryce Canyon National Park

เดินทางจากมัวร์บไป Bryce Canyon National Park ระยะทางประมาณ 430-450 กม. ใช้เวลาราว 4.5-5 ชั่วโมง ไบรซ์แคนยอนมีชื่อเสียงจากเสาหินรูปร่างแปลกตาที่เรียกว่า hoodoos ซึ่งเกิดจากการผุพังของหินปูนและหินตะกอนตามธรรมชาติ ตามตำนานของชนพื้นเมือง Paiute เสาหินเหล่านี้คือสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกสาปให้กลายเป็นหิน

ที่พัก: Bryce Canyon

วันที่ 9: Bryce Canyon – Zion National Park – ลาสเวกัส

ออกจากไบรซ์แคนยอนไป Zion National Park แล้วเดินทางต่อสู่ลาสเวกัส ระยะทางรวมประมาณ 410-430 กม. ใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมงไม่รวมเวลาเที่ยว ไซออนโดดเด่นด้วยหน้าผาหินสีแดงสูงชัน หุบเขาลึก และแม่น้ำเวอร์จินที่ไหลตัดผ่าน เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่และได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของยูทาห์

ที่พัก: ลาสเวกัส

วันที่ 10: ลาสเวกัส – ไอดาโฮฟอลส์ – เทตัน

วันนี้เป็นวันเดินทางไกล อาจเลือกบินจากลาสเวกัสไปไอดาโฮฟอลส์ แล้วขับต่อไปแกรนด์เทตัน ระยะทางขับรถจากไอดาโฮฟอลส์ถึงอุทยานประมาณ 175-180 กม. ใช้เวลาราว 2-2.5 ชั่วโมง Grand Teton มีชื่อเสียงจากแนวเขาสูงชันสวยสง่าที่แทบไม่มีเชิงเขาค่อยๆ ไต่ระดับ ทำให้ทิวทัศน์ดูโดดเด่นมาก และเป็นดินแดนสำคัญของนักสำรวจและนักปีนเขายุคแรก

ที่พัก: เทตัน

วันที่ 11: เทตัน – เยลโลว์สโตน

เที่ยว Grand Teton ช่วงเช้า แล้วเดินทางต่อเข้า Yellowstone National Park ระยะทางประมาณ 90-150 กม. แล้วแต่จุดหมาย ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง เยลโลว์สโตนเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลก ก่อตั้งในปี 1872 และมีชื่อเสียงด้านพลังความร้อนใต้พิภพ เช่น น้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด และไกเซอร์

ที่พัก: เยลโลว์สโตน

วันที่ 12: Yellowstone National Park

เที่ยวเยลโลว์สโตนเต็มวัน ชมจุดเด่นอย่าง Old Faithful, Grand Prismatic Spring และภูมิประเทศภูเขาไฟขนาดมหึมาใต้พื้นดิน อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่บนเยลโลว์สโตนคาลเดรา ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากธรรมชาติแปลกตาแล้ว ยังมีโอกาสพบสัตว์ป่า เช่น ไบซัน กวางเอลก์ และหมี

ที่พัก: เยลโลว์สโตน

วันที่ 13: เยลโลว์สโตน – ไอดาโฮฟอลส์ – ซานฟรานซิสโก

เดินทางออกจากเยลโลว์สโตนสู่ไอดาโฮฟอลส์เพื่อขึ้นเครื่องไปซานฟรานซิสโก ระยะทางจากเขตอุทยานถึงไอดาโฮฟอลส์ประมาณ 170-180 กม. ใช้เวลาราว 2.5-3 ชั่วโมง ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองท่าประวัติศาสตร์สำคัญของฝั่งตะวันตก เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคตื่นทองแคลิฟอร์เนีย และมีเอกลักษณ์จากเนินเขา รถราง และสะพาน Golden Gate

ที่พัก: ซานฟรานซิสโก

วันที่ 14: ซานฟรานซิสโก – โยเซมิติ

ออกเดินทางจากซานฟรานซิสโกไปอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ ระยะทางประมาณ 300-320 กม. ใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง โยเซมิติเป็นอุทยานชื่อดังด้านหน้าผาหินแกรนิต น้ำตก และป่าสนขนาดใหญ่ มีบทบาทสำคัญในประวัติการอนุรักษ์ธรรมชาติของสหรัฐฯ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการคุ้มครองอุทยานแห่งชาติในเวลาต่อมา

ที่พัก: โยเซมิติ

วันที่ 15: โยเซมิติ

เที่ยวโยเซมิติเต็มวัน ชม Yosemite Valley, El Capitan, Half Dome และน้ำตกต่างๆ จุดเด่นของที่นี่คือภูมิประเทศหุบเขาน้ำแข็งที่เกิดจากธารน้ำแข็งโบราณกัดเซาะหินแกรนิตจนกลายเป็นหน้าผาสูงตระการตา เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและทิวทัศน์ระดับไอคอนของอเมริกา

ที่พัก: โยเซมิติ

วันที่ 16: โยเซมิติ – ซานฟรานซิสโก

เดินทางกลับจากโยเซมิติไปซานฟรานซิสโก ระยะทางประมาณ 300-320 กม. ใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่เหลือสามารถเดินเล่นในเมือง ชมบรรยากาศริมอ่าว หรือเก็บตกสถานที่สำคัญก่อนเดินทางกลับ เมืองนี้ผสมผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และทิวทัศน์ริมทะเลได้อย่างมีเสน่ห์

ที่พัก: ซานฟรานซิสโก

วันที่ 17: ซานฟรานซิสโก – กรุงเทพฯ

เดินทางจากซานฟรานซิสโกกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปอเมริกาตะวันตกที่รวมทั้งมหานคร ทะเลทราย แคนยอน เทือกเขา และอุทยานแห่งชาติระดับโลกไว้ในเส้นทางเดียว เป็นทริปที่โดดเด่นทั้งด้านวิวธรรมชาติ ธรณีวิทยา และประวัติศาสตร์การอนุรักษ์ของสหรัฐอเมริกา

ที่พัก: บนเครื่องบิน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
12 China

มหัศจรรย์ ซินเจียงเหนือ x เส้นทางสายไหม สวยดังภาพวาด

มหัศจรรย์ ซินเจียงเหนือ x เส้นทางสายไหม สวยดังภาพวาด
ไฮไลท์และรูปแบบทริป

ทริปนี้เราจะพาไปเดินทางช้าๆ ซึมซับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและร่องรอยอารยธรรมบนเส้นทางสายไหม นี่คือ 6 ไฮไลท์ที่เราไม่อยากให้คุณพลาดครับ

  • อุทยานคานาสือและหมู่บ้านเหอมู่: สูดอากาศบริสุทธิ์ชมทะเลสาบเปลี่ยนสีและหมู่บ้านไม้กลางหุบเขาที่สวยสงบราวกับเทพนิยาย
  • เมืองผีอู่เอ่อเหอ: ตื่นตากับกลุ่มหินทรายรูปร่างแปลกตาที่ถูกสายลมแกะสลักมานับล้านปีจนดูเร้นลับและยิ่งใหญ่
  • ทะเลสาบเทียนฉือ: ปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับผืนน้ำสีฟ้าใสบนเทือกเขาเทียนซานที่งดงามจนได้ชื่อว่าเป็นสระน้ำสวรรค์
  • ภูเขาหมิงซาซานและหาดวงพระจันทร์: นั่งมองโอเอซิสรูปพระจันทร์เสี้ยวกลางทะเลทรายกว้างใหญ่ที่ทำให้เราทึ่งในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
  • ถ้ำม่อเกาคู: ย้อนเวลาสัมผัสความศรัทธาผ่านงานพุทธศิลป์และจิตรกรรมฝาผนังพันปีบนเส้นทางสายไหม
  • ภูเขา 5 สี ตานเสีย: ตกหลุมรักความอลังการของภูเขาสีรุ้งที่สลับซับซ้อนเหมือนธรรมชาติกำลังโชว์ฝีมือวาดภาพให้เราดู
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เฉินตู
เดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงเฉินตู และพักค้างคืนที่เฉินตู

วันที่ 2: เฉินตู – อัลไต – ปู้เอ่อจิ้น
บินสู่อัลไต เดินทางต่อไปปู้เอ่อจิ้น ชมอุทยานชายหาด 5 สี และชมพระอาทิตย์ตก

วันที่ 3: ปู้เอ่อจิ้น – เหอมู่ชุน – คานาสือ
เดินทางไปหมู่บ้านเหอมู่ ชมบรรยากาศหมู่บ้านโบราณ ก่อนเข้าพักที่คานาสือ

วันที่ 4: คานาสือ
เที่ยวอุทยานคานาสือ ชมศาลาชมปลา คุ้งเทวดา และทะเลสาบวงพระจันทร์

วันที่ 5: คานาสือ – อู่เอ่อเหอ – ตู๋ซานจื่อ
เดินทางสู่อู่เอ่อเหอ ชมเมืองผี และไปพักต่อที่ตู๋ซานจื่อ

วันที่ 6: ตู๋ซานจื่อ – อูรูมูฉี
ชมหุบเขาตู๋ซานจื่อ แวะทะเลสาบเทียนฉือ และช้อปปิ้งที่ตลาดบาร์ซ่าใหญ่

วันที่ 7: อูรูมูฉี – หลิ่วหยวน – ตุนหวง
นั่งรถไฟด่วนไปหลิ่วหยวน เดินทางต่อสู่ตุนหวง และเที่ยวตลาดกลางคืน

วันที่ 8: ตุนหวง
ชมภูเขาหมิงซาซาน หาดวงพระจันทร์ และถ้ำม่อเกาคู

วันที่ 9: ตุนหวง – จางเย่
เดินทางโดยรถไฟไปจางเย่ ชมวัดพระองค์ใหญ่ และภูเขา 5 สีตานเสีย

วันที่ 10: จางเย่ – หลานโจว
นั่งรถไฟไปหลานโจว เที่ยวชมแม่น้ำเหลือง อนุสาวรีย์มารดาแม่น้ำเหลือง สะพานเหล็ก สวนกังหันน้ำ และถนนคนเดิน

วันที่ 11: หลานโจว – กรุงเทพฯ
ช้อปปิ้งตามอัธยาศัย ก่อนเดินทางสู่สนามบินและกลับกรุงเทพฯ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus สำหรับคณะ 10-12 ท่าน
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด ทางด่วนทั้งหมด
  • รวมอาหารทุกมื้อ
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม
  • ประกันอุบัติเหตุการเดินทาง (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เฉิงตู
เดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญทางประวัติศาสตร์ การค้า และวัฒนธรรมของจีนตะวันตก เหมาะเป็นเมืองพักก่อนต่อเส้นทางขึ้นซินเจียง
พักที่ **เฉิงตู**

วันที่ 2: เฉิงตู – อัลไต – ปู้เอ่อร์จิน
บินสู่เขตอัลไต แล้วเดินทางต่อไปเมืองปู้เอ่อร์จิน ระยะทางประมาณ 100–120 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง จากนั้นชมอุทยานชายหาด 5 สี ซึ่งมีชั้นหินและหน้าผาหลากสีจากการกัดเซาะของลมและน้ำ เป็นจุดชมวิวเด่นของแม่น้ำเอ่อร์ฉีซือ โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกที่สีของผืนดินจะยิ่งชัดเจนงดงาม
พักที่ **ปู้เอ่อร์จิน**

วันที่ 3: ปู้เอ่อร์จิน – เหอมู่ชุน – คานาสือ
ออกเดินทางสู่หมู่บ้านเหอมู่ ระยะทางประมาณ 160–180 กม. ใช้เวลา 4–5 ชั่วโมง เป็นหมู่บ้านชนเผ่าถูหว่าเก่าแก่ รายล้อมด้วยป่าสน ทุ่งหญ้า และลำธาร ได้บรรยากาศสงบแบบดั้งเดิม จากนั้นเดินทางต่อไปคานาสือ ระยะทางประมาณ 70–100 กม. ใช้เวลา 2–3 ชั่วโมง พื้นที่นี้มีชื่อเสียงจากธรรมชาติบริสุทธิ์และตำนาน “สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบคานาส” ที่เล่าขานกันมานาน
พักที่ **คานาสือ**

วันที่ 4: อุทยานคานาสือ
เที่ยวชมอุทยานคานาสือ ดินแดนทะเลสาบกลางหุบเขาที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในวิวธรรมชาติที่สวยที่สุดของซินเจียง แวะศาลาชมปลา จุดชมวิวสูงที่มองเห็นทะเลสาบคานาสได้กว้างไกล พร้อมเรื่องเล่าถึงปลายักษ์ลึกลับในทะเลสาบ ต่อด้วยคุ้งเทวดาและทะเลสาบวงพระจันทร์ ซึ่งเป็นจุดชมธรรมชาติเด่นของลำน้ำและผืนป่าที่เปลี่ยนสีสวยมากในฤดูใบไม้ร่วง
พักที่ **คานาสือ**

วันที่ 5: คานาสือ – อู่เอ่อเหอ – เมืองผี – ตู๋ซานจื่อ
ออกเดินทางค่อนข้างไกลสู่เขตอู่เอ่อเหอ ระยะทางรวมประมาณ 450–500 กม. ใช้เวลา 7–9 ชั่วโมง ระหว่างทางชมเมืองผี หรือ Wuerhe Ghost City พื้นที่หินรูปร่างประหลาดที่เกิดจากการกร่อนของลม จนดูเหมือนปราสาทหรือซากเมืองโบราณ จึงมีที่มาของชื่อ “เมืองผี” เพราะเมื่อกระแสลมพัดแรงจะเกิดเสียงคล้ายเสียงคร่ำครวญ จากนั้นเดินทางต่อไปเมืองตู๋ซานจื่อ
พักที่ **ตู๋ซานจื่อ**

วันที่ 6: ตู๋ซานจื่อ – อูรูมูฉี
เข้าชมหุบเขาตู๋ซานจื่อ แคนยอนขนาดใหญ่ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมเป็นเวลายาวนาน จนเกิดหน้าผาและร่องหุบสีแดงน้ำตาลสวยแปลกตา จากนั้นเดินทางสู่อูรูมูฉี ระยะทางประมาณ 250–300 กม. ใช้เวลา 3–4 ชั่วโมง แล้วเที่ยวทะเลสาบเทียนฉือ หรือ “ทะเลสาบสวรรค์” ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาเทียนซาน มีตำนานเชื่อมโยงกับสวรรค์และราชินีแห่งทิศตะวันตกในความเชื่อจีน ก่อนปิดท้ายด้วยการช้อปปิ้งที่ตลาดบาร์ซ่าใหญ่ ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมมุสลิมและเส้นทางสายไหมอย่างชัดเจน
พักที่ **อูรูมูฉี**

วันที่ 7: อูรูมูฉี – หลิ่วหยวน – ตุนหวง
เดินทางไปสถานีรถไฟเพื่อโดยสารรถไฟความเร็วสูงสู่หลิ่วหยวน ใช้เวลาประมาณ 3.5–5 ชั่วโมง แล้วเดินทางต่อรถสู่ตุนหวง ระยะทางประมาณ 120–130 กม. ใช้เวลา 1.5–2 ชั่วโมง ตุนหวงเป็นเมืองโอเอซิสสำคัญบนเส้นทางสายไหม อดีตเคยเป็นจุดพักของพ่อค้า พระ และกองคาราวาน ตอนค่ำเดินเล่นและช้อปปิ้งที่ตลาดกลางคืน
พักที่ **ตุนหวง**

วันที่ 8: ตุนหวง
เที่ยวภูเขาหมิงซาซาน เนินทรายกว้างใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงลมพัดผ่านเม็ดทรายจนเกิดเสียงคล้ายดนตรีธรรมชาติ ชมทะเลสาบวงพระจันทร์ โอเอซิสกลางทะเลทรายที่มีรูปทรงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว และเป็นภาพจำของตุนหวง จากนั้นเข้าชมถ้ำม่อเกาคู มรดกโลกสำคัญซึ่งเป็นคลังศิลปะพุทธศาสนาบนเส้นทางสายไหม สร้างต่อเนื่องหลายยุคสมัย และมีภาพจิตรกรรม-ประติมากรรมล้ำค่าจำนวนมาก
พักที่ **ตุนหวง**

วันที่ 9: ตุนหวง – จางเย่
เดินทางโดยรถไฟสู่เมืองจางเย่ ใช้เวลาประมาณ 4–6 ชั่วโมง จากนั้นชมวัดพระองค์ใหญ่ หรือวัดต้าฝอซื่อ ซึ่งมีพระพุทธรูปปางปรินิพพานขนาดใหญ่ และเกี่ยวข้องกับประวัติการเผยแผ่พุทธศาสนาในดินแดนจีนตะวันตก ต่อด้วยภูเขา 5 สีตานเสีย ซึ่งมีชื่อเสียงจากชั้นหินหลากสีที่เกิดจากการทับถมของแร่ธาตุและการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยายาวนานนับล้านปี
พักที่ **จางเย่**

วันที่ 10: จางเย่ – หลานโจว
เดินทางโดยรถไฟสู่เมืองหลานโจว ใช้เวลาประมาณ 3–5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นศูนย์กลางสำคัญริมแม่น้ำเหลืองและเป็นหนึ่งในเมืองหลักบนเส้นทางสายไหม ชมวิวแม่น้ำเหลือง แม่น้ำสายประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “แม่ธารแห่งอารยธรรมจีน” แวะอนุสาวรีย์มารดาแม่น้ำเหลือง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และการหล่อเลี้ยงผู้คน ชมสะพานเหล็กจงซาน สะพานสำคัญยุคแรกเหนือแม่น้ำเหลือง และสวนกังหันน้ำที่สะท้อนภูมิปัญญาการชลประทานของชาวจีน ก่อนช้อปปิ้งที่ถนนคนเดิน
พักที่ **หลานโจว**

วันที่ 11: หลานโจว – กรุงเทพฯ
ช้อปปิ้งหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย จนถึงเวลาเดินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปเส้นทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และอารยธรรมสายไหมอย่างประทับใจ
พักที่ –

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม

ทัวร์ซินเจียงเหนือ x เส้นทางสายไหม
สู่ดินแดนแสนงามดังภาพวาด

Hi-light

🏔️ เจาะลึกซินเจียงเหนือ ทะลุเส้นทางสายไหม 11 วัน

มหากาพย์การเดินทางสู่ดินแดนที่ธรรมชาติและอารยธรรมมาบรรจบกัน

เตรียมตัวออกเดินทางสู่ “ซินเจียง” ดินแดนที่รวมความที่สุดของโลกไว้ด้วยกัน ทริปนี้จะพาคุณไปสัมผัสความดิบของขุนเขา ผสานความขลังของเส้นทางสายไหม ตั้งแต่เฉินตู อัลไต คานาสือ ไปจนถึงตุนหวงและจางเย่ ทุกจุดเช็คอินคือความสุนทรีย์ระดับมาสเตอร์พีซที่คุ้มค่าแก่การมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

  • Chengdu: The Warm-up วอร์มอัพร่างกายด้วยหม่าล่าต้นตำรับในเมืองแห่งความชิลและบ้านเกิดน้องแพนด้า ก่อนเริ่มผจญภัยจริง

  • The Rainbow Beach: แสงสุดท้ายริมน้ำ รอชมแสงอาทิตย์สาดกระทบหินหลากสี ตัดกับน้ำสีฟ้าเข้มที่อุทยานชายหาด 5 สี เป็นช็อตที่ช่างภาพต้องร้องว้าวกับประติมากรรมธรรมชาติ

  • Hemu Village: หมู่บ้านในม่านหมอก หลุดเข้าโลกนิทานในหมู่บ้านไม้โบราณของชาวถูวา ท่ามกลางป่าสนและไอหมอก ให้ฟีลลิ่งความเอ็กซ์คลูซีฟและเงียบสงบจนเหมือนเวลาหยุดเดิน

  • Kanas Lake: ตำนานสีมรกต พิสูจน์ตำนานสัตว์ประหลาดในทะเลสาบสีมรกต และขึ้นศาลาชมปลาเพื่อเก็บภาพพาโนรามาของคุ้งน้ำรูปทรงถั่วที่สวยแปลกตาในทุกฤดูกาล

  • Urho Ghost City: มนต์เสน่ห์เมืองผี ฟังเสียงลมหวีดหวิวในแพะเมืองผี ประติมากรรมธรรมชาติที่ถูกลมกัดเซาะจนดูขลัง ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกดาว

  • Dushanzi Grand Canyon: พลังแห่งพสุธา สัมผัสความยิ่งใหญ่ของแกรนด์แคนยอนแห่งซินเจียง ผาหินสูงชันตัดกับทุ่งหญ้าเขียว เป็นมุมภาพที่ดูยิ่งใหญ่ตระการตา

  • Heavenly Lake: ไข่มุกเทียนซาน ชมทะเลสาบเทียนฉือ น้ำใสราวกระจกสะท้อนเงายอดเขาหิมะ มอบความสุนทรีย์ทางสายตาขั้นสุด

  • Mogao Caves: ศิลปะพันปี ดื่มด่ำงานพุทธศิลป์และภาพเขียนสีมรดกโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และปริศนาห้องสมุดลับ

  • The Oasis: โอเอซิสพระจันทร์เสี้ยว ตื่นตากับเนินทรายหมิงซาซานและหาดวงพระจันทร์ จุดตัดของความร้อนระอุและความชุ่มชื้นที่ลงตัวอย่างเหลือเชื่อกลางทะเลทราย

  • Zhangye Danxia: ภูเขาสายรุ้ง เก็บภาพภูเขาลายริ้วสีแดงส้มสลับเหลือง ช่วงบ่ายแสงแดดจะขับสีให้ชัดเจนเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ธรรมชาติบรรจงสร้าง

  • Lanzhou: วิถีริมแม่น้ำเหลือง สัมผัสความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำเหลือง ชมกังหันน้ำโบราณและสะพานเหล็กแห่งแรก ปิดท้ายทริปด้วยความประทับใจที่ไม่รู้ลืม

ค่าทริปและการจองทริป​
  • ค่าทริป
    • ท่านละ xx,000 บาท (พักห้องคู่หรือ 3 คน)
  • วันเดินทาง  
    • สอบถามทีมงาน
  • สนใจจองทริป
    • ทักเราที่ Line @painaima
    • โทร 089-4789334
เงื่อนไขทริป

✅️ เดินทางโดยมินิบัสส่วนตัว 
✅️ โรงแรมที่พัก 4 ดาว 
✅️ อาหารดีทุกมื้อ
✅️ มีช่างภาพ ถ่ายรูปสวยๆ ให้
✅️ ประกันอุบัตเหตระหว่างเดินทาง
✅️ คนไทยฟรีวีซ่า
✅️ ไม่ต้องลงร้าน รัฐบาลจีน

ค่าทริป ไม่รวม

⛔ ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน (เราจัดหาให้ได้)
⛔ ทิปไกด์

โปรแกรมทริป คานาสือ ซินเจียงเหนือ 11 วัน

 วันที่ 1: กรุงเทพ – เฉินตู
จุดเริ่มต้นการเดินทางสู่ดินแดนหลังม่านไม้ไผ่

เริ่มต้นทริปด้วยการบินลัดฟ้าสู่ “เฉินตู” ใช้เวลาบินประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนและปรับเวลาเตรียมร่างกายให้พร้อม ที่นี่คือเมืองแห่งความชิลและเป็นบ้านเกิดของหมีแพนด้า ใครมาถึงแล้วต้องลองชิมหม่าล่าต้นตำรับให้ลิ้นชาเล่นๆ เป็นการวอร์มอัพก่อนเจอของจริงในวันรุ่งขึ้น



วันที่ 2: อัลไต – ปู้เอ่อจิ้น

วันแห่งการไล่ล่าแสงสุดท้ายบนประติมากรรมธรรมชาติ

วันนี้เราจะบินภายในประเทศข้ามภูมิภาคสู่ “ซินเจียงเหนือ” ดินแดนที่ภูมิประเทศแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง ไฮไลท์คือการไปชม “อุทยานชายหาด 5 สี” (Five-colored Beach) ริมแม่น้ำเอ๋อเอ่อฉีซือ ความเจ๋งคือหินที่นี่เกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำจนเป็นรูปร่างแปลกตา ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงสีทองจะสาดกระทบหินหลากสี ตัดกับน้ำสีฟ้าเข้ม เป็นภาพที่สวยสะกดใจ



วันที่ 3: เหอมู่ชุน – คานาสือ

วันแห่งการหลุดเข้าไปในหมู่บ้านนิทานกลางหุบเขา

เตรียมเมมโมรี่กล้องไว้เยอะๆ เพราะวันนี้เราจะนั่งรถลัดเลาะเข้าสู่ “หมู่บ้านเหอมู่” หมู่บ้านไม้โบราณของ ชาวถูวา (Tuwa) ชนเผ่าดั้งเดิมที่สืบเชื้อสายมาจากทหารของเจงกิสข่าน บรรยากาศที่นี่เงียบสงบมาก บ้านไม้ที่มีควันไฟลอยอ้อยอิ่งท่ามกลางป่าสนและภูเขาหิมะ ให้ความรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน

วันที่ 4: อุทยานคานาสือ
วันแห่งการพิสูจน์ตำนานสัตว์ประหลาดในทะเลสาบสีมรกต

เจาะลึก “อุทยานคานาสือ” กันเต็มวัน เราจะขึ้นไปที่ “ศาลาชมปลา” ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดพอสมควรแต่วิวข้างบนคุ้มค่าเหนื่อยมาก เพราะจะเห็น ทะเลสาบคานาสือ รูปทรงถั่วได้ทั้งใบ จากนั้นไปเช็คอินจุดชมวิวไฮไลท์อย่าง “คุ้งเทวดา” และ “ทะเลสาบวงพระจันทร์” ที่สีของน้ำจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและสภาพอากาศ



วันที่ 5: อู่เอ่อเหอ – ตู๋ซานจื่อ

วันแห่งการฟังเสียงลมหวีดหวิวในเมืองร้างพันปี

เปลี่ยนบรรยากาศจากป่าสนสู่ความเวิ้งว้างที่ “เมืองผีอู่เอ่อเหอ” (Urho Ghost City) ที่นี่คือ แพะเมืองผี (Yardang Landform) ที่ลมกัดเซาะหินจนเป็นรูปร่างคล้ายปราสาทหรือสัตว์ต่างๆ เวลาลมพัดแรงๆ จะเกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงร้องโหยหวน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เมือง ตู๋ซานจื่อ



วันที่ 6: ตู๋ซานจื่อ – อูรูมูฉี

วันแห่งความยิ่งใหญ่ของหุบเขาและวัฒนธรรมผสมผสาน

ตื่นตากับ “หุบเขาตู๋ซานจื่อ” แกรนด์แคนยอนแห่งซินเจียงที่เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ผาหินสูงชันตัดกับทุ่งหญ้าเขียวขจี จากนั้นไปเยือน “ทะเลสาบเทียนฉือ” ไข่มุกแห่ง เทือกเขาเทียนซาน น้ำใสราวกระจกสะท้อนเงายอดเขาหิมะ ปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นที่ “ตลาดบาร์ซ่าใหญ่” ใน อูรูมูฉี สัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมอุยกูร์



วันที่ 7: หลิ่วหยวน – ตุนหวง

วันแห่งการนั่งรถไฟความเร็วสูงสู่โอเอซิสกลางทะเลทราย

บอกลาซินเจียงแล้วกระโดดขึ้นรถไฟความเร็วสูงมุ่งหน้าสู่ “ตุนหวง” ประตูสู่เส้นทางสายไหมใน มณฑลกานซู ระหว่างทางจะได้เห็นวิว ทะเลทรายโกบี สุดลูกหูลูกตา พอถึงตุนหวงต้องไม่พลาด “ตลาดกลางคืน” แหล่งรวมสตรีทฟู้ด ลองชิมโยเกิร์ตท้องถิ่นหรือบาร์บีคิวสไตล์ตะวันตกเฉียงเหนือ



วันที่ 8: ตุนหวง

วันแห่งการย้อนเวลาสู่อารยธรรมพุทธศิลป์และเนินทรายร้องไห้

วันนี้คือที่สุดของประวัติศาสตร์ เริ่มที่ “ถ้ำม่อเกาคู” มรดกโลกที่เก็บรวบรวมภาพเขียนสีและพระพุทธรูปแกะสลักกว่าพันปี ต่อด้วย “ภูเขาหมิงซาซาน” เนินทรายที่ส่งเสียงได้ยามลมพัด และไฮไลท์สำคัญคือ “หาดวงพระจันทร์” โอเอซิสรูปพระจันทร์เสี้ยวที่มีน้ำขังตลอดปีท่ามกลางทะเลทรายร้อนระอุ



วันที่ 9: จางเย่

วันแห่งสีสันของขุนเขาและศรัทธาอันยิ่งใหญ่

เดินทางสู่เมือง จางเย่ เพื่อชม “ภูเขาสายรุ้งตานเสีย” (Danxia Landform) ภูเขาที่มีลวดลายริ้วสีแดง ส้ม เหลือง สลับกันเหมือนภาพวาดสีน้ำมัน นอกจากนี้ยังได้ไปสักการะ “วัดพระองค์ใหญ่” ชมพระนอนในร่มที่ใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งมีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก



วันที่ 10: หลานโจว

วันแห่งวิถีชีวิตริมแม่น้ำเหลืองและกังหันน้ำโบราณ

ล่องลงใต้สู่ “หลานโจว” เมืองเอกของมณฑลกานซู จุดที่ แม่น้ำเหลือง (ฮวงโห) ไหลผ่านกลางเมือง เราจะได้เห็น “สวนกังหันน้ำ” ภูมิปัญญาชลประทานโบราณขนาดยักษ์ และ “สะพานเหล็กจงซาน” สะพานข้ามแม่น้ำเหลืองแห่งแรก อย่าลืมแวะถ่ายรูปกับ “อนุสาวรีย์มารดาแม่น้ำเหลือง”



วันที่ 11: หลานโจว – กรุงเทพ

วันแห่งการเก็บตกความทรงจำก่อนอำลา

วันสุดท้ายใช้เวลาสบายๆ เก็บตกของฝาก ไม่ว่าจะเป็น อินทผลัม กุหลาบอบแห้ง หรือสินค้าพื้นเมือง ก่อนเดินทางไปสนามบิน หลานโจว เพื่อบินตรงกลับกรุงเทพฯ พร้อมความประทับใจเต็มกระเป๋า

บันทึกเดินทาง มากกว่าแค่การเดินทาง: ฮีลใจในหมู่บ้านนิทานและขุนเขาพันปี ที่ซินเจียงเหนือ


เคยไหมครับ? ที่รู้สึกว่าโลกหมุนเร็วเกินไปจนอยากจะกดปุ่มหยุดเวลา การตัดสินใจเก็บกระเป๋าออกเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การไป เที่ยวจีน เพื่อเช็คอินแลนด์มาร์ค แต่เป็นการพาหัวใจไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและร่องรอยอารยธรรมที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านไม้ไผ่ บนเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างความดิบของ ซินเจียงเหนือ และความขลังของ เส้นทางสายไหม เข้าด้วยกัน เป็น เที่ยวจีน 11 วัน ที่เหมือนได้หลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งเลยทีเดียว

ลมหายใจแห่งขุนเขาและหมู่บ้านในนิทาน

วินาทีแรกที่เท้าสัมผัสผืนดินของ ซินเจียง ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเดินเข้าสู่ฉากในภาพยนตร์แฟนตาซี ภาพของบ้านไม้ซุงโบราณที่เรียงรายลดหลั่นกันไปตามเนินเขา มีฉากหลังเป็นป่าสนเปลี่ยนสีและยอดเขาหิมะ คือเสน่ห์ของ หมู่บ้านเหอมู่ ที่ยากจะละสายตา ที่นี่เป็นถิ่นฐานของ ชาวถูวา (Tuwa) ชนเผ่าดั้งเดิมที่มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า พวกเขาคือลูกหลานทหารของเจงกิสข่าน ยามเช้าที่แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านม่านหมอกและควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่งจากปล่องควันบ้านไม้ เป็นสุนทรียภาพของการเดินทางที่ชวนให้รู้สึกสงบและอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด

ปริศนาใต้ผืนน้ำและกระจกเงาแห่งเทือกเขา

ลึกเข้าไปในอ้อมกอดของ เทือกเขาอัลไต ความเงียบสงบถูกแทนที่ด้วยความน่าค้นหาของ อุทยานคานาสือ ทะเลสาบสีมรกตรูปทรงถั่วที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าสน ความมหัศจรรย์ของที่นี่ไม่ได้มีแค่สีของน้ำที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ “สัตว์ประหลาดแห่งคานาสือ” สิ่งมีชีวิตลึกลับใต้ผืนน้ำ และหากใครหลงใหลในความนิ่งสงบ ทะเลสาบเทียนฉือ หรือ ไข่มุกแห่งเทือกเขาเทียนซาน คืออีกหนึ่งจุดหมายที่น้ำใสราวกระจกสะท้อนเงายอดเขาหิมะจนแยกไม่ออกว่าไหนคือฟ้า ไหนคือน้ำ

เสียงกระซิบจากสายลมและประติมากรรมธรรมชาติ

ยามเมื่อสายลมพัดผ่านโขดหินรูปร่างประหลาดที่ เมืองผีอู่เอ่อเหอ (Urho Ghost City) เสียงหวีดหวิวที่เกิดขึ้นคล้ายเสียงร้องโหยหวนจนเป็นที่มาของชื่อสถานที่ แต่ในความน่ากลัวนั้นกลับแฝงไปด้วยความงามของ แพะเมืองผี (Yardang Landform) ที่ถูกลมกัดเซาะมานับพันปี ตัดสลับกับความยิ่งใหญ่ของ แกรนด์แคนยอนตู๋ซานจื่อ หุบเขาที่เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ผาหินสูงชันตัดกับทุ่งหญ้าเขียวขจี สร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจในพลังของธรรมชาติที่มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราไม่อาจเทียบได้

รอยต่อแห่งกาลเวลาบนเส้นทางสายไหม

จากความเขียวขจีของซินเจียง การเดินทางพาเราเปลี่ยนบรรยากาศสู่ความเวิ้งว้างของ ทะเลทรายโกบี มุ่งหน้าสู่ ตุนหวง โอเอซิสกลางทะเลทรายที่เป็นดั่งประตูสู่ เส้นทางสายไหม ในอดีต ไฮไลท์ที่ทำให้ต้องทึ่งคือ ถ้ำม่อเกาคู มรดกโลกที่เก็บซ่อนพุทธศิลป์ล้ำค่า ทั้งภาพเขียนสีและพระพุทธรูปแกะสลักอายุกว่าพันปี เรื่องราวของห้องสมุดลับที่ถูกปิดตายและค้นพบโดยบังเอิญยังคงเป็นปริศนาที่น่าค้นหา

สีสันแห่งศรัทธาและเสียงเพลงจากผืนทราย

ท่ามกลางความร้อนระอุของทะเลทราย ยังมีความมหัศจรรย์ของเนินทรายที่ส่งเสียงได้ยามต้องลมที่ ภูเขาหมิงซาซาน และภาพของโอเอซิสรูปพระจันทร์เสี้ยวที่มีน้ำขังตลอดปีอย่าง หาดวงพระจันทร์ และเมื่อเดินทางต่อมาถึงเมือง จางเย่ สายตาของเราก็ถูกดึงดูดด้วย ภูเขาสายรุ้งตานเสีย (Danxia Landform) ภูเขาหินทรายที่มีลวดลายริ้วสีแดง ส้ม เหลือง สลับกันราวกับจิตรกรเอกสะบัดพู่กันระบายสีลงบนผืนโลก เป็นจุดที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่นอน แต่เป็นการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ตั้งแต่ หม่าล่ารสจัดจ้านที่เฉินตู ไปจนถึงวิถีชีวิตริม แม่น้ำเหลืองที่หลานโจว ทุกย่างก้าวคือการค้นพบ และความประทับใจที่คุณจะหาไม่ได้จากทริปไหนๆ แล้วคุณจะรู้ว่า ซินเจียงเหนือ ยังมีมุมมองสวยงามที่ คนไทยยังรู้จักไม่เยอะ รอให้คุณไปสัมผัสครับ

Categories
14 South Asia

อินเดีย เลห์ ลาดักห์ ปุกเตา Unseen

อินเดีย Unseen เลห์ ปุกเตา มะนาลี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • พิชิตถนนคาร์ดุงลา หนึ่งในเส้นทางรถวิ่งที่สูงที่สุดในโลก ปล่อยใจให้โลดแล่นไปกับวิวเทือกเขาหิมาลัยสุดอลังการ
  • ขี่อูฐสองหนอกกลางทะเลทรายฮุนเดอร์ แล้วไปซึมซับวิถีชีวิตเรียบง่ายที่หมู่บ้านเทอร์ทุคสุดขอบชายแดนปากีสถาน
  • ปล่อยใจริมทะเลสาบแปงกอง ชมผืนน้ำเค็มบนที่สูงเปลี่ยนสีตามแสงแดด ตามรอยหนัง 3 Idiots ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบกอดเรา
  • เดินเล่นบนดินแดนพระจันทร์ลามะยูรู ชมภูมิประเทศแปลกตาที่เหมือนพาเราหลุดไปเดินอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์จริงๆ
  • ตื่นตากับวัดพุกตาล อารามเก่าแก่ที่สร้างแนบชิดติดหน้าผาสูงชัน สัมผัสพลังแห่งศรัทธาที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก
  • สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดที่มะนาลี เมืองตากอากาศสุดชิลที่โอบล้อมด้วยป่าสนและภูเขาสีเขียวขจีฮีลใจขั้นสุด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เดลี – Leh
พบกันที่สนามบิน เดินทางสู่เดลีและต่อเครื่องไป Leh เพื่อพักผ่อนและปรับร่างกายกับระดับความสูง

วันที่ 2: Leh – Nubra Valley
ออกเดินทางจาก Leh สู่ Nubra Valley ผ่าน Khardung La Pass หนึ่งในถนนที่สูงที่สุดในโลก พร้อมชมวิวภูเขาสูงของลาดัก

วันที่ 3: Nubra – Hunder – Turtuk – Thang – Nubra
เที่ยวชมเนินทรายและอูฐสองหนอกที่ Hunder เยือนหมู่บ้าน Turtuk และ Thang ใกล้ชายแดนปากีสถาน ก่อนกลับพักที่ Nubra

วันที่ 4: Nubra – Pangong Lake
เดินทางสู่ Pangong Lake ผ่านเส้นทาง Shyok River Road ชมทะเลสาบน้ำเค็มสีสันงดงามกลางหุบเขาสูง

วันที่ 5: Pangong Lake – Leh
เดินทางกลับ Leh พร้อมชมทิวทัศน์ธรรมชาติของลาดักตลอดเส้นทาง

วันที่ 6: Leh – Lamayuru – Sham Valley
ออกเดินทางสู่ Lamayuru หรือ Moonland ชมภูมิประเทศแปลกตาและอารามเก่าแก่ ก่อนพักที่ Sham Valley

วันที่ 7: Sham Valley – Lingshed – Padum
เดินทางผ่านหมู่บ้านห่างไกลอย่าง Lingshed สู่ Padum ศูนย์กลางสำคัญของหุบเขาซันสการ์

วันที่ 8: Padum
เที่ยวชมเมือง Padum เยี่ยมชมวัด หมู่บ้าน และเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นของชาวซันสการ์

วันที่ 9: Padum – Phuktal Gompa – Jispa
ออกเดินทางจาก Padum แวะชมวัด Phuktal Gompa อารามริมหน้าผาอันโดดเด่น ก่อนเดินทางต่อไปยัง Jispa

วันที่ 10: Jispa – Manali
เดินทางสู่ Manali เมืองท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติสวยงามของรัฐหิมาจัลประเทศ

วันที่ 11: Manali – Leh – Delhi
เดินทางออกจาก Manali มุ่งหน้าสู่ Leh และต่อเครื่องไปยัง Delhi

วันที่ 12: Delhi – กรุงเทพฯ
เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากการเดินทางในลาดักและซันสการ์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ minibus สไตล์ อินเดีย
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว (อินเดีย)
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • วีซ่า
  • ทิปไกด์ท้องถิ่นและคนขับ
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ทิปหัวหน้าทัวร์ (ตามสมัครใจในบริการ ไม่มีบังคับ)

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – เดลี – Leh

เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเดลี และต่อเครื่องสู่เมือง Leh เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรลาดัก ตั้งอยู่กลางหุบเขาสูง รายล้อมด้วยภูเขาสีน้ำตาลสลับหิมะ เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมพุทธแบบทิเบตและจุดเริ่มต้นสำคัญของการเดินทางในลาดัก

ที่พัก: Leh

Day 2: Leh – Khardung La Pass – Nubra Valley

ออกเดินทางจาก Leh ไป Nubra Valley ระยะทางประมาณ 120–130 กม. ใช้เวลาราว 5–6 ชม. ผ่าน Khardung La Pass ช่องเขาสูงชื่อดังที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าคาราวานสายโบราณ เชื่อมลาดักกับเอเชียกลาง จากนั้นลงสู่ Nubra Valley หุบเขาที่ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งดอกไม้” โอบล้อมด้วยภูเขาและแม่น้ำ

ที่พัก: Nubra

Day 3: Hunder – Turtuk – Thang – Nubra

เที่ยว Hunder หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงจากเนินทรายกลางหุบเขาและอูฐสองหนอก ซึ่งเป็นมรดกจากเส้นทางสายไหมในอดีต จากนั้นไป Turtuk ระยะทางจาก Hunder ราว 85–90 กม. ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชม. หมู่บ้านเก่าใกล้ชายแดนปากีสถาน มีวัฒนธรรมแบบบัลติที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นในลาดัก และต่อไป Thัง อีกประมาณ 10–15 กม. เป็นหมู่บ้านชายแดนที่สามารถมองเห็นแนวเขตแดนได้ ก่อนเดินทางกลับ Nubra

ที่พัก: Nubra

Day 4: Nubra – Shyok River Road – Pangong Lake

เดินทางจาก Nubra ไป Pangong Lake ระยะทางประมาณ 170–180 กม. ใช้เวลาราว 6–7 ชม. โดยใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำ Shyok ซึ่งให้ทิวทัศน์สวยแปลกตา Pangong Lake เป็นทะเลสาบน้ำเค็มบนที่สูงที่ทอดยาวข้ามพรมแดนอินเดีย–ทิเบต มีชื่อเสียงจากสีของน้ำที่เปลี่ยนไปตามแสงแดดและช่วงเวลา และเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากภาพยนตร์ 3 Idiots

ที่พัก: Pangong Lake

Day 5: Pangong Lake – Leh

เดินทางกลับ Leh ระยะทางประมาณ 160 กม. ใช้เวลาประมาณ 5–6 ชม. ระหว่างทางชมภูมิประเทศที่เปลี่ยนจากทะเลสาบสีฟ้าเข้มสู่แนวเขาหินสูง เมือง Leh เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าเก่าและชุมชนสำคัญของชาวลาดักที่ยังคงกลิ่นอายทิเบตไวอย่างชัดเจน

ที่พัก: Leh

Day 6: Leh – Lamayuru – Sham Valley

ออกเดินทางจาก Leh ไป Lamayuru ระยะทางประมาณ 115–125 กม. ใช้เวลาราว 3–4 ชม. Lamayuru มีชื่อเล่นว่า “Moonland” เพราะภูมิประเทศรอบอารามมีลักษณะขรุขระคล้ายพื้นผิวดวงจันทร์ และเป็นที่ตั้งของ Lamayuru Monastery หนึ่งในอารามที่เก่าแก่ที่สุดในลาดัก มีตำนานเล่าว่าพื้นที่นี้เคยเป็นทะเลสาบใหญ่ก่อนพระอาจารย์มาทำให้แห้ง ต่อจากนั้นเที่ยว Sham Valley พื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องหมู่บ้านสีเขียว อารามเก่า และวิถีชีวิตท้องถิ่น

ที่พัก: Sham

Day 7: Sham Valley – Lingshed – Padum

วันนี้เป็นวันเดินทางไกล มุ่งหน้าสู่ Lingshed และต่อไป Padum ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 8–10 ชม. ตามสภาพถนนและเส้นทางภูเขา Lingshed เป็นหมู่บ้านห่างไกลที่มีชื่อเสียงด้านการเดินเทรคและบรรยากาศสงบแบบดั้งเดิม ก่อนเข้าสู่ Padum เมืองสำคัญที่สุดของหุบเขา Zanskar ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าและศาสนาของภูมิภาค

ที่พัก: Padum

Day 8: เที่ยว Padum

เที่ยวชมเมือง Padum และหมู่บ้านรอบๆ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของชาวซันสการ์ ซึ่งดำรงวัฒนธรรมพุทธแบบทิเบตไว้อย่างเข้มแข็ง ชมวัดเก่า บ้านเรือนท้องถิ่น และภูมิประเทศหุบเขาสูงที่ทำให้พื้นที่นี้เคยถูกตัดขาดจากโลกภายนอกในฤดูหนาวอยู่เป็นเวลานาน

ที่พัก: Padum

Day 9: Padum – Phuktal Gompa – Jispa

ออกเดินทางจาก Padum ไป Jispa เป็นวันเดินทางยาวประมาณ 10–12 ชม. แล้วแต่สภาพถนนและจุดแวะ ระหว่างทางผ่าน Phuktal Gompa อารามชื่อดังที่สร้างเกาะอยู่กับหน้าผาอย่างน่าอัศจรรย์ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ปลีกวิเวกของนักบวชมาตั้งแต่โบราณ ก่อนเดินทางต่อสู่ Jispa หมู่บ้านเล็กริมแม่น้ำ Bhaga ที่มีวิวภูเขาสวยและอากาศสงบ

ที่พัก: Jispa

Day 10: Jispa – Manali

เดินทางจาก Jispa ไป Manali ระยะทางประมาณ 135–140 กม. ใช้เวลาราว 5–6 ชม. ผ่านเส้นทางภูเขาสูงอันงดงาม Manali เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของรัฐหิมาจัลประเทศ รายล้อมด้วยป่าสน แม่น้ำ และยอดเขา เป็นเมืองพักผ่อนยอดนิยมมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมอังกฤษ

ที่พัก: Manali

Day 11: Manali – Leh – Delhi

เดินทางออกจาก Manali เพื่อไปยัง Leh และต่อเครื่องไป Delhi เป็นวันสำหรับการเดินทางเชื่อมต่อกลับเข้าสู่เมืองใหญ่ ปิดท้ายเส้นทางจากดินแดนภูเขาสูงของลาดักและซันสการ์สู่เมืองหลวงของอินเดีย 

Day 12: Delhi – กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ สิ้นสุดการเดินทางผ่านลาดัก นูบร้า ปางกอง ซันสการ์ และหิมาลัยตอนเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางที่โดดเด่นทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรมพุทธทิเบต และหมู่บ้านห่างไกลอันมีเอกลักษณ์ ที่พัก: –

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
12 China

เขาไกรลาส (8 วัน-ไม่มีเทรค)

เขาไกรลาส (8 วัน-ไม่มีเทรค)
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • พระราชวังโปตาลา: สัมผัสความยิ่งใหญ่ของสัญลักษณ์แห่งทิเบต ศูนย์รวมจิตวิญญาณที่ตั้งตระหง่านท้ากาลเวลา
  • ทะเลสาบยัมดร็อก: ปล่อยใจไปกับผืนน้ำสีเทอร์ควอยซ์ที่ตัดกับภูเขาหิมะ สวยสงบจนเหมือนเวลาหยุดเดิน
  • Everest Base Camp: พิชิตความฝันที่จุดชมวิวหลังคาโลก มองยอดเขาเอเวอเรสต์แบบพาโนรามาให้รางวัลกับชีวิต
  • ทะเลสาบมานซาโรวาร์: ซึมซับพลังงานบริสุทธิ์ที่ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก สถานที่ชำระล้างจิตใจให้เบาสบาย
  • อาณาจักรกู่เก้อ: สำรวจนครถ้ำโบราณสุดลึกลับกลางหุบเขา สวยแปลกตาเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ลาซา
บินสู่ลาซา เข้าที่พักและพักผ่อนเพื่อปรับร่างกายให้พร้อมกับการเดินทางบนที่สูง

วันที่ 2: ลาซา
เที่ยวชมพระราชวังโปตาลา วัดโจคัง และเดินเล่นถนนแปดเหลี่ยม สัมผัสศรัทธาและวิถีชีวิตชาวทิเบต

วันที่ 3: ลาซา – ทะเลสาบยัมดร็อก – ธารน้ำแข็งกาโรลา – ชิกาเซ่
ชมทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์สุดงดงาม และสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธารน้ำแข็งกาโรลา

วันที่ 4: ชิกาเซ่ – วัดตาชิหลุนโป – วัดซากยา – ทิงรี
สักการะวัดสำคัญของปันเชนลามะ แวะชมวัดซากยา ก่อนเดินทางสู่ทิงรี

วันที่ 5: ทิงรี – Everest Base Camp – วัดรองบุก – ทะเลสาบเปกู – ซากา
เช็คอินเอเวอเรสต์เบสแคมป์ ชมวิวเอเวอเรสต์แบบพาโนรามา และเดินทางต่อสู่ซากา

วันที่ 6: ซากา – ทะเลสาบมานซาโรวาร์ – ดาร์เชน
มุ่งหน้าสู่ดาร์เชน แวะสัมผัสพลังศรัทธาที่ทะเลสาบมานซาโรวาร์อันศักดิ์สิทธิ์

วันที่ 7: ดาร์เชน – วัดโทหลิง – อาณาจักรกู่เก้อ – อาลี
สำรวจดินแดนโบราณ ชมวัดโทหลิงและซากอาณาจักรกู่เก้อที่งดงามและลึกลับ

วันที่ 8: อาลี – ลาซา – กรุงเทพฯ
เดินทางสู่สนามบินอาลี บินกลับลาซา และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus สำหรับคณะ 10-12 ท่าน / รถตู้สำหรับคณะไม่เกิน 8 ท่าน
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • รวมอาหารทุกมื้อ
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว ในเขตเมือง และที่พักแบบ Guest House ตอนเดินเทรค
  • รวมวีซ่าเข้าเขตพิเศษ เฉพาะคนไทย
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ค่าทิป

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ลาซา

เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ แวะเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง ก่อนเข้าสู่ลาซา เมืองหลวงของทิเบต ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 6–9 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับไฟลต์ เมื่อถึงแล้วควรพักผ่อนและปรับสภาพร่างกาย เพราะลาซาอยู่สูงราว 3,650 เมตรจากระดับน้ำทะเล เหมาะสำหรับเริ่มต้นการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไป

ที่พัก: โรงแรมเมืองลาซา

Day 2: ลาซา – พระราชวังโปตาลา – วัดโจคัง – ถนนบาร์คอร์

เที่ยวชมสถานที่สำคัญใจกลางลาซา ใช้เวลาเดินทางภายในเมืองไม่นาน พระราชวังโปตาลา เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของทิเบต เดิมเคยเป็นที่ประทับขององค์ทะไลลามะ สร้างโดดเด่นบนเนินเขาและเป็นศูนย์กลางทั้งการเมืองและศาสนา วัดโจคัง เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของชาวทิเบต ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปโจโวศากยมุนีที่ผู้คนเดินทางมากราบไหว้จากทั่วดินแดน ถนนบาร์คอร์ เป็นย่านแสวงบุญเก่าแก่ที่ล้อมรอบวัดโจคัง เต็มไปด้วยบรรยากาศวัฒนธรรมทิเบต ร้านค้า และผู้ศรัถทาที่เดินหมุนประคำสวดมนต์

ที่พัก: โรงแรมเมืองลาซา

Day 3: ลาซา – ทะเลสาบยัมดr็อก – ธารน้ำแข็งกาโรลา – ชิกาเซ่

เดินทางจากลาซาสู่ชิกาเซ่ ระยะทางรวมประมาณ 360–380 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 7–9 ชั่วโมง ทะเลสาบยัมดร็อก เป็นหนึ่งในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของทิเบต มีชื่อเสียงเรื่องน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์สดใส ชาวทิเบตเชื่อว่าเป็นทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณ ธารน้ำแข็งกาโรลา เป็นธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไหลตัวลงมาจากยอดเขาสูง ดูโดดเด่นตัดกับภูมิประเทศแห้งแล้งโดยรอบ เป็นจุดชมวิวธรรมชาติที่น่าประทับใจมาก จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองชิกาเซ่ เมืองใหญ่อันดับสองของทิเบต

ที่พัก: ที่พักเมืองชิกาเซ่

Day 4: ชิกาเซ่ – วัดตาชิหลุนโป – วัดซากยา – ทิงรี

เดินทางจากชิกาเซ่ไปทิงรี ระยะทางรวมประมาณ 330–360 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 7–8 ชั่วโมง วัดตาชิหลุนโป เป็นอารามสำคัญของนิกายเกลุก และเป็นที่ประทับดั้งเดิมของปันเชนลามะ ภายในมีสถาปัตยกรรมงดงามและพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เป็นที่เคารพศรัทธา วัดซากยา โดดเด่นด้วยกำแพงสีเทาแดงขาวอันเป็นเอกลักษณ์ เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของนิกายซากยา และมีชื่อเสียงด้านการเก็บรักษาคัมภีร์โบราณจำนวนมาก จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทิงรี เมืองเล็กที่เปรียบเสมือนประตูสู่เขตเอเวอเรสต์

ที่พัก: ที่พักอำเภอทิงรี

Day 5: ทิงรี – Everest Base Camp – วัดรองบุก – ทะเลสาบเปกู – ซากา

วันนี้เป็นวันเดินทางไกล ระยะทางรวมประมาณ 500–550 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 9–11 ชั่วโมง Everest Base Camp เป็นไฮไลต์ของการเดินทาง จุดหมายที่เปิดมุมมองสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์อย่างยิ่งใหญ่ เป็นความฝันของนักเดินทางจำนวนมาก วัดรองบุก อยู่ใกล้เอเวอเรสต์และได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นวัดที่สูงที่สุดในโลก เป็นทั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมและจุดชมวิวภูเขาระดับตำนาน ระหว่างทางแวะชมทะเลสาบเปกู และมองเห็นยอดเขาชิชาปังมา ซึ่งเป็นยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรที่ตั้งอยู่ในทิเบตทั้งหมด ถึงเมืองซากาในช่วงค่ำ

ที่พัก: ที่พักเมืองซากา

Day 6: ซากา – ทะเลสาบมานซาโรวาร์ – ดาร์เชน

เดินทางต่อสู่ดาร์เชน ระยะทางประมาณ 480–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–10 ชั่วโมง ทะเลสาบมานซาโรวาร์ เป็นทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในความเชื่อของชาวฮินดู พุทธ เชน และบอน เชื่อกันว่าการได้มาถึงหรือได้สัมผัสน้ำจากทะเลสาบแห่งนี้เป็นการชำระล้างบาปและเสริมสิริมงคล ดาร์เชน เป็นเมืองหน้าด่านและจุดเริ่มต้นของการแสวงบุญรอบเขาไคลาส ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ดุจศูนย์กลางจักรวาล

ที่พัก: ที่พักเมืองดาร์เชน

Day 7: ดาร์เชน – วัดโทหลิง – ซากอาณาจักรกู่เก้อ – อาลี

เดินทางไกลสู่เขตตะวันตกของทิเบต ระยะทางประมาณ 380–450 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–10 ชั่วโมง วัดโทหลิง เป็นวัดสำคัญในภูมิภาคงารี สร้างขึ้นในยุคฟื้นฟูพุทธศาสนาในทิเบตตะวันตก และมีความเกี่ยวข้องกับการเผยแผ่ศิลปะและพระธรรมจากอินเดีย ซากอาณาจักรกู่เก้อ เป็นโบราณสถานกลางหุบเขาที่เคยรุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 10–17 เมืองนี้สร้างลดหลั่นบนหน้าผา เต็มไปด้วยถ้ำ ป้อม และวัดโบราณ ก่อนล่มสลายลงอย่างลึกลับ จึงกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ลี้ลับและน่าค้นหาที่สุดของทิเบต เดินทางต่อเข้าเมืองอาลี

ที่พัก: ที่พักเมืองอาลี

Day 8: อาลี – ลาซา – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินอาลี จากนั้นบินกลับลาซาและต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 6–9 ชั่วโมงตามตารางบิน ปิดท้ายการเดินทางในดินแดนหลังคาโลกพร้อมความทรงจำจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ และอารยธรรมโบราณแห่งทิเบต 

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

แคนาดา เดอะร๊อกกี้ Lake louise – Moraine – Jasper

แคนาดา เดอะร๊อกกี้ Lake louise - Moraine - Jasper
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Lake Louise: ปล่อยใจมองผิวน้ำสีฟ้ามรกตสะท้อนเงาภูเขาน้ำแข็ง สวยสงบจนต้องตกหลุมรัก
  • Moraine Lake: นั่งนิ่งๆ ซึมซับความงามของทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาทั้งสิบ
  • Columbia Icefields: เดินย่ำบนทุ่งธารน้ำแข็งยักษ์ สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบใกล้ชิด
  • Peyto Lake: ทอดสายตามองทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมจากมุมสูง ความงามที่ธรรมชาติปั้นแต่งมาอย่างพอดี
  • Spirit Island: ล่องเรือในความเงียบสงบสู่เกาะเล็กๆ กลางน้ำที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปในความฝัน
  • Banff Gondola: นั่งกระเช้าขึ้นยอดเขาชมวิว 360 องศาของเมืองแบมฟ์ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาแบบเต็มตา
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1 – สุวรรณภูมิ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise
เดินทางจากกรุงเทพฯ สู่แคนาดา แวะเที่ยว Johnston Canyon และชมพระอาทิตย์ตกที่ Lake Louise

วันที่ 2 – Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake
ชม 3 ทะเลสาบชื่อดังของเทือกเขาร็อกกี้ ทั้ง Lake Louise, Moraine Lake และ Emerald Lake

วันที่ 3 – Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefields – Jasper
เดินทางบนเส้นทาง Icefields Parkway แวะชมทะเลสาบสีสวย ธารน้ำแข็ง Columbia Icefields และ Skywalk ก่อนถึง Jasper

วันที่ 4 – Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island
เที่ยวทะเลสาบสวยรอบ Jasper ล่องชมวิว Maligne Lake และขึ้น Jasper Tramway ชมวิวมุมสูง

วันที่ 5 – Jasper – Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff
ชมน้ำตกจากธารน้ำแข็ง เดินทางกลับผ่าน Icefields Parkway แวะ Morant’s Curve ก่อนถึง Banff

วันที่ 6 – Banff – Sulphur Mountain – Calgary – Vancouver
ขึ้น Banff Gondola ชมวิวบนยอดเขา ก่อนเดินทางสู่สนามบินแคลกะรีและต่อเครื่องกลับ

วันที่ 7 – ระหว่างการเดินทาง
เดินทางข้ามเขตเวลา พักผ่อนบนเครื่องบิน

วันที่ 8 – กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยสายการบิน Air Canada แวะเปลี่ยนเครื่องที่แวนคูเวอร์ แล้วบินต่อสู่เมืองแคลกะรี จากนั้นเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ แวะเที่ยว Johnston Canyon ระยะทางจากแคลกะรีประมาณ 165 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง จุดเด่นคือเส้นทางเดินเลียบลำธารและผาหินปูนในหุบเขา ชมความงามของน้ำตกที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งมานานนับพันปี ก่อนเดินทางต่อสู่ Lake Louise ระยะทางประมาณ 60 กม. ใช้เวลาราว 45 นาที เพื่อชมบรรยากาศยามเย็นของทะเลสาบชื่อดังแห่งเทือกเขาร็อกกี้

ที่พัก: Lake Louise

วันที่ 2: Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake

เริ่มต้นเที่ยว Lake Louise ทะเลสาบสีฟ้ามรกตที่มีฉากหลังเป็นธารน้ำแข็งวิกตอเรีย ได้ชื่อจากเจ้าหญิงหลุยส์ แคโรไลน์ อัลเบอร์ตา พระราชธิดาแห่งสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย จากนั้นไป Moraine Lake ระยะทางประมาณ 14 กม. ใช้เวลาราว 25 นาที ทะเลสาบแห่งนี้โด่งดังจากภาพสะท้อนของหุบเขา Ten Peaks และเคยปรากฏบนธนบัตรแคนาดา ต่อด้วย Emerald Lake ในอุทยานแห่งชาติโยโฮ ระยะทางจาก Lake Louise ประมาณ 65 กม. ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จุดเด่นคือผืนน้ำสีเขียวมรกตที่เกิดจากตะกอนธารน้ำแข็งละเอียดสะท้อนแสง

ที่พัก: Lake Louise

วันที่ 3: Lake Louise – Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefields – Jasper

ออกเดินทางบนเส้นทาง Icefields Parkway ถนนสายชมวิวระดับโลกจาก Lake Louise สู่ Jasper ระยะทางรวมประมาณ 230 กม. ใช้เวลาขับราว 4–5 ชั่วโมงไม่รวมแวะเที่ยว ระหว่างทางแวะ Herbert Lake จุดถ่ายภาพเงาสะท้อนภูเขาที่สงบนิ่ง และ Peyto Lake ทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมรูปทรงคล้ายหัวหมาป่า สีสันเกิดจากผงหินธารน้ำแข็งในน้ำ จากนั้นไป Columbia Icefields ทุ่งน้ำแข็งขนาดใหญ่แห่งเทือกเขาร็อกกี้ ซึ่งมีอายุหลายพันปี และชม Columbia Glacier Skywalk ทางเดินพื้นกระจกที่ยื่นออกเหนือหุบเขา ก่อนเดินทางถึงเมือง Jasper เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ให้บรรยากาศเงียบสงบและใกล้ชิดธรรมชาติ

ที่พัก: Jasper

วันที่ 4: Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island – Jasper Tramway

เที่ยวรอบเมือง Jasper เริ่มที่ Pyramid Lake และ Patricia Lake ซึ่งอยู่ห่างตัวเมืองเพียง 5–10 กม. ใช้เวลาขับประมาณ 10–15 นาที ทั้งสองแห่งมีชื่อเสียงเรื่องผืนน้ำใสสะท้อนแนวสนและเทือกเขาอย่างงดงาม จากนั้นเดินทางสู่ Maligne Lake ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบธารน้ำแข็งที่สวยที่สุดในแคนาดา และมี Spirit Island เกาะเล็กสัญลักษณ์สำคัญของแจสเปอร์ที่โด่งดังจากภาพถ่ายทั่วโลก ช่วงบ่ายขึ้น Jasper Tramway เพื่อชมวิวมุมสูงของเทือกเขาร็อกกี้และเมือง Jasper แบบกว้างไกล

ที่พัก: Jasper

วันที่ 5: Jasper – Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff

ออกจาก Jasper มุ่งหน้ากลับสู่ Banff โดยแวะ Athabasca Falls ระยะทางจาก Jasper ประมาณ 30 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที แม้น้ำตกจะไม่สูงมากแต่โดดเด่นด้วยพลังน้ำเชี่ยวกรากที่กัดเซาะหินแคนยอนอย่างรุนแรง ต่อไป Sunwapta Falls ระยะทางอีกประมาณ 30 กม. ใช้เวลาราว 25 นาที น้ำตกแห่งนี้เกิดจากแม่น้ำที่ได้รับน้ำจากธารน้ำแข็ง จึงมีสีน้ำขุ่นฟ้าเป็นเอกลักษณ์ ระหว่างทางแวะ Morant’s Curve จุดถ่ายภาพโค้งทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ Canadian Pacific Railway ซึ่งเป็นมุมคลาสสิกของเทือกเขาร็อกกี้ จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง Banff ระยะทางรวมจาก Jasper ประมาณ 290 กม. ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงไม่รวมแวะ

ที่พัก: Banff

วันที่ 6: Banff – Banff Gondola – Calgary – Vancouver

เที่ยว Banff Gondola ขึ้นสู่ยอด Sulphur Mountain ใช้เวลาเพียงประมาณ 8 นาที เพื่อชมวิวเมืองแบมฟ์ เทือกเขาร็อกกี้ และหุบเขาโดยรอบแบบ 360 องศา ภูเขานี้มีชื่อจากบ่อน้ำพุร้อนกำมะถันที่ค้นพบในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ จากนั้นเดินทางไปสนามบินแคลกะรี ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง เพื่อขึ้นเครื่องบินไปแวนคูเวอร์ และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 7: เดินทางข้ามเส้นเวลาสากล

อยู่ระหว่างการเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากเป็นเที่ยวบินระยะไกลและมีการเปลี่ยนเครื่อง รวมถึงผลจากการข้ามเขตเวลา

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 8: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาร็อกกี้แคนาดา

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม