Categories
11 Japan

ญี่ปุ่น โทโฮขุ ใบไม้เปลี่ยนสี

ญี่ปุ่น โทโฮขุ ใบไม้เปลี่ยนสี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ทุ่งโคเกีย Hitachi Kaihin Kōen: ปล่อยใจเดินเล่นกลางทุ่งพุ่มไม้สีแดงละมุนที่ย้อมภูเขาทั้งลูกให้ดูอบอุ่น
  • เมืองมรดกโลก Nikko: ซึมซับความขลังของศาลเจ้าโทโชกุ ท่ามกลางธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีที่โอบกอดเราไว้
  • หมู่บ้านโบราณ Ouchi-juku: ย้อนเวลาไปเดินเล่นในหมู่บ้านหลังคามุงฟางสุดคลาสสิก อดีตจุดพักของเหล่าซามูไร
  • วัดบนยอดเขา Yamadera: ค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นเขาไปไหว้พระ พร้อมชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีจากมุมสูงที่สวยคุ้มค่าเหนื่อย
  • โตรกผา Naruko: รอชมไฮไลต์รถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์กลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีเหมือนหลุดมาจากภาพวาด
  • ลำธาร Oirase: ฟังเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ทอดน่องชมใบไม้เปลี่ยนสีตลอดสายน้ำที่ช่วยฮีลใจจากความเหนื่อยล้าได้ดีที่สุด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: สนามบินสุวรรณภูมิ
นัดพบและเตรียมตัวออกเดินทาง

วันที่ 2: Tokyo – Hitachi Kaihin Kōen – Nikko
ชมโคเกียสีแดงทั่วเนินเขา เที่ยวเมืองมรดกโลกนิกโกะ พร้อมศาลเจ้าและวัดสำคัญ พักเมือง Nikko

วันที่ 3: Nikko – Lake Chuzenji – Kegon Waterfall – Ryuzu Falls – Kinugawa
ชมทะเลสาบซูเซนจิ น้ำตกเคงอน และน้ำตกริวซุ ท่ามกลางวิวใบไม้เปลี่ยนสี พักเมือง Kinugawa

วันที่ 4: Kinugawa – Ouchi-juku – Urabandai – Yamagata
เที่ยวหมู่บ้านโบราณโออุจิจูกุ ชมธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีที่อุราบันได ก่อนเข้าพักเมือง Yamagata

วันที่ 5: Yamagata – Yamadera – Naruko
สักการะวัดยามาเดระบนเขาพร้อมจุดชมวิวสวยงาม แล้วชมโตรกผานารุโกะที่เต็มไปด้วยสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พักที่ Naruko

วันที่ 6: Naruko – Hachimantai National Park – Hachimantai
เดินทางผ่านอุทยานแห่งชาติฮาจิมันไต แวะถ่ายรูปธรรมชาติและวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ระหว่างทาง พักเมือง Hachimantai

วันที่ 7: Hachimantai – Towada Lake – Oirase – Aomori
ชมทะเลสาบโทวาดะและลำธารโออิราเสะที่มีน้ำตกน้อยใหญ่และป่าไม้สวยงาม ก่อนเข้าพักเมือง Aomori

วันที่ 8: Aomori – Tokyo – สนามบิน
เดินทางกลับโตเกียว และเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถตู้ สำหรับคณะ 6-7 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ

พร้อมเช็กอินและเตรียมตัวออกเดินทางสู่ญี่ปุ่น เพื่อเริ่มทริปชมธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู

วันที่ 2: Tokyo – Hitachi Kaihin Kōen – Nikko

เดินทางจากโตเกียวไป Hitachi Kaihin Kōen ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง สวนริมทะเลขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องทุ่งดอกไม้ตามฤดูกาล โดยช่วงฤดูใบไม้ร่วงไฮไลต์คือ “โคเกีย” พุ่มกลมสีแดงสดที่ปกคลุมเนินเขาอย่างสวยงาม จากนั้นเดินทางต่อสู่ Nikko ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองมรดกโลกท่ามกลางขุนเขา เป็นศูนย์กลางศาสนาและธรรมชาติสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ศาลเจ้าโทโชกุ ศาลเจ้าหรูหราที่สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานโชกุนโทกูงาวะ อิเอยาสุ ผู้ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนเอโดะ โดดเด่นด้วยงานแกะสลักละเอียดและลวดลายสีทอง ศาลเจ้าฟูตาราซัน ศาลเจ้าเก่าแก่ที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาต่อภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของนิกโกะ สะพานชินเคียว สะพานสีแดงโบราณอันเป็นสัญลักษณ์ของนิกโกะ มีตำนานเล่าว่าสร้างขึ้น ณ จุดที่พระโชโด โชนินข้ามแม่น้ำได้อย่างอัศจรรย์ วัดรินโนจิ วัดสำคัญของนิกโกะ ก่อตั้งโดยพระโชโด โชนิน ผู้บุกเบิกพุทธศาสนาในพื้นที่นี้

ที่พัก: Nikko

วันที่ 3: Nikko – Lake Chuzenji – Kegon Waterfall – Ryuzu Falls – Kinugawa

ทะเลสาบซูเซนจิ เดินทางจากตัวเมืองนิกโกะประมาณ 40 นาที ทะเลสาบบนภูเขาที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟนันไตเมื่อหลายพันปีก่อน เป็นจุดชมวิวธรรมชาติและสีสันใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงาม Kegon Waterfall น้ำตกสูงประมาณ 97 เมตร หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น เกิดจากน้ำจากทะเลสาบซูเซนจิไหลตกลงจากหน้าผาสูงอย่างอลังการ น้ำตก Ryuzu ใช้เวลาเดินทางจาก Kegon ประมาณ 15–20 นาที น้ำตกที่ชื่อแปลว่า “หัวมังกร” เพราะสายน้ำแยกเป็นสองทางคล้ายเขามังกร รอบบริเวณโดดเด่นมากในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เดินทางสู่เมือง Kinugawa ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองออนเซ็นชื่อดังริมแม่น้ำ เหมาะแก่การพักผ่อนหลังเที่ยวธรรมชาติทั้งวัน

ที่พัก: Kinugawa

วันที่ 4: Kinugawa – Ouchi-juku – Urabandai – Yamagata

เดินทางจาก Kinugawa ไป Ouchi-juku ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง หมู่บ้านโบราณหลังคามุงฟางที่เคยเป็นเมืองพักแรมบนเส้นทางการค้าในสมัยเอโดะ บรรยากาศเหมือนย้อนเวลากลับไปยุคซามูไร เดินทางต่อสู่ Urabandai ประมาณ 2 ชั่วโมง พื้นที่ธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ Bandai-Asahi เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟบันไดในปี 1888 จนเกิดทะเลสาบ หนองน้ำ และภูมิประเทศที่สวยแปลกตา เหมาะกับการชมใบไม้เปลี่ยนสี เดินทางต่อไป Yamagata ประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองเงียบสงบกลางหุบเขา มีชื่อเสียงด้านบ่อน้ำพุร้อนและธรรมชาติสี่ฤดู

ที่พัก: Yamagata

วันที่ 5: Yamagata – Yamadera – Naruko

วัด Yamadera เดินทางจากตัวเมือง Yamagataประมาณ 30 นาที วัดเก่าแก่บนภูเขาที่ก่อตั้งมากว่า 1,000 ปี ผู้มาเยือนต้องเดินขึ้นบันไดหินท่ามกลางป่าและใบไม้เปลี่ยนสี ด้านบนมีจุดชมวิวสวยมาก จากนั้นเดินทางสู่ Naruko Gorge ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง โตรกผาสีสันสด in ฤดูใบไม้ร่วง เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงของภูมิภาคโทโฮคุ ไฮไลต์คือสะพานและแนวรถไฟที่ตัดผ่านหุบเขา เมือง Naruko เมืองออนเซ็นเก่าแก่ที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ทั้งยังมีชื่อเสียงเรื่องตุ๊กตาไม้โคเคชิพื้นเมือง

ที่พัก: Naruko

วันที่ 6: Naruko – Hachimantai National Park – Hachimantai

ออกเดินทางจาก Naruko สู่เขตอุทยานแห่งชาติ Hachimantai ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะถ่ายภาพวิวธรรมชาติและภูเขา พื้นที่ Hachimantai เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีภูมิประเทศแบบภูเขาไฟ ที่ราบสูง บึง และป่าไม้กว้างใหญ่ มีเสน่ห์มากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเพราะสีแดง ส้ม เหลือง ตัดกับแนวภูเขาอย่างสวยงาม เข้าพักในเมือง Hachimantai เมืองสงบกลางธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและสัมผัสบรรยากาศภูเขาของโทโฮคุ

ที่พัก: Hachimantai

วันที่ 7: Hachimantai – Towada Lake – Oirase Stream – Aomori

เดินทางไปทะเลสาบ Towada ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างเกือบกลม ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดอาโอโมริและอากิตะ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น ลำธาร Oirase ลำธารสายสวยที่ไหลออกจากทะเลสาบโทวาดะ ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร ตลอดทางมีน้ำตกเล็กใหญ่ โขดหิน ป่าไม้ และทางเดินธรรมชาติ เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีบรรยากาศโรแมนติกมาก เดินทางต่อสู่เมือง Aomori ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองปลายทางทางเหนือของเกาะฮอนชู โดดเด่นด้วยธรรมชาติ ออนเซ็น และวัฒนธรรมท้องถิ่น

ที่พัก: Aomori

วันที่ 8: Aomori – Tokyo – สนามบิน – กรุงเทพฯ

เดินทางจาก Aomori กลับ Tokyo โดยชินคันเซ็น ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง หรือหากเดินทางทางอากาศใช้เวลาบินประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางต่อสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปชมใบไม้เปลี่ยนสี เส้นทางธรรมชาติ ศาลเจ้าโบราณ และเมืองออนเซ็นที่สวยงามของญี่ปุ่น

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
11 Japan

ญี่ปุ่น คิวชู ใบไม้เปลี่ยนสี Unseen

ญี่ปุ่น คิวชู ใบไม้เปลี่ยนสี Unseen
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • วัด Nomiyama Kannonji ปล่อยใจให้สงบไปกับจุดชมใบไม้แดงที่สวยที่สุดในฟุกุโอกะ
  • วัด Raizansennyoji Taihioin รับพลังจากต้นเมเปิ้ลยักษ์ 400 ปีที่แผ่กิ่งก้านโอบกอดทั่วทั้งวัด
  • สวน Kunenan Garden เดินเล่นในสวนลับสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดให้เข้าชมเพียง 9 วันต่อปี
  • หุบเขา Takachiho Gorge ซึมซับความยิ่งใหญ่ของโตรกผาและสายน้ำตกที่สวยเหมือนหลุดไปอีกโลก
  • Kurokawa Onsen ฮีลใจในหมู่บ้านออนเซนโบราณกลางหุบเขาที่ทำให้เวลาเดินช้าลง
  • Sakurai Futamigaura นั่งฟังเสียงคลื่นชมวิวหินคู่รักศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลสุดโรแมนติก
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: สนามบินสุวรรณภูมิ
นัดพบและเตรียมตัวออกเดินทาง

วันที่ 2: Tokyo – Hitachi Kaihin Kōen – Nikko
ชมโคเกียสีแดงทั่วเนินเขา เที่ยวเมืองมรดกโลกนิกโกะ พร้อมศาลเจ้าและวัดสำคัญ พักเมือง Nikko

วันที่ 3: Nikko – Lake Chuzenji – Kegon Waterfall – Ryuzu Falls – Kinugawa
ชมทะเลสาบซูเซนจิ น้ำตกเคงอน และน้ำตกริวซุ ท่ามกลางวิวใบไม้เปลี่ยนสี พักเมือง Kinugawa

วันที่ 4: Kinugawa – Ouchi-juku – Urabandai – Yamagata
เที่ยวหมู่บ้านโบราณโออุจิจูกุ ชมธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีที่อุราบันได ก่อนเข้าพักเมือง Yamagata

วันที่ 5: Yamagata – Yamadera – Naruko
สักการะวัดยามาเดระบนเขาพร้อมจุดชมวิวสวยงาม แล้วชมโตรกผานารุโกะที่เต็มไปด้วยสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พักที่ Naruko

วันที่ 6: Naruko – Hachimantai National Park – Hachimantai
เดินทางผ่านอุทยานแห่งชาติฮาจิมันไต แวะถ่ายรูปธรรมชาติและวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ระหว่างทาง พักเมือง Hachimantai

วันที่ 7: Hachimantai – Towada Lake – Oirase – Aomori
ชมทะเลสาบโทวาดะและลำธารโออิราเสะที่มีน้ำตกน้อยใหญ่และป่าไม้สวยงาม ก่อนเข้าพักเมือง Aomori

วันที่ 8: Aomori – Tokyo – สนามบิน
เดินทางกลับโตเกียว และเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถตู้ สำหรับคณะ 6-7 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1

นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประตู 4 เคาน์เตอร์ H สายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG648 เวลา 01.00–08.10 น. เดินทางสู่ฟุกุโอกะ พักผ่อนตามอัธยาศัยหลังถึงญี่ปุ่น

วันที่ 2 Fukuoka – Itoshima

Nomiyama Kannonji Temple วัดดังสำหรับชมใบไม้แดง รายล้อมด้วยธรรมชาติสงบสวย และมีชื่อเสียงเรื่องบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง

Kamado Shrine ศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นนิยมมาขอพรเรื่องความรัก เชื่อกันว่าเป็นศาลเจ้าแห่งคู่รัก และยังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยมาก

Yusentei Park สวนญี่ปุ่นเก่าแก่ บรรยากาศร่มรื่น มีบ่อน้ำและมุมชมสวนแบบดั้งเดิม เหมาะกับการสัมผัสความงามแบบญี่ปุ่นแท

เดินทางจาก Fukuoka ไป Itoshima ระยะทางประมาณ 30–40 กม. ใช้เวลาราว 45 นาที–1 ชั่วโมง

ที่พัก: Itoshima

วันที่ 3 Itoshima – Saga – Kurume

Sakurai Futamigaura จุดชมวิวริมทะเลชื่อดัง มีหินคู่รักกลางทะเลผูกด้วยเชือกศักดิ์สิทธิ์ สื่อถึงความรักและความเป็นสิริมงคล

Raizansennyoji Taihioin Temple วัดเก่าแก่ที่มีต้นเมเปิ้ลอายุกกว่า 400 ปี เป็นไฮไลต์สำคัญของฤดูใบไม้แดง

Kankyo Geijutsu No Mori Park สวนศิลปะท่ามกลางธรรมชาติ งดงามด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี

Kunenan Garden สวนลับที่เปิดให้เข้าชมเพียง 9 วันต่อปี เดิมเป็นสวนส่วนตัว จึงมีความพิเศษและหาชมได้ยาก

เดินทางรวมค่อนข้างมากจาก Itoshima ผ่านหลายจุดจนถึง Kurume ระยะทางรวมประมาณ 140–180 กม. ใช้เวลารวมราว 3–4 ชั่วโมง

ที่พัก: Kurume

วันที่ 4 Kurume – Kumamoto

Daikozenji วัดเก่าแก่ที่มีชื่อเรื่องสวนสวย โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ทั่วบริเวณจะเต็มไปด้วยสีแดง เหลือง และส้ม

Kiyomizudera Honbo Garden สวนญี่ปุ่นที่สามารถชมวิวจากระเบียงพร้อมดื่มชาสไตล์ญี่ปุ่น ให้บรรยากาศสงบและคลาสสิก

Kumamoto เมืองสำคัญของภูมิภาคคิวชู และเป็นบ้านเกิดของคุมะมง มาสคอตชื่อดังของญี่ปุ่น

Takachiho Gorge หุบเขาธรรมชาติสวยงาม มีลำน้ำไหลผ่านกลางโตรกผา และมีน้ำตกมานาอิโนทาคิ ซึ่งมีตำนานเกี่ยวข้องกับดินแดนเทพเจ้าในความเชื่อญี่ปุ่นโบราณ

เดินทางจาก Kurume ลงสู่ Kumamoto และต่อไป Takachiho รวมระยะทางประมาณ 220–260 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ที่พัก: Kumamoto

วันที่ 5 Kumamoto – Kirishima – Miyazaki

Kumamoto Castle ปราสาทสำคัญของญี่ปุ่น สัญลักษณ์ประจำเมืองคุมาโมโตะ เด่นด้วยสถาปัตยกรรมแข็งแกร่งและประวัติศาสตร์ยุคซามูไร

Kirishima Jingu ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติ มีอุโมงค์ต้นไม้เปลี่ยนสีสวยงาม และเกี่ยวข้องกับตำนานเทพเจ้าญี่ปุ่น

Miyazaki เมืองชายทะเลบรรยากาศผ่อนคลาย มีชื่อเรื่องอาหารทะเลสดอร่อย

วันนี้เดินทางไกลจาก Kumamoto ผ่าน Kirishima ไป Miyazaki ระยะทางรวมประมาณ 220–250 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ที่พัก: Miyazaki

วันที่ 6 Miyazaki – Takachiho – Kurokawa Onsen

Takachiho Gorge ชมหุบเขาสวยอีกครั้งในบรรยากาศที่แตกต่าง โดดเด่นด้วยผาสูงชันและสายน้ำใส เป็นหนึ่งในสถานที่ธรรมชาติที่งดงามที่สุดของคิวชู

Kurokawa Onsen เมืองออนเซนโบราณเล็กๆ กลางหุบเขา ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและภูเขาไฟอาโซะ มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำร้อนบรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิม

เดินทางจาก Miyazaki ไป Takachiho และต่อไป Kurokawa Onsen ระยะทางรวมประมาณ 200–230 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ที่พัก: Kurokawa Onsen

วันที่ 7 Kurokawa Onsen – Yufuin – Beppu – Fukuoka

Yufuin เมืองเล็กน่ารักที่มีบรรยากาศอบอุ่น รายล้อมด้วยภูเขา เหมาะกับการเดินเล่น ถ่ายรูป และชมร้านรวงน่ารักๆ

Beppu เมืองออนเซนชื่อดังระดับโลก ได้รับฉายาว่าเมืองบ่อน้ำร้อนหรือบ่อนรก เพราะมีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติสีสันแปลกตาหลายแห่ง

Fukuoka เมืองใหญ่ของคิวชู เหมาะสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง และพักผ่อนตามอัธยาศัยก่อนเดินทางกลับ

เดินทางจาก Kurokawa ผ่าน Yufuin และ Beppu เข้าสู่ Fukuoka ระยะทางรวมประมาณ 170–200 กม. ใช้เวลาราว 3.5–4.5 ชั่วโมง

ที่พัก: Fukuoka

วันที่ 8

เดินทางไปสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG649 เวลา 11.40–15.40 น.

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

เยอรมัน คริสต์มาสต์มาร์เก็ต

เยอรมัน คริสต์มาสต์มาร์เก็ต
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • กอลมาร์ (Colmar) เดินทอดน่องในเมืองเทพนิยายลิตเติ้ลเวนิส ปล่อยใจไปกับบ้านเรือนสีพาสเทลริมน้ำที่ฮีลใจสุดๆ
  • มหาวิหารสตราสบูร์ก (Strasbourg) ตกหลุมรักความอลังการของวิหารหินทรายสีชมพูทั้งหลังที่งดงามจนต้องหยุดเวลาไว้
  • โรเธนเบิร์ก (Rothenburg) ย้อนเวลาสู่ยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติก แวะถ่ายรูปมุมมหาชนที่ Plönlein เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือนิทาน
  • เดรสเดิน (Dresden) ดื่มด่ำศิลปะบาโรกและชมสะพาน Rakotzbrücke ที่สะท้อนผิวน้ำเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบราวกับเวทมนตร์
  • ปราก (Prague) ซึมซับมนต์ขลังของเมืองเก่า เดินข้ามสะพานชาร์ลส์สุดคลาสสิก และรอดูนาฬิกาดาราศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านกาลเวลา
  • มิวนิก (Munich) ปิดท้ายทริปอย่างมีชีวิตชีวาที่จัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ที่ผสานความเก่าแก่และแหล่งช้อปปิ้งไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค

นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมตัวเดินทางสู่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเที่ยวบิน TG970 ของสายการบิน Thai Airways

วันที่ 2: ซูริค – กอลมาร์ – สตราสบูร์ก

เดินทางถึงซูริค แล้วออกเดินทางสู่เมืองกอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส เมืองเล็กบรรยากาศโรแมนติกที่มีชื่อเสียงเรื่องย่าน “ลิตเติ้ลเวนิส” โดดเด่นด้วยคลองเล็ก อาคารโบราณ และบ้านไม้สีสันสดใส จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองสตราสบูร์ก เมืองสำคัญริมพรมแดนฝรั่งเศส–เยอรมนี ชมมหาวิหารแห่งสตราสบูร์ก สถาปัตยกรรมโกธิกอันยิ่งใหญ่ที่สร้างจากหินทรายสีชมพู และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เด่นของเมือง พักค้างคืนที่สตราสบูร์ก

วันที่ 3: สตราสบูร์ก – ไฮเดลเบิร์ก – โรเธนเบิร์ก

เดินทางสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีเสน่ห์เหนือแม่น้ำเนคคาร์ ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก ซากปราสาทเรอเนสซองส์ที่มีชื่อเสียง และโบสถ์ Church of the Holy Spirit ใจกลางเขตเมืองเก่า จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองโรเธนเบิร์ก เมืองยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติกที่ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม เดินเล่นบริเวณ Market Square และถ่ายรูปกับ Plönlein มุมถ่ายภาพสัญลักษณ์ของเมือง พักค้างคืนที่โรเธนเบิร์ก

วันที่ 4: โรเธนเบิร์ก – นูเรมเบิร์ก

ออกเดินทางสู่เมืองนูเรมเบิร์ก เมืองประวัติศาสตร์สำคัญของเยอรมนีที่เกี่ยวข้องทั้งกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และเหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20 ชมปราสาท Nuremberg Castle ซึ่งตั้งเด่นบนเนินเขาและเป็นจุดชมวิวเมืองเก่าที่สวยงาม หากอยู่ในช่วงเทศกาล สามารถเดินชม Nuremberg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสชื่อดังที่มีบรรยากาศคึกคักและเก่าแก่แห่งหนึ่งของยุโรป พักค้างคืนที่นูเรมเบิร์ก

วันที่ 5: นูเรมเบิร์ก – แบมแบร์ก – เดรสเดิน

เดินทางแวะเที่ยวเมืองแบมแบร์ก เมืองมรดกโลกที่มีชื่อเสียงด้านผังเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศคลาสสิกริมแม่น้ำ จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองเดรสเดิน เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรกที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดของเยอรมนี ชมปราสาทเดรสเดน ซึ่งเป็นอดีตที่ประทับของราชวงศ์แซกโซนี พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 6: เดรสเดิน – Rakotzbrücke – เดรสเดิน

เที่ยวชมเมืองเดรสเดิน เริ่มจากพิพิธภัณฑ์ Green Vault ที่รวบรวมสมบัติและเครื่องราชูปโภคอันล้ำค่าของราชวงศ์ ต่อด้วยพระราชวังสวิงเกอร์ ผลงานสถาปัตยกรรมบาโรกอันงดงาม จากนั้นชมสะพาน Rakotzbrücke สะพานหินรูปโค้งอันมีชื่อเสียงที่เมื่อสะท้อนกับผิวน้ำจะดูคล้ายวงกลมเกือบสมบูรณ์ ปิดท้ายด้วยการชมโบสถ์ Dresden Frauenkirche ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูรณะเมืองหลังสงคราม และเดินเล่นที่ Brühl’s Terrace ริมแม่น้ำเอลเบอ พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 7: เดรสเดิน – ปราก

เดินทางสู่กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามและบรรยากาศคลาสสิก ชมปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตัส ศูนย์กลางอำนาจและศาสนาที่สำคัญของประเทศ เดินเล่นบนสะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่ที่เป็นหนึ่งในภาพจำของเมือง และชมความงดงามของนาฬิกาดาราศาสตร์บริเวณจัตุรัสเมืองเก่า พักค้างคืนที่ปราก

วันที่ 8: ปราก – มิวนิก

เดินทางสู่เมืองมิวนิก เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่ผสมผสานความทันสมัยกับเสน่ห์แบบบาวาเรียได้อย่างลงตัว จากนั้นเดินเล่นและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยบนถนนคนเดิน Neuhauser Strasse และ Kaufingerstrasse ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญใจกลางเมือง พักค้างคืนที่มิวนิก

วันที่ 9: มิวนิก – กรุงเทพฯ

เดินเล่นบริเวณจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ ใจกลางเมืองเก่าของมิวนิกที่รายล้อมด้วยอาคารสำคัญและบรรยากาศคึกคักของเมือง จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเที่ยวบิน TG925

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางท่องเที่ยวยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยเมืองเก่าแสนสวย มรดกทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางความตื่นเต้นของค่ำคืนก่อนออกเดินทางสู่ยุโรปกับเที่ยวบิน TG970 ของสายการบิน Thai Airways ปลายทางคือ “ซูริค” ประตูบานแรกของการเดินทางครั้งนี้ เมืองที่มักถูกจดจำในฐานะศูนย์กลางการเงินของสวิตเซอร์แลนด์ แต่สำหรับนักเดินทาง ซูริคคือจุดเริ่มต้นอันสง่างามของยุโรปกลาง เมืองที่มีทั้งความเนี้ยบ ความสงบ และเสน่ห์แบบคลาสสิก เป็นเหมือนการค่อย ๆ ปรับจังหวะหัวใจให้เข้าสู่โหมด slow travel อย่างนุ่มนวล

วันที่ 2: ซูริค – กอลมาร์ – สตราสบูร์ก

หลังเดินทางถึงซูริค เราออกเดินทางต่อสู่เมืองกอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองเล็กในแคว้นอาลซัสที่งดงามราวภาพประกอบในนิทาน กอลมาร์มีชื่อเสียงจากย่าน “ลิตเติ้ลเวนิส” ที่เต็มไปด้วยลำคลองเล็ก ๆ บ้านไม้โครงสีสด และอาคารเก่าแก่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ฝรั่งเศสผสมเยอรมันอย่างมีเสน่ห์ เมืองนี้แทบไม่ได้ชวนให้รีบเดิน แต่ชวนให้ค่อย ๆ ใช้สายตาเก็บรายละเอียดของหน้าต่างดอกไม้ ซุ้มประตูไม้ และบรรยากาศโรแมนติกที่ทำให้ทุกมุมดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองสตราสบูร์ก ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองสำคัญริมพรมแดนฝรั่งเศส–เยอรมนี ซึ่งมีประวัติยาวนานและผ่านการเปลี่ยนมือระหว่างสองวัฒนธรรมมาหลายครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่สตราสบูร์กจะมีบุคลิกเฉพาะตัว ทั้งสง่างามแบบฝรั่งเศสและเข้มขรึมแบบเยอรมัน ไไฮไลต์สำคัญคือมหาวิหารแห่งสตราสบูร์ก มหาวิหารโกธิกจากหินทรายสีชมพูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก ความละเอียดของลวดลาย การยืนตระหง่านกลางเมือง และเรื่องราวทางศาสนากับประวัติศาสตร์ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นหัวใจของเมืองอย่างแท้จริง

ค่ำคืนนี้พักค้างคืนที่สตราสบูร์ก

วันที่ 3: สตราสบูร์ก – ไฮเดลเบิร์ก – โรเธนเบิร์ก

เช้าวันใหม่เราออกจากฝรั่งเศสเข้าสู่เยอรมนี มุ่งหน้าสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเนคคาร์และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของเยอรมนี ด้วยภูมิทัศน์ของสะพานเก่า หลังคาเมืองโบราณ และเนินเขาที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ ไฮเดลเบิร์กเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กวี ศิลปิน และนักคิดมากมาย

ที่นี่เราจะได้ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก ซากปราสาทเรอเนสซองส์อันโด่งดังที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่กลับมีเสน่ห์ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เพราะร่องรอยความเสียหายจากสงครามและกาลเวลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความงาม นอกจากนี้ยังมี Church of the Holy Spirit ใจกลางเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมือง

จากนั้นเดินทางต่อสู่โรเธนเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงามจนเหมือนกาลเวลาเดินช้าลง เมื่อก้าวเข้าสู่ย่านเมืองเก่า จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของยุโรปในศตวรรษก่อนอย่างชัดเจน ทั้งกำแพงเมือง หอคอย ถนนหิน และบ้านหลังคาจั่ว เดินเล่นบริเวณ Market Square และไม่พลาดถ่ายรูปกับ Plönlein มุมเล็ก ๆ ที่กลายเป็นภาพจำของเมือง เพราะสวยเหมือนหลุดจากโปสการ์ด

พักค้างคืนที่โรเธนเบิร์ก

วันที่ 4: โรเธนเบิร์ก – นูเรมเบิร์ก

ออกเดินทางสู่เมืองนูเรมเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองที่มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เยอรมนี ทั้งในยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และในศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้เมืองนี้มีมิติที่น่าสนใจมากกว่าแค่ความสวยงามของเมืองเก่า นูเรมเบิร์กคือสถานที่ที่อดีตอันรุ่งเรืองและบทเรียนทางประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกันอย่างชัดเจน

ไฮไลต์ของวันนี้คือ Nuremberg Castle ปราสาทที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวเมืองเก่าได้อย่างสวยงาม ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในที่ประทับสำคัญของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความรุ่งเรืองของเมืองในอดีต และหากเดินทางมาในช่วงฤดูหนาว เมืองนี้ยังมี Nuremberg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของไวน์ร้อน ขนมอบ และบรรยากาศอบอุ่นที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก

พักค้างคืนที่นูเรมเบิร์ก

วันที่ 5: นูเรมเบิร์ก – แบมแบร์ก – เดรสเดิน

เช้านี้เราแวะเที่ยวเมืองแบมแบร์ก ใช้เวลาจากนูเรมเบิร์กประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองมรดกโลกที่ได้รับการยกย่องว่ามีผังเมืองเก่ายุคกลางสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ความโดดเด่นของแบมแบร์กอยู่ที่การวางตัวของอาคารโบราณริมแม่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบ และความงามที่ไม่พยายามอวดตัว เมืองนี้มีทั้งโบสถ์เก่า ศาลาว่าการกลางน้ำ และเสน่ห์แบบเมืองเล็กที่ชวนให้เดินช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียด

จากนั้นเดินทางต่อสู่เดรสเดิน ใช้เวลาประมาณ 3.5–4 ชั่วโมง เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรกที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญาว่าเป็น “ฟลอเรนซ์แห่งลุ่มแม่น้ำเอลเบอ” แม้เมืองจะเคยได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เดรสเดินก็ลุกขึ้นฟื้นคืนอย่างน่าทึ่ง จนกลายเป็นเมืองที่งดงามและทรงพลังทางความรู้สึกอย่างมาก เราจะได้ชมปราสาทเดรสเดน อดีตที่ประทับของราชวงศ์แซกโซนี ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางศิลปะและอำนาจของราชวงศ์ได้อย่างวิจิตร

พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 6: เดรสเดิน – Rakotzbrücke – เดรสเดิน

วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการใช้เวลาอย่างละเมียดละไมในเดรสเดิน เมืองที่ยิ่งดูยิ่งเห็นความงามซ่อนอยู่ในรายละเอียด เริ่มต้นด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ Green Vault สถานที่จัดแสดงสมบัติ เครื่องราชูปโภค และงานศิลป์ล้ำค่าของราชวงศ์แซกโซนี หนึ่งในคอลเลกชันที่งดงามที่สุดของยุโรป ที่นี่ไม่เพียงทำให้เราเห็นความหรูหรา แต่ยังสะท้อนยุคสมัยที่ศิลปะคือภาษาของอำนาจและศรัทธา

ต่อด้วยพระราชวังสวิงเกอร์ ผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมบาโรกที่ทั้งอ่อนช้อยและโอ่อ่าในเวลาเดียวกัน ลานกว้าง น้ำพุ และองค์ประกอบตกแต่งที่สมดุล ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนเวทีใหญ่ของศิลปะและความสง่างาม

จากนั้นออกเดินทางไปชมสะพาน Rakotzbrücke ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อเที่ยวจากเดรสเดิน สะพานหินรูปโค้งกลางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงจากภาพสะท้อนบนผืนน้ำจนดูคล้ายวงกลมเกือบสมบูรณ์ สะพานนี้มักถูกเรียกว่า “Devil’s Bridge” หรือสะพานปีศาจ ตามตำนานยุโรปที่เล่าว่าสะพานที่งดงามเกินมนุษย์จะสร้างได้ มักเป็นผลงานของปีศาจเอง เรื่องเล่าลักษณะนี้ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้สถานที่ดูน่าค้นหาและลึกลับมากขึ้น

กลับเข้าสู่เดรสเดินเพื่อชม Dresden Frauenkirche โบสถ์สำคัญที่เคยพังทลายในสงคราม ก่อนจะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเยียวยา การให้อภัย และการเริ่มต้นอีกครั้ง ปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นบน Brühl’s Terrace ริมแม่น้ำเอลเบอ จุดที่ได้รับฉายาว่า “ระเบียงแห่งยุโรป” เพราะเปิดมุมมองอันงดงามของสายน้ำและเส้นขอบฟ้าเมืองเก่า

พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 7: เดรสเดิน – ปราก

ออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในยุโรป ปรากมีเสน่ห์แบบที่ไม่ต้องพยายามมาก ถนนหิน อาคารยอดแหลม หอคอย และแสงสีทองที่ตกกระทบบนผิวอาคารเก่า ล้วนทำให้เมืองนี้ดูเหมือนฉากในนิยายแฟนตาซี

เราเริ่มต้นด้วยปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตัส ศูนย์กลางอำนาจและศาสนาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ปราสาทแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่สำคัญทางการเมือง แต่ยังเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติเช็กที่สืบทอดมายาวนานหลายศตวรรษ ต่อด้วยการเดินเล่นบนสะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่เหนือแม่น้ำวัลตาวาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นนักบุญและเรื่องเล่าทางศาสนา ทุกย่างก้าวบนสะพานเหมือนกำลังเดินผ่านประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนปิดท้ายด้วยนาฬิกาดาราศาสตร์ที่จัตุรัสเมืองเก่า ผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมยุคกลางที่ไม่เพียงบอกเวลา แต่ยังบอกถึงมุมมองจักรวาลของผู้คนในอดีต

พักค้างคืนที่ปราก

วันที่ 8: ปราก – มิวนิก

ออกเดินทางสู่เมืองมิวนิก ใช้เวลาประมาณ 4.5–5 ชั่วโมง เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่มีความมีชีวิตชีวาแบบเมืองสมัยใหม่ แต่ยังรักษาเสน่ห์แบบบาวาเรียไว้ได้อย่างชัดเจน มิวนิกไม่ใช่เมืองที่เร่งรีบเกินไป แต่เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม ทั้งในเรื่องสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ร้านค้า และจังหวะชีวิตของผู้คน

เมื่อมาถึงแล้ว สามารถเดินเล่นและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยบนถนนคนเดิน Neuhauser Strasse และ Kaufingerstrasse ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญใจกลางเมือง บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ และผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย การเดินในมิวนิกจึงไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง แต่เป็นการสัมผัสวิถีชีวิตของเมืองที่สมดุลระหว่างความคลาสสิกและความร่วมสมัย

พักค้างคืนที่มิวนิก

วันที่ 9: มิวนิก – กรุงเทพฯ

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง ใช้เวลาเดินเล่นบริเวณจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ หัวใจของเมืองเก่ามิวนิก ที่รายล้อมด้วยอาคารสำคัญและเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักของผู้คน เมืองนี้อาจไม่หวือหวาในแบบเมืองแฟนตาซีอย่างปราก หรือโรแมนติกละมุนแบบกอลมาร์ แต่มีความสง่างาม มั่นคง และน่าจดจำในแบบของตัวเอง เป็นบทสรุปที่ลงตัวของทริปยุโรปกลางครั้งนี้

จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเที่ยวบิน TG925 พร้อมความทรงจำที่ค่อย ๆ ถูกเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้านไปทีละภาพ ทีละเมือง ทีละความรู้สึก

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ปิดท้ายเส้นทางท่องเที่ยวยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยเมืองเก่าแสนสวย เรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ มหาวิหาร ปราสาท สะพาน และถนนหินที่ยังเก็บกลิ่นอายของวันวานไว้อย่างงดงาม ทริปนี้ไม่ใช่เพียงการเดินทางผ่านหลายประเทศ แต่คือการค่อย ๆ เปิดหน้าต่างบานเล็กบานน้อยไปสู่โลกอีกใบ โลกที่ทำให้เราอยากเดินช้าลง มองนานขึ้น และจำทุกช่วงเวลาได้ชัดเจนกว่าเดิม

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม