Categories
07-Jul 08-Aug China Tour

ทัวร์เขาไกรลาส ขุนเขาแห่งศรัทธา

logo-freedoka

Kailash

เมืองลาซา • Potala Palace • วัดเซรา • Barkhor Street • Yamdrok lake • ธารน้ำแข็ง Kharola Glacier • เจดีย์เจียนเซ่ คุมบุม • วัดทาชิลุนโป 
อาราม • Rongbuk Monastery • ชมยอดเขาเอเวอเรสต์ • หรือ ทะเลสาบมาปาม • ภูเขาไกรลาส • วัดโถหลิง 

วันที่จัดทริป

28 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เมืองลาซา
  • พระราชวังฤดูหนาว (Potala Palace)
  • วัดเซรา
  • Barkhor Street หรือ ถนนแปดเหลี่ยม
  • Yamdrok lake
  • ธารน้ำแข็ง Kharola Glacier
  • เจดีย์เจียนเซ่ คุมบุม (Gyangtse Kumbum Stupa)
  • วัดทาชิลุนโป (Tashilhunpo Monastery)
  • อาราม Rongbuk Monastery
  • ชมยอดเขาเอเวอเรสต์
  • ทะเลสาบมานัสโรวาร์ หรือ ทะเลสาบมาปาม
  • ภูเขาไกรลาส หรือ กังรินโปเซ
  • วัดโถหลิง (Tholing Monastery)
short brief
สรุปย่อทัวร์ไกรลาส

วันที่ 1 | Bangkok • Kunming • Lhasa
วันที่ 2 | Potala Palace • Sera Monastery • Barkhor Street
วันที่ 3 | Lhasa • Yamdrok lake • Karola Glacier • Gyantse Shigatse
วันที่ 4 | Shigatse • Tashi Lhunpo Monastery • Rongbuk
วันที่ 5 | EBC • Paiku Lake • Saga
วันที่ 6 | Saga • Zhongba • Lake Manasarovar • Chiu Gompa • Pulan
วันที่ 7 | Pulan • Darchen • Mt.Kailash
วันที่ 8 | Zanda • Guge Kingdom • Tholing monastery • Gar
วันที่ 9 | Ngari • Lhaza • Bangkok

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • พาหนะรับส่งพร้อมคนไทยนำเที่ยว
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าทำวีซ่า 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • อาหารกลางวันและเย็น

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริป ไกรลาส ที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

กรุงเทพ • คุนหมิง • ลาซา

Day 1

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน CHINA EASTERN AIRLINES (MU9622) 07.50-11.30 เดินทางไปยังเมืองลาซา โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง ต่อด้วย MU9737 15.25-18.05

18.05 ถึงเมืองลาซา เมืองหลวงของทิเบต เป็นดินแดนสวรรค์บนฟ้าที่เรียกขานกันว่า “หลังคาโลก” ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,650 เมตร ออกซิเจนที่ลาซาจึงค่อนข้างเบาบาง ปัจจุบันทิเบตเป็นเขตปกครองตนเองเทียบเท่ามณฑลหนึ่งของประเทศจีน ในปี ค.ศ. 1951 ทางประเทศจีนได้ใช้กำลังทหารจากเมืองเฉินตูบุกเข้ายึดครองทิเบต ทำให้องค์ดาไลลามะ ต้องอพยพออกจากทิเบตพร้อมด้วยผู้ติดตามอีกประมาณ 5 หมื่นคนและได้ไปตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ของตนเองในประเทศอินเดียและเนปาลเพราะเนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก มีความกดดันอากาศสูงกว่าปกติอาจจะทำให้มีอาการอ่อนเพลียบ้าง หรือปวดศีรษะ บางทีอาจท้องเสีย ท่านต้องพักผ่อนมากๆ ที่สำคัญ ไม่ควรอาบน้ำ สระผม หรือสูบบุหรี่ทันที

คืนนี้พักที่ Lasha

Day 2

พระราชวังโปตาลา • วัดเซรา • ช้อปปิ้งถนนแปดเหลี่ยม

ชมสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าและถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมชั้นยอดของทิเบต นั่นคือ พระราชวังฤดูหนาว (Potala Palace) โปตาลาของดาไลลามะ (คำว่า โปตาลา หมายถึง ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์) เป็นอาคารขนาดใหญ่หลากสีสันทั้งขาว แดง และเหลือง ซึ่งแต่ละสีจะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงลักษณะของการใช้งาน พระราชวังโปตาลามีทั้งหมด 13 ชั้น มากกว่า 1,000 ห้อง ผู้ไปเยือนจึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ต่างๆทั่วทั้งเมืองลาซาได้อย่างถนัดตา

เยี่ยมชม วัดเซรา (Sera Monasty) ในภาษาทิเบต คำว่า “เซรา” แปลว่า สวนกุหลาบป่า เพราะในอดีตนั้นบริเวณนี้เคยเป็นดงดอกกุหลาบจำนวนมากนั่นเอง วัดเซราตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาตาติปู สร้างเมื่อ ค.ศ. 1419 โดยศิษย์รูปหนึ่งของท่านซองฆะปะ ท่านซองฆะปะนั้นเป็นผู้ปฏิรูปและก่อตั้งพุทธศาสนาลัทธิเกลุคปะ และยังเป็นอาจารย์ของดาไลลามะที่ 1 อีกด้วย

ช้อปปิ้งเดินเลือกซื้อเลือกชมสินค้าได้อย่างอิสระ ที่ตลาดท้องถิ่น Barkhor Street หรือ ถนนแปดเหลี่ยม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลาซา บริเวณนี้นับว่าเป็นศูนย์รวมของศาสนาและวัฒนธรรมของชาวทิเบต ตลอดจนเหล่าบรรดา สินค้าหัตกรรมพื้นบ้านต่างๆ ที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง ทำให้เห็นวัฒนธรรม และวิถีของชาวทิเบตที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมอยู่เสมอ

คืนนี้พักที่ Lasha

Day 3

เมืองซิกัตเซ่ • Yamdrok lake • ธารน้ำแข็ง Kharola Glacier • เจดีย์ เจียนเซ่ คุมบุม

ไปยังเมืองซิกัตเซ่ โดยระหว่างทางแวะชมหนึ่งในสามทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดของทิเบต Yamdrok lake (สามทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ คือ Namtso, Manasarovar, Yamdrok) ทะเลสาบแห่งนี้มีที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ Yarlong Tsangpo ในเขต Shannan และห่างจากทิเบตไปทางทิศใต้ราว 100 กม.

ชมความมหัศจรรย์ของธารน้ำแข็ง Kharola Glacier ได้อย่างถนัดตา ถือว่าเป็นการชมธารน้ำแข็งที่ใกล้ชิดมากๆ

ชม เจดีย์เจียนเซ่ คุมบุม (Gyangtse Kumbum Stupa) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตและยังเป็นสถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยมที่ทำให้ชาวทิเบตรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก โดยความพิเศษของเจดีย์แห่งนี้คือตรงกลางของสถูปเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเส้นทางอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำไปสู่การปลดปล่อยทางจิตวิญญาณหรือมัณฑาลา (Mandala) นอกจากนี้ท่านจะได้ชมศิลปะอันสวยงามของภาพจิตรกรรมฝาผนังที่รังสรรค์ขึ้นจากฝีมือของชาวเนปาล ซึ่งได้วาดไว้ตั้งแต่เมื่อศตวรรษที่ 15

คืนนี้พักที่ Shigatse

Day 4

วัดทาชิลุนโป • อาราม Rongbuk Monastery

ชม วัดทาชิลุนโป (Tashilhunpo Monastery) ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1447 โดยองค์ดาไลลามะที่ 1 ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานและลูกศิษย์ของซองคาปา วัดทาชิลุนโป มีความสำคัญคือ เป็นที่พำนักของปัญเชนลามะ ที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำทางศาสนาระดับสูงรองลงมาจากดาไลลามะ ภายในบริเวณวัดมีการสร้างสถูปอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้ทองคำและเครื่องประดับอื่นๆที่มีค่า เนื่องจากสถูปแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาพระศพขององค์ดาไลลามะ และปันเชนลามะ รวม 10 พระองค์ นอกจากนี้ยังมีรูปเคารพของพระศรีอริยเมต-ไตรย ซึ่งมีขนาดใหญ่สูง 26 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายใน

ชมอาราม Rongbuk Monastery โดยเดินเท้าเพื่อข้ามช่องเขานันปามายังวัดแห่งนี้ อันถือได้ว่าเป็นที่พึ่งทางจิตใจและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการแสวงบุญของชาวเชอร์ปา ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาเอเวอเรสต์ในเขตฆัมบู ประเทศเนปาล จึงนับได้ว่าอารามแห่งนี้เป็นศาสนสถานทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง และยังเป็นอารามที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ที่ระดับความสูง 5,154 เมตรจากระดับน้ำทะเล สำหรับด้านหน้าจะมี Chorten (สถูปทิเบต) สีขาวขนาดใหญ่ โดยสถูปนี้สูงถึง 30 เมตร นับเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในทิเบต

คืนนี้พักที่ Rongbuk

Day 5

ชมยอดเขาเอเวอเรสต์ • ทะเลสาบไพกู • เมือง Saga

ชมความงดงามอันน่าอัศจรรย์ของยอดเขาทรงสามเหลี่ยมที่เด่นตระหง่านอยู่ช่องเขา หรือที่รู้จักกันดีในนาม “เอเวอเรสต์” ท้าลมหนาวท่ามกลางหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วภูเขา

ชม ทะเลสาบไพกู Peiku Lake ทะเลสาปรูปร่างเก๋ๆ เพราะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับปาท่องโก๋ ล้อมรอบไปด้วยทิวเขาสูงตระหง่านที่มีความสูงราว 5700-6000 เมตร ส่วนหัวของทะเลสาบหันไปทางทิศเหนือ และตอนท้ายของทะเลซึ่งเป็นทางทิศใต้นั้น มีลักษณะเป็นแอ่งขนาดใหญ่กว่าตอนกลางของทะเลที่มีลักษณะยาวคอด จึงมีรูปร่างเหมือนกับปาท่องโก๋นั่นเอง โดยตัังอยู่บนความสูง 4,591 เมตร ทางตอนใต้ของแม่น้ำยาร์ลุงซางโป หรือแม่น้ำพรมบุตร ส่วนน้ำในทะเลสาบนั้นเป็นน้ำที่ไหลมาจากธารน้ำแข็งทางตอนเหนือเรื่อยมาจนถึงตอนใต้ และไม่มีน้ำไหลออกมาหลายพันปีแล้ว จึงทำให้มีสภาพเป็นน้ำกร่อย โดยรอบของทะเลสาบอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติและสัตว์ป่าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ม้าป่า ลาป่า เป็นต้น

เดินทางไปยัง เมือง Saga (เดินทางประมาณ 8 ชม.) โดยระหว่างทางท่านจะได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติที่สรรค์สร้างได้อย่างลงตัว เต็มไปด้วยเนินเขาที่สูงและกว้างใหญ่ มีทุ่งหญ้าขึ้นเป็นหย่อมๆ และทุ่งหญ้ากว้างในที่ลุ่มน้ำขัง ชมวิถีชีวิตของสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจามรี แพะ แกะ ที่ออกหากินกลางทุ่งและริมแม่น้ำ จนกระทั่งถึงช่วงเย็นๆ จะเดินทางถึงเมืองซาก้า

คืนนี้พักที่ Saga

Day 6

เดินทางไปจงป้า • ทะเลสาบมานัสโรวาร์ • Chiu Gompa • Pulan

เดินทางไปยังจงป้า (ประมาณ 4 ชม.) เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของทะเลสาบชิงหู (Qinghu) เมืองนี้เป็นที่รู้จักจากสถาปัตยกรรมทิเบตแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา ตั้งขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 โดยลามะชื่อจงคาปา (Zongkapa) ผู้ก่อตั้งนิกายเกลุก (Geluk) ซึ่งเป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในทิเบต จงคาปาเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้กับเมืองจงป้าและใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กของเขาที่นั่น เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดกานเด็น (Ganden) ซึ่งเป็นวัดหลักของนิกายเกลุก

ชมทะเลสาบมานัสโรวาร์ หรือ ทะเลสาบมาปาม (Mapham Yum-Tso) หมายถึง ทะเลสาบแห่งชัยชนะ ลักษณะของน้ำทะเลสาบที่นี่จะเป็นสีฟ้า ตัดสลับกับทุ่งหญ้าสีแดงอันกว้างใหญ่ และมีเทือกเขาหิมะกูร์ล่ามันดาทาโดดเด่นเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง

ชมวัด Chiu Gompa เป็นหนึ่งในวัดทิเบตที่เก่าแก่และสำคัญที่สุด สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 11 และได้รับการบูรณะมาเป็นระยะ ๆ ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงเหนือหมู่บ้านเล็กๆ ล้อมรอบด้วยทิวทัศน์อันตระการตาของเทือกเขาหิมาลัย ประกอบด้วยอาคารหลายหลัง รวมถึงวิหารหลัก และหอระฆัง อาคารเหล่านี้ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมทิเบตแบบดั้งเดิม เป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญสำหรับชาวทิเบต ในแต่ละปี ผู้คนจากทั่วทิเบตและที่อื่นๆ จะมาเยี่ยมชมวัดเพื่อนมัสการพระและเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา

เดินทางไปเมือง Pulan

คืนนี้พักที่ Pulan

Day 7

ไปเมือง Darchen • ภูเขาไกรลาส

เดินทางไปยังเมือง Darchen ชุมชนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในอำเภอผู่หราง ซึ่งถือเป็นด่านหน้าสำหรับผู้จาริกแสวงบุญชาวบอน (Bonpo) พุทธ ฮินดู และเชน

ภูเขาไกรลาส หรือ กังรินโปเซ (“ไกรลาส” หรือ “ไกลาส” เป็นคำวิเศษณ์ในภาษาสันสกฤต แปลว่า “สีเงินยวง”) เป็นยอดเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย ที่ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยมีอายุมากกว่า 50 ล้านปีมาแล้ว อีกทั้งยังถือได้ว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาต่างๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณที่ถือกำเนิดในประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ ฮินดู เซน และบอนของชาวทิเบตโบราณ เพราะแต่ละศาสนามีความเชื่อว่า ภูเขาไกรลาสแห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลและเชื่อว่า เขาไกรลาส คือ เขาพระสุเมรุ ตามหลักความเชื่อจักรวาลในพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกันเขาไกรลาสยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ ในทวีปเอเซีย นอกจากนี้ ภูเขาไกรลาส ยังมีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากถึง 22,020 ฟุต เป็นภูเขาสูงลำดับที่ 32 ของโลก และสูงเป็นลำดับที่ 19 ของเทือกเขาหิมาลัย ที่โอบล้อมภูเขาไกรลาสไว้อย่างสวยงาม ระหว่างนี้ ท่านจะได้ชมภาพที่ผู้ศรัทธาจากหลากหลายศาสนา เดินทางมาจาริกแสวงบุญ ด้วยการเดินเท้าอย่างสำรวมไปยังจุดสักการะของแต่ละศาสนา เดินผ่านประตู Star Gate ที่ชาวทิเบตมีความเชื่อมาแต่เดิมว่า หากใครได้เดินผ่านประตูแห่งนี้แล้วจะได้ไปสู่ภพภูมิใหม่ที่ดี

คืนนี้พักที่ แถวๆ เขาไกรลาส

Day 8

เมืองกู่เก๋อ • วัดโถหลิง

เดินทางไปเมืองกู่เก๋อ เป็นดินแดนที่ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอะรีหรือทิเบตตะวันตกในปัจจุบัน บริเวณใกล้กับชายแดนจีน-อินเดีย มีเมืองหลวงเดิมชื่อซานด้า (Zanda) มีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสัตเลจหรือแม่น้ำแดง ชมความสวยงามแปลกตาของภูมิประเทศที่ปรากฎอยู่โดยรอบเมืองซานด้า ที่มีลักษณะเป็นโตรกผาสูง สาเหตุเนื่องมาจากน้ำกัดเซาะหินทรายแดงเป็นเวลานานจนกลายเป็นร่องลึก แต่เดิมมีการสันนิษฐานว่า พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่มาก่อน แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการยกตัวของเทือกเขาหิมาลัย จึงทำให้บริเวณนี้ต้องถูกยกตัวสูงตามไปด้วย น้ำในทะเลสาบจึงแห้งขอดไปในที่สุด ขณะที่พื้นดินที่อยู่ก้นทะเลสาบได้ถูกน้ำและลมกัดเซาะเป็นเวลานานนับล้านปี จึงเกิดภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นโตรกผาสูง คล้ายคลึงกับแกรนด์แคนยอนของอเมริกานั่นเอง

วัดโถหลิง (Tholing Monastery) อยู่ในเมืองซานด้า เป็นพุทธสถานที่สำคัญที่สุดของทิเบตตะวันตก คำว่า Tholing ภาษาทิเบตแปลว่าบินอยู่บนฟ้าตลอดกาล ในวัดมีภาพจิตกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงามด้วยโทนสีอ่อนต่างจากภาพอื่นๆ ที่ใช้สีฉูดฉาดเน้นสีแดงเป็นหลัก ยังมีภาพเล่าพระราชประวัติของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ และนิพพาน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังเมือง Gar County

คืนนี้พักที่ Gar

Day 9

Ngari • เดินทางกลับลาซา • สนามบิน

เดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ โดยสายการบิน Tibet Airlines เที่ยวบินที่ TV9944 10.00-12.00 บินกลับเมืองลาซา จากนั้นต่อเครื่องกลับกรุงเทพ โดยสาบการบิน China Eastern Airlines เที่ยวบินที่ MU9738 15.45-17.55 ต่อด้วย MU9621 20.45

22.15 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
08-Aug 2024 SouthAsia Tour

ทัวร์เลห์ ซันสการ์ ปุกเตา

Leh Ladahk

Zanskar • Phuktal

เมืองเลห์ • Nubra Valley • Turtuk Village • ทะเลสาบแปงกอง • Thiksey Monastery • Shey Palace • Magnetic Hill • จุดชมวิว Sangam • วัดลามายยูรู • วัด Phuktal • Manali

วันที่จัดทริป

9 – 20 สิงหาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เมืองเลห์
  • Shanti Stupa
  • Nubra Valley
  • Turtuk Village
  • ทะเลสาบแปงกอง
  • Thiksey Monastery
  • Shey Palace
  • Magnetic Hill
  • จุดชมวิว Sangam
  • วัดลามายยูรู
  • วัด Phuktal
  • Manali
short brief
สรุปย่อทัวร์เลห์ มะนาลี

วันที่ 1 |พบกันที่สนามบิน ออกเดินทางไปเดลี • ต่อไฟล์ทไปยังเมือง Leh
วันที่ 2 | Leh • Nubra Valley (128 Kms | approx. 4-5 hrs)
วันที่ 3 | Hunder • Turtuk • Thang • Hunder (190 Kms I approx. 6-7 hrs)
วันที่ 4 | Nubra • Pangong Lake via Shyok River Road (150 Kms | approx. 6-7 hrs)
วันที่ 5 | Pangong Lake • Leh (140 Kms | approx. 4-5 hrs)
วันที่ 6 | Leh • Lamayuru • Sham Valley (170 Kms | approx. 5-6 hrs)
วันที่ 7 | Sham Valley • Lingshed • Padum (215 kms | approx. 7-8 hrs)
วันที่ 8 | Padum Sightseeing (104 Kms | approx. 5-6 hrs)
วันที่ 9 | Padum • Jispa via Phuktal ( 150 kms | approx. 6-7 hrs)
วันที่ 10 | Jispa • Manali (95 Kms I approx. 3-4 hrs)
วันที่ 11 | Manali • Leh • Delhi • Bangkok

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าวีซ่า
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่ม นอกเหนือจากรายการ
  • ค่าแปลเอกสารยื่นวีซ่า (ถ้ามี)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปเลห์ที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG331 23.15-02.15

Day 2

เดลี • เลห์

รอต่อเครื่องอาคารภายในประเทศ เพื่อเดินทางสู่ เลห์ โดยสายการบิน Indigo เที่ยวบินที่ 6E2006 06.30

07.50 ถึงเมืองเลห์ พักปรับสภาพร่างกายที่โรงแรมกันก่อน

ช่วงบ่ายๆเย็นๆ ออกมาเดินเล่น เยี่ยมชมตลาดเลห์ ที่คึกคัก และมีชีวิตชีวา และเหมาะแก่การหาซื้อสินค้าที่ระลึก ของกิน และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น

ชม พระราชวังเลห์ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 และเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งลาดัก ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุ และงานศิลปะจากภูมิภาคนี้

เยี่ยมชม Shanti Stupa ที่สร้างขึ้นในปี 1991 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความสามัคคี เป็นจุดชมวิวเมืองเลห์และเทือกเขาหิมาลัยที่สวยงาม

พักที่เมือง Leh

Day 3

Leh • Nubra Valley (128 Kms | approx. 4-5 hrs)

เดินทางไปยัง Nubra Valley ที่อยู่ทางตอนเหนือของเลห์ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำชย็อก (Shayok river) ไหลผ่าน มีอากาศอบอุ่นกว่าเลห์ และมีความสูงที่ต่ำกว่า ทำให้อากาศสบายๆ และเหมาะแก่การปลูกผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล แอปปิคอตช่วงกรกฎาคม – สิงหาคม สองข้างทางจะเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้

ไปขี่อูฐซาฟารี (อูฐสองหนอกซึ่งพบได้เฉพาะในลาดักและมองโกเลีย) ที่เนินทรายระหว่าง Deskit และหมู่บ้าน Hundur ซึ่งเป็นเนินทรายสองลูกที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา นักท่องเที่ยวนิยมมาที่นี่เพื่อเล่นสกีบนเนินทราย ขี่อูฐ และเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่สวยงาม

คืนนี้พักที่ Nubra Valley

Day 4

Hunder • Turtuk • Thang • Hunder (190Kms I approx. 6 - 7 hrs)

Hunder เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 800 คน ตั้งอยู่บนความสูง 10,800 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล

เดินทางต่อไป หมู่บ้าน Thang หมู่บ้านสุดท้ายของอินเดียบริเวณชายแดนอินเดีย – ปากีสถาน หมู่บ้านนี้ถูกชาวอินเดียยึดครองจากปากีสถาน ปี 1971

ระหว่างทางแวะ Turtuk หมู่บ้านเล็กๆ หรือ สวรรค์ลับบนดิน ที่แห่งนี้ Iow altitude วิวทิวทัศน์ที่นี่จะเป็นสีเขียวซึ่งแตกต่างจากสถานที่อื่นๆ Turtuk มีชื่อเสียงในเรื่องเส้นทางการค้าสายไหมหรือเส้นทางสายไหม ที่หมู่บ้านเป็นเชื้อชาติผสมของรัสเซียและตุรกี และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นในลาดักห์

คืนนี้พักที่ Nubra Valley

Day 5

Nubra • Pangong Lake (150 Kms | approx 6 - 7 hrs)

เดินทางไปยัง ทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) หรือ ผางกงโฉ (Pangong Tso) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือมีความสูงถึง 4320 เมตร จากระดับน้ำทะเล น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม และจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามมุมของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงกระทบผืนน้ำ

Pangong Lake ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา Himalaya และ Trans-Himalaya ในภูมิภาค Ladakh ทะเลสาบยาว 134 กิโลเมตร (83 ไมล์) และกว้าง 5 กิโลเมตร (3 ไมล์) โดยพื้นที่ประมาณ 604 ตารางกิโลเมตร (233 ตารางไมล์) ประมาณ 60% ของทะเลสาบอยู่ในอินเดีย ส่วนที่เหลืออยู่ในจีน

พักที่ Pangong Lake

Day 6

Pangong Lake • Leh • Thiksey • Shey (140 Kms | approx. 4-5 hrs)

ทะเลสาบแปงกองมีลักษณะที่สวยงามและเป็นที่รู้จักในหนังสือเรื่อง “Lost Horizon” กล่าวถึงที่นี่ว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” และก็เป็นที่รู้จักกันด้วยภาพยนตร์อินเดียชื่อดัง ” The 3 Idiots” ซึ่งถ่ายทำในสถานที่นี้ สีของน้ำในทะเลสาบ มีสีน้ำเงินเข้มถึงสีเทอร์คอยส์ ขึ้นอยู่กับแสงแดดและสภาพอากาศ
ชื่นชมกับบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบก่อนเดินทางกลับเมืองเลห์ (ประมาณ 5 ชม)

แวะชม Thiksey Monastery ที่มีสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับวังโปตาลา ในธิเบต จึงได้ชื่อว่าเป็นทิเบตน้อย เป็นวัดในนิกายหมวกเหลือง หรือ นิกายเกลุกปะ อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเชย์ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย์ ซึ่งมีความสูงเท่าอาคารสองชั้น

ชม Shey Palace สร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อน เนื่องจากในสมัยก่อนเมือง Shey เป็นเมืองหลวง ในช่วงฤดูร้อนของอาณาจักรลาดักห์ สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อ ระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Sangge Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุนี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

พักที่เมือง Leh

Day 7

Leh • Sham Valley (170 Kms | approx. 5-6 hrs)

เดินทางไป Lamayuru ระหว่างทาง
แวะชม Gurudwara Pathar Sahib ศาสนสถานสำคัญของศาสนาซิกข์ ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 1600 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล เชื่อกันว่ากูรูนานัก กูรูองค์แรกของศาสนาซิกข์ เคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1517 เพื่อระลึกถึงการเยือนของท่าน ว่ากันว่ากูรูนานักนั่งสมาธิอยู่ที่จุดนี้เป็นเวลาหลายวัน หินก้อนใหญ่ (Pathar) ที่กูรูนานักนั่งสมาธินั้นยังคงอยู่ภายในศาสนสถาน

แวะทดสอบความมหัศจรรย์ของ Magnetic Hill หรือเนินเขาแม่เหล็ก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งใน Leh ตั้งอยู่บนทางหลวง Leh-Kargil ห่างจาก Leh ประมาณ 30 กิโลเมตร เนินเขาแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังจากปรากฏการณ์ รถที่จอดไว้บนเนินเขาโดยไม่ได้เบรค จะไหลขึ้นเนินเอง นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันน่าทึ่งนี้

ชมแม่น้ำ 2 สี ณ จุดชมวิว Sangam (จุดบรรจบกันของแม่น้ำซันสการ์ ที่มีสีฟ้า และแม่น้ำสินธุที่มีสีเขียวขุ่น)

แวะถ่ายรูป อารามลิเกอร์ (Likir Monastery) วัดนิกายเกลุกปะ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในหมู่บ้าน Likir อารามแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระศรีอารยเมตไตรย ขนาดสูง 23 เมตร ที่เพิ่งสร้างเสร็จในปี 1999

พักที่ Sham Valley

Day 8

Sham Valley • Lamayuru • Padum (215 kms | approx. 7-8 hrs)

ออกเดินทางสู่ Padum เมืองเล็กๆ แต่เป็นเมืองหลวงหรือเมืองหลัก และศูนย์กลางการบริหารของซันสการ์ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่กี่พันคน ปัจจุบันเริ่มมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น มีโรงแรม โฮมสเตย์ ที่ทำการไปรษณีย์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และ ร้านอาหารหลายแห่งสำหรับนักท่องเที่ยว

แวะชม วัดลามายยูรู (Lamayuru Monastery) วัดพุทธแบบทิเบต ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในหุบเขา Lamayuru วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 เป็นหนึ่งในอารามที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดใน Ladakh

แวะชม Lingshed Monastery เป็นวัดพุทธแบบทิเบต สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นที่รู้จักจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมที่สวยงาม

คืนนี้พักที่ Padum

Day 9

Padum Sightseeing (104 Kms | approx. 5-6 hrs)

ชม พระราชวัง Zangla พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ Zanskar ปัจจุบัน พระราชวัง Zangla อยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของหุบเขา Zanskar จากบนพระราชวัง

Stongdey เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เป็นที่รู้จักจาก วัด Stongdey Monastery สร้างในศตวรรษที่ 11 เป็นวัดพุทธแบบทิเบต นิกายเกลุกปะ ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นอันดับ 2 ในหุบเขา Zanska อยู่ห่างจาก Padum ราว 20 กิโลเมตร เป็นวัดที่เหมาะแก่การชมทิวทัศน์มุมสูงของ ซันสการ์

ชมอีก 2 วัดสำคัญ ของหุบเขาซันสการ์ วัด Karsha วัดที่ใหญ่ที่สุดของหุบเขาซันสการ์ ภายในวัดมีหินแกะสลักโบราณอยู่หลายจุด และ Sani Gompa ที่เชื่อกันว่า เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุด ของหุบเขาซันสการ์

พักที่ Padum

Day 10

Padum • Jispa via Phuktal ( 150 kms | approx. 6 - 7 hrs)

เดินทางไปยัง Jispa ผ่าน Shinku La (16,580 ฟุต) ระหว่างทางไปเยี่ยมชม Bardan Monastery อารามนี้เป็นที่รู้จักจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมที่สวยงาม รวมทั้งห้องสมุดที่มีหนังสือและต้นฉบับโบราณ

ชมวัด Phuktal ที่ก่อนปี 2023 เคยเป็นวัดที่เข้าถึงได้ ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยผู้ลี้ภัยทางศาสนาจากทิเบตและเป็นที่รู้จักจากถ้ำและภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม ตัวอาคารสร้างจากไม้และโคลนอยู่ลึกเข้าไปในหน้าผา ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังและเพดานประกอบไปด้วยอาคารย่อยๆ ประมาณ 70 อาคาร อันได้แก่ ห้องห้องสมุด สวดมนต์ และอื่นๆ ปัจจุบันวัดกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของการแสวงบุญสำหรับพุทธศาสนาในทิเบต และกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว

เดินทางถึง Jispa ช่วงเย็นๆ

พักที่ Jispa

Day 11

Jispa • Manali (95 Kms I approx. 3-4 hrs) • Leh

เดินทางไป Manali ผ่านอุโมงค์ Atal มะนาลี ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ระดับความสูง 2,050 เมตร (6,730 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล และล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าไม้ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ผ่านชมทิวทัศน์ Lahaul Valley หุบเขาที่สวยงาม เป็นส่วนหนึ่งของเขต Lahaul และ Spiti ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องภูมิประเทศที่สูงชัน ทิวทัศน์ วัฒนธรรมพุทธ และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์

ผ่านแม่น้ำ Bhaga และ Chandra เป็นแม่น้ำสายหลักสองสายในหุบเขา Lahaul ของรัฐ Himachal Pradesh ประเทศอินเดีย แม่น้ำทั้งสองสายไหลผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม

เดินทางถึง Manali ช่วงเที่ยงๆ ชมเมืองเก่า Old Manali ตั้งอยู่บนเนินเขาอันเงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหม่ เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบดั้งเดิม โรแมนติก และน่าค้นหา ถนนที่ปูด้วยหินเรียงรายไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และเกสท์เฮาส์แบบดั้งเดิม บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของชา Masala และเสียงดนตรีพื้นเมือง

เดินทางต่อไปยังเมืองเลห์ (ประมาณ 4 ชม)

พักที่ Leh

Day 12

Leh • Delhi • Bangkok

อิสระช่วงเช้า จนถึงเวลาเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อบินสู่เดลี โดยสายการบิน Indigo เที่ยวบินที่ 6E2402 13.55-15.20 รอต่อเครื่องเข้ากรุงเทพ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่TG316 23.30-05.25

Day 13

Bangkok

05.25 กรุงเทพโดยสวัสดภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
06-Jun 07-Jul 08-Aug 2024 Scandinavia

ทัวร์กรีนแลนด์ แฟโร

Greendland • Faroe

GreenLand • แฟโร • หมู่เกาะแฟโร • เสาหิน Trøllkonufingur • หมู่บ้าน Eiði • ทะเลสาบ Trælanípan • หมู่บ้าน Gasadalur • เมืองเก่า Torshavn • Kangerlussuaq • Ice Cap Point 660 • Ilulissat • Disko Bay • ธารน้ำแข็ง อิควิป เซอร์เมีย

วันที่จัดทริป

14 – 26 มิถุนายน 2024

21 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2024

4 – 16 สิงหาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริปกรีนแลนด์แฟโร
กรีนแลนด์
  • ธารน้ำแข็ง Eqip sermia ฟังเสียงผาน้ำแข็งที่แตกออกจากกลาเซียขนาดใหญ่
  • อ่าว ดิสโก้เบย์ 
  • ทะเลไอซ์เบิร์ก ก้อนน้ำแข็งขนาดตึก 20 ชั้น ที่ลอยอยู่กวางมหาสุทร
  • ดูฝูงปลาวาฬพ่อแม่ลูก แหวกว่ายเล่นน้ำกลางอ่าว
  • เมือง Illulissat เมืองศูนย์กลางกิจกรรมแห่ง Greenland
  • เดินกลาเซีย 360 ที่แคกเกอรุสซวก
เกาะแฟโร
  • ทะเลสาบมายา Trælanípan ที่ดูเหมือนทะเลสาบลอยอยู่เหนือมหาสมุทร
  • น้ำตก Múlafossur ซิกเนเจอร์ของแฟโรที่ใครเห้นก็จะต้องถามว่าที่ไหนกันนะ 
  • ล่องเรือชมน้องนกพัฟฟิน ดูฝูงนกตัวน้อยปากส้มบินฉวัดเฉวียนนับพันๆตัว
  • ล่องเรือชมถ้ำกลางมหาสมุทรจากมุมที่แปลกตา
  • หมู่บ้าน Vestmanna 
  • เดินเล่นเมืองเก่า Torshavn
short brief
สรุปทัวร์กรีนแลนด์ แฟโรโดยย่อ

วันที่ 1 | Bangkok • Copenhagen
วันที่ 2 | Faroe island • Trøllkonufingur • Kvívík Village • Kirkjubøur Village
วันที่ 3 | หมู่บ้าน Eiði • หมู่บ้าน Gjogv • เดินทางไปเมือง Klaksvík • หมู่บ้าน Viðareiði
วันที่ 4 | ทะเลสาบTrælanípan • ล่องเรือ Drangarnir • ชมหมู่บ้าน Gasadalur • น้ำตก Múlafossur Waterfall
วันที่ 5 | หมู่บ้าน Vestmanna • เดินเล่นเมืองเก่า Torshavn
วันที่ 6 | บินกลับ Copenhagen • Nyhavn • น้ำพุ Gefion Fountain • Little mermaid • ป้อม 5 ดาว
วันที่ 7 | บินไปเมือง Kangerlussuaq • Ice Cap Point 660 • ธารน้ำแข็งรัสเซล
วันที่ 8 | บินไปเมือง Ilulissat • เดินTrail ไปถ่ายรูป Disco Bay
วันที่ 9 | ล่องเรือชม Iceberg ที่ Disko Bay • นั่งเรือชมปลาวาฬ
วันที่ 10 | ธารน้ำแข็ง อิควิป เซอร์เมีย • Zion Church • เดินเล่นชมเมือง
วันที่ 11 | บินกลับ Copenhagen (ใช้เวลาทั้งวัน)
วันที่ 12 | สนามบิน Copenhagen • กรุงเทพ
วันที่ 13 | ถึงกรุงเทพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 199,000 บาท (กรุ๊ปละ 6-12 ท่าน)

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • Driver Guide คนไทย (รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัวของไดรเว่อร์ไกด์หมดแล้ว)
  • ยานพาหนะ ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าทำวีซ่า 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • อาหารกลางวันและเย็น

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่นค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

what is roadtrip
ข้อจำกัด Road Trip (แฟโร)

 

  • พื้นที่เก็บกระเป๋ามีจำกัด หากมา 6 ท่าน กระเป๋าจะต้องเป็นขนาด 24-26 นิ้วเท่านั้น และ Carry On ต้องเป็นแบบ ผ้าหรือแบบเป้ที่สามารถใส่ไว้ใต้เบาะหรือข้างๆตัวได้
  • เราไม่สามารถทราบรุ่นของรถได้จนกว่าจะถึงวันรับรถ บางครั้งรถอาจจะใหญ่กว่าในรูปหรือเล็กกว่าในรูป ดังนั้น เพื่อจำกัดข้อผิดพลาดของการเดินทาง เราจึงจำเป็นต้องกำหนดขนาดของกระเป๋าไว้ล่วงหน้า
  • กระเป๋าต้องเผื่อพื้นที่ของไกด์ 1 ใบ
  • เราจะพาทุกท่านเข้าโรงแรมก่อนออกเที่ยวเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการทุบกระจกขโมยของ
  • กระเป๋าทุกท่านต้องดูแลกระเป๋าของตนเอง (ช่วยยกขึ้นรถ) รวมถึงการลากขึ้นห้อง เนื่องจากไกด์ของเรามีคนเดียว

ทริปกรีนแลนด์ เกาะแฟโรที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

22.30 น. นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG950 เวลา 01.20-07.40

Day 2

Faroe island • Trøllkonufingur • Kvívík Village • Kirkjubøur Village

07.40 ถึงโคเปนเฮเกน ต่อเครื่องภายในไปยังสนามบิน Sorvagur แห่งแฟโร โดยสายการบิน SAS เที่ยวบินที่ SK1777 เวลา 11.25-12.40

ชม Trøllkonufingur (Witches Finger) เสาหินรูปร่างประหลาดและโดดเด่นที่ขึ้นตรงชายฝั่ง Vágar คนแฟโรได้ตั้งชื่อนี้เป็นเพราะมีลักษณะที่คล้ายนิ้วของแม่มดและมีตำนานว่าแม่มดได้สร้างเสาหินนี้ขึ้นมายังชายฝั่งอีกด้วย

ชมหมู่บ้านไคว์วิค (Kvívík) หนึ่งในหมู่บ้านที่เก่าแก่ที่สุดบนหมู่เกาะแฟโร ปัจจุบันมีการค้นพบหลักฐานที่อยู่อาศัยของชาวไวกิ้งในสมัยก่อนตั้งแต่ในสมัยประมาณศตวรรษที่ 18

Kirkjubøur หมู่บ้านที่อยู่ทางตอนใต้ของ เกาะ Streymoy เกาะที่ใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะแฟโร ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากเป็นที่ตั้งของ โบสถ์หินโบราณแมกนาส (Magnus Catherdal) ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยชาวไวกิ้งในยุคกลาง

พักที่เมือง Torshavn 

Day 3

Eiði Village • Gjogv Village • Klaksvík • Viðareiði

เดินทางขึ้นเหนือสู่ ชม หมู่บ้าน Eiði ที่ตั้งอยู่บนปลายแหลมของเกาะ Eysturoy ในอดีตเคยเป็นหมู่บ้านที่อยู่อาศัยของชาวไวกิ้งมาก่อน

ชมหมู่บ้าน Gjogv หมู่บ้านอันเก่าแก่คิดถูกกล่าวถึงตั้งแต่ปี 1584 แต่เหมือนหลักฐานจะบ่งบอกว่าหมู่บ้านนี้มีอายุยาวนานกว่านั้น อาชีพหลักของคนในหมู่บ้านคือการตกปลาและขายปลาแห้ง

เดินทางไปเมือง Klaksvík เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของหมู่เกาะแฟโร รองจากTórshavn เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ก่อตั้งขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14 เจริญรุ่งเรืองขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 จากการประมงและการค้ามีเศรษฐกิจที่หลากหลาย อุตสาหกรรมหลักของเมือง ได้แก่ การประมง อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และการท่องเที่ยว

ไปยัง Viðareiði ชุมชนเล็กๆ สุดสายปลายถนนของหมู่เกาะแฟโรหมู่บ้านเล็กๆที่มีโบสถ์สีขาวโดดเด่นตั้งอยู่ริมหน้าผาและมีฉากหลังเป็นภูเขารูปทรงพีระมิดสูงชั้น

พักที่เมือง Torshavn

Day 4

ทะเลสาบ Trælanípan • Drangarnir • Gasadalur • Múlafossur Waterfall

เดิน trek ระยะสั้น (เที่ยวละประมาณ 2 ชม มายังทะเลสาบ Trælanípan ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล เมื่อถ่ายรูปออกมาจะเห็นเป็นภาพลวงตา เหมือนกับภูเขาเป็นแอ่งและมีน้ำอยู่ข้างในและลอยอยู่บนมหาสมุทร ซึ่งจริงๆ แล้วทะเลสาบ Sørvágsvatn ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะฟาโร ที่เห็นอยู่นี้ สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 30 เมตรเท่านั้น และที่ปลายสุดของทะเลสาบจะมีน้ำตก Bøsdalafossur อีกหนึ่งสถานที่ที่สวยงามแปลกตาของเกาะ

พาล่องเรือไปยังจุดชมวิว Drangarnir มองเห็นหินที่ขึ้นขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทะเล ความอัศจรรย์คือหินนั้นมีรูขนาดใหญ่ที่เป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของเกาะแฟโร เรือจะพาชมถ้ำ และหลืบผาอีกด้านของภูเขาที่ไม่ค่อยมีคนได้ไปชม

ชมหมู่บ้าน Gasadalur หมู่บ้านอันมีภาพโด่งดังไปทั่วโลกเพราะที่นี่คือจุดชมน้ำตกอันเป็นสัญลักษณ์ของหมู่เกาะแฟโรนั่นเองนั่นคือ น้ำตกมูลาฟอส เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำตกที่เปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ของหมู่เกาะแฟโร

ชมน้ำตก Múlafossur เป็นน้ำตกที่สวยงามตั้งอยู่บนเกาะ Vagar ของหมู่เกาะแฟโร น้ำตกนี้สูงประมาณ 60 เมตร ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันสู่มหาสมุทรแอตแลนติก

พักที่เมือง Torshavn

Day 5

Vestmanna • Torshavn

ชมหมู่บ้าน Vestmanna เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่บนเกาะ Streymoy ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะแฟโร หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของเกาะ เป็นที่รู้จักจากหน้าผาสูงชันและถ้ำทะเลที่สวยงาม

ชมเมืองเก่า Torshavn Old Town ที่ยังมีบ้านเรือนที่เป็นสถาปัตยกรรมโบราณ บ้านสีแดงหลังคาหญ้ารวมถึงสภาแห่งแรกของหมู่เกาะแฟโร ชมอ่าวจอดเรือและมุมถ่ายรูปเก๋ๆ รวมถึงร้านค้า คาเฟ่เล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในเขตเมืองเก่า ให้ได้เสพย์อารมณ์สุนทรีย์ ปล่อยชีวิตให้ไหลช้าๆ ตามสไตล์ชาวไวกิ้ง

เดินเล่นใน Tinganes และช้อปปิ้งในเมืองเก่า Ting แปลว่า รัฐสภา เป็นศูนย์กลางของอำนาจในหมู่เกาะแฟโรตั้งแต่ยุคไวกิ้ง ประมาณปี ค.ศ. 900 แหลมหินนี้เคยใช้เป็นสถานที่สำหรับการประชุมรัฐสภาประจำปี เป็นบริเวณที่เก่าแก่ที่สุดของธอร์ฮาวน์ ให้ท่านเดินเที่ยวชมบ้านไม้สีแดงและมีหลังคาหญ้าปกคลุม อาคารนี้ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 นอกจากนี้ยังมีสำนักนายกรัฐมนตรี และสถานที่ราชการอื่นๆ ของเกาะแฟโรอยู่ที่นี่

คืนนี้พักที่ Torshavn 

Day 6

copenhagen • Nyhavn • Gefion Fountain • little mermaid • Kastellet

ไปสนามบิน บินภายในกลับเมืองโคเปน โดยสายการบิน SAS

เดินเล่นย่านท่าเรือเก่าอันมีชื่อเสียงไปทั่วโลกที่ Nyhavn เป็นหนึ่งในจุดหมายไม่ควรพลาดสำหรับการมาเยือนเมืองหลวงของเดนมาร์ก ท่าเรือเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 17 เรียงรายไปด้วยบ้านทรงทาวน์เฮาส์ บาร์ คาเฟ่ และร้านอาหารสีสันสดใส 

ชม Gefion Fountain น้ำพุแห่งราชินีเกฟิออนเป็นน้ำพุขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นในรูปทรงที่แปลกตา มองดูคล้ายกับเป็นธารน้ำตกจำลอง ตั้งอยู่ในบริเวณหน้าท่าเรือเมืองโคเปนเฮเกน 

ไปดู เงือกน้อย little mermaid สัญลักษณ์ของเมืองโคเปนฮาเก้น ที่กำลังนั่งรอเจ้าชายตามเทพนิยายอันเลื่องชื่อ ของนักเล่านิทานระดับโลกฮันส์คริสเตียน-แอนเดอร์สัน

ชมป้อมคาสเทลเลท (Kastellet) เป็นป้อมรูปดาวที่สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ไม่กี่แห่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในยุโรปเหนือ ข้างในเป็นอาคารสีแดงๆ หลายตึก

คืนนี้พักที่ Copenhagen 

Day 7

Kangerlussuaq • Ice Cap Point 660 • Russell Glacier

บินภายในไปเมือง Kangerlussuaq โดยสายการบิน Air Greenland เที่ยวบินที่ GL781 เวลา 10.00-11.40 (ใช้เวลาบิน 4.40 ชม)

จากนั้น ออกเดินทางสู่ Ice Cap Point 660 ชั้นน้ำแข็งที่ปกคลุมพื้นโลก (แถบขั้วโลกเหนือและใต้) อีกหนึ่งประสบการณ์อันน่าจดจำที่จะได้อยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมทั้งประเทศคิดเป็น 10% ของโลก ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากแอนตาร์กติกา

สัมผัสกับธารน้ำแข็งรัสเซล (Russell Glacier) หน้าผาน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่มีความสูงกว่า 60 เมตรเด่นตระหง่านอยู่ตรงหน้า จินตนาการรูปลักษณ์คล้ายดั่งสัตว์ในเขตขั้วโลกเหนือ อาทิ หมีขาว แมวน้ำ หรือธารน้ำตก อันเป็นประติมากรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

คืนนี้พักที่ Kangerlussuaq

Day 8

Ilulissat • Short walk Disco Bay

ออกเดินทางไปยังเมือง llulissat โดยสายการบิน Air Geenland

เดิน Trail ไปถ่ายรูป ที่ Disko Bay เป็นสถานที่ที่สวยงามและน่าทึ่งสำหรับถ่ายภาพ มีเส้นทางที่จะนำไปสู่จุดชมวิวที่สวยงามของอ่าวและภูเขาโดยรอบ เมื่อเดินไปถึงธารน้ำแข็งแล้ว สามารถเดินขึ้นไปบนธารน้ำแข็งและถ่ายรูปทิวทัศน์อันงดงามของอ่าวและภูเขาโดยรอบได้ น้ำแข็งเป็นสีขาวราวกับหิมะและสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ทำให้เกิดภาพที่สวยงาม

คืนนี้พักที่ ilulissat

Day 9

ล่องเรือชม Iceberg ที่ Disko Bay • นั่งเรือชมปลาวาฬ

ล่องเรือชม Iceberg ที่ Disko Bay ช่วงพระอาทิตย์เที่ยงคืน จะเห็นภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ มีแผ่นน้ำแข็งลอยน้ำขนาดใหญ่โตมากมายกระจัดกระจายอยู่ตามผืนน้ำ รวมพื้นที่ทั้งหมดของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ราว 4,000 ตารางกิโลเมตร

พาชมปลาวาฬ พบว่าดินแดนขั้วโลกเหนือแห่งนี้มีปลาวาฬกว่า 15 ชนิด ที่สามารถพบเห็นได้ โดยเฉพาะ วาฬหลังค่อม วาฬฟิน และวาฬมิงก์ นำท่านออกสำรวจปลาวาฬอย่างใกล้ชิด

คืนนี้พักที่ ilulissat

Day 10

ธารน้ำแข็ง อิควิป เซอร์เมีย • Zion Church

ชมธารน้ำแข็ง อิควิป เซอร์เมีย หรือรู้จักกันในชื่อ Eqi กล่าวได้ว่าเป็นธารน้ำแข็งเก่าแก่อายุหลายหมื่นปี ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพียงแห่งเดียวที่มนุษย์สามารถเข้าไปชมได้อย่างใกล้ชิดที่สุด จัดเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2004 เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจซึ่งก้อนน้ำแข็งจำนวนมหาศาลไหลลงทะเลทาง Ilulissat Icefjord (อิลลูลิแซท ไอซ์ฟยอร์ด) ถือได้ว่าเป็นที่สุดของธารน้ำแข็งทางฝั่งตะวันตกของกรีนแลนด์ 

ชม โบสถ์ Zion Church ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในกรีนแลนด์ยุคนั้น โบสถ์ Zion สร้างขึ้นด้วยอิฐสีแดงและหินแกรนิต มีหลังคาสีฟ้าและระฆังทองเหลือง โบสถ์มีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีพื้นที่สำหรับผู้มาเยี่ยมชมประมาณ 100 คน 

คืนนี้พักที่ Ilulissat

Day 11

บินกลับเมืองโคเปน (ใช้เวลาทั้งวัน)

เดินทางไปสนามบินเพื่อกลับเมืองโคเปน โดยสายการบิน Air Greenland แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Kangerlussuaq (ใช้เวลาทั้งวัน) ถึงโคเปนช่วงค่ำๆ เข้าพักผ่อนที่โรงแรม

พักที่ Copenhagen 

Day 12

สนามบินโคเปน • กรุงเทพ

อิสระช่วงเช้า เตรียมเก็บสัมภาระ ไปยังสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG951 เวลา 14.25-06.00

Day 13

06.00 เดินทางถึง กทม โดยสวัสดิภาพ แล้วพบกันใหม่

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
07-Jul 08-Aug 09-Sep 2024 Nepal

ทัวร์มาร์ดิ หิมาล

Mardi Himal

กาฐมันฑุ • โพครา • หมู่บ้านกานเด • เดวราลี • เทรคสู่หมู่บ้าน Low Camp และ High Camp • Mardi Base Camp • หมู่บ้านซิดิง 

short brief
สรุปทัวร์ Mardi Himal โดยย่อ

วันที่ 1 | สุวรรณภูมิ • กาฏมัณฑุ
วันที่ 2 | กาฐมันฑุ • โพครา • หมู่บ้านกานเด • เดวราลี
วันที่ 3 | เทรคสู่หมู่บ้าน Low Camp (2,990 เมตร)
วันที่ 4 | เทรคสู่หมู่บ้าน High Camp (3,580 เมตร)
วันที่ 5 | เช้าตรู่เดินไป Mardi Base Camp (4500 เมตร) • เทรคไปที่ Low Camp (2990 เมตร)
วันที่ 6 | เดินเทรคไปหมู่บ้านซิดิง (1,850 เมตร) • เดินทางไปโพครา
วันที่ 7 | บินภายในกลับกาฏมัณฑุ 
วันที่ 8 | กาฏมัณฑุ • สนามบินกลับกรุงเทพ

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG319 10.15-12.25 เดินทางไปเมือง กาฏมัณฑุ 

พาไปช้อปปิ้งอุปกรณ์เทร็คกิ่งในย่านทาเมล 

คืนนี้พักที่ Kathmandu

เดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ บินไป โพครา 

หมายเหตุ หากสภาพอากาศไม่ดีและททำให้ไฟลท์ถูกยกเลิกเราจะเปลี่ยนเป็นการเดินทางด้วยรถไปยังเมือง Pokhara (200 กม ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง ขึ้นกับสภาพการจราจร) และแผนการเดินทางจะมีการปรับใหม่ 

ถึงเมืองโพคราแล้วเดินทางต่อด้วยรถไปหมู่บ้านกานเด (Kande) ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเริ่มต้นการเดินเทรค เดินทางไปสู่ เดวราลี (Pitam Deurali) (2,100 เมตร) เส้นทางเดินเทรคจากหมู่บ้านกานเดไปยังหมู่บ้านเดวราลี ลาดชันเล็กน้อย ใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะผ่านหมู่บ้านเล็กๆ หลายหมู่บ้าน และวิวสวยๆตลอดเส้นทาง 

พักที่ Deurali

เส้นทางเดินเทรคจากหมู่บ้านกานเดไปยังหมู่บ้าน Low Camp เป็นเส้นทางที่ลาดชันเล็กน้อย ใช้เวลาเดินประมาณ 6 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะผ่านหมู่บ้านเล็กๆ รวมถึงทุ่งนาเขียวขจีและภูเขาสูงตระหง่าน เมื่อถึงหมู่บ้าน Low Camp จะได้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของหุบเขาและเทือกเขาต่างๆ 

พักที่ Tea house

เดินทางสู่ หมู่บ้าน High Camp (3,580 เมตร) เส้นทางเดินเทรคเป็นเส้นทางที่ลาดชันขึ้นเรื่อยๆ ใช้เวลาเดินประมาณ 6 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 8.5 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะผ่านป่าสนและทุ่งหญ้าสูง 

พักที่ Tea house

ช่วงแรก ตื่นเช้าเดินขึ้นไปสู่ Mardi Base Camp (4,500 เมตร) ระยะทางประมาณ 4.5 กิโลเมตร 

ช่วงสอง เดินลงจาก Base camp กลับมา High Camp (3,580 เมตร) และต่อไปยัง Low Camp (2,990 เมตร) ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร 

วันนี้จะต้องเดินรวมประมาณ 17.5 กิโลเมตร 

พักที่ Tea house

เดินสู่ หมู่บ้านซิดิง (Siding) (1,850 เมตร) ใช้เวลาเดินประมาณ 5-6 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะผ่านป่าสนและทุ่งหญ้าสูง เมื่อถึงหมู่บ้าน Siding จะได้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของภูเขา Mardi Himal 

จากนั้นไปโพคราด้วยรถ (นั่งรถประมาณ 2 ชั่วโมง) ถึงโพคราแล้วเช็คอินโรงแรม พักผ่อนตามอัธยาศัย 

พักที่เมือง Pokara 

ไปสนามบินภายในประเทศ กลับเมืองกาฏมัณฑุ (หากเที่ยวบินมีการยกเลิกเราจะเดินทางโดยรถแทน) 

ถึงโรงแรมที่กาฏมัณฑุ ร่วมรับประทานอาหารส่งท้ายทริปอันเหน็ดเหนื่อย 

คืนนี้พักที่ Kathmandu

อิสระช่วงเช้า เตรียมเก็บสัมภาระ เดินทางไปยังสนามบินเพื่อกลับประเทศไทย โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG320 13.30-16.15

ทริป Mardi Himal
ค่าใช้จ่ายทริป
  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท
  • พักเดี่ยว 00,000
  • ที่พักระกับ 4 ดาว พักห้องละ 2 ท่าน (3 ดาวในพื้นที่ห่างไกล) 
  • เตียงคู่หรือเตียงใหญ่ ขึ้นกับความพร้อมของห้องของทางโรงแรม แต่เราจะ Request ให้ ณ วันที่ทำการจอง 
  • ต้องการปรับที่พักเป็นระดับ 5 ดาว หรือพักแบบ Apartment มีครัว สามารถแจ้งทีมงานได้เลยครับ
  • ค่ารถหรือเรือทุกประเภทที่ใช้ในทริป
  • ค่าทางด่วนและที่จอดรถ
  • ค่าน้ำมันและภาษีต่างๆ
  • ที่พักและอาหารคนขับ
  • คนไทยนำทริปตลอดทริป
  • ไกด์รอรับที่สนามบินประเทศปลายทาง
  • ไกด์นำเที่ยวและขับรถและถ่ายรูปโดยคนเดียวกัน
  • ประกันเจ็บป่วยในขณะที่อยู่ต่างประเทศวงเงิน 2,000,000 บาท
  • ประกันกระเป๋าล่าช้าหรือสูญหาย (เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน)
  • รวมค่าธรรมเนียมและค่าบริการทำวีซ่า
  • ผลการพิจารณาวีซ่าขึ้นกับดุลยพินิจของสถานทูต
  • ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินทุกเส้นทาง
  • ทีมงานมีบริการออกตั๋วเครื่องบินและให้คำแนะนำไฟลท์บินที่เหมาะสม

 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

ทริปมาร์ดิ หิมาลที่ผ่านมา

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
07-Jul 08-Aug 09-Sep 2024 Africa

ทัวร์มาดากัสก้าร์

Madagascar

เมือง Anchorage • ชมทะเลสาบ Byers Lake  • อุทยานแห่งชาติDenal • เมือง Fairbanks • ทะเลสาบ Summit Lake • ธารน้ำแข็ง Matanuska Glacier • Alaska Sealife Center • เที่ยวอุทยานแห่งชาติ Kenai Fjords • ชมธารน้ำแข็ง Exit Glacier

short brief
สรุปทัวร์อลาสก้าโดยย่อ

วันที่ 1 : สุวรรณภูมิ – มอริเชียส
วันที่ 2 : Mauritius – Chamarel Falls – Rum Factory – Seven Coloured Earths
วันที่ 3 : Mauritius – Antananarivo
วันที่ 4 : Reptiles farm – Andasibe National Park
วันที่ 5 : Andasibe – Marozevo Exotic Farm – Lemurs Park – Antananarivo
วันที่ 6 : Antananarivo City Tour
วันที่ 7 : Antananarivo – Morondava – Betahina
วันที่ 8 : Morondava
วันที่ 9 : Morondava – Antananarivo
วันที่ 10 : Antananarivo – Reunion – Léon Dierx Museum – Jardin de l’État
วันที่ 11 : Reunion – Plaine des Sables – Piton de laFournaise – Bangkok
วันที่ 12 : Bangkok

  • เดินทางโดยรถตู้ 9 ที่นั่ง
  • นำทริปโดย Driver Guide คนไทย (รอรับที่สนามบินปลายทาง
  • พาเที่ยวแบบสบายๆไม่เร่งรีบ มีเวลาให้แวะถ่ายรูป
  • หากเป็น private Group สามารถปรับโปรแกรมได้ต้องการ (ในขอบเขตเวลาที่อำนวยต่อสถานที่และเวลาเยี่ยมชม)
  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท
  • พักเดี่ยว 000

รวม

  • ที่พักรับดับ 3-4 ดาว
  • อาหารเช้า
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • เรือข้ามฟาก (ถ้ามี)
  • ผู้นำทริปคนไทย (Driver Guide)
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ดำเนินการขอวีซ่าให้ 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1000000 บาท

ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ และภายในประเทศ
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่ากิจกรรมนอกเหนือจากรายการ
  • ค่าแปลเอกสารยื่นวีซ่า (ถ้ามี)
สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

09.30 น. พบที่สนามบินสุวรรณภูมิ  เดินทางไปมอริเชียส

พักที่ Mauritius

Day 2

Mauritius • Chamarel Falls • Rum Factory • Seven Coloured Earths

เที่ยวชมเมืองพอร์ตลูอิส เมืองหลวงของสาธารณรัฐมอริเชียส หรือที่รู้จักในนาม เกาะมอริเซียส ดินแดนสวรรค์นอกชายฝั่งแอฟริกา กลางมหาสมุทรอินเดีย อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าของฝาก ของที่ระลึก ณ.ตลาดกลาง Central Market

ชมความงามของปากปล่องภูเขาไฟ Trou Aux Cerfs ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่กลางเมืองคูเรปิเป แวะถ่ายรูปกับจุดชมวิว Black river gorges ท่านจะได้ชมทัศนียภาพอันสวยงามของป่าเขา และน้้ำตกที่สุดสวยงามแห่งหนึ่งของประเทศมอริเชียส
 
เดินทางสู่ ทะเลสาบแห่งแม่น้ำคงคา Grand Bassin Sacred Lake เป็น ทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนอินเดียในประเทศมอริเชียสสร้างขึ้นเพื่อ เป็นเกียรติแก่ พระศิวะที่พวกเขาเคารพนับถือ และในสถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดฮินดู ที่ประดิษฐานของรูปเคารพของเหล่าเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนาฮินดู
 
เดินทางสู่ โรงงานผลิตรัม Rum Factory ซึ่งบนเกาะแห่งนี้ประชาชนนิยมปลูกอ้อย ทาให้รัมเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงมาก อิสระให้ท่านเยี่ยมชมกรรมวิธีการผลิตและทดลองดื่ม ชมน้ำตกชามาเรล Chamarel Falls มีความสูง 90 เมตร ผ่านทางเส้นทางเวิ้ง ซึ่งเป็นอ่าวที่มีความสวยงามอีกแห่งของมอริเชียส 
 
เดินทางสู่เนินทราย 7 สี Seven Coloured Earths ซึ่งเกิดจากการก่อตัวของหินลาวา ซึ่งเป็นหินบะซอลล์ กลายเป็นโคลนและได้เปลี่ยนมาเป็นทรายในที่สุด ซึ่ง 7 สีนั้น ประกอบไปด้วย สีแดง น้ำตาล ม่วงเข้ม เขียว น้ำเงิน ม่วงอ่อน เหลือง จึงได้รับการขนานนามว่า เนินทรายเจ็ดสี 
 

Day 3

Mauritius • Antananarivo

อิสระช่วงเช้าเก็บสัมภาระ หรือเดินเล่นรอบๆโรงแรม

11.30 น. เดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อไปยังเมือง Antananarivo โดยสายการบิน Air Mauritius เที่ยวบินที่ MK288 เวลา 14.10 น.

15.05 น. เดินทางถึงสนามบินอิวาโต แห่งกรุงอันตานานาริโว ประเทศมาดากัสการ์ แผ่นดินมหัศจรรย์ สวรรค์ของผู้รักธรรมชาติ

นําท่านเลือกซื้อของฝาก ณ ตลาดลาดีค (La Digue) ตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าหัตถกรรมของมาดากัสการ์ เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมากที่สุด อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อของฝากที่มีตั้งแต่ ตะกร้าพื้นเมืองสีสันแสบตาผลิตภัณฑ์จากผ้าปักต่างๆ ฟอสซิลหอย หรือ จะเป็นแอมโมไนต์ หินสี พลอย และอัญมณี เครื่องดนตรีพื้นเมืองของตกแต่งบ้านอื่น ๆ อีกมากมาย

 

Day 4

Reptiles farm • Andasibe National Park

Reptiles farm เป็นฟาร์มกิ้งก่า และสัตว์แปลกต่างๆ และสัตว์ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ กิ้งก่า camelion มีสีสรรสวยงามมาก

เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติอันดาสิเบ (Andasibe National Park) อุทยานแห่งชาติอันดาสิเบ-มันตาเดีย Andasibe-Mantadia National Park อุทยานแห่งนี้ได้ถูกจารึกไว้ในมรดกโลกในปี 2007 เป็นส่วนหนึ่งของป่าฝนของ Atsinanana อุทยานแห่งชาติมีพื้นที่ประมาณ 155 ตารางกิโลเมตร พื้นที่คุ้มครองอยู่ประมาณ 150 ตารางกิโลเมตรและตั้งอยู่ทางตะวันออกของอันตานานาริโว

Day 5

Andasibe • Marozevo Exotic Farm • Lemurs Park • Antananarivo

แวะชมฟาร์มมาโรเซโว (Marozevo Exotic Farm) อีกหนึ่งที่ ที่จะได้พบกับสัตว์หายากนานาชนิด เช่น กิ้งก่าคาเมเลี่ยน (Chameleon) สีสันแสบตา จิ้งหรีด กบหายาก นกแก้วสีดำ และ ผีเสื้อหลากสีสวยงาม รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ หลายสายพันธุ์สามารถพบได้ที่มาดากัสการ์เท่านั้น

จากนั้นเดินทางกลับเมือง Antananarivo ชมเมืองอันตานานาริโว มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยมาดากัสการ์ (Democratic Republic of Madagascar) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก รอง จาก กรีนแลนด์(Greenland) นิวกินี(Newgini) และบอร์เนียว(Borneo) วัดจากเหนือจรดใต้ยาว 1,600 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่เกือบเท่าครึ่งของประเทศฝรั่งเศส และใหญ่กว่าประเทศไทย 70,000 กว่าตารางกิโลเมตร

ระหว่างทางชมศูนย์อนุรักษ์ลิเมอร์ Lemurs Park ซึ่งเป็นศูนย์อนุรักษ์ลิเมอร์ที่มีชื่อเสียงแห่งเกาะมาดากัสการ์ให้ท่านได้สัมผัสลิเมอร์ และ เก็บภาพความน่ารักของลิเมอร์นานาชนิด ที่มีมากมายในศูนย์อนุรักษ์แห่งนี้ 

 

Day 6

Antananarivo City Tour

เข้าชมพระราชวังหลวงรูวา (Rova of Antana narivo) เป็นที่ประทับของประมุขของมาดากัสการ์ในสมัยราชวงศ์เมรีนา ช่วง คศ.17-18 รวมทั้งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรมาดากัสการ์ทุกพระองค์ ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงอันตานานาริโว 

ถ่ายรูปกับทําเนียบนายกรัฐมนตรี (Prime Minister Palace)

นําท่านเที่ยวชมจัตุรัสแห่งอิสรภาพ (Independence Square) สถานที่แห่งการรําลึกถึงการ ประกาศอิสระภาพของประเทศมาดากัสการ์

ชมป้อมปราการโบราณสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 15 ภายในจัดแสดงวัตถุโบราณและอาวุธที่ใช้ในการป้องกันการรุกรานจากศัตรู ซึ่งบริเวณป้อมแห่งนี้สร้างขึ้นบนเนินเขา จึงทําให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองอันตานานาริโว ได้โดยรอบ 

 

Day 7

Antananarivo • Morondava • Betahina

อิสระช้อปปิ้งห้างสรรพสินค้า และตลาดของที่ระลึก ช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองและเลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย

 เหินฟ้าสู่เมือง Morondava ประตูสู่ป่าเบาบับอันขึ้นชื่อแห่งเกาะมาดากัสการ์ โดยสายการบิน Tsaradia เที่ยวบินที่ TZ702

บ่าย ถึงเมือง Morondava ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งมีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ มีชายฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศโมซัมบิก โดยประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง 

เดินทางสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวท้องถิ่นโดยการล่องเรือชมธรรมชาติของชายป่าโกงกาง ซึ่งสามารถออกสู่ทะเลได้ นาท่านเดินทางสู่ เกาะ Betahina เพื่อแวะเที่ยวหมู่บ้านชาวประมงที่ยังคงการดารงชีพด้วยการจับปลาและสัตว์น้ำต่างๆในแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน 

ได้เวลาแวะถ่ายรูปกับหาดโมรอนดาวา Morondava Beach ซึ่งเป็นชายหาดที่ขึ้นชื่อแห่งเมืองโมรอนดาวา อิสระให้ท่านได้เดินเล่นพร้อมเก็บภาพธรรมชาติอันสวยงามแห่งเมืองโมรอนดาวา

Day 8

Morondava

นั่งรถแบบ 4WD มุ่งหน้าสู่ ป่าแล้ง Kirindy Dry Forest (ระยะทางประมาณ 60 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.45 ชั่วโมง) หนึ่งในระบบนิเวศน์ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก ซึ่งมีความแตกต่างจากป่าฝนที่อุทยานแห่งชาติอันดาสิเบทางฝั่งตะวันออก เนื่องจากเป็นป่าที่มีต้นไม้และหญ้าแห้งขึ้นปกคลุมจนได้สมญานามว่า “ป่าแล้ง” อย่างไรก็ดีป่าแห่งนี้ยังคงเป็นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดไม่ว่าจะเป็น Fosa สัตว์นักล่าประจำถิ่นที่สามารถพบได้ที่มาดากัสก้าเท่านั้น หรือ ลีเมอร์บางสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในป่าแล้ง นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดที่มีรูปร่างแปลกตา 

เดินทางสู่ Avenue of the Baobabs ซึ่งมีต้นเบาบับตลอดช่วงสองข้างทางในระหว่างรอยต่อของเมือง Belon’i Tsiribihina กับ Morondava ต้นเบาบับถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาดากัสการ์ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนที่สุด และใหญ่ที่สุดในโลก จนได้รับสมญานามว่า Tree of life หรือต้นไม้แห่งชีวิต

แวะชมและถ่ายรูปกับต้นเบาบับรักกัน Baobab Amoureux หรือ Baobab lover ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก และเพลิดเพลินกับ เบาบับ อัลเลย์ ซึ่งเป็นช่วงถนนลูกรัง ที่ท่านจะได้พบกับแนวต้นเบาบับ ที่มีรูปทรงสวยงาม และแปลกตามากมาย ทอดยาวไปตามถนนกว่า 260 เมตร และบางต้นนั้นมีความสูงกว่า 30 เมตร มีอายุมากกว่า 800 ปี ส่วนใหญ่เป็นต้นเบาบับจากสายพันธุ์ Adansonia Grandidieri รอชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งแห่งผืนป่าเบาบับแห่งนี้

 

Day 9

Morondava - Antananarivo

อิสระช่วงเช้าเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวไปยังสนามบิน ออกเดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อเดินทางกลับเมือง Antananarivo โดยสายการบิน Tsaradia เที่ยวบินที่ TZ703 เวลา 14.55 น.

เดินทางถึงสนามบินเมือง Antananarivo เดินเล่นชมเมือง หรือจะแวะซื้อของฝากที่ตลาดท้องถิ่นตามอัธยาศัย

 

Day 10

Antananarivo • Reunion • Léon Dierx Museum • Jardin de l'État

ไปยังสนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางไปยังเมือง Reunion โดยสายการบิน  Air Madagascar เที่ยวบินที่ MD18 (09.10-11.50)

นำท่านเข้าชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ (Léon Dierx Museum) อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวของคนรักศิลปะ โดยภายในพิพิธภัณฑ์นั้น ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1911 ภายในมีการจัดแสดงเกี่ยวกับผลงานศิลปะร่วมสมัยและศิลปะสมัยใหม่เป็นจำนวนมาก

ชมสวนพฤกษศาสตร์ Jardin de l’État อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของเมือง โดยสวนพฤกษศาสตร์ถูกสร้างข้ึนในปีค.ศ. 1767 – 1773 อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติซึ่งเปิดทำการในสิงหาคม 1855 ภายในสวนพฤกษศาสตร์ Jardin de l’État นั้น มีการจัดแสดงเกี่ยวกับพันธุ์ไม้พื้นเมืองและพันธุ์ไม้หายากกวา่ 50 ชนิด 

ไปยัง La Roche Écrite จุดชมวิวทิวทัศน์ที่สำคัญของเมืองแซงต์ เดอนีส์ โดยจุดชมวิวแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร ณ จุดชมวิวแห่งนี้ท่านจะได้ชื่นชมความงดงามของวิวทิวทัศน์ทางธรรมชาติภูเขาสูงชัน อันสลับซับซ้อน รวมไปถึงกิจกรรมเดินป่าตามเส้นทางอันแสนท้าทายอีกด้วย

 

Day 11

Reunion • Plaine des Sables • Piton de laFournaise • Bangkok

เดินทางสู่ทุ่งแปลน เด ซาบล์ส (Plaine des Sables) เพื่อชมหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกที่สวยงามและอศัจรรยย์ิ่ง ลัดเลาะผ่านทุ่งหญ้าปศุสัตว์ อันเขียวขจี นำท่านแวะถ่ายรูปอันนาประทับใจของทิวทัศน์เทือกเขาสลับซับซ้อนตระการตา 

มุ่งหน้าชมความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟ ปี ตงเดอลาฟูร์แนซ (Piton de laFournaise) หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกกรุ่นอยู่และมีการระเบิดอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปีภูเขาไฟรูปโล่ตั้งอยู่บนปลายเกาะรียูเนี่ยน ทางตะวันออก มีความสูง 2,631 เมตร (8,632 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล ซึ่งบางครั้งเรียกว่าเป็นพี่น้องกับ ภูเขาไฟเกาะฮาวาย เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภูมิอากาศและธรรมชาติมีการระเบิดขึ้นกว่า 100ครั้ง ตั้งแต่ปีพ.ศ.2183 เป็นต้นมา และยังเป็นที่จับ ตามองมาถึงปัจจุบันการระเบิดคร้ังสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวัน ที่4 เมษายน พ.ศ. 2550 ภูเขาไฟลูกนี้ถือเป็นจุดกำเนิดของเกาะรียูเนียนเมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน ภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติรียูเนียน และยังได้รับการยกย่องจากองคก์ารยเูนสโกเป็นมรดกโลกอีกด้วย

(การชมบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ทางไกด์ท้องถิ่นจะแจ้งให้ทราบอีกคร้ังเนื่องจากต้องดูเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก) 

18.00 น. เหินฟ้ากลับสู่กรุงเทพ โดยสายการบิน AIR AUSTRAL เที่ยวบินที่ UU887

 

 

Day 12

เดินทางถึง กทม โดยสวัสดิภาพ แล้วพบกันใหม่

ค่าใช้จ่ายทริป
ทริป xxx
  • พักห้องคู่ ท่านละ 99,000 บาท
  • พักเดี่ยว 32,000
  • ค่ารถหรือเรือทุกประเภทที่ใช้ในทริป
  • ค่าทางด่วนและที่จอดรถ
  • ค่าน้ำมันและภาษีต่างๆ
  • ที่พักและอาหารคนขับ
  • คนไทยนำทริปตลอดทริป
  • ไกด์รอรับที่สนามบินประเทศปลายทาง
  • ไกด์นำเที่ยวและขับรถและถ่ายรูปโดยคนเดียวกัน
  • ประกันเจ็บป่วยในขณะที่อยู่ต่างประเทศวงเงิน 2,000,000 บาท
  • ประกันกระเป๋าล่าช้าหรือสูญหาย (เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน)

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

ทริป xxx ที่ผ่านมา

xxx xxxx xx xxxx. xxxxx

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

ทัวร์ xxxx

xxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

ค่าทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ

รูปแบบ

  • ทัวร์กลุ่มเล็ก จัดสไตล์ Roadtrip มีคนไทยขับรถพาเที่ยว
  • พาชมแสงเหนือทุกคืนที่ฟ้าเปิด 

รวม

  • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่
  • รวมอาหารเช้า
  • รวมค่าวีซ่า
  • ยานพาหนะ ที่จอด น้ำมัน ค่าใช้จ่ายของ Driver Guide ทั้งหมด

ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทุกเส้นทาง
  • อาหารกลางวันและเย็น

เงื่อนใขทริป 

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

ทัวร์มาดากัสก้าร์

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1: Bangkok – Mauritius

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถว L ประตู 5 ทีมงานอำนวยความสะดวกเช็คอิน สายการบิน AIR AUSTRAL เที่ยวบินที่ UU888 ออกเดินทางเวลา 09.50 น. บินสู่ สนามบินโรลอง การ์รอส  (ใช้เวลาบินประมาณ 7.35 ชั่วโมง)
  • เดินทางถึง สนามบินโรลอง การ์รอส (Roland Garros) เกาะรียูเนียน (Reunion) แล้วต่อเครื่องไปยังเกาะมอริเชียส
  • ออกเดินทางจากสนามบินโรลอง การ์รอส สู่สนามบินมอริเชียส โดยเที่ยวบิน UU108(ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาที)

  • เดินทางถึงสนามบินมอริเชียส นําท่านผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร

DAY 2 :  Mauritius – Chamarel Falls – Rum Factory – Seven Coloured Earths  

  • นำท่านเที่ยวชมเมืองพอร์ตลูอิส เมืองหลวงของสาธารณรัฐมอริเชียส หรือที่รู้จักในนาม เกาะมอริเซียส ดินแดนสวรรค์นอกชายฝั่งแอฟริกา กลางมหาสมุทรอินเดีย อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าของฝาก ของที่ระลึก ณ.ตลาดกลาง Central Market
  • ชมความงามของปากปล่องภูเขาไฟ Trou Aux Cerfs ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่กลางเมืองคูเรปิเป
  • แวะถ่ายรูปกับจุดชมวิว Black river gorges ท่านจะได้ชมทัศนียภาพอันสวยงามของป่าเขา และน้้ำตกที่สุดสวยงามแห่งหนึ่งของประเทศมอริเชียส
  • จากนั้นนาท่านเดินทางสู่ ทะเลสาบแห่งแม่น้ำคงคา Grand Bassin Sacred Lake เป็น ทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนอินเดียในประเทศมอริเชียสสร้างขึ้นเพื่อ เป็นเกียรติแก่ พระศิวะที่พวกเขาเคารพนับถือ และในสถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดฮินดู ที่ประดิษฐานของรูปเคารพของเหล่าเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนาฮินดู
  • นำท่านเดินทางสู่ โรงงานผลิตรัม Rum Factory ซึ่งบนเกาะแห่งนี้ประชาชนนิยมปลูกอ้อย ทาให้รัมเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงมาก อิสระให้ท่านเยี่ยมชมกรรมวิธีการผลิตและทดลองดื่ม
  • นำท่านเดินทางสู่ น้ำตกชามาเรล Chamarel Falls มีความสูง 90 เมตร ผ่านทางเส้นทางเวิ้ง ซึ่งเป็นอ่าวที่มีความสวยงามอีกแห่งของมอริเชียส
  • เดินทางสู่เนินทราย 7 สี Seven Coloured Earths ซึ่งเกิดจากการก่อตัวของหินลาวา ซึ่งเป็นหินบะซอลล์ กลายเป็นโคลนและได้เปลี่ยนมาเป็นทรายในที่สุด ซึ่ง 7 สีนั้น ประกอบไปด้วย สีแดง น้ำตาล ม่วงเข้ม เขียว น้ำเงิน ม่วงอ่อน เหลือง จึงได้รับการขนานนามว่า เนินทรายเจ็ดสี

DAY 3 : Mauritius – Antananarivo

  • อิสระช่วงเช้าเก็บสัมภาระ หรือเดินเล่นรอบๆโรงแรม
  • เดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อไปยังเมือง Antananarivo โดยสายการบิน Air Mauritius เที่ยวบินที่ MK288 เวลา 14.10 น.
  • เดินทางถึงสนามบินอิวาโต แห่งกรุงอันตานานาริโว ประเทศมาดากัสการ์ แผ่นดินมหัศจรรย์ สวรรค์ของผู้รักธรรมชาติ
  • นําท่านเลือกซื้อของฝาก ณ ตลาดลาดีค (La Digue) ตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าหัตถกรรมของมาดากัสการ์ เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมากที่สุด อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อของฝากที่มีตั้งแต่ ตะกร้าพื้นเมืองสีสันแสบตาผลิตภัณฑ์จากผ้าปักต่างๆ ฟอสซิลหอย หรือ จะเป็นแอมโมไนต์ หินสี พลอย และอัญมณี เครื่องดนตรีพื้นเมืองของตกแต่งบ้านอื่น ๆ อีกมากมาย

Day 4 : Reptiles farm – Andasibe National Park

  • Reptiles farm เป็นฟาร์มกิ้งก่า และสัตว์แปลกต่างๆ และสัตว์ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ กิ้งก่า camelion มีสีสรรสวยงามมาก
  • เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติอันดาสิเบ (Andasibe National Park) อุทยานแห่งชาติอันดาสิเบ-มันตาเดีย Andasibe-Mantadia National Park อุทยานแห่งนี้ได้ถูกจารึกไว้ในมรดกโลกในปี 2007 เป็นส่วนหนึ่งของป่าฝนของ Atsinanana อุทยานแห่งชาติมีพื้นที่ประมาณ 155 ตารางกิโลเมตร พื้นที่คุ้มครองอยู่ประมาณ 150 ตารางกิโลเมตรและตั้งอยู่ทางตะวันออกของอันตานานาริโว

Day 5 : Andasibe – Marozevo Exotic Farm – Lemurs Park – Antananarivo

  • แวะชมฟาร์มมาโรเซโว (Marozevo Exotic Farm) อีกหนึ่งที่ ที่จะได้พบกับสัตว์หายากนานาชนิด เช่น กิ้งก่าคาเมเลี่ยน (Chameleon) สีสันแสบตา จิ้งหรีด กบหายาก นกแก้วสีดำ และ ผีเสื้อหลากสีสวยงาม รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ หลายสายพันธุ์สามารถพบได้ที่มาดากัสการ์เท่านั้น
  • จากนั้นเดินทางกลับเมือง Antananarivo ชมเมืองอันตานานาริโว มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยมาดากัสการ์ (Democratic Republic of Madagascar) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก รอง จาก กรีนแลนด์(Greenland) นิวกินี(Newgini) และบอร์เนียว(Borneo) วัดจากเหนือจรดใต้ยาว 1,600 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่เกือบเท่าครึ่งของประเทศฝรั่งเศส และใหญ่กว่าประเทศไทย 70,000 กว่าตารางกิโลเมตร
  • ระหว่างทางชมศูนย์อนุรักษ์ลิเมอร์ Lemurs Park ซึ่งเป็นศูนย์อนุรักษ์ลิเมอร์ที่มีชื่อเสียงแห่งเกาะมาดากัสการ์ให้ท่านได้สัมผัสลิเมอร์ และ เก็บภาพความน่ารักของลิเมอร์นานาชนิด ที่มีมากมายในศูนย์อนุรักษ์แห่งนี้

Day 6 : Antananarivo City Tour

  • นําท่าน เข้าชมพระราชวังหลวงรูวา (Rova of Antana narivo) เป็นที่ประทับของประมุขของมาดากัสการ์ในสมัยราชวงศ์เมรีนา ช่วง คศ.17-18 รวมทั้งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรมาดากัสการ์ทุกพระองค์ ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงอันตานานาริโว

  • ถ่ายรูปกับทําเนียบนายกรัฐมนตรี (Prime Minister Palace)

  • นําท่านเที่ยวชมจัตุรัสแห่งอิสรภาพ (Independence Square) สถานที่แห่งการรําลึกถึงการ ประกาศอิสระภาพของประเทศมาดากัสการ์
  • นําท่าน เข้าชม Ambo imanga ซึ่งเป็นป้อมปราการโบราณสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 15 ภายในจัดแสดงวัตถุโบราณและอาวุธที่ใช้ในการป้องกันการรุกรานจากศัตรู ซึ่งบริเวณป้อมแห่งนี้สร้างขึ้นบนเนินเขา จึงทําให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองอันตานานาริโว ได้โดยรอบ

Day 7 : Antananarivo – Morondava – Betahina

  • อิสระช้อปปิ้งห้างสรรพสินค้า และตลาดของที่ระลึก ช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองและเลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย
  • เหินฟ้าสู่เมือง Morondava ประตูสู่ป่าเบาบับอันขึ้นชื่อแห่งเกาะมาดากัสการ์ โดยสายการบิน Tsaradia เที่ยวบินที่ TZ702
  • ถึงเมือง Morondava ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งมีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ มีชายฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศโมซัมบิก โดยประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง
  • นำท่านเดินทางสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวท้องถิ่นโดยการล่องเรือชมธรรมชาติของชายป่าโกงกาง ซึ่งสามารถออกสู่ทะเลได้ นาท่านเดินทางสู่ เกาะ Betahina เพื่อแวะเที่ยวหมู่บ้านชาวประมงที่ยังคงการดารงชีพด้วยการจับปลาและสัตว์น้ำต่างๆในแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน
  • ได้เวลานำท่านแวะถ่ายรูปกับหาดโมรอนดาวา Morondava Beach ซึ่งเป็นชายหาดที่ขึ้นชื่อแห่งเมืองโมรอนดาวา อิสระให้ท่านได้เดินเล่นพร้อมเก็บภาพธรรมชาติอันสวยงามแห่งเมืองโมรอนดาวา

DAY 8 : Morondava

  • นำท่านนั่งรถแบบ 4WD มุ่งหน้าสู่ ป่าแล้ง Kirindy Dry Forest (ระยะทางประมาณ 60 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.45 ชั่วโมง) หนึ่งในระบบนิเวศน์ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก ซึ่งมีความแตกต่างจากป่าฝนที่อุทยานแห่งชาติอันดาสิเบทางฝั่งตะวันออก เนื่องจากเป็นป่าที่มีต้นไม้และหญ้าแห้งขึ้นปกคลุมจนได้สมญานามว่า “ป่าแล้ง” อย่างไรก็ดีป่าแห่งนี้ยังคงเป็นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดไม่ว่าจะเป็น Fosa สัตว์นักล่าประจำถิ่นที่สามารถพบได้ที่มาดากัสก้าเท่านั้น หรือ ลีเมอร์บางสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในป่าแล้ง นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดที่มีรูปร่างแปลกตา
  • เดินทางสู่ Avenue of the Baobabs ซึ่งมีต้นเบาบับตลอดช่วงสองข้างทางในระหว่างรอยต่อของเมือง Belon’i Tsiribihina กับ Morondava ต้นเบาบับถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาดากัสการ์ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนที่สุด และใหญ่ที่สุดในโลก จนได้รับสมญานามว่า Tree of life หรือต้นไม้แห่งชีวิต
  • นำท่านแวะชมและถ่ายรูปกับต้นเบาบับรักกัน Baobab Amoureux หรือ Baobab lover ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก และเพลิดเพลินกับ เบาบับ อัลเลย์ ซึ่งเป็นช่วงถนนลูกรัง ที่ท่านจะได้พบกับแนวต้นเบาบับ ที่มีรูปทรงสวยงาม และแปลกตามากมาย ทอดยาวไปตามถนนกว่า 260 เมตร และบางต้นนั้นมีความสูงกว่า 30 เมตร มีอายุมากกว่า 800 ปี ส่วนใหญ่เป็นต้นเบาบับจากสายพันธุ์ Adansonia Grandidieri รอชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งแห่งผืนป่าเบาบับแห่งนี้

DAY 9 : Morondava – Antananarivo

  • อิสระช่วงเช้าเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวไปยังสนามบิน
  • ออกเดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อเดินทางกลับเมือง Antananarivo โดยสายการบิน Tsaradia เที่ยวบินที่ TZ703 เวลา 14.55 น.
  • เดินทางถึงสนามบินเมือง Antananarivo
  • เดินเล่นชมเมือง หรือจะแวะซื้อของฝากที่ตลาดท้องถิ่นตามอัธยาศัย

DAY 10 : Antananarivo – Reunion – Léon Dierx Museum – Jardin de l’État

  • จากนั้นไปยังสนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางไปยังเมือง Reunion โดยสายการบิน  Air Madagascar เที่ยวบินที่ MD18 (09.10-11.50)
  • นำท่านเข้าชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ (Léon Dierx Museum) อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวของคนรักศิลปะ โดยภายในพิพิธภัณฑ์นั้น ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1911 ภายในมีการจัดแสดงเกี่ยวกับผลงานศิลปะร่วมสมัยและศิลปะสมัยใหม่เป็นจำนวนมาก

  • ชมสวนพฤกษศาสตร์ Jardin de l’État อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของเมือง โดยสวนพฤกษศาสตร์ถูกสร้างข้ึนในปีค.ศ. 1767 – 1773 อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติซึ่งเปิดทำการในสิงหาคม 1855 ภายในสวนพฤกษศาสตร์ Jardin de l’État นั้น มีการจัดแสดงเกี่ยวกับพันธุ์ไม้พื้นเมืองและพันธุ์ไม้หายากกวา่ 50 ชนิด

  • พาท่านไปยัง La Roche Écrite จุดชมวิวทิวทัศน์ที่สำคัญของเมืองแซงต์ เดอนีส์ โดยจุดชมวิวแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร ณ จุดชมวิวแห่งนี้ท่านจะได้ชื่นชมความงดงามของวิวทิวทัศน์ทางธรรมชาติภูเขาสูงชัน อันสลับซับซ้อน รวมไปถึงกิจกรรมเดินป่าตามเส้นทางอันแสนท้าทายอีกด้วย

DAY 11 : Reunion – Plaine des Sables – Piton de laFournaise – Bangkok 

  • นำท่านเดินทางสู่ทุ่งแปลน เด ซาบล์ส (Plaine des Sables) เพื่อชมหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกที่สวยงามและอศัจรรยย์ิ่ง ลัดเลาะผ่านทุ่งหญ้าปศุสัตว์ อันเขียวขจี นำท่านแวะถ่ายรูปอันนาประทับใจของทิวทัศน์เทือกเขาสลับซับซ้อนตระการตา
  • มุ่งหน้าชมความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟ ปี ตงเดอลาฟูร์แนซ (Piton de laFournaise) หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกกรุ่นอยู่และมีการระเบิดอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปีภูเขาไฟรูปโล่ตั้งอยู่บนปลาย

    เกาะรียูเนี่ยน ทางตะวันออก มีความสูง 2,631 เมตร (8,632 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล ซึ่งบางครั้งเรียกว่าเป็นพี่น้องกับ ภูเขาไฟเกาะฮาวาย เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภูมิอากาศและธรรมชาติมีการระเบิดขึ้นกว่า 100ครั้ง ตั้งแต่ปีพ.ศ.2183 เป็นต้นมา และยังเป็นที่จับ ตามองมาถึงปัจจุบันการระเบิดคร้ังสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวัน ที่4 เมษายน พ.ศ. 2550 ภูเขาไฟลูกนี้ถือเป็นจุดกำเนิดของเกาะรียูเนียนเมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน ภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติรียูเนียน และยังได้รับการยกย่องจากองคก์ารยเูนสโกเป็นมรดกโลกอีกด้วย

    (การชมบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ทางไกด์ท้องถิ่นจะแจ้งให้ทราบอีกคร้ังเนื่องจากต้องดูเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก)

  • เหินฟ้ากลับสู่กรุงเทพ โดยสายการบิน AIR AUSTRAL เที่ยวบินที่ UU887

DAY 11 : Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

วันที่จัด