Categories
Mid Asia

Trek Napal

ทัวร์ Trek Nepal

รวมเส้นทาง Trek ที่ดีที่สุดใน Nepal

โปรแกรมเต็ม

Day 01

Arrival at airport. Check-in Hotel. Free time for shopping trekking stuffs.

D

Day 02

Breakfast at Hotel. Departure to airport for fly to Pokhara. Arrives in Pokhara then check-in Hotel. Free time at Pokhara. Evening meet trekking guide at Hotel.

B

Day 03

Breakfast at Hotel then transfer to Nayapul. Trek to Ulleri.

B/L/D

Day 04

Trek to Ghorepani.

B/L/D

Day 05

Early morning trek to Poon hill. After breakfast trek to Tadapani.

B/L/D

Day 06

Trek to Ghandruk

B/L/D

Day 07

Trek to Nayapul. Then transfer to Pokhara by Jeep. Arrives in Pokhara then check-in Hotel.

B/L

Day 08

Breakfast at Hotel. Departure to airport for fly to Kathmandu. Arrives in Kathmandu then check-in Hotel.

B/D

Day 09

Breakfast at Hotel. Departure to airport.

B

Day 01

Arrival at Airport. Check-in Hotel. Welcome dinner.

D

Day 02

Breakfast at Hotel then departure to airport for fly to Pokhara. Arrives in Pokhara then transfer to Kande.

B/L/D

Day 03

Trek to Low Camp.

B/L/D

Day 04

Trek to High Camp.

B/L/D

Day 05

Trek to Mardi Base Camp. Then back to Low Camp

B/L/D

Day 06

Trek to Sidhing.

B/L/D

Day 07

Breakfast then transfer to Pokhara. Reached in Pokhara then free time.

B/L/D

Day 08

Breakfast at Hotel then departure to airport for fly to Kathmandu. Arrives in Kathmandu then check-in Hotel.

Evening Farewell dinner.

B/D

Day 09

Breakfast at Hotel then departure to airport.

B

Day 01

Arrival at airport. Check-in Hotel. Free time for shopping trekking stuffs.

D

Day 02

Breakfast at Hotel. Departure to airport for fly to Pokhara. Arrives in Pokhara then check-in Hotel. Free time at Pokhara. Evening meet trekking guide at Hotel.

B

Day 03

Breakfast at Hotel then transfer to Nayapul. Trek to Ghandruk

B/L/D

Day 04

Trek to Chomrong.

B/L/D

Day 05

Trek to Himalaya

B/L/D

Day 06

Trek to ABC.

B/L/D

Day 07

Trek to Bamboo.

B/L/D

Day 08

Trek to Jhinu Danda.

B/L/D

Day 09

Trek to Nayapul. Then transfer to Pokhara by Jeep. Arrives in Pokhara then check-in Hotel.

B/L

Day 10

Breakfast at Hotel. Departure to airport for fly to Kathmandu. Arrives in Kathmandu then check-in Hotel.

B/D

Day 11

Breakfast at Hotel. Departure to airport.

B

 

Day 01

Arrival at airport. Check-in Hotel. Free time for shopping trekking stuffs.

D

Day 02

Breakfast at Hotel. Departure to airport for fly to Pokhara. Arrives in Pokhara then transfer to Nayapul. Trek to Ulleri.

B

Day 03

Trek to Ghorepani.

B/L/D

Day 04

Early morning trek to Poon hill. After breakfast trek to Tadapani.

B/L/D

Day 05

Trek to Sinuwa.

B/L/D

Day 06

Trek to Deurali.

B/L/D

Day 07

Trek to ABC.

B/L/D

Day 08

Trek to Sinuwa.

B/L/D

Day 09

Trek Jhinu Danda.

B/L/D

Day 10

Trek to Nayapul. Then transfer to Pokhara by Jeep. Arrives in Pokhara then check-in Hotel.

B/L

Day 11

Breakfast at Hotel. Departure to airport for fly to Kathmandu. Arrives in Kathmandu then check-in Hotel.

B/D

Day 12

Breakfast at Hotel. Departure to airport.

B

 

Day 01

Arrival at airport. Free time for shopping at Thamel for trekking stuffs.

D

Day 02

Breakfast at Hotel then drive to Besi Sahar. Trek to Ngadi.

B/L/D

Day 03

Drive to Chame.

B/L/D

Day 04

Trek to Pisang.

B/L/D

Day 05

Trek to Manang.

B/L/D

Day 06

Rest day at Manang.

B/L/D

Day 07

Trek to Tilicho Base Camp.

B/L/D

Day 08

Excursion day at Tilicho Lake.

B/L/D

Day 09

Trek to Yak Kharka.

B/L/D

Day 10

Trek to High Camp.

B/L/D

Day 11

Trek to Muktinath via Thorang Pass.

B/L/D

Day 12

Trek to Jomsom.

B/L/D

Day 13

Early morning fly to Pokhara. Arrives in Pokhara then free time at Pokhara.

B

Day 14

Breakfast at Hotel. Departure to airport for fly to Kathmandu. Arrives in Kathmandu then check-in Hotel. Farewell dinner.

B/D

Day 15

Departure to airport.

B

 

Day 01

Arrivals at airport. Check-in Hotel. Welcome dinner.

D

Day 02

Breakfast at Hotel then departure to airport for fly to Lukla. Trek to Phakding or Monjo.

B/L/D

Day 03

Trek to Namche Bazaar

B/L/D

Day 04

Acclimatize day at Namche Bazaar. Visit Khumjung Valley.

B/L/D

Day 05

Trek to Tengboche.

B/L/D

Day 06

Trek to Dingboche.

B/L/D

Day 07

Acclimatize day at Dingboche.

B/L/D

Day 08

Trek to Lobuche.

B/L/D

Day 09

Trek to Gorakshep. Then trek to Everest Base Camp. Overnight at Gorakshep.

B/L/D

Day 10

Early morning trek to Kalapatthar for sunrise view. Trek to Pheriche.

B/L/D

Day 11

Trek to Namche.

B/L/D

Day 12

Trek to Lukla.

B/L/D

Day 13

Fly to Kathmandu. Arrives in Kathmandu then check-in Hotel. Dinner at Hotel.

B

Day 14

Breakfast at Hotel. Free day at Kathmandu. Farewell Dinner

B/D

Day 15

Breakfast at Hotel then departure to airport.

B

วันที่จัด

รวม-ไม่รวม

แกลลอรี่ทัวร์เนปาล

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน

ทัวร์จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน

สรุปทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok 

  • ช่วงคำนัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 2 : Dubai – Baku – Gobustan – Rock Painting – Mud Volcanoes

  • เดินทางถึงสนามบินบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองโกบัสตาน (Gobustan) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองบากู เป็นบริเวณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการแกะสลักภาพบนหินของมนุษย์ที่งดงาม
  • ให้ท่านชมความสวยงามของภูเขาหินที่มีการแกะสลักภาพที่เป็นรูปต่างๆ ณ พิพิธภัณฑ์เปิด Rock Painting Open-air Museum ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.2007 เช่น ภาพการล่าสัตว์ รูปคนเต้นรำ เรือ หมู่ดาวและสัตว์ต่างๆ
  • นำท่านเดินทางสู่ ภูเขาโคลน หรือ Mud Volcanoes หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอาร์เซอร์ไบจาน และถูกบันทึกลงในกินเนส (Guinness World Record) เมื่อ 5 ก.ย. 2004 ชมความแปลกประหลาดและสวยงามของภูเขาโคลนที่มีชื่อเสียง (Mud Domes) ซึ่งเกิดขึ้นที่บริเวณนี้มีอยู่ประมาณ 700 แห่ง ภูเขาดินโคลนนี้เกิดจากดินเหลวที่อยู่ใต้ดิน ก๊าซและน้ำที่ร้อนเมื่อถูกผสมรวมกัน ก็จะมีการพุ่งขึ้นมาบนพื้นดินเป็นรูปกรวยหรือโดมที่สวยงาม
  • คืนนี้พักที่เมือง Baku

Day 3 : Baku – Icheri Shekher – Palace of Shirvansshakh -Caravansaray – Ateshgah of Baku – Absheron – YanarDag – Tbilisi 

  • นำท่านเที่ยวชม เมืองบากู (Baku) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของอาเซอร์ไบจาน ตั้งอยู่ชายฝั่งทางใต้ของคาบสมุทรเล็ก ๆ ที่ยื่นออกไปในทะเลแคสเปียนชื่ออับชิรอน (Abseron) ประกอบด้วยพื้นที่ 3 ส่วน คือ ย่านเมืองเก่า (อิตแชรีแชแฮร์) ตัวเมืองปัจจุบัน และตัวเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยโซเวียต
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ Icheri Shekher หรือ Inner Town of Baku เมืองนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีกำแพงป้อมล้อมรอบและรอบกำแพงจะมีการสร้างเป็นป้อมหอคอยซึ่งมีทั้งหมด 25 แห่งและมีประตูทางเข้าออกถึง 5 แห่ง
  • นำท่านชม พระราชวังแห่งราชวงศ์เชอร์วาน (Palace of Shirvanshahs) สถานที่พำนักของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชีวานผู้ซึ่งครองราชย์มาอย่างยาวนาน ในช่วงศตวรรษที่ 14-17
  • แวะชม คาราวานซาราย (Caravansaray) หรือที่พักแรมของกองคาราวานในยุคค้าขายแห่งเส้นทางสายไหมที่เดินทางมาแวะพักที่เมืองนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในศตวรรษที่ 18 และศตวรรษที่ 19
  • เดินทางไปยัง Ateshgah of Baku หรือ Fire Temple of Baku วัดศาสนาฮินดูที่รูปทรงคล้ายปราสาท ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาวเปอร์เซียและชาวอินเดีย มีจารึกบ่งชี้ว่า สถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับบูชาสักการะตามหลักความเชื่อทางศาสนาของคนท้องถิ่น คือ ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกซ์ และศาสนาโซโรอัสเตอร์ (ศาสนาโบราณของชาวอิหร่าน) สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 ไว้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา
  • จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่แหลมอับเชรอน Absheron ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตั้งอยู่บนชั้นของก๊าซธรรมชาติที่ปะทุอยู่ในเปลวไฟอย่างต่อเนื่อง
  • นำท่านสู่ ยูนาร์แดก (Yanar Dag) หรือที่แปลได้ในภาษาท้องถิ่นว่า “Burning Mountain”เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติไฮโดรคาร์บอนที่พวยพุ่งออกมาจากพื้นพิภพผ่านชั้นหินทรายขึ้นมาเป็นแหล่งไฟธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ประเทศอาเซอร์ไบจานถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งอัคคี (Land of Fire)
  • นำท่านเดินทางสู่สนามบินบากูเพื่อเช็คอินออกเดินทางไปสู่ สนามบิน ทบิลิซี่ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางถึงสนามบินทบิลิซี่ ประเทศจอร์เจีย
  • คืนนี้พักที่เมือง Tbilisi

Day 4 : Tbilisi – Georgia – Ananuri Fortress – Zhinvali reservoir  Gergeti Trinity Church – Kazbegi

  • ระหว่างทางให้ท่านได้ชมป้อมอนานูรี (Ananuri Fortress) เป็นสถานที่ก่อสร้างอันเก่าแก่มีกำแพงล้อมรอบและตั้งอยู่ริมแม่น้ำอรักวี ที่ตั้งอยู่ห่างจากทบิลิซีประมาณ 45 กม.ซึ่งถูกสร้างขึ้นให้เป็นป้อมปราการในศตวรรษที่ 16-17 ภายในยังมีโบสถ์ 2 หลังที่ถูกสร้างได้อย่างงดงามและยังมีหอคอยที่สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
  • ชมทิวทัศน์อันสวยงามของเบื้องล่างและอ่างเก็บน้ำซินวาลี (Zhinvali Reservoir) และยังมีเขื่อนซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสำหรับนำน้ำที่เก็บไว้ส่งต่อไปยังเมืองหลวง พร้อมกับผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย
  • นำท่านสัมผัสบรรยากาศในการท่องเที่ยว โดยการนั่ง 4WD เพื่อชมโบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church) ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 14 หรือมีชื่อเรียกกันว่าสมินดา ซาเมบา (Tsminda Sameba) ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกที่นิยมกันของโบสถ์ศักดิ์แห่งนี้สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำชคเฮรี ที่อยู่บนเทือกเขาของคาซเบกี้
  • นำท่านเดินทางสู่เมืองคาซเบกิ (Kazbegi) ซึ่งเป็นชื่อเมืองอันดั้งเดิม แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อ สเตพ้านท์สมินด้า (Stepantsminda) หลังจากนักบุญในนิกายออร์โธด๊อก ชื่อสเตฟานได้มาพำนักอาศัยและก่อสร้างสถานที่สำหรับจำศีลภาวนาขึ้นมาเมืองคาซเบกี้ เป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำเทอร์กี้ที่มีความยาวประมาณ 157 กม. และตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,740 เมตร ในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิที่อยู่ปานกลาง และในฤดูหนาวมีอากาศเย็นและยาวนาน อิสระให้ท่านได้เดินเล่นและพักผ่อน
  • คืนนี้พักที่เมือง Kazbegi

Day 5 : Museum of Stalin – Mtskheta – Gori – Uplistsikhe – Tbilisi 

  • นำท่านชมพิพิธภัณฑ์ของสตาลิน (Museum of Stalin) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ พร้อมทั้งเรื่องราวต่างๆของสตาลิน และยังมีการแสดงถึงประวัติชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองมิทสเคต้า (Mtskheta) ที่ตั้งอยู่ทางด้านเหนือ ห่างจากกรุงทบิลิซีประมาณ 20 กม. เมืองนี้นับว่าเป็นเมืองที่มีความเก่าแห่งหนึ่งของประเทศและในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการปกครองของแคว้นมอสเคต้าและเทียนิตี้ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 20,000 คน เนื่องจากมีโบราณสถานทางด้านประวัติศาสตร์มากมายหลายแห่ง จึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1994 
  • จากนั้นนำท่านชม วิหารสเวติสโคเวลี (Svetitskhoveli Monastery) สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนความเชื่อมานับถือศานาคริสต์ซึ่งกลายมาเป็นศาสนาประจำชาติเมื่อปี ค.ศ. 337 และเป็นสิ่งก่อสร้างยุคโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจอร์เจีย สร้างขึ้นในคริสตวรรษที่ 11 ภายในจะมีภาพเขียนเฟรสโก้ที่สวยงามประดับอยู่
  • นำท่านไปชมวิหารจวารี (Jvari Monastery) ซึ่งเป็นวิหารในรูปแบบของคริสต์ศาสนาออร์โธดอกซ์ที่ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 6 วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำมิควารี และแม่น้ำอรักวีและถ้ามองออกไปข้ามเมืองมิทสเคต้าไปยังบริเวณที่กว้างใหญ่ซึ่งในอดีตเคยเป็นอาณาจักรของไอบีเรีย (Kingdom of Iberia) ซึ่งได้เคยปกครองดินแดนในบริเวณนี้ตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาลจนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 5
  • ออกเดินทางไปยัง เมืองกอรี (GORI) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตก เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดชีดา คาร์ทลี เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ในอดีตเคยมีความสำคัญทางด้านทหารในยุคกลางเป็นที่ตั้งของกองกำลังที่อยู่บนถนนสายสำคัญที่เชื่อมกับทางด้านตะวันออกและด้านตะวันตก นอกจากนั้นเมืองนี้ยังเป็นเมืองบ้านเกิดของ โจเซฟ สตาลิน อดีตผู้นำที่มีชื่อเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตและอเล็กซานเดอร์ นาดีราซี ผู้เป็นนักออกแบบชื่อดังในด้านจรวดขีปนาวุธข้ามทวีปของโซเวียต
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองอัพลิสต์ซิเคห์ (Uplistsikhe) เป็นบริเวณถ้ำที่ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคการเริ่มต้นราวศตวรรษที่ 8-7 ก่อนคริสตกาล ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางการค้าขายสินค้าจากอินเดียสู่ทางด้านเหนือแถบหมู่บ้านมทวารีและหุบเขารีโอนีไปยังทะเลดำและต่อไปยังด้านตะวันตก ทำให้เกิดการพัฒนาการเป็นเมืองต่างๆหลายเมือง และอัพลิสต์ซิคห์ ก็เป็นเมืองหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางการค้าได้ถูกสร้างขึ้นในราวพันปีก่อนคริสตกาล ต่อมาก็ได้ถูกขยายออกไปจนกว้างขวาง
  • เดินทางกลับเมือง Tbilisi เมืองหลวงของ ประเทศจอร์เจีย (Georgia)
  • นำท่านเที่ยวชม ย่านเมืองเก่าแห่งนครหลวงทบิลิซี่ (Old town of Tbilisi) ซึ่งมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความอ่อนหวานของสีสันอาคารบ้านเรือน สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นที่ผสมผสานศิลปะแบบเปอร์เซียและยุโรป อาจกล่าวได้ว่า นี่คือการบรรจบกันของตะวันออกและตะวันตกของประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างสองทวีปอย่างจอร์เจีย เกิดเป็นศิลปะแบบจอร์เจียที่มีเอกลักษณ์
  • คืนนี้พักที่ เมือง Tbilisi

Day 6 : Tbilisi – Peace bridge – Narigala Fortress – Metekhi Church  Sadakhlo

  • นำท่านถ่ายรูปกับสะพานสันติภาพ (Peace bridge) สะพานความยาว 150 เมตรซึ่งเชื่อมระหว่างตัวเมืองเก่าและเมืองใหม่ เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2010 จัดว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่สวยงามชิ้นหนึ่งซึ่งพาดผ่านแม่น้ำคูรา
  • จากนั้นนำท่านนั่งกระเช้าเคเบิ้ลขึ้นชม ป้อมนาริกาลา (Narigala Fortress) ป้อมปราการโบราณสมัยยุคศตวรรษที่ 4 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยกย่องว่าเป็นป้อมปราการป้อมหนึ่งบนเส้นทางสายไหมที่แข็งแกร่งและตีได้ยากที่สุด อิสระให้ท่านได้เก็บภาพมุมสูงของเมืองทบิลิซตามอัธยาศัย
  • หลังจากนั้นนำท่านชม โบสถ์เมเตคี (Metekhi Church) โบสถ์เก่าแก่อายุราว 800 ปีซึ่งสร้างอุทิศให้แก่พระแม่มารีตั้งอยู่เหนือเนินผาสูงริมแม่น้ำมิทควารี (Mtkvari River) โดยมีอนุสาวรีย์ทรงม้าของกษัตริย์ Vakhtang Gorgasali ผู้สถาปนาทบิลิซีเป็นนครหลวง ตั้งตระหง่านอยู่คู่กัน ในอดีตโบสถ์ถูกทำลายและได้รับการบูรณะอยู่หลายครั้ง เคยถูกใช้เป็นคุกในยุคที่ราชวงศ์ซาร์สปกครอง และเปลี่ยนมาเป็นโรงละครในยุคโซเวียต และได้รับการบูรณะล่าสุดปลายปี 1980 เพื่อเป็นโบสถ์ออร์โธดอกซ์ของเมือง
  • เดินทางสู่ เมืองซาดาโคล (Sadakhlo) อยู่ทางด้านใต้ซึ่งเป็นเมืองพรมแดนที่อยู่ติดกับอาร์เมเนียและยังตั้งอยู่ใกล้กับประเทศอาร์เซอร์ไบจาน ตลอดเส้นทางท่านจะได้ชมวิวทิวทัศน์และธรรมชาติอันสวยของเทือกเขาคอเคซัสน้อย ที่อยู่ระหว่างอาร์เมเนียและอาร์เซอร์ไบจาน นำท่านผ่านด่านเมืองซาดาโคลและข้ามพรมแดนโดยมีเมืองอะลาเวอดี (Alaverdi) ที่เป็นเมืองชายแดนของอาร์เมเนียที่อยู่ติดกับจอร์เจีย
  • คืนนี้พักที่เมือง Sadakhlo

Day 7 : Sadakhlo – Haghpat city – Sanahin  Monastery 

  • นำท่านเดินทางสู่เมืองฮักห์พาท (Haghpat) เป็นเมืองในหมู่บ้านของจังหวัดลอรี่ที่อยู่ทางด้านเหนือของอาร์เมเนียเมืองนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเพราะเป็นที่ตั้งของวัดอารามโบราณทั้งสองแห่งให้ท่านได้ชมความสวยงามของอารามฮักห์พาท (Haghpat Monastery) ซึ่งถือได้เป็นผลงานชิ้นเอกของทางด้านศาสนาและทางด้านสถาปัตยกรรมในการก่อสร้างในยุคกลางอารามแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดยนักบุญนิชาน (Saint Nishan) ในราวศตวรรษที่ 10 ซึ่งอยู่ในระหว่างการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์อะบาส ที่ 1 (King Abas I) อารามแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของโลกในปีค.ศ.1996ซึ่งอดีตเป็นเพียงตัวโบสถ์เล็กๆ ของนักบุญนิชานที่ถูกสร้างขึ้นช่วงปีค.ศ.967 ต่อมาก็ได้ถูกสร้างขยายให้ใหญ่โตขึ้นและมีการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามแบบอาร์เมเนียน
  • ชมอารามโบราณสองแห่ง อารามฮัคพัท (Haghpat Monastry) และอารามซานาฮิน (Sanahin Monastery) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองฮักห์พาท (Haghpat) ทางตอนเหนือของประเทศ โดยอารามทั้งสองแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1996 สร้างขึ้นในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์คลูริเคียน (Klurikain Dynasty) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10-13 มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างแบบไบแซนไทน์กับแบบพื้นถิ่นคอเคเซียน สำหรับอารามทั้งสองยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะผ่านกาลเวลามานับพันปีแล้วก็ตาม
  • คืนนี้พักที่เมือง Haghpat

Day 8 : Dilijan – Sevan city – Geghard – Khor Virap

  • เดินทางสู่เมืองดีลีจาน (Dilijan) สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “สวิตเซอร์แลนด์น้อยแห่งอาร์เมเนีย” (Little Switzerland of Armenia) ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร จึงทำให้อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองเซวาน (Sevan) ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเซวาน (Lake Sevan) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดและทะเลปิดในประเทศอาร์เมเนียและคอเคซัสทะเลสาบนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกทะเลสาบเซวานล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำฮราซดานและแม่น้ำมาสริค ล่องเรือชมความสวยงามของทะเลสาบเซวาน (การล่องเรือขึ้นกับสภาพอากาศ) ตัวเมืองนี้ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 เมตร เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1842 ซึ่งเป็นหมู่บ้านพักอาศัยของชาวรัสเซียที่มีชื่อว่า เยเลนอฟก้า (Yelenovka) จนถึงปีค.ศ.1935 จึงได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เซวาน 
  • นำท่านแวะชมอารามเซวาน (Sevan Monastery) หรือมีชื่อเรียกว่า เซวานาแว๊งค์ (Sevanavank) ซึ่งคำว่าแว๊งค์เป็นภาษาอาร์เมเนีย มีความหมายว่า โบสถ์วิหาร สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณแหลมที่อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของฝั่งทะเลสาบเซวาน ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ.874 โดยเจ้าหญิงมาเรียม ซึ่งเป็นธิดาของกษัตริย์อะช๊อต ที่ 1 ซึ่งอยู่ในช่วงของการต่อสู้กับพวกอาหรับที่ปกครองดินแดนแห่งนี้
  • นำท่านเดินทางสู่วิหารเกกฮาร์ด (Geghard Monastery) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสวยงามของอาร์เมเนียเพราะเป็นวิหารที่สร้างอยู่ท่ามกลางเทือกเขาที่สวยงามและยังมีส่วนที่สร้างโดยการตัดหินเข้าไปในภูเขาอีกด้วยแม้ตัวอาคารของวิหารเกกฮาร์ดนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 แต่สำนักสงฆ์โบราณแห่งนี้ ได้ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อราวศตวรรษที่ 4 อิสระให้ท่านชมส่วนของห้องโถงของตัวโบสถ์ที่มีการตัดหินสร้างเป็นโดมแกะสลักอย่างสวยงามที่ถูกตกแต่งด้วยความศรัทธาในศาสนาคริสต์วิหารที่สร้างโดยการตัดหินให้กลายเป็นห้องโถงและได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2000
  • จากนั้นนำท่านเข้าชมวิหารการ์นี (Garni Temple) ซึ่งในอดีตเมื่อประมาณ 1,700 ปีมาแล้วบริเวณนี้เคยเป็นพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์อาร์เมเนียซึ่งในปัจจุบันยังคงมีหลงเหลืออยู่ ซากห้องสรงน้ำ (Royal Bath House) และอาคารทรงกรีกที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ Tiridates ด้านข้างของวิหารทรงกรีกก็มีซากโบสถ์คริสต์ที่สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 9 หลงเหลืออยู่ วิหารแห่งนี้ถูกทำลายด้วยแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1679
  • Garni Gorge เป็นช่องเขาที่สวยงามสะดุดตา หน้าผาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเสาหินบะซอลต์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ความเป็นธรรมชาตินี้คนท้องถิ่นขนานนามว่า “ซิมโฟนีออฟสโตน”
  • นำท่านไปชมวิหารคอร์วิราพ (Khor Virap) เป็นสถานที่มีชื่อเสียงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับพิธีจาริกแสวงบุญให้กับผู้มีชื่อเสียง คือ ท่านกรีกอร์ ลูซาวอริช (Grigor Lusavorich) ผู้ซึ่งกลายมาเป็นนักบุญเกกอรี่ที่ เป็นผู้เผยแผ่ทางด้านศาสนาฯ และต่อมาได้ถูกจองจำอยู่ในคุกนี้ถึง 13 ปีโดยคำสั่งของกษัตริย์ทิริเดท ที่ 3 แห่งอาร์เมเนีย ภายหลังท่านได้รับการยอมรับนับถือและแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราชองค์แรก
  • คืนนี้พักเมืองเยเรวาน

Day 9 : Yerevan

  • หลังอาหารเช้า ชมเมืองเยเรวาน
  • Armenian Genocide Memorial & Museum อนุสรณ์การสังหารหมู่ของอาร์เมเนียในจักรวรรดิออตโตมันในปี 1915 ถึง 1922 บนยอดเขาด้านบนเป็นอนุสรณ์ของยอดแหลมสูง 44 เมตรถัดจากแผ่นหินบะซอลต์ 12 แผ่นที่พาดผ่านเพื่อป้องกันเปลวไฟนิรันดร์
  • ชม The Iranian Blue Mosque มัสยิดบลูในเยเรวานเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในและเป็นสถานที่ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมเมื่อเดินทางไปเยเรวาน มัสยิดเก่าแก่นี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 เรียกว่า Blue Mosque เพราะสีน้ำเงินเป็นสีเด่นที่พบได้ทั้งทางเข้าและบนกระเบื้อง
  • ชมบริเวณรอบๆ ตัวเมืองหลวง เช่น จัตุรัสสาธารณะ (Republic Square) มหาวิทยาลัยของรัฐ (State University) ชมวิวทิวทัศน์ของเมือง (City Panorama)
  • จากนั้นนำท่านแวะถ่ายรูปกับ Yerevan Cascade อีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์เปิด (Open-air museum) ของเมืองเยเรวาน ซึ่งมีความงดงามทางศิลปะเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยกลุ่มบันได 5 ชั้น ซึ่งรายล้อมด้วยสวนดอกไม้และรูปปั้นมากมาย ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ โรงละครโอเปร่า และอนุสาวรีย์อิสรภาพ
  • ชมความสวยงามของ วิหารเอคมิอัดซิน (Echmiadzin Cathedral) ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแม่เจ้า (Holy Mother of God Church) เป็นโบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 4 และได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก
  • นำท่านเดินทางสู่ สนามบินสวาร์นอท เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ

Day 10 : Bangkok

  • เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

แกลลอรี่ทัวร์จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์ปากีสถาน

ทัวร์ปากีสถาน

ชมภาพจากทริปก่อนๆ แบ่งตามหมวดหมู่ (ดูคำบรรยายสถานที่ใต้ภาพ)

Highlight

Pakistan-Skardu

Dolmite + Cinque

Dolmite + Tuscany

Day 1 : Bangkok – Islamabad

  • นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ
  • บินสู่เมืองอิสลามาบัด ใช้เวลาเดินทางสู่เมืองอิสลามาบัด ประมาณ 5 ชั่วโมง
  • เดินทางถึงเมืองอิสลามาบัด เข้าสู่ที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย

Day 2 : Naran Valley – Chilas

  • นำทุกท่านเดินทางสู่ เมือง Chilas (เดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง) โดยผ่านถนนคาราโครัมไฮเวย์ เข้าไปตามเส้นทางที่ราบสูงบาบูซาน เข้าสู่ นาราน (Naran) หุบเขานารานซึ่งเต็มไปด้วยทะเลสาบและภูเขาที่งดงามราวภาพวาด
  • เดินทางต่อ ผ่านหุบเขา คัคฮาน (Kaghan Valley) หุบเขาสีเขียว จนถึง เมือง Chilas
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Chilas

Day 3 : Chilas – Fairy Meadows

  • ออกเดินทางสู่ Fairy Meadows โดยออกจากชีลา ถึงจุดเปลี่ยนรถที่ Raikot Bridge เราจะใช้รถจิ๊บนั่งคันละ 4-5 คน นั่งประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง สู่จุดเริ่มต้นเดินเทรค Fairy Meadows
  • นำท่านเดิน Trek ประมาณ 6.5 กม. สู่ Fairy Meadows ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง หรือจะใช้ม้าหรือล่อก็ได้ แต่แนะนำให้เดินจะสะดวกกว่า ทางเดินเป็นเนินสลับทางราบ วิวระหว่างทางเป็นลักษณะป่าสน สลับกับลำธารที่ไหลมาจาก Nanga Parbat Glacier บ่ายคล้อยชมวิวรอบๆ Fairy Meadows วิวทุ่งหญ้า พร้อมชมยอดเขา Nanga Parbat ในบรรยากาศสบายๆ
  • คืนนี้เราจะพักกันบนเขา Fairy Meadows

    ** วันนี้ให้เตรียมเป้ใบเล็ก เพื่อใส่ชุดไปนอนบนเขา 1 คืน กระเป๋าใบใหญ่ฝากไว้ในรถค่ะ**

Day 4 : Fairy Meadows – Garkush – Phander

  • เดินทางสู่ Phander Lake โดยผ่านเมือง Garkush ซึ่งจะเห็นแม่น้ำ Phander ทอดยาวอยู่ในระหว่างทางที่ขับรถผ่าน (ประมาณ 6-7 ชม.)
  • ชม ทะเลสาบฟันดาร์ Phander Lake เป็นอีกหนึ่งทะเลสาบที่ไม่ควรพลาด ความงดงามของธรรมชาติเปรียบเหมือนหญิงสาวที่สวยงามซ่อนอยู่ในบ้านที่รอให้เราได้เดินทางเข้ามายลโฉมและสัมผัสความงดงาม อิสระถ่ายภาพตามอัธยาศัย สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู่ เที่ยวชมหมู่บ้านและถ่ายภาพต้นผลไม้ หลากสีสัน มากมาย
  • ชมหุบเขายาซิน Yasin Valley ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาฮินดูกูช ชมความงดงามของฤดูไม้ไม้ผลิที่คอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยดอกไม้ ใบไม้ที่ค่อยๆแย้มดอก ออกใบมาให้เหล่าผู้เดินทางได้สัมผัส
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Phander

Day 5 : Phander – Gupis – Gilgit – Hunza

  • เดินทางต่อไปยังเมือง Hunza โดยผ่านเมือง Gupis ระหว่างทางท่านจะได้สัมผัส กับต้นผลไม้ต่างๆ เช่น แอปปริคอท , เชอร์รี่ , แอปเปิ้ล สีชมพู สีขาว ทั้งหุบเขาพร้อมกับวิวสายน้ำ พร้อมแนวเทือกเขาฮินดูกูชอันยิ่งใหญ่
  • นำท่านเดินทางต่อไปยัง Gilgit ระหว่างทางท่านจะได้สัมผัสกับแนวเทือกเขาคาราโครัมอัน ยิ่งใหญ่ ระหว่างทางแวะจุดชมวิวราคาโปชิ (Rakaposhi View Point)
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Hunza

Day 6 : Hunza

  • พาท่านชม บัลติทฟอร์ด (Baltit Fort) แลนมาร์คสำคัญของหุบเขาฮุนซ่า ซึ่งเคยใช้เป็นที่อยู่ในอดีตของกลุ่มผู้ปกครองฮุนซ่า จากจุดนี้สามารถเห็นวิวรอบๆเมืองฮุนซ่า บัลติทฟอร์ดมีอายุกว่า 700 ปี โดยได้ถูกต่อเติมส่วนต่างๆ เช่นระเบียง หน้าต่าง กำแพง เรื่อยมา ที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์บัลติสถานผสมผสานกับทิเบต
  • จากนั้นเดินชม ตลาดการค้าพื้นเมือง ของเมืองคาริมาบัด เลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองตามอัธยาศัย หรือจะเลือกเดินถ่ายรูปวิถีชีวิตและบ้านเรือนก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Hunza

Day 7 : Hunza – Passu – Suspension Bridge – Khunjerab

  • เดินทางสู่ทะเลสาบ Attabad ทะเลสาบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ดินถล่มมาปิดกั้นทางน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมะ ทำให้เกิดเป็นทะเลสาบที่สวยงาม นำท่านล่องเรือชมวิวที่ทะเลสาบ
  • จากนั้นเดินทางต่อเข้าสู่ เมืองพาสสุ ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ชมทะเลสาบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอันสวยงามอย่างยิ่ง
  • เดินทางถึงเมืองพาสสุ ชื่นชมวิวทิวทัศน์ ถ่ายรูปกับภูเขาฟันเลื่อย แล้วเดินทางต่อสู่เมืองซุส ( Sost) เมืองชายแดนของปากีสถานก่อนจะเข้าอุทยานแห่งชาติ Khunjerab เขตพรมแดนระหว่างปากีสถานและจีน พรมแดนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ คุนจีราบซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์พืชพันธุ์ไม้ป่า รวมทั้งสัตว์ป่าสงวนที่หาดูยาก จนถึงเวลาเดนิทางกลับเมืองพาสสุ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Passu

Day 8 : Passu – Gilgit

  • นำท่านเดินไปถ่ายภาพ Passu Village หมู่บ้านเล็กๆ น่ารักๆ เห็นวิวของ Passu peak
  • เดินทางสู่ Gilgit ระหว่างทางท่านจะได้สัมผัสกับแนวเทือกเขาคาราโครัมอันยิ่งใหญ่ เดินทางถึง เมืองกิลกิต (Gilgit) เมืองที่ตั้งอยู่บนเชิงเขาคาราโครัม พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองเต็มไปด้วยภูเขา ซึ่งภูเขาที่นี้มีความน่าสนใจอย่างมากเพราะได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความงามบริสุทธิ์ที่ตกสำรวจชาวโลก นอกจากนี้เมืองกิลกิตยังเป็นเมืองสำคัญที่เส้นทางสายไหมในอดีตตัดผ่าน
  • แวะชม พระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผา (Karga Buddha) เพราะความศรัทธาต่อพุทธศาสนาทำให้ชาวบ้านคนหนึ่งปีนขึ้นไปสลักรูปศาสดาของเขาบนหน้าผาที่สูงจากแม่น้ำ 400 เมตร เชื่อว่าสลักขึ้นราวศตวรรษที่ 7 อำลาเมืองกิลกิตที่เปรียบเสมือนจุดกึ่งกลางของเส้นทางการค้าขนส่งบนคาราโครัมไฮเวย์ (ประมาณ 2 ชม.)
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Gilgit

Day 9 : Gilgit – Islamabad

  • นำท่านเดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อเดินทางสู่ เมืองหลวงอิสลามาบัด โดย สายการบินภายในประเทศ
  • จากนั้นนำท่านถ่ายภาพที่มัสยิด Faisal Mosque  เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอิสลามาบัด สร้างเสร็จในปี 1986 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตุรกี ลักษณะคล้ายเต็นท์กลางทะเลทราย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Islamabad

    **กรณีที่สายการบินภายในประเทศยกเลิกการเดินทางเราจะเปลี่ยนเป็นการนั่งรถแทน โดยนั่งรถไปที่เมือง Naran และต่อเข้า Islamabad – ละฮอ ในวันรุ่งขึ้น**

Day 10 : IsIamabad – Lahore

  • เดินทางไปยัง เมืองละฮอร์ (Lahore city) เมืองที่มีประวัติศาตร์ที่ยาวนาน มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีชีวิตชีวา ตลาดในตรอกซอกซอยของเมืองค้าขายสินค้าต่างๆ เช่น ผ้าที่ปักด้วยมือ เครื่องหนัง เครื่องประดับ สร้อยข้อมือ-ข้อเท้าที่ทำด้วยแก้ว และเครื่องประดับทองคำและเงิน (เดินทางประมาณ 5-6 ชม.)
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Lahoe

Day 11 : Lahore City tour

  • ชม ลาฮอร์ฟอร์ท (Lahore Fort) สถานที่แห่งนี้ถูกสร้าง ถูกทำลายและสร้างใหม่นับครั้งไม่ถ้วน ก่อนที่จะกลายมาเป็น Lahore Fort ในปัจจุบัน สร้างโดยจักรพรรด์อัคบาร์ ในปี 1566 และสวนหย่อมที่สร้างแล้วเสร็จโดย จักรพรรดิ์แห่งมองโกล อัคบาร์, ป้อมปราการลาฮอร์ นี้ ถือได้ว่าเป็นสถานที่ซ่อนเร้นซากอันเก่าแก่โบราณที่สุด
  • นำคณะเดินทางสู่ ชายแดน Wagha Border ซึ่งเป็นชายแดนปากีสถาน-อินเดีย เพื่อชม พิธีปิดชายแดน (Closing Ceremony) (มีพิธีปิดทุกวัน) ท่านจะได้เห็นพิธีปิดด่าน ที่เป็นเหมือนพิธีปลุกใจของชาวปากีสถานและชาวอินเดีย ซึ่งว่ากันว่าถ้ามาละฮอร์จะพลาดการชมพิธีนี้ไม่ได้เด็ดขาด พร้อมทั้งให้ท่านเก็บภาพประทับใจของเจ้าหน้าที่ปิดด่านชายแดนในเครื่องแบบเต็มยศ
  • เดินทางสู่สนามบิน ละฮอร์ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ

Day 12 : Bangkok

  •  เดินทางถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

Day 1 : Bangkok – IsIamnabad

  • นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ  เดินทางไป Isalamabad
  • จากนั้นเดินทางเข้าสู่ที่พัก Islamabad

Day 2 : IsIamnabad – Skardu

  • เดินทางไปยังเมือง Skardu โดยสายการบินภายในประเทศ เมืองสการ์ดูนั้นเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อมากๆเพราะเป็นเสมือนเกทเวย์ เป็นต้นทางสู่การเทรคกิ้งภูเขาสำคัญหลายยอดเขาและเป็นจุดเริ่มต้นของนักปีนเขาเข้ามาพักที่เมืองสการ์ดู ถ้าหากมีการยกเลิกบินจากอิสลามาบัดไปสการ์ดู เนื่องจาก หลายสาเหตุ เช่น สภาพของอากาศ ปิด แปรปรวน เป็นต้น เราจะปรับเป็นการนั่งรถไปยังเมือง Chilas แทน
  • ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่ “Kharpocho fort” หรือเรียกว่า ราชาแห่งป้อมปราการ สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 16 โดย King Ali Sher ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 20 นาที
  • พักผ่อนที่เมือง Skardu/Chillas

Day 3 : Skardu – Kachura lake – Kachura Valley – Shangrilla Resort – Skardu Cold Desert

  • เดินทางสู่ Kachura Lake ห่างจาก Skardu ประมาณ 1.30 ชม. ถึง เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านนำท่านไปยังจุดลงเรือ ระหว่างทางท่านจะได้ชมวิวของหมู่บ้านไปจนถึงจุดลงเรือ
  • ชม จุดชมวิว Lower Kachura lake View point  หรือ Shangrila Resort เป็นทะเลสาบแบบ Private หรือส่วนตัวทะเลสาบที่เกิดจากการขุดขึ้นมาภายในมีรีสอร์ทเป็นที่นิยมของชาวปากีสถานที่ใช้มาพักผ่อนในฤดูร้อน
  • แวะชม ทะเลทราย Katpana หรือ เรียกว่า Cold Desert เป็นทะเลทรายที่ต่อยาวกับทะเลทรายที่ Khaplu Valley ไปยัง นูบร้าวัลเล่ย์ และ Shigar Valley ไปยังซันซการ์ วัลเล่ย์ ที่อินเดีย ทะเลทราย Katpana ตั้งอยู่ใกล้ๆและรอบๆ แม่น้ำ Indus
  • คืนนี้พักผ่อนกันเมือง Skardu

Day 4 : Chunda valley – Shigar Valley – 400 years old Wooden Mosqu – Hashoope Bagh (Garden)

  • ออกเดินทางไปเก็บภาพดอกไม้บานกันต่อที่ Chundar Valley
  • เดินทางกันต่อ ไปยัง Shigar Valley ประตูสู่ยอดเขาสูงแห่งเทือกเขาคาราโครัมที่นักปีนเขาจากทั่วโลกที่ชื่นชอบความท้าทาย จะต้องมาเริ่มต้นเดินทางกันที่นี่ ยอดเขาที่เรารู้จักก็เช่น Gasherbrum Peak และยอดเขา K2 ไปเก็บภาพสวยๆกันต่อที่  Hashoope Bagh(Garden) มัสยิดไม้โบราณอายุกว่า 400 ปี และป้อมปราการที่ถูกล้อมรอบไปด้วยดอกไม้สีชมพู
  • พักผ่อนที่เมือง Skardu

Day 5 : Shigar Valley – Royal Garden of Shigar fort – KKH – Gilgit

  • ไปเก็บภาพสวยๆ แห่งหุบเขา Shigar Valley และ Royal Garden of Shigar fort กันอย่างจุใจ จนถึงเวลาเดินทางไปยังเมือง Gilgit
  • เดินทางต่อไปยัง Gilgit เมืองประวัติศาสตร์ที่มีอายุทางประวัติศาสตร์ยาวนาน ล้อมรอบไปด้วยยอดเขาและธารน้ำแข็ง โดยจะใช้เส้นทาง คาราโครัมไฮเวย์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่สูงที่สุดในโลกและเป็นเส้นทางค้าขายเก่าของโลกหรือ Silky Road ระหว่างทางเราจะเห็นวิวภูเขาที่สวยงามตลอดทาง
  • พักผ่อนที่เมือง Gilgit

Day 6 : Hunza Valley – Rakaposhi View Point

  • ออกเดินทางไปยังเมือง Hunza เมืองโบราณที่อยู่ในหุบเขาซึ่งห่างไกลจากมลพิษ อุดมสมบูรณ์ได้ด้วยหุบเขาผลไม้ ทั้งเชอรี่ แอพพลิคอต เป็นต้น เดิมเมืองนี้เป็นรัฐอิสระที่มีอำนาจปกครองตนเองเป็นเวลามากกว่า 900 ปี ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายชีอะ พูดภาษาอูรดูเป็นภาษาท้องถิ่น
  • แวะจุดชมวิวราคาโปชิ (Rakaposhi View Point) 7,790 เมตร
  • พักผ่อนที่หมู่บ้าน Hunza

Day 7 : Baltit Fort – Passu valley – Hussaini Suspension Bridge[Text Wrapping Break] Atatbaad Lake – Duikhar Valley

  • ไปเก็บภาพแสงแรกกันที่ ป้อมบัลติท ( Baltit Fort) ที่มีอายุมากกว่า 700 ปี โดยผ่านการบูรณะมาหลายครั้งเป็นสถานที่ที่อยู่บนทำเลที่สวยงาม สามารถมองเห็นวิวของหุบเขา Hunza รอบด้าน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งดำเนินการโดย Baltit Heritage Trusts และอยู่ระหว่างการพิจารณาให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก
  • เดินทางสู่ Attabad Lake ทะเลสาบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2010 จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ดินถล่ม มาปิดกั้นทางน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมะ ทำให้เกิดเป็นทะเลสาบที่สวยงาม นำท่านล่องเรือชมวิวที่ทะเลสาบสีเทอควอย
  • แล้วเดินทางต่อเข้าสู่ เมืองพาสสุ ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ชมทะเลสาบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอันสวยงามอย่างยิ่ง เดินทางถึงเมืองพาสสุ
  • เดินทางไปเก็บภาพกันต่อที่สะพานไม้ Hussaini Suspension Bridge สะพานไม้ที่พาดผ่าน Borit Lake ที่มีฉากหลังเป็น Cathedral Mountain Peak
  • ชมวิวยามเย็นที่หุบเขาดุยเกอร์ (Dukhair Valley ) เพื่อชมความงามของพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนสูงตระหง่านกว่า 6000 เมตร ของยอดเขาราคาโพชิ (Rakaposhi) 7788 เมตร, ยอดเขาดิรันพีค (Diran Peak), ยอดเขาโกลเด้นพีค (Gloden Peak), ยอดเขาอัลเทอร์พีค (Ulter Peak),  ยอดเขาฮุนซ่าพีค (Hunza Peak),  ยอดเขาเลดี้ฟิงเกอร์ (Lady Finger) และเทือกเขาสูงอื่นๆ
  • เข้าพักผ่อนที่ Eagle Nest Hotel Hunza

Day 8 : Hunza – Gilgit – Chillas – Besham

  • เดินทางไปยังเมือง Besham โดยชมวิวระหว่างทางผ่านเมือง Gilgit และเมือง Chillas
  • นำท่านเดินทางต่อไปยังเมือง Besham จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้
  • เข้าพักผ่อนที่เมือง Besham

Day 9 : Besham – Islamabad

  • ออกเดินทางจาก Besham มุ่งหน้าสู่ Islamabad ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ช.ม.
  • นำชมพิพิธภัณฑ์ตักศิลา (Taxila Museum) สถานที่จัดแสดงพุทธประติมากรรมล้ำค่า อาธิเช่น พุทธศิลป์แบบกรีก จิตรกรรม ประติมากรรม เหรียญกษาปณ์ เครื่องปั้นดินเผา และงานศิลปะอื่นๆ นำชมโบราณสถานมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาสองแห่ง มหาวิทยาลัยจูเลียนและโมห์รา
  • นำท่านถ่ายภาพที่มัสยิด Faisal Mosque เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอิสลามาบัด สร้างเสร็จในปี 1986 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตุรกี ลักษณะคล้ายเต็นท์กลางทะเลทราย
  • เดินทางสู่สนามบินนานาชาติ Islamabad เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

Day 10 : Bangkok

  •  เดินทางถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

Day 1 : Bangkok – Urumqi  

  • ช่วงเช้า พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ
  • เดินทางถึงอูรูมู่ฉี นำท่านเข้าที่พัก
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Urumqi

Day 2 :  Tianchi – Hongshan – Dapaja Market  

  • เริ่มต้นเดินทางบนเส้นทางสายไหม ไปยังทะเลสาบเทียนฉือ ตั้งอยู่บนเทือกเขาเทียนซาน ตัวทะเลสาบตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขา เป็นทะเลสาบที่เกิดขึ้นจากการสลายตัวของหิมะบนภูเขาเทียนซาน ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บนความสูง 1,900 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในฤดูหนาวเมื่อผืนน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง คนในเมืองจะขึ้นมาเล่นสกีกันมากมาย ปลายเดือนเมษายนน้ำแข็งถึงจะละลายกลายเป็นผืนน้ำสีเขียวมรกต สะท้อนเงาเทือกเขาป๋อเก๋อต๋าฟงและป่าสนที่รายรอบ
  • ชม สวนหงซาน ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองซินเจียงพร้อมทั้งชมราวทางเดินที่มีแม่กุญแจคล้องไว้เป็นจำนวนมากตามความเชื่อของคู่รักที่ว่าจะทำให้ความรักของทั้งคู่ยั่งยืนและอยู่คู่ชีวิตกันตลอดไปพร้อม ถ่ายรูปกับทัศนียภาพอันสวยงาม
  • ช้อปปิ้งของฝากกลับบ้านที่ ตลาดพื้นเมือง เอ้อเต้าเฉียว (ตลาดต้าปาจา) เป็นตลาดพื้นเมืองที่เป็นสัญลักษณ์อูหลู่มูฉี จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง เช่น อัลมอนด์, วอลนัท, กีวีอบแห้ง, ลูกเกด ฯลฯ แล้วยังมีสินค้าประเภทเครื่องดนตรีพื้นเมือง รวมถึงเครื่องทองเหลือง เช่น แจกัน, กาน้ำชา เป็นต้น
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Urumqi

Day 3 : Urumqi – Kashgar – Apak Hoja Tomb – Kashgar Old City  Grand Bazaar

  • จนถึงเวลาเดินทางไปยังสนามบินไปยัง Kashgar โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางถึง Kashgar หรือคาสือ
  • ชมสุสาน Apak Hoja Tomb หรือ Tomb of Xiangfei ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมมุสลิมที่ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดีและงดงามที่สุดในมณฑลซินเจียง ก่อสร้างในปี พ.ศ.2183 เป็นงานที่แสดงลักษณะผสมผสานระหว่าง สถาปัตยกรรมของชาวเวคเกอร์ อาหรับและ พุทธศาสนา
  • Kashgar Old City เดินเล่นชมเมืองเก่าที่มีเสน่ห์ บ้านเรือนเก่าแบบตะวันออกกลาง เมืองเก่าคัชการ์ เป็นหมู่บ้านใหญ่ใจกลางเมืองคัชการ์ที่เกาะกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน มีเนื้อที่กินบริเวณกว้างขวางมาก และบ้านแต่และหลังก็สร้างตามวัฒนธรรมผสมระหว่างชาวฮั่น และชาวอุยกูร์ บ้านส่วนใหญ่จะสร้างด้วยอิฐและไม้ผสมกัน มีซอกซอยถนนหนทางเชื่อมต่อกันไปมาเหมือนใยแมงมุม
  • ถนนสายหัตถกรรมชาวคัชการ์ The Great Bazaar เป็นถนนสายเดียวที่ชาวคัชการ์ เรียกว่าถนนช่าง หมายถึงว่า เป็นถนนที่รวมของช่างสิบหมู่ที่มีชื่อเสียงของที่นี่มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นถนนที่มีสีสรรที่สุดในเมืองคัชการ์ และเป็นบาซาร์ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลซินเจียง
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Kashgar

Day 4 : Id Kah Mosque –  Bulongkol Lake – Karakul Lake – Stone Fort  – Tashkorgan

  • หลังอาหารเช้าชม Id Kah Mosque ศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมทั่วทั้งมณฑลซินเจียง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองคัชการ์ เป็นมัสยิดที่มีขนาดใหย่ที่สุดในประเทศจีน มีขนาดพื้นที่ประมาณ 16,800 ตารางเมตร สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1442 โดย Shakesimierzha ผู้ปกครองคัชการ์ แรกเริ่มสร้างขึ้นเพื่อเซ่นสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษในยุคต่อมาได้มีการก่อสร้างขยายใหญ่ขึ้น เพื่อใช้มัสยิดสำหรับประกอบพิธีกรรมของชาวคัชการ์ มัสยิดอิคคาห์สร้างด้วยอิฐสีเหลืองประตูทางเข้ามีความสูงถึง ๑๒ เมตร สองข้างมีหอขานละหมาดสูง ๑๘ เมตร ประดับกระเบื้องโมเสกหลากสีสันเป็นลวดลายเราขาคณิตอย่างงดงาม ผสานกับลวดลายปูนปั้นเป็นพรรณพฤกษาต่างๆนานา
  • ชมทะเลสาบ Bulongkol Lake หรือเรียกว่า Corner Lake ทะเลสาบบนเนินเขาที่ปกคลุมด้วยทะเลทราย มีโครงการที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นอ่างเก็บน้ำมาใช้เป็นพลังงาน
  • ชมทะเลสาบคาราคูล Karakul Lake เป็นทะเลสาบสีเขียวเข้ม ที่มีขุนเขาหิมะสูงเสียดฟ้า ห้อมล้อมไว้ ขุนเขาเหล่านี้จะทอดเงาลงสู่ผืนน้ำอันสงบนิ่งของทะเลสาบ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ตร.กม. มีความลึก ๓๐ เมตร ในบางคราวจะเห็นกระโจมที่พักของชาวเคอกิส-ผู้เร่ร่อนอยู่บนที่ราบพามีร์กางอยู่อิงแนบผืนทะเลสาบ
  • ระหว่างทางแวะเที่ยวชม ป้อมหิน Stone Fort ที่มีอายุมากกว่า 2000 กว่าปี ที่เคยเป็นเมืองมาก่อน เมื่อสมัยโบราณบนเส้นทางสายไหมนี้ พ่อค้าแม่ค้าจะแวะเวียนมาพักพิงก่อนที่จะเดินทางต่อไป
  • เดินทางไปยังด่าน Tashkorgan เมืองชาวมุสลิมทาจิก ชมวิวระหว่างทาง อาจจะได้เห็นสัตว์ป่าของหิมาลัย เช่น ibex เลียงผา เสือดาวหิมะ เป็นต้น
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Tashkorgan

Day 5 : Tashkorgan – Sost – Khunjerab – Passu

  • เดินทางต่อสู่เมืองซุส (Sost) เมืองชายแดนของปากีสถาน เป็นเมืองที่มีการทำการค้าขายไปมาระหว่างชาวปากีสถานและชาวจีนที่ข้ามแดน
  • จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติ Khunjerab เขตพรมแดนระหว่างปากีสถานและจีนที่มีความสูง 4,730 เมตร เป็นจุดที่สูงที่สุดบนคาราโครัมไฮเวย์สร้างตั้งแต่ปี 1964 โดยความร่วมมือของจีนและปากีสถาน โดยมีเทือกเขาคาราโครัมเป็นเส้นแบ่งแนวตามธรรมชาติขวางอยู่
  • ผ่านด่านคุนจิราบพาส ชายแดนจีน-ปากีสถาน รถจะวิ่งไต่ระดับความสูงจาก3-4000 เมตร  
  • มุ่งหน้าเข้าไปชมทะเลสาบ Borith Lake (2,600m.) ทะเล สาบน้ำจืดสีเขียวใส มองเห็นเงาสะท้อนของยอดเขา Gulmit Tower จากนั้นอีกไม่นานจะเข้าสู่จุดเริ่มเดินเพื่อมุ่งหน้าสู่ Passu Glacier (*) ธารน้ำแข็งสีขาวขนาดใหญ่ที่จะต้องเดินเท้าเข้าไปใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการเข้าเดินเท้าไปกลับ(*) ควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปด้วยเพราะอากาศค่อนข้างเย็นตั้งแต่นั่งเรือในทะเลสาบ Attabad และลมค่อนข้างแรงระหว่างที่เดิน trek ไปชมธารน้ำแข็ง (**) ควรเตรียมรองเท้าที่เหมาะสมกับการเดินบนเส้นทางแคบๆ ที่ขรุขระเต็มไปด้วยหิน
  • เดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พักที่ Passu  

Day 6 : Attabat Lake – Carthedral Peak – Suspention Bridge  Hunza  

  • นำท่านล่องเรือที่ Attabat Lake ที่เพิ่งเกิดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เหตุเพราะเกิดแผ่นดินถล่มครั้งใหญ่คาราโครัมไฮเวย์ถูกตัดขาด ดินจากภูเขาถล่มลงมาขวางกั้นแม่น้ำฮุนซ่าจนเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่มีความยาว 21 กิโลเมตรความลึก 103 เมตร (ใช้เวลาในการล่องเรือ ประมาณ 30 นาที)
  • มุ่งหน้าสู่หุบเขา Gojal Valley หนทางค่อนข้างแคบลัดเลาะไปตามแม่น้ำสีฟ้าเทอควอยส์ชมวิวข้างทางต่ออีกไม่ไกลจะพบกันยอดเขาสูงสัณฐานแปลกตาอย่าง Passu Cathedral หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า Passu Cones ส่วนชื่อท้องถิ่นเรียกว่า Tupopdan (6,106 m) ระหว่างทางแวะถ่ายภาพกันที่ Passu Glacier View point
  • พาไปชมสะพานวัดใจ Hussaini Hanging Suspension Bridge โดยเดินเท้าจากจุดจอดรถลงไปที่ตัวสะพานประมาณ 30นาที สะพานมี ระยะทางยาว 900 ฟุต มีจำนวนแผ่นไม้กว่า 400 แผ่นโดยที่แต่ละแผ่นห่างกันประมาณ 40-50 cm.
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Hunza

Day 7 : Baltit Fort – Altit Fort – Duikar 

  • พาท่านชมบัลติทฟอร์ด (BALTIT FORT) แลนมาร์คสำคัญของหุบเขาฮุนซ่า ซึ่งเคยใช้เป็นที่อยู่ในอดีตของกลุ่มผู้ปกครองฮุนซ่า จากจุดนี้สามารถเห็นวิวรอบๆ เมืองฮุนซ่า บัลติทฟอร์ดมีอายุกว่า 700 ปี โดยได้ถูกต่อเติมส่วนต่างๆ เช่นระเบียง หน้าต่าง กำแพง เรื่อยมา ที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์บัลติสถานผสมผสานกับทิเบต
  • แวะเที่ยวชมและศึกษาประวัติความเป็นมาอันยาวนานกว่า 1,100 ปี ของวังโบราณและป้อมปราการ Altit fort สถานที่แห่งนี้ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก (UNESCO World Heritage site) ตั้งอยู่บนหน้าผาริมแม่น้ำฮุนซา (Hunza River) ต้องเดินขึ้นเนินที่ไม่ชันนักขึ้นไป ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม บริเวณโดยรอบเป็นชุมชนโบราณอายุกว่า 400 ปี และร้านขายของที่ระลึก
  • ชม ตลาดการค้าพื้นเมือง ของเมืองคาริมาบัด เลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองตามอัธยาศัย หรือจะเลือกเดินถ่ายรูปวิถีชีวิตและบ้านเรือนก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย ได้เวลาสมควรพาคณะเข้าที่พักที่ Eagle Nest Resort เป็นรีสอร์ทที่อยู่สูงที่สุดในเมือง Karimabad สามารถมองเห็นหุบเขาเบื้องล่างได้อย่างสวยงาม รวมถึงยอดเขาต่างๆ ที่อยู่รายรอบ โดยเฉพาะ เลดี้ฟิงเกอร์ ซึ่งมาจากรูปทรงที่เหมือนนิ้วของหญิงสาว
  • มุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวเมือง Karimabad ซึ่งเป็นเมืองหลักของเขต Hunza นั่งรถต่อไปอีกประมาณ 30 นาทีแต่เป็นการไต่ระดับขึ้นสู่ Duikar ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง (2,850m.)
  • พักผ่อนตามอัธยาศัย และสามารถเดินไปยังเนินเขาใกล้ๆ ที่พักซึ่งใช้เวลาเดินขึ้นไปประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ณ จุดชมวิวแห่งนี้สามารถมองเห็น Ganish Valley ได้ทั้งเมือง รอบตัวเป็นยอดเขาหิมะ เช่น Rakaposhi (7,788m.), Golden peak (7,027m.), Lady Finger (6,000m.), Ultar Sar (7,388m.) เรียกได้ว่า ที่นี่คือ Roof of Hunza เลย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Duikar

Day 8 : Hunza – Gahkuch – Gupis

  • เดินทางต่อสู่ เมืองกิลกิต (Gilgit) ระหว่างทางแวะจุดชมวิวราคาโปชิ (Rakaposhi View Point) ยอดเขาที่มีความสูง 7,788 เมตร สูงเป็นอันดับ 11 จากยอดเขาสูงทั้งหมดของปากีสถานจากนั้นเดินทางต่อสู่หมู่บ้านฮุนซ่า
  • จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมือง Garkuch เมืองหลวงของ Ghizer ที่เป็นศูนย์รวมการค้า และการสัญจรในเส้นทางหลักที่มุ่งสู่เมือง Gupis
  • ออกเดินทางไปสู่ Khalti Lake ทะเลสาบที่มีความใสราวกับกระจก ในยามที่ลมสงบ จะสามารถมองเห็นภาพสะท้อนน้ำเป็นวิวที่สวยงาม
  • เดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พักที่ Gupis

Day 9 : Gupis – Gilgit – Raikot- Fairy Meadows

  • ออกเดินทางสู่ Fairy Meadows ถึงจุดเปลี่ยนรถที่ Raikot Bridge เราจะใช้รถจิ๊บนั่งคันละ 4-5 คน นั่งประมาณ 1 ชั่วโมง ครึ่ง สู่จุดเริ่มต้นเดินเทรค Fairy Meadows 
  • นำท่านเดิน Trek ประมาณ 6.5 กม. สู่ Fairy Meadows ใช้เวลาประมาณ 2.5 – 3.5 ชั่วโมง หรือจะใช้ล่อก็ได้ ทางเดินเป็นเนินสลับทางราบ วิวระหว่างทางเป็นลักษณะป่าสน สลับกับลำธารที่ไหลมาจาก Nanga Parbat Glacier บ่ายคล้อยชมวิวรอบๆ Fairy Meadows วิวทุ่งหญ้า พร้อมชมยอดเขา Nanga Parbat ในบรรยากาศสบายๆ
  • ชมยอด Nangar Parbat จุดชมวิวยอดเขาสูงสุดอันดับ 9 ของโลก ที่สูงถึง 8,126 เมตร เป็นยอดเขาที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัย และสูงเป็นอันดับ 2 ของปากีสถาน เป็นรองเพียงยอด K2
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Fairy Meadows

Day 10 : Fairy Meadows – Chilas

  • หลังรับประทานอาหารเช้า เดินเล่น ชมวิวยามเช้าที่ทุ่งหญ้าแห่ง Fairy Meadows เก็บภาพความประทับใจของธานน้ำแข็ง และยอด Nangar Parbat จนพอใจ
  • จากนั้นเดินทางสู่ เมือง Chillas เมืองขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหม ณ จุดเลาะเลียบแม่น้ำฮุนซาทางตอนเหนือและแม่น้ำสินธุ เมืองชีลาสแห่งนี้มีการค้นพบหลักฐานกว่า 20,000 ชิ้น เกี่ยวกับงานศิลปะภาพเขียนโบราณบนโขดหิน
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Chillas

Day 11 : Chilas – Mansehra

  • หลังอาหารเช้า เดินทางไกลเพื่อไปยังเมือง Mansehara เมืองหลวงทางตะวันออก ตั้งอยู่ในจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ของปากีสถาน จัดเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนี้
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Mansehra

Day 12 :  Mansehra – Taxila – Faisal – Bangkok

  • ออกเดินทางสู่ เมืองหลวงอิสลามาบัด (Islamabad) เป็นเมืองหลวงของปากีสถานแห่งใหม่ ที่ย้ายมาจากเมืองการาจีที่อยู่ทางตอนใต้ เมืองอิสลามาบัดตั้งอยู่บนที่ราบสูงโปโตฮาร์ (Potohar) บริเวณเทือกเขามาร์กัลลา (Margalla Hills) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ชื่อ อิสลามาบัด หมายถึง ที่อยู่ของชาวมุสลิม 
  • นำชมพิพิธภัณฑ์ตักศิลา (Taxila Museum) สถานที่จัดแสดงพุทธประติมากรรมล้ำค่า อาธิเช่น พุทธศิลป์แบบกรีก จิตรกรรม ประติมากรรม เหรียญกษาปณ์ เครื่องปั้นดินเผา และงานศิลปะอื่น ๆ นำชมโบราณสถานมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาสองแห่ง มหาวิทยาลัยจูเลียนและโมห์รา
  • จากนั้นนำท่านถ่ายภาพที่มัสยิด Faisal Mosque เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอิสลามาบัด สร้างเสร็จในปี 1986 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตุรกี ลักษณะคล้ายเต็นท์กลางทะเลทราย
  • เดินทางสู่สนามบิน Islamabad เดินทางกลับประเทศไทย

Day 13 : Bangkok

  • เดินทางถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

**โปรแกรมอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม**

Soon

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์อิหร่าน

ทัวร์แกรนด์อิหร่าน

สัมผัสดินแดนอารยธรรมเปอร์เซียร์

สรุปทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok – Tehran

  • ช่วงค่ำ นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ
  • ออกเดินสู่กรุงเตหะราน

Day 2 : Tehran   

  • เดินทางถึงท่าอากาศยานอิหม่ามโคมัยนี ซึ่งอยู่ทางใต้ของกรุงเตหะราน
  • นำท่านชม Azadi Tower หนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศอิหร่าน อนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ ตั้งอยู่ที่ Azadi Square สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1971 เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบปี 2500 ของจักรวรรดิเปอร์เซีย ความโดดเด่นของอนุสาวรีย์นี้ คือการออกแบบอนุสาวรีย์เป็นรูปตัว Y คว่ำ ซึ่งมีการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซียหลายๆ ยุคไว้ด้วยกัน อนุสาวรีย์นี้ออกแบบโดย Hossein Amanat สถาปนิกชื่อดังชาวอิหร่าน
  • ชมพระราชวังกุหลาบ Golestan Palace พระราชวังแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเตหะราน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสตวรรษที่ 16 ในราชวงศ์ Safavid สิ่งที่เหลืออยู่จากสมัยนั้น คือ ป้อมสูง (Citadel) สำหรับส่องดูข้าศึกและสถานอาบน้ำแบบเติร์ก องค์การยูเนสโก้ได้ประกาศให้ Golestan Palace เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2007 ความสวยงามของสถานที่นี้จนมีผู้ยกย่องว่า “A masterpiece of the Qajar era” ปัจจุบันพระราชวังโกเลสตานยังคงใช้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญ แขกบ้านแขกเมืองมาจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ
  • เดินเล่นชม Tehran Grand Bazaar สีสันของการจับจ่าย อาหาร แฟชั่น เครื่องประดับ พรม ขนม ของฝาก ฯลฯ กับพื้นที่กว่า 10 กิโลเมตร ตลาดนี้ตั้งอยู่ที่จตุรัส ARG หรืออยู่ตรงข้ามกับประตูทางออกของพระราชวัง Golestan เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีตรอกซอกซอยครอบคลุมไปทั่วบริเวณ
  • นําท่านชมกรุอภิมหาสมบัติที่พิพิธภัณฑ์อัญมณีแห่งชาติอิหร่าน (National Jewelry Museum) ซึ่งอัญมณีจากทุกยุคทุกสมัยของกษัตริย์ทุกราชวงศ์ทีเคยปกครองอาณาจักร เปอร์เซียในอดีตและครอบครองอภิมหาสมบัติจํานวนมากมายนั้น ล้วนถูกเก็บไว้ในสถานทีแห่งนี้จนเรียกได้ว่ามีความอลังการในชนิดและรูปแบบ และมโหฬารในจํานวนที่มากมายที่สุดในโลกจากพิพิธภัณฑ์อัญมณี
  • นำท่านเดินทางชม Tabiat Bridge สะพานคนเดินที่ใหญ่และยาวที่สุดในกรุงเตหะราน โดยสะพานแห่งนี้ถือเป็นความภูมิใจในสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ร่วมสมัยของชาวอิหร่าน ซึ่งตัวสะพานสร้างเชื่อมสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ Taleghani Park และ Abo-Stash Park โดยสถาปิกผู้ออกแบบนามว่า Leila Araghian ซึ่งผลงานการออกแบบสะพานแห่งนี้ได้รับรางวัล Architizer A+ Award จัดขึ้นที่กรุง New York อีกด้วย
  • คืนนี้พักที่เมือง Tehran

Day 3 : Tehran – Kashan   

  • เดินทางไปยังเมือง Kashan เป็นเมืองในโอเอซิสที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ นำท่านไปเที่ยวชม สวนฟิน (Fin Garden) ซึ่งเป็นสวนที่อยู่ติดกับที่ราบเชิงเขาซาโกรซ ถูกสร้างขึ้นในราชวงศ์ซาฟาวิด โดย ชาห์ อับบาสที่ 1 ออกแบบให้เป็นสวนแบบเปอร์เซีย ภายในสวนได้ถูกตกแต่งด้วยน้ำพุ ที่เกิดจากแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งมีความดันจากน้ำใต้ดิน สามารถให้มีกำลังน้ำที่ไหลไปตามท่อต่างๆ และไหลไปหล่อเลี้ยงต้นไม้ต่างๆ ภายในสวนด้วย และยังมีวังอันสวยงามที่ถูกสร้างเป็น 2 ชั้นสำหรับเป็นที่ประทับ พร้อมกันนั้นก็มีห้องอาบน้ำและอบไอน้ำ
  • ชม Tabatabaei house เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ของพ่อค้าพรม ที่บริจาคให้กับรัฐบาลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชมความอลังการบ้านที่เอกลักษณ์ ความเป็นอยู่คนคาซาน ลักษณะของคฤหาสน์ ลานโล่ง และสระน้ำอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยอาคารแบ่งเป็นห้องต่างๆ ที่น่าสนใจ คือ หอดักลมที่ช่วยระบายความร้อนในช่วงฤดูร้อน และให้ความอบอุ่นช่วงฤดูหนาว
  • ชม Borujerdi Historical House บ้านหรือคฤหาสน์หลังนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพ่อค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองคาชาน ชื่อว่า ฮัจ เซเยส จาฟาร์ นาทานซี เพราะว่าได้ทำการส่งสินค้าออกไปยังเมืองบรูเจอร์ดี บ้านหลังนี้ได้ถูกสร้างเมื่อปี ค.ศ.1875 ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 18 ปี ภายในประกอบไปด้วยสนามหญ้าที่ถูกตกแต่งด้วยต้นไม้ และตัวบ้านมีลักษณะเป็นช่องลมเพื่อให้อากาศได้ถ่ายเทและหมุนเวียน อีกทั้งยังทำการตกแต่งลวดลายฝาผนังด้วยการแกะสลักปูนปั้นและทาสีให้มีความสวยงามตามแบบลักษณะของอิหร่านอีกด้วย
  • เที่ยวชม Agha Bozorg Mosque เป็นมัสยิดเก่าแก่ต่อมาในราชวงศ์กอจาร์กได้สร้างโรงเรียนสอนศาสนาขึ้นมาด้วย ด้านหน้ามัสยิดจะมีสนามหญ้า ไม้ประดับ ตรงกลางมีน้ำพุ ส่วนด้านหลังจะเป็นตัวโดมที่ถูกสร้างด้วยอิฐ
  • เที่ยวชม Kashan Bazaar เป็นบารซาร์ที่ตั้งอยู่ในกลางเมืองที่เก่าแก่ สร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์ซาฟาวิด ภายในตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงและยังถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบันนี้
  • คืนนี้พักที่เมือง Kashan

Day 4 : Kashan – Esfahan   

  • เดินทางไปยังเมือง Esfahan ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานทางทิศใต้ราว 340 กม. อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซียแห่งยุคที่มีความรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 17-18 มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิด ซึ่งเป็นชาวเปอร์เซียแท้ และเมืองหลวงอิสฟาฮานก็กลายเป็นทั้งเมืองศูนย์กลางการปกครองและเมืองศูนย์กลางทางการค้า จนได้รับฉายาว่า Esfahan is half of the world และปัจจุบันนี้เป็นเมืองมรดกโลกโดยการขึ้นทะเบียนของ UNESCO เมื่อเดินทางถึงเมือง Esfahan นำท่านเข้าเช็คอินที่โรงแรม
  • นำท่านเยี่ยมชม Naqsh-e-Jahan ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งนับว่าเป็น จัตุรัสที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่มีความกว้าง 165 เมตร และมีความยาวถึง 500 เมตร รวมเนื้อที่ประมาณ 80,000 กว่าตารางเมตร ใหญ่กว่าจัตุรัสแดงในกรุงมอสโควถึง 2 เท่า ในอดีตเป็นสนามแข่งโปโล หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จัตุรัสอิหม่าม Imam Square อัญมณีแห่งโลกมุสลิมที่ผนวกรวมทั้งแนวความคิด ปรัชญา และสถาปัตยกรรมที่สวยงามเอาไว้ในที่เดียวกัน
  • ชม พระราชวังอะลีคาปู (Ali Qapu Palace) สร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที 16 เพื่อเป็นที่ประทับของกษัตริย์ชาห์อับบาสที 1 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของจัตุรัสอิหม่าม เป็นอาคาร 6 ชั้น ที่ใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง บนชั้นของพระราชวังสร้างเป็นห้องโถงใหญ่และมีระเบียงหันหน้าเข้าหาจัตุรัสอิหม่ามสําหรับพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ไว้ประทับทอดพระเนตรการละเล่นต่างๆ และปัจจุบันกลายเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพมุมสูงที่สวยงาม ซึ่งสามารถมองเห็นทุกมุมและทุก อย่างที่อยู่บนจัตุรัสได้อย่างชัดเจน
  • ชม Bazaar of Esfashan หรือที่เรียกกันว่า Qeysarriyeh Bazaar ตลาดใหญ่ประจำเมืองที่เป้นแหล่งการค้าหรูในสมัยซาฟาวิด ตลาดนี้มีสินค้าพื้นเมือมากมาย เช่น พรม กระเป๋าผ้า เครื่องประดับ เครื่องเงิน แจกัน ของแต่งบ้าน เป็นต้น
  • คืนนี้พักที่เมือง Esfahan

Day 5 : Esfahan  

  • ชมมัสยิดอิหม่าม (Imam Mosque) ตั้งอยู่ปลายสุดทางด้านทิศใต้ของจัตุรัส เป็นหนึ่งในมัสยิดทียิงใหญ่และสวยงามทีสุดแห่งหนึ่งของโลก เริ่มสร้างในปี 1611 สมัยกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 1 และเสร็จสมบูรณ์ในอีก 4 ปีต่อมา นอกจากขนาดที่ใหญ่โตโอฬารแล้ว ยังเป็นมัสยิดที่มีองค์ประกอบทางด้าน สถาปัตยกรรมที่สวยงามที่สุดในประเทศอิหร่านโดยเฉพาะโดมประธานขนาดมหึมาที่สร้างคร่อมกันเป็นสองชั้นขนานกันตลอดทุกตารางนิ้ว ซึ่งมีผลต่อการระบายอากาศและการกระจายของเสียงผู้นําสวดให้แผ่ออกไปจนได้ยินอย่างชัดเจนในทุกซอกทุกมุมของมัสยิดโดยไม่ต้องใช้ไมโครโฟน
  • เข้าชมมัสยิด Sheikh Lotf Allah ซึ่งเป็นมัสยิดที่มีการออกแบบทั้งภายในและภายนอกอย่างสวยงามวิจิตรตระการตา ประดับประดาไปด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามตามแบบศิลปะเปอร์เซีย นอกจากนี้กลุ่มอาคารต่างๆ ยังมีการตกแต่งที่สวยหรูไม่แพ้กันอีกด้วย ที่นี่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979
  • ชม Chehel Sotun Palace หรือ วัง 40 เสา ซึ่งความจริงแล้วมีเสาเพียง 20 ต้นเท่านั้น แต่เมื่อมองผ่านเข้ามาทางสระน้ำหน้าวังจะเป็นเงาในน้ำอีก 20 ต้น ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1614 โดยสถาปนิก ชื่อ ชีคห์ บาไฮ พื้นที่ของพระราชวังประมาณ 67,000 ตรม. ด้านหน้ามีสระน้ำมีความยาว 100 เมตร และกว้าง 16 เมตร และตัวพระราชวัง 2 ชั้นสูง 15 เมตร มีการแกะสลักลวดลายประตูหน้าต่างที่สวยงาม และล้อมรอบไปด้วยสวนดอกไม้ที่เขียวชอุ่มเพื่อให้เป็นที่พักผ่อนของกษัตริย์และนางสนมต่อมาใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ซึ่งต่อมาก็ได้ถูกต่อเติมโดยกษัตริย์ชาห์ อับบาส ที่ 2 และเสร็จเรียบร้อยในปี ค.ศ.1647
  • ชมโบสถ์แว้งค์(Vank Church) ซึ่งเป็นโบสถ์ประจําชุมชนชาวอาร์เมเนียซึ่งพักอาศัยอยู่ในเขต “นิวจุลฟา” ของเมืองอิศฟาฮาน ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด๊อกซ์ นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของคนต่างนิกาย ต่างศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และชี้ให้เห็นถึงความใจกว้างของผู้นําประเทศและผู้นําทางศาสนาซึงเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ ตัวโบสถ์สร้างระหว่างปี 1606-1655 หากมองจากภายนอกจะเห็นโดมของโบสถ์เหมือนเป็นโดมของมัสยิด แต่ถ้าดูให้ดีจะเห็นไม้กางเขนขนาดเล็กปักอยู่ที่โดมใกล้ๆ กับตัวโบสถ์จะมีพิพิธภัณฑ์ของชาวอาร์เมเนียนซึ่งจัดแสดงภาพเขียนของบุคคลสําคัญของชาวอาร์เมเนียน และบางส่วนจัดแสดงวิวัฒนาการเกียวกับการพิมพ์ในอิหร่าน ซึ่งชาวอาร์เมเนียนเป็นผู้บุกเบิก
  • นำทุกท่านเดินทางสู่เขต New Julfa ซึ่งเป็นเขตที่ชาวอาร์เมเนียอพยพมาตั้งรกรากที่เปอร์เซียแห่งนี้ตั้งแต่สมัยสงครามออตโตมัน ในปี ค.ศ. 1603-1618 โดยได้นำเอาคริสต์ศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ชาวอาร์เมเนียนมาด้วย
  • ชื่นชมทัศนียภาพของความงดงามของสายน้ำ สะพาน Siosepol Bridge สะพานที่สร้างขึ้นด้วยอิฐโบราณที่โค้งรับน้ำถึง 33 โค้ง สร้างประมาณราว ค.ศ. 1622 เป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย ซึ่งมีความโดดเด่นและ ความสวยงามมากมีอายุกว่า 380  ปี สะพานนี้ทอดข้ามแม่น้ำซอยันเดห์โรด์ เช่นเดียวกับสะพานคาจู
  • ชม สะพาน Khajou Bridge เป็นสะพานเก่าแก่ที่สวยงามที่สุดในเมืองอิสฟาฮาน ของประเทศอิหร่าน ข้ามแม่น้ำแม่น้ำซอยันเดห์โรด์ (Zayandeh-Rud) สร้างมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิตีมูร์ ในศตวรรษที่ 15 ก่อนที่ในศตวรรศที่ 17 ราวปี ค.ศ. 1650 กษัตริย์ชาวเปอร์เซีย “ชาห์ อับบัสที่ 2” แห่งราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid Dynasty) ได้สร้างสะพานใหม่ทับรากฐานสะพานเก่า ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบสะพานโค้งโรมัน สะพานคาจูมีสีน้ำตาลอ่อนตามสีอิฐที่ใช้ก่อสร้าง มีความยาวถึง 132 เมตร กว้าง 12 เมตร มี 2 ชั้น ประกอบด้วยซุมโค้ง 23 ซุ้ม โครงสร้างด้านบนเป็นอิฐ สร้างเป็นถนนให้สัญจร ตรงกลางทั้งสองข้างของสะพาน มีศาลาโถงรูปหกเหลี่ยมตั้งอยู่ อดีตเป็นพลับพลาที่ประทับ เพื่อให้กษัตริย์และข้าราชบริพาร
  • คืนนี้พักที่เมือง Esfahan

Day 6 : Esfahan – Meybod – Yazd   

  • เดินทางต่อสู่เมืองเมย์บ็อด (Meybod) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองนาอีนประมาณ 1 ชั่วโมง นําท่านชมป้อมปราการนาริน (Narin Caravan Sarai) ซึ่งนักประวัติศาสตร์ เชื่อว่าในบริเวณนี้คือที่ตั้งหลักแหล่งของคนยุคบรรพกาลตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว และป้อมปราการแห่งนี้ก็สร้างคร่อมบนที่ตั้งหลักแหล่งเดิมตั้งแต่ประมาณ 800-900 ปี ก่อนคริสตกาลในยุคกษัตริย์โซโลมอนแห่ง อาณาจักรยูดายส่วนป้อมปราการที่เห็นในปัจจุบันนี้ได้สร้างขึ้นใหม่ในยุคซัสซาเนียน ของเปอร์เซียนี้เอง
  • ชมที่พักแรมทางของพ่อค้าในอดีตซึ่งเรียกว่า “คาราวานซาราย” (Caravan Sarai) และปัจจุบันนี้ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักสําหรับนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสบรรยากาศแบบย้อนยุคเมื่อเกือบ 500 ปีทีแล้ว
  • แวะชม Ice House โกดังเก็บน้ำแข็ง (หิมะ) ในช่วงฤดูหนาวสำหรับใช้ในหน้าร้อน
  • ชม Pigeon House หอคอยนกพิราบอาบุ 200 ปี ภายในแบ่งเป็นช่องขนาดพอดีตัวนกพิราบ มีทั้งสิ้น 1,000 ช่อง เพื่อเลี้ยงเป็นอาหารและนำมูลไปใช้เป็นปุ๋ย
  • แวะ จิบกาแฟที่ร้าน Yazd Art House เป็นร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ และร้านขายของฝากที่ก่อตั้งโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขต Yadz
  • ชมเมืองเก่าแห่งยาซด์ เป็นสถานที่ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในโลก และอยู่ในรายชื่อที่เป็น UNESCO World Heritage site มีมาตั้งแต่ 5000 ปีที่แล้วซึ่งเป็นปีก่อตั้งเมือง กำแพงสร้างมาจากอิฐฉาบด้วยดินผสมฟางเรียงรายติดๆกันไปตลอดแนว มีทางเดินแคบๆลดเลี้ยวไปตามตรอกบ้านเรือนนับพันหลัง
  • ชม อนุสรณ์สถาน Amir Chakhmaq Monument ซึ่งถูกสร้างขึ้นในบริเวณที่เป็นจัตุรัสอยู่กลางเมือง ถูกสร้างขึ้นโดยจาดิน อัล อาเมียร์ เช็คห์แมก ในขณะที่ท่านเป็นผู้ว่าการของยาซ์ดในสมัยของราชวงศ์ตีมูร์ สถานที่แห่งนี้มีรูปแบบและการออกแบบที่เข้ากับความสวยงามซึ่งมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง และยังมีมัสยิดที่มีชื่อเดียวกันถูกสร้างอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมีที่พักของคนเดินทางคาราวานซาราย มีที่อาบน้ำและมีน้ำเย็นสำหรับดื่ม เมื่อเวลาพลบค่ำก็จะมีแสงสีส้มที่สวยงามที่ออกมาจากส่วนโค้งข้างในมัสยิด ซึ่งทำให้เป็นภาพที่น่าตื่นเต้น
  • คืนนี้พักที่เมือง Yazd 

Day 7 : Yazd   

  • ชม Tower of Silence นำท่านชมศาสนสถานและเคยเป็นศูนย์กลางของศาสนา โซโรแอสเตอร์ในอดีต ตั้งอยู่บนเนินเขาด้านใต้ของเมืองยาซด์ เป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยตัวอาคารหลักในการทำพิธีกรรมทางศาสนา มีบ่อน้ำดื่มน้ำใช้อยู่ใต้ดิน ห้องครัว ห้องพัก และแท่นทำพิธีศพที่อยู่ด้านหลังตัวอาคาร ทั้งหมดนี้สร้างด้วยดินเหนียวตากแห้งและเรียกรวมกันว่า Tower of Silence
  • จากนั้นชม Ateshkadeh Fire Temple ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ชาวโซโรแอสเตรียนในเมืองยาซด์ยังคงใช้ในการทําพิธีอยู่ ทั้งการบูชาเทพอะหุรามาสดาซึ่งเป็นเทพสูงสุดของศาสนานี้ และท่านศาสดาโซโรแอสเตอร์ซึงเป็นผู้เผยแผ่คําสอนมาตั้งแต่เมือ 628 ปีก่อนคริสตกาล การเข้าชมย่อมต้องให้ความเคารพต่อสถานทีโดยการไม่ส่งเสียงดัง และอยู่ในอาการสํารวมเมือเข้าไปภายในห้อง ทําพิธี ซึ่งห้องนี้ จะต้องมีเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลาเปรียบดังพระอาทิตย์ที่ไม่มีวันดับ
  • ชม Jameh Mosque ที่เชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในบรรดามัสยิดทั้งหลายในประเทศอิหร่านปัจจุบันเป็นศาสนสถานที่งดงามที่สุดในยาซ์ดมีอายุกว่า 800 ปี สร้าง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 จนมาบูรณะและขยับขยาย เมื่อต้นศตวรรษที่ 20
  • นำท่านชมพิพิธภัณฑ์น้ำ Water Museum ภายในมีห้องแสดงอุปกรณ์การทำระบบขนส่งน้ำรวมถึงวิธีการขนส่งระบบน้ำในสมัยโบราณ
  • ชม Dowlat abad garden มีสวนสไตล์เปอร์เซีย และ ชมเครื่องจับลมสร้างความเย็นในฤดูร้อน หรือ แอร์ในสมัยโบราณนั่นเอง
  • คืนนี้พักที่เมือง Yazd

Day 8 : Yazd – Shiraz

  • เดินทางไปยังเมือง Shiraz ซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดฟาร์ส
  • จากนั้นเดินทางสู่พระราชวังโบราณเปอร์ซีโปลิส (Persepolis) ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองชีราซขึ้นไปประมาณ1 ชั่วโมง พระราชวังแห่งนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นแห่งที่สองนับตั้งแต่สถาปนาอาณาจักรเปอร์เชียขึ้นเมือปี 559 ก่อนคริสตศักราช (พระราชวังและเมืองหลวงแห่งแรกคือพาซากาด สร้างโดยกษัตริย์ไซรัสมหาราช)
  • จากนั้น นำท่านไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสุสานที่ฝังศพของกษัตริย์ 4 องค์ เนโครโพลิส (Necropolis) ชมสถาปัตยกรรมที่เด่นในการแกะสลักบนผาหินและที่สำคัญเป็นสุสานของษัตริย์ ดาริอุสที่ 1 และกษัตริย์องค์ต่อๆมาอีก 3 พระองค์ ซึ่งเคยปกครองนครเปอร์เซโพลิสมาก่อน
  • คืนนี้พักที่ Shiraz

Day 9 : Shiraz  

  • ชมมัสยิดสีชมพู (Nasir-Ol Molk) ซึ่งเป็นมัสยิดที่สวยงามแปลกตามาก เพราะประดับไปด้วยกระเบื้องโทนสีแดง-ชมพู-เหลือง เป็นสีหลัก มีเพียงแห่งเดียวในอิหร่าน ไม่ว่าท่านจะมองจากมุมไหน มัสยิดแห่งนี้จะออกสีชมพู อ่อนหวาน ความสวยขนาดที่ได้รับเลือก ให้เป็นภาพปกหนังสือ ตอนย้อนรอยอารยันของนักเขียนนาม เชนทร์ ชนะการณ์ มาแล้ว ข้างในกว้างขวาง ใหญ่โตไม่ว่าจะมองมุมไหน
  • นำท่านชม สวนนาเรนเจสตาน (Narenjestan Garden) ซึ่งเป็นสวนที่มีความสวยงามอีกแห่งของชีราช ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1879 และเรียบร้อยในปี ค.ศ.1886 เพื่อให้เป็นที่พำนักของแขกต่างเมืองที่มาเยี่ยมเยือน แต่ต่อมาก็ได้กลายเป็นที่พักของเจ้าเมืองในราชวงศ์กอจาร์ในอดีต ซึ่งภายในทางเข้าได้ถูกตกแต่งด้วยกระจกชิ้นเล็กๆ ด้วยฝีมือที่สวยงาม และห้องต่างๆที่อยู่รอบด้านก็ได้มีการตกแต่งด้วยกระจกสีที่บานหน้าต่างอีกด้วย ส่วนอีกด้านหนึ่งที่อยู่บริเวณข้างๆกัน ยังมีการตกแต่งภายใน และมีพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของบุคคลที่สำคัญในอดีตของเปอร์เซีย
  • ชม Vakil Mosque มัสยิด Vakil เป็นมัสยิดใน Shiraz ทางตอนใต้ของอิหร่านตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ Vakil Bazaar ติดกับทางเข้า มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1751 และปี 1773 ได้รับการจดทะเบียนในบัญชีมรดกแห่งชาติอิหร่านในปี 1932
  • เลือกซื้อของฝากที่ ตลาดวากิลบาซาร์ (Vakil Bazaar) เป็นตลาดบาซาร์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณดาร์บ อี ชาห์ซาเดห์ ซึ่งอยู่ใกล้กับมัสยิดวาคิล ภายในจะมีสินค้าหลายอย่างรวมทั้งเครื่องเทศต่างๆ มากมาย
  • คืนนี้พักที่ Shiraz

Day 10 : Shiraz – Tehran – Bangkok

  • นำท่านไปชม สวนอีแรม (Eram Garden/ Garden of Paradise) สวนที่สวยงามราวกับสวนสวรรค์ เป็นสวนที่ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับและไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด เป็นการจัดสวนแบบเปอร์เซียที่งดงามยิ่ง ภายในสวนยังมีตำหนักเก่าของผู้ปกครองเมืองชีราซ ราชวงศ์กอจาร์(Qajars) สร้างโดย ข่านโมฮัมหมัด อาลี เมื่อต้นศตวรรษที่ 18 ซึ่งทิ้งร่องรอยแห่งความสวยงามไว้จนกระทั่งปัจจุบัน
  • ชม ที่ฝังศพฮาเฟซ (Mausoleum of Hafez) ซึ่งมีชื่อเต็มว่า ซัมซุดดิน มูฮัมหมัด ฮาเฟซ เป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียง เกิดที่เมืองชีราซเมื่อปี ค.ศ.1324 และเสียชีวิตเมื่อปีค.ศ. 1391 ฮาเฟซมีความสามารถในการแต่งบทกวีที่ได้ความไพเราะ ที่เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คน และแต่งกวีที่ใช้คำง่ายๆขึ้นมาให้เป็นคติสอนคนให้เป็นคนดี อนุสรณ์สถานที่ฝังศพของนักกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1936-1938 เพื่อให้เป็นที่รำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน อ
  • อกเดินทางสู่กรุงเตหะรานโดยสายการบินภายในประเทศ
  • ถึงสนามบิน เตหะรานแล้ว นำท่านต่อเครื่องเดินทางกลับกรุงเทพ

Day 11 : Bangkok  

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการปรับเปลี่่ยนได้ตามความเหมาะสม*** 

วันที่จัด

รวม

แกลลอรี่ทัวร์แกรนด์อิหร่าน

ทริปอื่นๆที่น่าสนใจ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์ราชาสถาน อินเดีย

ทัวร์อินเดีย ราชาสถาน

ดินแดนของพระราชา ที่เต็มไปด้วยป้อมปราการ และพระราชวังที่งดงาม แหล่งรวมสถาปัตยกรรมที่วิจิตรตระการตา

สรุปทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok – Deli – Udaipur – Pichola Lake

  • พบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรรภูมิ
  • เดินทางสู่เมืองเดลี
  • เดินทางถึงสนามบินเดลี รอต่อเครื่องเพื่อเดินทางสู่เมือง Udaipur โดยสายการบินภายในประเทศ
  • ถึงสนามบิน Udaipur จากนั้นพาไปชม ทะเลสาบพิโชล่า (PICHOLA LAKE) ชมทิวทัศน์รอบทะเลสาบที่มี ขนาดกว้าง 3 กม. และยาว 4 กม. ภายในทะเลสาปแห่งนี้มีเกาะตั้งอยู่ 4 เกาะ
  • ชม JAGDISH TEMPLE วัดที่ใหญ่ที่สุดของเมือง UDAIPUR และเป็นวัดที่เคารพสักการะสำหรับชาวเมืองเป็นอย่างมาก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1651 เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพจักกนาถ (LORD JAGGANATH) ซึ่งเป็นอวตารลำดับที่ 9 ของพระวิษณุ โดยเทวาลัยแห่งนี้ถือได้ว่าเป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองอุทัยปุระ เนื่องจากลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรม 
  • พักที่ Mewargarh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า

Day 2 : Udaipur – Ranakpur – Jodhpur  

  • ชม วัดเชนแห่งเมืองรานัคปุระ (Jain Temple) วัดเชนแห่งเมืองรานัคปุระ ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 โดยวิหารแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางเส้นทางแสวงบุญของศาสนิกผู้นับถือศาสนาเชน ตัวอาคารสร้างมาจากหินอ่อนและใช้เสาค้ำตัวอาคารถึง 1444 ต้น ภายในประดิษฐานพระอธินาถหรือพระวิษณุ
  • นำท่านชม ซิตี้พาเลซ(City Palace) หรือพระราชวังฤดูหนาว สร้างโดย Maharana Udai Signh II ในปี 1559 มีสถาปัตยกรรมแบบผสมระหว่างยุโรปและจีนเข้าด้วยกัน ตั้งตระหง่านอยู่บนฝั่งริมทะเลสาบ Pichola ที่พระราชวังมีสนามหญ้า, ศาลา ,ระเบียง สร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อน ภายในประดับด้วยกระจกและแก้วหลากสี ประกอบด้วย 11 พระราชวัง
  • ชม ฟาเตห์ ประการห์ พาเลซ(Fateh Prakash Palace) ตั้งอยู่ทางตะวันออกริมทะเลสาบ Pichola ตั้งตามชื่อ Maharana Fateh Singh หนึ่งในผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ Mewar พระราชวังที่สวยงามแห่งนี้มีป้อมปราการที่โดดเด่นและโดมคู่บารมี ภาพวาดและคริสตัลอันล้ำค่า มีเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่แกะสลักสวยงาม ปัจจุบันบางส่วนได้กลายเป็นโรงแรมที่พัก
  • มุ่งหน้าสู่ เมืองโจดปูร์ หรือ เมืองโยธปุระ เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในแคว้นราชาสถาน ได้ชื่อว่า เมืองสีฟ้า เพราะบ้านเรือนนิยมทาด้วยสีฟ้าซึ่งถือเป็นสีสัญลักษณ์ของพราหมณ์
  • พักที่ Raj Bagh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า

Day 3 : Jodhpur   

  • เที่ยวชม ป้อมปราการเมห์รันกาห์ (Mehrangarh Fort) ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 4 ของพระราชวังแบบป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย ที่กินเนื้อที่อาณาบริเวณภูเขา 125 ลูก ภายในมีพระราชวังที่สวยงามและเป็นจุดชมวิวมหานครสีฟ้าที่งดงาม
  • นำชม พิพิธภัณฑ์พระราชวังอุเหมาบาวัน (Umaid Bhavan Palace) สร้างขึ้นในปี1929 เป็นพระราชวังที่ก่อสร้างขึ้นในยุคใหม่และเป็นพระราชวังสุดท้ายที่สร้างขึ้นก่อนอินเดียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ โดยใช้ฝีมือแรงงานกว่า 3,000 คน และใช้เวลาก่อสร้างถึง 15 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ ภายในพระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยห้องต่างๆ 347 ห้อง แบ่งเป็นห้องจัดงานเลี้ยงที่จุคนได้ราว 1,000 คน ถึง 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์ รวมถึงสระน้ำขนาดยักษ์อยู่ชั้นใต้ดินด้วย
  • ชม อนุสรณ์สถานจัสวานธาดา (Jaswant Thada) อาคารที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งตัวอาคาร ถูกใช้เป็นสุสานหลวงที่ฝังพระศพของมหาราชา จัสวาน สิงห์ที่สองและราชนิกูลองค์อื่นๆ
  • พักที่ Raj Bagh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า

Day 4 : Jodhpur – Ajmer – Pushkar    

  • เดินทางสู่เมืองแอจเมอร์ เป็นหนึ่งในหัวเมืองหรือเขตปกครองที่สำคัญของรัฐราชาสถาน โดยเมืองแอจเมอร์ถูกสร้างขึ้นโดยชาคัมบารี ชาห์ฮามานา (เชาฮัน) เมืองแอจเมอร์เป็นเมืองที่ถูกขาอราวัลลี่โอบล้อมไว้ และเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการจาริกแสวงบุญของศาสนาอิสลามนิกายซูฟี
  • ชม Dargah Sharif สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม เป็นสุสานของนักบุญนิกายซูฟี “ควาจาห์ มออินุดดิน ชิสที (KHWAJA MOINUDDIN CHISHTI)” ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาทาราการ์ ซึ่งภายในสถานที่แห่งนี้ประกอบด้วยอาคารหินอ่อนสีขาวที่มีประตูขนาดมหึมาที่นิซามแห่งไฮเดอราบัดเป็นผู้สร้างถวาย
  • เดินทางต่อไปเมืองพุชคาร์ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบพุชคาร์อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่แสวงบุญของชาวฮินดู เป็นเมืองมังสวิรัติ เป็นเมืองที่ปลอดเนื้อสัตว์ ปลอดไข่ ปลอดแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด เป็นเมืองเก่าแก่ ตึกรามบ้านช่องสีขาวเรียงรายรอบทะเลสาบ
  • นำท่านชม วัดพระพรหม ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันในนาม Jagatpita Brahma Mandir เป็นเทวาลัยที่เชื่อว่าถูกสร้างขึ้นมาแล้ว 2,000 ปีและมาบูรณะปฏิสังขรณ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่14 โดยเทวาลาลัยแห่งนี้ถือได้ว่าเป็น 1 ในเทวาลัยอันมีไม่มากในโลกแห่งนี้ที่เป็นเทวาลัยของพระพรหม
  • ชม ทะเลสาบ PUSHKAR ตั้งอยู่ที่เมืองพุชคาร์ ที่นี่เป็นเมืองในตำนานของศาสนาฮินดู มีความเชื่อว่า เป็นบ้านเกิดของพระพรหม ทุกๆปีจะมีชาวฮินดูเดินทางออกมาแสวงบุญและอาบน้ำที่ทะเลสาบแห่งนี้
  • พักที่ Brahma Horizon ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า

Day 5 : Pushkar – Jaipur – Nahargarh Fort –  Hawa Mahal  

  • เดินทางไปยังเมืองชัยปูร์ เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นราชาสถาน โดยท่านมหาราชา ไสวชัย สิงห์ ที่ 2 (Maharaja Sawei Jai Singh II) เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1727 หรือเรียกว่า นครแห่งชัยชนะ
  • ชม Nahargarh Fort เป็นจุดชมวิวซึ่งสามารถมองเห็นเมืองจัยปูร์ได้แบบกว้างๆและชัดเจนอีกหนึ่งของเมือง ตั้งอยู่เทือกเขา Aravalli Hills ซึ่งเดิมทีป้อมแห่งนี้เคยเป็นปราการกำแพงป้องกันเมืองเมื่อในอดีต แต่ในทุกวันนี้กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความยิ่งใหญ่และงดงามอลังการไม่แพ้ที่ไหน ๆ ในราชาสถาน
  • ชม Hawa Mahal พาเลซออฟวินด์ หรือพระราชวังแห่งสายลม สร้างในปี ค.ศ.1799 เป็นอาคาร 5 ชั้นสร้างด้วยหินทรายออกแดงคล้ายสีปูนแห้ง สถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียกับโมกุล มีหน้าต่างถึง 953 ช่อง คำว่า ฮาวา หมายถึงสายลม ซึ่งถือเป้็นสัญลักษณ์แห่งจัยปูร์ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีชมพู
  • พักที่ Clarks Amer ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า

Day 6  : Jaipur – Jaisalmer   

  • เดินทางสู่สนามบิน เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองจัยซาแมร์ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางถึงเมืองจัยซาแมร์ เป็นเมืองที่ได้รับสมญานามว่า นครสีทอง ตั้งอยู่บนที่ราบสูง กลางทะเลทรายธาร์ เมืองแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นจากหินทรายสีเหลือง
  • นำชมป้อมจัยซาแมร์ (Jaisalmer Fort) ปราการขนาดใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางทะเลสาบ สร้างโดยมหาราชา วัลไจซัล สร้างขึ้นใน ปี 1156 รอบๆ ป้อมจัยซาแมร์มีหอรบถึง 99 หอ โดยศัตรูหลักของเมืองนี้คือบรรดา เจ้าราชปุตของนครต่างๆ รวมถึงจักรพรรดิอัคบาร์แห่งโมกุล ปัจจุบันป้อมจัยซาแมร์ เป็นป้อมเดียวในอินเดียที่มีผู้คนอาศัยอยู่ด้านบน
  • นำชม พระราชวังของมหาราวัล (Palace of the Maharawal) ตั้งอยู่ด้านขวามือของป้อมจัยซาแมร์ เป็นพระราชวังขนาด 5 ชั้น แบ่งเป็นห้องต่างๆ ซึ่งตกแต่งสวยงามตามสไตล์ราชปุต โดยห้องที่โดดเด่นที่สุดของที่นี่คือ กัชวิลล่าส์ (Gaj Villas) ซึ่งบุผนังด้วยกระเบื้องลายสีฟ้าเข้มจากประเทศฮอลแลนด์
  • เดินทางสู่ เนินทรายแซม (Sam Dune) ขี่อูฐชมทะเลทรายกับภูมิทัศน์ที่แสนงดงามของขอบฟ้าจรดกับผืนทราย รอชมพระอาทิตย์อัสดงกลางทะเลทราย อันเป็นภาพที่น่าสุดแสนประทับใจ
  • พักที่ Hotel Rang Mahal Jaisalmer โรงแรมระดับ 4 ดาว

Day 7 : Jaisalmer – Jaipur    

  • ชม วัดเชน (Jain Temples) ตั้งอยู่บนป้อมจัยซาแมร์ กลุ่มวัดเชน ประกอบด้วยวัด 7 วัด มีวัดประธานซึ่งมีขนาดใหญ่สุดมีชื่อว่า ซานดราปราพู ส่วนอีก 6 วัด ได้แก่ วัดซานตินาท วัดสัมพนาท วัดซิตาลนาท วัดปาราสนาท วัดริคาบเดฟ และวัดคุณธูนาท ซึ่งแต่ละวัดก็สร้างเพื่อถวายแด่ศาสดาของศาสนาเชน ทั้งนี้วัดทั้งหมดยังสร้างเชื่อมถึงกัน ทำให้สามารถเดินเข้าออกแต่ละวัดได้อย่างสะดวก
  • ชม ฮาเวลีพัทวันกี (Patwon Ki Haveli) เป็นคฤหาสน์ที่มีขนาดใหญ่และหรูหราที่สุดในบรรดาฮาเวลีด้วยกัน ใช้เวลาในการสร้าง 50 ปี ความโดดเด่นอยู่ที่มีจาโรกัส (ระเบียงและซุ้มหน้าต่างที่ยื่นออกมาล้อมรอบคฤหาสน์) มากถึง 66 ระเบียง
  • นำท่านชม Saalam Singh Ki Haweli หรือพระตำหนักไข่มุก ซึ่งมี จุดเด่นอยู่ที่การนำเปลือกหอยมุกมาบด
  • ชม ทะเลสาบกาดซิซาร์ (Gadsisar Lake) เป็นทะเลสาบเก่าแก่ประจำเมือง จัยซาแมร์ สร้างโดยมหาราชา วาลกาดซี ราวค.ศ. 1367 ซึ่งทะเลสาบนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของเมืองจัยซาแมร์ รอบๆ ทะเลสาบจะมีวัดและอนุสรณ์สถานเล็กๆ สีเหลืองทองอร่าม
  • เดินทางกลับเมืองจัยปูร์ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • พักที่ Clarks Amer ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า

Day 8 : Amber Fort – Jal Mahal – City Palace – Jantra Mantra  

  • นำท่านชม พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท (Amber fort) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูงเหนือทะเลสาบเมาตา (MAOTA LAKE) และรายล้อมไปด้วยชุมชนของเขตเมืองเก่า เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของป้อมปราการเก่า ในยุคศตวรรษที่ 11โดยพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี คริสต์ศักราช 1592 โดยมหาราชาแมน ซิงห์ แล้วเสร็จในรัชกาลของมหาราชาใจ ซิงห์ ป้อมปราการแห่งนี้ยังถือได้ว่าเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมราชปุต (RAJPUT) หากต้องการขี่ช้างแทนการนั่งรถจี๊ป จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และการขี่ช้างจะต้องเผื่อเวลาเพิ่มเติม 
  • ชมพระตำหนักกลางน้ำ JAL MAHAL เป็นพระตำหนักฤดูร้อนของมหาราชาแห่งชัยปุระ สร้างโดยมหาราชาประตาปซิงห์ อยู่กลางทะเลสาบมานสาการ์ ในสมัยก่อนมหาราชาทรงมาประทับที่นี่ในช่วงฤดูร้อน เพื่อหลีกหลีความร้อน เป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามและประณีต ประดับตกแต่งไปด้วยพลอยหลากสี
  • ชมซิตี้พาเลช (City Palace) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 7 ของใจกลางเมือง ถูกสร้างขึ้นในรัชกาลของมหาราชาจัย ซิงห์ และถูกต่อเติมเรื่อยมา เป็นสถาปัตยกรรมแบบราชาสถานที่มีกลิ่นอายศิลปะแบบโมกุล พระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ ของเมืองชัยปุระที่แสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของมหาราชาแห่งเมืองชัยปุระ
  • ชมหอดูดาว จันทราแมนทาร์ สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1727 โดยมหาราชาใจสิงห์ พระองค์ยังทรงเป็นกษัตริย์นักดาราศาสตร์ จึงทรงสร้างหอดูดาวและอุปกรณ์ดาราศาสตร์ขนาดใหญ่ไว้มากมาย เรียกว่า Jantar Mantar ชมนาฬิกาแดด สูงถึง 28 เมตร ที่ยังเที่ยงตรงอยู่
  • เดินทางไปสนามบิน เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ

Day 9 : Bangkok  

  • กลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

 ** โปรแกรมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ** 

วันที่จัด

รวม-ไม่รวม

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์เลห์ ลาดักห์ แคชเมียร์

ทัวร์เลห์ ลาดัก ศรีนาการ์

เที่ยวบนผืนแผ่นดินที่เป็นส่วนหนึ่งของหลังคาโลก แห่งเทือกเขาหิมาลัย

สรุปทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok – Delhi – Srinagar – Shalima Garden – Nishat Garden – Lake Dal

  • พบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  • ออกเดินทางสู่เมืองนิวเดลี
  • ถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิราคานธี เมืองนิวเดลี รับสัมภาระจากนั้นรอเวลาเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยังศรีนาการ์
  • เดินทางต่อไปยังศรีนาการ์ (Srinagar) โดยสายการบินภายในประเทศ เดินทางถึงเมืองศรีนาการ์ เมืองหลวงของแคว้นจามมูและแคชเมียร์ ตั้งอยู่ในหุบเขาแคชเมียร์ ที่ระดับความสูง 1,730 เมตร ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งทะเลสาบและสายน้ำ สวนดอกไม้และงานศิลปะที่ประดิษฐ์จากไม้
  • หลังอาหารกลางวันชม สวนชาลิมาร์ (Shalimar Garden) หรือสวนแห่งความรัก เป็นสวนที่ตั้งอยู่ ณ เชิงเขาที่ทอดยาวไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า สวนแห่งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนสมัยโบราณ ที่มีการสร้างน้ำพุเรียงกันเป็นแนวยาว และใช้แรงดันน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา ประกอบกับการตกแต่งสวนที่มีดอกไม้นานาพันธุ์แข่งกันเบ่งบานอวดสีสันอันสวยงาม
  • ชม สวนนิชาท (Nishat Garden) ถือได้ว่าเป็นสวนสำหรับการพักผ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในรัฐจัมมูแอนด์แคชเมียร์ ฉากหลังของสวนแห่งนี้ติดกับเทือกเขาซาร์วาวาลที่มีความยิ่งใหญ่และมีหิมะปกคลุม นอกจากนี้ยังมีต้นเมเปิ้ลขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนานกว่า 400 ปี โดยสวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระบัญชาของพระเจ้าอาซาฟข่านเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับพระนางนูรชาฮาน ผู้เป็นน้องสาว
  • Lake Dal ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในแคชเมียร์ มีเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่กลางทะเลสาบ ชาวบ้านจะใช้พื้นที่นั้นในการเพาะปลูกอีกด้วย ชมภาพวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบที่ล้อมรอบด้วยภูเขาหิมะ

Day 2 : Jamia Masjid – Sonsmarg – Kargil   

  • ชม มัสยิดจามา (Jamia Masjid) มัสยิดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์คือมีโครงสร้างเป็นหอคอยทรงพีรามิด และมียอดแหลมคล้ายกับเจดีย์ ทั้งยังมีระเบียงโดยรอบ และมีซุ้มประตูทางเข้าอีกด้วย สันนิษฐานว่าอาจปรับแบบมาจากศาสนสถานเดิมในดินแดนแถบนี้ซึ่งเป็นศาสนาพุทธและฮินดูผสมกัน นอกจากนั้น มัสยิดแห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนานคู่กับแคชเมียร์ เนื่องจากได้รับการบันทึกไว้ว่าสร้างมาตั้งแต่ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14
  • เมืองโซนามาร์ค บริเวณริมฝั่งข้างทางจะมีทุ่งหญ้าสีเหลืองที่เต็มไปด้วยดอกมัสตาร์ดที่สวยงาม แวะเก็บภาพเป็นที่ระลึก
  • นอกจากนี้แล้วยังผ่านป่าวอลนัทที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง
  • Kargil เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย เคยอยู่ใจกลางความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี และเป็นเมืองแห่งมุสลิม
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่ คาร์กิล

Day 3 : Kargil – Lamayuru – Moonland – likir – Alchi Monastery  Leh

  • วัดลามายูรู (Lamayuru Monastery) วิถีชีวิตและวัฒนธรรมเก่าแก่ มีเรื่องเล่าในตำนานว่า บริเวณที่ตั้งของวัดแห่งนี้เคยเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพญานาค มีคำทำนายระบุไว้ว่า บริเวณที่ตั้งของวัดแห่งนี้จะเป็นสถานที่ๆ พระพุทธศาสนาจะเจริญสูงสุด และในปัจจุบัน วัดลามายูรู ก็เป็นสถานที่ ที่ผู้ต้องการศึกษาพระธรรมคำสอน เดินทางมาหาความสงบ ศึกษาพระธรรม และปฎิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมาก
  • มูนแลนด์ (Moonland) แวะพักถ่ายรูปกันที่ moonland อันเป็นทัศนียภาพอันแปลกตาเหมือนเราอยู่บนพระจันทร์
  • วัดลิกีร์ (Likir Gompa) จุดชมวิวที่น่าสนใจอีกจุดบนเส้นทางนี้ เป็นวัดนี้มีพระพุทธรูปพระศรีอาริยเมตไตรย์ขนาดใหญ่ ที่ฉากหลังเทือกเขารายล้อม กอปรกับทิวทัศน์ระหว่างทางไปสู่วัดที่เป็นถนนผ้าพับบนไหล่เขา ชมรูปปั้น พระโพธิสัตว์ Sakyamuni , Maitreya และ Tsong Khapa รวมถึงภาพวาดหายากที่ริมระเบียงวัด
  • Alchi Monastery กลุ่มอนุสรณ์สถานและอารามที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเขต ลาดักห์ มีอายุยาวนาน กว่า 1000 ปี มีวัดสำคัญสองแห่งในเขตนี้ คือ Lakhang Soma และ Lotsabha Lakhang ที่ตบแต่งด้วยงานไม้แกะสลักฝีมือเยี่ยม รวมถึงจิตกรรมฝาผนังที่สวยงามที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งกษัตริย์ฮินดูและกษัตริย์แห่งแคชเมียร์ในกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่ เลห์

Day 4 : Delhi – Leh – Leh palace – Shanti Stupa – Leh  

  • เดินทางต่อไปยังเลห์ (Leh) เมืองหลวงของอาณาจักรลาดักห์แห่งเทือกเขาหิมาลัย เป็นเมืองที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินเดีย อยู่ที่ความสูง 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ศูนย์กลางการค้าที่ระหว่างลุ่มแม่น้ำสินธุ ทิเบต แคชเมียร์ รวมถึงจีนมาร่วมศตวรรษ สินค้าสำคัญในขณะนั้นคือ เกลือ เมล็ดข้าว ขนสัตว์ ผ้าไหม เป็นต้น ชาวลาดักห์ประกอบไปด้วย คนเชื้อสายอินโด-อารยัน และเชื้อสายทิเบต เป็นเขตที่มีประชากรเบาบางที่สุดในเขตแคชเมียร์ นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานแบบทิเบตเป็นหลัก
  • Leh Palace พระราชวังที่เคยเป็นที่ประทับคงราชวงศ์ผู้ครองนคร สร้างเมื่อ ศตวรรษที่ 16 หรือเกือบ 500 ปีมาแล้ว ตั้งโดดเด่นอยู่กลางเมืองเลห์ สูง 9 ชั้น มีลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมใกล้เคียง กับพระราชวังโปตาลาในทิเบตคือมีผนังเอียงเข้าหากันทุกด้าน
  • Shanti Stupa เจดีย์สีขาว สร้างขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นเพื่อประกาศพระศาสนาและแสดงถึงสันติภาพแห่งโลก ตั้งอยู่บนยอดเขาในแถบจังสปา อยู่ไม่ไกลเมืองเลห์เท่าไหร่ จากเจดีย์เราสามารถมองเห็นเมืองเลห์ได้ในมุมสูง
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่ เลห์

Day 5 : Leh – Thiksey – Shey Palace – Hemis Monastery – Leh  

  • Thiksey Monastery ที่นี่มีสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับวังโปตาลาในธิเบต จึงได้ชื่อว่าเป็นทิเบตน้อย เป็นวัดในนิกายหมวกเหลือง หรือ นิกายเกลุกปะ อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเชย์ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย์ซึ่งมีความสูงเท่าอาคารสองชั้น หากเวลาเหมาะสมจะได้ชมพิธีทำวัดเช้าของลามะที่ประจำอยู่ที่วัดนี้
  • Shey Palace สร้างเป็นวังฤดูร้อน เนื่องจากในสมัยก่อนเมือง shey เป็นเมืองหลวงในช่วงฤดูร้อนของอาณาจักรลาดักห์ สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อ ระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Singge Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุนี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้
  • Hemis Monastery วัดเฮมิสเป็นวัดทิเบตนิกายหมวกแดง อายุ 450 ปี เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองลาดักห์ สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 โดย King Sengge Namgyal ผู้สร้างพระราชวังเลห์ เป็นที่เก็บ ทังก้า (Tangka) พระปทุมสมภพอายุมากกว่า 300 ปี อันสมบัติลํ้าค่าของชาวลาดักห์
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่ เลห์

Day 6 : Leh – Khardung la pass – Diskit Monastery  – Hunder Sand Dune – camel ride – Nubra  

  • คาร์ดุง ลา (Khardung La Pass) จุดที่สูงที่สุดของถนนสายเลห์-นูบร้า มีความสูงราว 5,600 เมตร จากระดับน้ำทะเล สามารถเห็นแนวเขาคาราโครัม แห่งปากีสถาน ที่มีหิมะปกคลุมนูบร้าวัลเลย์ ซึ่งเส้นทางช่วงนี้ ถนนที่เราผ่านจะคู่ขนานไปกับแม่น้ำ จนถึงหุบเขานูบร้าได้ชื่นชมความงามความสดชื่นตลอดเส้นทาง
  • Diskit Monastery วัดเก่าแก่ และใหญ่ที่สุดในแถบนูบร้าวัลเล่ย์ สร้างในปี 1420 มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เห็นโดดเด่นอยู่ด้านหน้าวัด และเป็นจุดชมวิวที่ดีอีกจุดหนึ่งที่สามารถเห็นหมู่บ้านดิสกิตและหมู่บ้านฮุนเดอร์ที่อยู่ทางซ้ายมือที่ไกลออกไปได้
  • Hunder Sand Dune ขี่อูฐสองหนอก ที่ทะเลทรายฮุนด้า (Hunder Sandune) ทะเลทรายสีขาว เมื่อมองไปสุดลูกหูลูกตาจะเห็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุมพร้อมเนินทรายอยู่ข้างหน้า
  • Nubra ที่อยู่ทางตอนเหนือของเลห์ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำชย็อก (Shayok river) ไหลผ่าน มีอากาศอบอุ่นกว่าเลห์ และมีความสูงที่ต่ำกว่าเลห์ ทำให้อากาศสบายๆ และเหมาะแก่การปลูกผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล แอปปิคอตช่วงกรกฎาคม – สิงหาคม ทุ่งดอกไม้สองข้างทางจะเต็มไปด้วยดอกไม้
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่ นูบร้า

Day 7 : Nubra – Pangong Lake

  • ทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) หรืออาจจะได้ยินกันว่าผางกงโฉ (Pangong Tso) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือมีความสูงถึง 4320 เมตร จากระดับน้ำทะเล น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม และจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆตามมุมของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงกระทบผืนน้ำ
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่ แปงกอง

Day 8 : Pangong Lake –  Spituk Gompa  – Leh – Shopping  

  • Spituk Gompa เป็นสถานที่เคารพและบูชาของชาวพุทธมาหลายศตวรรษ สามารถชื่นชม วิวทิวทัศน์ พื้นที่กสิกรรม ลุ่มน้ำสินธุของ เมืองเลห์ และ ที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ ที่ไหลผ่านเมืองเลห์ได้อย่างงดงาม
  • เดินทางเข้าสู่เมืองเลห์ ให้ท่านช้อปปิ้ง เลือกซื้อของฝากติดไม้ติดมือได้ตามอัธยาศัย ที่ Main Bazaar ร้านค้าที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาซื้อของที่ระลึกจากทิเบต งานฝีมือโบราณ ผ้าขนสัตว์และเครื่องประดับต่างๆมากมายของชาวพื้นเมือง
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่ เลห์

Day 9 : Leh – Delhi – Bangkok

  • เตรียมตัวเดินทางไปสนามบิน เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ
  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รวม-ไม่รวม

แกลลอรี่ทัวร์เลห์ ลาดัก ศรีนาการ์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์ภูฏาน

ทัวร์ภูฏาน

ประเทศที่รักความสงบ มีเอกลักษณ์ในแบบฉบับหลังคาโลก

สรุปทริป

ภูฏาน 5 วัน

ภูฏาน 10 วัน

โปรแกรมเต็ม

รอการอัพเดท

Day 1 : Bangkok

  • พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ
  • เดินทางสู่เมืองพาโร (2,280m) ด้วยสายการบิน DrukAir สายการบินแห่งชาติภูฏาน ตอนนำเครื่องลงท่านจะได้สัมผัสกับขุนเขาอันกว้างใหญ่ใกล้แค่เอื้อม ดุจดั่งเข้าสู่อ้อมกอดของหุบเขาแห่งเมืองพาโร สำหรับท่านที่รักการถ่ายภาพ ความอลังการของทิวทัศน์จะทำให้ท่านได้ภาพที่งดงาม
  • ชม ป้อมรินปุง Paro Rinpung Dzong (ป้อมแห่งอัญมณี) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ป้อมพาโร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1645 ทางเดินเข้าป้อมมีธงมนต์เรียงรายสองข้างทางนำไปสู่สะพานไม้แสนสวยหลังคามุงด้วยกระเบื้องหิน และอยู่ติดกับป้อมยามสองหลัง เหนือขึ้นไปมีอาคารหอสังเกตการณ์ของในปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1968 และได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย แต่กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงเพราะได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อตุลาคม 2554 ปัจจุบันป้อมพาโรมีฐานะเป็นศูนย์กลางในการบริหารปกครองของเขตปกครองพาโรและเป็นที่ตั้งของอารามหลวง ซึ่งมีพระจำวัดอยู่ราว 200 รูป หอกลาง(อุตซี)ของป้อม ถึงเป็นหนึ่งในงานเครื่องไม้ที่งามที่สุดในภูฏาน
  • ชมวัดคิชูลาคัง Kyichu Lhakhang หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศภูฏาน สร้างโดยกษัตริย์ธิเบตในปี ค.ศ.659 ท่านจะได้พบกับต้นส้มศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุถึง 600ปี แต่ยังให้ผลตลอดทั้งปี 
  • ชมวัดทัมชอค ลาคัง และเดินสะพานแขวนเก่าแก่ที่นั่น จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองทิมพู เป็นเมืองหลวงที่มีเสน่ห์อยู่ใจกลางหิมาลัย เพราะไม่เหมือนเมืองหลวงที่ใดในโลก อาคารบ้านเรือนยังคงเอกลักษณ์ตามสถาปัตยกรรมภภูฏานดั้งเดิม
  • เย็นเดินเล่นรอบเมืองทิมพู
  • คืนนี้พักที่ทิมพู

Day 2 : Thimphu – Punakha – Wangdue

  • เดินทางไปยังเมืองพูนาคา ทิวทัศน์ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยความสวยงามของต้นไม้ในเขตอัลไพน์สลับกับพืชเขตร้อน
  • ระหว่างทางแวะโดชูล่าพาส ที่ระดับความสูง 3150 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นจุดชมวิวภูเขาหิมาลัยด้านตะวันตกอันตระการตา พร้อมยอดเขาต่างๆเรียงราย รวมไปถึงยอดเขาที่สูงที่[Text Wrapping Break]สุดอย่างโชโมฮารี (7328 เมตร)
  • ชม 108 สถูป สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเมืองปีค.ศ.2005 เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับทหารวีรชนชาวภูฏานที่เสียชีวิตจากสงครามอัสสัม
  • ชมความงามของวัดดรุกวังเยลลาคัง ที่ราชินีในรัชกาลที่4 สร้างถวายแด่กษัตริย์องค์ที่4 ด้านในวัดมีภาพเขียนของเจ้าหญิงและเจ้าชายทุกพระองค์ในรูปของนางฟ้าและเทวดา และภาพเขียนเล่าเรื่องราวประวัติของภูฏาน
  • ชม ป้อมพูนาคา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นวังแห่งความสุข “Palace of Great Happiness” และเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สวยงามที่สุดในภูฏาน เป็นป้อมที่สร้างเป็นอันดับสองของภูฏาน ในอดีตเมื่อครั้งเมืองพูนาคายังเป็นเมืองหลวง ป้อมแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาล ปัจจุบันเป็นที่พักในฤดูหนาวของพระชั้นผู้ใหญ่ ป้อมนี้ตั้งอยู่ ณ บริเวณที่แม่น้ำ Phochu และ แม่น้ำ Mochu ไหลมาบรรจบกัน ชมหมู่บ้าน Gidagom เป็นหมู่บ้านเล็กๆหลังป้อมพูนาคาเพื่อชมวิถีชีวิตชาวบ้าน
  • วัดชิมิลาคัง วัดที่อยู่บนยอดเนิน ใจกลางหุบเขา สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1499 โดยลามะที่มีชื่อเสียงมาก นามว่าท่าน Lama Drukpa Kunley ที่วัดแห่งนี้ชาวบ้านเชื่อกันว่าหากใครมาอธิฐานขอบุตรก็จะได้สมใจ
  • คืนนี้พักที่เมืองวังดี

Day 3 : Bumthang – Trongsa

  • มุ่งหน้าไปยังเมืองบุมทัง ระหว่างทางผ่านชมช่องเขาเพลาพาส (3,300m) ณ เลยช่องเขาไปจะมีหมู่บ้านใหญ่ชื่อรูคุปจิ บ้านที่นี่จะล้อมรอบไปด้วยทุ่งมัสตาร์ด ไร่มันฝรั่ง ทุ่งบาร์เล่ย์ และข้าวสาลี ระหว่างทางมีทุ่งดอกไม้โรโดเดนดรอน หรือ กุหลาบพันปี และเฟิร์น
  • ผ่านสถูปเชนเดปจี เป็นจุดพักระหว่างทางของกองคาราวานเดินทางจากทรองซาในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์องค์ที่ 2 ของอาณาจักรภูฏาน จุดนี้ยังเป็นจุดสำคัญในการแบ่งภูฏานตะวันออกและภูฏานตะวันตก เขตนี้เป็นดินแดนของคนเลี้ยงจามรีและคนเลี้ยงแกะ ถ้าทัศนวิสัยปลอดโปร่งจะมองเห็นยอดสูงๆของเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจน รวมทั้งยอดโชโมฮารี (7,219m) ทางทิศตะวันตกด้วย
  • ถัดจากหมู่บ้านนี้จะได้เห็น สถูปเชนเดปจี สีขาวองค์ใหญ่อยู่ริมลำธาร สถูปนี้จำลองมาจากสถูปสวะ ยัมภูนาถ ในกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล มีรูปตาวาดติดไว้ทั้งสี่ทิศ สร้างขึ้นในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 เพื่อสะกดปีศาจที่เข้ามาอาละวาดสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในหุบเขาบริเวณนี้
  • หมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงทรองซาคือหมู่บ้านทังเซปจิ จากจุดนี้ท่านจะได้เห็นวิวอันตะการตาของป้อมทรองซา อย่างสมบูรณ์ มองเห็นหลังคาสีแดงอันโดดเด่น ป้อมทรองซานี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1645 ภายในประกอบด้วยสถาปัตยกรรมชั้นเลิศ ลานกว้าง ทางเดิน และระเบียงอันสลับซับซ้อนเหมือนเขาวงกต ทั้งยังมีวิหารและหอบูชาอยู่มากถึง 25หลัง ป้อมนี้เป็นป้อมที่สำคัญมาก เป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีแต่งตั้งองค์มงกุฎราชกุมารขึ้นเฉลิมพระยศเป็นโชเชเป็นลป ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตร์ย์องค์ต่อไป
  • ชมในตัวป้อมทรองซาเมื่อเข้าไปในเขตของหุบเขาชูเม่ (เป็นหุบเขาแรกในสี่หุบเขาที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นหุบเขาบุมถัง) ที่นี่มีการทอผ้ายาตรา ซึ่งเป็นผ้าขนสัตว์ทอมือกันมาก เป็นแพทเทิร์นที่มีรูปแบบเฉพาะ สีสรรสดใส เป็นที่ต้องการของตลาด
  • เดินเล่นในตัวเมืองทรองซา
  • คืนนี้พักที่ทรองซา

Day 4 : Trongsa – Bumthang

  • เที่ยว พิพิธภัณฑ์ทรองซา ซึ่งเดิมเคยเป็นหอสังเกตการณ์ของเมือง แล้วมุ่งหน้าไปสู่เมืองบุมถังเป็นเมืองแห่งจิตวิญญานที่ตั้งอยู่ใจกลางประเทศภูฏาน
  • ผ่านช่องเขาโยตงลาพาส (3,425m) ถือเป็นเส้นที่มีวิวที่สวยที่สุดในภูฏาน
  • เที่ยวป้อมจาคา ซึ่งเป็นป้อมที่ใหญ่ที่สุดในภูฏาน โดยมีกำแพงป้อมยาวถึง 1 กิโลเมตร
  • เที่ยวชมวัดจัมเบลาคัง วัดที่เก่าแก่ที่สุดหนึ่งในสองของบุมถัง สร้างพร้อมกับวัดคิชุลาคังในเมืองพาโร สร้างโดยกษัตริย์ซองเซนกัมโปของทิเบตเพื่อสะกดปีศาจร้าย
  • เที่ยวชมวัดเคอเจลาคัง เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ ภายในตัววัดประกอบไปด้วยสามอารามใหญ่ และล้อมรอบด้วยสถูป 108สถูป
  • ชมวัดทัมชิงลาคัง วัดในนิกายนิงมาปะ พบโดยท่านเทอทน เปเม ลิงปะ ภายในวัดมีจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่เป็นภาพพระพุทธเจ้าทั้ง 1,000 ปาง และพระโพธิสัตว์
  • ชมวัดเคนโซ่ซับลาคัง ซึ่งครั้งแรกถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 7 จากนั้นท่านเทอทน เปมา ลิงปะ ได้บูรณะวัดใหม่ในปี ค.ศ.15 เชื่อกันว่าตัววัดได้ถูกสร้างบนทะเลสาบใหญ่ที่ซึ่งท่านได้ค้นพบสมบัติสำคัญทางศาสนา
  • ไปยังวิทยาลัยสงฆ์เคอชูดรักซังบนเนินเขา ที่นี่เป็นจุดชมวิวหุบเขาบุมถังที่สวยงาม บุมถังเป็นเมืองใจกลางประเทศที่ถูกขนานนามโดยนักท่องเที่ยวว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย
  • เดินเล่นในตัวเมืองบุมถัง
  • คืนนี้พักที่เมืองบุมถัง

Day 5 : Bumthang – Phobjikha

  • มุ่งหน้าสู่เมืองผอบจิกะเมืองที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งในภูฏาน หรือเรียกว่าเป็นเขตกังเต ซึ่งมาจากชื่อวัดกังเต เป็นเมืองในหุบเขาที่แสนงดงาม เรียบง่าย และอุดมไปด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์ เป็นแหล่งพักของนกกระเรียนคอดำที่อพยพหนีหนาวจากที่ราบสูงทิเบต ท่ามกลางป่าสน เทือกเขา และไร่มันสำปะหลังที่ผสมผสานกันอย่างงดงาม จนนักท่องเที่ยวหลายคนฝันอยากมาใช้ชีวิตที่อยู่ที่นี่เลยทีเดียว เราจะพาท่านเดินเข้าไปในท้องทุ่งกลางหุบเขา ไปสัมผัสชีวิตชาวภูฏานอย่างแท้จริง บ้านชาวนา เพื่อไปชิมขนมพื้นบ้านที่ทำจากข้าวโพด พร้อมจิบชาร้อนๆแบบภูฏาน รับประทานอาหารที่ภัตตาคาร จากนั้นพักผ่อนที่รีสอร์ทในเมืองผอบจิกะ
  • คืนนี้พักที่เมืองผอบจิกะ

Day 6 : Phobjikha – Timphu

  • แวะเที่ยววัดกังเต วัดนี้เป็นวันนิกายนิงมาปะ ที่ใหญ่ที่สุดในภูฏาน ผู้ก่อตั้งอารามกังเต คือท่านเปมา ทรินเล หลานปู่ของท่านเปมา ลิงปะ พระอริยบุคคลผู้โด่งดังในนิกายญิงมาปะของภูฏาน มุ่งหน้ากลับไปยังทิมพู
  • ช่องเขาโดชูล่าพาส ทิมพูเป็นเมืองหลวงที่มีเสน่ห์อยู่ใจกลางหิมาลัย เพราะไม่เหมือนเมืองหลวงที่ใดในโลก อาคารบ้านเรือนยังคงเอกลักษณ์ตามสถาปัตยกรรมภูฏานดั้งเดิม
  • เที่ยวป้อมซิมโตคา ซึ่งเป็นป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุด สร้างในปี 1629 ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนสอนศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เดินเที่ยวซื้อของที่ระลึกในตัวเมือง
  • เข้าพักโรงแรมที่เมืองทิมพู

Day 7 : Thimphu  

  • ชมวิวเมืองทิมพูที่ หอคอย BBS ซึ่งเป็นที่หนุ่มสาวขนานนามว่าเป็น สถานที่โรแมนติก หรือ Romantic Point จากนั้นเที่ยวชมสัตว์ประจำชาติภูฏานที่ สวนสัตว์ทาคิน ชมตัวทาคิน สัตว์ประจำชาติของประเทศภูฏาน
  • ชม วัดชังกังคา เป็นวัดเก่าแก่ประจำหุบเขาทิมพู สร้างในศตวรรษที่ 12 โดยท่านลามะ พาโจ ดรุกอม ชิกโป บุตรของท่านนิมา เป็นที่ประดิษฐานองค์พระอวโลกิเตศวรในปางที่มีสิบเอ็ดเศียร วัดนี้เป็นวัดที่ชาวทิมพูจะนำเด็กอ่อนมาให้พระให้ศีลให้พร และบ้างก็ให้พระลามะตั้งชื่อให้เพื่อเป็นศิริมงคล จากที่นี่จะเห็นวิวเมืองทิมพูอีกด้านหนึ่ง
  • Buddha Gang ที่ซึ่งประดิษฐานองค์พระใหญ่ที่สุดในภูฏาน บนยอดเขาที่เป็นจุดรวมพลังของหุบเขาทิมพู
  • ชม Memorial Chorten อนุสรณ์สถาน ที่สร้างในปี 1974 เพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับอดีตกษัตริย์ภูฏานองค์ที่สามที่ล่วงลับ ที่นี่ท่านจะได้เห็นชาวภูฏานและนักแสวงบุญจำนวนมากมานั่งสวดมนต์หมุนกงล้อมนตรา และเดินเวียนเทียนรอบสถูป
  • สู่ป้อมทาชิโช ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานที่ใช้ทรงงานของกษัตริย์ ประกอบไปด้วยท้องพระโรง และศาสนสถานอยู่ภายใน เดินเที่ยวรอบใจกลางเมืองทิมพู
  • เข้าพักโรงแรมที่เมืองทิมพู

Day 8 : Haa Valley

  • เดินทางสู่หุบเขาฮา ทิวทัศน์สองข้างทางสวยงามจับใจ แต่เดิมหุบเขาฮาเป็นไม่อนุญาติให้ชาวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยว จนเมื่อปี2001 รัฐบาลภูฏานได้เปิดพื้นที่ให้โอกาสนักท่องเที่ยวต่างถิ่นได้สัมผัสชีวิตที่ยังไม่ถูกเจือปนจากโลกภายนอก หุบเขาฮาเป็นที่ประทับของพระมารดาของพระราชินีในรัชกาลที่4 ห้อมล้อมด้วยป่าเขา เต็มไปด้วยศาลเจ้าเก่าแก่โบราณ ในหุบเขาจะเห็นทุ่งข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เล่ย์ และไร่มันฝรั่ง
  • หยุดถ่ายภาพเขาสามลูกเทพเจ้าผู้คุ้มครองชาวเมืองในหุบเขาฮา ที่เป็นที่มาของตำนานและชื่อหุบเขาฮา
  • เมื่อเข้าสู่เมืองฮา พาท่านไปยัง วัด Black Dove & White Dove เดินเล่นตัวเมืองฮา
  • คืนนี้พักที่หุบเขาฮา

Day 9 : Haa Valley – Paro

  • เมืองพาโร ผ่านถนนที่สูงที่สุดของภูฏานที่ช่องเขา เชเลลาพาส (3810m)
  • เดินขึ้นสักการะวัดทักซัง หรือ วัดถ้ำเสือ วัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฏาน วัดทักซัง หรือ วัดถ้ำเสือ เป็นศาสนสถานที่มหัศจรรย์ เพราะตัววัดเหมือนเกาะอยู่บนหน้าผาหินที่มีความสูงถึง 900 เมตร วัดจากที่ราบพาโร ตำนานกล่าวไว้ว่าท่าน Guru Padmasambhava หรือ พระปทุมสมภพในภาคยักษ์ หรือพระศาสดาองค์ที่สองตามความเชื่อของชาวภูฏาน ได้เหาะมาบนหลังเสือตัวเมีย มายังหน้าผาแห่งนี้เพื่อทำวิปัสนากรรมฐาน จึงได้ชื่อว่าถ้ำเสือ หลังจากที่สำเร็จสมาธิแล้ว ท่านจึงได้สร้างศาสนสถานแห่งนี้ขึ้น ชาวภูฏานส่วนใหญ่มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะได้ขึ้นมาแสวงบุญที่ Taksang สักครั้งหนึ่งในชีวิต ใช้เวลาการปีนเขาจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง (ไป-กลับ)
  • รับประทานอาหารภูฏานแท้ๆที่บ้านชาวนา โดยท่านจะได้ชมบ้านชาวนาว่าเป็นอย่างไร ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาดูได้จากห้องพระที่ใหญ่โตเหมือนอยู่ในโบสถ์ของวัดทีเดียว ชาวบ้านที่นี่ปลูกข้าวทานเอง เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่เอง เป็นวิถีของเศรษฐกิจพอเพียงที่ยังคงมีให้เห็นโดยทั่วไป
  • คืนนี้พักที่เมืองพาโร

Day 10 : Paro – Bangkok

  • เดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพมหานคร
  • เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

***รายการอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รวม-ไม่รวม

ทริปอื่นๆที่น่าสนใจ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์ดาร์จีลิง อินเดีย