Categories
07-Jul 09-Sep 2024 Mid Asia

ทัวร์คีร์กีซสถาน

logo-freedoka

Kyrgyzstan

เมืองบิชห์เคก • Suusamyr Valley • หมู่บ้าน Kyzyl Oi • ชมทะเลสาบ Song Kul Lake • เมือง Naryn 7 เมือง Bokonbayevo • Bokonbayevo Village  • ผา Skazka Canyon  • Sobor Svyatoy Troitsky • สุเหร่าดันแกน • หอคอยบูราน่า 

วันที่จัดทริป

Update เร็วๆนี้

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เมืองบิชห์เคก
  • จัตุรัส Ala Too Square
  • Töö Ashuu Pass
  • Kyzyl Oi
  • ทะเลสาบ Song Kol Lake
  • เมือง Naryn
  • ทะเลสาบ Issyk
  • Skazka Canyon
  • Jeti Oguz Gorge
  • เมืองคาราโคล
  • สุเหร่าดันแกน
  • หอคอยบูราน่า
short brief
สรุปย่อทัวร์คีร์กีซสถาน

วันที่ 1 | Bangkok • Bishkek • เดินเล่นบริเวณจตุรัส Pobeda Square • ชมสวนสาธารณะ Dubovi Park • จัตุรัส Ala Too Square
วันที่ 2 | เดินทางข้าม Too Ashuu Pass • ไปยังหมู่บ้าน Kyzyl Oi
วันที่ 3 |เดินทางไปยัง Song Kol Lake • ชมทะเลสาบ Song Kนl Lake
วันที่ 4 | เช้าเดินเล่นตามอัธยาศัย • ไปยังเมือง Naryn เดินเล่นชมเมือง
วันที่ 5 | ไปยังเมือง Bokonbayevo ชมวิถีชีวิตคนท้องถิ่น • ไปยัง Bokonbayevo Village
วันที่ 6 | ชมความสวยงามของผา Skazka Canyon • ชม Jeti Oguz Gorge ไปเมือง เมืองคาราโคล
วันที่ 7 | ชม Sobor Svyatoy Troitsky • สุเหร่าดันแกน • เดินทางผ่านทะเลสาบ อือซิคุล • ชม หอคอยบูราน่า • เดินทางกลับเข้าสู่เมือง Bishkek
วันที่ 8 | อิสระช้อบปิ้ง และเดินทางไปสนามบิน
วันที่ 9 | ถึงกรุงเทพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 000,000 บาท (กรุ๊ปละ 6-12 ท่าน)

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • พาหนะรับส่งพร้อมคนไทยนำเที่ยว
  • ยานพาหนะ ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าทำวีซ่า 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าแปลเอกสารทำวีซ่า (ถ้ามี)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปคีร์กีซสถานที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

Day 1

สนามบินสุวรรณภูมิ • Bishkek

09.30 น. พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเช็คอินสายการบิน Air Arabia

12.15 น. ออกเดินทางสู่เมือง Bishkek โดยสายการบิน Air Arabia เที่ยวบินที่ G9824 12.15-15.40 น. เปลี่ยนเครื่องที่ ชาร์จาห์ ต่อด้วย G9351 21.30-03.20 น.

03.20 ถึงสนามบิน เมืองบิชห์เคก (Bishkek) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศคีร์กีซสถาน และยังเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดชุย โดยมีฉากหลังของเมืองที่สวยงามและมีแม่น้ำชุยที่ไหลผ่านในพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

เดินเล่นบริเวณจัตุรัส Pobeda Square เป็นจัตุรัสกลางเมือง ศูนย์กลางธุรกิจ ศาลาว่าการเมือง ธนาคาร ห้างร้านต่างๆ

ชมสวนสาธารณะ Dubovi Park ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประติมากรรมกลางแจ้งซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1984 มีงานแกะสลักคีร์กีซกว่า 200 ชิ้นกระจายอยู่รอบ ๆ พิพิธภัณฑ์ทางอากาศที่มีประติมากรรมเริ่มต้นนับเป็น 93

จัตุรัส Ala Too Square สร้างขึ้นในปี 1984 เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของ Kyrgyz SSR ซึ่งครั้งหนึ่งมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของเลนินวางอยู่ตรงกลางจัตุรัส จัตุรัสแห่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะเลนินสแควร์ จนกระทั่งคีร์กีซสถานได้รับอิสรภาพจากสหภาพโซเวียตในปี 2534

พักที่ Bishkek

Day 2

Bishkek • Too Ashuu Pass • Suusamyr Valley • Kyzyl Oi

เดินทางข้าม Töö Ashuu Pass ทางหลวงที่ลัดเลาะไปตามร่องเขา เพื่อไปยัง Suusamyr Valley หุบเขาที่มีความสูง 2,000-2500 เมตรจากระดับน้ำทะเล บนแนวเขา Suusamyr Too กับ Kyrgyz Ala-Too ส่วนหนึ่งของภูเขาเทียนชาน ซึ่งในช่วงหน้าร้อนจะงดงามด้วยทุ่งดอกไม้มากมาย

เดินทางไปยัง Kyzyl Oi หมู่บ้านแบบชาวคีร์กีซดั้งเดิมบนที่ราบที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง หมู่บ้านคีซีลโอยได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่หนาวที่สุดในประเทศ

พักที่ Kyzyl Oi 

Day 3

Kyzyl Oi • Song Kol Lake

ออกเดินทางจาก Kyzyl Oi ผ่านเส้นทางที่สวยงามไปยัง Song Kol Lake ระหว่างทางชื่นชมกับทัศนยภาพแปลกตา 

ชมทะเลสาบ Song Kol Lake ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศคีร์กีซสถาน ทะเลสาบอยู่บนความสูงประมาณ 3,016 เมตร จากระดับน้ำทะเลมีพื้นที่ประมาณ 278 ตร.กม. ลึกประมาณ 14 เมตร ในช่วงฤดูร้อนรอบๆทะเลสาบจะเต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดมากมาย

เย็นนี้ดื่มด่ำชื่นชมกับบรรยากาศที่พักแบบกระโจมริมทะเลสาบ Song Kol 

พักที่ Yurt Camp (ห้องน้ำรวม)

Day 4

Song Kol Lake • Naryn

ตื่นเช้ารับอากาศบริสุทธิ์แห่ง Songkol lake เดินเล่น ถ่ายรูปตามอัธยาศัย จากนั้นอำลา Yurt camp เดินทางลงสู่เขตเมือง  

เดินทางไปยังเมือง Naryn ประมาณ 120 กม. เป็นศูนย์กลางของการบริหารในภาคกลางของคีร์กีซสถาน มีประชากรประมาณ 40,000 คน ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการบนเส้นทางคาราวานในปี ค.ศ. 1868

เดินเล่นชมเมืองและมอสที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งบนเส้นทางสายไหมโบราณ

พักที่ Naryn

Day 5

Naryn • Bokonbayevo • Eagle Hunting Show• Bokonbayevo Village

เดินทางไปยังเมือง Bokonbayevo (ประมาณ 5 ชม.)

มีหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่สุดทางด้านใต้ของทะเลสาบ Issyk ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนที่ยังคงฝึกนกอินทรีย์ออกล่าเหยื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานเดินทางชมวิถีชีวิตคนท้องถิ่นผู้มีความสามารถในการใช้ นกอินทรีย์ล่าเหยื่อ (Eagle-hunter) โดยจะมีการแสดงวิธีการล่าเหยื่อด้วยวิธีการดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่หาดูได้เพียงไม่กี่แห่งในโลกใบนี้

ไปยัง Bokonbayevo Village หมู่บ้านที่มีการเลี้ยงและผสมพันธุ์ม้า ชมการเลี้ยงม้าของชาวคีร์กีซซึ่งในอดีตเป็นชุมชนเร่ร่อน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ม้าร่วมกับสุนัขในการล่าในชีวิตประจำวัน

พักที่ Bel Tam Yurt Camp

Day 6

Skazka Canyon • Jeti Oguz Seven Bulls Rock • Karakol

ชมความสวยงามของผา Skazka Canyon หรือ Fairy Tale canyon ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ของทะเลสาบ Issyk-Kul เป็น Canyon ที่มีอายุนับล้านปีที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลม

นำท่าน ชม Jeti Oguz Gorge เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่เกิดจากการกัดเซาะของกองหินตามธรรมชาติที่มีชื่อว่า ‘Jeti-Oguz’ มีความหมายว่าวัวเจ็ดตัว เนื่องจากมีหินที่มีรูปทรงคล้าย ‘วัวเจ็ดตัว’ (Seven Bulls) เป็นแนวภูเขาหินสีแดงโค้งขึ้นลงเหมือนหลังวัว อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติที่สวยงาม

ออกเดินทางไปยัง เมืองคาราโคล (Karakol) เป็นเมืองที่มีความใหญ่โตเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศรองจากเมือง จาลาล อาบัด โอสห์และบิสห์เค๊ก และอยู่ห่างจากพรมแดนของจีน ประมาณ 150 กม. มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 67,100 คน

คืนนี้พักที่ Karakol

Day 7

Sobor Svyatoy Troitsky • Dungan • Burana Tower • Bishkek

ชม Sobor Svyatoy Troitsky เมื่อเมืองคาราโคลได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทหารของพระเจ้าซาร์แห่งอาณาจักรรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.1869  ดินแดนแห่งนี้ก็ได้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นมาและได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในปี ค.ศ.1889 ทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหายพร้อมด้วยสิ่งมีชีวิตอีกอย่างมากมาย ต่อมาอีก 6 ปีก็ได้มีการซ่อมแซมบูรณะสิ่งต่างๆจนเสร็จเรียบร้อย และในระหว่างนั้นก็พร้อมด้วยการสร้างโบสถ์ขึ้นมา และได้มีการตกแต่งให้สวยงามจนถึงทุกวันนี้

ชม สุเหร่าดันแกน (Dungan Mosque) เป็นสุเหร่าที่ตั้งอยู่ในเมืองของพวกดันแกนที่ได้อพยพมาอยู่ในบริเวณและได้สร้างชุมชนแห่งนี้ ขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1877 สุเหร่าถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1904 และเสร็จเรียบร้อยในปี ค.ศ.1907 โดยช่างสถาปนิกของชาวจีนและช่างฝีมืออีก 20 คน การก่อสร้างที่ใช้ประโยชน์ของไม้ทั้งหมดโดยมิได้ใช้ตะปู และยังมีการทาสีที่สดใสสวยงาม สีแดง สีเขียวและสีเหลือง นอกจากนั้นยังมีการวาดภาพดอกไม้ รูปสัตว์ในนิยายมังกรและนกฟีนิกซ์อีกด้วย

เดินทางต่อเลาะเลียบทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในคีร์กีซสถาน อือซิคุลเป็นทะเลสาบในเทือกเขาเทียนชาน ลึกเป็นอันดับที่ 7 และใหญ่เป็นอันดับที่ 10 ของโลกตามปริมาตร และเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองรองจากทะเลแคสเปียน อือซึก-เกิลแปลว่า ทะเลสาบอุ่น ในภาษาคีร์กีซ แม้ว่าจะล้อมรอบด้วยยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ แต่ก็ไม่เคยเป็นน้ำแข็ง

ชม หอคอยบูราน่า (Burana Tower) ที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 ให้เป็นหอมินาเร่ท์ โดยข่านเนทแห่งคาราข่านนิดส์ ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวที่ถูกสร้างขึ้นในเอเชียกลาง ซึ่งต่อมาในราวศตวรรษที่ 15 ได้เกิดแผ่นดินไหวจึงทำให้ส่วนสูงลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 35 เมตร

เดินทางกลับเข้าสู่เมือง Bishkek เมืองหลวงของสาธารณรัฐคีร์กีซ ตั้งอยู่ในเทือกเขา Tien Shan ตัวเมืองวางผังแบบตาราง มีถนนกว้างขนาบข้างด้วยคลองชลประทานและต้นไม้ขนาดใหญ่ อาคารที่มีอาคารหินอ่อนและอาคารอพาร์ตเมนต์ถูกสร้างในสมัยโซเวียตปกครอง

พักที่ Bishkek 

Day 8

Free Shopping • Bangkok

อิสระช้อบปิ้งในตลาดท้องถิ่นของเมือง Bishkek ที่มีสินค้าอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นผลไม้แห้งเป็นถั่วนัตหรือเป็นหัตถกรรมพื้นเมืองรวมถึงหมวกตามแบบสไตล์ของชาว nomad

13.00 น. เดินทางไปยังสนามบิน เพื่อกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Air Arabia เที่ยวบิน G9333 15.40-17.40 แวะเปลี่ยนเครื่องที่ ชาร์จาห์ ต่อด้วย เที่ยวบินที่ G9821 22.25-07.50

Day 9

Bangkok

07.50 น. ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia SouthAsia

ทัวร์เลห์ ลาดัก

Leh • Ladakh

เมืองศรีนาการ์ • สวนชาลิมาร์ • เทือกเขากุลมาร์ค • โซนามาร์ค • เมืองเลห์ • Alchi Monastery • Khardungla Pass •
Nubra Valley • ทะเลสาบแปงกอง • Thiksey Monastery • Shey Palace

วันที่จัดทริป

9 – 16 สิงหาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เมืองศรีนาการ์
  • เทือกเขากุลมาร์ค
  • โซนามาร์ค
  • เมืองเลห์
  • วัดลามายูรู
  • วัดอัลชิ
  • Khardung La Pass
  • Nubra Valley
  • ทะเลสาบแปงกอง
  • Hemis Monastery
  • Thiksey Monastery
  • Shey Palace
short brief
สรุปย่อทัวร์เลห์ ลาดัก

วันที่ 1 |พบกันที่สนามบิน เดินทางไปเดลี ต่อเครื่องภายใน ไปยังเมืองศรีนาการ์
วันที่ 2 | สวนชาลิมาร์ • สวนนิชาท • Gulmarg
วันที่ 3 |Sonamarg • Kargil
วันที่ 4 | Kargil • Lamayuru • Alchi • Leh
วันที่ 5 | Leh • Khardungla Pass • Nubra Valley (128 Kms | 4-5 hrs approx)
วันที่ 6 | Nubra • Pangong Lake (150 Kms | 6-7 hrs approx.)
วันที่ 7 | Pangong Lake • Hemis • Thiksey • Shey
Reynisfjara Beach & Hálsanefshellir Cave • Skógafoss • Seljalandsfoss
วันที่ 8 | เลห์-เดลี • ต่อเครื่องกลับไทย

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าวีซ่า
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่ม นอกเหนือจากรายการ
  • ค่าแปลเอกสารยื่นวีซ่า (ถ้ามี)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปเลห์ ลาดักที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

กรุงเทพ • เดลี • ศรีนาการ์

Day 1

04.30 น. พบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG323 07.35 น.

10.35 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิราคานธี เมืองนิวเดลี รับสัมภาระ จากนั้นรอเวลาเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยัง เมืองศรีนาการ์ (Srinagar) โดยสายการบิน Indigo เที่ยวบิน 6E2747 เวลา 13.40 น.

15.05 น. เดินทางถึง เมืองศรีนาการ์ เมืองหลวงของแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ตั้งอยู่ในหุบเขาแคชเมียร์ ที่ระดับความสูง 1,730 เมตร ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งทะเลสาบและสายน้ำ สวนดอกไม้และงานศิลปะที่ประดิษฐ์จากไม้

เดินเล่นชมเมืองศรีนาการ์ สามารถเริ่มต้นการเดินเล่นที่ Lal Chowk ซึ่งเป็นศูนย์กลางกลางเมือง ที่นี่สามารถหาซื้อของที่ระลึก ทานอาหาร และชื่นชมบรรยากาศได้

พักที่ เมืองศรีนาการ์

Day 2

สวนชาลิมาร์ • สวนนิชาท • กุลมาร์ค

ชม สวนชาลิมาร์ (Shalimar Garden) หรือสวนแห่งความรัก เป็นสวนที่ตั้งอยู่ ณ เชิงเขาที่ทอดยาวไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า สวนแห่งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนสมัยโบราณ ที่มีการสร้างน้ำพุเรียงกันเป็นแนวยาว และใช้แรงดันน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา ประกอบกับการตกแต่งสวนที่มีดอกไม้นานาพันธุ์แข่งกันเบ่งบานอวดสีสันอันสวยงาม

ชม สวนนิชาท (Nishat Garden) ถือได้ว่าเป็นสวนสำหรับการพักผ่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในรัฐจัมมูแอนด์แคชเมียร์ ฉากหลังของสวนแห่งนี้ติดกับเทือกเขาซาร์วาวาลที่มีความยิ่งใหญ่และมีหิมะปกคลุม นอกจากนี้ยังมีต้นเมเปิ้ลขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนานกว่า 400 ปี โดยสวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระบัญชาของพระเจ้าอาซาฟข่านเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับพระนางนูรชาฮาน ผู้เป็นน้องสาว

ขึ้นสู่เทือกเขากุลมาร์ค ซึ่งเป็นสถานที่มีทัศนียภาพสวยงามแห่งหนึ่งในโลกในขณะขับรถสู่เทือกเขากุลมาร์คสองข้างทางจะเป็นทุ่งนาข้าวสลับกับพันธุ์ไม้ป่าและฝูงแกะตามเทือกเขาโดยเทือกเขาหิมาลัยนี้จะมีหิมะปกคลุมสลับกันไป

เทือกเขากุลมาร์คเป็นพื้นที่ราบทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในโลก เมื่อถึงกุลมาร์คแล้วพาท่านเที่ยวชมเทือกเขาซึ่งเป็นภูเขาที่สวยงามแห่งหนึ่งในแคชเมียร์ มีชื่อว่าเป็นทุ่งหญ้าของดอกไม้ (Meadow of Flower) เดิม กุลมาร์ค มีชื่อเรียกว่า เการิมาร์ค ตั้งโดยสุลต่านยูซุป ชาร์ ในศตวรรษที่ 16 เนื่องจากเป็นทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าที่งอกงามตามฤดูกาล อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟ 18 หลุมที่สูงที่สุดในโลก สูง 3,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลและสถานที่เล่นกีฬาสกีน้ำแข็งในฤดูหนาว จนไม่คิดว่านี้เป็นประเทศอินเดีย

พักที่ Gulmarg

Day 3

Sonamarg • Kargil

เดินทางจากศรีนาการ์ สู่ โซนามาร์ค คำว่า “โซนา” แปลว่าทอง “มาร์ค” แปลว่าเส้นทาง ในอดีตเส้นทางนี้เป็นเส้นทางค้าขายในตำนานหรือที่เรียกว่า เส้นทางสายไหมเนื่องจากภูมิประเทศที่สวยงามอีกทั้งมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ตลอดสองข้างทางการเดินทางจะได้เห็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะรูปร่างแปลกตา สลับกับป่าต้นวอลนัตขนาดใหญ่ที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทางเส้นทางนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,690 เมตร เรียกว่าสวยงามมากตลอดเส้นทางจากศรีนาคา ผู้เดินทางจะได้เดินทางไปและถ่ายรูปไปตลอดทาง

บริเวณริมฝั่งข้างทางจะมีทุ่งหญ้าสีเหลืองที่เต็มไปด้วยดอกมัสตาร์ดที่สวยงาม แวะเก็บภาพเป็นที่ระลึก นอกจากนี้แล้วยังผ่านป่าวอลนัทที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง

ไปเมือง Kargil เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย เคยอยู่ใจกลางความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี และเป็นเมืองแห่งมุสลิม

พักที่ Kargil

Day 4

Kargil • Lamayuru • Alchi • Leh

ออกเดินทางบนเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ เมืองเลห์ แห่งแคว้นลาดัก ซึ่งเป็นเส้นทางรถยนต์ที่สูงที่สุดในโลก 5,603 เมตร ระหว่างทางพบกับวิวทิวทัศน์ที่แปลกตา สัมผัสกับความงดงามของภูเขา วังโบราณและวัดเก่า

แวะชมเมือง Lamayuru วัดลามายูรู แห่งเมืองลับแล เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายหมวกแดง มีอีกชื่อหนึ่งว่า ยุงตรุง ทาปาลิง กอมปา (Yungdrung Tharpaling Gompa) ยุงตรุงฯ ในภาษาทิเบต หมายถึง สวัสติกะ ทุกปีจะจัดพิธีสำคัญเรียกว่า ญูรู ฆับจ์ยัต (Yuru Kabgyat) โดยในงานจะมีการเต้นระบำหน้ากากและนำผ้าบฎอันเก่าแก่ออกมาคลี่บูชา

แวะชมวัดอัลชิ (Alchi Monastery) ในเมืองอัลชิ วัดที่มีภาพเขียนศาสนาพุทธ เก่าแก่กว่าพันปีที่ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 โดยพระ Rinchen Zangpo พระภิกษุชาวทิเบต ผู้แปลคัมภีร์พุทธจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาทิเบต วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบ Gandharan และ Kashmiri

จากนั้นเดินทางต่อเข้าสู่ตัวเมืองเลห์

ค่ำคืนนี้ พักผ่อนที่เมืองเลห์

Day 5

Leh • Khardungla Pass • Nubra Valley (128 Kms | 4-5 hrs approx)

Khardung La Pass อยู่ระหว่างเส้นทางไป Nubra Valley เป็นถนนที่รถสามารถวิ่งได้ที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 18,380 ฟุต (5,602 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล บนเทือกเขา Karakoram ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเลห์ ประเทศอินเดีย สร้างขึ้นในปี 1976 โดยกองทัพอินเดีย และเปิดให้บริการสำหรับพลเรือนในปี 1988

หุบเขา Nubra อยู่ทางตอนเหนือของเลห์ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำชย็อก (Shayok river) ไหลผ่าน มีอากาศอบอุ่นกว่าเลห์ และมีระดับความสูงที่ต่ำกว่าเลห์ ทำให้อากาศสบายๆ และเหมาะแก่การปลูกผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล แอปปิคอตช่วงกรกฎาคม – สิงหาคม ท้องทุ่งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยดอกไม้

คืนนี้พักที่ Nubra

Day 6

Nubra • Pangong Lake (150 Kms | 6-7 hrs approx.)

เดินทางไปทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) หรืออาจจะได้ยินกันว่าผางกงโฉ (Pangong Tso) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือมีความสูงถึง 4320 เมตร จากระดับน้ำทะเล น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม และจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆตามมุมของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงกระทบผืนน้ำ 

เป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา Himalaya และ Trans-Himalaya ในภูมิภาค Ladakh ทะเลสาบยาว 134 กิโลเมตร (83 ไมล์) และกว้าง 5 กิโลเมตร (3 ไมล์) โดยพื้นที่ประมาณ 604 ตารางกิโลเมตร (233 ตารางไมล์) ประมาณ 60% ของทะเลสาบอยู่ในอินเดีย ส่วนที่เหลืออยู่ในจีน

ชื่นชมบรรยากาศทะเลสาบในช่วงเย็นๆ

พักที่ Pangong

Day 7

Pangong Lake • Hemis • Thiksey • Shey

ทะเลสาบแปงกอง เป็นที่รู้จักในหนังสือเรื่อง “Lost Horizon” กล่าวถึงที่นี่ว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” และก็เป็นที่รู้จักกันจาก ภาพยนตร์อินเดียชื่อดัง “The 3 Idiots” ซึ่งใช้สถานที่นี้ในการถ่ายทำ สีของน้ำในทะเลสาบ จากสีน้ำเงินเข้มถึงสีเทอร์คอยส์ ขึ้นอยู่กับมุมมอง แสงแดดและสภาพอากาศ ชื่นชมกับบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบ ให้เต็มอิ่ม ก่อนเดินทางกลับเมืองเลห์
จากนั้นเดินทางเข้าสู่เมืองเลห์ (ประมาณ 5 ชม)

แวะชม Hemis Monastery วัดเฮมิสเป็นวัดทิเบตนิกายหมวกแดง อายุ 450 ปี เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองลาดักห์ สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 โดย King Sengge Namgyal ผู้สร้างพระราชวังเลห์ เป็นที่เก็บ ทังก้า (Tangka) พระปทุมสมภพอายุมากกว่า 300 ปี สมบัติลํ้าค่าของชาวลาดักห์

วัด Thiksey Monastery ที่นี่มีสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับวังโปตาลาในธิเบต จึงได้ชื่อว่าเป็นทิเบตน้อย เป็นวัดในนิกายหมวกเหลือง หรือ นิกายเกลุกปะ อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเชย์ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งมีความสูงเท่าอาคารสองชั้น

Shey Palace สร้างเป็นวังฤดูร้อน เนื่องจากในสมัยก่อนเมือง Shey เป็นเมืองหลวงในช่วงฤดูร้อนของอาณาจักรลาดักห์ สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อ ระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Sengge Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุนี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

พักที่เมือง Leh

Day 8

เลห์ • เดลี • กรุงเทพ

เดินทางไปยังสนามบิน บินกลับสู่เดลี โดยสายการบิน Indigo Airlines เที่ยวบินที่ 6E2537 07.40-09.00 น. จากนั้น ต่อด้วยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG324 11.40 น. เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ

17.35 น. ถึงกรุงเทพ ฯ โดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia Tour

ทัวร์ภูฏานแกรนด์

Bhutan Grand

เมืองพาโร • ป้อมรินปุง • วัดคิชูลาคัง • เมืองพูนาคา • วัดดรุกวังเยลลาคัง • ป้อมพูนาคา • วัดชิมิลาคัง • เมืองบุมทัง • หมู่บ้านทังเซปจิ  • พิพิธภัณฑ์ทรองซา • วัดทัมชิงลาคัง • เมืองผอบจิกะ • เที่ยววัดกังเต • ป้อมซิมโตคา 

short brief
สรุปทัวร์ ภูฎานแกรนด์ โดยย่อ

วันที่ 1 | สุวรรณภูมิ
วันที่ 2 | Thimphu – Punakha – Wangdue
วันที่ 3 |  Bumthang – Trongsa
วันที่ 4 | Trongsa – Bumthang
วันที่ 5 | Bumthang – Phobjikha
วันที่ 6 | Phobjikha – Thimphu
วันที่ 7 | Thimphu
วันที่ 8 |  Haa Valley
วันที่ 9 | Haa Valley – Paro
วันที่ 10 | Paro – Bangkok

ทริป ภูฎาน แกรนด์
ค่าใช้จ่ายทริป
  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท
  • พักเดี่ยว 00,000
  • ที่พักระกับ 4 ดาว พักห้องละ 2 ท่าน (3 ดาวในพื้นที่ห่างไกล) 
  • เตียงคู่หรือเตียงใหญ่ ขึ้นกับความพร้อมของห้องของทางโรงแรม แต่เราจะ Request ให้ ณ วันที่ทำการจอง 
  • ต้องการปรับที่พักเป็นระดับ 5 ดาว หรือพักแบบ Apartment มีครัว สามารถแจ้งทีมงานได้เลยครับ
  • ค่ารถหรือเรือทุกประเภทที่ใช้ในทริป
  • ค่าทางด่วนและที่จอดรถ
  • ค่าน้ำมันและภาษีต่างๆ
  • ที่พักและอาหารคนขับ
  • คนไทยนำทริปตลอดทริป
  • ไกด์รอรับที่สนามบินประเทศปลายทาง
  • ไกด์นำเที่ยวและขับรถและถ่ายรูปโดยคนเดียวกัน
  • ประกันเจ็บป่วยในขณะที่อยู่ต่างประเทศวงเงิน 2,000,000 บาท
  • ประกันกระเป๋าล่าช้าหรือสูญหาย (เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน)
  • รวมค่าธรรมเนียมและค่าบริการทำวีซ่า
  • ผลการพิจารณาวีซ่าขึ้นกับดุลยพินิจของสถานทูต
  • ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินทุกเส้นทาง
  • ทีมงานมีบริการออกตั๋วเครื่องบินและให้คำแนะนำไฟลท์บินที่เหมาะสม

 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

Day 1

สนามบินสุวรรณภูมิ

03.30 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น 4 ทีมงานอำนวยความสะดวกในการเช็คอิน สายการบิน Bhutan Airlines เที่ยวบินที่  B3 701 เวลา 06.30-09.55 via Kolkata  ตอนนำเครื่องลงท่านจะได้สัมผัสกับขุนเขาอันกว้างใหญ่ใกล้แค่เอื้อม ดุจดั่งเข้าสู่อ้อมกอดของหุบเขาแห่งเมืองพาโร สำหรับท่านที่รักการถ่ายภาพ ความอลังการของทิวทัศน์จะทำให้ท่านได้ภาพที่งดงาม

ชม ป้อมรินปุง Paro Rinpung Dzong(ป้อมแห่งอัญมณี) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ป้อมพาโร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1645 ทางเดินเข้าป้อมมีธงมนต์เรียงรายสองข้างทางนำไปสู่สะพานไม้แสนสวยหลังคามุงด้วยกระเบื้องหิน และอยู่ติดกับป้อมยามสองหลัง เหนือขึ้นไปมีอาคารหอสังเกตการณ์ของในปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1968 และได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย แต่กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงเพราะได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อตุลาคม 2554 ปัจจุบันป้อมพาโรมีฐานะเป็นศูนย์กลางในการบริหารปกครองของเขตปกครองพาโรและเป็นที่ตั้งของอารามหลวง ซึ่งมีพระจำวัดอยู่ราว 200 รูป หอกลาง(อุตซี)ของป้อม ถึงเป็นหนึ่งในงานเครื่องไม้ที่งามที่สุดในภูฎาน

ชมวัดคิชูลาคัง Kyichu Lhakhang หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศภูฏาน สร้าโดยกษัตริย์ธิเบตในปี ค.ศ.659 ท่านจะได้พบกับต้นส้มศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุถึง 600ปี แต่ยังให้ผลตลอดทั้งปี 

ชมวัดทัมชอค ลาคัง และเดินสะพานแขวนเก่าแก่ที่นั่น จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองทิมพู เป็นเมืองหลวงที่มีเสน่ห์อยู่ใจกลางหิมาลัย เพราะไม่เหมือนเมืองหลวงที่ใดในโลก อาคารบ้านเรือนยังคงเอกลักษณ์ตามสถาปัตยกรรมภูฎานดั้งเดิม

เย็นเดินเล่นรอบเมืองทิมพู 

คืนนี้พักที่ทิมพู (Alt; 2320m)

Day 2

Thimphu - Punakha - Wangdue

เดินทางไปยังเมืองพูนาคา ทิวทัศน์ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยความสวยงามของต้นไม้ในเขตอัลไพน์สลับกับพืชเขตร้อน 

ระหว่างทางแวะโดชูล่าพาส ที่ระดับความสูง 3150 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นจุดชมวิวภูเขาหิมาลัยด้านตะวันตกอันตระการตา พร้อมยอดเขาต่างๆเรียงราย รวมไปถึงยอดเขาที่สูงที่สุดอย่างโชโมฮารี (7328 เมตร) 

ชม 108 สถูป สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเมืองปีค.ศ.2005 เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับทหารวีรชนชาวภูฏานที่เสียชีวิตจากสงครามอัสสัม 

ชมความงามของวัดดรุกวังเยลลาคัง ที่ราชินีในรัชกาลที่4 สร้างถวายแด่กษัตริย์องค์ที่4 ด้านในวัดมีภาพเขียนของเจ้าหญิงและเจ้าชายทุกพระองค์ในรูปของนางฟ้าและเทวดา และภาพเขียนเล่าเรื่องราวประวัติของภูฎาน 

ชม ป้อมพูนาคา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นวังแห่งความสุข Palace of Great Happiness และเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สวยงามที่สุดในภูฏาน เป็นป้อมที่สร้างเป็นอันดับสองของภูฏาน ในอดีตเมื่อครั้งเมืองพูนาคายังเป็นเมืองหลวง ป้อมแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาล ปัจจุบันเป็นที่พักในฤดูหนาวของพระชั้นผู้ใหญ่ ป้อมนี้ตั้งอยู่ ณ บริเวณที่แม่น้ำ Phochu และ แม่น้ำ Mochu ไหลมาบรรจบกัน ชมหมู่บ้าน Gidagom เป็นหมู่บ้านเล็กๆหลังป้อมพูนาคาเพื่อชมวิถีชีวิตชาวบ้าน

วัดชิมิลาคัง วัดที่อยู่บนยอดเนิน ใจกลางหุบเขา สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1499 โดยลามะที่มีชื่อเสียงมาก นามว่าท่าน Lama Drukpa Kunley ที่วัดแห่งนี้ชาวบ้านเชื่อกันว่าหากใครมาอธิฐานขอบุตรก็จะได้สมใจ 

ค้างคืนที่เมืองวังดี (Alt.1240m)

Day 3

Bumthang • Trongsa

มุ่งหน้าไปยังเมืองบุมทัง ระหว่างทางผ่านชมช่องเขาเพลาพาส (3,300m) ณ เลยช่องเขาไปจะมีหมู่บ้านใหญ่ชื่อรูคุปจิ บ้านที่นี่จะล้อมรอบไปด้วยทุ่งมัสตาร์ด ไร่มันฝรั่ง ทุ่งบาร์เล่ย์ และข้าวสาลี ระหว่างทางมีทุ่งดอกไม้โรโดเดนดรอน หรือ กุหลาบพันปี และเฟิร์น 

ผ่านสถูปเชนเดปจี เป็นจุดพักระหว่างทางของกองคาราวานเดินทางจากทรองซาในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์องค์ที่ 2 ของอาณาจักรภูฎาน จุดนี้ยังเป็นจุดสำคัญในการแบ่งภูฎานตะวันออกและภูฎานตะวันตก เขตนี้เป็นดินแดนของคนเลี้ยงจามรีและคนเลี้ยงแกะ ถ้าทัศนวิสัยปลอดโปร่งจะมองเห็นยอดสูงๆของเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจน รวมทั้งยอดโชโมฮารี (7,219m) ทางทิศตะวันตกด้วย 

ถัดจากหมู่บ้านนี้จะได้เห็น สถูปเชนเดปจี สีขาวองค์ใหญ่อยู่ริมลำธาร สถูปนี้จำลองมาจากสถูปสวะ ยัมภูนาถ ในกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล มีรูปตาวาดติดไว้ทั้งสี่ทิศ สร้างขึ้นในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 เพื่อสะกดปีศาจที่เข้ามาอาละวาดสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในหุบเขาบริเวณนี้

หมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงทรองซาคือหมู่บ้านทังเซปจิ จากจุดนี้ท่านจะได้เห็นวิวอันตะการตาของป้อมทรองซา อย่างสมบูรณ์ มองเห็นหลังคาสีแดงอันโดดเด่น ป้อมทรองซานี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1645 ภายในประกอบด้วยสถาปัตยกรรมชั้นเลิศ ลานกว้าง ทางเดิน และระเบียงอันสลับซับซ้อนเหมือนเขาวงกต ทั้งยังมีวิหารและหอบูชาอยู่มากถึง 25หลัง ป้อมนี้เป็นป้อมที่สำคัญมาก เป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีแต่งตั้งองค์มงกุฎราชกุมารขึ้นเฉลิมพระยศเป็นโชเชเป็นลป ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตร์ย์องค์ต่อไป

ชมในตัวป้อมทรองซาเมื่อเข้าไปในเขตของหุบเขาชูเม่ (เป็นหุบเขาแรกในสี่หุบเขาที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นหุบเขาบุมถัง) ที่นี่มีการทอผ้ายาตรา ซึ่งเป็นผ้าขนสัตว์ทอมือกันมาก เป็นแพทเทิร์นที่มีรูปแบบเฉพาะ สีสรรสดใส เป็นที่ต้องการของตลาด เดินเล่นในตัวเมืองทรองซา 

คืนนี้พักที่ทรองซา (Alt 2,180m)

Day 4

Trongsa • Bumthang

เที่ยว พิพิธภัณฑ์ทรองซา ซึ่งเดิมเคยเป็นหอสังเกตการณ์ของเมือง แล้วมุ่งหน้าไปสู่เมืองบุมถังเป็นเมืองแห่งจิตวิญญานที่ตั้งอยู่ใจกลางประเทศภูฎาน  

ผ่านช่องเขาโยตงลาพาส (3,425m) ถือเป็นเส้นที่มีวิวที่สวยที่สุดในภูฎาน เที่ยวป้อมจาคา ซึ่งเป็นป้อมที่ใหญ่ที่สุดในภูฎาน โดยมีกำแพงป้อมยาวถึง 1 กิโลเมตร เที่ยวชมวัดจัมเบลาคัง วัดที่เก่าแก่ที่สุดหนึ่งในสองของบุมถัง สร้างพร้อมกับวัดคิชุลาคังในเมืองพาโร สร้างโดยกษัตริย์ซองเซนกัมโปของทิเบตเพื่อสะกดปีศาจร้าย

เที่ยวชมวัดเคอเจลาคัง เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ ภายในตัววัดประกอบไปด้วยสามอารามใหญ่ และล้อมรอบด้วยสถูป 108สถูป

 ชมวัดทัมชิงลาคัง วัดในนิกายนิงมาปะ พบโดยท่านเทอทน เปเม ลิงปะ ภายในวัดมีจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่เป็นภาพพระพุทธเจ้าทั้ง 1,000 ปาง และพระโพธิสัตว์

ชมวัดเคนโซ่ซับลาคัง ซึ่งครั้งแรกถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 7 จากนั้นท่านเทอทน เปมา ลิงปะ ได้บูรณะวัดใหม่ในปี ค.ศ.15 เชื่อกันว่าตัววัดได้ถูกสร้างบนทะเลสาบใหญ่ที่ซึ่งท่านได้ค้นพบสมบัติสำคัญทางศาสนา

ไปยังวิทยาลัยสงฆ์เคอชู ดรักซังบนเนินเขา ที่นี่เป็นจุดชมวิวหุบเขาบุมถังที่สวยงาม บุมถังเป็นเมืองใจกลางประเทศที่ถูกขนานนามโดยนักท่องเที่ยวว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย เดินเล่นในตัวเมืองบุมถัง 

ค้างคืนที่บุมถัง(Alt; 2580m)

Day 5

Bumthang • Phobjikha

มุ่งหน้าสู่เมืองผอบจิกะเมืองที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งในภูฎาน หรือเรียกว่าเป็นเขตกังเต ซึ่งมาจากชื่อวัดกังเต เป็นเมืองในหุบเขาที่แสนงดงาม เรียบง่าย และอุดมไปด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์ เป็นแหล่งพักของนกกระเรียนคอดำที่อพยพหนีหนาวจากที่ราบสูงทิเบต ท่ามกลางป่าสน เทือกเขา และไร่มันสำปะหลังที่ผสมผสานกันอย่างงดงาม จนนักท่องเที่ยวหลายคนฝันอยากมาใช้ชีวิตที่อยู่ที่นี่เลยทีเดียว เราจะพาท่านเดินเข้าไปในท้องทุ่งกลางหุบเขา ไปสัมผัสชีวิตชาวภูฎานอย่างแท้จริง

ชม บ้านชาวนา เพื่อไปชิมขนมพื้นบ้านที่ทำจากข้าวโพด พร้อมจิบชาร้อนๆแบบภูฎาน รับประทานอาหารที่ภัตตาคาร จากนั้นพักผ่อนที่รีสอร์ทในเมืองผอบจิกะ (Alt;2900m) 

ค้างคืนที่ผอบจิกะ

Day 6

Phobjikha • Thimphu

แวะเที่ยววัดกังเต วัดนี้เป็นวันนิกายนิงมาปะ ที่ใหญ่ที่สุดในภูฎาน ผู้ก่อตั้งอารามกังเต คือท่านเปมา ทรินเล หลานปู่ของท่านเปมา ลิงปะ พระอริยบุคคลผู้โด่งดังในนิกายญิงมาปะของภูฎาน มุ่งหน้ากลับไปยังทิมพู 

ช่องเขาโดชูล่าพาส ทิมพูเป็นเมืองหลวงที่มีเสน่ห์อยู่ใจกลางหิมาลัย เพราะไม่เหมือนเมืองหลวงที่ใดในโลก อาคารบ้านเรือนยังคงเอกลักษณ์ตามสถาปัตยกรรมภูฎานดั้งเดิม 

เที่ยวป้อมซิมโตคา ซึ่งเป็นป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุด สร้างในปี 1629 ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนสอนศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เดินเที่ยวซื้อของที่ระลึกในตัวเมือง 

เข้าพักโรงแรมที่เมืองทิมพู (Alt 2,320m)

Day 7

Thimphu

ชมวิวเมืองทิมพูที่ หอคอย BBS ซึ่งเป็นที่หนุ่มสาวขนานนามว่าเป็น สถานที่โรแมนติก หรือ Romantic Point จากนั้นเที่ยวชมสัตว์ประจำชาติภูฏานที่ สวนสัตว์ทาคิน ชมตัวทาคิน สัตว์ประจำชาติของประเทศภูฏาน

ชม วัดชังกังคา เป็นวัดเก่าแก่ประจำหุบเขาทิมพู สร้างในศตวรรษที่ 12 โดยท่านลามะ พาโจ ดรุกอม ชิกโป บุตรของท่านนิมา เป็นที่ประดิษฐานองค์พระอวโลกิเตศวรในปางที่มีสิบเอ็ดเศียร วัดนี้เป็นวัดที่ชาวทิมพูจะนำเด็กอ่อนมาให้พระให้ศีลให้พร และบ้างก็ให้พระลามะตั้งชื่อให้เพื่อเป็นศิริมงคล จากที่นี่จะเห็นวิวเมืองทิมพูอีกด้านหนึ่ง 

Buddha Gang ที่ซึ่งประดิษฐานองค์พระใหญ่ที่สุดในภูฎาน บนยอดเขาที่เป็นจุดรวมพลังของหุบเขาทิมพู 

ชม Memorial Chorten อนุสรณ์สถาน ที่สร้างในปี 1974 เพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับอดีตกษัตริย์ภูฏานองค์ที่สามที่ล่วงลับ ที่นี่ท่านจะได้เห็นชาวภูฎานและนักแสวงบุญจำนวนมากมานั่งสวดมนต์หมุนกงล้อมนตรา และเดินเวียนเทียนรอบสถูป

สู่ป้อมทาชิโช ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานที่ใช้ทรงงานของกษัตริย์ ประกอบไปด้วยท้องพระโรง และศาสนสถานอยู่ภายใน เดินเที่ยวรอบใจกลางเมืองทิมพู

เข้าพักโรงแรมที่เมืองทิมพู (Alt 2,320m)

Day 8

Haa Valley

เดินทางสู่หุบเขาฮา ทิวทัศน์สองข้างทางสวยงามจับใจ แต่เดิมหุบเขาฮาเป็นไม่อนุญาติให้ชาวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยว จนเมื่อปี2001 รัฐบาลภูฎานได้เปิดพื้นที่ให้โอกาสนักท่องเที่ยวต่างถิ่นได้สัมผัสชีวิตที่ยังไม่ถูกเจือปนจากโลกภายนอก หุบเขาฮาเป็นที่ประทับของพระมารดาของพระราชินีในรัชกาลที่4 ห้อมล้อมด้วยป่าเขา เต็มไปด้วยศาลเจ้าเก่าแก่โบราณ ในหุบเขาจะเห็นทุ่งข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เล่ย์ และไร่มันฝรั่ง

หยุดถ่ายภาพเขาสามลูกเทพเจ้าผู้คุ้มครองชาวเมืองในหุบเขาฮา ที่เป็นที่มาของตำนานและชื่อหุบเขาฮา เมื่อเข้าสู่เมืองฮา

พาท่านไปยัง วัด Black Dove & White Dove เดินเล่นตัวเมืองฮาคืนนี้

ค้างคืนที่หุบเขาฮา

Day 9

Haa Valley • Paro

 กลับเมืองพาโร ผ่านถนนที่สูงที่สุดของภูฎานที่ช่องเขา เชเลลาพาส (3810m)

เดินขึ้นสักการะวัดทักซัง หรือ วัดถ้ำเสือ วัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฎาน วัดทักซัง หรือ วัดถ้ำเสือ เป็นศาสนสถานที่มหัศจรรย์ เพราะตัววัดเหมือนเกาะอยู่บนหน้าผาหินที่มีความสูงถึง 900 เมตร วัดจากที่ราบพาโร ตำนานกล่าวไว้ว่าท่าน Guru Padmasambhava หรือ พระปทุมสมภพในภาคยักษ์ หรือพระศาสดาองค์ที่สองตามความเชื่อของชาวภูฏาน ได้เหาะมาบนหลังเสือตัวเมีย มายังหน้าผาแห่งนี้เพื่อทำวิปัสนากรรมฐาน จึงได้ชื่อว่าถ้ำเสือ หลังจากที่สำเร็จสมาธิแล้ว ท่านจึงได้สร้างศาสนสถานแห่งนี้ขึ้น ชาวภูฏานส่วนใหญ่มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะได้ขึ้นมาแสวงบุญที่ Taksang สักครั้งหนึ่งในชีวิต ใช้เวลาการปีนเขาจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง (ไป-กลับ)

รับประทานอาหารภูฎานแท้ๆที่บ้านชาวนา โดยท่านจะได้ชมบ้านชาวนาว่าเป็นอย่างไร ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาดูได้จากห้องพระที่ใหญ่โตเหมือนอยู่ในโบสถ์ของวัดทีเดียว ชาวบ้านที่นี่ปลูกข้าวทานเอง เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่เอง เป็นวิถีของเศรษฐกิจพอเพียงที่ยังคงมีให้เห็นโดยทั่วไป

พักค้างคืนที่เมืองพาโร (Alt; 2280m)

Day 10

Paro • Bangkok

8.00 เดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพมหานคร โดยสายการบิน Bhutan Airlines เที่ยวบินที่ B3 700 เวลา 10.35-16.05 via  Kolkata

16.05 เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

ค่าใช้จ่ายทริป
ทริป xxx
  • พักห้องคู่ ท่านละ 99,000 บาท
  • พักเดี่ยว 32,000
  • ค่ารถหรือเรือทุกประเภทที่ใช้ในทริป
  • ค่าทางด่วนและที่จอดรถ
  • ค่าน้ำมันและภาษีต่างๆ
  • ที่พักและอาหารคนขับ
  • คนไทยนำทริปตลอดทริป
  • ไกด์รอรับที่สนามบินประเทศปลายทาง
  • ไกด์นำเที่ยวและขับรถและถ่ายรูปโดยคนเดียวกัน
  • ประกันเจ็บป่วยในขณะที่อยู่ต่างประเทศวงเงิน 2,000,000 บาท
  • ประกันกระเป๋าล่าช้าหรือสูญหาย (เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน)

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

ทริป ภูฏาน ที่ผ่านมา

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน

ทัวร์จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน

สรุปทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok 

  • ช่วงคำนัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 2 : Dubai – Baku – Gobustan – Rock Painting – Mud Volcanoes

  • เดินทางถึงสนามบินบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองโกบัสตาน (Gobustan) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองบากู เป็นบริเวณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการแกะสลักภาพบนหินของมนุษย์ที่งดงาม
  • ให้ท่านชมความสวยงามของภูเขาหินที่มีการแกะสลักภาพที่เป็นรูปต่างๆ ณ พิพิธภัณฑ์เปิด Rock Painting Open-air Museum ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.2007 เช่น ภาพการล่าสัตว์ รูปคนเต้นรำ เรือ หมู่ดาวและสัตว์ต่างๆ
  • นำท่านเดินทางสู่ ภูเขาโคลน หรือ Mud Volcanoes หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอาร์เซอร์ไบจาน และถูกบันทึกลงในกินเนส (Guinness World Record) เมื่อ 5 ก.ย. 2004 ชมความแปลกประหลาดและสวยงามของภูเขาโคลนที่มีชื่อเสียง (Mud Domes) ซึ่งเกิดขึ้นที่บริเวณนี้มีอยู่ประมาณ 700 แห่ง ภูเขาดินโคลนนี้เกิดจากดินเหลวที่อยู่ใต้ดิน ก๊าซและน้ำที่ร้อนเมื่อถูกผสมรวมกัน ก็จะมีการพุ่งขึ้นมาบนพื้นดินเป็นรูปกรวยหรือโดมที่สวยงาม
  • คืนนี้พักที่เมือง Baku

Day 3 : Baku – Icheri Shekher – Palace of Shirvansshakh -Caravansaray – Ateshgah of Baku – Absheron – YanarDag – Tbilisi 

  • นำท่านเที่ยวชม เมืองบากู (Baku) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของอาเซอร์ไบจาน ตั้งอยู่ชายฝั่งทางใต้ของคาบสมุทรเล็ก ๆ ที่ยื่นออกไปในทะเลแคสเปียนชื่ออับชิรอน (Abseron) ประกอบด้วยพื้นที่ 3 ส่วน คือ ย่านเมืองเก่า (อิตแชรีแชแฮร์) ตัวเมืองปัจจุบัน และตัวเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยโซเวียต
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ Icheri Shekher หรือ Inner Town of Baku เมืองนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีกำแพงป้อมล้อมรอบและรอบกำแพงจะมีการสร้างเป็นป้อมหอคอยซึ่งมีทั้งหมด 25 แห่งและมีประตูทางเข้าออกถึง 5 แห่ง
  • นำท่านชม พระราชวังแห่งราชวงศ์เชอร์วาน (Palace of Shirvanshahs) สถานที่พำนักของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชีวานผู้ซึ่งครองราชย์มาอย่างยาวนาน ในช่วงศตวรรษที่ 14-17
  • แวะชม คาราวานซาราย (Caravansaray) หรือที่พักแรมของกองคาราวานในยุคค้าขายแห่งเส้นทางสายไหมที่เดินทางมาแวะพักที่เมืองนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในศตวรรษที่ 18 และศตวรรษที่ 19
  • เดินทางไปยัง Ateshgah of Baku หรือ Fire Temple of Baku วัดศาสนาฮินดูที่รูปทรงคล้ายปราสาท ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาวเปอร์เซียและชาวอินเดีย มีจารึกบ่งชี้ว่า สถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับบูชาสักการะตามหลักความเชื่อทางศาสนาของคนท้องถิ่น คือ ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกซ์ และศาสนาโซโรอัสเตอร์ (ศาสนาโบราณของชาวอิหร่าน) สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 ไว้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา
  • จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่แหลมอับเชรอน Absheron ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตั้งอยู่บนชั้นของก๊าซธรรมชาติที่ปะทุอยู่ในเปลวไฟอย่างต่อเนื่อง
  • นำท่านสู่ ยูนาร์แดก (Yanar Dag) หรือที่แปลได้ในภาษาท้องถิ่นว่า “Burning Mountain”เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติไฮโดรคาร์บอนที่พวยพุ่งออกมาจากพื้นพิภพผ่านชั้นหินทรายขึ้นมาเป็นแหล่งไฟธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ประเทศอาเซอร์ไบจานถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งอัคคี (Land of Fire)
  • นำท่านเดินทางสู่สนามบินบากูเพื่อเช็คอินออกเดินทางไปสู่ สนามบิน ทบิลิซี่ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางถึงสนามบินทบิลิซี่ ประเทศจอร์เจีย
  • คืนนี้พักที่เมือง Tbilisi

Day 4 : Tbilisi – Georgia – Ananuri Fortress – Zhinvali reservoir  Gergeti Trinity Church – Kazbegi

  • ระหว่างทางให้ท่านได้ชมป้อมอนานูรี (Ananuri Fortress) เป็นสถานที่ก่อสร้างอันเก่าแก่มีกำแพงล้อมรอบและตั้งอยู่ริมแม่น้ำอรักวี ที่ตั้งอยู่ห่างจากทบิลิซีประมาณ 45 กม.ซึ่งถูกสร้างขึ้นให้เป็นป้อมปราการในศตวรรษที่ 16-17 ภายในยังมีโบสถ์ 2 หลังที่ถูกสร้างได้อย่างงดงามและยังมีหอคอยที่สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
  • ชมทิวทัศน์อันสวยงามของเบื้องล่างและอ่างเก็บน้ำซินวาลี (Zhinvali Reservoir) และยังมีเขื่อนซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสำหรับนำน้ำที่เก็บไว้ส่งต่อไปยังเมืองหลวง พร้อมกับผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย
  • นำท่านสัมผัสบรรยากาศในการท่องเที่ยว โดยการนั่ง 4WD เพื่อชมโบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church) ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 14 หรือมีชื่อเรียกกันว่าสมินดา ซาเมบา (Tsminda Sameba) ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกที่นิยมกันของโบสถ์ศักดิ์แห่งนี้สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำชคเฮรี ที่อยู่บนเทือกเขาของคาซเบกี้
  • นำท่านเดินทางสู่เมืองคาซเบกิ (Kazbegi) ซึ่งเป็นชื่อเมืองอันดั้งเดิม แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อ สเตพ้านท์สมินด้า (Stepantsminda) หลังจากนักบุญในนิกายออร์โธด๊อก ชื่อสเตฟานได้มาพำนักอาศัยและก่อสร้างสถานที่สำหรับจำศีลภาวนาขึ้นมาเมืองคาซเบกี้ เป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำเทอร์กี้ที่มีความยาวประมาณ 157 กม. และตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,740 เมตร ในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิที่อยู่ปานกลาง และในฤดูหนาวมีอากาศเย็นและยาวนาน อิสระให้ท่านได้เดินเล่นและพักผ่อน
  • คืนนี้พักที่เมือง Kazbegi

Day 5 : Museum of Stalin – Mtskheta – Gori – Uplistsikhe – Tbilisi 

  • นำท่านชมพิพิธภัณฑ์ของสตาลิน (Museum of Stalin) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ พร้อมทั้งเรื่องราวต่างๆของสตาลิน และยังมีการแสดงถึงประวัติชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองมิทสเคต้า (Mtskheta) ที่ตั้งอยู่ทางด้านเหนือ ห่างจากกรุงทบิลิซีประมาณ 20 กม. เมืองนี้นับว่าเป็นเมืองที่มีความเก่าแห่งหนึ่งของประเทศและในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการปกครองของแคว้นมอสเคต้าและเทียนิตี้ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 20,000 คน เนื่องจากมีโบราณสถานทางด้านประวัติศาสตร์มากมายหลายแห่ง จึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1994 
  • จากนั้นนำท่านชม วิหารสเวติสโคเวลี (Svetitskhoveli Monastery) สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนความเชื่อมานับถือศานาคริสต์ซึ่งกลายมาเป็นศาสนาประจำชาติเมื่อปี ค.ศ. 337 และเป็นสิ่งก่อสร้างยุคโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจอร์เจีย สร้างขึ้นในคริสตวรรษที่ 11 ภายในจะมีภาพเขียนเฟรสโก้ที่สวยงามประดับอยู่
  • นำท่านไปชมวิหารจวารี (Jvari Monastery) ซึ่งเป็นวิหารในรูปแบบของคริสต์ศาสนาออร์โธดอกซ์ที่ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 6 วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำมิควารี และแม่น้ำอรักวีและถ้ามองออกไปข้ามเมืองมิทสเคต้าไปยังบริเวณที่กว้างใหญ่ซึ่งในอดีตเคยเป็นอาณาจักรของไอบีเรีย (Kingdom of Iberia) ซึ่งได้เคยปกครองดินแดนในบริเวณนี้ตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาลจนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 5
  • ออกเดินทางไปยัง เมืองกอรี (GORI) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตก เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดชีดา คาร์ทลี เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ในอดีตเคยมีความสำคัญทางด้านทหารในยุคกลางเป็นที่ตั้งของกองกำลังที่อยู่บนถนนสายสำคัญที่เชื่อมกับทางด้านตะวันออกและด้านตะวันตก นอกจากนั้นเมืองนี้ยังเป็นเมืองบ้านเกิดของ โจเซฟ สตาลิน อดีตผู้นำที่มีชื่อเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตและอเล็กซานเดอร์ นาดีราซี ผู้เป็นนักออกแบบชื่อดังในด้านจรวดขีปนาวุธข้ามทวีปของโซเวียต
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองอัพลิสต์ซิเคห์ (Uplistsikhe) เป็นบริเวณถ้ำที่ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคการเริ่มต้นราวศตวรรษที่ 8-7 ก่อนคริสตกาล ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางการค้าขายสินค้าจากอินเดียสู่ทางด้านเหนือแถบหมู่บ้านมทวารีและหุบเขารีโอนีไปยังทะเลดำและต่อไปยังด้านตะวันตก ทำให้เกิดการพัฒนาการเป็นเมืองต่างๆหลายเมือง และอัพลิสต์ซิคห์ ก็เป็นเมืองหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางการค้าได้ถูกสร้างขึ้นในราวพันปีก่อนคริสตกาล ต่อมาก็ได้ถูกขยายออกไปจนกว้างขวาง
  • เดินทางกลับเมือง Tbilisi เมืองหลวงของ ประเทศจอร์เจีย (Georgia)
  • นำท่านเที่ยวชม ย่านเมืองเก่าแห่งนครหลวงทบิลิซี่ (Old town of Tbilisi) ซึ่งมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความอ่อนหวานของสีสันอาคารบ้านเรือน สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นที่ผสมผสานศิลปะแบบเปอร์เซียและยุโรป อาจกล่าวได้ว่า นี่คือการบรรจบกันของตะวันออกและตะวันตกของประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างสองทวีปอย่างจอร์เจีย เกิดเป็นศิลปะแบบจอร์เจียที่มีเอกลักษณ์
  • คืนนี้พักที่ เมือง Tbilisi

Day 6 : Tbilisi – Peace bridge – Narigala Fortress – Metekhi Church  Sadakhlo

  • นำท่านถ่ายรูปกับสะพานสันติภาพ (Peace bridge) สะพานความยาว 150 เมตรซึ่งเชื่อมระหว่างตัวเมืองเก่าและเมืองใหม่ เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2010 จัดว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่สวยงามชิ้นหนึ่งซึ่งพาดผ่านแม่น้ำคูรา
  • จากนั้นนำท่านนั่งกระเช้าเคเบิ้ลขึ้นชม ป้อมนาริกาลา (Narigala Fortress) ป้อมปราการโบราณสมัยยุคศตวรรษที่ 4 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยกย่องว่าเป็นป้อมปราการป้อมหนึ่งบนเส้นทางสายไหมที่แข็งแกร่งและตีได้ยากที่สุด อิสระให้ท่านได้เก็บภาพมุมสูงของเมืองทบิลิซตามอัธยาศัย
  • หลังจากนั้นนำท่านชม โบสถ์เมเตคี (Metekhi Church) โบสถ์เก่าแก่อายุราว 800 ปีซึ่งสร้างอุทิศให้แก่พระแม่มารีตั้งอยู่เหนือเนินผาสูงริมแม่น้ำมิทควารี (Mtkvari River) โดยมีอนุสาวรีย์ทรงม้าของกษัตริย์ Vakhtang Gorgasali ผู้สถาปนาทบิลิซีเป็นนครหลวง ตั้งตระหง่านอยู่คู่กัน ในอดีตโบสถ์ถูกทำลายและได้รับการบูรณะอยู่หลายครั้ง เคยถูกใช้เป็นคุกในยุคที่ราชวงศ์ซาร์สปกครอง และเปลี่ยนมาเป็นโรงละครในยุคโซเวียต และได้รับการบูรณะล่าสุดปลายปี 1980 เพื่อเป็นโบสถ์ออร์โธดอกซ์ของเมือง
  • เดินทางสู่ เมืองซาดาโคล (Sadakhlo) อยู่ทางด้านใต้ซึ่งเป็นเมืองพรมแดนที่อยู่ติดกับอาร์เมเนียและยังตั้งอยู่ใกล้กับประเทศอาร์เซอร์ไบจาน ตลอดเส้นทางท่านจะได้ชมวิวทิวทัศน์และธรรมชาติอันสวยของเทือกเขาคอเคซัสน้อย ที่อยู่ระหว่างอาร์เมเนียและอาร์เซอร์ไบจาน นำท่านผ่านด่านเมืองซาดาโคลและข้ามพรมแดนโดยมีเมืองอะลาเวอดี (Alaverdi) ที่เป็นเมืองชายแดนของอาร์เมเนียที่อยู่ติดกับจอร์เจีย
  • คืนนี้พักที่เมือง Sadakhlo

Day 7 : Sadakhlo – Haghpat city – Sanahin  Monastery 

  • นำท่านเดินทางสู่เมืองฮักห์พาท (Haghpat) เป็นเมืองในหมู่บ้านของจังหวัดลอรี่ที่อยู่ทางด้านเหนือของอาร์เมเนียเมืองนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเพราะเป็นที่ตั้งของวัดอารามโบราณทั้งสองแห่งให้ท่านได้ชมความสวยงามของอารามฮักห์พาท (Haghpat Monastery) ซึ่งถือได้เป็นผลงานชิ้นเอกของทางด้านศาสนาและทางด้านสถาปัตยกรรมในการก่อสร้างในยุคกลางอารามแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดยนักบุญนิชาน (Saint Nishan) ในราวศตวรรษที่ 10 ซึ่งอยู่ในระหว่างการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์อะบาส ที่ 1 (King Abas I) อารามแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของโลกในปีค.ศ.1996ซึ่งอดีตเป็นเพียงตัวโบสถ์เล็กๆ ของนักบุญนิชานที่ถูกสร้างขึ้นช่วงปีค.ศ.967 ต่อมาก็ได้ถูกสร้างขยายให้ใหญ่โตขึ้นและมีการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามแบบอาร์เมเนียน
  • ชมอารามโบราณสองแห่ง อารามฮัคพัท (Haghpat Monastry) และอารามซานาฮิน (Sanahin Monastery) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองฮักห์พาท (Haghpat) ทางตอนเหนือของประเทศ โดยอารามทั้งสองแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1996 สร้างขึ้นในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์คลูริเคียน (Klurikain Dynasty) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10-13 มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างแบบไบแซนไทน์กับแบบพื้นถิ่นคอเคเซียน สำหรับอารามทั้งสองยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะผ่านกาลเวลามานับพันปีแล้วก็ตาม
  • คืนนี้พักที่เมือง Haghpat

Day 8 : Dilijan – Sevan city – Geghard – Khor Virap

  • เดินทางสู่เมืองดีลีจาน (Dilijan) สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “สวิตเซอร์แลนด์น้อยแห่งอาร์เมเนีย” (Little Switzerland of Armenia) ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร จึงทำให้อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองเซวาน (Sevan) ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเซวาน (Lake Sevan) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดและทะเลปิดในประเทศอาร์เมเนียและคอเคซัสทะเลสาบนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกทะเลสาบเซวานล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำฮราซดานและแม่น้ำมาสริค ล่องเรือชมความสวยงามของทะเลสาบเซวาน (การล่องเรือขึ้นกับสภาพอากาศ) ตัวเมืองนี้ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 เมตร เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1842 ซึ่งเป็นหมู่บ้านพักอาศัยของชาวรัสเซียที่มีชื่อว่า เยเลนอฟก้า (Yelenovka) จนถึงปีค.ศ.1935 จึงได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เซวาน 
  • นำท่านแวะชมอารามเซวาน (Sevan Monastery) หรือมีชื่อเรียกว่า เซวานาแว๊งค์ (Sevanavank) ซึ่งคำว่าแว๊งค์เป็นภาษาอาร์เมเนีย มีความหมายว่า โบสถ์วิหาร สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณแหลมที่อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของฝั่งทะเลสาบเซวาน ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ.874 โดยเจ้าหญิงมาเรียม ซึ่งเป็นธิดาของกษัตริย์อะช๊อต ที่ 1 ซึ่งอยู่ในช่วงของการต่อสู้กับพวกอาหรับที่ปกครองดินแดนแห่งนี้
  • นำท่านเดินทางสู่วิหารเกกฮาร์ด (Geghard Monastery) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสวยงามของอาร์เมเนียเพราะเป็นวิหารที่สร้างอยู่ท่ามกลางเทือกเขาที่สวยงามและยังมีส่วนที่สร้างโดยการตัดหินเข้าไปในภูเขาอีกด้วยแม้ตัวอาคารของวิหารเกกฮาร์ดนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 แต่สำนักสงฆ์โบราณแห่งนี้ ได้ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อราวศตวรรษที่ 4 อิสระให้ท่านชมส่วนของห้องโถงของตัวโบสถ์ที่มีการตัดหินสร้างเป็นโดมแกะสลักอย่างสวยงามที่ถูกตกแต่งด้วยความศรัทธาในศาสนาคริสต์วิหารที่สร้างโดยการตัดหินให้กลายเป็นห้องโถงและได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2000
  • จากนั้นนำท่านเข้าชมวิหารการ์นี (Garni Temple) ซึ่งในอดีตเมื่อประมาณ 1,700 ปีมาแล้วบริเวณนี้เคยเป็นพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์อาร์เมเนียซึ่งในปัจจุบันยังคงมีหลงเหลืออยู่ ซากห้องสรงน้ำ (Royal Bath House) และอาคารทรงกรีกที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ Tiridates ด้านข้างของวิหารทรงกรีกก็มีซากโบสถ์คริสต์ที่สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 9 หลงเหลืออยู่ วิหารแห่งนี้ถูกทำลายด้วยแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1679
  • Garni Gorge เป็นช่องเขาที่สวยงามสะดุดตา หน้าผาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเสาหินบะซอลต์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ความเป็นธรรมชาตินี้คนท้องถิ่นขนานนามว่า “ซิมโฟนีออฟสโตน”
  • นำท่านไปชมวิหารคอร์วิราพ (Khor Virap) เป็นสถานที่มีชื่อเสียงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับพิธีจาริกแสวงบุญให้กับผู้มีชื่อเสียง คือ ท่านกรีกอร์ ลูซาวอริช (Grigor Lusavorich) ผู้ซึ่งกลายมาเป็นนักบุญเกกอรี่ที่ เป็นผู้เผยแผ่ทางด้านศาสนาฯ และต่อมาได้ถูกจองจำอยู่ในคุกนี้ถึง 13 ปีโดยคำสั่งของกษัตริย์ทิริเดท ที่ 3 แห่งอาร์เมเนีย ภายหลังท่านได้รับการยอมรับนับถือและแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราชองค์แรก
  • คืนนี้พักเมืองเยเรวาน

Day 9 : Yerevan

  • หลังอาหารเช้า ชมเมืองเยเรวาน
  • Armenian Genocide Memorial & Museum อนุสรณ์การสังหารหมู่ของอาร์เมเนียในจักรวรรดิออตโตมันในปี 1915 ถึง 1922 บนยอดเขาด้านบนเป็นอนุสรณ์ของยอดแหลมสูง 44 เมตรถัดจากแผ่นหินบะซอลต์ 12 แผ่นที่พาดผ่านเพื่อป้องกันเปลวไฟนิรันดร์
  • ชม The Iranian Blue Mosque มัสยิดบลูในเยเรวานเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในและเป็นสถานที่ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมเมื่อเดินทางไปเยเรวาน มัสยิดเก่าแก่นี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 เรียกว่า Blue Mosque เพราะสีน้ำเงินเป็นสีเด่นที่พบได้ทั้งทางเข้าและบนกระเบื้อง
  • ชมบริเวณรอบๆ ตัวเมืองหลวง เช่น จัตุรัสสาธารณะ (Republic Square) มหาวิทยาลัยของรัฐ (State University) ชมวิวทิวทัศน์ของเมือง (City Panorama)
  • จากนั้นนำท่านแวะถ่ายรูปกับ Yerevan Cascade อีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์เปิด (Open-air museum) ของเมืองเยเรวาน ซึ่งมีความงดงามทางศิลปะเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยกลุ่มบันได 5 ชั้น ซึ่งรายล้อมด้วยสวนดอกไม้และรูปปั้นมากมาย ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ โรงละครโอเปร่า และอนุสาวรีย์อิสรภาพ
  • ชมความสวยงามของ วิหารเอคมิอัดซิน (Echmiadzin Cathedral) ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแม่เจ้า (Holy Mother of God Church) เป็นโบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 4 และได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก
  • นำท่านเดินทางสู่ สนามบินสวาร์นอท เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ

Day 10 : Bangkok

  • เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

แกลลอรี่ทัวร์จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia

ทัวร์อิหร่าน

ทัวร์แกรนด์อิหร่าน

สัมผัสดินแดนอารยธรรมเปอร์เซียร์

สรุปทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok – Tehran

  • ช่วงค่ำ นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ
  • ออกเดินสู่กรุงเตหะราน

Day 2 : Tehran   

  • เดินทางถึงท่าอากาศยานอิหม่ามโคมัยนี ซึ่งอยู่ทางใต้ของกรุงเตหะราน
  • นำท่านชม Azadi Tower หนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศอิหร่าน อนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ ตั้งอยู่ที่ Azadi Square สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1971 เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบปี 2500 ของจักรวรรดิเปอร์เซีย ความโดดเด่นของอนุสาวรีย์นี้ คือการออกแบบอนุสาวรีย์เป็นรูปตัว Y คว่ำ ซึ่งมีการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซียหลายๆ ยุคไว้ด้วยกัน อนุสาวรีย์นี้ออกแบบโดย Hossein Amanat สถาปนิกชื่อดังชาวอิหร่าน
  • ชมพระราชวังกุหลาบ Golestan Palace พระราชวังแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเตหะราน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสตวรรษที่ 16 ในราชวงศ์ Safavid สิ่งที่เหลืออยู่จากสมัยนั้น คือ ป้อมสูง (Citadel) สำหรับส่องดูข้าศึกและสถานอาบน้ำแบบเติร์ก องค์การยูเนสโก้ได้ประกาศให้ Golestan Palace เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2007 ความสวยงามของสถานที่นี้จนมีผู้ยกย่องว่า “A masterpiece of the Qajar era” ปัจจุบันพระราชวังโกเลสตานยังคงใช้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญ แขกบ้านแขกเมืองมาจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ
  • เดินเล่นชม Tehran Grand Bazaar สีสันของการจับจ่าย อาหาร แฟชั่น เครื่องประดับ พรม ขนม ของฝาก ฯลฯ กับพื้นที่กว่า 10 กิโลเมตร ตลาดนี้ตั้งอยู่ที่จตุรัส ARG หรืออยู่ตรงข้ามกับประตูทางออกของพระราชวัง Golestan เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีตรอกซอกซอยครอบคลุมไปทั่วบริเวณ
  • นําท่านชมกรุอภิมหาสมบัติที่พิพิธภัณฑ์อัญมณีแห่งชาติอิหร่าน (National Jewelry Museum) ซึ่งอัญมณีจากทุกยุคทุกสมัยของกษัตริย์ทุกราชวงศ์ทีเคยปกครองอาณาจักร เปอร์เซียในอดีตและครอบครองอภิมหาสมบัติจํานวนมากมายนั้น ล้วนถูกเก็บไว้ในสถานทีแห่งนี้จนเรียกได้ว่ามีความอลังการในชนิดและรูปแบบ และมโหฬารในจํานวนที่มากมายที่สุดในโลกจากพิพิธภัณฑ์อัญมณี
  • นำท่านเดินทางชม Tabiat Bridge สะพานคนเดินที่ใหญ่และยาวที่สุดในกรุงเตหะราน โดยสะพานแห่งนี้ถือเป็นความภูมิใจในสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ร่วมสมัยของชาวอิหร่าน ซึ่งตัวสะพานสร้างเชื่อมสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ Taleghani Park และ Abo-Stash Park โดยสถาปิกผู้ออกแบบนามว่า Leila Araghian ซึ่งผลงานการออกแบบสะพานแห่งนี้ได้รับรางวัล Architizer A+ Award จัดขึ้นที่กรุง New York อีกด้วย
  • คืนนี้พักที่เมือง Tehran

Day 3 : Tehran – Kashan   

  • เดินทางไปยังเมือง Kashan เป็นเมืองในโอเอซิสที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ นำท่านไปเที่ยวชม สวนฟิน (Fin Garden) ซึ่งเป็นสวนที่อยู่ติดกับที่ราบเชิงเขาซาโกรซ ถูกสร้างขึ้นในราชวงศ์ซาฟาวิด โดย ชาห์ อับบาสที่ 1 ออกแบบให้เป็นสวนแบบเปอร์เซีย ภายในสวนได้ถูกตกแต่งด้วยน้ำพุ ที่เกิดจากแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งมีความดันจากน้ำใต้ดิน สามารถให้มีกำลังน้ำที่ไหลไปตามท่อต่างๆ และไหลไปหล่อเลี้ยงต้นไม้ต่างๆ ภายในสวนด้วย และยังมีวังอันสวยงามที่ถูกสร้างเป็น 2 ชั้นสำหรับเป็นที่ประทับ พร้อมกันนั้นก็มีห้องอาบน้ำและอบไอน้ำ
  • ชม Tabatabaei house เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ของพ่อค้าพรม ที่บริจาคให้กับรัฐบาลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชมความอลังการบ้านที่เอกลักษณ์ ความเป็นอยู่คนคาซาน ลักษณะของคฤหาสน์ ลานโล่ง และสระน้ำอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยอาคารแบ่งเป็นห้องต่างๆ ที่น่าสนใจ คือ หอดักลมที่ช่วยระบายความร้อนในช่วงฤดูร้อน และให้ความอบอุ่นช่วงฤดูหนาว
  • ชม Borujerdi Historical House บ้านหรือคฤหาสน์หลังนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพ่อค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองคาชาน ชื่อว่า ฮัจ เซเยส จาฟาร์ นาทานซี เพราะว่าได้ทำการส่งสินค้าออกไปยังเมืองบรูเจอร์ดี บ้านหลังนี้ได้ถูกสร้างเมื่อปี ค.ศ.1875 ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 18 ปี ภายในประกอบไปด้วยสนามหญ้าที่ถูกตกแต่งด้วยต้นไม้ และตัวบ้านมีลักษณะเป็นช่องลมเพื่อให้อากาศได้ถ่ายเทและหมุนเวียน อีกทั้งยังทำการตกแต่งลวดลายฝาผนังด้วยการแกะสลักปูนปั้นและทาสีให้มีความสวยงามตามแบบลักษณะของอิหร่านอีกด้วย
  • เที่ยวชม Agha Bozorg Mosque เป็นมัสยิดเก่าแก่ต่อมาในราชวงศ์กอจาร์กได้สร้างโรงเรียนสอนศาสนาขึ้นมาด้วย ด้านหน้ามัสยิดจะมีสนามหญ้า ไม้ประดับ ตรงกลางมีน้ำพุ ส่วนด้านหลังจะเป็นตัวโดมที่ถูกสร้างด้วยอิฐ
  • เที่ยวชม Kashan Bazaar เป็นบารซาร์ที่ตั้งอยู่ในกลางเมืองที่เก่าแก่ สร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์ซาฟาวิด ภายในตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงและยังถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบันนี้
  • คืนนี้พักที่เมือง Kashan

Day 4 : Kashan – Esfahan   

  • เดินทางไปยังเมือง Esfahan ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานทางทิศใต้ราว 340 กม. อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซียแห่งยุคที่มีความรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 17-18 มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิด ซึ่งเป็นชาวเปอร์เซียแท้ และเมืองหลวงอิสฟาฮานก็กลายเป็นทั้งเมืองศูนย์กลางการปกครองและเมืองศูนย์กลางทางการค้า จนได้รับฉายาว่า Esfahan is half of the world และปัจจุบันนี้เป็นเมืองมรดกโลกโดยการขึ้นทะเบียนของ UNESCO เมื่อเดินทางถึงเมือง Esfahan นำท่านเข้าเช็คอินที่โรงแรม
  • นำท่านเยี่ยมชม Naqsh-e-Jahan ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งนับว่าเป็น จัตุรัสที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่มีความกว้าง 165 เมตร และมีความยาวถึง 500 เมตร รวมเนื้อที่ประมาณ 80,000 กว่าตารางเมตร ใหญ่กว่าจัตุรัสแดงในกรุงมอสโควถึง 2 เท่า ในอดีตเป็นสนามแข่งโปโล หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จัตุรัสอิหม่าม Imam Square อัญมณีแห่งโลกมุสลิมที่ผนวกรวมทั้งแนวความคิด ปรัชญา และสถาปัตยกรรมที่สวยงามเอาไว้ในที่เดียวกัน
  • ชม พระราชวังอะลีคาปู (Ali Qapu Palace) สร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที 16 เพื่อเป็นที่ประทับของกษัตริย์ชาห์อับบาสที 1 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของจัตุรัสอิหม่าม เป็นอาคาร 6 ชั้น ที่ใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง บนชั้นของพระราชวังสร้างเป็นห้องโถงใหญ่และมีระเบียงหันหน้าเข้าหาจัตุรัสอิหม่ามสําหรับพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ไว้ประทับทอดพระเนตรการละเล่นต่างๆ และปัจจุบันกลายเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพมุมสูงที่สวยงาม ซึ่งสามารถมองเห็นทุกมุมและทุก อย่างที่อยู่บนจัตุรัสได้อย่างชัดเจน
  • ชม Bazaar of Esfashan หรือที่เรียกกันว่า Qeysarriyeh Bazaar ตลาดใหญ่ประจำเมืองที่เป้นแหล่งการค้าหรูในสมัยซาฟาวิด ตลาดนี้มีสินค้าพื้นเมือมากมาย เช่น พรม กระเป๋าผ้า เครื่องประดับ เครื่องเงิน แจกัน ของแต่งบ้าน เป็นต้น
  • คืนนี้พักที่เมือง Esfahan

Day 5 : Esfahan  

  • ชมมัสยิดอิหม่าม (Imam Mosque) ตั้งอยู่ปลายสุดทางด้านทิศใต้ของจัตุรัส เป็นหนึ่งในมัสยิดทียิงใหญ่และสวยงามทีสุดแห่งหนึ่งของโลก เริ่มสร้างในปี 1611 สมัยกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 1 และเสร็จสมบูรณ์ในอีก 4 ปีต่อมา นอกจากขนาดที่ใหญ่โตโอฬารแล้ว ยังเป็นมัสยิดที่มีองค์ประกอบทางด้าน สถาปัตยกรรมที่สวยงามที่สุดในประเทศอิหร่านโดยเฉพาะโดมประธานขนาดมหึมาที่สร้างคร่อมกันเป็นสองชั้นขนานกันตลอดทุกตารางนิ้ว ซึ่งมีผลต่อการระบายอากาศและการกระจายของเสียงผู้นําสวดให้แผ่ออกไปจนได้ยินอย่างชัดเจนในทุกซอกทุกมุมของมัสยิดโดยไม่ต้องใช้ไมโครโฟน
  • เข้าชมมัสยิด Sheikh Lotf Allah ซึ่งเป็นมัสยิดที่มีการออกแบบทั้งภายในและภายนอกอย่างสวยงามวิจิตรตระการตา ประดับประดาไปด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามตามแบบศิลปะเปอร์เซีย นอกจากนี้กลุ่มอาคารต่างๆ ยังมีการตกแต่งที่สวยหรูไม่แพ้กันอีกด้วย ที่นี่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979
  • ชม Chehel Sotun Palace หรือ วัง 40 เสา ซึ่งความจริงแล้วมีเสาเพียง 20 ต้นเท่านั้น แต่เมื่อมองผ่านเข้ามาทางสระน้ำหน้าวังจะเป็นเงาในน้ำอีก 20 ต้น ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1614 โดยสถาปนิก ชื่อ ชีคห์ บาไฮ พื้นที่ของพระราชวังประมาณ 67,000 ตรม. ด้านหน้ามีสระน้ำมีความยาว 100 เมตร และกว้าง 16 เมตร และตัวพระราชวัง 2 ชั้นสูง 15 เมตร มีการแกะสลักลวดลายประตูหน้าต่างที่สวยงาม และล้อมรอบไปด้วยสวนดอกไม้ที่เขียวชอุ่มเพื่อให้เป็นที่พักผ่อนของกษัตริย์และนางสนมต่อมาใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ซึ่งต่อมาก็ได้ถูกต่อเติมโดยกษัตริย์ชาห์ อับบาส ที่ 2 และเสร็จเรียบร้อยในปี ค.ศ.1647
  • ชมโบสถ์แว้งค์(Vank Church) ซึ่งเป็นโบสถ์ประจําชุมชนชาวอาร์เมเนียซึ่งพักอาศัยอยู่ในเขต “นิวจุลฟา” ของเมืองอิศฟาฮาน ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด๊อกซ์ นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของคนต่างนิกาย ต่างศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และชี้ให้เห็นถึงความใจกว้างของผู้นําประเทศและผู้นําทางศาสนาซึงเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ ตัวโบสถ์สร้างระหว่างปี 1606-1655 หากมองจากภายนอกจะเห็นโดมของโบสถ์เหมือนเป็นโดมของมัสยิด แต่ถ้าดูให้ดีจะเห็นไม้กางเขนขนาดเล็กปักอยู่ที่โดมใกล้ๆ กับตัวโบสถ์จะมีพิพิธภัณฑ์ของชาวอาร์เมเนียนซึ่งจัดแสดงภาพเขียนของบุคคลสําคัญของชาวอาร์เมเนียน และบางส่วนจัดแสดงวิวัฒนาการเกียวกับการพิมพ์ในอิหร่าน ซึ่งชาวอาร์เมเนียนเป็นผู้บุกเบิก
  • นำทุกท่านเดินทางสู่เขต New Julfa ซึ่งเป็นเขตที่ชาวอาร์เมเนียอพยพมาตั้งรกรากที่เปอร์เซียแห่งนี้ตั้งแต่สมัยสงครามออตโตมัน ในปี ค.ศ. 1603-1618 โดยได้นำเอาคริสต์ศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ชาวอาร์เมเนียนมาด้วย
  • ชื่นชมทัศนียภาพของความงดงามของสายน้ำ สะพาน Siosepol Bridge สะพานที่สร้างขึ้นด้วยอิฐโบราณที่โค้งรับน้ำถึง 33 โค้ง สร้างประมาณราว ค.ศ. 1622 เป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย ซึ่งมีความโดดเด่นและ ความสวยงามมากมีอายุกว่า 380  ปี สะพานนี้ทอดข้ามแม่น้ำซอยันเดห์โรด์ เช่นเดียวกับสะพานคาจู
  • ชม สะพาน Khajou Bridge เป็นสะพานเก่าแก่ที่สวยงามที่สุดในเมืองอิสฟาฮาน ของประเทศอิหร่าน ข้ามแม่น้ำแม่น้ำซอยันเดห์โรด์ (Zayandeh-Rud) สร้างมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิตีมูร์ ในศตวรรษที่ 15 ก่อนที่ในศตวรรศที่ 17 ราวปี ค.ศ. 1650 กษัตริย์ชาวเปอร์เซีย “ชาห์ อับบัสที่ 2” แห่งราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid Dynasty) ได้สร้างสะพานใหม่ทับรากฐานสะพานเก่า ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบสะพานโค้งโรมัน สะพานคาจูมีสีน้ำตาลอ่อนตามสีอิฐที่ใช้ก่อสร้าง มีความยาวถึง 132 เมตร กว้าง 12 เมตร มี 2 ชั้น ประกอบด้วยซุมโค้ง 23 ซุ้ม โครงสร้างด้านบนเป็นอิฐ สร้างเป็นถนนให้สัญจร ตรงกลางทั้งสองข้างของสะพาน มีศาลาโถงรูปหกเหลี่ยมตั้งอยู่ อดีตเป็นพลับพลาที่ประทับ เพื่อให้กษัตริย์และข้าราชบริพาร
  • คืนนี้พักที่เมือง Esfahan

Day 6 : Esfahan – Meybod – Yazd   

  • เดินทางต่อสู่เมืองเมย์บ็อด (Meybod) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองนาอีนประมาณ 1 ชั่วโมง นําท่านชมป้อมปราการนาริน (Narin Caravan Sarai) ซึ่งนักประวัติศาสตร์ เชื่อว่าในบริเวณนี้คือที่ตั้งหลักแหล่งของคนยุคบรรพกาลตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว และป้อมปราการแห่งนี้ก็สร้างคร่อมบนที่ตั้งหลักแหล่งเดิมตั้งแต่ประมาณ 800-900 ปี ก่อนคริสตกาลในยุคกษัตริย์โซโลมอนแห่ง อาณาจักรยูดายส่วนป้อมปราการที่เห็นในปัจจุบันนี้ได้สร้างขึ้นใหม่ในยุคซัสซาเนียน ของเปอร์เซียนี้เอง
  • ชมที่พักแรมทางของพ่อค้าในอดีตซึ่งเรียกว่า “คาราวานซาราย” (Caravan Sarai) และปัจจุบันนี้ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักสําหรับนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสบรรยากาศแบบย้อนยุคเมื่อเกือบ 500 ปีทีแล้ว
  • แวะชม Ice House โกดังเก็บน้ำแข็ง (หิมะ) ในช่วงฤดูหนาวสำหรับใช้ในหน้าร้อน
  • ชม Pigeon House หอคอยนกพิราบอาบุ 200 ปี ภายในแบ่งเป็นช่องขนาดพอดีตัวนกพิราบ มีทั้งสิ้น 1,000 ช่อง เพื่อเลี้ยงเป็นอาหารและนำมูลไปใช้เป็นปุ๋ย
  • แวะ จิบกาแฟที่ร้าน Yazd Art House เป็นร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ และร้านขายของฝากที่ก่อตั้งโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขต Yadz
  • ชมเมืองเก่าแห่งยาซด์ เป็นสถานที่ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในโลก และอยู่ในรายชื่อที่เป็น UNESCO World Heritage site มีมาตั้งแต่ 5000 ปีที่แล้วซึ่งเป็นปีก่อตั้งเมือง กำแพงสร้างมาจากอิฐฉาบด้วยดินผสมฟางเรียงรายติดๆกันไปตลอดแนว มีทางเดินแคบๆลดเลี้ยวไปตามตรอกบ้านเรือนนับพันหลัง
  • ชม อนุสรณ์สถาน Amir Chakhmaq Monument ซึ่งถูกสร้างขึ้นในบริเวณที่เป็นจัตุรัสอยู่กลางเมือง ถูกสร้างขึ้นโดยจาดิน อัล อาเมียร์ เช็คห์แมก ในขณะที่ท่านเป็นผู้ว่าการของยาซ์ดในสมัยของราชวงศ์ตีมูร์ สถานที่แห่งนี้มีรูปแบบและการออกแบบที่เข้ากับความสวยงามซึ่งมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง และยังมีมัสยิดที่มีชื่อเดียวกันถูกสร้างอย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมีที่พักของคนเดินทางคาราวานซาราย มีที่อาบน้ำและมีน้ำเย็นสำหรับดื่ม เมื่อเวลาพลบค่ำก็จะมีแสงสีส้มที่สวยงามที่ออกมาจากส่วนโค้งข้างในมัสยิด ซึ่งทำให้เป็นภาพที่น่าตื่นเต้น
  • คืนนี้พักที่เมือง Yazd 

Day 7 : Yazd   

  • ชม Tower of Silence นำท่านชมศาสนสถานและเคยเป็นศูนย์กลางของศาสนา โซโรแอสเตอร์ในอดีต ตั้งอยู่บนเนินเขาด้านใต้ของเมืองยาซด์ เป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยตัวอาคารหลักในการทำพิธีกรรมทางศาสนา มีบ่อน้ำดื่มน้ำใช้อยู่ใต้ดิน ห้องครัว ห้องพัก และแท่นทำพิธีศพที่อยู่ด้านหลังตัวอาคาร ทั้งหมดนี้สร้างด้วยดินเหนียวตากแห้งและเรียกรวมกันว่า Tower of Silence
  • จากนั้นชม Ateshkadeh Fire Temple ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ชาวโซโรแอสเตรียนในเมืองยาซด์ยังคงใช้ในการทําพิธีอยู่ ทั้งการบูชาเทพอะหุรามาสดาซึ่งเป็นเทพสูงสุดของศาสนานี้ และท่านศาสดาโซโรแอสเตอร์ซึงเป็นผู้เผยแผ่คําสอนมาตั้งแต่เมือ 628 ปีก่อนคริสตกาล การเข้าชมย่อมต้องให้ความเคารพต่อสถานทีโดยการไม่ส่งเสียงดัง และอยู่ในอาการสํารวมเมือเข้าไปภายในห้อง ทําพิธี ซึ่งห้องนี้ จะต้องมีเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลาเปรียบดังพระอาทิตย์ที่ไม่มีวันดับ
  • ชม Jameh Mosque ที่เชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในบรรดามัสยิดทั้งหลายในประเทศอิหร่านปัจจุบันเป็นศาสนสถานที่งดงามที่สุดในยาซ์ดมีอายุกว่า 800 ปี สร้าง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 จนมาบูรณะและขยับขยาย เมื่อต้นศตวรรษที่ 20
  • นำท่านชมพิพิธภัณฑ์น้ำ Water Museum ภายในมีห้องแสดงอุปกรณ์การทำระบบขนส่งน้ำรวมถึงวิธีการขนส่งระบบน้ำในสมัยโบราณ
  • ชม Dowlat abad garden มีสวนสไตล์เปอร์เซีย และ ชมเครื่องจับลมสร้างความเย็นในฤดูร้อน หรือ แอร์ในสมัยโบราณนั่นเอง
  • คืนนี้พักที่เมือง Yazd

Day 8 : Yazd – Shiraz

  • เดินทางไปยังเมือง Shiraz ซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดฟาร์ส
  • จากนั้นเดินทางสู่พระราชวังโบราณเปอร์ซีโปลิส (Persepolis) ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองชีราซขึ้นไปประมาณ1 ชั่วโมง พระราชวังแห่งนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นแห่งที่สองนับตั้งแต่สถาปนาอาณาจักรเปอร์เชียขึ้นเมือปี 559 ก่อนคริสตศักราช (พระราชวังและเมืองหลวงแห่งแรกคือพาซากาด สร้างโดยกษัตริย์ไซรัสมหาราช)
  • จากนั้น นำท่านไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสุสานที่ฝังศพของกษัตริย์ 4 องค์ เนโครโพลิส (Necropolis) ชมสถาปัตยกรรมที่เด่นในการแกะสลักบนผาหินและที่สำคัญเป็นสุสานของษัตริย์ ดาริอุสที่ 1 และกษัตริย์องค์ต่อๆมาอีก 3 พระองค์ ซึ่งเคยปกครองนครเปอร์เซโพลิสมาก่อน
  • คืนนี้พักที่ Shiraz

Day 9 : Shiraz  

  • ชมมัสยิดสีชมพู (Nasir-Ol Molk) ซึ่งเป็นมัสยิดที่สวยงามแปลกตามาก เพราะประดับไปด้วยกระเบื้องโทนสีแดง-ชมพู-เหลือง เป็นสีหลัก มีเพียงแห่งเดียวในอิหร่าน ไม่ว่าท่านจะมองจากมุมไหน มัสยิดแห่งนี้จะออกสีชมพู อ่อนหวาน ความสวยขนาดที่ได้รับเลือก ให้เป็นภาพปกหนังสือ ตอนย้อนรอยอารยันของนักเขียนนาม เชนทร์ ชนะการณ์ มาแล้ว ข้างในกว้างขวาง ใหญ่โตไม่ว่าจะมองมุมไหน
  • นำท่านชม สวนนาเรนเจสตาน (Narenjestan Garden) ซึ่งเป็นสวนที่มีความสวยงามอีกแห่งของชีราช ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1879 และเรียบร้อยในปี ค.ศ.1886 เพื่อให้เป็นที่พำนักของแขกต่างเมืองที่มาเยี่ยมเยือน แต่ต่อมาก็ได้กลายเป็นที่พักของเจ้าเมืองในราชวงศ์กอจาร์ในอดีต ซึ่งภายในทางเข้าได้ถูกตกแต่งด้วยกระจกชิ้นเล็กๆ ด้วยฝีมือที่สวยงาม และห้องต่างๆที่อยู่รอบด้านก็ได้มีการตกแต่งด้วยกระจกสีที่บานหน้าต่างอีกด้วย ส่วนอีกด้านหนึ่งที่อยู่บริเวณข้างๆกัน ยังมีการตกแต่งภายใน และมีพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของบุคคลที่สำคัญในอดีตของเปอร์เซีย
  • ชม Vakil Mosque มัสยิด Vakil เป็นมัสยิดใน Shiraz ทางตอนใต้ของอิหร่านตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ Vakil Bazaar ติดกับทางเข้า มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1751 และปี 1773 ได้รับการจดทะเบียนในบัญชีมรดกแห่งชาติอิหร่านในปี 1932
  • เลือกซื้อของฝากที่ ตลาดวากิลบาซาร์ (Vakil Bazaar) เป็นตลาดบาซาร์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณดาร์บ อี ชาห์ซาเดห์ ซึ่งอยู่ใกล้กับมัสยิดวาคิล ภายในจะมีสินค้าหลายอย่างรวมทั้งเครื่องเทศต่างๆ มากมาย
  • คืนนี้พักที่ Shiraz

Day 10 : Shiraz – Tehran – Bangkok

  • นำท่านไปชม สวนอีแรม (Eram Garden/ Garden of Paradise) สวนที่สวยงามราวกับสวนสวรรค์ เป็นสวนที่ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับและไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด เป็นการจัดสวนแบบเปอร์เซียที่งดงามยิ่ง ภายในสวนยังมีตำหนักเก่าของผู้ปกครองเมืองชีราซ ราชวงศ์กอจาร์(Qajars) สร้างโดย ข่านโมฮัมหมัด อาลี เมื่อต้นศตวรรษที่ 18 ซึ่งทิ้งร่องรอยแห่งความสวยงามไว้จนกระทั่งปัจจุบัน
  • ชม ที่ฝังศพฮาเฟซ (Mausoleum of Hafez) ซึ่งมีชื่อเต็มว่า ซัมซุดดิน มูฮัมหมัด ฮาเฟซ เป็นกวีเอกที่มีชื่อเสียง เกิดที่เมืองชีราซเมื่อปี ค.ศ.1324 และเสียชีวิตเมื่อปีค.ศ. 1391 ฮาเฟซมีความสามารถในการแต่งบทกวีที่ได้ความไพเราะ ที่เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คน และแต่งกวีที่ใช้คำง่ายๆขึ้นมาให้เป็นคติสอนคนให้เป็นคนดี อนุสรณ์สถานที่ฝังศพของนักกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1936-1938 เพื่อให้เป็นที่รำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน อ
  • อกเดินทางสู่กรุงเตหะรานโดยสายการบินภายในประเทศ
  • ถึงสนามบิน เตหะรานแล้ว นำท่านต่อเครื่องเดินทางกลับกรุงเทพ

Day 11 : Bangkok  

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการปรับเปลี่่ยนได้ตามความเหมาะสม*** 

วันที่จัด

รวม

แกลลอรี่ทัวร์แกรนด์อิหร่าน

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
10-Oct 2024 Mid Asia SouthAsia

ทัวร์อินเดีย ราชาสถาน

ทัวร์อินเดีย ราชาสถาน

  • พบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรรภูมิ
  • เดินทางสู่เมืองเดลี
  • เดินทางถึงสนามบินเดลี รอต่อเครื่องเพื่อเดินทางสู่เมือง Udaipur โดยสายการบินภายในประเทศ
  • ถึงสนามบิน Udaipur จากนั้นพาไปชม ทะเลสาบพิโชล่า (PICHOLA LAKE) ชมทิวทัศน์รอบทะเลสาบที่มี ขนาดกว้าง 3 กม. และยาว 4 กม. ภายในทะเลสาปแห่งนี้มีเกาะตั้งอยู่ 4 เกาะ
  • ชม JAGDISH TEMPLE วัดที่ใหญ่ที่สุดของเมือง UDAIPUR และเป็นวัดที่เคารพสักการะสำหรับชาวเมืองเป็นอย่างมาก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1651 เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพจักกนาถ (LORD JAGGANATH) ซึ่งเป็นอวตารลำดับที่ 9 ของพระวิษณุ โดยเทวาลัยแห่งนี้ถือได้ว่าเป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองอุทัยปุระ เนื่องจากลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรม 
  • พักที่ Mewargarh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • ชม วัดเชนแห่งเมืองรานัคปุระ (Jain Temple) วัดเชนแห่งเมืองรานัคปุระ ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 โดยวิหารแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางเส้นทางแสวงบุญของศาสนิกผู้นับถือศาสนาเชน ตัวอาคารสร้างมาจากหินอ่อนและใช้เสาค้ำตัวอาคารถึง 1444 ต้น ภายในประดิษฐานพระอธินาถหรือพระวิษณุ
  • นำท่านชม ซิตี้พาเลซ(City Palace) หรือพระราชวังฤดูหนาว สร้างโดย Maharana Udai Signh II ในปี 1559 มีสถาปัตยกรรมแบบผสมระหว่างยุโรปและจีนเข้าด้วยกัน ตั้งตระหง่านอยู่บนฝั่งริมทะเลสาบ Pichola ที่พระราชวังมีสนามหญ้า, ศาลา ,ระเบียง สร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อน ภายในประดับด้วยกระจกและแก้วหลากสี ประกอบด้วย 11 พระราชวัง
  • ชม ฟาเตห์ ประการห์ พาเลซ(Fateh Prakash Palace) ตั้งอยู่ทางตะวันออกริมทะเลสาบ Pichola ตั้งตามชื่อ Maharana Fateh Singh หนึ่งในผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ Mewar พระราชวังที่สวยงามแห่งนี้มีป้อมปราการที่โดดเด่นและโดมคู่บารมี ภาพวาดและคริสตัลอันล้ำค่า มีเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่แกะสลักสวยงาม ปัจจุบันบางส่วนได้กลายเป็นโรงแรมที่พัก
  • มุ่งหน้าสู่ เมืองโจดปูร์ หรือ เมืองโยธปุระ เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในแคว้นราชาสถาน ได้ชื่อว่า เมืองสีฟ้า เพราะบ้านเรือนนิยมทาด้วยสีฟ้าซึ่งถือเป็นสีสัญลักษณ์ของพราหมณ์
  • พักที่ Raj Bagh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • เที่ยวชม ป้อมปราการเมห์รันกาห์ (Mehrangarh Fort) ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 4 ของพระราชวังแบบป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย ที่กินเนื้อที่อาณาบริเวณภูเขา 125 ลูก ภายในมีพระราชวังที่สวยงามและเป็นจุดชมวิวมหานครสีฟ้าที่งดงาม
  • นำชม พิพิธภัณฑ์พระราชวังอุเหมาบาวัน (Umaid Bhavan Palace) สร้างขึ้นในปี1929 เป็นพระราชวังที่ก่อสร้างขึ้นในยุคใหม่และเป็นพระราชวังสุดท้ายที่สร้างขึ้นก่อนอินเดียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ โดยใช้ฝีมือแรงงานกว่า 3,000 คน และใช้เวลาก่อสร้างถึง 15 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ ภายในพระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยห้องต่างๆ 347 ห้อง แบ่งเป็นห้องจัดงานเลี้ยงที่จุคนได้ราว 1,000 คน ถึง 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์ รวมถึงสระน้ำขนาดยักษ์อยู่ชั้นใต้ดินด้วย
  • ชม อนุสรณ์สถานจัสวานธาดา (Jaswant Thada) อาคารที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งตัวอาคาร ถูกใช้เป็นสุสานหลวงที่ฝังพระศพของมหาราชา จัสวาน สิงห์ที่สองและราชนิกูลองค์อื่นๆ
  • พักที่ Raj Bagh ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • เดินทางสู่เมืองแอจเมอร์ เป็นหนึ่งในหัวเมืองหรือเขตปกครองที่สำคัญของรัฐราชาสถาน โดยเมืองแอจเมอร์ถูกสร้างขึ้นโดยชาคัมบารี ชาห์ฮามานา (เชาฮัน) เมืองแอจเมอร์เป็นเมืองที่ถูกขาอราวัลลี่โอบล้อมไว้ และเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการจาริกแสวงบุญของศาสนาอิสลามนิกายซูฟี
  • ชม Dargah Sharif สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม เป็นสุสานของนักบุญนิกายซูฟี “ควาจาห์ มออินุดดิน ชิสที (KHWAJA MOINUDDIN CHISHTI)” ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาทาราการ์ ซึ่งภายในสถานที่แห่งนี้ประกอบด้วยอาคารหินอ่อนสีขาวที่มีประตูขนาดมหึมาที่นิซามแห่งไฮเดอราบัดเป็นผู้สร้างถวาย
  • เดินทางต่อไปเมืองพุชคาร์ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบพุชคาร์อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่แสวงบุญของชาวฮินดู เป็นเมืองมังสวิรัติ เป็นเมืองที่ปลอดเนื้อสัตว์ ปลอดไข่ ปลอดแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด เป็นเมืองเก่าแก่ ตึกรามบ้านช่องสีขาวเรียงรายรอบทะเลสาบ
  • นำท่านชม วัดพระพรหม ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันในนาม Jagatpita Brahma Mandir เป็นเทวาลัยที่เชื่อว่าถูกสร้างขึ้นมาแล้ว 2,000 ปีและมาบูรณะปฏิสังขรณ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่14 โดยเทวาลาลัยแห่งนี้ถือได้ว่าเป็น 1 ในเทวาลัยอันมีไม่มากในโลกแห่งนี้ที่เป็นเทวาลัยของพระพรหม
  • ชม ทะเลสาบ PUSHKAR ตั้งอยู่ที่เมืองพุชคาร์ ที่นี่เป็นเมืองในตำนานของศาสนาฮินดู มีความเชื่อว่า เป็นบ้านเกิดของพระพรหม ทุกๆปีจะมีชาวฮินดูเดินทางออกมาแสวงบุญและอาบน้ำที่ทะเลสาบแห่งนี้
  • พักที่ Brahma Horizon ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • เดินทางไปยังเมืองชัยปูร์ เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นราชาสถาน โดยท่านมหาราชา ไสวชัย สิงห์ ที่ 2 (Maharaja Sawei Jai Singh II) เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1727 หรือเรียกว่า นครแห่งชัยชนะ
  • ชม Nahargarh Fort เป็นจุดชมวิวซึ่งสามารถมองเห็นเมืองจัยปูร์ได้แบบกว้างๆและชัดเจนอีกหนึ่งของเมือง ตั้งอยู่เทือกเขา Aravalli Hills ซึ่งเดิมทีป้อมแห่งนี้เคยเป็นปราการกำแพงป้องกันเมืองเมื่อในอดีต แต่ในทุกวันนี้กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความยิ่งใหญ่และงดงามอลังการไม่แพ้ที่ไหน ๆ ในราชาสถาน
  • ชม Hawa Mahal พาเลซออฟวินด์ หรือพระราชวังแห่งสายลม สร้างในปี ค.ศ.1799 เป็นอาคาร 5 ชั้นสร้างด้วยหินทรายออกแดงคล้ายสีปูนแห้ง สถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียกับโมกุล มีหน้าต่างถึง 953 ช่อง คำว่า ฮาวา หมายถึงสายลม ซึ่งถือเป้็นสัญลักษณ์แห่งจัยปูร์ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีชมพู
  • พักที่ Clarks Amer ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • เดินทางสู่สนามบิน เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองจัยซาแมร์ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางถึงเมืองจัยซาแมร์ เป็นเมืองที่ได้รับสมญานามว่า นครสีทอง ตั้งอยู่บนที่ราบสูง กลางทะเลทรายธาร์ เมืองแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นจากหินทรายสีเหลือง
  • นำชมป้อมจัยซาแมร์ (Jaisalmer Fort) ปราการขนาดใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางทะเลสาบ สร้างโดยมหาราชา วัลไจซัล สร้างขึ้นใน ปี 1156 รอบๆ ป้อมจัยซาแมร์มีหอรบถึง 99 หอ โดยศัตรูหลักของเมืองนี้คือบรรดา เจ้าราชปุตของนครต่างๆ รวมถึงจักรพรรดิอัคบาร์แห่งโมกุล ปัจจุบันป้อมจัยซาแมร์ เป็นป้อมเดียวในอินเดียที่มีผู้คนอาศัยอยู่ด้านบน
  • นำชม พระราชวังของมหาราวัล (Palace of the Maharawal) ตั้งอยู่ด้านขวามือของป้อมจัยซาแมร์ เป็นพระราชวังขนาด 5 ชั้น แบ่งเป็นห้องต่างๆ ซึ่งตกแต่งสวยงามตามสไตล์ราชปุต โดยห้องที่โดดเด่นที่สุดของที่นี่คือ กัชวิลล่าส์ (Gaj Villas) ซึ่งบุผนังด้วยกระเบื้องลายสีฟ้าเข้มจากประเทศฮอลแลนด์
  • เดินทางสู่ เนินทรายแซม (Sam Dune) ขี่อูฐชมทะเลทรายกับภูมิทัศน์ที่แสนงดงามของขอบฟ้าจรดกับผืนทราย รอชมพระอาทิตย์อัสดงกลางทะเลทราย อันเป็นภาพที่น่าสุดแสนประทับใจ
  • พักที่ Hotel Rang Mahal Jaisalmer โรงแรมระดับ 4 ดาว
  • ชม วัดเชน (Jain Temples) ตั้งอยู่บนป้อมจัยซาแมร์ กลุ่มวัดเชน ประกอบด้วยวัด 7 วัด มีวัดประธานซึ่งมีขนาดใหญ่สุดมีชื่อว่า ซานดราปราพู ส่วนอีก 6 วัด ได้แก่ วัดซานตินาท วัดสัมพนาท วัดซิตาลนาท วัดปาราสนาท วัดริคาบเดฟ และวัดคุณธูนาท ซึ่งแต่ละวัดก็สร้างเพื่อถวายแด่ศาสดาของศาสนาเชน ทั้งนี้วัดทั้งหมดยังสร้างเชื่อมถึงกัน ทำให้สามารถเดินเข้าออกแต่ละวัดได้อย่างสะดวก
  • ชม ฮาเวลีพัทวันกี (Patwon Ki Haveli) เป็นคฤหาสน์ที่มีขนาดใหญ่และหรูหราที่สุดในบรรดาฮาเวลีด้วยกัน ใช้เวลาในการสร้าง 50 ปี ความโดดเด่นอยู่ที่มีจาโรกัส (ระเบียงและซุ้มหน้าต่างที่ยื่นออกมาล้อมรอบคฤหาสน์) มากถึง 66 ระเบียง
  • นำท่านชม Saalam Singh Ki Haweli หรือพระตำหนักไข่มุก ซึ่งมี จุดเด่นอยู่ที่การนำเปลือกหอยมุกมาบด
  • ชม ทะเลสาบกาดซิซาร์ (Gadsisar Lake) เป็นทะเลสาบเก่าแก่ประจำเมือง จัยซาแมร์ สร้างโดยมหาราชา วาลกาดซี ราวค.ศ. 1367 ซึ่งทะเลสาบนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของเมืองจัยซาแมร์ รอบๆ ทะเลสาบจะมีวัดและอนุสรณ์สถานเล็กๆ สีเหลืองทองอร่าม
  • เดินทางกลับเมืองจัยปูร์ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • พักที่ Clarks Amer ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
  • นำท่านชม พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ท (Amber fort) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูงเหนือทะเลสาบเมาตา (MAOTA LAKE) และรายล้อมไปด้วยชุมชนของเขตเมืองเก่า เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของป้อมปราการเก่า ในยุคศตวรรษที่ 11โดยพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี คริสต์ศักราช 1592 โดยมหาราชาแมน ซิงห์ แล้วเสร็จในรัชกาลของมหาราชาใจ ซิงห์ ป้อมปราการแห่งนี้ยังถือได้ว่าเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมราชปุต (RAJPUT) หากต้องการขี่ช้างแทนการนั่งรถจี๊ป จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และการขี่ช้างจะต้องเผื่อเวลาเพิ่มเติม 
  • ชมพระตำหนักกลางน้ำ JAL MAHAL เป็นพระตำหนักฤดูร้อนของมหาราชาแห่งชัยปุระ สร้างโดยมหาราชาประตาปซิงห์ อยู่กลางทะเลสาบมานสาการ์ ในสมัยก่อนมหาราชาทรงมาประทับที่นี่ในช่วงฤดูร้อน เพื่อหลีกหลีความร้อน เป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามและประณีต ประดับตกแต่งไปด้วยพลอยหลากสี
  • ชมซิตี้พาเลช (City Palace) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 7 ของใจกลางเมือง ถูกสร้างขึ้นในรัชกาลของมหาราชาจัย ซิงห์ และถูกต่อเติมเรื่อยมา เป็นสถาปัตยกรรมแบบราชาสถานที่มีกลิ่นอายศิลปะแบบโมกุล พระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ ของเมืองชัยปุระที่แสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของมหาราชาแห่งเมืองชัยปุระ
  • ชมหอดูดาว จันทราแมนทาร์ สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1727 โดยมหาราชาใจสิงห์ พระองค์ยังทรงเป็นกษัตริย์นักดาราศาสตร์ จึงทรงสร้างหอดูดาวและอุปกรณ์ดาราศาสตร์ขนาดใหญ่ไว้มากมาย เรียกว่า Jantar Mantar ชมนาฬิกาแดด สูงถึง 28 เมตร ที่ยังเที่ยงตรงอยู่
  • เดินทางไปสนามบิน เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ
  • กลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

ค่าทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ

รูปแบบ

  • ทัวร์กลุ่มเล็ก จัดสไตล์ Roadtrip มีคนไทยขับรถพาเที่ยว
  • พาชมแสงเหนือทุกคืนที่ฟ้าเปิด 

รวม

  • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่
  • รวมอาหารเช้า
  • รวมค่าวีซ่า
  • ยานพาหนะ ที่จอด น้ำมัน ค่าใช้จ่ายของ Driver Guide ทั้งหมด

ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทุกเส้นทาง
  • อาหารกลางวันและเย็น

เงื่อนไขทริป 

คือการเดินทางด้วยรถตู้คันเล็ก กลุ่มละ 6 ท่าน มึความคล่องตัวและ Flexible มากกว่าการเดินทางด้วยรถใหญ่

อย่างไรก็ตาม Road Trip มีข้อจำกัดบางประการ 

  • พื้นที่เก็บกระเป๋ามีจำกัด หากมา 6 ท่าน กระเป๋าจะต้องเป็นขนาด 24 นิ้วเท่านั้น และ Carry On ต้องเป็นแบบ ผ้าหรือแบบเป้ที่สามารถใส่ไว้ใต้เบาะหรือข้างๆตัวได้
  • เราไม่สามารถทราบรุ่นของรถได้จนกว่าจะถึงวันรับรถ บางครั้งรถอาจจะใหญ่กว่าในรูปหรือเล็กกว่าในรูป ดังนั้น เพื่อจำกัดข้อผิดพลาดของการเดินทาง เราจึงจำเป็นต้องกำหนดขนาดของกระเป๋าไว้ล่วงหน้า
  • กระเป๋าต้องเผื่อพื้นที่ของไกด์ 1 ใบ
  • เราจะพาทุกท่านเข้าโรงแรมก่อนออกเที่ยวเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการทุบกระจกขโมยของ
  • กระเป๋าทุกท่านต้องดูแลกระเป๋าของตนเอง (ช่วยยกขึ้นรถ) รวมถึงการลากขึ้นห้อง เนื่องจากไกด์ของเรามีคนเดียว
  • xxx

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Mid Asia Tour

ทัวร์ภูฏาน

Bhutan

เมืองพาโร •  ชม ป้อมรินปุง • ชมป้อมรินปุง • ชมป้อมรินปุง • ชมป้อมรินปุง • ป้อมพูนาคา • เมืองทิมพู  • สวนสัตว์ทาคิน • วัดทักซัง • วัดคิชุลาคัง * เมืองพาโร

short brief
สรุปทัวร์ Bhutan โดยย่อ

วันที่ 1 | กทม. – พาโร – ทิมพู
วันที่ 2 | ทิมพู – พูนาคา
วันที่ 3 | พูนาคา – พาโร
วันที่ 4 | พาโร – วัดทักซัง
วันที่ 5 | พาโร – กรุงเทพฯ

Day 1

กทม. - พาโร - ทิมพู

03.30 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น 4 ทีมงานอำนวยความสะดวกในการเช็คอิน สายการบิน Bhutan Airlines เที่ยวบินที่  B3 701 เวลา 06.30-09.55 via Kolkata 

09.55 น. เดินทางถึงเมืองพาโร สนามบินพาโร เป็นสนามบินที่ถือว่าบินลงได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะตั้งอยู่ในหุบเขา เมื่อเครื่องทำการแลนดิ้ง เราจะเห็นภูเขา อยู่ใกล้เรามาก ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง แลกเงินและไกด์ท้องถิ่นรอรับทุกท่านสู่ประเทศภูฏาน

 

เที่ยวชมป้อมรินปุง (ป้อมแห่งอัญมณี) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ป้อมพาโร โดยเจ้าเมืองในสมัยนั้นได้ยกป้อมของพวกตนให้กับ ซับดรุง นัมเกล เพื่อแสดงความเคารพต่อความเป็นผู้นำทั้งด้านการเมืองและศาสนา จากนั้นได้มีการต่อเติมให้ใหญ่โตขึ้น

 

ชม วัดตัมชู (Tamchoe Monastery) ซึ่งมีสะพานโซ่เหล็กเก่าแก่อยู่ด้านหน้าวัด วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนจุดที่ที่มีแม่น้ำสองสายไหลมารวมกัน สร้างโดยลามะถังทนเกลโป และมีสะพานเหล็กข้ามลำน้ำ

 

เดินทางสู่ เมืองทิมพู ทานอาหารเที่ยง ที่ทิมพู เดินชมเมืองทิมพู ถ่ายรูปสี่แยกหลักของเมืองทิมพู ที่ยังคงไม่มีการใช้สัญญานไฟจราจร แต่ใช้ตำรวจจราจรมาโบก แวะถ่ายรูปหอนาฬิกากลางเมือง

 

ชม ป้อมทาชิโช ซอง ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานที่ใช้ทรงงานของกษัตริย์ ข้าราชการระดับสูง รวมถึงพระสงฆ์ โดยมีการแบ่งเขตออกจากกัน สร้างขึ้นมากว่า 700 ปี จนกระทั่งปี 1630 ก็ถูกทิ้งร้างเพราะไฟใหม้ ในรัชสมัยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก ทรงรับสั่งให้ฟื้นฟูป้อมปราการแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ทาชิโชซองจึงเป็นสถานที่สำคัญของเมืองทิมพูและภูฏานนับแต่นั้นมา 

 

(หากเข้าไม่ทัน จะย้ายโปรแกรมไปเข้าในวันที่ 3 แทน)

 

คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองทิมพู

Day 2

ทิมพู - พูนาคา

หลังอาหารเช้าที่โรงแรม ออกเดินทางสู่ เมืองพูนาคา และ วังดีโพดรัง ทิวทัศน์ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยความสวยงามของต้นไม้ในเขตอัลไพน์สลับกับพืชเขตร้อนและ ณ จุดที่สูงที่สุดของถนนเส้นนี้ที่เรียกว่า โดชูลาพาส (Dochula pass) ชม 108 สถูป ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2005 เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับทหารวีรชนชาวภูฏานที่เสียชีวิตจากสงคราม อัสสัม ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดอย่างโชโมฮารี

ทานอาหารกลางวัน ที่เขตวัดชิมิลาคัง จากนั้น ชม วัดชิมิลาคัง (Chimi Lhakhang) วัดที่อยู่บนยอดเนิน สร้างขึ้นในปี 1499 โดยลามะที่มีชื่อเสียงมาก นามว่าท่าน Lama Drukpa Kunley

ป้อมพูนาคา (Punakha Dzong) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นวังแห่งความสุข Palace of Great Happiness และเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สวยงามที่สุดในภูฏาน ป้อมนี้ได้ถูกใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ขององค์ปฐมกษัตริย์แห่งภูฎาน ในวันที่ 17 ธันวาคม 1907 และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบราชพิธีอภิเษกสมรสของกษัตริย์จิ๊กมี่และพระราชินี

คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองพูนาคา

Day 3

พูนาคา - พาโร

เตรียมตัวเดินทางกลับสู่เมืองทิมพู ผ่านเส้นทางเดิม จากนั้นนมัสการพระใหญ่แห่งภูฏาน ณ Buddha Gang เชื่อกันว่าที่นี่เป็นจุดรวมพลังของหุบเขาทิมพู พระพุทธปฏิมากรองค์นี้นับเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูฎานนอกจากนั้น

สวนสัตว์ทาคิน ชมตัวทาคิน มีหัวเหมือนแพะ ตัวเหมือนวัว เป็นสัตว์ในตำนานของชาวภูฎาน ใกล้ๆ กันนี้ยังเป็นสถานีส่งสัญญานช่อง BBS ซึ่งเป็นที่ที่หนุ่มสาวขนานนามว่าเป็น สถานที่โรแมนติก หรือ Romantic Point

ชม Memorial Chorten อนุสรณ์สถานที่สร้างในปี 1974 เพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับอดีตกษัตริย์ภูฏานองค์ที่สามที่ล่วงลับ

คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองพาโร

Day 4

พาโร - วัดทักซัง

วัดทักซัง หรือ วัดถ้ำเสือ (Tiger’s Nest) วัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฎาน วัดนี้เป็นศาสนสถานที่มหัศจรรย์ เพราะตัววัดเหมือนเกาะอยู่บนหน้าผาหินที่มีความสูงถึง 900 เมตร วัดจากที่ราบพาโร ตามตำนานกล่าวไว้ว่าท่าน Guru Padmasambhava หรือ พระปทุมสมภพในภาคยักษ์ หรือ พระศาสดาองค์ที่สองตามความเชื่อของชาวภูฏาน ได้เหาะมาบนหลังเสือตัวเมีย มายังหน้าผาแห่งนี้เพื่อทำวิปัสนากรรมฐาน จึงได้ชื่อว่าถ้ำเสือ หลังจากที่สำเร็จสมาธิแล้ว ท่านจึงได้สร้างศาสนสถานแห่งนี้ขึ้น ชาวภูฏานส่วนใหญ่มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะได้ขึ้นมาแสวงบุญที่ Taksang สักครั้งหนึ่งในชีวิต (ไม่รวมค่าขี่ม้า)

วัดคิชุลาคัง หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศภูฏาน สร้างโดยกษัตริย์ทิเบตในปี 659 ท่านจะได้พบกับต้นส้มศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุถึง 600 ปี แต่ยังให้ผลตลอดทั้งปี ได้เวลาสมควรมุ่งหน้าสู่เมืองทิมพู เป็นเมืองหลวงที่มีเสน่ห์อยู่ใจกลางหิมาลัย เพราะไม่เหมือนเมืองหลวงใดในโลก อาคารบ้านเรือนยังคงเอกลักษณ์ตามสถาปัตยกรรมภูฎานดั้งเดิม

คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองพาโร

Day 5

พาโร - กรุงเทพฯ

8.00 เดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพมหานคร โดยสายการบิน Bhutan Airlines เที่ยวบินที่ B3 700 เวลา 10.35-16.05 via  Kolkata

16.05 เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

ค่าใช้จ่ายทริป
ทริป xxx
  • พักห้องคู่ ท่านละ 99,000 บาท
  • พักเดี่ยว 32,000
  • ค่ารถหรือเรือทุกประเภทที่ใช้ในทริป
  • ค่าทางด่วนและที่จอดรถ
  • ค่าน้ำมันและภาษีต่างๆ
  • ที่พักและอาหารคนขับ
  • คนไทยนำทริปตลอดทริป
  • ไกด์รอรับที่สนามบินประเทศปลายทาง
  • ไกด์นำเที่ยวและขับรถและถ่ายรูปโดยคนเดียวกัน
  • ประกันเจ็บป่วยในขณะที่อยู่ต่างประเทศวงเงิน 2,000,000 บาท
  • ประกันกระเป๋าล่าช้าหรือสูญหาย (เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน)

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

ทริป ภูฏาน ที่ผ่านมา