Categories
Africa Tour

ทัวร์คิลิมันจาโร

logo-freedoka

Kilimanjaro

Machame Gate • Shira Camp 2 • Lava Tower • Barranco Camp • Barranco Wall • Karanga Valley • Mt. Kibo •
Stella Point • Uhuru Peak

วันที่จัดทริป

Update เร็วๆนี้

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • Machame Gate
  • Shira Camp 2
  • Lava Tower
  • Barranco Camp
  • Barranco Wall
  • Karanga Valley
  • Mt. Kibo
  • Stella Point
  • Uhuru Peak
short brief
สรุปย่อทัวร์คิลิมันจาโร

วันที่ 1 | พบกันที่สนามบิน • เดินทาง ไป แทนซาเนีย • เข้าพักที่เมือง Moshi หรือ Arusha จัดเตรียมของ
วันที่ 2 | Machame Gate (1,640 M) to Machame Camp (2,835 M)
วันที่ 3 | Machame Camp (2,835 meters) to Shira Camp 2 (3,850 meters)
วันที่ 4 | Shira Camp 2 (3,850 meters) to Lava Tower (4,600 meters) and then Barranco Camp (3,900 meters)
วันที่ 5 | Barranco Camp (3,900 meters) to Karanga Camp (3,960 meters)
วันที่ 6 | Karanga Camp (3,960 meters) to Barafu Camp (4,680m)
วันที่ 7 | Barafu Camp (4,680 meters) to Uhuru Peak (5,895 meters) and then Mweka Camp (3,100 meters)
วันที่ 8 | Mweka Camp (3,100 meters) to Mweka Gate (1,640 meters)
วันที่ 9 | Safari Day
วันที่ 10 | Fly back to Bangkok

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 000,000 บาท

รวม

  • ที่พักในเมือง : ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ที่พักระหว่างการ Trek : เต็นท์
  • ไกด์ไทยนำทริป
  • ไกด์ท้องถิ่น + ลูกหาบ
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ
  • ค่าทิปไกด์ท้องถิ่นและลูกหาบ

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริป คิลิมันจาโร ที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ ET609 01.50-06.30 แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินแอดดิสอาบาบา ต่อด้วย ET815 10.35-13.10

เข้าพักที่เมือง Moshi หรือ Arusha จัดเตรียมของ (Moshi จะไปยังจุดเริ่มเดินใกล้กว่า เดินทางราว 50 นาที – 1 ชั่วโมง Arusha จะเป็นเมืองใหญ่กว่า เดินทางไปจุดเริ่มเดิน 1.30 – 2 ชม)

Day 2

Machame Gate (1,640 M) to Machame Camp (2,835 M)

หลังอาหารเช้า เดินทางไปยังจุดเริ่มเดิน Machame Gate (นั่งรถไปราว 50 นาที – 1 ชั่วโมง) ที่ความสูง 1,640 เมตร พบไกด์ท้องถิ่น และทีมลูกหาบ ฟังข้อมูลเส้นทาง และแผนการเดิน แพ็คของ (ลูกหาบจะได้คนละ ราว ๆ 15 กก.) รับอาหารกลางวันและน้ำดื่ม ออกเดิน ไปยัง แคมป์แรก Machame Camp (2,835 เมตร) ช่วงแรกจะเป็นป่าแบบป่าฝน ต้นไม้ใหญ่ ๆ ระยะปากทางถึงแค้มป์แรก ราว ๆ 11 กม.
เก็บสัมภาระเข้าเต็นท์ อาหารเย็น พักผ่อน

พัก Machame Camp

Day 3

Machame Camp (2,835 meters) to Shira Camp 2 (3,850 meters)

หลังอาหารเช้า ออกเดินจาก Machame Camp เส้นทาง จะผ่านช่วงป่าแบบอัลไพน์ และทุ่งหญ้า ไป Shira Camp 2 แคมป์ Shira 2 จะเป็นที่ราบสูง สามารถมองเห็น Mt. Kibo และ Meru ได้ ระยะเดินประมาณ 5 กิโล เส้นทางค่อนข้างสูงชัน

พัก Shira Camp 2

Day 4

Shira Camp 2 (3,850 meters) to Lava Tower (4,600 meters) and then Barranco Camp (3,900 meters)

หลังอาหารเช้า ออกเดินจาก Shira Camp 2 ผ่านขึ้นสู่ Lava Tower ที่ 4,600 M เดินต่อ ลงไปพัก ที่แคมป์ Barranco ระยะทางทั้งหมด ราว 11 กม เส้นทางเดินขึ้นสูง แล้วกลับลงมานอนต่ำ เพื่อปรับสภาพร่างกาย (สำคัญมาก)

พัก Barranco Camp

Day 5

Barranco Camp (3,900 meters) to Karanga Camp (3,960 meters)

หลังอาหารเช้า เดินระยะราว 12 กิโล ผ่านทุ่งหญ้าแบบ Moorland ไต่ระดับ เดินข้ามส่วนที่เรียกว่า Barranco Wall ที่เป็นผาหิน สูง 257 เมตร ขึ้นไปยัง Karanga Valley แล้วค่อยๆ ลาดลงไปยังแคมป์คืนนี้

พัก Karanga Camp

Day 6

Karanga Camp (3,960 meters) to Barafu Camp (4,680m)

วันนี้ ระยะทางราว 6 กิโลเมตร เดินระยะสั้น จากแคมป์ เส้นทางจะไปเชื่อมกับเส้น Mweka Trail เพื่อที่จะไป Barafu Camp จะเดินถึงแคมป์ ช่วงบ่าย ด้วยวันนี้เป็นวันเตรียมตัวขึ้นยอด ไกด์จะให้รีบกิน รีบนอนพัก เพราะต้องตื่นมาเตรียมตัวออกเดินขึ้นยอด ราว ๆ เที่ยงคืน

พัก Barafu Camp

Day 7

Barafu Camp (4,680 meters) to Uhuru Peak (5,895 meters) and then Mweka Camp (3,100 meters)

ตื่นราวๆ เที่ยงคืน จิบชาร้อน ขนม เตรียมอุปกรณ์กันหนาว ไฟฉายคาดหัว น้ำดื่ม และขนมให้พลังงาน พร้อมเริ่มออกเดินไปยอด ทางเดินจะไต่ระดับความชันของ Mt. Kibo ขึ้นไปเรื่อย ๆ ไปถึงขอบปากปล่อง ถึงจุดที่เรียกว่า Stella Point (5,739 M) มีป้ายบอก

พักตรงนี้สักครู่ เพื่อเติมพลังงาน ช่วงนี้ พระอาทิตย์น่าจะกำลังเริ่มฉายแสง ถ่ายภาพแสงแรกของวัน พร้อมแล้ว เตรียมตัวเดินต่อ จากจุดนี้ ต้องเดินขึ้นไปอีก 156 เมตร วนปากปล่อง ขึ้นไปยอดที่ Uhuru Peak (5,895 M) ปล่อยพลังงานช่วงสุดท้ายออกมาให้หมด แต่อย่าลืม ต้องเหลือไว้ใช้ขากลับด้วย มีหลายท่านวกกลับจากจุดนี้ (หากเริ่มมีอาการ AMS ต้องรีบลงมาโดยด่วน)

เมื่อถึงยอดแล้ว ขาลงกลับไปยัง Mweka Camp อีก 11 กิโล ซึ่งลดระดับไปที่ 3,100 M เส้นทางจะเป็นกรวด ทราย ไถล ๆ เปลืองข้อเข่ามาก แนะนำว่าควรใช้ไม้เท้า และมี เกเตอร์ กันทรายเข้ารองเท้า เริ่มกลับเข้าสู่พื้นที่แห่งป่าฝน และออกซิเจนสด ๆ หายใจสะดวก ๆ ปอดกัน
คืนนี้ ลูกหาบมักจะมีปาร์ตี้ แสดงความยินดีให้กับผู้พิชิตทุกท่าน

พัก Mweka Camp

Day 8

Mweka Camp (3,100 meters) to Mweka Gate (1,640 meters)

หลังอาหารเช้า เดินลงจาก Mweka Camp อีก 9 กิโล เพื่อกลับไปสู่ Mweka Gate รับใบประกาศผู้พิชิต Kilimanjaro (มีแยกสำหรับ ผู้เดินถึงแค่ Stella Point กับคนที่ขึ้นถึงยอด Uhuru Peak)
ถึง Mweka Gate แจกทิป แจกอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้ว ให้ไกด์ท้องถิ่น และทีมงาน โบกมืออำลาทีม กลับไปหาน้ำอุ่นแช่ หาเตียงนุ่ม ๆ นอนกัน

พักเมือง Moshi or Arusha

Day 9

Safari Day

หาทริปไปดู Big 5 กัน หรือใครไม่สนใจ ก็ไปเดินเล่นชมเมือง หาซื้อของฝาก พักผ่อนตามอัธยาศัย

เดินทางไปยังสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ ET814 17.20-19.50 แวะเปลี่ยนเครื่องที่แอดดิสอาบาบา ต่อด้วย ET628 23.55-13.15

Day 10

Bangkok

13.15 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
04-Apr 10-Oct 12-Dec 2024 Africa

ทัวร์โมรอคโค

MOROCCO

Casablanca •  Rabat • Chefchaouen •  Fez • Makhzen • ทะเลทรายซาฮาร่า • Merzouga • Ouarzazate • Atlas • Saadian Tombs • Bahia Palace • Koutoubia Mosque • Ali ben Youssef Medersa

วันที่จัดทริป

3 – 13 พฤษภาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริปโมรอคโค
  • ศิลปะแขกมัวร์อันโด่งดัง
  • Hassan II Mosque ใหญ่อันดับ 5 ของโลก
  • Hassan Tower และสุสานกษัตริย์
  • คุมโทนด้วยสีฟ้าหลายเฉดที่เมือง Chefchaoune
  • Medina of Fes ตลาดโบราณในเมืองหมื่นตรอก
  • ประสบการณ์พักที่ Desert camp ที่ Sahara Desert
  • Marrakech สัมผัสวัฒนธรรมอย่างผสมผสาน
short brief
สรุปย่อทัวร์โมรอคโค

วันที่ 1 |สุวรรณภูมิ
วันที่ 2 | Casablanca • สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 • Rabat • Kasbah of the Oudayas • Mohammed V Mausoleum and Hassan Tower
วันที่ 3 | Chefchaouen • Plaza Uta el-Hammam • Kasbah
วันที่ 4 | ช่วงเช้า Chefchaouen • Volubilis • Fes
วันที่ 5 | Madarsa Bou Inania • ชม Kairaouine Mosque & University • ชม Chouara Tannery • Dar El-Makhzen Palace ชมและช้อปในเมืองเก่า Old Medina
วันที่ 6 | เดินทางเข้าสู่ Merzuga • ทะเลทรายซาฮาร่า
วันที่ 7 | ชม Fossil Museum • ช่องเขา Todra Gorge • ไปเมือง Ouarzazate
วันที่ 8 | เดินทางไปเมือง Ait banhatduo • เทือกเขา Atlas • แวะเยี่ยมชม Menara Gardens เดินทางสู่เมือง Marakesh • เดินเล่น Rahba Kedima Square และ Jama El Fna Square
วันที่ 9 | ประตูเมือง Bab Agnaou • Saadian Tombs • อาคาร Bahia Palace 7 มัสยิดKoutoubia Mosque • เยี่ยมชม Ali ben Youssef Madrasa
วันที่ 10 | เดินทางสู่เมืองคาซาบลังกา ไปสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพ
วันที่ 11 | ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 69,900 บาท
  • พักเดี่ยวเพิ่มท่านละ 16,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าวีซ่า
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าเครื่องดื่ม นอกเหนือจากรายการ

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่นค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปโมรอคโคที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ • คาซาบลังก้า

Day 1

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรรภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Emirate Airlines เที่ยวบินที่ EK385 01.15-04.45 เปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ จากนั้นต่อด้วย EK751 07.30-12.55

Day 2

Casablanca • Rabat

12.55 ถึงสนามบินนานาชาติโมฮัมเหม็ดที่ 5 แห่งเมืองคาซาบลังกา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ทางตะวันออกของประเทศ เมืองคาซาบลังกายังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโมร็อกโก โดยมีฐานะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ

ชม สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (ถ่ายรูปด้านนอก) สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 1993 ในวาระเฉลิมพระชนม์ครบ 60 พรรษาของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 แห่งโมร็อกโก สุเหร่ามีขนาดใหญ่มาก จุคนได้ราว 25,000 คน เป็นศิลปะสไตล์โมร็อกโก จัดลำดับเป็นสุเหร่าที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในคาซาบลังกาและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

เดินทางสู่เมือง Rabat เมืองหลวงของประเทศโมรอคโค ถูกสถาปนาขึ้นโดยประเทศฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองในช่วงปี 1912 แทนที่เมืองเฟสเนื่องจากเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงในเมืองเฟส

ชม Oudaya Kasbah ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ ป้อมอูดายานี้สร้างขึ้นโดยสเปนเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมร็อกโก บริเวณด้านในมีสวนดอกไม้และชุมชนชาวเมือง (Metina) และบ้านเรือนส่วนใหญ่ตกแต่งด้วยสีฟ้า-ขาว

ชม Mohamed V Mausoleum and Hassan Tower สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งประจำเมือง Rabat ภายในเป็นสุสานที่บรรจุพระศพของกษัตริย์ Hassan II และเจ้าชาย Abdallah ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมประจำราชวงศ์ Alaouite ที่เป็นอาคารสีขาว และมีหลังคาสีเขียว ซึ่งสีเขียวนั้นถือว่าเป็นสีประจำศาสนาอิสลามอีกด้วย ด้านหน้าของสุสาน

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Rabat

Day 3

Chefchaouen • Plaza Uta el-Hammam • Kasbah

ไปเมือง Chefchaouen เมืองเก่าแก่ขนาดเล็ก เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองเชฟชาอูน คือ บ้านเรือนสีฟ้าและสีขาวที่รายล้อมอยู่โดยรอบ

Chefchaouen เป็นเมืองเก่าแก่ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1471 รวมระยะเวลาจนถึงปัจจุบันก็ราว ๆ 547 ปี แล้ว เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ Moulay Ali ibn Rashid al-Alami ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นป้อมปราการในการต่อสู้กับโปรตุเกสที่เข้ามารุกรานโมร็อกโกทางเหนือ โดยหลังจากการรุกรานครั้งนั้นก็มีชาวมอริสคอส (Moriscos) และชาวยิว (Jew) ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองแห่งนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ชมจัตุรัสอูตา เอล ฮัมมัม (Plaza Uta el-Hammam) เป็นจัตุรัสกลางเมืองเชฟชาอูน จัตุรัสแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยอาคารสีฟ้าสดใส ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกมากมาย ที่นี่เหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อน ชมวิวผู้คน และถ่ายรูปกับอาคารสีฟ้า

Kasbah ป้อมปราการเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุและงานศิลปะ ป้อมปราการประกอบด้วยกำแพงสูง หอคอย และประตู ตลอดจนมัสยิดและอดีตพระราชวัง ได้รับการบูรณะใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงโบราณวัตถุและงานศิลปะจากภูมิภาค รวมถึงเครื่องประดับ อาวุธ และเครื่องปั้นดินเผา พิพิธภัณฑ์ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ Chefchaouen และ Kasbah

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Chefchaouen

Day 4

Chefchaouen • Volubilis • Fes

เดินเล่นชมเมือง Chefchaouen กันที่ Old Medina ตามอัธยาศัย แวะหามุมแปลกถ่ายรูปรวมถุงช้อปปิ้งจะจ่ายสินค้าพื้นเมืองราคาย่อมเยาสีสันสดใสได้จากที่นี่

เดินทางไป Volubilis เมืองเกษตรกรรมโรมันโบราณที่อยู่ในโมร็อกโก และเป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้เมื่อปี 1997 เชื่อกันว่าเมืองนี้สร้างขึ้นประมาณ 300 ปีก่อนครัสตกาล ก่อนจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 18 ทำให้เหลือเพียงซากปรักหักพังให้ได้ชมกัน

เดินทางไป Fes เมืองมรดกโลกอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศโมร็อกโก และยังเคยเป็นเมืองหลวงของโมร็อกโกเมื่อปี ค.ศ.1925 สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ อิดริส (Idrisid Dynasty) โดยสุลต่าน โมเลย์ อิดริส ที่ 1 (Moulay Idriss I) ในปัจจุบันเมืองเฟซได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมยุคเก่าในโมร็อกโก และเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรม

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Fes

Day 5

Madarsa Bou Inania • Kairaouine Mosque & University • Chouara Tannery • Darel • Old Medina

ชม Madarsa Bou Inania เป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่สร้างขึ้นราวปี 1351 คำว่า Bou Inania ซึ่งเป็นชื่อของโรงเรียนสอนศาสนานั้นมาจากชื่อของสุลต่าน Abou Inan นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาไม่กี่แห่งที่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามได้เข้าไปเยือนอีกด้วย

ชม Kairaouine Mosque & University พื้นที่ที่มีทั้งมัสยิดและมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกในประเทศโมร็อกโก ได้ดำเนินการเปิดสอนศาสนาอิสลามมาอย่างยาวนาน ทำให้เป็นมหาวิทยาลัยทางศาสนาอิสลมที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดในโลก

ชม Chouara Tannery เนื่องจากเมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องหนังมาก ใครมาเยือนก็จะต้องซื้อหาเครื่องหนังติดมือไปเป็นของฝาก สาเหตุที่เมืองแห่งนี้โด่งดังในเรื่องเครื่องหนังเนื่องจากกรรมวิธีในการฟอกหนังนั้นทำด้วยมือทั้งหมด และเป็นวิธีการที่สืบทอดกันมากว่าพันปีแล้วนั่นเอง ลานฟอกหนังในเมือง Fez ถือว่าเป็นลานฟอกหนังที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศโมร็อกโกเลยทีเดียว

Dar El-Makhzen Palace ที่ประทับของสุลต่านแห่งโมร็อกโก สร้างขึ้นโดยมูเลย์ อีสมาอิล ในช่วงศตวรรษที่ 17 เพดานแกะสลักไม้และลายหินอ่อนปัจจุบันพระวังถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ จำนวน 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมร็อกโกและพิพิธภัณฑ์ของโบราณ

ชมและช้อปในเมืองเก่า Old Medina ที่อดีตเคยเป็นเมืองหลวง ของประเทศเป็นเวลาหลายปี รวมถึงเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์เมืองหนึ่งของศาสนาอิสลาม ในเขตย่านเมืองเก่า มีตรอก ซอก ซอยมากกว่า 10,000 ซอย ขนาดซอยที่แคบที่สุด มีขนาดความกว้างประมาณ 50 ซ.ม.เท่านั้น

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Fes

Day 6

Merzugar • Sahara Desert

เช้าตรู่ โบกมืออำลาเมืองเก่าเฟสแล้วเตรียมตัวออกเดินทางไกล วันนี้เราจะเดินทางไกลกันสักหน่อย ออกเดินทางมุ่งหน้าลงใต้สู่เมืองเมอซูการ์ ประตูสูงดินแดนทะเลทรายซาฮารา

เดินทางเข้าสู่ Merzuga เมืองที่ถือได้ว่าเป็นประตูสู่ซาฮาร่า ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่วิวที่เต็มไปด้วยเนินทราย ถึงที่พัก เก็บสัมภาระ ก่อนนำท่านเปิดประสบการณ์ ขี่อูฐ เพื่อเดินทางเข้าสู่ทะเลทรายซาฮาร่า ที่ถือว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา

เดินทางเข้าสู่ ทะเลทรายซาฮาร่า ที่ถือว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา เมื่อราว 1,000 ปีที่ผ่านมาเคยมีผู้คนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เนื่องจากสมัยก่อนทะเลทรายแห่งนี้เคยเป็นแม่น้ำมาก่อนนั่นเอง แดดล่มลมตก สัมผัสประสบการณ์ปีนเขาทราย (Sand Dune) ณ ยอดเขา เราจะมองเห็นเม็ดทรายที่สะท้อนแสงเป็นสีชมพูอ่อนหวาน และเลื่อมเงาที่เกิดจากลอนทราย กลายเป็นคลื่นทะเลทรายที่สวยงามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคณะอูฐที่เดินมาตามสันทราย เหมือนกับสารคดีที่เราคุ้นเคยกันแต่เด็กอย่างไรอย่างนั้นทีเดียว

คืนนี้เราจะพักกันที่ Desert camp

Day 7

Fossil Museum • Todra Gorge • Ouarzazate

ชม Fossil Museum ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่างๆในอดีตที่ถูกทับถมในชั้นหิน เช่นพืช ปลา หอย ฯลฯ ซากฟอสซิลนั้นสามารถบอกอะไรได้หลายๆอย่าง ทั้งสภาพแวดล้อมในอดีต การดำรงชีวิต การวิวัฒนาการต่างๆ

Todra Gorge เป็นช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่กลางแม่น้ำ ด้วยความที่มีแม่น้ำไหลผ่านช่องเขาบริเวณนี้จึงมีลักษณะรูปทรงแปลกตาออกไปไม่เหมือนกับที่อื่นๆ พื้นที่บริเวณนี้ยังมีคนท้องถิ่นอาศัยอยู่ ถ้าโชคดีทุกท่านจะได้พบชาวบ้านที่ลากจูงลา อูฐ และแพะออกมาหาอาหารกินกันด้วย

Ouarzazate เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูเมืองสู่ทะเลทราย ทำให้เมืองวอซาเซทมีภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องเข้ามาถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น The Mummy, Games of Thrones เป็นต้น เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) เคยเป็นเมืองทางยุทธศาสตร์มาก่อน ฝรั่งเศสได้พัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการบริหารงาน แต่เนื่องจากภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปเป็นทะเลทราย ในเวลาต่อมา จึงถูกพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวแทน

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Ouazazate

Day 8

Ait banhatduo • เทือกเขา Atlas • Marakesh

เมือง Ait banhatduo เป็นเมืองที่ก่อสร้างหินทรายและเป็นเมืองที่อยู่ในรายชื่อที่จะได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก้อีกด้วย ในอดีตสถานที่แห่งนี้คือ จุดพักของคณะคาราวาน ที่มาจากซาฮาร่ามุ่งหน้าไปยังมาราเกซ เมืองนี้เคยมีทีมงานภาพยนตร์มาใช้โลเคชั่นแห่งนี้ในการถ่ายทำหนังมาแล้วกว่า 10 เรื่อง เช่น Lawrence of Arabia และ Gladiator

ข้าม เทือกเขา Atlas เทือกเขาที่ตั้งชื่อตามเทพ Atlas ที่มีตำนานกล่าวว่าเทพ Atlas พยายามโค่นล้มเทพเซอุส (Zeus) แต่ว่าไม่สำเร็จ จึงถูกจับและลงโทษด้วยการให้แบกเอาโลกไว้บนศีรษะ ระหว่างทางจอดให้ท่านได้ถ่ายรูปถนนที่ผ่านสู่เทือกเขาแห่งนี้อันเหมือนผ้าพับ ในจุดที่จอดรถได้ ระหว่างทาง

แวะเยี่ยมชม Menara Gardens เป็นสวนที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ เพราะแต่เดิมถูกสร้างเป็นบ่อเก็บน้ำ แวดล้อมด้วยต้นมะกอกและต้นสน ภายในสวนมีอาคารและมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์ของเทือกเขาแอตลาสดูสวยงาม

ออกเดินทางสู่เมือง Marakesh เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโมร็อกโก นอกจากนั้นยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโมร็อกโกอีกด้วย โดยมีฐานะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ขณะเดียวกันยังมีภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้มาถ่ายทำโดยใช้โลเคชั่นของเมือง ทำให้เห็นความสวยงามและบรรยากาศสุดโรแมนติกของเมืองได้เป็นอย่างดี

Rahba Kedima Square จัตุรัสการค้าที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในเขตเมืองเก่าของมาราเกรซ อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสกลาง มีสินค้าหลากหลายให้ท่านได้เลือกเดินช้อปปิ้งหรือถ่ายรูป

Jama El Fna Square เป็นจัตุรัสใจกลางเมืองอันเลื่องชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโมร็อกโก ในอดีตเคยเป็นลานประหาร แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นลานการค้าที่คึกคัก ร้านขายของและร้านอาหารท้องถิ่นจำนวนมาก จะเริ่มเปิดร้านในช่วงเย็นๆ

คืนนี้พักที่เมือง Marakesh

Day 9

Bab Agnaou • Saadian Tombs • Bahia Palace • Koutoubia Mosque • Ali ben Youssef Medersa

ไปชม Bab Agnaou ประตูเมืองหนึ่งใน 19 ประตูเมืองของเมืองมาราเกซ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ในขณะที่ประตูอื่นๆเป็นทางเข้าของเมืองแต่ประตูนี้จะเป็นทางเข้าของราชวงศ์ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเขตเมืองชั้นใน

ชม Saadian Tombs มีการตบแต่งในศิลปะแบบมัวริส (Moorish) แท้ๆ ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้คือความงามของเสาคอลัมน์หินอ่อน ในห้องโถงขนาดใหญ่ รวมถึงลวดลายปูนปั้นที่อยู่บนผนังและตามเพดาน

ชม Bahia Palace สร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa อาคารถูกออกแบบเป็นแนวสมัยใหม่ โดยตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้นแบบ stucco มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสก แต่เนื่องจากมีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลาย ๆ อย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว

Koutoubia Mosque มัสยิดที่มีหอคอยสูงกว่า 70 เมตร ทำให้ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนในตัวเมืองก็จะสามารถเห็นมัสยิดแห่งนี้ได้ มัสยิดกูตูเบียสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 12 และยังได้ชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานของชาวมุสลิมที่สมบูรณ์ที่สุดในดินแดนแอฟริกาเหนือ (เปิดให้เฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น ที่จะเข้าไปถึงชั้นในของสุเหร่าได้ รวมทั้งจุดชมวิวที่อยู่บนยอดสุเหร่าด้วย)

เยี่ยมชม Ali ben Youssef Madrasa โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่14 และเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโมร็อกโกอีกด้วย

คืนนี้พักที่เมือง Marakesh

Day 10

Casablanca • Bangkok

ออกเดินทางสู่สนามบิน Casablanca (ประมาณ 2.40 ชม) เตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทยโดยสายการบิน Emirate Airlines เที่ยวบินที่ EK752 14.55-01.15 เปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ ต่อด้วย EK376 03.45-13.00

Day 11

Bangkok

13.00 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
07-Jul 08-Aug 09-Sep 2024 Africa

ทัวร์มาดากัสก้าร์

Madagascar

เมือง Anchorage • ชมทะเลสาบ Byers Lake  • อุทยานแห่งชาติDenal • เมือง Fairbanks • ทะเลสาบ Summit Lake • ธารน้ำแข็ง Matanuska Glacier • Alaska Sealife Center • เที่ยวอุทยานแห่งชาติ Kenai Fjords • ชมธารน้ำแข็ง Exit Glacier

short brief
สรุปทัวร์อลาสก้าโดยย่อ

วันที่ 1 : สุวรรณภูมิ – มอริเชียส
วันที่ 2 : Mauritius – Chamarel Falls – Rum Factory – Seven Coloured Earths
วันที่ 3 : Mauritius – Antananarivo
วันที่ 4 : Reptiles farm – Andasibe National Park
วันที่ 5 : Andasibe – Marozevo Exotic Farm – Lemurs Park – Antananarivo
วันที่ 6 : Antananarivo City Tour
วันที่ 7 : Antananarivo – Morondava – Betahina
วันที่ 8 : Morondava
วันที่ 9 : Morondava – Antananarivo
วันที่ 10 : Antananarivo – Reunion – Léon Dierx Museum – Jardin de l’État
วันที่ 11 : Reunion – Plaine des Sables – Piton de laFournaise – Bangkok
วันที่ 12 : Bangkok

  • เดินทางโดยรถตู้ 9 ที่นั่ง
  • นำทริปโดย Driver Guide คนไทย (รอรับที่สนามบินปลายทาง
  • พาเที่ยวแบบสบายๆไม่เร่งรีบ มีเวลาให้แวะถ่ายรูป
  • หากเป็น private Group สามารถปรับโปรแกรมได้ต้องการ (ในขอบเขตเวลาที่อำนวยต่อสถานที่และเวลาเยี่ยมชม)
  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท
  • พักเดี่ยว 000

รวม

  • ที่พักรับดับ 3-4 ดาว
  • อาหารเช้า
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • เรือข้ามฟาก (ถ้ามี)
  • ผู้นำทริปคนไทย (Driver Guide)
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ดำเนินการขอวีซ่าให้ 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1000000 บาท

ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ และภายในประเทศ
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่ากิจกรรมนอกเหนือจากรายการ
  • ค่าแปลเอกสารยื่นวีซ่า (ถ้ามี)
สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

09.30 น. พบที่สนามบินสุวรรณภูมิ  เดินทางไปมอริเชียส

พักที่ Mauritius

Day 2

Mauritius • Chamarel Falls • Rum Factory • Seven Coloured Earths

เที่ยวชมเมืองพอร์ตลูอิส เมืองหลวงของสาธารณรัฐมอริเชียส หรือที่รู้จักในนาม เกาะมอริเซียส ดินแดนสวรรค์นอกชายฝั่งแอฟริกา กลางมหาสมุทรอินเดีย อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าของฝาก ของที่ระลึก ณ.ตลาดกลาง Central Market

ชมความงามของปากปล่องภูเขาไฟ Trou Aux Cerfs ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่กลางเมืองคูเรปิเป แวะถ่ายรูปกับจุดชมวิว Black river gorges ท่านจะได้ชมทัศนียภาพอันสวยงามของป่าเขา และน้้ำตกที่สุดสวยงามแห่งหนึ่งของประเทศมอริเชียส
 
เดินทางสู่ ทะเลสาบแห่งแม่น้ำคงคา Grand Bassin Sacred Lake เป็น ทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนอินเดียในประเทศมอริเชียสสร้างขึ้นเพื่อ เป็นเกียรติแก่ พระศิวะที่พวกเขาเคารพนับถือ และในสถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดฮินดู ที่ประดิษฐานของรูปเคารพของเหล่าเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนาฮินดู
 
เดินทางสู่ โรงงานผลิตรัม Rum Factory ซึ่งบนเกาะแห่งนี้ประชาชนนิยมปลูกอ้อย ทาให้รัมเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงมาก อิสระให้ท่านเยี่ยมชมกรรมวิธีการผลิตและทดลองดื่ม ชมน้ำตกชามาเรล Chamarel Falls มีความสูง 90 เมตร ผ่านทางเส้นทางเวิ้ง ซึ่งเป็นอ่าวที่มีความสวยงามอีกแห่งของมอริเชียส 
 
เดินทางสู่เนินทราย 7 สี Seven Coloured Earths ซึ่งเกิดจากการก่อตัวของหินลาวา ซึ่งเป็นหินบะซอลล์ กลายเป็นโคลนและได้เปลี่ยนมาเป็นทรายในที่สุด ซึ่ง 7 สีนั้น ประกอบไปด้วย สีแดง น้ำตาล ม่วงเข้ม เขียว น้ำเงิน ม่วงอ่อน เหลือง จึงได้รับการขนานนามว่า เนินทรายเจ็ดสี 
 

Day 3

Mauritius • Antananarivo

อิสระช่วงเช้าเก็บสัมภาระ หรือเดินเล่นรอบๆโรงแรม

11.30 น. เดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อไปยังเมือง Antananarivo โดยสายการบิน Air Mauritius เที่ยวบินที่ MK288 เวลา 14.10 น.

15.05 น. เดินทางถึงสนามบินอิวาโต แห่งกรุงอันตานานาริโว ประเทศมาดากัสการ์ แผ่นดินมหัศจรรย์ สวรรค์ของผู้รักธรรมชาติ

นําท่านเลือกซื้อของฝาก ณ ตลาดลาดีค (La Digue) ตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าหัตถกรรมของมาดากัสการ์ เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมากที่สุด อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อของฝากที่มีตั้งแต่ ตะกร้าพื้นเมืองสีสันแสบตาผลิตภัณฑ์จากผ้าปักต่างๆ ฟอสซิลหอย หรือ จะเป็นแอมโมไนต์ หินสี พลอย และอัญมณี เครื่องดนตรีพื้นเมืองของตกแต่งบ้านอื่น ๆ อีกมากมาย

 

Day 4

Reptiles farm • Andasibe National Park

Reptiles farm เป็นฟาร์มกิ้งก่า และสัตว์แปลกต่างๆ และสัตว์ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ กิ้งก่า camelion มีสีสรรสวยงามมาก

เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติอันดาสิเบ (Andasibe National Park) อุทยานแห่งชาติอันดาสิเบ-มันตาเดีย Andasibe-Mantadia National Park อุทยานแห่งนี้ได้ถูกจารึกไว้ในมรดกโลกในปี 2007 เป็นส่วนหนึ่งของป่าฝนของ Atsinanana อุทยานแห่งชาติมีพื้นที่ประมาณ 155 ตารางกิโลเมตร พื้นที่คุ้มครองอยู่ประมาณ 150 ตารางกิโลเมตรและตั้งอยู่ทางตะวันออกของอันตานานาริโว

Day 5

Andasibe • Marozevo Exotic Farm • Lemurs Park • Antananarivo

แวะชมฟาร์มมาโรเซโว (Marozevo Exotic Farm) อีกหนึ่งที่ ที่จะได้พบกับสัตว์หายากนานาชนิด เช่น กิ้งก่าคาเมเลี่ยน (Chameleon) สีสันแสบตา จิ้งหรีด กบหายาก นกแก้วสีดำ และ ผีเสื้อหลากสีสวยงาม รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ หลายสายพันธุ์สามารถพบได้ที่มาดากัสการ์เท่านั้น

จากนั้นเดินทางกลับเมือง Antananarivo ชมเมืองอันตานานาริโว มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยมาดากัสการ์ (Democratic Republic of Madagascar) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก รอง จาก กรีนแลนด์(Greenland) นิวกินี(Newgini) และบอร์เนียว(Borneo) วัดจากเหนือจรดใต้ยาว 1,600 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่เกือบเท่าครึ่งของประเทศฝรั่งเศส และใหญ่กว่าประเทศไทย 70,000 กว่าตารางกิโลเมตร

ระหว่างทางชมศูนย์อนุรักษ์ลิเมอร์ Lemurs Park ซึ่งเป็นศูนย์อนุรักษ์ลิเมอร์ที่มีชื่อเสียงแห่งเกาะมาดากัสการ์ให้ท่านได้สัมผัสลิเมอร์ และ เก็บภาพความน่ารักของลิเมอร์นานาชนิด ที่มีมากมายในศูนย์อนุรักษ์แห่งนี้ 

 

Day 6

Antananarivo City Tour

เข้าชมพระราชวังหลวงรูวา (Rova of Antana narivo) เป็นที่ประทับของประมุขของมาดากัสการ์ในสมัยราชวงศ์เมรีนา ช่วง คศ.17-18 รวมทั้งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรมาดากัสการ์ทุกพระองค์ ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงอันตานานาริโว 

ถ่ายรูปกับทําเนียบนายกรัฐมนตรี (Prime Minister Palace)

นําท่านเที่ยวชมจัตุรัสแห่งอิสรภาพ (Independence Square) สถานที่แห่งการรําลึกถึงการ ประกาศอิสระภาพของประเทศมาดากัสการ์

ชมป้อมปราการโบราณสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 15 ภายในจัดแสดงวัตถุโบราณและอาวุธที่ใช้ในการป้องกันการรุกรานจากศัตรู ซึ่งบริเวณป้อมแห่งนี้สร้างขึ้นบนเนินเขา จึงทําให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองอันตานานาริโว ได้โดยรอบ 

 

Day 7

Antananarivo • Morondava • Betahina

อิสระช้อปปิ้งห้างสรรพสินค้า และตลาดของที่ระลึก ช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองและเลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย

 เหินฟ้าสู่เมือง Morondava ประตูสู่ป่าเบาบับอันขึ้นชื่อแห่งเกาะมาดากัสการ์ โดยสายการบิน Tsaradia เที่ยวบินที่ TZ702

บ่าย ถึงเมือง Morondava ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งมีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ มีชายฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศโมซัมบิก โดยประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง 

เดินทางสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวท้องถิ่นโดยการล่องเรือชมธรรมชาติของชายป่าโกงกาง ซึ่งสามารถออกสู่ทะเลได้ นาท่านเดินทางสู่ เกาะ Betahina เพื่อแวะเที่ยวหมู่บ้านชาวประมงที่ยังคงการดารงชีพด้วยการจับปลาและสัตว์น้ำต่างๆในแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน 

ได้เวลาแวะถ่ายรูปกับหาดโมรอนดาวา Morondava Beach ซึ่งเป็นชายหาดที่ขึ้นชื่อแห่งเมืองโมรอนดาวา อิสระให้ท่านได้เดินเล่นพร้อมเก็บภาพธรรมชาติอันสวยงามแห่งเมืองโมรอนดาวา

Day 8

Morondava

นั่งรถแบบ 4WD มุ่งหน้าสู่ ป่าแล้ง Kirindy Dry Forest (ระยะทางประมาณ 60 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.45 ชั่วโมง) หนึ่งในระบบนิเวศน์ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก ซึ่งมีความแตกต่างจากป่าฝนที่อุทยานแห่งชาติอันดาสิเบทางฝั่งตะวันออก เนื่องจากเป็นป่าที่มีต้นไม้และหญ้าแห้งขึ้นปกคลุมจนได้สมญานามว่า “ป่าแล้ง” อย่างไรก็ดีป่าแห่งนี้ยังคงเป็นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดไม่ว่าจะเป็น Fosa สัตว์นักล่าประจำถิ่นที่สามารถพบได้ที่มาดากัสก้าเท่านั้น หรือ ลีเมอร์บางสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในป่าแล้ง นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดที่มีรูปร่างแปลกตา 

เดินทางสู่ Avenue of the Baobabs ซึ่งมีต้นเบาบับตลอดช่วงสองข้างทางในระหว่างรอยต่อของเมือง Belon’i Tsiribihina กับ Morondava ต้นเบาบับถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาดากัสการ์ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนที่สุด และใหญ่ที่สุดในโลก จนได้รับสมญานามว่า Tree of life หรือต้นไม้แห่งชีวิต

แวะชมและถ่ายรูปกับต้นเบาบับรักกัน Baobab Amoureux หรือ Baobab lover ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก และเพลิดเพลินกับ เบาบับ อัลเลย์ ซึ่งเป็นช่วงถนนลูกรัง ที่ท่านจะได้พบกับแนวต้นเบาบับ ที่มีรูปทรงสวยงาม และแปลกตามากมาย ทอดยาวไปตามถนนกว่า 260 เมตร และบางต้นนั้นมีความสูงกว่า 30 เมตร มีอายุมากกว่า 800 ปี ส่วนใหญ่เป็นต้นเบาบับจากสายพันธุ์ Adansonia Grandidieri รอชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งแห่งผืนป่าเบาบับแห่งนี้

 

Day 9

Morondava - Antananarivo

อิสระช่วงเช้าเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวไปยังสนามบิน ออกเดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อเดินทางกลับเมือง Antananarivo โดยสายการบิน Tsaradia เที่ยวบินที่ TZ703 เวลา 14.55 น.

เดินทางถึงสนามบินเมือง Antananarivo เดินเล่นชมเมือง หรือจะแวะซื้อของฝากที่ตลาดท้องถิ่นตามอัธยาศัย

 

Day 10

Antananarivo • Reunion • Léon Dierx Museum • Jardin de l'État

ไปยังสนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางไปยังเมือง Reunion โดยสายการบิน  Air Madagascar เที่ยวบินที่ MD18 (09.10-11.50)

นำท่านเข้าชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ (Léon Dierx Museum) อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวของคนรักศิลปะ โดยภายในพิพิธภัณฑ์นั้น ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1911 ภายในมีการจัดแสดงเกี่ยวกับผลงานศิลปะร่วมสมัยและศิลปะสมัยใหม่เป็นจำนวนมาก

ชมสวนพฤกษศาสตร์ Jardin de l’État อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของเมือง โดยสวนพฤกษศาสตร์ถูกสร้างข้ึนในปีค.ศ. 1767 – 1773 อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติซึ่งเปิดทำการในสิงหาคม 1855 ภายในสวนพฤกษศาสตร์ Jardin de l’État นั้น มีการจัดแสดงเกี่ยวกับพันธุ์ไม้พื้นเมืองและพันธุ์ไม้หายากกวา่ 50 ชนิด 

ไปยัง La Roche Écrite จุดชมวิวทิวทัศน์ที่สำคัญของเมืองแซงต์ เดอนีส์ โดยจุดชมวิวแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร ณ จุดชมวิวแห่งนี้ท่านจะได้ชื่นชมความงดงามของวิวทิวทัศน์ทางธรรมชาติภูเขาสูงชัน อันสลับซับซ้อน รวมไปถึงกิจกรรมเดินป่าตามเส้นทางอันแสนท้าทายอีกด้วย

 

Day 11

Reunion • Plaine des Sables • Piton de laFournaise • Bangkok

เดินทางสู่ทุ่งแปลน เด ซาบล์ส (Plaine des Sables) เพื่อชมหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกที่สวยงามและอศัจรรยย์ิ่ง ลัดเลาะผ่านทุ่งหญ้าปศุสัตว์ อันเขียวขจี นำท่านแวะถ่ายรูปอันนาประทับใจของทิวทัศน์เทือกเขาสลับซับซ้อนตระการตา 

มุ่งหน้าชมความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟ ปี ตงเดอลาฟูร์แนซ (Piton de laFournaise) หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกกรุ่นอยู่และมีการระเบิดอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปีภูเขาไฟรูปโล่ตั้งอยู่บนปลายเกาะรียูเนี่ยน ทางตะวันออก มีความสูง 2,631 เมตร (8,632 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล ซึ่งบางครั้งเรียกว่าเป็นพี่น้องกับ ภูเขาไฟเกาะฮาวาย เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภูมิอากาศและธรรมชาติมีการระเบิดขึ้นกว่า 100ครั้ง ตั้งแต่ปีพ.ศ.2183 เป็นต้นมา และยังเป็นที่จับ ตามองมาถึงปัจจุบันการระเบิดคร้ังสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวัน ที่4 เมษายน พ.ศ. 2550 ภูเขาไฟลูกนี้ถือเป็นจุดกำเนิดของเกาะรียูเนียนเมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน ภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติรียูเนียน และยังได้รับการยกย่องจากองคก์ารยเูนสโกเป็นมรดกโลกอีกด้วย

(การชมบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ทางไกด์ท้องถิ่นจะแจ้งให้ทราบอีกคร้ังเนื่องจากต้องดูเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก) 

18.00 น. เหินฟ้ากลับสู่กรุงเทพ โดยสายการบิน AIR AUSTRAL เที่ยวบินที่ UU887

 

 

Day 12

เดินทางถึง กทม โดยสวัสดิภาพ แล้วพบกันใหม่

ค่าใช้จ่ายทริป
ทริป xxx
  • พักห้องคู่ ท่านละ 99,000 บาท
  • พักเดี่ยว 32,000
  • ค่ารถหรือเรือทุกประเภทที่ใช้ในทริป
  • ค่าทางด่วนและที่จอดรถ
  • ค่าน้ำมันและภาษีต่างๆ
  • ที่พักและอาหารคนขับ
  • คนไทยนำทริปตลอดทริป
  • ไกด์รอรับที่สนามบินประเทศปลายทาง
  • ไกด์นำเที่ยวและขับรถและถ่ายรูปโดยคนเดียวกัน
  • ประกันเจ็บป่วยในขณะที่อยู่ต่างประเทศวงเงิน 2,000,000 บาท
  • ประกันกระเป๋าล่าช้าหรือสูญหาย (เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน)

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. 

ทริป xxx ที่ผ่านมา

xxx xxxx xx xxxx. xxxxx

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

ทัวร์ xxxx

xxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

xxxxxxxxxxxx

ค่าทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ

รูปแบบ

  • ทัวร์กลุ่มเล็ก จัดสไตล์ Roadtrip มีคนไทยขับรถพาเที่ยว
  • พาชมแสงเหนือทุกคืนที่ฟ้าเปิด 

รวม

  • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่
  • รวมอาหารเช้า
  • รวมค่าวีซ่า
  • ยานพาหนะ ที่จอด น้ำมัน ค่าใช้จ่ายของ Driver Guide ทั้งหมด

ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทุกเส้นทาง
  • อาหารกลางวันและเย็น

เงื่อนใขทริป 

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

ทัวร์มาดากัสก้าร์

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1: Bangkok – Mauritius

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถว L ประตู 5 ทีมงานอำนวยความสะดวกเช็คอิน สายการบิน AIR AUSTRAL เที่ยวบินที่ UU888 ออกเดินทางเวลา 09.50 น. บินสู่ สนามบินโรลอง การ์รอส  (ใช้เวลาบินประมาณ 7.35 ชั่วโมง)
  • เดินทางถึง สนามบินโรลอง การ์รอส (Roland Garros) เกาะรียูเนียน (Reunion) แล้วต่อเครื่องไปยังเกาะมอริเชียส
  • ออกเดินทางจากสนามบินโรลอง การ์รอส สู่สนามบินมอริเชียส โดยเที่ยวบิน UU108(ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาที)

  • เดินทางถึงสนามบินมอริเชียส นําท่านผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร

DAY 2 :  Mauritius – Chamarel Falls – Rum Factory – Seven Coloured Earths  

  • นำท่านเที่ยวชมเมืองพอร์ตลูอิส เมืองหลวงของสาธารณรัฐมอริเชียส หรือที่รู้จักในนาม เกาะมอริเซียส ดินแดนสวรรค์นอกชายฝั่งแอฟริกา กลางมหาสมุทรอินเดีย อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าของฝาก ของที่ระลึก ณ.ตลาดกลาง Central Market
  • ชมความงามของปากปล่องภูเขาไฟ Trou Aux Cerfs ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่กลางเมืองคูเรปิเป
  • แวะถ่ายรูปกับจุดชมวิว Black river gorges ท่านจะได้ชมทัศนียภาพอันสวยงามของป่าเขา และน้้ำตกที่สุดสวยงามแห่งหนึ่งของประเทศมอริเชียส
  • จากนั้นนาท่านเดินทางสู่ ทะเลสาบแห่งแม่น้ำคงคา Grand Bassin Sacred Lake เป็น ทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนอินเดียในประเทศมอริเชียสสร้างขึ้นเพื่อ เป็นเกียรติแก่ พระศิวะที่พวกเขาเคารพนับถือ และในสถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดฮินดู ที่ประดิษฐานของรูปเคารพของเหล่าเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนาฮินดู
  • นำท่านเดินทางสู่ โรงงานผลิตรัม Rum Factory ซึ่งบนเกาะแห่งนี้ประชาชนนิยมปลูกอ้อย ทาให้รัมเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงมาก อิสระให้ท่านเยี่ยมชมกรรมวิธีการผลิตและทดลองดื่ม
  • นำท่านเดินทางสู่ น้ำตกชามาเรล Chamarel Falls มีความสูง 90 เมตร ผ่านทางเส้นทางเวิ้ง ซึ่งเป็นอ่าวที่มีความสวยงามอีกแห่งของมอริเชียส
  • เดินทางสู่เนินทราย 7 สี Seven Coloured Earths ซึ่งเกิดจากการก่อตัวของหินลาวา ซึ่งเป็นหินบะซอลล์ กลายเป็นโคลนและได้เปลี่ยนมาเป็นทรายในที่สุด ซึ่ง 7 สีนั้น ประกอบไปด้วย สีแดง น้ำตาล ม่วงเข้ม เขียว น้ำเงิน ม่วงอ่อน เหลือง จึงได้รับการขนานนามว่า เนินทรายเจ็ดสี

DAY 3 : Mauritius – Antananarivo

  • อิสระช่วงเช้าเก็บสัมภาระ หรือเดินเล่นรอบๆโรงแรม
  • เดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อไปยังเมือง Antananarivo โดยสายการบิน Air Mauritius เที่ยวบินที่ MK288 เวลา 14.10 น.
  • เดินทางถึงสนามบินอิวาโต แห่งกรุงอันตานานาริโว ประเทศมาดากัสการ์ แผ่นดินมหัศจรรย์ สวรรค์ของผู้รักธรรมชาติ
  • นําท่านเลือกซื้อของฝาก ณ ตลาดลาดีค (La Digue) ตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าหัตถกรรมของมาดากัสการ์ เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมากที่สุด อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อของฝากที่มีตั้งแต่ ตะกร้าพื้นเมืองสีสันแสบตาผลิตภัณฑ์จากผ้าปักต่างๆ ฟอสซิลหอย หรือ จะเป็นแอมโมไนต์ หินสี พลอย และอัญมณี เครื่องดนตรีพื้นเมืองของตกแต่งบ้านอื่น ๆ อีกมากมาย

Day 4 : Reptiles farm – Andasibe National Park

  • Reptiles farm เป็นฟาร์มกิ้งก่า และสัตว์แปลกต่างๆ และสัตว์ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ กิ้งก่า camelion มีสีสรรสวยงามมาก
  • เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติอันดาสิเบ (Andasibe National Park) อุทยานแห่งชาติอันดาสิเบ-มันตาเดีย Andasibe-Mantadia National Park อุทยานแห่งนี้ได้ถูกจารึกไว้ในมรดกโลกในปี 2007 เป็นส่วนหนึ่งของป่าฝนของ Atsinanana อุทยานแห่งชาติมีพื้นที่ประมาณ 155 ตารางกิโลเมตร พื้นที่คุ้มครองอยู่ประมาณ 150 ตารางกิโลเมตรและตั้งอยู่ทางตะวันออกของอันตานานาริโว

Day 5 : Andasibe – Marozevo Exotic Farm – Lemurs Park – Antananarivo

  • แวะชมฟาร์มมาโรเซโว (Marozevo Exotic Farm) อีกหนึ่งที่ ที่จะได้พบกับสัตว์หายากนานาชนิด เช่น กิ้งก่าคาเมเลี่ยน (Chameleon) สีสันแสบตา จิ้งหรีด กบหายาก นกแก้วสีดำ และ ผีเสื้อหลากสีสวยงาม รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ หลายสายพันธุ์สามารถพบได้ที่มาดากัสการ์เท่านั้น
  • จากนั้นเดินทางกลับเมือง Antananarivo ชมเมืองอันตานานาริโว มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยมาดากัสการ์ (Democratic Republic of Madagascar) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก รอง จาก กรีนแลนด์(Greenland) นิวกินี(Newgini) และบอร์เนียว(Borneo) วัดจากเหนือจรดใต้ยาว 1,600 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่เกือบเท่าครึ่งของประเทศฝรั่งเศส และใหญ่กว่าประเทศไทย 70,000 กว่าตารางกิโลเมตร
  • ระหว่างทางชมศูนย์อนุรักษ์ลิเมอร์ Lemurs Park ซึ่งเป็นศูนย์อนุรักษ์ลิเมอร์ที่มีชื่อเสียงแห่งเกาะมาดากัสการ์ให้ท่านได้สัมผัสลิเมอร์ และ เก็บภาพความน่ารักของลิเมอร์นานาชนิด ที่มีมากมายในศูนย์อนุรักษ์แห่งนี้

Day 6 : Antananarivo City Tour

  • นําท่าน เข้าชมพระราชวังหลวงรูวา (Rova of Antana narivo) เป็นที่ประทับของประมุขของมาดากัสการ์ในสมัยราชวงศ์เมรีนา ช่วง คศ.17-18 รวมทั้งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรมาดากัสการ์ทุกพระองค์ ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงอันตานานาริโว

  • ถ่ายรูปกับทําเนียบนายกรัฐมนตรี (Prime Minister Palace)

  • นําท่านเที่ยวชมจัตุรัสแห่งอิสรภาพ (Independence Square) สถานที่แห่งการรําลึกถึงการ ประกาศอิสระภาพของประเทศมาดากัสการ์
  • นําท่าน เข้าชม Ambo imanga ซึ่งเป็นป้อมปราการโบราณสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 15 ภายในจัดแสดงวัตถุโบราณและอาวุธที่ใช้ในการป้องกันการรุกรานจากศัตรู ซึ่งบริเวณป้อมแห่งนี้สร้างขึ้นบนเนินเขา จึงทําให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองอันตานานาริโว ได้โดยรอบ

Day 7 : Antananarivo – Morondava – Betahina

  • อิสระช้อปปิ้งห้างสรรพสินค้า และตลาดของที่ระลึก ช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองและเลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย
  • เหินฟ้าสู่เมือง Morondava ประตูสู่ป่าเบาบับอันขึ้นชื่อแห่งเกาะมาดากัสการ์ โดยสายการบิน Tsaradia เที่ยวบินที่ TZ702
  • ถึงเมือง Morondava ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งมีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ มีชายฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศโมซัมบิก โดยประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง
  • นำท่านเดินทางสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวท้องถิ่นโดยการล่องเรือชมธรรมชาติของชายป่าโกงกาง ซึ่งสามารถออกสู่ทะเลได้ นาท่านเดินทางสู่ เกาะ Betahina เพื่อแวะเที่ยวหมู่บ้านชาวประมงที่ยังคงการดารงชีพด้วยการจับปลาและสัตว์น้ำต่างๆในแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน
  • ได้เวลานำท่านแวะถ่ายรูปกับหาดโมรอนดาวา Morondava Beach ซึ่งเป็นชายหาดที่ขึ้นชื่อแห่งเมืองโมรอนดาวา อิสระให้ท่านได้เดินเล่นพร้อมเก็บภาพธรรมชาติอันสวยงามแห่งเมืองโมรอนดาวา

DAY 8 : Morondava

  • นำท่านนั่งรถแบบ 4WD มุ่งหน้าสู่ ป่าแล้ง Kirindy Dry Forest (ระยะทางประมาณ 60 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.45 ชั่วโมง) หนึ่งในระบบนิเวศน์ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก ซึ่งมีความแตกต่างจากป่าฝนที่อุทยานแห่งชาติอันดาสิเบทางฝั่งตะวันออก เนื่องจากเป็นป่าที่มีต้นไม้และหญ้าแห้งขึ้นปกคลุมจนได้สมญานามว่า “ป่าแล้ง” อย่างไรก็ดีป่าแห่งนี้ยังคงเป็นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดไม่ว่าจะเป็น Fosa สัตว์นักล่าประจำถิ่นที่สามารถพบได้ที่มาดากัสก้าเท่านั้น หรือ ลีเมอร์บางสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในป่าแล้ง นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดที่มีรูปร่างแปลกตา
  • เดินทางสู่ Avenue of the Baobabs ซึ่งมีต้นเบาบับตลอดช่วงสองข้างทางในระหว่างรอยต่อของเมือง Belon’i Tsiribihina กับ Morondava ต้นเบาบับถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาดากัสการ์ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนที่สุด และใหญ่ที่สุดในโลก จนได้รับสมญานามว่า Tree of life หรือต้นไม้แห่งชีวิต
  • นำท่านแวะชมและถ่ายรูปกับต้นเบาบับรักกัน Baobab Amoureux หรือ Baobab lover ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก และเพลิดเพลินกับ เบาบับ อัลเลย์ ซึ่งเป็นช่วงถนนลูกรัง ที่ท่านจะได้พบกับแนวต้นเบาบับ ที่มีรูปทรงสวยงาม และแปลกตามากมาย ทอดยาวไปตามถนนกว่า 260 เมตร และบางต้นนั้นมีความสูงกว่า 30 เมตร มีอายุมากกว่า 800 ปี ส่วนใหญ่เป็นต้นเบาบับจากสายพันธุ์ Adansonia Grandidieri รอชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งแห่งผืนป่าเบาบับแห่งนี้

DAY 9 : Morondava – Antananarivo

  • อิสระช่วงเช้าเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวไปยังสนามบิน
  • ออกเดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อเดินทางกลับเมือง Antananarivo โดยสายการบิน Tsaradia เที่ยวบินที่ TZ703 เวลา 14.55 น.
  • เดินทางถึงสนามบินเมือง Antananarivo
  • เดินเล่นชมเมือง หรือจะแวะซื้อของฝากที่ตลาดท้องถิ่นตามอัธยาศัย

DAY 10 : Antananarivo – Reunion – Léon Dierx Museum – Jardin de l’État

  • จากนั้นไปยังสนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางไปยังเมือง Reunion โดยสายการบิน  Air Madagascar เที่ยวบินที่ MD18 (09.10-11.50)
  • นำท่านเข้าชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ (Léon Dierx Museum) อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวของคนรักศิลปะ โดยภายในพิพิธภัณฑ์นั้น ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1911 ภายในมีการจัดแสดงเกี่ยวกับผลงานศิลปะร่วมสมัยและศิลปะสมัยใหม่เป็นจำนวนมาก

  • ชมสวนพฤกษศาสตร์ Jardin de l’État อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของเมือง โดยสวนพฤกษศาสตร์ถูกสร้างข้ึนในปีค.ศ. 1767 – 1773 อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติซึ่งเปิดทำการในสิงหาคม 1855 ภายในสวนพฤกษศาสตร์ Jardin de l’État นั้น มีการจัดแสดงเกี่ยวกับพันธุ์ไม้พื้นเมืองและพันธุ์ไม้หายากกวา่ 50 ชนิด

  • พาท่านไปยัง La Roche Écrite จุดชมวิวทิวทัศน์ที่สำคัญของเมืองแซงต์ เดอนีส์ โดยจุดชมวิวแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร ณ จุดชมวิวแห่งนี้ท่านจะได้ชื่นชมความงดงามของวิวทิวทัศน์ทางธรรมชาติภูเขาสูงชัน อันสลับซับซ้อน รวมไปถึงกิจกรรมเดินป่าตามเส้นทางอันแสนท้าทายอีกด้วย

DAY 11 : Reunion – Plaine des Sables – Piton de laFournaise – Bangkok 

  • นำท่านเดินทางสู่ทุ่งแปลน เด ซาบล์ส (Plaine des Sables) เพื่อชมหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกที่สวยงามและอศัจรรยย์ิ่ง ลัดเลาะผ่านทุ่งหญ้าปศุสัตว์ อันเขียวขจี นำท่านแวะถ่ายรูปอันนาประทับใจของทิวทัศน์เทือกเขาสลับซับซ้อนตระการตา
  • มุ่งหน้าชมความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟ ปี ตงเดอลาฟูร์แนซ (Piton de laFournaise) หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกกรุ่นอยู่และมีการระเบิดอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปีภูเขาไฟรูปโล่ตั้งอยู่บนปลาย

    เกาะรียูเนี่ยน ทางตะวันออก มีความสูง 2,631 เมตร (8,632 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล ซึ่งบางครั้งเรียกว่าเป็นพี่น้องกับ ภูเขาไฟเกาะฮาวาย เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภูมิอากาศและธรรมชาติมีการระเบิดขึ้นกว่า 100ครั้ง ตั้งแต่ปีพ.ศ.2183 เป็นต้นมา และยังเป็นที่จับ ตามองมาถึงปัจจุบันการระเบิดคร้ังสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวัน ที่4 เมษายน พ.ศ. 2550 ภูเขาไฟลูกนี้ถือเป็นจุดกำเนิดของเกาะรียูเนียนเมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน ภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติรียูเนียน และยังได้รับการยกย่องจากองคก์ารยเูนสโกเป็นมรดกโลกอีกด้วย

    (การชมบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ทางไกด์ท้องถิ่นจะแจ้งให้ทราบอีกคร้ังเนื่องจากต้องดูเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก)

  • เหินฟ้ากลับสู่กรุงเทพ โดยสายการบิน AIR AUSTRAL เที่ยวบินที่ UU887

DAY 11 : Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม