Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

ไอซ์แลนด์แกรนด์ รอบเกาะ

ไอซ์แลนด์แกรนด์ รอบเกาะ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกสุดไอคอนิก มุมถ่ายรูปมหาชนที่ให้เราได้หยุดพักสายตาและซึมซับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
  • Dettifoss น้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป ลองไปยืนฟังเสียงน้ำคำรามแล้วจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์ที่เติมเต็มหัวใจ
  • Jokulsarlon และ Diamond Beach ชมก้อนน้ำแข็งใสเปล่งประกายบนหาดทรายดำ ความงามชั่วคราวที่สอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน
  • Reynisfjara หาดทรายดำและแท่งหินบะซอลต์สุดเท่ เดินทอดน่องฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ปล่อยใจให้กลมกลืนไปกับความลึกลับของธรรมชาติ
  • Golden Circle รวบตึงความมหัศจรรย์ของน้ำพุร้อน Geysir และน้ำตก Gullfoss เส้นทางคลาสสิกที่ปลุกความตื่นเต้นในตัวเราได้เสมอ
  • Blue Lagoon แช่น้ำแร่สีฟ้าพาสเทลอุ่นๆ ท่ามกลางอากาศหนาว เป็นการฮีลลิ่งร่างกายและจิตใจปิดท้ายทริปอย่างสมบูรณ์แบบ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน เพื่อเตรียมต่อเครื่องไปยังประเทศไอซ์แลนด์

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður

เดินทางถึงโคเปนเฮเกนและต่อเครื่องสู่เคฟลาวิก จากนั้นออกเดินทางไปชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กดังที่สุดของไอซ์แลนด์ โดดเด่นด้วยรูปทรงสวยแปลกตาและเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður

วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri

เดินทางสู่ Hvitserkur โขดหินกลางทะเลรูปทรงคล้ายสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นจุดเด่นของชายฝั่งทางเหนือและเหมาะกับการถ่ายภาพธรรมชาติ จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมือง Akureyri เมืองสำคัญทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์

วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir

ชม Godafoss หรือ “น้ำตกแห่งพระเจ้า” น้ำตกที่มีรูปทรงโค้งงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต่อด้วย Hverarönd/Hverir พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ไอร้อน และสีสันของแร่ธาตุ จากนั้นชม Dettifoss น้ำตกขนาดใหญ่ทรงพลังที่ขึ้นชื่อเรื่องความยิ่งใหญ่ ก่อนเดินทางเข้าสู่เมือง Egilsstaðir เพื่อพักค้างคืน

วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn

เดินทางไปชม Hengifoss น้ำตกที่มีเอกลักษณ์จากชั้นหินสีแดงสลับดำด้านข้างหน้าผา จากนั้นผ่านเส้นทาง Eastfjords ซึ่งโดดเด่นด้วยวิวฟยอร์ด ชายฝั่ง และหมู่บ้านเล็กสงบสวยงาม แวะถ่ายรูปที่ Vestrahorn ภูเขาทรงคมเข้มริมทะเลที่มีฉากหลังโดดเด่นจนได้ฉายาว่า The Batman Mountain ก่อนเข้าพักที่เมือง Höfn

วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik

ชม Jökulsárlón ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ท่ามกลางวิวสุดอลังการ ต่อด้วย Diamond Beach ชายหาดทรายดำที่มีก้อนน้ำแข็งใสราวเพชรเกยฝั่ง ระหว่างทางผ่านเขตอุทยานแห่งชาติ Skaftafell ซึ่งมีภูมิประเทศธารน้ำแข็งและธรรมชาติอันโดดเด่น รวมถึงทุ่งมอสบนลาวาที่เป็นภาพจำของไอซ์แลนด์ จากนั้นเข้าสู่เมือง Vik ชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดัง และ Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่มีลวดลายธรรมชาติสวยแปลกตา พักที่ Vik

วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik

เริ่มต้นด้วยการชม Skogafoss น้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยสง่าและมักเห็นสายรุ้งในวันที่อากาศดี ต่อด้วย Seljalandsfoss น้ำตกชื่อดังที่สามารถเดินชมด้านหลังม่านน้ำได้ จากนั้นเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle แวะชม Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติ, Gullfoss น้ำตกทองคำขนาดใหญ่ที่ไหลลดหลั่นอย่างสวยงาม และ Thingvellir อุทยานแห่งชาติมรดกโลก จุดสำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ของประเทศ ก่อนพักที่เมืองเรคยาวิก

วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik

ล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก สัมผัสอีกหนึ่งกิจกรรมเด่นของไอซ์แลนด์ จากนั้นเที่ยวชมเมือง โดยแวะ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงที่สุดและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง, Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลที่สื่อถึงการเดินทางและการค้นพบ, และ Harpa อาคารคอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์โดดเด่น ก่อนปิดท้ายด้วยการแช่น้ำแร่ที่ Blue Lagoon บ่อน้ำพุร้อนชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แล้วเข้าพักที่ Keflavik

วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok

เดินทางจากเคฟลาวิกกลับสู่โคเปนเฮเกน และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของไอซ์แลนด์

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งไฟ น้ำแข็ง น้ำตก ธารน้ำแข็ง และภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างนุ่มนวลจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินของ Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาเดินทางราว 11 ชั่วโมง ก่อนจะต่อเครื่องสู่ดินแดนที่ถูกขนานนามว่าเป็น “เกาะแห่งไฟและน้ำแข็ง” อย่างไอซ์แลนด์ วันแรกจึงเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปล่อยใจออกจากชีวิตประจำวัน แล้วเตรียมเปิดรับภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์ที่รออยู่เบื้องหน้า

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður

หลังต่อเครื่องจากโคเปนเฮเกนสู่สนามบินเคฟลาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที เราเริ่มต้นการเดินทางบนถนนสายไอซ์แลนด์อย่างแท้จริง โดยขับรถต่อไปยัง Kirkjufell ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ภูเขาทรงหมวกอันโด่งดังที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนน้ำและทุ่งหญ้าแห่งคาบสมุทรสไนแฟลซเนส

Kirkjufell ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในภูเขาที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในไอซ์แลนด์ เพราะรูปทรงที่สมบูรณ์ราวกับภาพวาด และยังเป็นฉากที่แฟนซีรีส์หลายคนจดจำได้ดี ความงดงามของที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ตัวภูเขา แต่อยู่ที่บรรยากาศรอบด้านที่เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แบบเหนือจริง ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður เมืองเล็กริมฟยอร์ดที่ใช้เวลาเดินทางจากจุดชมวิวเพียงไม่กี่นาที เหมาะกับการพักใจในค่ำคืนแรกอย่างแท้จริง

วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri

เช้าวันนี้ออกเดินทางจาก Grundarfjörður ไปยัง Hvitserkur ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที เส้นทางทอดผ่านทุ่งโล่ง ภูเขาเตี้ย และชายฝั่งที่ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างอย่างงดงาม

Hvitserkur คือโขดหินบะซอลต์ขนาดใหญ่กลางทะเล สูงราว 15 เมตร รูปร่างคล้ายมังกรหรือสัตว์ยักษ์กำลังก้มดื่มน้ำ ตามตำนานเล่าว่าเดิมทีคือโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์จนกลายเป็นหิน จุดนี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายภาพสวย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติและเรื่องเล่าพื้นถิ่นหลอมรวมกันอย่างน่าหลงใหล

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Akureyri ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที เมืองสำคัญทางตอนเหนือของประเทศที่มักถูกเรียกว่า “เมืองหลวงแห่งนอร์ทไอซ์แลนด์” บรรยากาศอบอุ่นกว่าที่คิด มีทั้งท่าเรือ โบสถ์ และบ้านเรือนเรียบง่ายที่ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์น่าพักค้าง

วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir

ออกจาก Akureyri ไปยัง Godafoss ใช้เวลาประมาณ 40–45 นาที น้ำตกแห่งนี้มีชื่อแปลว่า “น้ำตกแห่งพระเจ้า” และมีเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ไอซ์แลนด์ เมื่อครั้งผู้นำท้องถิ่นตัดสินใจรับศาสนาคริสต์และโยนรูปเคารพเทพเจ้านอร์สลงสู่น้ำตกแห่งนี้ จึงทำให้ Godafoss ไม่ได้งดงามเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Hverir ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ควันไอน้ำ และผืนดินสีสนิมสลับเหลืองราวกับอีกดาวเคราะห์ กลิ่นกำมะถันในอากาศและไอร้อนที่ลอยขึ้นจากพื้นดิน ย้ำเตือนว่าไอซ์แลนด์คือดินแดนที่โลกยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ขับต่อไปยัง Dettifoss ราว 1 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป มวลน้ำมหาศาลที่พุ่งกระแทกหน้าผาอย่างดุดัน ทำให้ผู้มาเยือนไม่ได้เพียง “เห็น” แต่รู้สึกได้ถึงพลังของธรรมชาติอย่างแท้จริง

ช่วงบ่ายเดินทางเข้าเมือง Egilsstaðir ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อพักค้างคืน เมืองนี้ถือเป็นศูนย์กลางของฝั่งตะวันออก รายล้อมด้วยภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติที่เงียบสงบ

วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn

จาก Egilsstaðir เดินทางไปยังจุดเริ่มต้นทางเดินสู่ Hengifoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ก่อนเดินเท้าขึ้นไป-กลับราว 1.5–2 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้โดดเด่นด้วยชั้นหินสีแดงสลับดำบนหน้าผา ซึ่งเกิดจากเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกันมานับล้านปี เป็นภาพธรรมชาติที่ทั้งแปลกตาและสง่างาม

จากนั้นเริ่มเดินทางเลียบเส้นทาง Eastfjords ช่วงหนึ่งไปยัง Vestrahorn รวมเวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง รวมแวะพักระหว่างทาง เส้นทางฝั่งตะวันออกนี้คือหนึ่งในช่วงถนนที่สวยที่สุดของไอซ์แลนด์ ฟยอร์ดเว้าโค้ง ชายฝั่งทอดยาว หมู่บ้านประมงเล็ก ๆ และภูเขาที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลอย่างเงียบงาม ทำให้การขับรถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

Vestrahorn คือภูเขาทรงแหลมคมสีเข้มริมทะเลที่โด่งดังมากในหมู่ช่างภาพ ด้วยแนวสันเขาดุดันและเงาสะท้อนบนหาดเปียก จนหลายคนเรียกที่นี่ว่า The Batman Mountain เป็นจุดที่ทำให้รู้สึกว่าไอซ์แลนด์ไม่ใช่เพียงสวย แต่ยังมีบุคลิกเข้มขรึมและน่าค้นหา

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยัง Höfn ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เมืองเล็กริมทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล และเป็นจุดพักยอดนิยมของนักเดินทางสายริงโรด

วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik

ออกจาก Höfn ไปยัง Jökulsárlón ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบธารน้ำแข็งแห่งนี้เป็นเหมือนภาพฝันของไอซ์แลนด์ ก้อนน้ำแข็งสีฟ้าขาวลอยนิ่งอยู่บนผืนน้ำ ท่ามกลางฉากหลังของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ ความงามของที่นี่เปลี่ยนไปทุกชั่วโมงตามแสง ฟ้า และการเคลื่อนตัวของน้ำแข็ง

ฝั่งตรงข้ามคือ Diamond Beach ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก้อนน้ำแข็งที่ถูกคลื่นพัดขึ้นมาเกยหาดทรายดำสะท้อนแสงระยิบระยับราวอัญมณี จึงเป็นจุดที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในภาพจำที่งดงามที่สุดของไอซ์แลนด์

เดินทางต่อไปยัง Skaftafell ใช้เวลาประมาณ 45 นาที พื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull ที่ขึ้นชื่อเรื่องธารน้ำแข็ง ทุ่งมอส และภูมิประเทศที่เกิดจากไฟและน้ำแข็งร่วมกันอย่างน่าทึ่ง แม้เพียงขับรถผ่านก็ยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมือง Vik ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างทางวิวลาวามอสทอดยาวราวพรมสีเขียว

เมื่อถึง Vik แวะชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดังที่มีคลื่นแอตแลนติกซัดเข้าฝั่งอย่างทรงพลัง และเสาหินทะเล Reynisdrangar ที่มีตำนานเล่าว่าเป็นโทรลล์ที่กลายเป็นหินเมื่อโดนแสงอาทิตย์ ส่วน Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่เรียงตัวเป็นลวดลายเรขาคณิตอย่างน่ามหัศจรรย์ คืออีกหนึ่งหลักฐานว่าธรรมชาติของไอซ์แลนด์มีทั้งความดิบและความประณีตในเวลาเดียวกัน

วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik

เช้านี้ออกจาก Vik ไปยัง Skogafoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที น้ำตกขนาดใหญ่ที่ทิ้งตัวตรงลงมาจากหน้าผากว้างอย่างสง่างาม วันที่อากาศดีมักมีสายรุ้งพาดผ่านละอองน้ำ ตามตำนานท้องถิ่นยังเชื่อว่ามีหีบสมบัติซ่อนอยู่หลังน้ำตก ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ที่นี่ดูโรแมนติกและลึกลับ

จากนั้นไปยัง Seljalandsfoss ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จุดเด่นคือสามารถเดินอ้อมไปด้านหลังม่านน้ำได้ ทำให้เห็นมุมมองของน้ำตกที่แตกต่างและมีชีวิตชีวา

เดินทางต่อเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีไปยังเขต Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่งเป็นต้นกำเนิดคำว่า “geyser” ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนพุ่งทั่วโลก แม้ Geysir เดิมจะปะทุไม่สม่ำเสมอแล้ว แต่ Strokkur ที่อยู่ใกล้กันยังพ่นน้ำร้อนขึ้นฟ้าทุกไม่กี่นาที

จากนั้นไปยัง Gullfoss ใช้เวลาราว 10 นาที น้ำตกทองคำที่ไหลลดหลั่นลงสู่แคนยอนอย่างยิ่งใหญ่ สวยทั้งในวันที่แดดออกและวันที่หมอกน้ำปกคลุม

ต่อไปยัง Thingvellir ใช้เวลาประมาณ 50 นาที อุทยานแห่งชาติที่สำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเซียแยกออกจากกัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งรัฐสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10

ช่วงเย็นเดินทางเข้า Reykjavik ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เมืองหลวงเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของศิลปะ การออกแบบ และวิถีชีวิตเรียบง่าย

วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik

เช้าวันนี้เริ่มต้นอย่างสดชื่นกับกิจกรรมล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง นี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติของไอซ์แลนด์ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งปลาวาฬหลังค่อม โลมา หรือแม้แต่นกทะเลที่บินเคียงเรือ ทุกอย่างทำให้ผืนน้ำเย็นของแอตแลนติกดูมีชีวิตขึ้นอย่างน่าประทับใจ

หลังจากนั้นใช้เวลาเที่ยวชมเมืองอย่างสบาย ๆ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงเด่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของลาวาบะซอลต์ คือสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ขณะที่ Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลสื่อถึงความหวัง การเดินทาง และการค้นพบ ส่วน Harpa คอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์ร่วมสมัยก็สะท้อนบุคลิกของเรคยาวิกได้อย่างดี—เล็กแต่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์

ช่วงบ่ายเดินทางไป Blue Lagoon ใช้เวลาประมาณ 50 นาที สปาน้ำแร่ชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แม้จะเป็นสถานที่ยอดนิยมมาก แต่เมื่อได้แช่อยู่ในน้ำสีฟ้าน้ำนมอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศเย็น ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงเป็นเหมือนพิธีปิดท้ายทริปไอซ์แลนด์ที่หลายคนไม่อยากพลาด
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Keflavik ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพื่อพักผ่อนในคืนสุดท้าย

วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok

ได้เวลาบอกลาไอซ์แลนด์ เดินทางจากเคฟลาวิกสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที ก่อนต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง แม้การเดินทางกลับจะยาวนาน แต่ภาพของภูเขา ฟยอร์ด น้ำตก ธารน้ำแข็ง และหาดทรายดำยังคงติดอยู่ในใจอย่างชัดเจน

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนที่ธรรมชาติดูเหมือนยังสร้างโลกไม่เสร็จ ไอซ์แลนด์ไม่ใช่แค่จุดหมายสำหรับการไป “เช็กอิน” แต่เป็นประเทศที่ทำให้เราอยากเดินทางให้ช้าลง มองให้ลึกขึ้น และปล่อยให้ความเงียบของธรรมชาติค่อย ๆ ทำงานกับความรู้สึกภายในอย่างอ่อนโยน
นี่จึงไม่ใช่เพียงทริปท่องเที่ยว แต่เป็นการเดินทางที่ทั้งงดงาม สงบ และน่าจดจำไปอีกนาน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
04 Europe next trend

กรีซ ซาคินทอส นาวาจิโอ ซานโตรินี

กรีซ ซาคินทอส นาวาจิโอ ซานโตรินี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เมทิโอรา (Meteora): ปล่อยใจไปกับความศรัทธา ชมอารามนักบุญบนยอดเขาหินทรายที่สร้างขึ้นราวกับลอยอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆ
  • หาดปอร์โต คัตซิกิ (Porto Katsiki): ทิ้งความเหนื่อยล้า นั่งมองหน้าผาหินปูนสีขาวอลังการที่ตัดกับน้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์ใสราวคริสตัล
  • หาดนาวาจิโอ (Navagio Beach): ล่องเรือค้นหาอ่าวเรือแตกในตำนานที่ซ่อนตัวในหุบเขา สัมผัสน้ำทะเลสีฟ้าจัดจ้านที่สวยจนเหมือนหยุดเวลาไว้
  • หมู่บ้านเอีย (Oia) ซานโตรินี: เดินทอดน่องชมบ้านสีขาวโดมน้ำเงินริมหน้าผา แล้วรอดื่มด่ำกับโมเมนต์พระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก
  • เมืองมิโคนอส (Mykonos Town): ปล่อยให้ตัวเองหลงทางในตรอกสีขาวสไตล์เขาวงกต แล้วไปนั่งรับลมชมวิวที่กังหันลมริมทะเลสุดคลาสสิก
  • อะโครโพลิส (Acropolis) เอเธนส์: ก้าวเดินย้อนรอยอารยธรรมตะวันตกที่วิหารพาร์เธนอน สัมผัสความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อิสตันบูล – เอเธนส์

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล เป็นวันเริ่มต้นของทริปสู่ดินแดนอารยธรรมกรีก

วันที่ 2: เอเธนส์ – Kalabaka – Meteora

เดินทางสู่เมือง Kalabaka เพื่อชม Meteora กลุ่มอารามเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนยอดผาหินสูงโดดเด่น ราวกับลอยอยู่กลางอากาศ จุดเด่นคือทิวทัศน์แปลกตาและความสำคัญทางศาสนาจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
พักที่ Kalabaka

วันที่ 3: Lefkada – Porto Katsiki

เดินทางสู่เกาะ Lefkada แวะชม Lefkada Town เมืองเล็กบรรยากาศน่ารักที่มีบ้านเรือนสีสันสดใส จากนั้นไป Porto Katsiki ชายหาดชื่อดังที่โดดเด่นด้วยหน้าผาหินปูนสีขาวและน้ำทะเลสีฟ้าใส เป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยที่สุดของกรีซ
พักที่ Lefkada

วันที่ 4: Zakynthos – Navagio Beach

เดินทางสู่เกาะ Zakynthos และล่องเรือไปยัง Navagio Beach หรือ Shipwreck Beach จุดไฮไลท์ระดับโลกที่มีซากเรืออับปางตั้งอยู่บนหาดทรายขาว ล้อมด้วยหน้าผาสูงและน้ำทะเลสีฟ้าเข้ม ช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกที่ Cape Skinari จุดชมวิวสวยของเกาะ
พักที่ Zakynthos

วันที่ 5: เอเธนส์ – Plaka District

เดินทางกลับเอเธนส์ ช่วงบ่ายเดินเล่นที่ย่าน Plaka เขตเมืองเก่าใต้เงาอะโครโพลิส มีเสน่ห์ด้วยถนนหิน บรรยากาศคลาสสิก ร้านคาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก เหมาะสำหรับพักผ่อนแบบสบายๆ
พักที่ Athens

วันที่ 6: เอเธนส์ – ซานโตรินี – Oia

เดินทางสู่เกาะซานโตรินี เยือนหมู่บ้าน Oia ที่มีชื่อเสียงจากบ้านสีขาวและโดมสีน้ำเงินเรียงตัวตามหน้าผา จุดเด่นคือวิวทะเลอีเจียนและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
พักที่ Santorini

วันที่ 7: Fira – มิโคนอส

เที่ยวชม Fira เมืองหลักของซานโตรินี เด่นด้วยวิว Caldera แบบพาโนรามา ร้านค้า และงานศิลปะท้องถิ่น จากนั้นนั่งเรือข้ามฟากสู่เกาะมิโคนอส เกาะที่มีบรรยากาศคึกคักและมีเสน่ห์เฉพาะตัว
พักที่ Mykonos

วันที่ 8: Mykonos Town

สำรวจ Mykonos Town หรือ Chora เมืองสีขาวที่มีตรอกซอยคดเคี้ยวเป็นเอกลักษณ์ ชมกังหันลมมิโคนอสซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเกาะ และเดินเล่นย่าน Little Venice ที่มีอาคารสวยริมทะเล
พักที่ Athens

วันที่ 9: เอเธนส์ – Acropolis – Monastiraki

กลับสู่เอเธนส์เพื่อเยี่ยมชม Acropolis โบราณสถานสำคัญของกรีซและที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอน สัญลักษณ์แห่งอารยธรรมกรีก จากนั้นแวะ Monastiraki แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมสำหรับของฝาก ของเก่า และสินค้าท้องถิ่น ก่อนเดินทางสู่สนามบิน

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจและภาพสวยงามจากการเดินทางครั้งนี้

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อิสตันบูล – เอเธนส์ – เริ่มต้นการเดินทางสู่หัวใจแห่งอารยธรรมกรีกโบราณ

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงที่เปรียบเสมือนหัวใจของอารยธรรมกรีก โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 12-15 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับไฟลต์และเวลารอต่อเครื่อง วันแรกจึงเป็นเหมือนบทเปิดของไดอารี่การเดินทางครั้งนี้ ค่อยๆ ปล่อยใจออกจากความคุ้นเคย แล้วก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เรื่องเล่าของเทพเจ้า ปรัชญา และประวัติศาสตร์ยังคงมีลมหายใจอยู่ในทุกมุมเมือง

วันที่ 2: เอเธนส์ – Kalabaka – Meteora – ตื่นตากลุ่มอารามลอยฟ้าบนยอดเสาหินมหึมา

เช้าวันถัดมาออกเดินทางจากเอเธนส์สู่เมือง Kalabaka ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงโดยรถไฟหรือรถยนต์ เส้นทางค่อยๆ พาออกจากเมืองใหญ่เข้าสู่ทิวทัศน์ชนบทของกรีซ ก่อนจะไปถึง Meteora สถานที่ที่แทบไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง กลุ่มอารามโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหินสูงชันราวกับลอยอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน

ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และมีประวัติย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เมื่อพระสงฆ์เลือกสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งนี้เป็นที่ปลีกวิเวกเพื่อแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ความน่าทึ่งของ Meteora ไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรม แต่รวมถึงความรู้สึกเมื่อยืนมองผาหินมหึมาท่ามกลางแสงเย็นที่ค่อยๆ เปลี่ยนสี ทุกอย่างดูเงียบ งาม และขรึมอย่างน่าประทับใจ

พักที่ Kalabaka

วันที่ 3: Kalabaka – Lefkada – Porto Katsiki – ล่องใต้สู่เกาะฝั่งตะวันตกและชายหาดผาหินปูนระดับโลก

ออกเดินทางต่อสู่เกาะ Lefkada ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงโดยรถยนต์ Lefkada เป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะของกรีซที่สามารถขับรถเข้าไปได้โดยไม่ต้องนั่งเรือ ทำให้จังหวะของการเดินทางยังคงต่อเนื่องและสบายแบบ slow travel ระหว่างทางอาจแวะพักและค่อยๆ ซึมซับวิวชนบทและชายฝั่งไปเรื่อยๆ

เมื่อถึง Lefkada Town เมืองเล็กๆ ที่เปี่ยมเสน่ห์ด้วยบ้านสีสดและบรรยากาศเรียบง่าย จะสัมผัสได้ถึงความละมุนของชีวิตบนเกาะ ก่อนเดินทางต่อไปยัง Porto Katsiki ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง ชายหาดแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่งดงามที่สุดของกรีซ ด้วยหน้าผาหินปูนสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าเข้มและฟ้าใสราวภาพวาด ชื่อ Porto Katsiki มีความหมายเกี่ยวโยงกับ “ท่าแพะ” ตามตำนานท้องถิ่นที่เล่าว่าในอดีตมีเพียงแพะเท่านั้นที่ลงไปถึงชายหาดแห่งนี้ได้

พักที่ Lefkada

วันที่ 4: Lefkada – Zakynthos – Navagio Beach – เดินทางสู่ชายหาดเรืออับปางในตำนานและชมแสงเย็นแห่งทะเลไอโอเนียน

ออกเดินทางสู่เกาะ Zakynthos ใช้เวลารวมประมาณ 5-7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางรถและเรือข้ามฟาก แม้จะเป็นวันที่มีการเดินทางค่อนข้างยาว แต่ปลายทางนั้นคุ้มค่าอย่างมาก เพราะ Zakynthos คือเกาะที่มีเสน่ห์ทั้งจากธรรมชาติและสีของทะเลที่สดลึกจนแทบละสายตาไม่ได้

ไฮไลต์สำคัญคือ Navagio Beach หรือ Shipwreck Beach ชายหาดระดับตำนานที่ซ่อนตัวอยู่ในอ่าวล้อมหน้าผาสูง และมีซากเรืออับปางตั้งอยู่บนผืนทรายขาวกลางหาด เรื่องเล่าที่ทำให้ที่นี่ยิ่งน่าจดจำคือซากเรือลำนี้เชื่อกันว่าเป็นเรือขนของเถื่อนที่เกยตื้นจากพายุในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนจะกลายเป็นภาพจำของเกาะไปโดยปริยาย ช่วงเย็นไปต่อที่ Cape Skinari ใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมงจากโซนท่าเรือหรือเมืองหลัก เพื่อชมพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับลงเหนือทะเลไอโอเนียน เป็นฉากจบของวันที่ทั้งสดใสและนุ่มนวล

พักที่ Zakynthos

วันที่ 5: Zakynthos – เอเธนส์ – Plaka District – ย้อนคืนสู่เมืองหลวงเพื่อเดินทอดน่องในย่านแห่งวิญญาณเอเธนส์

เดินทางกลับสู่เอเธนส์ โดยหากใช้เที่ยวบินภายในประเทศจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เมื่อรวมเวลาเดินทางไปสนามบินและขั้นตอนต่างๆ ควรเผื่อไว้ราว 3-4 ชั่วโมง เมื่อกลับถึงเมืองหลวงในช่วงบ่าย จังหวะของทริปจะค่อยๆ ผ่อนลงอีกครั้งที่ย่าน Plaka เขตเมืองเก่าใต้เงาของอะโครโพลิส

Plaka เป็นย่านที่เหมาะกับการเดินอย่างไม่รีบร้อน ถนนหินเล็กๆ ร้านกาแฟริมทาง บ้านเรือนสไตล์นีโอคลาสสิก และร้านขายของที่ระลึกทำให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนฉากในภาพยนตร์เก่าๆ หลายคนเรียก Plaka ว่าเป็น “ย่านแห่งวิญญาณเอเธนส์” เพราะแม้อยู่ใจกลางเมือง แต่กลับมีความอบอุ่น อ่อนโยน และชวนให้หลงอยู่กับเวลาช้าๆ

พักที่ Athens

วันที่ 6: เอเธนส์ – ซานโตรินี – Oia – สู่เกาะสวรรค์แห่งทะเลอีเจียนและชมพระอาทิตย์ตกดินที่หมู่บ้านหลังคาโดมฟ้า

ออกเดินทางสู่เกาะซานโตรินี ใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมงโดยเครื่องบิน หรือ 5-8 ชั่วโมงหากเลือกเรือเฟอร์รี่ เมื่อมาถึงเกาะที่หลายคนใฝ่ฝันจะมาเยือนสักครั้ง ภาพบ้านสีขาวสะอาดตาและโดมสีน้ำเงินที่เรียงรายอยู่บนหน้าผาก็ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทะเลอีเจียน

หมู่บ้าน Oia คือจุดหมายสำคัญของวันนี้ หมู่บ้านเล็กบนปลายเกาะที่มีชื่อเสียงเรื่องวิวพระอาทิตย์ตกอันงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เบื้องหลังความงามนั้นคือประวัติของเกาะภูเขาไฟ ซานโตรินีเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ในอดีตจนเกิดแอ่ง Caldera ขนาดมหึมา ทำให้ภูมิประเทศของที่นี่ไม่เหมือนที่ใดในโลก ยิ่งเมื่อแสงเย็นตกกระทบกำแพงสีขาวและผืนน้ำเบื้องล่าง ทุกอย่างยิ่งดูอ่อนหวานราวความฝัน

พักที่ Santorini

วันที่ 7: Fira – มิโคนอส – ชมวิวแอ่งภูเขาไฟ Caldera กว้างไกลและล่องเรือสู่เกาะแห่งสีสันริมหาด

เช้าวันนี้ใช้เวลาเที่ยวชม Fira เมืองหลักของซานโตรินี ซึ่งอยู่ห่างจาก Oia ประมาณ 20-30 นาที เมืองนี้มีเสน่ห์ต่างออกไป ด้วยวิว Caldera แบบเปิดกว้าง ร้านค้าเล็กๆ แกลเลอรี และมุมพักสายตาที่มองเห็นทะเลได้แทบทุกระยะก้าว Fira ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา แต่ยังคงละเมียดละไมตามแบบฉบับเกาะกรีก

จากนั้นเดินทางต่อด้วยเรือเฟอร์รี่สู่เกาะมิโคนอส ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง มิโคนอสมีชื่อเสียงในฐานะเกาะที่มีสีสันและบรรยากาศคึกคัก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความงามของหมู่บ้านสีขาวและวิถีชีวิตริมทะเลที่ชวนให้เดินเล่นไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องมีแผนมากนัก

พักที่ Mykonos

วันที่ 8: Mykonos Town – หลงทางอย่างเพลิดเพลินในเขาวงกตสีขาวและชมกังหันลมโบราณ

วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการปล่อยเวลาให้ไหลช้าๆ ใน Mykonos Town หรือ Chora เมืองสีขาวที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยคดเคี้ยวราวเขาวงกต ซึ่งในอดีตออกแบบไว้เพื่อป้องกันโจรสลัดจากทะเลอีเจียน เดินไปเรื่อยๆ จะพบระเบียงดอกไม้ หน้าต่างสีฟ้า ร้านเล็กน่ารัก และมุมถ่ายรูปที่สวยเหมือนถูกจัดวางไว้แล้วอย่างตั้งใจ

อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญคือกังหันลมมิโคนอส ที่เคยมีบทบาทในการโม่แป้งในยุครุ่งเรืองทางการค้า และย่าน Little Venice ที่อาคารปลูกชิดริมทะเลจนคลื่นแทบแตะระเบียง เป็นมุมที่โรแมนติกและมีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะ ช่วงเย็นสามารถเดินทางกลับเอเธนส์โดยเครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที

พักที่ Athens

วันที่ 9: เอเธนส์ – Acropolis – Monastiraki – ตื่นตาอารยธรรมโบราณ ณ วิหารพาร์เธนอน และแวะช้อปปิ้งทิ้งทวน

วันสุดท้ายในกรีซ เริ่มต้นที่ Acropolis ใช้เวลาเดินทางจากใจกลางเอเธนส์ไม่นาน ที่นี่ไม่ใช่เพียงโบราณสถานสำคัญ แต่คือสัญลักษณ์ของอารยธรรมตะวันตก และเป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอนอันสง่างามซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพีอาธีนา เทพีผู้ปกปักรักษาเมืองเอเธนส์

การได้มายืนอยู่บนเนินหินแห่งนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องในตำรา แต่กลายเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้จริง ทั้งความยิ่งใหญ่ของอดีต ความงดงามของสัดส่วนสถาปัตยกรรม และคำถามเงียบๆ ว่ามนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

จากนั้นไปต่อที่ Monastiraki ย่านช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจาก Acropolis ที่นี่เหมาะสำหรับเลือกซื้อของฝาก งานฝีมือ ของเก่า และสินค้าท้องถิ่น เป็นช่วงเวลาสบายๆ ก่อนปิดท้ายการเดินทางและมุ่งหน้าสู่สนามบิน โดยควรเผื่อเวลาเดินทางจากตัวเมืองสู่สนามบินประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง

วันที่ 10: กรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมไดอารี่ความทรงจำแสนอบอุ่น

เดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมภาพของหน้าผาสูงเหนือทะเล โดมสีฟ้ากลางแดดขาว เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า และความทรงจำของกรีซในจังหวะที่ไม่เร่งรีบ ทริปนี้จึงไม่ใช่แค่การไปเยือนหลายเมืองสวย แต่เป็นการค่อยๆ ซึมซับดินแดนที่เต็มไปด้วยตำนาน ประวัติศาสตร์ และความงามที่ชวนให้คิดถึงได้อีกนาน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

ออสเตรีย-เช็ค ฮอลสตัด คลุมลอฟ ปราก

ออสเตรีย-เช็ค ฮอลสตัทท์ คลุมลอฟ ปราก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ซาลซ์บูร์ก: ปล่อยใจเดินเล่นในสวนมิราเบล แล้วขึ้นป้อมโบราณชมวิวเมืองมรดกโลกจากมุมสูงแบบเต็มตา
  • ฮัลล์สตัทท์: สัมผัสความโรแมนติกของหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก พร้อมนั่งรถรางสำรวจเหมืองเกลือโบราณ
  • เชสกี้ ครุมลอฟ: หลงรักเมืองเทพนิยายหลังคาสีแดงที่โอบล้อมด้วยโค้งแม่น้ำวัลตาวา เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือนิทาน
  • กรุงปราก: ทอดน่องข้ามสะพานชาร์ลส์ระดับโลก แล้วไปชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทปรากและนาฬิกาดาราศาสตร์สุดคลาสสิก
  • เวียนนา: ซึมซับความอลังการของพระราชวังเชินบรุนน์ ก่อนแวะไปนั่งชิลชมวิวแม่น้ำดานูปจากมุมสูงที่เขตไร่องุ่น
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อเริ่มต้นทริปยุโรปกลางสุดคลาสสิก

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

เดินทางสู่เมืองซาลซ์บวร์ก เมืองมรดกโลกที่มีเสน่ห์ด้วยบรรยากาศเมืองเก่าและวิวเทือกเขาแอลป์ ขึ้นชมวิวจากป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่มองเห็นเมืองได้อย่างสวยงาม แวะสวนมิราเบล สวนบาโรกชื่อดังที่งดงามเป็นระเบียบ เดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach ชมวิวเมือง และเที่ยวถนน Getreidegasse ถนนสายเอกลักษณ์ของซาลซ์บวร์กที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าและร้านค้าสวยงาม พักที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ทะเลสาบงดงามที่โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติอันเงียบสงบ จากนั้นไปยัง Hallstatt หมู่บ้านริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยภาพบ้านเรือนสวยงามสะท้อนกับผืนน้ำและวิวภูเขา ขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองเห็นมุมพาโนรามาของหมู่บ้าน และเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พักที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

เดินทางสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ เมืองเทพนิยายมรดกโลกที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโบราณ หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวาที่โค้งล้อมรอบตัวเมืองอย่างสวยงาม เดินชมเมืองเก่าที่อบอวลด้วยบรรยากาศยุโรปยุคกลาง พักที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้าขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟ ชมวิว 360 องศาของตัวเมือง หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวา ช่วงบ่ายเดินทางเข้าสู่กรุงปราก เมืองหลวงที่มีเสน่ห์และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ พักที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

เที่ยวชมไฮไลต์สำคัญของกรุงปราก เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินประวัติศาสตร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของยุโรป ชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันเก่าแก่ที่โด่งดัง เดินเล่นย่าน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ จากนั้นขึ้น Petrin Tower เพื่อชมวิวกรุงปรากจากมุมสูง และแวะจุดชมวิว 3 สะพาน ที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาในมุมที่สวยโรแมนติก พักที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

เดินทางกลับสู่กรุงเวียนนา ชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสวนอันงดงาม จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดัง ชมบรรยากาศชานเมืองเวียนนาและวิวแม่น้ำดานูบจากมุมสูง พักที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เที่ยวชมย่านเมืองเก่าเวียนนา เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่สะท้อนความรุ่งเรืองของจักรวรรดิ เดินผ่านอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ และชมความสง่างามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรชื่อดังระดับโลก จากนั้นมีเวลาเดินเล่น ช้อปปิ้ง และชมบรรยากาศเมือง ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในคืนที่หัวใจค่อย ๆ ปล่อยตัวจากความคุ้นเคย แล้วเปิดรับเรื่องราวบทใหม่สู่ยุโรปกลาง ดินแดนที่เต็มไปด้วยเมืองเก่า เสียงดนตรีคลาสสิก ภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านราวภาพฝัน ปลายทางแรกคือกรุงเวียนนา เมืองหลวงแห่งออสเตรีย เมืองที่ชื่อของมันผูกพันกับศิลปะ วัฒนธรรม และราชวงศ์ฮับส์บวร์กมายาวนาน การเดินทางโดยเที่ยวบินระหว่างประเทศใช้เวลาประมาณ 10–12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาต่อเครื่อง คืนนี้จึงเป็นคืนของการพักผ่อน ปล่อยใจค่อย ๆ ไหลไปกับความคาดหวังของวันพรุ่งนี้

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

หลังตื่นรับอากาศยุโรป เดินทางต่อสู่เมืองซาลซ์บวร์ก ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้มีความหมายมากกว่าความสวยงาม เพราะนี่คือบ้านเกิดของโมสาร์ท และเป็นเมืองที่เติบโตมาจาก “เกลือ” ทรัพยากรล้ำค่าที่เคยถูกเรียกว่า “ทองคำสีขาว” จนทำให้เมืองมั่งคั่งและรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต

ซาลซ์บวร์กเป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไป เมืองเก่าของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพราะยังคงรักษาเสน่ห์ของอาคารบาโรก โบสถ์เก่า และตรอกซอกซอยที่งดงามไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เราจะขึ้นไปยังป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองมานานนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จากด้านบนจะมองเห็นหลังคาเมืองเก่า แม่น้ำ Salzach และแนวเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ไกล ๆ เป็นภาพที่ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมเมืองนี้จึงถูกหลงรักจากคนทั่วโลก

จากนั้นแวะสวนมิราเบล สวนบาโรกที่งดงามราวฉากภาพยนตร์ ทุกมุมถูกจัดวางอย่างประณีตจนเหมือนธรรมชาติและศิลปะกำลังพูดคุยกันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach และต่อด้วยถนน Getreidegasse ถนนสายคลาสสิกที่เต็มไปด้วยอาคารโบราณ ป้ายเหล็กดัด และร้านค้าที่ชวนให้แวะมองอย่างไม่รีบร้อน ซาลซ์บวร์กไม่ใช่เมืองที่ต้องเร่งเก็บสถานที่ แต่เป็นเมืองที่ควรใช้เวลา “ซึมซับ” มากกว่า “เช็กอิน” พักค้างคืนที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เช้าวันนี้ออกเดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ใช้เวลาจากซาลซ์บวร์กประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้เงียบสงบ งดงาม และมีเสน่ห์แบบไม่เรียกร้องความสนใจเกินไป ภาพผืนน้ำสีฟ้าใสกับแนวภูเขาที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดแวะที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันอย่างละเมียดละไม นอกจากนี้ Mondsee ยังเป็นที่รู้จักจากโบสถ์ St. Michael ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ The Sound of Music ยิ่งเพิ่มกลิ่นอายโรแมนติกให้เมืองเล็กแห่งนี้

จากนั้นเดินทางต่อสู่ Hallstatt ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง หมู่บ้านริมทะเลสาบที่งดงามจนแทบเหมือนภาพวาด Hallstatt ไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะความสวย แต่ยังมีประวัติยาวนานมากกว่า 7,000 ปี และเป็นหนึ่งในชุมชนเก่าแก่ที่สุดของยุโรป วัฒนธรรมยุคเหล็กในพื้นที่นี้ยังถูกเรียกตามชื่อของหมู่บ้านว่า “Hallstatt Culture” ซึ่งสะท้อนความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

เมื่อมาถึง เราจะขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองภาพพาโนรามาของหมู่บ้าน บ้านไม้เล็ก ๆ ริมน้ำ โบสถ์ทรงแหลม และเทือกเขาที่รายล้อมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นวิวที่สวยจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง จากนั้นเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt หนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือร่องรอยของอารยธรรมที่สร้างความมั่งคั่งให้ภูมิภาคนี้มาหลายพันปี ทำไมต้องไป Hallstatt? เพราะที่นี่คือบทพิสูดน์ว่า บางสถานที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังมี “จิตวิญญาณ” ของประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ในทุกมุม พักค้างคืนที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

ออกเดินทางจากหมู่บ้านริมทะเลสาบอันเงียบงาม มุ่งหน้าสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ ในสาธารณรัฐเช็ก ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เมืองนี้คือหนึ่งในเมืองเล็กที่สวยที่สุดในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยผังเมืองยุคกลางที่ยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

เชสกี้ ครุมลอฟมีเสน่ห์ราวเมืองในเทพนิยาย ตัวเมืองถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำวัลตาวาที่คดโค้งเป็นรูปเกือกม้า ทำให้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เห็นภาพเมืองเก่าหลังคาสีแดงทอดตัวอย่างงดงาม เมืองนี้เติบโตขึ้นในยุคกลางจากการเป็นศูนย์กลางการค้า และต่อมาถูกอุปถัมภ์โดยตระกูลขุนนางผู้ทรงอิทธิพล จึงเต็มไปด้วยอาคารเก่า ปราสาท และบรรยากาศที่ชวนให้เดินเล่นแบบไม่ต้องมีจุดหมาย

การเดินชมเมืองเก่าที่นี่เป็นเหมือนการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ผ่านถนนหิน อาคารสีพาสเทล และหน้าต่างบานเล็ก ๆ ทุกอย่างดูเนิบช้า อบอุ่น และจริงใจ เชสกี้ ครุมลอฟจึงเป็นเมืองที่ไม่ได้โดดเด่นด้วยความยิ่งใหญ่ แต่ชนะใจด้วยความละมุนและสมบูรณ์ของบรรยากาศ พักค้างคืนที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้า ขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟเพื่อชมวิว 360 องศาเหนือหลังคาสีแดงและลำน้ำวัลตาวาเบื้องล่าง ภาพจากมุมสูงทำให้เห็นชัดว่าเหตุใดเมืองนี้จึงถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของยุโรปกลาง ความงดงามของเชสกี้ ครุมลอฟไม่ใช่ความหรูหรา หากเป็นความกลมกลืนของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และกาลเวลาที่เดินไปอย่างช้า ๆ

จากนั้นออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่ได้รับฉายาว่า “นครแห่งร้อยยอดปราสาท” ปรากเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา แต่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์เข้มข้น เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และผ่านเรื่องราวทางการเมือง ศาสนา และศิลปะมาหลายยุคหลายสมัย จนเกิดเป็นเสน่ห์ที่ซับซ้อนและน่าค้นหา พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

วันนี้เป็นวันของการทำความรู้จักปรากอย่างลึกซึ้ง เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินอันเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 4 สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางข้ามแม่น้ำ แต่คือสัญลักษณ์ของเมือง และเป็นฉากที่บอกเล่าความรุ่งเรืองในอดีตได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะในยามเช้า เมื่อผู้คนยังไม่พลุกพล่าน เราจะได้เห็นปรากในมุมที่นุ่มนวลและมีเสน่ห์ที่สุด

จากนั้นชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์โบฮีเมีย จักรพรรดิ และประธานาธิบดีเช็กในเวลาต่อมา ภายในพื้นที่เดียวกันอัดแน่นด้วยเรื่องราวทางการเมือง ศิลปะ และศาสนาอย่างมหาศาล แล้วจึงไปชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันโด่งดังในย่านเมืองเก่า นาฬิกานี้ติดตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1410 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังทำงานได้ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและความเชื่อของผู้คนในยุคกลางได้อย่างน่าทึ่ง

ช่วงบ่ายเดินเล่นใน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ คาเฟ่เล็ก ๆ และตรอกหินที่ชวนให้หลงทางอย่างเต็มใจ ก่อนขึ้น Petrin Tower หอคอยชมวิวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหอไอเฟล แม้จะไม่สูงเท่า แต่ให้มุมมองของเมืองที่สวยและอบอุ่นมากกว่าในแบบของปรากเอง ปิดท้ายด้วยจุดชมวิว 3 สะพาน มุมสวยที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาและสะพานทอดเรียงอย่างโรแมนติก เป็นภาพจำของปรากที่ทั้งอ่อนโยนและคลาสสิกในคราวเดียว พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

อำลาปรากในจังหวะที่กำลังผูกพัน แล้วเดินทางกลับสู่เวียนนา ใช้เวลาประมาณ 4–4.5 ชั่วโมง เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงแห่งเสียงเพลงและจักรวรรดิ เราจะไปชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออสเตรียได้ชัดเจนที่สุด ที่นี่เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา และเป็นสถานที่ที่เล่าถึงรสนิยม ศิลปะ และอำนาจของราชวงศ์ผ่านสถาปัตยกรรมและสวนอันโอ่อ่า

จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดังชานกรุงเวียนนา พื้นที่นี้ให้บรรยากาศต่างจากความหรูหราในตัวเมืองอย่างชัดเจน เป็นเวียนนาในมุมที่ผ่อนคลาย อบอุ่น และมีชีวิตแบบท้องถิ่น จากจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นแม่น้ำดานูบและแนวเมืองจากระยะไกล เป็นอีกหนึ่งคำตอบของคำถามว่า ทำไมเวียนนาจึงเป็นเมืองที่คนจำนวนมากอยากกลับมาอีกครั้ง เพราะนอกจากความคลาสสิกแล้ว เมืองนี้ยังมีมุมสงบที่ทำให้รู้สึกอยู่สบายอย่างน่าประหลาด พักค้างคืนที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เช้าวันสุดท้าย ใช้เวลาเดินชมย่านเมืองเก่าของเวียนนาอย่างไม่รีบร้อน เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ศูนย์กลางอำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของยุโรปทั้งทวีป ตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบสะท้อนความสง่างามของเมืองที่เคยเป็นหัวใจของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่

ระหว่างทางจะได้เห็นอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ ราวกับย้ำเตือนถึงอุดมคติเรื่องรัฐและประชาธิปไตยในโลกตะวันตก และไม่พลาดชมความงดงามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรระดับโลกที่ทำให้เวียนนาได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งดนตรีอย่างแท้จริง เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่เต็มไปด้วยรากวัฒนธรรมที่ลึกและทรงพลัง

ก่อนเดินทางสู่สนามบิน ยังมีเวลาสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกมุมนั่งนิ่ง ๆ กับกาแฟดีสักแก้วในคาเฟ่แบบเวียนนา เพราะบางครั้งช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเดินทาง อาจเป็นเพียงการได้นั่งมองเมืองตรงหน้า แล้วเก็บมันไว้ในความทรงจำอย่างเงียบ ๆ จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 30–40 นาที เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก ทริปนี้ไม่ได้พาเราไปเพียงเมืองสวย ๆ แต่พาไปสัมผัสจังหวะชีวิตที่ช้าลง มองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างงดงาม เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยว” แต่เหมือนได้ค่อย ๆ อ่านยุโรปกลางทีละหน้าอย่างละเมียดละไม และน่าจดจำในระยะยาว

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

ไอซ์แลนด์ Winter ไฮไลท์​

ไอซ์แลนด์ Winter ไฮไลท์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • น้ำตกกูลล์ฟอสส์และเกย์เซอร์: ปล่อยใจรับพลังธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ และลุ้นระทึกไปกับน้ำพุร้อนที่พุ่งทะยานสู่ฟ้า
  • หาดทรายดำ Reynisfjara: เดินทอดน่องฟังเสียงคลื่นกระทบแท่งหินบะซอลต์ สัมผัสความลึกลับและงดงามที่ธรรมชาติปั้นแต่ง
  • ทะเลสาบ Jokulsarlon และ Diamond Beach: นั่งมองธารน้ำแข็งยักษ์ลอยล่อง และชมก้อนน้ำแข็งส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรบนหาดทราย
  • ถ้ำน้ำแข็งคริสตัล: ก้าวสู่โลกสีฟ้าครามใต้ธารน้ำแข็ง สัมผัสความมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวอยู่ตามธรรมชาติแบบเอ็กซ์คลูซีฟ
  • บลูลากูน: ทิ้งความเหนื่อยล้าตลอดทริป แล้วลงแช่น้ำแร่สีฟ้าละมุนให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1 – กรุงเทพฯ > โคเปน
เดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่กรุงโคเปน

วันที่ 2 – เคฟลาวิก > ธิงเควลลิร์ > กูลล์ฟอสส์
เดินทางถึงไอซ์แลนด์ ชมอุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ และพักค้างคืนบริเวณกูลล์ฟอสส์

วันที่ 3 – กูลล์ฟอสส์ > เกย์เซอร์ > Kerid Crater > เซลฟอสส์
เที่ยวชมน้ำตกกูลล์ฟอสส์ น้ำพุร้อนเกย์เซอร์ และแวะปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ก่อนเข้าพักที่เซลฟอสส์

วันที่ 4 – เซลฟอสส์ > Seljalandsfoss > Skógafoss > Dyrhólaey > Reynisfjara > Vík
ชมสองน้ำตกชื่อดัง เที่ยวแหลม Dyrhólaey หาดทรายดำ Reynisfjara และโขดหิน Reynisdrangar ก่อนพักที่ Vík

วันที่ 5 – Vík > Lava Field > Jökulsárlón > Diamond Beach
ผ่านทุ่งหญ้ามอสบนลาวาฟิลด์ ชมทะเลสาบธารน้ำแข็ง Jökulsárlón และ Diamond Beach แล้วพักค้างคืนบริเวณ Jökulsárlón

วันที่ 6 – Jökulsárlón > Ice Cave > Vík
เข้าชมถ้ำคริสตัลหรือถ้ำน้ำแข็งตามสภาพอากาศ และเดินทางกลับมาพักที่ Vík

วันที่ 7 – Vík > เรคยาวิก > Blue Lagoon > เคฟลาวิก
เดินทางกลับเรคยาวิก ชม Hallgrímskirkja, Sun Voyager และ Harpa ก่อนแช่น้ำแร่ Blue Lagoon และพักที่เคฟลาวิก

วันที่ 8 – เคฟลาวิก > โคเปนเฮเกน > กรุงเทพฯ
ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่โคเปนเฮเกน

วันที่ 9 – กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่กรุงโคเปนเฮเกน เพื่อเตรียมต่อเที่ยวบินไปไอซ์แลนด์ เป็นวันเดินทางระยะไกล เหมาะสำหรับพักผ่อนบนเครื่องและจัดเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับทริปธรรมชาติในวันถัดไป 

วันที่ 2: ปารีส – เคฟลาวิก – อุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ – กูลล์ฟอสส์

เดินทางถึงสนามบินเคฟลาวิก แล้วออกเดินทางสู่เส้นทาง Golden Circle ระยะทางรวมคร่าวๆ ประมาณ 170–200 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถรวมประมาณ 3–4 ชั่วโมง

แวะชม อุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ (Þingvellir National Park) สถานที่สำคัญทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเซียค่อยๆ แยกออกจากกัน และยังเป็นที่ตั้งรัฐสภาโบราณของไอซ์แลนด์ซึ่งถือว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากนั้นเดินทางต่อไปยังกูลล์ฟอสส์ หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ น้ำไหลตกลงเป็น 2 ชั้นอย่างทรงพลังในหุบเขาลึก จนได้รับฉายาว่า “น้ำตกทองคำ”

ที่พัก: กูลล์ฟอสส์

วันที่ 3: กูลล์ฟอสส์ – เกย์เซอร์ – Kerid Crater – เซลฟอสส์

เดินทางเที่ยวต่อในเขต Golden Circle ระยะทางรวมประมาณ 120–150 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถรวมประมาณ 2–3 ชั่วโมง

เริ่มจากชมน้ำตกกูลล์ฟอสส์ในช่วงเช้า ซึ่งแสงและสภาพอากาศยามเช้ามักให้บรรยากาศต่างจากวันก่อน

ต่อด้วยเขตน้ำพุร้อนเกย์เซอร์ (Geysir Geothermal Area) พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เป็นต้นกำเนิดคำว่า “geyser” ในภาษาอังกฤษ ปัจจุบันแม้เกย์เซอร์ดั้งเดิมจะปะทุไม่บ่อย แต่ Strokkur ที่อยู่ใกล้กันยังพ่นน้ำร้อนสูงขึ้นฟ้าเป็นระยะ สร้างภาพจำอันโดดเด่นของไอซ์แลนด์

แวะปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ซึ่งมีลักษณะเด่นเป็นแอ่งภูเขาไฟสีแดงล้อมทะเลสาบสีฟ้า เชื่อกันว่าเกิดจากการยุบตัวหลังการปะทุในอดีต ทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยแปลกตา

จากนั้นเดินทางเข้าสู่เมืองเซลฟอสส์

ที่พัก: เซลฟอสส์

วันที่ 4: เซลฟอสส์ – เซลยาลันส์ฟอสส์ – สโกก้าฟอสส์ – Dyrhólaey – Reynisfjara – Reynisdrangar – Vík

วันนี้เป็นการเดินทางเลียบชายฝั่งทางใต้ ระยะทางประมาณ 160–180 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 2.5–3.5 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาแวะเที่ยว

แวะชมน้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ น้ำตกชื่อดังที่สามารถเดินอ้อมไปด้านหลังม่านน้ำได้ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เห็นพลังธรรมชาติในมุมไม่เหมือนที่อื่น

ต่อไปยังสโกก้าฟอสส์ น้ำตกขนาดใหญ่ที่ตกลงจากหน้าผาเกือบเป็นเส้นตรง ตำนานท้องถิ่นเล่าว่ามีหีบสมบัติของชาวไวกิ้งซ่อนอยู่หลังน้ำตกแห่งนี้

จากนั้นเที่ยวแหลม Dyrhólaey จุดชมวิวชายฝั่งและซุ้มหินธรรมชาติกลางทะเล ซึ่งเป็นแหล่งดูนกทะเลในบางฤดู

ต่อด้วยหาดทรายดำ Reynisfjara ชายหาดที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟเย็นตัวจนกลายเป็นทรายสีดำ โดดเด่นด้วยแท่งหินบะซอลต์เรียงตัวสวยงาม

ส่วนโขดหิน Reynisdrangar ที่ตั้งตระหง่านกลางทะเล มีตำนานเล่าว่าเป็นโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์จนกลายเป็นหิน

ที่พัก: Vík

วันที่ 5: Vík – Lava Field – Jökulsárlón – Diamond Beach – Jökulsárlón

ออกเดินทางต่อสู่ฝั่งตะวันออกของชายฝั่งใต้ ระยะทางประมาณ 190–220 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง

ระหว่างทางชมทุ่งหญ้ามอส Lava Field ภูมิประเทศลาวาเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยมอสสีเขียวหนานุ่ม เกิดจากการปะทุครั้งใหญ่ in อดีตและค่อยๆ ฟื้นคืนโดยธรรมชาติอย่างช้าๆ

จากนั้นถึงทะเลสาบธารน้ำแข็ง Jökulsárlón หนึ่งในจุดไฮไลต์ของไอซ์แลนด์ ที่นี่ก้อนน้ำแข็งขนาดต่างๆ แตกตัวจากธารน้ำแข็งแล้วลอยอยู่ในทะเลสาบ ก่อนค่อยๆ ไหลออกสู่ทะเล เป็นภาพที่สวยและเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ใกล้กันคือ Diamond Beach ชายหาดที่ก้อนน้ำแข็งใสถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนทรายสีดำ จนดูเหมือนเพชรกระจายอยู่ริมทะเล

ที่พัก: Jökulsárlón

วันที่ 6: Jökulsárlón – ถ้ำคริสตัล – Vík

วันนี้เข้าชมถ้ำคริสตัล (Ice Cave) โดยการเข้าชมขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความปลอดภัย ใช้เวลาเที่ยวรวมคร่าวๆ ครึ่งวันถึง 1 วัน จากนั้นเดินทางกลับ Vík ระยะทางประมาณ 190–220 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง

ถ้ำคริสตัลเป็นโพรงน้ำแข็งธรรมชาติภายในธารน้ำแข็ง ผนังน้ำแข็งสีฟ้าใสเกิดจากการอัดตัวของหิมะเป็นเวลายาวนาน จึงเป็นสถานที่ที่หลายคนอยากมาชมความงามที่เกิดขึ้นชั่วคราวและเปลี่ยนรูปไปทุกฤดูกาล

หลังจบทัวร์เดินทางย้อนกลับไปพักที่เมือง Vík

ที่พัก: Vík

วันที่ 7: Vík – เรคยาวิก – Blue Lagoon – เคฟลาวิก

เป็นวันเดินทางค่อนข้างไกล ระยะทางรวมประมาณ 230–280 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง

เดินทางกลับสู่กรุงเรคยาวิก เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ แล้วเที่ยวชมโบสถ์ Hallgrímskirkja โบสถ์ทรงสูงที่ออกแบบให้คล้ายแท่งลาวาบะซอลต์ สะท้อนเอกลักษณ์ธรรมชาติของประเทศ

แวะชม Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลที่มีลักษณะคล้ายเรือไวกิ้ง สื่อถึงการเดินทาง ความหวัง และการค้นพบดินแดนใหม่

ต่อด้วยอาคาร Harpa อาคารคอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์โดดเด่น ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงผลึกและภูมิประเทศของไอซ์แลนด์

จากนั้นไปผ่อนคลายที่ Blue Lagoon บ่อน้ำแร่ร้อนชื่อดัง น้ำสีฟ้าน้ำนมแห่งนี้เกิดจากแร่ธาตุซิลิกาและพลังงานความร้อนใต้พิภพ จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ

ที่พัก: เคฟลาวิก

วันที่ 8: เคฟลาวิก – โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ออกเดินทางจากเคฟลาวิก เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยแวะต่อเครื่องที่โคเปนเฮเกน เป็นวันเดินทางไกลรวมหลายช่วง ควรเผื่อเวลาเปลี่ยนเครื่องและพักผ่อนระหว่างทาง

วันที่ 9: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ปิดท้ายทริปไอซ์แลนด์ที่เต็มไปด้วยภูมิประเทศภูเขาไฟ น้ำตก ธารน้ำแข็ง และเรื่องราวธรรมชาติอันโดดเด่นของดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
04 Europe next trend

โครเอเชีย มอนเตเนโกร

โครเอเชีย มอนเตเนโกร
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่: เดินทอดน่องบนสะพานไม้ชมทะเลสาบสีมรกต ปล่อยให้เสียงน้ำตกฮีลใจและโอบกอดเราอย่างช้าๆ
  • พระราชวังดิโอคลิเธียน: ย้อนเวลาสู่อดีตในเมืองสปลิต เดินเล่นในสถาปัตยกรรมโรมันที่ยังมีลมหายใจและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
  • เมืองเก่าดูบรอฟนิก: ทอดสายตาจากกำแพงเมืองโบราณสุดอลังการ มองเกลียวคลื่นแห่งทะเลเอเดรียติกที่ซัดสาดไข่มุกเม็ดงามแห่งนี้
  • เมืองเก่าโคตอร์: ซึมซับมนต์ขลังของเมืองมรดกโลกที่ซ่อนตัวอยู่ในอ่าว ล้อมรอบด้วยกำแพงหินทอดยาวให้เราก้าวเดินอย่างมีสติ
  • อารามออสโตรก: สัมผัสความศรัทธา ณ อารามศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างแนบชิดหน้าผาสูงชัน ชวนให้สงบจิตใจท่ามกลางความเงียบงัน
  • แคนยอนทาร่า: ยืนรับลมบนสะพานทาร่าชมแคนยอนที่ยาวที่สุดในยุโรป สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเปลี่ยนเครื่องสำหรับเดินทางต่อสู่โครเอเชีย

วันที่ 2: เดินทางถึงกรุงซาเกรบ เมืองหลวงของโครเอเชีย เที่ยวชมโบสถ์เซนต์มาร์ค จุดเด่นของเมืองที่มีหลังคากระเบื้องโมเสกสีสันสวยงาม และชมมหาวิหารเซนต์สตีเฟน สถาปัตยกรรมสำคัญและศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง พักที่ซาเกรบ

วันที่ 3: เดินทางสู่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ชมทะเลสาบสีเขียวมรกตและน้ำตกที่เชื่อมต่อกันอย่างสวยงามกลางธรรมชาติ จากนั้นแวะชมน้ำตก Krka ที่มีเอกลักษณ์ด้วยชั้นน้ำตกที่ลดหลั่น ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองสปลิต เมืองชายฝั่งสำคัญของโครเอเชีย พักที่สปลิต

วันที่ 4: เที่ยวชมพระราชวังดิโอคลิเธียน มรดกโลกที่เป็นหัวใจประวัติศาสตร์ของเมืองสปลิต เดินเล่นที่พีเพิลสแควร์ ย่านกลางเมืองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคัก แล้วเดินทางต่อสู่เมืองดูบรอฟนิก เมืองมรดกโลกริมทะเลเอเดรียติกที่ขึ้นชื่อเรื่องเมืองเก่าอันงดงาม พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 5: สำรวจดูบรอฟนิกโดยเดินชมกำแพงเมืองโบราณ ซึ่งเป็นจุดชมวิวและสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ผ่านประตู Pile Gate เข้าสู่เขตเมืองเก่า ชมน้ำพุ Onofrio หอนาฬิกาโบราณ และพระราชวัง Rector’s Palace ก่อนเดินเล่นที่ถนนสตราดัน ถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้าและอาคารประวัติศาสตร์ พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 6: เดินทางข้ามพรมแดนสู่ประเทศมอนเตเนโกร ถึงเมืองโคตอร์ เมืองเก่าริมอ่าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เดินชมบรรยากาศเมืองเก่าที่ล้อมด้วยกำแพงโบราณ ชมมหาวิหารเซนต์ทริฟูนและหอนาฬิกาซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พักที่โคตอร์

วันที่ 7: ชม Our Lady of the Rocks โบสถ์บนเกาะกลางทะเลที่มีเรื่องราวและทัศนียภาพโดดเด่น พร้อมชมเกาะ Sveti Đorđe ที่อยู่ใกล้กัน จากนั้นแวะอาราม Ostrog Monastery อารามศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างติดหน้าผาอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วเดินทางสู่ Tara Canyon แคนยอนขนาดใหญ่ที่มีธรรมชาติยิ่งใหญ่ และเดินข้ามสะพาน Tara Bridge เพื่อชมวิวโดยรอบ พักที่ Žabljak

วันที่ 8: เดินทางสู่เมืองบุดวา เมืองรีสอร์ตริมทะเลยอดนิยม ชมเมืองเก่าและป้อมปราการที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองชายฝั่ง จากนั้นแวะชมเกาะ Sveti Stefan จุดชมวิวชื่อดังที่มีเอกลักษณ์เป็นเกาะโรงแรมหรู ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองพอดโกริก้า เมืองหลวงของมอนเตเนโกร พักที่ Podgorica

วันที่ 9: เดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ – เริ่มต้นจังหวะ Slow Travel สู่ดินแดนบอลข่าน

การเดินทางเริ่มต้นอย่างนุ่มนวลจากสนามบินสุวรรณภูมิ กับเที่ยวบิน Turkish Airlines TK69 มุ่งหน้าสู่อิสตันบูล เมืองสองทวีปที่เป็นประตูเชื่อมเอเชียสู่ยุโรป ช่วงเวลาบนเครื่องเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปรับจังหวะหัวใจให้ช้าลงจากชีวิตประจำวัน แล้วปล่อยตัวเองเข้าสู่โหมดของการเดินทางอย่างแท้จริง คืนนี้คือคืนแห่งการออกเดินทาง ที่ปลายทางไม่ได้มีเพียงสถานที่ใหม่ ๆ รออยู่ แต่ยังมีเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และภูมิประเทศอันงดงามของคาบสมุทรบอลข่านรอให้เราไปสัมผัสด้วยตัวเอง

วันที่ 2: ถึงกรุงซาเกรบ – สัมผัสเสน่ห์ละมุนเมืองหลวงและกลิ่นอายยุคกลาง

ถึงกรุงซาเกรบ เมืองหลวงของโครเอเชีย เมืองที่ไม่ได้หวือหวาในแบบเมืองท่องเที่ยวใหญ่ของยุโรปตะวันตก แต่กลับมีเสน่ห์ละมุนและคลาสสิกอย่างน่าประหลาด เมืองนี้เหมาะกับการเริ่มต้นทริปแบบ slow travel เพราะทุกอย่างดูพอดี ทั้งขนาดเมือง จังหวะชีวิต และบรรยากาศแบบยุโรปกลางที่ยังคงความเรียบง่าย

เริ่มต้นด้วยการชม โบสถ์เซนต์มาร์ค หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของซาเกรบ โดดเด่นด้วยหลังคากระเบื้องโมเสกสีสดที่เรียงเป็นตราประจำเมืองและอาณาจักรโครเอเชียในอดีต ตัวโบสถ์ตั้งอยู่กลางย่านเมืองเก่า Gornji Grad ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เก็บรักษากลิ่นอายยุคกลางไว้ได้อย่างดี ทุกมุมดูสงบ เรียบ และงดงามแบบไม่ต้องพยายาม

จากนั้นชม มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ Zagreb Cathedral มหาวิหารสำคัญที่สุดของเมือง ศูนย์รวมจิตใจของชาวโครแอตมาหลายศตวรรษ แม้จะผ่านสงคราม แผ่นดินไหว และการบูรณะหลายครั้ง แต่มหาวิหารแห่งนี้ยังคงยืนเด่นเป็นเหมือนเครื่องหมายของความศรัทธาและความอดทนของผู้คน ซาเกรบอาจไม่ใช่เมืองที่ต้องรีบ “เก็บ” สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นเมืองที่ควรค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ มอง และปล่อยให้เสน่ห์ของมันค่อย ๆ ทำงานกับเรา พักค้างคืนที่ซาเกรบ

วันที่ 3: อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ – อุทยานแห่งชาติ Krka – สปลิต – ท่องมหัศจรรย์สายน้ำมรดกโลกและมุ่งสู่ชายฝั่งเอเดรียติก

ออกเดินทางจากซาเกรบสู่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ พาเราออกจากเมืองสู่ภูมิประเทศสีเขียวสดของโครเอเชียตอนใน จุดหมายวันนี้คือ Plitvice Lakes National Park มรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

พลิตวิเซ่มีเสน่ห์ตรงทะเลสาบหลายระดับที่เชื่อมต่อกันด้วยน้ำตกน้อยใหญ่ น้ำมีสีเขียวมรกตสลับฟ้าใสอย่างน่าอัศจรรย์ สีสันเหล่านี้เกิดจากแร่ธาตุ แสง และระบบนิเวศที่ยังบริสุทธิ์ จนทำให้ทุกย่างก้าวบนทางเดินไม้เหมือนกำลังเดินอยู่ในฉากของเทพนิยาย ที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่สวย แต่ยังเป็นตัวอย่างของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ภูมิทัศน์ได้ละเอียดอ่อนเกินคำบรรยาย

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติ Krka ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เพื่อชมอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของสายน้ำที่มีเอกลักษณ์ต่างจากพลิตวิเซ่ น้ำตกที่นี่โดดเด่นด้วยชั้นหินปูนที่ก่อรูปเป็นม่านน้ำลดหลั่น ดูมีพลังแต่ก็อ่อนโยนในเวลาเดียวกัน จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองสปลิต ใช้เวลาอีกราว 1–1.5 ชั่วโมง เมืองชายฝั่งสำคัญริมทะเลเอเดรียติกที่เป็นทั้งเมืองท่า เมืองประวัติศาสตร์ และเมืองพักผ่อนในคราวเดียวกัน พักที่สปลิต

วันที่ 4: สปลิต – ดูบรอฟนิก – ย้อนรอยพระราชวังโรมันโบราณและขับรถเลียบชายฝั่งสู่ไข่มุกแห่งเอเดรียติก

เช้านี้ในสปลิตเริ่มต้นด้วยการสำรวจ พระราชวังดิโอคลิเธียน หัวใจของเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงความเก่าแก่ แต่คือการที่พระราชวังโรมันอายุกว่า 1,700 ปีแห่งนี้ยังคง “มีชีวิต” ผู้คนยังอาศัยอยู่ มีร้านกาแฟ ร้านค้า และบ้านเรือนซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างโบราณ ราวกับอดีตกับปัจจุบันยังเดินเคียงกันอยู่ทุกวัน

พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิดิโอคลีเชียน ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันผู้ทรงอำนาจ ซึ่งเลือกสปลิตเป็นสถานที่ใช้ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ เรื่องราวนี้ทำให้เมืองดูมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้นอย่างยิ่ง จากนั้นเดินเล่นที่ People’s Square หรือจัตุรัสกลางเมือง ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตของชาวเมือง ทั้งเสียงพูดคุย กลิ่นกาแฟ และบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่ชวนให้เราอยากนั่งนิ่ง ๆ มองผู้คนให้นานที่สุด

ช่วงบ่ายออกเดินทางสู่ดูบรอฟนิก ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง ตามแนวชายฝั่งเอเดรียติก เส้นทางนี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริป เพราะวิวทะเล ภูเขา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ระหว่างทางงดงามอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงดูบรอฟนิก เมืองมรดกโลกที่ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งเอเดรียติก” เราจะสัมผัสได้ทันทีว่าเหตุใดเมืองนี้จึงตรึงใจนักเดินทางจากทั่วโลก พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 5: เที่ยวชมเมืองดูบรอฟนิก – เดินทอดน่องบนกำแพงเมืองโบราณและดื่มด่ำหัวใจรากูซา

วันนี้คือวันที่ควรใช้เวลาให้ช้าที่สุดกับดูบรอฟนิก เพราะเมืองนี้ไม่ได้มีดีเพียงความสวย หากยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การค้า การเมือง และความเข้มแข็งของอดีตนครรัฐเล็ก ๆ ที่เคยรุ่งเรืองจากการเดินเรือและการทูต

เริ่มต้นด้วยการเดินชม กำแพงเมืองโบราณ หนึ่งในกำแพงเมืองที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดในยุโรป ใช้เวลาเดินประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ระหว่างทางจะได้เห็นหลังคากระเบื้องสีส้มของเมืองเก่า ตัดกับสีน้ำเงินของทะเลเอเดรียติกอย่างงดงาม กำแพงนี้ไม่เพียงสร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรู แต่ยังเป็นหลักฐานของความมั่งคั่งและอิสระของสาธารณรัฐรากูซาในอดีต

เดินผ่าน Pile Gate ประตูหลักสู่เมืองเก่า ที่ในอดีตคือจุดคัดกรองผู้คนและสินค้า ก่อนเข้าสู่เขตศูนย์กลาง ชม น้ำพุ Onofrio สิ่งก่อสร้างสำคัญของระบบส่งน้ำโบราณที่สะท้อนภูมิปัญญาวิศวกรรมยุคกลาง ต่อด้วยหอนาฬิกาโบราณ และ Rector’s Palace พระราชวังที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมือง อาคารแห่งนี้สะท้อนความสง่างามแบบโกธิก เรอเนสซองซ์ และบาโรกในหลังเดียวกัน

ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นบนถนน Stradun ถนนสายหลักที่เปรียบเสมือนหัวใจของดูบรอฟนิก ยามเย็นแสงแดดสะท้อนพื้นหินเก่าเป็นประกายสวยงามอย่างน่าจดจำ เมืองนี้คือสถานที่ที่ยิ่งเดินยิ่งรู้สึกว่า “ความเก่า” ไม่ได้หมายถึงความล้าสมัย แต่คือความลึกซึ้งที่ทำให้เราอยากหยุดอยู่กับปัจจุบันให้นานขึ้น พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 6: ดูบรอฟนิก – โคตอร์ – ข้ามพรมแดนสู่มอนเตเนโกรและท่องเมืองเก่าริมฟยอร์ดแห่งยุโรปใต้

ออกเดินทางจากดูบรอฟนิกข้ามพรมแดนสู่มอนเตเนโกร ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ปลายทางคือเมืองโคตอร์ เมืองเก่าริมอ่าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีบรรยากาศโรแมนติกที่สุดในแถบบอลข่าน

Kotor ตั้งอยู่ริมอ่าวที่หลายคนเรียกว่าเป็นฟยอร์ดแห่งยุโรปใต้ แม้ในทางภูมิศาสตร์จะไม่ใช่ฟยอร์ดแท้ แต่ภูเขาสูงที่โอบล้อมผืนน้ำสงบนิ่งก็ทำให้ภาพตรงหน้าดูยิ่งใหญ่และนุ่มลึกในเวลาเดียวกัน เมืองเก่าของโคตอร์ถูกล้อมด้วยกำแพงหินหนาแน่น เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคกลาง ถนนแคบ ๆ จัตุรัสเล็ก ๆ และอาคารหินสีอุ่นทำให้ที่นี่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง

ชม มหาวิหารเซนต์ทริฟูน มหาวิหารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญผู้คุ้มครองเมือง และชม หอนาฬิกา หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่เป็นเหมือนพยานของกาลเวลา โคตอร์คือเมืองที่ไม่ได้เรียกร้องความตื่นเต้น แต่ดึงดูดด้วยความนิ่ง สงบ และงดงามแบบคลาสสิก พักที่โคตอร์

วันที่ 7: Our Lady of the Rocks – อาราม Ostrog – Tara Canyon – Žabljak – ล่องชมเกาะแห่งศิลาศรัทธา ตื่นตาอารามหน้าผา และหุบเขาแคนยอนยักษ์

เช้านี้เริ่มด้วยการล่องเรือหรือเดินทางสู่ Our Lady of the Rocks ใช้เวลาจากโคตอร์ประมาณ 30–45 นาทีสู่เมืองเพอราสต์ และนั่งเรือสั้น ๆ ต่อไปยังเกาะเล็กกลางอ่าว โบสถ์แห่งนี้มีตำนานที่งดงาม ชาวประมงสองพี่น้องพบภาพไอคอนของพระแม่มารีบนโขดหินกลางทะเล จึงเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และช่วยกันนำหินมาถมทะเลจนเกิดเป็นเกาะเทียมขึ้นมา เรื่องเล่านี้ทำให้สถานที่เล็ก ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยความศรัทธาและความอ่อนโยนอย่างน่าประทับใจ

ใกล้กันคือเกาะ Sveti Đorđe ที่เงียบสงบและลึกลับกว่า ภาพของสองเกาะที่ตั้งคู่กันกลางอ่าวคือหนึ่งในทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของมอนเตเนโกร จากนั้นเดินทางต่อสู่อาราม Ostrog Monastery ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง อารามสีขาวที่สร้างฝังเข้าไปในหน้าผาสูงอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นจุดหมายของผู้แสวงบุญจากหลายศาสนา เพราะเชื่อกันว่าเป็นสถานที่แห่งปาฏิหาริย์และการเยียวยา

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Tara Canyon ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง แคนยอนขนาดใหญ่ที่ลึกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทิวทัศน์ที่นี่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และดิบงามต่างจากเมืองชายฝั่งอย่างสิ้นเชิง ก่อนปิดวันด้วยการเดินข้าม Tara Bridge สะพานคอนกรีตโค้งที่ทอดผ่านหุบเขาอย่างงดงาม เป็นจุดชมวิวที่ทำให้เห็นพลังของธรรมชาติและงานวิศวกรรมในภาพเดียวกัน คืนนี้พักที่ Žabljak เมืองเล็กกลางธรรมชาติที่อากาศบริสุทธิ์และเงียบสงบอย่างแท้จริง

วันที่ 8: Žabljak – เมืองบุดวา – Sveti Stefan – พอดโกริก้า – สัมผัสชีวิตชีวาเมืองตากอากาศโบราณ แวะชมเกาะรีสอร์ตหรู และสู่เมืองหลวง

ออกเดินทางจาก Žabljak ลงสู่ชายฝั่ง ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง สู่เมืองบุดวา เมืองรีสอร์ตชื่อดังของมอนเตเนโกรที่มีทั้งทะเล เมืองเก่า และบรรยากาศพักผ่อนแบบเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้แตกต่างจากโคตอร์ตรงที่มีชีวิตชีวากว่า สดใสกว่า แต่ยังคงมีเสน่ห์จากกำแพงหินและตรอกเล็กในเขตเมืองเก่า

เดินชมป้อมปราการและย่านเมืองเก่าที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเป็นเมืองชายฝั่งซึ่งผ่านการปกครองของหลายอารยธรรม ทั้งอิลลิเรียน โรมัน เวนิส และออสเตรีย-ฮังการี ความหลากหลายทางประวัติศาสตร์ทำให้บุดวามีบุคลิกเฉพาะตัว จากนั้นแวะชม Sveti Stefan ใช้เวลาจากบุดวาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวชื่อดังที่แทบจะเป็นภาพจำของประเทศ เกาะเล็กที่เชื่อมกับแผ่นดินด้วยทางคันดินแคบ ๆ เคยเป็นหมู่บ้านประมง ก่อนจะกลายเป็นรีสอร์ตหรูระดับโลก ความงามของที่นี่อยู่ที่ความสมดุลระหว่างทะเล ภูเขา และสถาปัตยกรรมหินสีอ่อนที่ดูกลมกลืนอย่างน่าทึ่ง

จากนั้นเดินทางต่อสู่พอดโกริก้า เมืองหลวงของมอนเตเนโกร ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองนี้อาจไม่ได้โดดเด่นในเชิงท่องเที่ยวเท่าเมืองชายฝั่ง แต่เป็นเหมือนบทสรุปที่สงบและเรียบง่ายของทริป พักที่ Podgorica

วันที่ 9: พอดโกริก้า – เดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยเที่ยวบิน TK1086 แวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ช่วงเวลาระหว่างเดินทางกลับมักเป็นห้วงเวลาที่ภาพความทรงจำของทั้งทริปค่อย ๆ ย้อนกลับมา ทั้งสีเขียวมรกตของพลิตวิเซ่ กำแพงหินของดูบรอฟนิก ความสงบของอ่าวโคตอร์ และภูเขายิ่งใหญ่ของมอนเตเนโกร ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผ่านหลายเมือง แต่เป็นการค่อย ๆ ซึมซับหลายอารมณ์ของดินแดนบอลข่านอย่างลึกและละมุน

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจแสนยาวนาน

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำของการเดินทางที่ไม่ได้เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ยังติดอยู่ในใจ โครเอเชียและมอนเตเนโกรอาจไม่ใช่ปลายทางที่อึกทึกที่สุดในยุโรป แต่กลับเป็นเส้นทางที่ให้ทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ตำนาน และความงามที่ค่อย ๆ เปิดเผยตัวเองกับคนที่ยอมเดินทางอย่างช้า ๆ และตั้งใจมองจริง ๆ นั่นเอง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

หมู่เกาะแฟโร ทะเลสาบมายา นกพัฟฟิน บ้านหลังคาหญ้า

เกาะแฟโร ทะเลสาบมายา และพัฟฟิน
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • สัมผัสธรรมชาติแฟโรที่ยิ่งใหญ่และเงียบสงบ ทั้งเสาหิน Trøllkonufingur หมู่บ้าน Kirkjubøur และเมืองหลวง Tórshavn
  • ล่องเรือชมฝูงนกพัฟฟินที่ Mykines เดินเทรลชมวิวหน้าผาและทะเลชมทะเลสาบลอยฟ้า Trælanípa น้ำตก Bøsdalafossur และซุ้มประตูหิน Drangarnir
  • เที่ยวหมู่บ้าน Saksun, Gjógv, Eiði และ Vestmanna สัมผัสวิถีชีวิตชาวเกาะ
  • ตามรอย James Bond ที่ Kalsoy ชมวิวประภาคาร Kallur Lighthouse และรูปปั้น Seal Woman
  • ปิดท้ายที่ Gasadalur น้ำตก Múlafossur และเดินเล่นชิล ๆ ในโคเปนเฮเกน
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ บินตรงสู่โคเปนเฮเกนด้วยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG950 เพื่อเตรียมต่อสู่ดินแดนธรรมชาติอันโดดเด่นของหมู่เกาะแฟโร

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – หมู่เกาะแฟโร – Tórshavn

เดินทางเข้าสู่หมู่เกาะแฟโร ดินแดนแห่งธรรมชาติบริสุทธิ์และหมู่บ้านเก่าแก่

Trøllkonufingur: เสาหินกลางทะเลชื่อดังที่มีรูปร่างแปลกตา พร้อมตำนานพื้นบ้านที่น่าสนใจ

Kirkjubøur: หมู่บ้านประวัติศาสตร์สำคัญของแฟโร ชมโบสถ์หินและบรรยากาศย้อนยุค

Tórshavn: เมืองหลวงขนาดเล็กที่เงียบสงบ เหมาะกับการเดินเล่นและสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น

วันที่ 3: เกาะ Mykines

ออกเดินทางสู่หนึ่งในเกาะที่มีชื่อเสียงด้านธรรมชาติและสัตว์ป่า

Ferry to Mykines: นั่งเรือชมวิวทะเลและหน้าผาระหว่างทางสู่เกาะ

Puffin Watching: ไฮไลต์สำคัญของเกาะ ชมฝูงนกพัฟฟินจำนวนมากในถิ่นอาศัยธรรมชาติ

Coastal Trekking: เดินเทรลเลียบชายฝั่ง ชมวิวหน้าผาสูงและมหาสมุทรกว้างสุดสายตา

วันที่ 4: Trælanípa และ Drangarnir

สัมผัสเส้นทางธรรมชาติที่เป็นภาพจำของหมู่เกาะแฟโร

Trælanípa: จุดชมวิวทะเลสาบเหนือหน้าผาที่ดูเหมือนลอยอยู่เหนือมหาสมุทร

Bøsdalafossur: น้ำตกสวยงามที่ไหลจากทะเลสาบลงสู่ทะเลโดยตรง

Drangarnir: ซุ้มประตูหินกลางทะเลอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของแฟโร

วันที่ 5: หมู่บ้านเทพนิยาย

สำรวจหมู่บ้านเล็กแสนมีเสน่ห์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแฟโร

Saksun: หมู่บ้านเงียบสงบ รายล้อมด้วยภูเขาและบ้านหลังคาหญ้าในวิวอ่าวสวยงาม

Gjógv: หมู่บ้านชาวประมงที่มีร่องหินธรรมชาติใช้เป็นท่าเรือ จุดเด่นไม่เหมือนที่ใด

Eiði & Vestmanna: ชมวิวภูเขา ทะเล และบรรยากาศท้องถิ่นของชุมชนริมชายฝั่ง

วันที่ 6: เกาะ Kalsoy

ตามรอยแลนด์สเคปสุดอลังการและเรื่องเล่าพื้นบ้านของแฟโร

Kalsoy: เกาะที่มีภูมิประเทศสูงชันและมีชื่อเสียงจากการเป็นโลเคชันในภาพยนตร์ James Bond

Kallur Lighthouse: จุดชมวิวประภาคารปลายเกาะที่มองเห็นทิวทัศน์ทะเลและหน้าผาแบบพาโนรามา

Mikladalur: หมู่บ้านเล็กที่มีรูปปั้น Seal Woman สื่อถึงตำนานพื้นบ้านอันโด่งดังของแฟโร

วันที่ 7: Gasadalur – โคเปนเฮเกน

เก็บภาพสถานที่ไฮไลต์ก่อนเดินทางกลับสู่เดนมาร์ก

Gasadalur: หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาที่มีวิวธรรมชาติสวยและเงียบสงบ

Múlafossur: น้ำตกชื่อดังที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทร เป็นมุมถ่ายภาพสัญลักษณ์ของแฟโร

Flight to Copenhagen: เดินทางกลับโคเปนเฮเกนเพื่อพักผ่อนก่อนบินกลับไทย

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ใช้เวลาส่งท้ายในเมืองหลวงของเดนมาร์กก่อนออกเดินทางกลับ

Nyhavn: ย่านริมน้ำชื่อดังที่มีอาคารหลากสี เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายรูป

Shopping: อิสระเลือกซื้อของฝากและสินค้าดีไซน์สแกนดิเนเวีย

Thai Airways เที่ยวบิน TG951: เดินทางกลับสู่ประเทศไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และหมู่บ้านแสนมีเสน่ห์ของหมู่เกาะแฟโร

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

วันแรกของการเดินทางเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินตรง Thai Airways TG950 มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ประตูสำคัญก่อนเข้าสู่หมู่เกาะแฟโร ดินแดนเล็กกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นชื่อ แต่กลับเต็มไปด้วยภูมิประเทศดิบงาม หมู่บ้านหลังคาหญ้า และเรื่องเล่าที่ทำให้ทุกเส้นทางมีชีวิต ระยะเวลาบินจากกรุงเทพฯ สู่โคเปนเฮเกนประมาณ 11 ชั่วโมงเศษ วันนี้จึงเป็นวันของการค่อย ๆ ปรับจังหวะร่างกายและหัวใจให้พร้อมสำหรับการเดินทางแบบ slow travel ที่จะไม่เร่งรีบ แต่ค่อย ๆ ซึมซับความงามของธรรมชาติทีละน้อย

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – หมู่เกาะแฟโร – Tórshavn

จากโคเปนเฮเกน บินต่อสู่หมู่เกาะแฟโร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที เมื่อเครื่องบินลดระดับลงเหนือเกาะน้อยใหญ่ที่กระจัดกระจายกลางทะเล ภาพภูเขาสีเขียวเข้ม หน้าผาสูง และหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ทำให้รู้ทันทีว่าที่นี่แตกต่างจากยุโรปที่คุ้นเคย

จุดหมายแรกคือ Trøllkonufingur เสาหินกลางทะเลทางฝั่งตะวันตกของเกาะ Vágar ซึ่งสามารถชมได้จากจุดวิวริมถนน ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินราว 15–20 นาที ชื่อของมันแปลได้ประมาณว่า “นิ้วของหญิงยักษ์” มาจากตำนานพื้นบ้านแฟโรที่เล่าถึงโทรลล์หรือยักษ์ในโลกเหนือ ธรรมชาติของแฟโรจึงไม่ใช่เพียงสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยจินตนาการและเรื่องเล่าที่ผูกพันกับภูเขา ผา และทะเลแทบทุกแห่ง

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Kirkjubøur ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีจาก Tórshavn หมู่บ้านประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแฟโร เคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและวัฒนธรรมในยุคกลาง ไฮไลต์คือซากมหาวิหาร Magnus Cathedral และโบสถ์ไม้เก่าแก่ที่ยังใช้งานอยู่ ที่นี่ให้ความรู้สึกราวกับเวลาหยุดนิ่ง บ้านไม้หลังคาหญ้าและลมทะเลเย็น ๆ ทำให้การเดินเล่นเงียบสงบเป็นพิเศษ

ช่วงเย็นเข้าสู่ Tórshavn เมืองหลวงเล็กที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จาก Kirkjubøur ใช้เวลาเพียง 15 นาที เมืองนี้ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์ตรงความเรียบง่าย ท่าเรือเล็ก บ้านสีแดงดำ และย่านเก่า Tinganes ที่เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในเขตรัฐสภาเก่าแก่ที่สุดในโลก เหมาะกับการเดินทอดน่องในจังหวะช้า ๆ แล้วปล่อยให้เมืองค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเอง

วันที่ 3: เกาะ Mykines

วันนี้เป็นวันของธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ออกเดินทางจาก Tórshavn ไปท่าเรือ Sørvágur ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก่อนนั่งเรือเฟอร์รี่ต่อไปเกาะ Mykines ราว 45–50 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เกาะเล็กแห่งนี้คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนรักธรรมชาติตกหลุมรักแฟโร

Mykines ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนกทะเล โดยเฉพาะนกพัฟฟินที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะในช่วงฤดูร้อน ภาพนกตัวเล็กจะงอยปากสีสดบินวนอยู่เหนือหน้าผา เป็นภาพที่ทั้งน่ารักและน่าประทับใจอย่างมาก การได้เห็นพวกมันในถิ่นอาศัยจริง ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมคนจำนวนมากยอมเดินทางไกลเพื่อมาที่นี่

หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการเดินเทรลเลียบชายฝั่ง เส้นทางบนเกาะให้ภาพของทุ่งหญ้า หน้าผาสูง และทะเลกว้างสุดสายตา การเดินไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่เป็นประสบการณ์ของการอยู่กับลม กับเสียงคลื่น และกับความเงียบที่หาได้ยากในโลกปัจจุบัน Mykines จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรากลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง

วันที่ 4: Trælanípa และ Drangarnir

อีกหนึ่งวันไฮไลต์ของแฟโร เริ่มจาก Trælanípa บนเกาะ Vágar ใช้เวลาเดินทางจาก Tórshavn ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที จุดนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากมุมมองที่ทำให้ทะเลสาบ Sørvágsvatn ดูราวกับลอยอยู่เหนือมหาสมุทร เป็นภาพลวงตาทางธรรมชาติที่ทั้งแปลกและน่าทึ่ง ชื่อ Trælanípa แปลว่า “หน้าผาทาส” ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าเก่าแก่ของดินแดนนี้

เดินต่อไปยัง Bøsdalafossur น้ำตกที่ไหลจากทะเลสาบลงสู่ทะเลโดยตรง ใช้เวลาเดินเทรลจากจุดเริ่มต้นรวมประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงแบบไม่รีบ เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนว่าทำไมแฟโรจึงเหมาะกับ slow travel เพราะความงามไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่อยู่ระหว่างทางทุกย่างก้าว

จากนั้นไปสัมผัส Drangarnir ซุ้มประตูหินกลางทะเลขนาดใหญ่ หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของแฟโร การเข้าชมอาจใช้เรือหรือเดินเทรลแบบมีไกด์ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมงพอสมควร แต่เมื่อไปถึง ภาพแท่งหินทะยานจากทะเลและซุ้มหินธรรมชาติที่ถูกลมและคลื่นกัดเซาะมานานนับพันปี จะทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติคือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของที่นี่

วันที่ 5: หมู่บ้านเทพนิยาย

วันนี้เป็นวันที่แฟโรเผยเสน่ห์อีกด้าน ผ่านหมู่บ้านเล็กที่ดูราวกับหลุดจากหนังสือนิทาน เริ่มจาก Saksun ใช้เวลาเดินทางจาก Tórshavn ประมาณ 50 นาที หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและลากูนที่เคยเป็นอ่าวทะเลมาก่อน ก่อนตะกอนทรายจะค่อย ๆ ปิดทางน้ำจนเกิดภูมิทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ บ้านหลังคาหญ้า โบสถ์เล็ก และความเงียบที่ห่มคลุมทั้งหมู่บ้าน ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศละมุนและน่าจดจำมาก

จากนั้นเดินทางต่อไป Gjógv ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง 15 นาที ชื่อหมู่บ้านมาจากร่องหินธรรมชาติที่ยาวลึกซึ่งชาวบ้านใช้เป็นท่าเรือมาตั้งแต่โบราณ ที่นี่จึงไม่ใช่แค่หมู่บ้านสวย แต่เป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกับภูมิประเทศอันแข็งแกร่งของแฟโรอย่างชาญฉลาด บ้านสีสันอ่อน ๆ กับภูเขาและทะเลที่โอบล้อม ทำให้ทุกมุมดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์

ระหว่างทางแวะ Eiði และ Vestmanna ซึ่งใช้เวลาเดินทางต่อกันประมาณ 30–40 นาที แต่ละชุมชนมีเสน่ห์ต่างกัน Eiði โดดเด่นด้วยทิวทัศน์ภูเขาและทะเลเปิด ส่วน Vestmanna มีบรรยากาศเมืองชายฝั่งที่ยังคงวิถีท้องถิ่นไว้ได้ดี วันที่เหมือนธรรมดานี้กลับกลายเป็นวันที่ทำให้เห็นหัวใจของแฟโรอย่างชัดเจนที่สุด เพราะบางครั้งความน่าประทับใจ ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ดัง แต่อยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ยังใช้ชีวิตช้า ๆ ไปพร้อมกับลมทะเล

วันที่ 6: เกาะ Kalsoy

ออกเดินทางแต่เช้าสู่เกาะ Kalsoy หนึ่งในเกาะที่มีภูมิประเทศโดดเด่นที่สุดของแฟโร จาก Tórshavn ไปท่าเรือ Klaksvík ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที จากนั้นนั่งเฟอร์รี่ไปเกาะ Kalsoy ราว 20 นาที เกาะนี้มีรูปร่างยาวแคบ เต็มไปด้วยภูเขาชันและอุโมงค์เชื่อมหมู่บ้านเล็ก ๆ หลายแห่ง จนถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเกาะที่มีบรรยากาศลึกลับและน่าค้นหาที่สุด

ไฮไลต์สำคัญคือ Kallur Lighthouse ปลายเกาะด้านเหนือ จุดชมวิวนี้ใช้เวลาเดินเทรลจากจุดเริ่มต้นประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แม้เส้นทางไม่ยาวมาก แต่ภาพที่รออยู่คือวิวพาโนรามาของหน้าผา ทะเล และสันเขาที่ทอดตัวออกไปอย่างน่าตื่นตา สถานที่แห่งนี้ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ James Bond แต่ความจริงแล้วเสน่ห์ของ Kalsoy ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงจากภาพยนตร์เท่านั้น หากอยู่ที่ความรู้สึกเหมือนได้ยืนอยู่ตรงขอบโลก

ขากลับแวะ Mikladalur หมู่บ้านเล็กริมผาอันเงียบสงบ เพื่อชมรูปปั้น Seal Woman หรือหญิงแมวน้ำ ซึ่งมาจากตำนานพื้นบ้านที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของแฟโร เรื่องเล่าว่ามีแมวน้ำที่สามารถถอดหนังและกลายเป็นหญิงสาวได้เพียงปีละครั้ง ตำนานนี้ทั้งงดงามและเศร้า และสะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับทะเลได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้การมาเยือนที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการชมวิว แต่เหมือนการได้ฟังเสียงของความเชื่อโบราณที่ยังคงอยู่ในภูมิทัศน์

วันที่ 7: Gasadalur – โคเปนเฮเกน

วันสุดท้ายบนหมู่เกาะแฟโร เริ่มต้นด้วยการเดินทางจาก Tórshavn ไปยัง Gásadalur ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที หมู่บ้านเล็กแห่งนี้เคยเป็นชุมชนที่เข้าถึงยากมากในอดีต ต้องเดินข้ามภูเขาหรือใช้เฮลิคอปเตอร์ จนกระทั่งมีการเจาะอุโมงค์เชื่อมต่อ ทำให้ผู้คนได้เห็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดของแฟโรมากขึ้น

ไฮไลต์คือ Múlafossur น้ำตกชื่อดังที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทรโดยมีหมู่บ้านและภูเขาเป็นฉากหลัง ภาพนี้แทบจะกลายเป็นโปสการ์ดประจำแฟโร และเป็นจุดที่ทำให้หลายคนอยากออกเดินทางมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง เหตุผลที่ควรมาที่นี่ไม่ใช่แค่เพื่อถ่ายภาพ แต่เพื่อยืนอยู่ท่ามกลางลมแรง เสียงน้ำตก และผืนหญ้าเขียวที่พลิ้วไปกับอากาศ แล้วรับรู้ว่าความงามบางอย่างไม่สามารถแทนได้ด้วยภาพเพียงอย่างเดียว

จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ก่อนบินกลับโคเปนเฮเกนราว 2 ชั่วโมง 15 นาที ค่ำคืนนี้จึงเป็นเหมือนช่วงพักหายใจเบา ๆ หลังจากหลายวันที่อยู่กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของหมู่เกาะแฟโร

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

เช้าวันนี้ปิดท้ายทริปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ในโคเปนเฮเกน เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบสแกนดิเนเวีย สามารถแวะเดินเล่นที่ Nyhavn จากตัวเมืองใช้เวลาไม่นาน ย่านริมน้ำที่เรียงรายด้วยอาคารสีสดใสและเรือไม้เก่า เป็นภาพคลาสสิกที่ทำให้เช้าวันสุดท้ายดูนุ่มนวลและผ่อนคลาย

จากนั้นมีเวลาอิสระสำหรับเลือกซื้อของฝาก ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ ของแต่งบ้าน หรือสินค้าสไตล์นอร์ดิกที่เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อขึ้น Thai Airways เที่ยวบิน TG951 กลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาบินประมาณ 10–11 ชั่วโมง

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากหมู่เกาะแฟโร ดินแดนที่ไม่ได้ดึงดูดด้วยความหรูหราหรือความคึกคัก แต่ชนะใจด้วยความเงียบงามของภูเขา หน้าผา หมู่บ้านเล็ก และเรื่องเล่าที่แทรกอยู่ในทุกเส้นทาง ทริปนี้จึงไม่ใช่เพียงการไปเยือนสถานที่สวยงาม แต่เป็นการเดินทางไปยังจังหวะชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ช้าลง ลึกขึ้น และน่าจดจำกว่าที่คิด

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

ทัวร์ Road Trip อิตาลี โดโลไมท์ ชิงเควเทเร โคโม

อิตาลี โดโลไมท์ ชิงเควเทเร โคโม
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Val di Funes: ดื่มด่ำแสงเช้าและเย็นที่สาดส่องทุ่งหญ้าตัดกับยอดเขา เป็นภาพจำแห่งโดโลไมท์ที่ฮีลใจสุดๆ
  • Tre Cime & Cadini di Misurina: เดินเทรคสัมผัสความยิ่งใหญ่ของยอดเขาสามยอด และลัดเลาะเส้นทางใหม่สุดฮิตที่วิวอลังการเหมือนหลุดไปอีกโลก
  • Seceda & Alpe di Siusi: นั่งกระเช้าลอยฟ้าไปทอดสายตาชมวิวพาโนรามา และตื่นตากับยอดเขาสามเหลี่ยมสุดยูนีคที่ธรรมชาติปั้นแต่งมาอย่างดี
  • Cinque Terre: นั่งรถไฟเลียบหน้าผาชมหมู่บ้านสีพาสเทลทั้ง 5 ริมชายฝั่ง มรดกโลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และไวบ์ความน่ารักแบบอิตาเลียนแท้ๆ
  • Lake Como: ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสงบของราชินีแห่งทะเลสาบ ซึมซับบรรยากาศสุดโรแมนติกที่โอบล้อมด้วยสายน้ำและขุนเขา
  • Duomo di Milano: ปิดทริปด้วยความวิจิตรของมหาวิหารโกธิคที่ยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง เดินเล่นเสพงานศิลป์และซึมซับไวบ์เก๋ๆ ของเมืองแฟชั่น
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิลาน

นัดพบที่สนามบินเพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG940 ของสายการบิน Thai Airways ออกเดินทางสู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมืองศูนย์กลางแฟชั่น ศิลปะ และประตูสู่การท่องเที่ยวทางตอนเหนือของอิตาลี

วันที่ 2: มิลาน – โบลซาโน – Val di Funes – Chiusa

เดินทางถึงมิลาน จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองโบลซาโน เมืองเสน่ห์กลางหุบเขาโดโลไมท์ แวะชม Chiesa dei Domenicani โบสถ์เก่าแก่ที่สะท้อนสถาปัตยกรรมและศิลปะศาสนาคริสต์ของเมือง ก่อนเดินเล่นที่ Piazza Walther จัตุรัสหลักใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยอาคารสวยงามและบรรยากาศคึกคัก จากนั้นเดินทางสู่ Val di Funes จุดชมวิวชนบทชื่อดังของโดโลไมท์ โดดเด่นด้วยทุ่งหญ้า โบสถ์เล็ก และฉากหลังเป็นแนวเขาสุดอลังการ เหมาะสำหรับเก็บแสงเย็น แล้วพักค้างคืนที่ Chiusa

วันที่ 3: Val di Funes – Lago di Braies – Lake Misurina – Giau Pass – Cortina d’Ampezzo

เก็บแสงเช้าที่ Val di Funes ก่อนเดินทางสู่ทะเลสาบบรายเอียซ ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ ต่อด้วยทะเลสาบมิซูรินา ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เงียบสงบและสะท้อนภาพภูเขาได้งดงาม แวะ Giau Pass จุดชมวิวพาโนรามา 360 องศา ซึ่งเป็นหนึ่งในพาสที่สวยที่สุดของภูมิภาค จากนั้นเข้าสู่เมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตหรูท่ามกลางเทือกเขาโดโลไมท์และศูนย์กลางกิจกรรมกลางแจ้ง พักค้างคืนที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 4: Tre Cime di Lavaredo – Cadini di Misurina – Cortina d’Ampezzo

เดินเทรคที่ Tre Cime di Lavaredo เส้นทางไฮไลต์ของโดโลไมท์ โด่งดังจากภูเขาหินสามยอดขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาค จากนั้นพาเดินต่อที่ Cadini di Misurina เส้นทางชมวิวที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยแนวสันเขาแหลมคมและมุมมองภูเขาที่แปลกตาไม่เหมือนที่อื่น เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการถ่ายภาพ พักค้างคืนที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Alpe di Siusi – Seceda – Val Gardena

ขึ้นกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดดเด่นด้วยวิวภูเขาแบบเปิดกว้างและบรรยากาศสงบ จากนั้นเดินเทรลสั้นๆ ชมธรรมชาติ ก่อนขึ้นกระเช้าต่อไปยัง Seceda จุดชมวิวชื่อดังของโดโลไมท์ ที่มีแนวสันเขาทรงแหลมเป็นเอกลักษณ์และทิวทัศน์อลังการรอบด้าน จากนั้นพักค้างคืนที่ Val Gardena

วันที่ 6: Pordoi Pass – Lake Carezza – Verona – La Spezia

เดินทางข้าม Pordoi Pass เส้นทางภูเขาที่เต็มไปด้วยวิวสวยตลอดทาง ก่อนแวะทะเลสาบคาเรซซ่า ทะเลสาบสีมรกตใสที่มีชื่อเสียงจากผิวน้ำสะท้อนแนวป่าสนและภูเขาอย่างงดงาม จากนั้นเดินทางสู่เมืองเวโรนา เมืองประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากเรื่องราวโรมิโอและจูเลียต แวะชม Casa di Giulietta สถานที่ที่เชื่อมโยงกับตำนานรักอันโด่งดัง ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองลา สเปเซีย เมืองท่าสำคัญและประตูสู่เขตชิงเกว แตร์เร พักค้างคืนที่ La Spezia

วันที่ 7: Cinque Terre – มิลาน

นั่งรถไฟเที่ยวชมชิงเกว แตร์เร กลุ่มหมู่บ้านชายฝั่ง 5 แห่งที่มีเอกลักษณ์จากบ้านเรือนสีสันสดใส หน้าผาริมทะเล และบรรยากาศหมู่บ้านประมงดั้งเดิม พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สวยที่สุดของอิตาลี จากนั้นเดินทางกลับสู่เมืองมิลาน และพักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 8: Lake Como – มิลาน

เดินทางสู่ทะเลสาบโคโม ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องทัศนียภาพสวยหรู โอบล้อมด้วยหมู่บ้านริมทะเลสาบและภูเขา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่งดงามที่สุดของอิตาลี จากนั้นกลับสู่เมืองมิลาน เพื่อชมมหาวิหารแห่งมิลาน หรือ Duomo di Milano มหาวิหารสไตล์โกธิคอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 9: มิลาน – สนามบิน

อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย หรือเดินเล่นเก็บบรรยากาศเมืองมิลานเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG941 ของสายการบิน Thai Airways สำหรับการเดินทางกลับประเทศไทย

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของโดโลไมท์ เมืองสวยคลาสสิก และเสน่ห์ของอิตาลีตอนเหนือ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิลาน

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในบรรยากาศของความตื่นเต้นปนความคาดหวัง เมื่อทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนจากความคุ้นเคยของกรุงเทพฯ ไปสู่ภาพฝันของอิตาลีตอนเหนือ เที่ยวบิน TG940 ของ Thai Airways จะพาคุณบินตรงสู่มิลาน ใช้เวลาประมาณ 11–12 ชั่วโมง เมืองใหญ่ที่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นประตูบานสำคัญสู่เส้นทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และหมู่บ้านงามราวภาพวาดของแถบโดโลไมท์ การเริ่มต้นที่นี่จึงเหมือนเปิดบทแรกของการเดินทางที่ค่อยๆ พาใจให้ช้าลง และมองโลกงดงามขึ้นทีละน้อย

วันที่ 2: มิลาน – โบลซาโน – Val di Funes – Chiusa

เมื่อเครื่องแตะรันเวย์ที่มิลาน เราจะค่อยๆ ออกจากเมืองใหญ่ แล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่โบลซาโน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.5–4 ชั่วโมง เมืองเล็กที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเป็นจุดบรรจบระหว่างวัฒนธรรมอิตาเลียนและออสเตรียอย่างกลมกลืน อาคาร บ้านเรือน ภาษา และอาหาร ล้วนมีอารมณ์แบบสองโลกอยู่ในเมืองเดียวกัน แวะชม Chiesa dei Domenicani โบสถ์เก่าแก่ที่สะท้อนร่องรอยศิลปะคริสต์ยุคกลาง ก่อนเดินเล่นต่อที่ Piazza Walther จัตุรัสหลักของเมืองที่เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตเรียบง่าย ผู้คนมานั่งกาแฟ พูดคุย และปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างไม่เร่งรีบ

จากนั้นเดินทางต่ออีกประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง สู่ Val di Funes หนึ่งในหุบเขาที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์ ที่นี่คือภาพจำของอิตาลีในแบบชนบทแท้จริง ทุ่งหญ้าสีเขียว โบสถ์เล็กกลางหุบเขา และฉากหลังเป็นแนวเขา Odle ที่แหลมคมราวประติมากรรมธรรมชาติ ความงามของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสงบและจังหวะที่ชวนให้เราอยากยืนนิ่งๆ มองแสงเย็นค่อยๆ ทาทับภูเขาทีละชั้น ก่อนปิดวันด้วยการพักค้างคืนที่เมือง Chiusa เมืองเล็กเก่าแก่ริมทาง ซึ่งอบอุ่นและเงียบพอจะทำให้ค่ำคืนแรกในโดโลไมท์น่าจดจำ

วันที่ 3: Val di Funes – Lago di Braies – Lake Misurina – Giau Pass – Cortina d’Ampezzo

เช้านี้เริ่มต้นอย่างนุ่มนวลด้วยการกลับไปเก็บแสงเช้าที่ Val di Funes เพราะช่วงเวลาเช้าคือโมงยามที่หุบเขาแห่งนี้งดงามเป็นพิเศษ หมอกบาง แสงอ่อน และความเงียบ ทำให้ทุกภาพตรงหน้าคล้ายหลุดออกมาจากโปสต์การ์ด จากนั้นเดินทางสู่ Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สวยที่สุดในโดโลไมท์ ด้วยผิวน้ำใสที่สะท้อนแนวเขาอย่างสงบงาม จนได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งโดโลไมท์” ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ใช่แค่สีของน้ำ แต่คือบรรยากาศที่ทำให้เรารู้สึกอยากเดินช้าๆ หายใจลึกๆ และปล่อยให้ธรรมชาติพูดแทนทุกอย่าง

จากนั้นเดินทางต่อราว 35–45 นาที สู่ Lake Misurina ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เงียบ สะอาด และเปี่ยมเสน่ห์ มีตำนานเล่าว่าน้ำ in ทะเลสาบแห่งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเจ้าหญิงผู้เอาแต่ใจ จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าพื้นบ้านที่ทำให้ภูมิทัศน์ตรงหน้ายิ่งมีชีวิตขึ้นอีกชั้น ต่อด้วย Giau Pass ใช้เวลาเดินทางอีกราว 45 นาที–1 ชั่วโมง จุดชมวิวพาโนรามาที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในแถบนี้ เบื้องหน้าเป็นภูเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ให้ความรู้สึกทั้งยิ่งใหญ่และเงียบงามในเวลาเดียวกัน ก่อนเข้าสู่ Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์ที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว และยังคงมีเสน่ห์ของเมืองภูเขาที่หรูแต่ไม่ห่างเหิน พักค้างคืนที่นี่ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและบรรยากาศแสนโรแมนติก

วันที่ 4: Tre Cime di Lavaredo – Cadini di Misurina – Cortina d’Ampezzo

วันนี้เป็นวันที่ธรรมชาติของโดโลไมท์จะเผยด้านที่น่าตื่นตาที่สุด เริ่มต้นออกเดินทางจาก Cortina ไปยัง Tre Cime di Lavaredo ใช้เวลาประมาณ 50 นาที–1.15 ชั่วโมง พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของโดโลไมท์ ด้วยยอดเขาหินสามยอดขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่น ราวกับเป็นประตูสู่โลกของนักเดินเขาและคนรักภูเขาจากทั่วโลก เส้นทางเทรคที่นี่ไม่ใช่เพียงการเดินชมวิว แต่คือการค่อยๆ ซึมซับความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศที่ถูกสร้างขึ้นมาหลายล้านปี จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก

หลังจากนั้นไปต่อยัง Cadini di Misurina ซึ่งอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเพียงประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้กำลังเป็นที่รักของนักเดินทางรุ่นใหม่ ด้วยแนวสันเขาคมกริบราวใบมีดและมุมมองที่แตกต่างจากภูเขาในยุโรปทั่วไป ที่นี่ให้ความรู้สึกดิบ เท่ และน่าหลงใหลในแบบที่กล้องอาจเก็บได้ไม่หมด การได้มายืนตรงนั้นจริงๆ จะทำให้เข้าใจว่าทำไมหลายคนจึงยอมเดินทางไกลเพื่อมาเห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง ก่อนกลับมาพักที่ Cortina d’Ampezzo อีกคืน ปล่อยให้ร่างกายได้พัก และให้ภาพภูเขาทั้งวันค่อยๆ ซึมลึกลงในความทรงจำ

วันที่ 5: Alpe di Siusi – Seceda – Val Gardena

ออกเดินทางจาก Cortina มุ่งสู่โซน Val Gardena ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง ก่อนขึ้นกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ความพิเศษของที่นี่อยู่ที่ความโปร่งโล่งของภูมิทัศน์ ทุ่งหญ้าเนินอ่อน บ้านไม้หลังเล็ก และแนวเขา Sassolungo ที่ตั้งเด่นอยู่ไกลๆ ทุกอย่างดูละมุนและสงบ จนเหมือนโลกทั้งใบเบาลงอย่างประหลาด การเดินเทรลสั้นๆ ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องของระยะทาง แต่คือการได้ใช้เวลากับธรรมชาติอย่างแท้จริง

จากนั้นขึ้นกระเช้าต่อไปยัง Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่เป็นภาพแทนของโดโลไมท์มากที่สุด ด้วยแนวสันเขาทรงแหลมที่ทอดตัวยาวอย่างน่าทึ่ง จนดูเหมือนธรรมชาติสลักภูเขาไว้ด้วยมืออย่างประณีต ภาพของ Seceda มักทำให้คนอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะไม่มีภาพไหนถ่ายทอดความอลังการของพื้นที่จริงได้ครบถ้วน ที่นี่คือจุดหมายของคนที่รักภูเขา รักแสง และรักความรู้สึกเล็กๆ ของการได้ยืนอยู่ต่อหน้าความยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ก่อนพักค้างคืนที่ Val Gardena ดินแดนกลางหุบเขาที่มีบรรยากาศอบอุ่นและมีเสน่ห์ในแบบหมู่บ้านอัลไพน์แท้ๆ

วันที่ 6: Pordoi Pass – Lake Carezza – Verona – La Spezia

เช้านี้ออกเดินทางข้าม Pordoi Pass ใช้เวลาจาก Val Gardena ประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เส้นทางสายนี้คือหนึ่งในถนนภูเขาที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์ โค้งถนนค่อยๆ พาเราผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปตลอดทาง ก่อนแวะ Lake Carezza อีกราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบสีมรกตใสที่มีชื่อเสียงจากเงาสะท้อนของป่าสนและแนวเขา จนได้รับฉายาว่า Rainbow Lake ตามตำนานพื้นบ้านที่เล่าถึงนางเงือกและสายรุ้ง ความสวยของที่นี่มีลักษณะอ่อนหวาน ต่างจากความยิ่งใหญ่แบบดุดันของภูเขาหลายแห่งในโดโลไมท์

จากนั้นออกเดินทางสู่ Verona ใช้เวลาค่อนข้างยาวประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคลาสสิก และเป็นที่รู้จักทั่วโลกจากเรื่องราวของ Romeo and Juliet แม้ว่าตำนานความรักนี้จะเป็นวรรณกรรมของเชกสเปียร์ แต่ Casa di Giulietta ก็กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากมาเยือน เพราะเมืองนี้มีเสน่ห์ของความรักปะปนอยู่ในหินเก่า ถนนเล็ก และสถาปัตยกรรมทุกมุม หลังจากแวะซึมซับบรรยากาศแล้ว เดินทางต่อไปยัง La Spezia ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองท่าสำคัญริมทะเลลิกูเรีย ซึ่งเป็นประตูสู่ Cinque Terre พักค้างคืนที่นี่เพื่อเตรียมตัวสำหรับเช้าวันถัดไป

วันที่ 7: Cinque Terre – มิลาน

วันนี้เปลี่ยนอารมณ์จากภูเขาสู่ทะเล ด้วยการนั่งรถไฟเที่ยวชม Cinque Terre จาก La Spezia ไปยังแต่ละหมู่บ้านใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆ ราว 5–15 นาทีต่อสถานี แต่ทุกหมู่บ้านกลับมีบุคลิกต่างกันอย่างชัดเจน พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้โดดเด่นด้วยบ้านเรือนสีสดที่เกาะอยู่บนหน้าผาริมทะเล วิวทะเลสีคราม ทางเดินเล็กๆ และบรรยากาศหมู่บ้านประมงที่ยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่ารัก ความพิเศษของ Cinque Terre ไม่ได้อยู่แค่ความสวย แต่คือความรู้สึกว่ามนุษย์กับธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างพอดีมาหลายร้อยปี

หลังจากใช้เวลาเดินเล่น เก็บภาพ และนั่งมองทะเลอย่างไม่ต้องรีบร้อนแล้ว จึงเดินทางกลับมิลาน ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองใหญ่ที่เรากลับมาอีกครั้งในอารมณ์ที่ต่างออกไป เพราะหลังผ่านภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านเล็กๆ มาแล้ว มิลานจะดูมีมิติขึ้นกว่าตอนแรก พักค้างคืนที่ Milan เพื่อปิดท้ายการเดินทางอย่างสบายๆ

วันที่ 8: Lake Como – มิลาน

ออกเดินทางจากมิลานสู่ Lake Como ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบโคโมคืออีกหนึ่งภาพฝันของอิตาลีตอนเหนือ ที่นี่มีชื่อเสียงมายาวนานตั้งแต่ยุคชนชั้นสูงยุโรปนิยมมาพักผ่อนริมทะเลสาบ เพราะความงามของผืนน้ำสีเข้มที่โอบล้อมด้วยหมู่บ้านหรู วิลล่าสวย และแนวเขาที่ทอดตัวอยู่รอบด้าน บรรยากาศของโคโมไม่เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยความละเมียดละไม เหมาะกับการเดินเล่น นั่งมองเรือเล็กแล่นผ่าน หรือจิบกาแฟพร้อมชมวิวเงียบๆ

จากนั้นกลับสู่มิลานอีกประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อชม Duomo di Milano มหาวิหารโกธิคอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจของเมือง ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานหลายศตวรรษ จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมที่งามตระการตา แต่ยังเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของเมืองมิลานที่สะสมผ่านกาลเวลา การมายืนอยู่ตรงลานด้านหน้าแล้วเงยหน้ามองยอดแหลมสีขาวจำนวนมาก คือหนึ่งในภาพปิดท้ายที่สง่างามที่สุดของทริปนี้ พักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 9: มิลาน – สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายในมิลาน เป็นเวลาของการเดินช้าๆ อีกครั้ง อาจเลือกจิบกาแฟแก้วสุดท้าย เดินผ่านถนนสายเดิม หรือเก็บภาพบรรยากาศเมืองไว้ในความทรงจำ ก่อนออกเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG941 ของ Thai Airways สำหรับเดินทางกลับประเทศไทย ช่วงเวลาระหว่างนั่งรถไปสนามบินอาจเป็นช่วงที่เราได้ค่อยๆ ทบทวนว่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อิตาลีไม่ได้มอบเพียงภาพสวยๆ แต่ยังมอบจังหวะชีวิตที่อ่อนโยนและช้าลงอย่างน่าประทับใจ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากภูเขาหินยิ่งใหญ่ของโดโลไมท์ ทะเลสาบสีมรกต หมู่บ้านริมทะเล และเมืองคลาสสิกที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ทริปนี้ไม่ใช่แค่การไปเห็นสถานที่สวยงามของอิตาลีตอนเหนือ แต่คือการค่อยๆ ใช้เวลาเดินทางผ่านภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอารมณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน เป็นการเดินทางแบบ slow travel ที่ทำให้เราไม่ได้เพียง “ไปถึง” แต่ได้ “รู้สึกถึง” ทุกสถานที่อย่างแท้จริง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม