Categories
12-Dec 2024 South-America Tour

ปาตาโกเนีย

logo-freedoka

Patagonia

บัวโนสไอเรส • patagonia • El Calafate • ธารน้ำแข็ง Perito Moreno •  Mirador de Los Cóndores • Mount Fitz Roy • Cerro Torre • Laguna Torre Cerro • Torres del Paine • Mirador Las Torres • Cerro Paine • Punta Arenas • Santiago 

วันที่จัดทริป

20 ธันวาคม 2024 – 5 มกราคม 2025

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • กรุงบัวโนสไอเรส
  • Plaza de Mayo
  • ถนน 9 de Julio
  • เมืองเอล คาลาฟาเต้
  • ธารน้ำแข็งเปริโต โมเรโน่
  • Mirador de Los Cóndores
  • Laguna Torre
  • Torres Del Paine National Park
  • ธารน้ำแข็ง Grey Glacier
  • Base Torres: จุดชมวิวเทือกเขา Torres del Paine
  • ทะเลสาบ Pehoé
  • เมืองซานติเอโก
short brief
สรุปย่อทัวร์ปาตาโกเนีย

วันที่ 1 | สุวรรณภูมิ ออกเดินทางไปบัวโนสไอเรส
วันที่ 2 | เปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล เดินทางต่อสู่บัวโนสไอเรส ถึงปลายทางเวลา 22.35
วันที่ 3 | ชมกรุงบัวโนสไอเรส / จัตุรัสพลาซ่า เดอ มาโย ผ่านชมบริเวณ Plaza de Mayo /ถนน 9 de Julio
วันที่ 4 | บินภายในไปเมืองเมืองเอลคาลาฟาเต้ / เดินเล่มชมเมือง / พักผ่อนปรับร่างกาย
วันที่ 5 | ธารน้ำแข็งเปริโต โมเรโน่ ถ่ายรูปกับทะเลสาบ Lago Argentino
วันที่ 6 | หมู่บ้าน El Chalten / เดิน Mirador de Los Cóndores / จุดชมวิว Mirador de Los Cóndores
วันที่ 7 | Trek – Laguna Torre (ไปกลับ 20 กม)
วันที่ 8 | Trek – Laguna de los Tres (ไปกลับ 20 กม)
วันที่ 9 | เดินทางไปยังอุทยาน Torres del Paine
วันที่ 10 | Trek – Las Torres Base Viewpoint (ไปกลับ 21 กม 8-10 ชม)
วันที่ 11 | Trek – Francés Valley (ไปกลับ 21 กม 10-12 ชม)
วันที่ 12 | Trek – Grey Glacier Lookout (ไปกลับ 11 กม 8-9 ชม)
วันที่ 13 | เดินทางสู่เมือง Punta Arenas
วันที่ 14 | ชมเมือง Punta Arenas ช่วงเช้า • บ่ายบินไปเมือง ซานติเอโก
วันที่ 15 | City tour ซาติอาโก • ค่ำต่อเครื่องไปบัวโนสไอเรส • เชคอินสายการบิน Turkish Airlines
วันที่ 16 | กลับกรุงเทพโดย Turkish Airlines TK16 เวลา 00.05-22.45 (ถึงอิสตันบลู)
วันที่ 17 | ต่อไฟลท์ TK68 กลับกรุงเทพ เวลา 01.55 • 15.20 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 350,000 บาท 

รวม

  • ที่พักระดับ 4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • อาหารเย็นใน Las torres (4 วัน)
  • พาหนะรับส่งระหว่างเมือง
  • ค่ากิจกรรมตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบินไปกลับ BKK-Buenos Aires
  • ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ Agentina และ Chile
  • อาหารกลางวันและเย็น (ยกเว้นอาหารเย็นใน Las torres)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปปาตาโกเนียที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

Bangkok • Buenos Aires

Day 1

20.00 น. นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ
สายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK65 ออกเดินทางเวลา 22.55-05.50 น. แวะเปลี่ยนเครื่องที่ อิสตันบลู จากนั้น ต่อเครื่องไปยังเมือง Buenos Aires เที่ยวบินที่ TK15 เวลา 10.35-22.35 (มีแวะจอดที่ GRU)

Day 2

Buenos Aires

22.35 เดินทางถึง Buenos Aires เมืองหลวงแห่งอาร์เจนตินาขึ้นชื่อเรื่องของสภาพภูมิอากาศที่เบาสบายน่าอยู่ เปรียบเสมือน “ปารีสแห่งละตินอเมริกา” ได้รับอิทธิพลจากผู้อพยพชาวยุโรปที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ ทำให้พบเห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย

พักที่เมือง Buenos Aires

Day 3

Buenos Aires • City Tour

ชมกรุงบัวโนสไอเรส จัตุรัสพลาซ่า เดอ มาโย ผ่านชมบริเวณ Plaza de Mayo จัตุรัสเล็กๆที่อยู่ย่านใจกลางเมือง บริเวณนี้ท่านจะพบกับ ทำเนียบสีชมพู (Casa Rosada) ที่ตั้งเด่นเป็นตระหง่านอยู่บริเวณนี้ ผ่านชมสถานที่น่าสนใจรอบๆ อาทิ ถนน 9 de Julio ที่เคยชื่อว่าเป็นถนนที่กว้างที่สุดในโลก และเป็นที่ตั้งของ Teatro Colon ซึ่งเป็นโรงละครโอเปร่าเก่าแก่ที่สุดของเมือง และที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

พักที่เมือง Buenos Aires

Day 4

Buenos Aires • El Calafate

เดินทางสู่เมืองเอล คาลาฟาเต้ (El Calafate) โดยสายการบิน Aerolineas Argentinas เที่ยวบินที่ AR1844 เวลา 09.50-13.10 น.

เดินทางถึงเมืองเอล คาลาฟาเต้ (El Calafate) เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคปาตาโกเนียในประเทศอาร์เจนตินา จังหวัดซันตาครูซ (Santa Cruz) ชื่อของเมืองมาจากพุ่มไม้เล็ก ๆ ที่มีดอกไม้สีเหลืองและผลเบอร์รี่สีน้ำเงินเข้มที่พบได้ทั่วไปใน Patagonia ตั้งอยู่ในส่วนใต้ของประเทศ ใกล้กับอุทยานแห่งชาติลอสกลาเซีย (Los Glaciares National Park) ที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของเมือง เนื่องจากอุทยานนี้ได้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนที่สวยงามและมีกิจกรรมกลางแจ้งให้เลือกทำมากมาย

คืนนี้พักที่ El Calafate

Day 5

Perito Moreno

นั่งเรือ ชม ธารน้ำแข็งเปริโต โมเรโน่ (Perito Moreno) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติลอสกลาเซียธารน้ำแข็งสีขาวอมฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กว้างถึง 5 กิโลเมตร สูงกว่า 80 เมตร หนึ่งใน Highlight อย่างหนึ่งของการมาที่นี่คือการได้รอคอยก้อนน้ำแข็งยักษ์หล่นลงพื้นทะเลสาบ จากนั้นไป เดินกลาเซีย บนธารน้ำแข็งแห่งนี้ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ถ่ายรูปกับทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอาร์เจนตินา Lago Argentino มีเนื้อที่ประมาณ 1,465 ตารางกิโลเมตร และมีความลึกถึงกว่า 500 เมตร

คืนนี้พักที่ El Calafate

Day 6

El Chalten / Mirador de Los Condores

เดินทางสู่หมู่บ้าน El Chalten เมืองเล็กๆ ห่างจาก El Calafate 220 กม. (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นประตูสู่เส้นทาง trekking ต่างๆ มากมาย โดยรอบยอดเขา Fitz Roy ที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของดินแดนพาตาโกเนียอันเลื่องชื่อ

ช่วงบ่ายเดินไปยัง Mirador de Los Cóndores เป็นจุดชมวิวภูเขา Fitz Roy และทิวเขารอบๆ ในเทือกเขา Andes ในประเทศอาร์เจนตินา ในเขตอุทยานแห่งชาติ Los Glaciares เราจะรอคอยแสงเย็นพาดลงบน Fitzroy ให้กลายเป็นสีแดงส้มสวยงามยิ่งนัก

คืนนี้พักที่ El Chalten

Day 7

Laguna Torre

เส้นทางเดินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งใน El Chaltén เส้นทางสู่ Laguna Torre เลียบแม่น้ำ Río Fitz Roy โดยตลอด มีทัศนียภาพอันน่าทึ่งของเทือกเขา Torre Massif ตลอดทั้งวัน และสามารถชมทิวทัศน์ของหุบเขาที่อยู่ติดกันและยอดเขา Fitzroy ที่ถูกบังไว้ด้านหลังยอดเขา Cerro เราออกเดินจากเนินเขาเหนือเมือง มีความชันในช่วงแรก จากนั้นเดินขึ้นลงอย่างช้าๆ เพลิดเพลินกับวิวแรกของหุบเขา Torre จากนั้นเดินผ่านป่า lenga และข้างแม่น้ำ Río Fitz Roy ที่เชี่ยวกราก เส้นทางยังคงค่อนข้างราบเรียบตลอดทั้งวัน จนกระทั่งกิโลเมตรสุดท้ายพาคุณขึ้นไปยัง Campo de Agostini และริมฝั่ง Laguna Torre ที่นี่จะได้พบกับวิวใกล้ชิดของเทือกเขา Torre Massif ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบน้ำแข็ง

คืนนี้พักที่ El Chalten

Day 8

Laguna de los Tres (19 Km. 7-8 Hr.)

ออกเดินทางจากจุดเริ่มต้นเส้นทางที่ปลายสุดด้านเหนือของ Avenida San Martín เดินขึ้นเนินเข้าสู่ป่าอย่างรวดเร็ว พร้อมชมวิวแม่น้ำ Río de las Vueltas ทางด้านขวาของคุณ (เส้นทางเดียวกับ Laguna Capri) หลังจากประมาณสองไมล์ ป้ายจะแสดงสองตัวเลือก –

เดินไปทางซ้ายเพื่อเดินเท้าริม Laguna Capri หรือเดินขึ้นทางขวาเพื่อไปยัง Mirador Fitz Roy ทั้งสองตัวเลือกใช้ระยะทางใกล้เคียงกันและบรรจบกันในอีกไม่กี่กม

ข้ามผ่านทั้ง Campo Poincenot และ Campo Río Blanco ไปยังเชิงเขาหินสไลด์ จากจุดนี้เป็นท้าทายของเส้นทาง เนื่องจากความชันสูงกว่า 400 เมตร ไปยัง Laguna de los Tres เมื่อถึงทะเลสาบแล้ว หายใจเข้าลึก ๆ ใส่เสื้อผ้าเพิ่ม และเพลิดเพลินกับวิวระยะใกล้ของ Fitz Roy, Glaciar de los Tres และน้ำสีฟ้าใสอย่างน่าทึ่ง สามารถเดินไปตามริมทะเลสาบหรือเดินไปทางซ้ายประมาณหนึ่ง กม เพื่อชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของ Lago Sucia ในหุบเขาที่อยู่ติดกัน

คืนนี้พักที่ El Chalten

Day 9

Torres Del Paine National Park (7 Hr.)

เดินทางไปยัง Torres del Paine เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงอยู่ในภูมิภาคปาตาโกเนียน ในประเทศชิลี อุทยานแห่งชาติ Torres del Paine มีทิวเขาที่โด่งดังอย่าง Cuernos del Paine และ Torres del Paine ซึ่งเป็นภูเขาที่มีรูปร่างสลักตั้งตรงที่สุดและปลายที่แหลมคม

เตรียมตัวสำหรับการเดินเส้นทาง W Trek อันโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

W Trek Patagonia เป็นเส้นทางเดินป่ารูปตัว W ที่โด่งดังที่สุดในอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine ประเทศชิลี เส้นทางนี้มีความยาวประมาณ 75 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย

  • ธารน้ำแข็ง Grey Glacier: ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ทอดยาว 6 กิโลเมตร
  • French Valley: หุบเขาอันเขียวขจีล้อมรอบด้วยภูเขาสูง
  • Base Torres: จุดชมวิวเทือกเขา Torres del Paine สัญลักษณ์ของอุทยานฯ

พวกเขาเหล่านั้นดั้นด้นเดินทางไกลมาเพื่อสิ่งนี้ พวกเราก็เช่นกัน

คืนนี้พักที่ Las Torres

Day 10

Las Torres Base Viewpoint (Trek 21 Km. 8-10 Hr.)

เริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นเขาอย่างช้าๆผ่านทุ่งหญ้า pampas ของ Patagonia และค่อยๆชันมากขึ้นเมื่อคุณเข้าสู่หุบเขา Ascencio จนกระทั่งถึงช่องเขา Los Vientos Mountain Pass ซึ่งมีทัศนียภาพอันงดงามตระการตาของภูมิประเทศและทะเลสาบโดยรอบ จากนั้นเดินต่อไปผ่าน Chileno Sector และผ่านป่าพื้นเมือง ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเดิน

ส่วนนี้ของการเดินป่าใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยเป็นเส้นทางเดินเท้าบนพื้นหินกรวด ที่เต็มไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ ปลายทางของเราคือจุดชมวิวของหอคอยหินแกรนิตสามแห่งอันเป็นสัญลักษณ์แห่งปาตาโกเนียและมีทะเลสาบน้ำแข็งเป็นฉากหน้า

คืนนี้พักที่ Las Torres

Day 11

Francés Valley (21 Km 10-12 Hr.)

เริ่มต้นวันด้วยทริปล่องเรือคาตามารันอันแสนสดชื่นข้ามทะเลสาบ Pehoé สีฟ้าคราม ซึ่งจะทำให้คุณได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาโดยรอบ เมื่อไปถึงอีกด้านหนึ่ง เราจะเริ่มต้นการเดินไปยังหุบเขาฟรานเซส ระหว่างทางจะได้ดื่มด่ำกับความเงียบสงบของป่าไม้และลำธารน้ำแข็ง และตื่นตาตื่นใจกับรูปทรงและสีสันของเทือกเขา Los Cuernos อันยิ่งใหญ่ เป็นจุดหมายอันยิ่งใหญ่ของการเดินที่ไม่เหมือนใคร ณ จุดชมวิวพร้อมทิวทัศน์อันน่าทึ่งของธารน้ำแข็ง Francés และส่วนอื่นๆ ของเทือกเขา Paine

คืนนี้พักที่ Las Torres

Day 12

Grey Glacier Lookout

เส้นทางนี้คดเคี้ยวผ่านพื้นที่หินและป่าพื้นเมือง ซึ่งเป็นที่อยู่ของนก Patagonian จำนวนมาก ระหว่างทางสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของธารน้ำแข็งที่อยู่บนยอดเขาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งให้ความรู้สึกที่แปลกและแตกต่าง เมื่อไปถึงจุดชมวิวแรกที่มองเห็นทะเลสาบเกรย์ จะเริ่มเห็นก้อนน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งที่ลอยอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดอันใหญ่โตของก้อนน้ำแข็งเป็นความยิ่งใหญ่ของเส้นทางนี้

คืนนี้พักที่ Las Torres

Day 13

Punta Arenas (4 Hr.)

ก่อนเดินทางกลับ เพลิดเพลินไปกับการเดินเล่นรอบบริเวณโรงแรม สวนออร์แกนิก หรือคอกม้า ถ่ายภาพทิวทัศน์อันงดงาม และดื่มด่ำกับความรู้สึกมหัศจรรย์ของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของปาตาโกเนีย

จากนั้นเดินทางไปยังเมือง Punta Arenas เมืองนี้เป็นเมืองที่มีบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน Punta Arenas เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางการค้าและทางเศรษฐกิจ ศูนย์กลางเมืองที่มีบ้านเรือนที่สวยงามและอาคารที่เคยเป็นที่พักของนักสำรวจเมดาโน, พิพิธภัณฑ์นาวายุทธอสังหาริมทรัพย์รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองด้วย

คืนนี้พักที่ Punta Arenas

Day 14

Punta Arenas City Tour • Santiago

ช่วงเช้า ชม Monumento a Hernando de Magallanes อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการเดินทางสำรวจของ Hernando de Magallanes นักเดินเรือชาวสเปนผู้ค้นพบเส้นทางรอบโลก สู่แอนตาร์กติกา

ชม Plaza de Armas จัตุรัสโบราณแห่งนี้เป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมืองและอาคารทางประวัติศาสตร์อื่นๆ บริเวณโดยรอบจัตุรัสมีอาคารเก่าแก่ที่สวยงามหลายแห่ง เช่น ศาลาว่าการ โบสถ์ซานเปโดร และโรงละครแห่งชาติ

เยี่ยมชมจุดชมวิว Cerro de la Cruz เพื่อชมสีสันสดใสของเมือง ช่องแคบมาเจลลัน และเกาะ Tierra del Fuego บนขอบฟ้า จากนั้นเราจะมุ่งหน้าไปยังลานเมืองหลักซึ่งตั้งชื่อตามอดีตผู้ว่าการ Muñoz Gamero พลาซ่าแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของเมืองตั้งแต่ ปลายศตวรรษที่ 19

เดินทางไปยังสนามบินเพื่อเดินทางไปยังเมือง ซานติเอโก โดยสายการบิน Latam Airlines LA88 18.34-21.59

เดินทางถึงซานติอาโกเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของชิลี มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และก่อตั้งขึ้นมาโดยผู้ที่พิชิตชาวสเปน ตลอดหลายๆ ศตวรรษที่ผ่านมา ซานติอาโกได้เติบโต และพัฒนาให้เป็นเมืองที่ทันสมัย และมีความเป็นสากล

คืนนี้พักที่เมือง Santiago

Day 15

Santiago • Buenos Aires • Istanbul

ชมจัตุรัสกลางเมือง Plaza de Armas เป็นจัตุรัสหลักของเมืองซานติเอโก ตั้งเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมือง Plaza de Armas แห่งนี้ล้อมรอบด้วยอาคารสำคัญหลายแห่ง รวมถึง Metropolitan Cathedral, Central Post Office และ Palacio de la Real Audiencia เป็นต้น

เดินทางไปยังสนามบินเพื่อเดินทางกลับ Buenos Aires โดยสายการบิน LATAM Airlines เที่ยวบินที่ LA657 17.48-19.48

จากนั้นรอต่อเครื่องกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK16

Day 16

Istanbul • Bangkok

ออกเดินทางกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK16 เวลา 00.05-22.45 ถึงอิสตันบลู แวะเปลี่ยนเครื่อง

Day 17

Bangkok

บินต่อกลับกรุงเทพ TK68 เวลา 01.55-15.20 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
06-Jun 10-Oct 12-Dec 2024 Europe

ทัวร์โดโลไมท์ ชิงเคว เทเร​

Italy Dolomite Cinque Terre

หมู่บ้านชิงเควเตเร่ • เมืองเวโรน่า • Bolzano • ทะเลสาบ Carezza • Cortina d’ Ampezzo • Tre cime • ทะเลสาบ Braies • ภูเขา Seceda • Sella pass • วาล ดิ ฟุเนส • Duomo

วันที่จัดทริป

Update เร็วๆนี้

Highlight
ไฮไลท์ทริปโดโลไมท์ ชิงเควเทเร
  • เมืองออร์ทิเซ่
  • ขึ้นกระเช้า Alpe di Siusi
  • ขึ้นกระเช้าสู่ ภูเขา Seceda
  • หมู่บ้าน วาล ดิ ฟุเนส
  • ทะเลสาบ Misurina
  • เมือง Cortina d’ Ampezzo
  • Lake of Carezza
  • ชมบ้านจูเลียต Casa di Giulietta
  • หมู่บ้าน Cinque Terre
  • Lake Como
  • ชมมหาวิหารดูโอโม
short brief
สรุปย่อทัวร์โดโลไมท์ ชิงเควเทเร

วันที่ 1 | สนามบินสุวรรณภูมิ
วันที่ 2 | เดินทางถึง Milan ไปยังเมือง Sirmione เดินทางต่อสู่เมือง Bolzano ไป Ortisei
วันที่ 3 | ขึ้น Alpe di Siusi ขึ้นกระเช้าสู่ จุดชมวิว บ่ายขึ้นกระเช้าสู่ ภูเขา Seceda
วันที่ 4 | ชมหมู่บ้าน Val di Funes • ทะเลสาบ Braies • ผ่านชม Tre Cime di Lavaredo • ชมทะเลสาบ Misurina • ไปเมือง Cortina d’ Ampezzo
วันที่ 5 | ชมจุดชมวิว Giau Pass ข้ามผ่าน Pordoi pass ชม Lake of Carezza เดินทางไปเมือง Verona
วันที่ 6 | ชมบ้านจูเลียต Casa di Giulietta เดินทางไปยัง ลา สเปเซีย (La Spezia)
วันที่ 7 | เที่ยวหมู่บ้าน Cinque Terre ไปยัง Lake Como
วันที่ 8 | ทะเลสาบ Como เดินทางกลับ Milan ชม Duomo
วันที่ 9 | อิสระช่วงเช้า ไปสนามบินกลับกรุงเทพ
วันที่ 10 | ถึงกรุงเทพ โดยสวัสดิภาพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 109,000 บาท (กรุ๊ปละ 6-12 ท่าน)

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • Driver Guide คนไทย (รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัวของไดรเว่อร์ไกด์หมดแล้ว)
  • ยานพาหนะ ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าทำวีซ่า 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าแปลเอกสารทำวีซ่า (ถ้ามี)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่นค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

what is roadtrip
ข้อจำกัด Road Trip
  • พื้นที่เก็บกระเป๋ามีจำกัด หากมา 6 ท่าน กระเป๋าจะต้องเป็นขนาด 24 นิ้วเท่านั้น และ Carry On ต้องเป็นแบบผ้าหรือแบบเป้ที่สามารถใส่ไว้ใต้เบาะหรือข้างๆตัวได้
  • เราไม่สามารถทราบรุ่นของรถได้จนกว่าจะถึงวันรับรถ บางครั้งรถอาจจะใหญ่กว่าในรูปหรือเล็กกว่าในรูป ดังนั้น เพื่อจำกัดข้อผิดพลาดของการเดินทาง เราจึงจำเป็นต้องกำหนดขนาดของกระเป๋าไว้ล่วงหน้า
  • กระเป๋าต้องเผื่อพื้นที่ของไกด์ 1 ใบ
  • เราจะพาทุกท่านเข้าโรงแรมก่อนออกเที่ยวเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการทุบกระจกขโมยของ
  • กระเป๋าทุกท่านต้องดูแลกระเป๋าของตนเอง (ช่วยยกขึ้นรถ) รวมถึงการลากขึ้นห้อง เนื่องจากไกด์ของเรามีคนเดียว

ทริปโดโลไมท์ที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

พบกันที่สนามบิน เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG940 00.40-07.35

Day 2

มิลาน • Sirmione • Bolzano • Ortisei • Val gardena

เดินทางถึงมิลาน จากนั้นไปยังเมือง Sirmione เมืองอันเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 2000 ปี มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแหลมที่ยื่นออกไป ในทะเลสาบการ์ด้าซึ่งมีความยาวกว่า 55 กม. เมืองนี้จึงถูกขนาบข้างด้วยทะเลสาบ ชมเมืองและร่องรอยประวัติศาสตร์ ในตัวเทืองมีร้านของฝากและร้านอาหารให้ได้แวะเดินเล่นถ่ายรูปได้

เดินทางต่อสู่เมือง Bolzano เป็นเมืองหลวงของภูมิภาคSouth Tyrol ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมัน รองลงมาเป็น ภาษาอิตาลี แวะชมวิหาร Chiesa dei Domenican ย่านใจกลางเมือง และอนุสาวรีย์ที่จตุรัสกลางเมือง Pizza delle Erbe เดินเล่นแถบถนนคนเดิน Pizza Walther

เดินทางไปยังเมือง ออร์ทิเซ่ (Ortisei) เป็นหมู่บ้านตากอากาศเล็กๆ มีพื้นที่ติดกับออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งเทือกเขาโดโลไมท์ด้วย 

คืนนี้พักที่ Val Gardena

 

Day 3

Alpe di Siusi • Seceda • Val gardena

พาขึ้น Alpe di Siusi ขึ้นกระเช้าสู่ จุดชมวิวที่สามารถเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของกลุ่มเขาใน Dolomite วิวเนินสูงๆต่ำๆเป็นฉากหน้า และกลุ่มยอดอันโดดเด่นอยู่เบื้องหลัง ภูเขาทั้งหมด 6 ยอด โอบล้อมภูเขาลูกน้อยไว้ตรงกลาง ยอดซ้ายสุดชื่อ Langkofel (เยอรมัน) และ Sassolungo (อิตาลี)

ช่วงบ่าย ขึ้นกระเช้าสู่ ภูเขา Seceda เป็นภูเขาที่สวยงามและมีชื่อเสียงในเทือกเขา Dolomites ตั้งอยู่ในหุบเขา Val Gardena ภูเขา Seceda สูง 2,519 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเป็นที่รู้จักจากยอดเขาที่เป็นเอกลักษณ์รูปทรงสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ท่านจะได้เห็นกลุ่มภูเขา Sella group และ Sussolungo ท่านจะได้เที่ยว ถ่ายรูปกันจนอิ่ม

คืนนี้พักที่ Val Gardena

Day 4

Val di funes • ทะเลสาบ Braies • ทะเลสาบ Misurina • Tre Cime • ไปเมือง Cortina d’ Ampezzo

พาไปชมหมู่บ้านเล็กๆ วาล ดิ ฟุเนส (Val di Funes) ที่โด่งดังจากภาพโบสถ์ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาฟันเลื่อย ทีใครๆจะต้องจำได้เมื่อมาเยือน Dolomite หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรประมาณ 200 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว มีเสน่ห์แบบดั้งเดิมของอิตาลี 

ชมความงามของ ทะเลสาบบรายเอียซ (Braies) เขตอุทยานแห่งชาติ FANES SENNES BRAIES ตามตำนานกล่าวว่าที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์ ที่คอยคุ้มครองดูแลเหมืองทองคำใต้พิภพอีกด้วย 

ผ่านชม Tre Cime di Lavaredo ยอดภูเขาหินปูนสามลูกที่เรียงติดกัน ว่ากันว่าเป็นยอดเขาที่ดังและสวยที่สุดของ Dolomites ฝั่งตะวันออก

ชมทะเลสาบ Misurina ที่มีเอกลักษณ์เป็นอาคารสีเหลืองตัดกับท้องฟ้าและทะเลสาบสีครามสวยงามยิ่งนัก ทะเลสาบนี้ยาวถึง 2.6 กิโลเมตร ลึกกว่า 5 เมตร ส่วนอาคารสีเหลืองเป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ จึงยืนยัดได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีอากาศบริษุทธิ์เป้นอย่างมาก 

จากนั้นจึงเดินทางกันต่อ มุ่งสู่เมือง Cortina d’ Ampezzo เป็นเมืองสกีรีสอร์ทที่อยู่ในตอนกลางของหุบเขาอัมเปซโซ ในทิวเขา Dolomites อีกทั้งยังเป็นสถานที่ไว้ใช้จัดโอลิมปิกในฤดูหนาวอีกด้วย 

คืนนี้พักที่ Cortina d’ Ampezzo

Day 5

Cortina d' Ampezzo • Giau Pass • Pordoi Pass • Lake of Carezza • Verona

แวะ Giau Pass จุดชมวิวที่อยู่บน Mountain Pass สูงกว่า 2236 เมตร เห็นวิวรอบด้าน 360 องศา ภาพที่ถ่ายบ่อยมากเป็นมุมทางด้านทิศเหนือ เห็นทุ่งหญ้ากับภูเขารูปทรงสามเหลี่ยม

ข้ามผ่าน Pordoi pass อยู่ระหว่าง กลุ่ม ella-Marmolada ที่ยิ่งใหญ่ โดยมีระดับความสูงถึง 2239 เมตร

ชม Lake of Carezza เป็นทะเลสาบที่มีน้ำสีเขียวมรกตและทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขา ทะเลสาบตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,519 เมตรจากระดับน้ำทะเล และล้อมรอบไปด้วยป่าสน เป็นอีกหนึ่งจุดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและช่างภาพ เป็นภาพทะเลสาบและทิวต้นสนฉากหลังเป็นภูเขาหิมะอันสวยงาม

เดินทางไปเมือง Verona เมืองแห่งตำนานรักของโรมิโอจูเรียต ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเวนิส แต่มีความโรแมนติคที่ไม่แพ้กันเลย ทั้งทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม โรงละคร งานจัดแสดงต่างๆ และที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีเลยนั่นคือ เรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มสาว โรมีโอจูเลียต ที่ถูกนำมาเรียงร้อยเรื่องราว

คืนนี้พักที่ Verona

Day 6

Verona - La Spezia

ชมบ้านจูเลียต Casa di Giulietta บ้านหลังนี้มีความคล้ายในประพันธ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นบ้านหลังนี้เป็นของตระกูล Capello สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 มีความคล้ายคลึงกับบ้านของจูเลียตในนิยายมาก แต่ก็ได้ถูกทิ้งร้างมีต้นไม้เลื้อยรกรุงรังเต็มอาคาร จนกระทั่งมีการพยายามฟื้นฟูบ้านหลังนี้ขึ้นมาใหม่ในศตวรรษที่ 20

เดินทางไปยัง ลา สเปเซีย (La Spezia) เมืองในเขตลิกูเรีย ตอนเหนือของอิตาลีอยู่ระหว่างเมืองเจนัว และ ปิซ่า ในบริเวณอ่าวลิกูเรหนึ่งในอ่าวที่มีความสําคัญทางด้านการค้าและการทหาร เป็นเมืองที่เราจะนั่งรถไฟเข้าสู่ Cinque terre

คืนนี้พักที่ La spezia

Day 7

Cinque Terre • Lake Como

พาชมหมู่บ้าน Cinque Terre ที่มีความหมายว่า 5 แผ่นดิน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานย้อนกลับไปถึงศรตวรรษที่ 11 โดยมี Vernazza และ Manarola เป็นสองหมู่บ้านแรกก่อนหมู่บ้านอื่นๆจะเติบโตตามมา หมู่บ้านเหล่านี้ได้เสื่อมโทรมลงในศตวรรษที่ 16 เมื่อมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อจาก La spezia ผ่านหมู่บ้านเหล่านี้ คนในหมู่บ้านนี้จึงได้อพยพย้ายถิ่นฐานออกไปจากที่นี่ จนกระทั้งการท่องเที่ยวกลับมาสร้างความคึกคักอีกครั้งในช่วงปี 1970 เมืองมรดกโลกแห่งนี้ประกอบด้วยหมู่บ้านทั้งหมด 5 แห่ง Monterosso al Mare , Vernazza , Corniglia , Manarola และ Riomaggiore

เดินทางไปยัง Lake Como เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีชื่อเสียงในด้านความสวยงามของธรรมชาติ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโคโม ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของอิตาลี ทางเหนือของทะเลสาบคือ เทือกเขาแอลป์ยาวเหยียดสุดสายตาเป็นกําแพงธรรมชาติที่สร้างฉากหลังอันงดงามอลังการให้กับดินแดนบริเวณนี้ Lake Como ได้รับสมญานามให้เป็นราชินีแห่งทะเลสาป

คืนนี้พักที่ Lake Como

 

Day 8

Lake Como • ไปเมืองมิลาน

ชื่นชมบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบโคโม (Lake Como) เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของอิตาลี มีความสวยงามของทิวทัศน์ ล้อมรอบด้วยภูเขาแอลป์ที่สูงตระหง่าน

เดินทางกลับเมืองมิลาน เมืองสำคัญของประเทศอิตาลี มีชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ โดยถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชั่นในระดับเดียวกับ นิวยอร์ค ปารีส ลอนดอน และ โรม

ชมมหาวิหาร แห่งมิลาน ดูโอโม (Duomo) เป็นมหาวิหารประจำเมือง ที่ใหญ่เป็นอับดับสองรองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงวาติกัน มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในสถาปัตยกรรมแบบกอธิค และใช้เวลาสร้างนานกว่า 500 ปี มหาวิหารดูโอโมมีความยาว 157 เมตร กว้าง 92 เมตร และสูง 108 เมตร หลังคาของมหาวิหารเป็นหลังคาหินอ่อนแกะสลักลวดลายวิจิตรงดงาม ยอดแหลมบนหลังคาสูง 106 เมตร มีรูปปั้นพระแม่มาเรียทองคำประดับอยู่

คืนนี้พักที่ Milan

Day 9

มิลาน • สนามบินกลับกรุงเทพ

อิสระช่วงเช้า เตรียมเก็บสัมภาระ จากนั้นเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG941 14.05-05.55

Day 10

กรุงเทพ

05.55 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
04-Apr 10-Oct 12-Dec 2024 Africa

ทัวร์โมรอคโค

MOROCCO

Casablanca •  Rabat • Chefchaouen •  Fez • Makhzen • ทะเลทรายซาฮาร่า • Merzouga • Ouarzazate • Atlas • Saadian Tombs • Bahia Palace • Koutoubia Mosque • Ali ben Youssef Medersa

วันที่จัดทริป

3 – 13 พฤษภาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริปโมรอคโค
  • ศิลปะแขกมัวร์อันโด่งดัง
  • Hassan II Mosque ใหญ่อันดับ 5 ของโลก
  • Hassan Tower และสุสานกษัตริย์
  • คุมโทนด้วยสีฟ้าหลายเฉดที่เมือง Chefchaoune
  • Medina of Fes ตลาดโบราณในเมืองหมื่นตรอก
  • ประสบการณ์พักที่ Desert camp ที่ Sahara Desert
  • Marrakech สัมผัสวัฒนธรรมอย่างผสมผสาน
short brief
สรุปย่อทัวร์โมรอคโค

วันที่ 1 |สุวรรณภูมิ
วันที่ 2 | Casablanca • สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 • Rabat • Kasbah of the Oudayas • Mohammed V Mausoleum and Hassan Tower
วันที่ 3 | Chefchaouen • Plaza Uta el-Hammam • Kasbah
วันที่ 4 | ช่วงเช้า Chefchaouen • Volubilis • Fes
วันที่ 5 | Madarsa Bou Inania • ชม Kairaouine Mosque & University • ชม Chouara Tannery • Dar El-Makhzen Palace ชมและช้อปในเมืองเก่า Old Medina
วันที่ 6 | เดินทางเข้าสู่ Merzuga • ทะเลทรายซาฮาร่า
วันที่ 7 | ชม Fossil Museum • ช่องเขา Todra Gorge • ไปเมือง Ouarzazate
วันที่ 8 | เดินทางไปเมือง Ait banhatduo • เทือกเขา Atlas • แวะเยี่ยมชม Menara Gardens เดินทางสู่เมือง Marakesh • เดินเล่น Rahba Kedima Square และ Jama El Fna Square
วันที่ 9 | ประตูเมือง Bab Agnaou • Saadian Tombs • อาคาร Bahia Palace 7 มัสยิดKoutoubia Mosque • เยี่ยมชม Ali ben Youssef Madrasa
วันที่ 10 | เดินทางสู่เมืองคาซาบลังกา ไปสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพ
วันที่ 11 | ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 69,900 บาท
  • พักเดี่ยวเพิ่มท่านละ 16,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าวีซ่า
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าเครื่องดื่ม นอกเหนือจากรายการ

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่นค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปโมรอคโคที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ • คาซาบลังก้า

Day 1

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรรภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Emirate Airlines เที่ยวบินที่ EK385 01.15-04.45 เปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ จากนั้นต่อด้วย EK751 07.30-12.55

Day 2

Casablanca • Rabat

12.55 ถึงสนามบินนานาชาติโมฮัมเหม็ดที่ 5 แห่งเมืองคาซาบลังกา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ทางตะวันออกของประเทศ เมืองคาซาบลังกายังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโมร็อกโก โดยมีฐานะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ

ชม สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (ถ่ายรูปด้านนอก) สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 1993 ในวาระเฉลิมพระชนม์ครบ 60 พรรษาของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 แห่งโมร็อกโก สุเหร่ามีขนาดใหญ่มาก จุคนได้ราว 25,000 คน เป็นศิลปะสไตล์โมร็อกโก จัดลำดับเป็นสุเหร่าที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในคาซาบลังกาและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

เดินทางสู่เมือง Rabat เมืองหลวงของประเทศโมรอคโค ถูกสถาปนาขึ้นโดยประเทศฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองในช่วงปี 1912 แทนที่เมืองเฟสเนื่องจากเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงในเมืองเฟส

ชม Oudaya Kasbah ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ ป้อมอูดายานี้สร้างขึ้นโดยสเปนเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมร็อกโก บริเวณด้านในมีสวนดอกไม้และชุมชนชาวเมือง (Metina) และบ้านเรือนส่วนใหญ่ตกแต่งด้วยสีฟ้า-ขาว

ชม Mohamed V Mausoleum and Hassan Tower สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งประจำเมือง Rabat ภายในเป็นสุสานที่บรรจุพระศพของกษัตริย์ Hassan II และเจ้าชาย Abdallah ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมประจำราชวงศ์ Alaouite ที่เป็นอาคารสีขาว และมีหลังคาสีเขียว ซึ่งสีเขียวนั้นถือว่าเป็นสีประจำศาสนาอิสลามอีกด้วย ด้านหน้าของสุสาน

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Rabat

Day 3

Chefchaouen • Plaza Uta el-Hammam • Kasbah

ไปเมือง Chefchaouen เมืองเก่าแก่ขนาดเล็ก เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองเชฟชาอูน คือ บ้านเรือนสีฟ้าและสีขาวที่รายล้อมอยู่โดยรอบ

Chefchaouen เป็นเมืองเก่าแก่ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1471 รวมระยะเวลาจนถึงปัจจุบันก็ราว ๆ 547 ปี แล้ว เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ Moulay Ali ibn Rashid al-Alami ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นป้อมปราการในการต่อสู้กับโปรตุเกสที่เข้ามารุกรานโมร็อกโกทางเหนือ โดยหลังจากการรุกรานครั้งนั้นก็มีชาวมอริสคอส (Moriscos) และชาวยิว (Jew) ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองแห่งนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ชมจัตุรัสอูตา เอล ฮัมมัม (Plaza Uta el-Hammam) เป็นจัตุรัสกลางเมืองเชฟชาอูน จัตุรัสแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยอาคารสีฟ้าสดใส ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกมากมาย ที่นี่เหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อน ชมวิวผู้คน และถ่ายรูปกับอาคารสีฟ้า

Kasbah ป้อมปราการเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุและงานศิลปะ ป้อมปราการประกอบด้วยกำแพงสูง หอคอย และประตู ตลอดจนมัสยิดและอดีตพระราชวัง ได้รับการบูรณะใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงโบราณวัตถุและงานศิลปะจากภูมิภาค รวมถึงเครื่องประดับ อาวุธ และเครื่องปั้นดินเผา พิพิธภัณฑ์ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ Chefchaouen และ Kasbah

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Chefchaouen

Day 4

Chefchaouen • Volubilis • Fes

เดินเล่นชมเมือง Chefchaouen กันที่ Old Medina ตามอัธยาศัย แวะหามุมแปลกถ่ายรูปรวมถุงช้อปปิ้งจะจ่ายสินค้าพื้นเมืองราคาย่อมเยาสีสันสดใสได้จากที่นี่

เดินทางไป Volubilis เมืองเกษตรกรรมโรมันโบราณที่อยู่ในโมร็อกโก และเป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้เมื่อปี 1997 เชื่อกันว่าเมืองนี้สร้างขึ้นประมาณ 300 ปีก่อนครัสตกาล ก่อนจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 18 ทำให้เหลือเพียงซากปรักหักพังให้ได้ชมกัน

เดินทางไป Fes เมืองมรดกโลกอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศโมร็อกโก และยังเคยเป็นเมืองหลวงของโมร็อกโกเมื่อปี ค.ศ.1925 สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ อิดริส (Idrisid Dynasty) โดยสุลต่าน โมเลย์ อิดริส ที่ 1 (Moulay Idriss I) ในปัจจุบันเมืองเฟซได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมยุคเก่าในโมร็อกโก และเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรม

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Fes

Day 5

Madarsa Bou Inania • Kairaouine Mosque & University • Chouara Tannery • Darel • Old Medina

ชม Madarsa Bou Inania เป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่สร้างขึ้นราวปี 1351 คำว่า Bou Inania ซึ่งเป็นชื่อของโรงเรียนสอนศาสนานั้นมาจากชื่อของสุลต่าน Abou Inan นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาไม่กี่แห่งที่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามได้เข้าไปเยือนอีกด้วย

ชม Kairaouine Mosque & University พื้นที่ที่มีทั้งมัสยิดและมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกในประเทศโมร็อกโก ได้ดำเนินการเปิดสอนศาสนาอิสลามมาอย่างยาวนาน ทำให้เป็นมหาวิทยาลัยทางศาสนาอิสลมที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดในโลก

ชม Chouara Tannery เนื่องจากเมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องหนังมาก ใครมาเยือนก็จะต้องซื้อหาเครื่องหนังติดมือไปเป็นของฝาก สาเหตุที่เมืองแห่งนี้โด่งดังในเรื่องเครื่องหนังเนื่องจากกรรมวิธีในการฟอกหนังนั้นทำด้วยมือทั้งหมด และเป็นวิธีการที่สืบทอดกันมากว่าพันปีแล้วนั่นเอง ลานฟอกหนังในเมือง Fez ถือว่าเป็นลานฟอกหนังที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศโมร็อกโกเลยทีเดียว

Dar El-Makhzen Palace ที่ประทับของสุลต่านแห่งโมร็อกโก สร้างขึ้นโดยมูเลย์ อีสมาอิล ในช่วงศตวรรษที่ 17 เพดานแกะสลักไม้และลายหินอ่อนปัจจุบันพระวังถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ จำนวน 2 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมร็อกโกและพิพิธภัณฑ์ของโบราณ

ชมและช้อปในเมืองเก่า Old Medina ที่อดีตเคยเป็นเมืองหลวง ของประเทศเป็นเวลาหลายปี รวมถึงเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์เมืองหนึ่งของศาสนาอิสลาม ในเขตย่านเมืองเก่า มีตรอก ซอก ซอยมากกว่า 10,000 ซอย ขนาดซอยที่แคบที่สุด มีขนาดความกว้างประมาณ 50 ซ.ม.เท่านั้น

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Fes

Day 6

Merzugar • Sahara Desert

เช้าตรู่ โบกมืออำลาเมืองเก่าเฟสแล้วเตรียมตัวออกเดินทางไกล วันนี้เราจะเดินทางไกลกันสักหน่อย ออกเดินทางมุ่งหน้าลงใต้สู่เมืองเมอซูการ์ ประตูสูงดินแดนทะเลทรายซาฮารา

เดินทางเข้าสู่ Merzuga เมืองที่ถือได้ว่าเป็นประตูสู่ซาฮาร่า ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่วิวที่เต็มไปด้วยเนินทราย ถึงที่พัก เก็บสัมภาระ ก่อนนำท่านเปิดประสบการณ์ ขี่อูฐ เพื่อเดินทางเข้าสู่ทะเลทรายซาฮาร่า ที่ถือว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา

เดินทางเข้าสู่ ทะเลทรายซาฮาร่า ที่ถือว่าเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา เมื่อราว 1,000 ปีที่ผ่านมาเคยมีผู้คนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เนื่องจากสมัยก่อนทะเลทรายแห่งนี้เคยเป็นแม่น้ำมาก่อนนั่นเอง แดดล่มลมตก สัมผัสประสบการณ์ปีนเขาทราย (Sand Dune) ณ ยอดเขา เราจะมองเห็นเม็ดทรายที่สะท้อนแสงเป็นสีชมพูอ่อนหวาน และเลื่อมเงาที่เกิดจากลอนทราย กลายเป็นคลื่นทะเลทรายที่สวยงามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคณะอูฐที่เดินมาตามสันทราย เหมือนกับสารคดีที่เราคุ้นเคยกันแต่เด็กอย่างไรอย่างนั้นทีเดียว

คืนนี้เราจะพักกันที่ Desert camp

Day 7

Fossil Museum • Todra Gorge • Ouarzazate

ชม Fossil Museum ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่างๆในอดีตที่ถูกทับถมในชั้นหิน เช่นพืช ปลา หอย ฯลฯ ซากฟอสซิลนั้นสามารถบอกอะไรได้หลายๆอย่าง ทั้งสภาพแวดล้อมในอดีต การดำรงชีวิต การวิวัฒนาการต่างๆ

Todra Gorge เป็นช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่กลางแม่น้ำ ด้วยความที่มีแม่น้ำไหลผ่านช่องเขาบริเวณนี้จึงมีลักษณะรูปทรงแปลกตาออกไปไม่เหมือนกับที่อื่นๆ พื้นที่บริเวณนี้ยังมีคนท้องถิ่นอาศัยอยู่ ถ้าโชคดีทุกท่านจะได้พบชาวบ้านที่ลากจูงลา อูฐ และแพะออกมาหาอาหารกินกันด้วย

Ouarzazate เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูเมืองสู่ทะเลทราย ทำให้เมืองวอซาเซทมีภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องเข้ามาถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น The Mummy, Games of Thrones เป็นต้น เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) เคยเป็นเมืองทางยุทธศาสตร์มาก่อน ฝรั่งเศสได้พัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการบริหารงาน แต่เนื่องจากภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปเป็นทะเลทราย ในเวลาต่อมา จึงถูกพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวแทน

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Ouazazate

Day 8

Ait banhatduo • เทือกเขา Atlas • Marakesh

เมือง Ait banhatduo เป็นเมืองที่ก่อสร้างหินทรายและเป็นเมืองที่อยู่ในรายชื่อที่จะได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก้อีกด้วย ในอดีตสถานที่แห่งนี้คือ จุดพักของคณะคาราวาน ที่มาจากซาฮาร่ามุ่งหน้าไปยังมาราเกซ เมืองนี้เคยมีทีมงานภาพยนตร์มาใช้โลเคชั่นแห่งนี้ในการถ่ายทำหนังมาแล้วกว่า 10 เรื่อง เช่น Lawrence of Arabia และ Gladiator

ข้าม เทือกเขา Atlas เทือกเขาที่ตั้งชื่อตามเทพ Atlas ที่มีตำนานกล่าวว่าเทพ Atlas พยายามโค่นล้มเทพเซอุส (Zeus) แต่ว่าไม่สำเร็จ จึงถูกจับและลงโทษด้วยการให้แบกเอาโลกไว้บนศีรษะ ระหว่างทางจอดให้ท่านได้ถ่ายรูปถนนที่ผ่านสู่เทือกเขาแห่งนี้อันเหมือนผ้าพับ ในจุดที่จอดรถได้ ระหว่างทาง

แวะเยี่ยมชม Menara Gardens เป็นสวนที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ เพราะแต่เดิมถูกสร้างเป็นบ่อเก็บน้ำ แวดล้อมด้วยต้นมะกอกและต้นสน ภายในสวนมีอาคารและมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์ของเทือกเขาแอตลาสดูสวยงาม

ออกเดินทางสู่เมือง Marakesh เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโมร็อกโก นอกจากนั้นยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโมร็อกโกอีกด้วย โดยมีฐานะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ขณะเดียวกันยังมีภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้มาถ่ายทำโดยใช้โลเคชั่นของเมือง ทำให้เห็นความสวยงามและบรรยากาศสุดโรแมนติกของเมืองได้เป็นอย่างดี

Rahba Kedima Square จัตุรัสการค้าที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในเขตเมืองเก่าของมาราเกรซ อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสกลาง มีสินค้าหลากหลายให้ท่านได้เลือกเดินช้อปปิ้งหรือถ่ายรูป

Jama El Fna Square เป็นจัตุรัสใจกลางเมืองอันเลื่องชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโมร็อกโก ในอดีตเคยเป็นลานประหาร แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นลานการค้าที่คึกคัก ร้านขายของและร้านอาหารท้องถิ่นจำนวนมาก จะเริ่มเปิดร้านในช่วงเย็นๆ

คืนนี้พักที่เมือง Marakesh

Day 9

Bab Agnaou • Saadian Tombs • Bahia Palace • Koutoubia Mosque • Ali ben Youssef Medersa

ไปชม Bab Agnaou ประตูเมืองหนึ่งใน 19 ประตูเมืองของเมืองมาราเกซ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ในขณะที่ประตูอื่นๆเป็นทางเข้าของเมืองแต่ประตูนี้จะเป็นทางเข้าของราชวงศ์ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเขตเมืองชั้นใน

ชม Saadian Tombs มีการตบแต่งในศิลปะแบบมัวริส (Moorish) แท้ๆ ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้คือความงามของเสาคอลัมน์หินอ่อน ในห้องโถงขนาดใหญ่ รวมถึงลวดลายปูนปั้นที่อยู่บนผนังและตามเพดาน

ชม Bahia Palace สร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa อาคารถูกออกแบบเป็นแนวสมัยใหม่ โดยตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้นแบบ stucco มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสก แต่เนื่องจากมีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลาย ๆ อย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว

Koutoubia Mosque มัสยิดที่มีหอคอยสูงกว่า 70 เมตร ทำให้ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนในตัวเมืองก็จะสามารถเห็นมัสยิดแห่งนี้ได้ มัสยิดกูตูเบียสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 12 และยังได้ชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานของชาวมุสลิมที่สมบูรณ์ที่สุดในดินแดนแอฟริกาเหนือ (เปิดให้เฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น ที่จะเข้าไปถึงชั้นในของสุเหร่าได้ รวมทั้งจุดชมวิวที่อยู่บนยอดสุเหร่าด้วย)

เยี่ยมชม Ali ben Youssef Madrasa โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่14 และเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโมร็อกโกอีกด้วย

คืนนี้พักที่เมือง Marakesh

Day 10

Casablanca • Bangkok

ออกเดินทางสู่สนามบิน Casablanca (ประมาณ 2.40 ชม) เตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทยโดยสายการบิน Emirate Airlines เที่ยวบินที่ EK752 14.55-01.15 เปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ ต่อด้วย EK376 03.45-13.00

Day 11

Bangkok

13.00 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม