Categories
07-Jul 08-Aug China Tour

ทัวร์เขาไกรลาส ขุนเขาแห่งศรัทธา

logo-freedoka

Kailash

เมืองลาซา • Potala Palace • วัดเซรา • Barkhor Street • Yamdrok lake • ธารน้ำแข็ง Kharola Glacier • เจดีย์เจียนเซ่ คุมบุม • วัดทาชิลุนโป 
อาราม • Rongbuk Monastery • ชมยอดเขาเอเวอเรสต์ • หรือ ทะเลสาบมาปาม • ภูเขาไกรลาส • วัดโถหลิง 

วันที่จัดทริป

28 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เมืองลาซา
  • พระราชวังฤดูหนาว (Potala Palace)
  • วัดเซรา
  • Barkhor Street หรือ ถนนแปดเหลี่ยม
  • Yamdrok lake
  • ธารน้ำแข็ง Kharola Glacier
  • เจดีย์เจียนเซ่ คุมบุม (Gyangtse Kumbum Stupa)
  • วัดทาชิลุนโป (Tashilhunpo Monastery)
  • อาราม Rongbuk Monastery
  • ชมยอดเขาเอเวอเรสต์
  • ทะเลสาบมานัสโรวาร์ หรือ ทะเลสาบมาปาม
  • ภูเขาไกรลาส หรือ กังรินโปเซ
  • วัดโถหลิง (Tholing Monastery)
short brief
สรุปย่อทัวร์ไกรลาส

วันที่ 1 | Bangkok • Kunming • Lhasa
วันที่ 2 | Potala Palace • Sera Monastery • Barkhor Street
วันที่ 3 | Lhasa • Yamdrok lake • Karola Glacier • Gyantse Shigatse
วันที่ 4 | Shigatse • Tashi Lhunpo Monastery • Rongbuk
วันที่ 5 | EBC • Paiku Lake • Saga
วันที่ 6 | Saga • Zhongba • Lake Manasarovar • Chiu Gompa • Pulan
วันที่ 7 | Pulan • Darchen • Mt.Kailash
วันที่ 8 | Zanda • Guge Kingdom • Tholing monastery • Gar
วันที่ 9 | Ngari • Lhaza • Bangkok

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • พาหนะรับส่งพร้อมคนไทยนำเที่ยว
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าทำวีซ่า 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • อาหารกลางวันและเย็น

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริป ไกรลาส ที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

กรุงเทพ • คุนหมิง • ลาซา

Day 1

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน CHINA EASTERN AIRLINES (MU9622) 07.50-11.30 เดินทางไปยังเมืองลาซา โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง ต่อด้วย MU9737 15.25-18.05

18.05 ถึงเมืองลาซา เมืองหลวงของทิเบต เป็นดินแดนสวรรค์บนฟ้าที่เรียกขานกันว่า “หลังคาโลก” ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,650 เมตร ออกซิเจนที่ลาซาจึงค่อนข้างเบาบาง ปัจจุบันทิเบตเป็นเขตปกครองตนเองเทียบเท่ามณฑลหนึ่งของประเทศจีน ในปี ค.ศ. 1951 ทางประเทศจีนได้ใช้กำลังทหารจากเมืองเฉินตูบุกเข้ายึดครองทิเบต ทำให้องค์ดาไลลามะ ต้องอพยพออกจากทิเบตพร้อมด้วยผู้ติดตามอีกประมาณ 5 หมื่นคนและได้ไปตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ของตนเองในประเทศอินเดียและเนปาลเพราะเนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก มีความกดดันอากาศสูงกว่าปกติอาจจะทำให้มีอาการอ่อนเพลียบ้าง หรือปวดศีรษะ บางทีอาจท้องเสีย ท่านต้องพักผ่อนมากๆ ที่สำคัญ ไม่ควรอาบน้ำ สระผม หรือสูบบุหรี่ทันที

คืนนี้พักที่ Lasha

Day 2

พระราชวังโปตาลา • วัดเซรา • ช้อปปิ้งถนนแปดเหลี่ยม

ชมสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าและถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมชั้นยอดของทิเบต นั่นคือ พระราชวังฤดูหนาว (Potala Palace) โปตาลาของดาไลลามะ (คำว่า โปตาลา หมายถึง ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์) เป็นอาคารขนาดใหญ่หลากสีสันทั้งขาว แดง และเหลือง ซึ่งแต่ละสีจะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงลักษณะของการใช้งาน พระราชวังโปตาลามีทั้งหมด 13 ชั้น มากกว่า 1,000 ห้อง ผู้ไปเยือนจึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ต่างๆทั่วทั้งเมืองลาซาได้อย่างถนัดตา

เยี่ยมชม วัดเซรา (Sera Monasty) ในภาษาทิเบต คำว่า “เซรา” แปลว่า สวนกุหลาบป่า เพราะในอดีตนั้นบริเวณนี้เคยเป็นดงดอกกุหลาบจำนวนมากนั่นเอง วัดเซราตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาตาติปู สร้างเมื่อ ค.ศ. 1419 โดยศิษย์รูปหนึ่งของท่านซองฆะปะ ท่านซองฆะปะนั้นเป็นผู้ปฏิรูปและก่อตั้งพุทธศาสนาลัทธิเกลุคปะ และยังเป็นอาจารย์ของดาไลลามะที่ 1 อีกด้วย

ช้อปปิ้งเดินเลือกซื้อเลือกชมสินค้าได้อย่างอิสระ ที่ตลาดท้องถิ่น Barkhor Street หรือ ถนนแปดเหลี่ยม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลาซา บริเวณนี้นับว่าเป็นศูนย์รวมของศาสนาและวัฒนธรรมของชาวทิเบต ตลอดจนเหล่าบรรดา สินค้าหัตกรรมพื้นบ้านต่างๆ ที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง ทำให้เห็นวัฒนธรรม และวิถีของชาวทิเบตที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมอยู่เสมอ

คืนนี้พักที่ Lasha

Day 3

เมืองซิกัตเซ่ • Yamdrok lake • ธารน้ำแข็ง Kharola Glacier • เจดีย์ เจียนเซ่ คุมบุม

ไปยังเมืองซิกัตเซ่ โดยระหว่างทางแวะชมหนึ่งในสามทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดของทิเบต Yamdrok lake (สามทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ คือ Namtso, Manasarovar, Yamdrok) ทะเลสาบแห่งนี้มีที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ Yarlong Tsangpo ในเขต Shannan และห่างจากทิเบตไปทางทิศใต้ราว 100 กม.

ชมความมหัศจรรย์ของธารน้ำแข็ง Kharola Glacier ได้อย่างถนัดตา ถือว่าเป็นการชมธารน้ำแข็งที่ใกล้ชิดมากๆ

ชม เจดีย์เจียนเซ่ คุมบุม (Gyangtse Kumbum Stupa) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตและยังเป็นสถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยมที่ทำให้ชาวทิเบตรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก โดยความพิเศษของเจดีย์แห่งนี้คือตรงกลางของสถูปเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเส้นทางอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำไปสู่การปลดปล่อยทางจิตวิญญาณหรือมัณฑาลา (Mandala) นอกจากนี้ท่านจะได้ชมศิลปะอันสวยงามของภาพจิตรกรรมฝาผนังที่รังสรรค์ขึ้นจากฝีมือของชาวเนปาล ซึ่งได้วาดไว้ตั้งแต่เมื่อศตวรรษที่ 15

คืนนี้พักที่ Shigatse

Day 4

วัดทาชิลุนโป • อาราม Rongbuk Monastery

ชม วัดทาชิลุนโป (Tashilhunpo Monastery) ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1447 โดยองค์ดาไลลามะที่ 1 ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานและลูกศิษย์ของซองคาปา วัดทาชิลุนโป มีความสำคัญคือ เป็นที่พำนักของปัญเชนลามะ ที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำทางศาสนาระดับสูงรองลงมาจากดาไลลามะ ภายในบริเวณวัดมีการสร้างสถูปอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้ทองคำและเครื่องประดับอื่นๆที่มีค่า เนื่องจากสถูปแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาพระศพขององค์ดาไลลามะ และปันเชนลามะ รวม 10 พระองค์ นอกจากนี้ยังมีรูปเคารพของพระศรีอริยเมต-ไตรย ซึ่งมีขนาดใหญ่สูง 26 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายใน

ชมอาราม Rongbuk Monastery โดยเดินเท้าเพื่อข้ามช่องเขานันปามายังวัดแห่งนี้ อันถือได้ว่าเป็นที่พึ่งทางจิตใจและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการแสวงบุญของชาวเชอร์ปา ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาเอเวอเรสต์ในเขตฆัมบู ประเทศเนปาล จึงนับได้ว่าอารามแห่งนี้เป็นศาสนสถานทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง และยังเป็นอารามที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ที่ระดับความสูง 5,154 เมตรจากระดับน้ำทะเล สำหรับด้านหน้าจะมี Chorten (สถูปทิเบต) สีขาวขนาดใหญ่ โดยสถูปนี้สูงถึง 30 เมตร นับเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในทิเบต

คืนนี้พักที่ Rongbuk

Day 5

ชมยอดเขาเอเวอเรสต์ • ทะเลสาบไพกู • เมือง Saga

ชมความงดงามอันน่าอัศจรรย์ของยอดเขาทรงสามเหลี่ยมที่เด่นตระหง่านอยู่ช่องเขา หรือที่รู้จักกันดีในนาม “เอเวอเรสต์” ท้าลมหนาวท่ามกลางหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วภูเขา

ชม ทะเลสาบไพกู Peiku Lake ทะเลสาปรูปร่างเก๋ๆ เพราะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับปาท่องโก๋ ล้อมรอบไปด้วยทิวเขาสูงตระหง่านที่มีความสูงราว 5700-6000 เมตร ส่วนหัวของทะเลสาบหันไปทางทิศเหนือ และตอนท้ายของทะเลซึ่งเป็นทางทิศใต้นั้น มีลักษณะเป็นแอ่งขนาดใหญ่กว่าตอนกลางของทะเลที่มีลักษณะยาวคอด จึงมีรูปร่างเหมือนกับปาท่องโก๋นั่นเอง โดยตัังอยู่บนความสูง 4,591 เมตร ทางตอนใต้ของแม่น้ำยาร์ลุงซางโป หรือแม่น้ำพรมบุตร ส่วนน้ำในทะเลสาบนั้นเป็นน้ำที่ไหลมาจากธารน้ำแข็งทางตอนเหนือเรื่อยมาจนถึงตอนใต้ และไม่มีน้ำไหลออกมาหลายพันปีแล้ว จึงทำให้มีสภาพเป็นน้ำกร่อย โดยรอบของทะเลสาบอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติและสัตว์ป่าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ม้าป่า ลาป่า เป็นต้น

เดินทางไปยัง เมือง Saga (เดินทางประมาณ 8 ชม.) โดยระหว่างทางท่านจะได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติที่สรรค์สร้างได้อย่างลงตัว เต็มไปด้วยเนินเขาที่สูงและกว้างใหญ่ มีทุ่งหญ้าขึ้นเป็นหย่อมๆ และทุ่งหญ้ากว้างในที่ลุ่มน้ำขัง ชมวิถีชีวิตของสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจามรี แพะ แกะ ที่ออกหากินกลางทุ่งและริมแม่น้ำ จนกระทั่งถึงช่วงเย็นๆ จะเดินทางถึงเมืองซาก้า

คืนนี้พักที่ Saga

Day 6

เดินทางไปจงป้า • ทะเลสาบมานัสโรวาร์ • Chiu Gompa • Pulan

เดินทางไปยังจงป้า (ประมาณ 4 ชม.) เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของทะเลสาบชิงหู (Qinghu) เมืองนี้เป็นที่รู้จักจากสถาปัตยกรรมทิเบตแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา ตั้งขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 โดยลามะชื่อจงคาปา (Zongkapa) ผู้ก่อตั้งนิกายเกลุก (Geluk) ซึ่งเป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในทิเบต จงคาปาเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้กับเมืองจงป้าและใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กของเขาที่นั่น เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดกานเด็น (Ganden) ซึ่งเป็นวัดหลักของนิกายเกลุก

ชมทะเลสาบมานัสโรวาร์ หรือ ทะเลสาบมาปาม (Mapham Yum-Tso) หมายถึง ทะเลสาบแห่งชัยชนะ ลักษณะของน้ำทะเลสาบที่นี่จะเป็นสีฟ้า ตัดสลับกับทุ่งหญ้าสีแดงอันกว้างใหญ่ และมีเทือกเขาหิมะกูร์ล่ามันดาทาโดดเด่นเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง

ชมวัด Chiu Gompa เป็นหนึ่งในวัดทิเบตที่เก่าแก่และสำคัญที่สุด สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 11 และได้รับการบูรณะมาเป็นระยะ ๆ ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงเหนือหมู่บ้านเล็กๆ ล้อมรอบด้วยทิวทัศน์อันตระการตาของเทือกเขาหิมาลัย ประกอบด้วยอาคารหลายหลัง รวมถึงวิหารหลัก และหอระฆัง อาคารเหล่านี้ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมทิเบตแบบดั้งเดิม เป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญสำหรับชาวทิเบต ในแต่ละปี ผู้คนจากทั่วทิเบตและที่อื่นๆ จะมาเยี่ยมชมวัดเพื่อนมัสการพระและเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา

เดินทางไปเมือง Pulan

คืนนี้พักที่ Pulan

Day 7

ไปเมือง Darchen • ภูเขาไกรลาส

เดินทางไปยังเมือง Darchen ชุมชนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในอำเภอผู่หราง ซึ่งถือเป็นด่านหน้าสำหรับผู้จาริกแสวงบุญชาวบอน (Bonpo) พุทธ ฮินดู และเชน

ภูเขาไกรลาส หรือ กังรินโปเซ (“ไกรลาส” หรือ “ไกลาส” เป็นคำวิเศษณ์ในภาษาสันสกฤต แปลว่า “สีเงินยวง”) เป็นยอดเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย ที่ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยมีอายุมากกว่า 50 ล้านปีมาแล้ว อีกทั้งยังถือได้ว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาต่างๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณที่ถือกำเนิดในประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ ฮินดู เซน และบอนของชาวทิเบตโบราณ เพราะแต่ละศาสนามีความเชื่อว่า ภูเขาไกรลาสแห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลและเชื่อว่า เขาไกรลาส คือ เขาพระสุเมรุ ตามหลักความเชื่อจักรวาลในพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกันเขาไกรลาสยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ ในทวีปเอเซีย นอกจากนี้ ภูเขาไกรลาส ยังมีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากถึง 22,020 ฟุต เป็นภูเขาสูงลำดับที่ 32 ของโลก และสูงเป็นลำดับที่ 19 ของเทือกเขาหิมาลัย ที่โอบล้อมภูเขาไกรลาสไว้อย่างสวยงาม ระหว่างนี้ ท่านจะได้ชมภาพที่ผู้ศรัทธาจากหลากหลายศาสนา เดินทางมาจาริกแสวงบุญ ด้วยการเดินเท้าอย่างสำรวมไปยังจุดสักการะของแต่ละศาสนา เดินผ่านประตู Star Gate ที่ชาวทิเบตมีความเชื่อมาแต่เดิมว่า หากใครได้เดินผ่านประตูแห่งนี้แล้วจะได้ไปสู่ภพภูมิใหม่ที่ดี

คืนนี้พักที่ แถวๆ เขาไกรลาส

Day 8

เมืองกู่เก๋อ • วัดโถหลิง

เดินทางไปเมืองกู่เก๋อ เป็นดินแดนที่ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอะรีหรือทิเบตตะวันตกในปัจจุบัน บริเวณใกล้กับชายแดนจีน-อินเดีย มีเมืองหลวงเดิมชื่อซานด้า (Zanda) มีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสัตเลจหรือแม่น้ำแดง ชมความสวยงามแปลกตาของภูมิประเทศที่ปรากฎอยู่โดยรอบเมืองซานด้า ที่มีลักษณะเป็นโตรกผาสูง สาเหตุเนื่องมาจากน้ำกัดเซาะหินทรายแดงเป็นเวลานานจนกลายเป็นร่องลึก แต่เดิมมีการสันนิษฐานว่า พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่มาก่อน แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการยกตัวของเทือกเขาหิมาลัย จึงทำให้บริเวณนี้ต้องถูกยกตัวสูงตามไปด้วย น้ำในทะเลสาบจึงแห้งขอดไปในที่สุด ขณะที่พื้นดินที่อยู่ก้นทะเลสาบได้ถูกน้ำและลมกัดเซาะเป็นเวลานานนับล้านปี จึงเกิดภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นโตรกผาสูง คล้ายคลึงกับแกรนด์แคนยอนของอเมริกานั่นเอง

วัดโถหลิง (Tholing Monastery) อยู่ในเมืองซานด้า เป็นพุทธสถานที่สำคัญที่สุดของทิเบตตะวันตก คำว่า Tholing ภาษาทิเบตแปลว่าบินอยู่บนฟ้าตลอดกาล ในวัดมีภาพจิตกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงามด้วยโทนสีอ่อนต่างจากภาพอื่นๆ ที่ใช้สีฉูดฉาดเน้นสีแดงเป็นหลัก ยังมีภาพเล่าพระราชประวัติของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ และนิพพาน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังเมือง Gar County

คืนนี้พักที่ Gar

Day 9

Ngari • เดินทางกลับลาซา • สนามบิน

เดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ โดยสายการบิน Tibet Airlines เที่ยวบินที่ TV9944 10.00-12.00 บินกลับเมืองลาซา จากนั้นต่อเครื่องกลับกรุงเทพ โดยสาบการบิน China Eastern Airlines เที่ยวบินที่ MU9738 15.45-17.55 ต่อด้วย MU9621 20.45

22.15 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
05-May 2024 Europe Tour

ทัวร์อิตาลีใต้

South Italy

นาโปลี • ปราสาทริมทะเล (Ovo Castle) • หอสวดมนต์ Cappella Sansevero • เมืองโบราณปอมเปอี • Amalfi coast • เมืองโพสิตาโน • เมืองราเวลโล • เมืองซอร์เรนโต้ • มหาวิหารซอร์เรนโต • ท่าเรือ Marina Grande • เกาะ คาปรี • นั่งรถรางขึ้นสู่ยอดเขาคาปรี • บันทึกภาพกับโขดหิน FARAGLIONI

วันที่จัดทริป

3 – 11 พฤษภาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • นาโปลี
  • ปราสาทริมทะเล (Ovo Castle)
  • หอสวดมนต์ Cappella Sansevero
  • เมืองโบราณปอมเปอี
  • Amalfi coast
  • เมืองโพสิตาโน
  • เมืองราเวลโล
  • เมืองซอร์เรนโต้
  • มหาวิหารซอร์เรนโต
  • ท่าเรือ Marina Grande
  • เกาะ คาปรี
  • นั่งรถรางขึ้นสู่ยอดเขาคาปรี
  • บันทึกภาพกับโขดหิน FARAGLIONI
short brief
สรุปย่อทัวร์อิตาลีใต้

วันที่ 1 | พบกันที่สนามบิน เดินทางไปยังนาโปลี
วันที่ 2 | ถึงเมือง Naples • เดินเล่นในเมือง Naples ชมพระอาทิตย์ตกดิน
วันที่ 3 | เที่ยวเมือง Naples • ชมหอสวดมนต์ Cappella Sansevero
วันที่ 4 | ออกจาก Naples เดินทางไปเมือง Pompei แวะชมเมืองโบราณ • เดินเล่นในมือง Amalfi coast
วันที่ 5 | เที่ยวเมือง Positano (30 นาทีจาก Amalfi) • เมือง Ravallo (1 ชั่วโมงจาก Positano) พักที่ Sorrento
วันที่ 6 | เที่ยวในเมือง Sorrento • ชมจัตุรัสทาซโซ่ • Duomo • อาราม Chiostro di San Francesco • เดินชมท่าเรือ Marina Grande
วันที่ 7 | นั่ง Ferry มาที่ Capri • เที่ยวใน Capri • จุดชมวิวที่ Tragara • จุดชมวิวที่ Belvedere di Punta Cannone
(Optional) เที่ยวรอบเกาะและกลับ Sorrento 
วันที่ 8 | จาก Sorrento นั่งรถกลับไป Napoli เพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ
วันที่ 9 | เดินทางถึง กรุงเทพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 99,000 บาท (กรุ๊ปละ 6-12 ท่าน)

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • Driver Guide คนไทย (รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัวของไดร์เวอร์ไกด์หมดแล้ว)
  • ยานพาหนะ ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าทำวีซ่า 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าแปลเอกสารทำวีซ่า (ถ้ามี)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

what is roadtrip
ข้อจำกัด Road Trip
  • พื้นที่เก็บกระเป๋ามีจำกัด หากมา 6 ท่าน กระเป๋าจะต้องเป็นขนาด 24 นิ้วเท่านั้น และ Carry On ต้องเป็นแบบผ้าหรือแบบเป้ที่สามารถใส่ไว้ใต้เบาะหรือข้างๆตัวได้
  • เราไม่สามารถทราบรุ่นของรถได้จนกว่าจะถึงวันรับรถ บางครั้งรถอาจจะใหญ่กว่าในรูปหรือเล็กกว่าในรูป ดังนั้น เพื่อจำกัดข้อผิดพลาดของการเดินทาง เราจึงจำเป็นต้องกำหนดขนาดของกระเป๋าไว้ล่วงหน้า
  • กระเป๋าต้องเผื่อพื้นที่ของไกด์ 1 ใบ
  • เราจะพาทุกท่านเข้าโรงแรมก่อนออกเที่ยวเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการทุบกระจกขโมยของ
  • กระเป๋าทุกท่านต้องดูแลกระเป๋าของตนเอง (ช่วยยกขึ้นรถ) รวมถึงการลากขึ้นห้อง เนื่องจากไกด์ของเรามีคนเดียว

ทริปอิตาลีที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Lufthunsa เที่ยวบินที่ LH773 23.00-05.20 เปลี่ยนเครื่องที่ มิวนิค จากนั้นเดินทางไปยังเมือง นาโปลี เที่ยวบินที่ LH1888 06.45-08.25

Day 2

Naples • Old Town • Ovo Castle

ถึงนาโปลี เดินชมย่านเมืองเก่า (Centro Storico Naples) เป็นเขตเมืองเก่า ที่มีสถาปัตยกรรมอสไตล์อาร์ตนูโว ที่รวมความเก่าแก่ไว้หลายๆ อย่าง ทั้ง โบสถ์ที่สวยงาม ปูด้วยกรวด มีอุโมงค์กรีกโบราณที่ทำให้เห็นประวัติศาสตร์ยุคก่อน และประติมากรรมที่หลายคนอาจไม่เคยเห็น

ชมปราสาทริมทะเล (Ovo Castle) เป็นปราสาทในสมัยศตวรรษที่ 15 มีความสำคัญต่อชาวกรีกและชาวโรมัน ที่เข้ามาครอบครอบดินแดนนี้ จุดเด่นของปราสาทสร้างขึ้นด้วยหิน มีหอคอยคู่ตั้งอยู่ สถาปัตยกรรมที่สวยงามทำให้นักท่องเที่ยวเดินชมปราสาทได้โดยรอบ และยังมีพิพิธภัณฑ์เรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษา ปราสาทนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปราสาทไข่ ซึ่งเคยถูกนำไข่มาวางใต้ฐานปราสาท เชื่อว่าหากไข่ยังสมบูรณ์ ปราสาทจะไม่ถูกทำลาย พร้อมชมพระอาทิตย์ตกดิน และมีทิวทัศน์อันสวยงามของเมืองและอ่าวเนเปิลส์

คืนนี้พักที่ Naples

Day 3

Naples • Cappella Sansevero

ชมเมืองเนเปิลส์ หรือ นาโปลี (Naples, Napoli) เมืองที่มีชีวิตชีวา มีสีสัน คึกคัก เป็นเมือง ที่มีการผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยจนเป็นเนื้อเดียวกัน โบสถ์เก่าๆ กับบ้านเรือนสมัยใหม่ อยู่ปะปนกันไป ไม่สามารถแยกเป็นเขตเมืองเก่ากับเมืองใหม่ได้

ชมหอสวดมนต์ Cappella Sansevero เป็นโรงสวดในเนเปิลส์ที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 16 เป็นที่รวบรวมผลงานศิลปะเชิงศาสนาของอิตาลีจากแหล่งต่างๆ ไว้ด้วยกัน หอสวดมนต์นี้สร้างขึ้นโดยท่านดยุคในท้องถิ่นนามว่า Giovan Francesco di Sangro เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อพระแม่มารีย์ที่ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วย

คืนนี้พักที่ Naples

Day 4

Naples • Pompei • Amalfi coast

เดินทางสู่ เมืองปอมเปอี (Pompei) (ประมาณ 27 Km. 30 Min) เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน ปอมเปอีเป็นเมืองเก่าที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ในยุคก่อนคริสต์ศักราชเมืองปอมเปอีนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของกรีกเรื่อยมา กระทั่งราว 80 ปีก่อนคริสต์ศักราชจึงถูกยึดครองเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรมัน เดินทางถึง เมืองปอมเปอี

เข้าชมเมืองโบราณปอมเปอี ที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยลาวาเมื่อครั้งเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ วิสุเวียส (MT.VESUVIUS) ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 622 ซึ่งลาวาที่ทับถมกันนั้นหนาถึง 6 – 7 เมตร ทำให้เมืองนี้หายไปทั่วเมือง ปัจจุบันมีการขุดค้นพบ 3 ใน 4 ส่วนของเมืองทั้งหมด ด้วยความมหัศจรรย์ของปอมเปอีทำให้เมืองแห่งนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 1997

เดินทางไปยังเมือง Amalfi coast (ประมาณ 47 Km. 1 Hr.)

เดินเล่นชมเมือง ความสวยงามของ Amalfi Coast หรือ ชายฝั่งอมาลฟี่ ดึงดูดให้ผู้คนมาเที่ยวอิตาลีอย่างล้นหลามในทุกๆปี บ้านหลากสีที่ไล่เรียงกันบนภูเขา ประกอบกับชายหาดและทะเลที่อุณหภูมิสูงกว่าตอนเหนือของประเทศ ทำให้เมืองริมทะเลแห่งนี้ เป็นที่นิยมแบบสุดๆ

คืนนี้พักที่ Amalfi coast

Day 5

Positano • Ravallo • Sorrento

เดินทางสู่ เมืองโพสิตาโน (Positano) (ประมาณ 40 Min. 18 Km.) เมืองเล็กๆแต่มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลตั้งอยู่ตามหน้าผาแคบๆ อันมียอดโดมของโบสถ์ซานตา มาเรีย อัสสันต้า เป็นสัญญลักษณ์ของเมือง ผ่านชมบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่บนหน้าผา ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศชวนมองอย่างไม่กระพริบตาตลอดเส้นทางที่ผ่านจึงทำให้เมืองชายฝั่งทะเลในแคว้นคัมพาเนีย แห่งอิตาลีใต้นี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปี เดินทางถึง เมืองโพสิตาโน

เดินทางต่อยังเมืองราเวลโล (Ravello) (ประมาณ 1 Hr. 23 Km.) ซึ่งหมู่บ้านเล็ก ๆ ของแคว้นคัมพาเนีย ที่มีความงามทั้งทางกายภาพและความหลากหลายทางธรรมชาติ รวมไปถึงความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น จึงได้รับการบรรจุไว้รายชื่อมรดกโลกของอิตาลี ในปี ค.ศ. 1997 จากองค์การยูเนสโก

เดินทางไปเมืองซอร์เรนโต้ (Sorrento) (ประมาณ 1.10 Hr. 38 Km.) เมืองตากอากาศเล็กๆที่มีชื่อเสียงมาก ตัวเมืองตั้งอยู่บนหน้าผาสูง และไล่ระดับลงมาตามความลาดชั้นจนลงมาถึงระนาบเดียวกันกับหาดทรายสีเทา มีชายฝั่ง Amalf ที่เลียบริมทะเลไปตามหน้าผายาว 50 กิโลเมตร

คืนนี้พักที่ Sorrento

Day 6

Sorrento City Tour

ชมจัตุรัสทาซโซ่ (Piazza Tasso) ให้อิสระในการเดินชมย่านกลางเมืองมีช้อปปิ้งสตรีทที่มีชื่อเสียงซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร สองฝั่งถนน ชมวิถีชีวิต บ้านเรือนและโบสถ์สไตล์บารอค

ชม Duomo เป็นมหาวิหารของซอร์เรนโต สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ได้รับการบูรณะและปรับปรุงใหม่หลายครั้งตลอดหลายศตวรรษ โดยด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ในสไตล์บาโรกในศตวรรษที่ 18 เป็นมหาวิหารโรมันคาทอลิกที่อุทิศให้กับ Saints Philip and James ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองซอร์เรนโต

อาราม Chiostro di San Francesco เป็นอารามฟรานซิสกันแห่งศตวรรษที่ 14 ที่สวยงาม ถือเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง และเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมอารามยุคกลาง

เดินชมท่าเรือ Marina Grande เป็นอดีตหมู่บ้านชาวประมงที่งดงาม ตั้งอยู่เชิงหน้าผาทางใต้ของใจกลางเมืองซอร์เรนโต เพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันงดงามของอ่าวเนเปิลส์ และสัมผัสบรรยากาศแบบชาวบ้าน

คืนนี้พักที่ Sorrento

Day 7

Ferry to Capri • Tragara View Point และ Belvedere di Punta Cannone • Sorrento

ขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามไปสู่ เกาะ คาปรี (Capri) เกาะที่มีเสน่ห์เป็นของตัวเองมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟวิซูสเวียส

ขึ้นไปยังจุดชมวิว Tragara และ Belvedere di Punta Cannone มีทิวทัศน์อันน่าทึ่งของ Faraglioni สามเสาหินปูนที่ตั้งตระหง่านเหนือน้ำทะเลสีฟ้าคราม สามารถมองเห็น Marina Piccola อ่าวเล็กๆ ที่สวยงาม เมือง Anacapri และชายฝั่ง Amalfi ได้อีกด้วย

นั่งรถรางขึ้นสู่ยอดเขาคาปรี (คาปรีเซนเตอร์) เดินชมเขตตัว เมืองที่มีบรรยากาศน่ารัก และแวะพักที่สวนออกุสต้า พร้อมบันทึกภาพกับโขดหิน FARAGLIONI สัญลักษณ์ของเกาะคาปรี อิสระเดินเล่นตามอัธยาศัย

Optional : สามารถล่องเรือชมถ้ำต่างๆ รอบเกาะ รวมถึง Blue Grotto ถ้ำที่อยู่ในทะเลมีแสงสะท้อนสีฟ้าจากน้ำทะเลขั้นมากระทบถ้ำสวยงามยิ่งนัก

เดินทางกลับเมือง Sorrento

คืนนี้พักที่ Sorrento

Day 8

Sorrento • Naples • Airport • Bangkok

เดินทางกลับเมือง Neples (ประมาณ 50 Min. 52 Km.) เพื่อไปยังสนามบินกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Lufthanza Airlines เที่ยวบินที่ LH1879 17.35-19.20 เปลี่ยนเครื่องที่ มิวนิค LH772 22.20-14.10

Day 9

Bangkok

ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
2024 Middle East Tour

ทัวร์โซโคตรา

Socotra

มัสยิดชีคซาเยด • หาดเดลิชา • Hoq’s Cave • หาดอาเฮอร์ • อุทยานแห่งชาติ Homhil • Dihamri Marine Protected Area • Dixam Diksam • Firmhin Plateau • Aomak Beach • Detwah Lagoon • อ่าว Shuab • พระราชวังเอมิเรตส์ • Al Hosn

วันที่จัดทริป

Update เร็วๆนี้

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • มัสยิดชีคซาเยด
  • หาดเดลิชา
  • Hoq’s Cave
  • หาดอาเฮอร์
  • อุทยานแห่งชาติ Homhil
  • Dragon’s Blood Tree
  • Bottle tree
  • Dihamri Marine Protected Area
  • Dixam Diksam
  • Firmhin Plateau
  • Aomak Beach
  • Detwah Lagoon
  • อ่าว Shuab
  • พระราชวังเอมิเรตส์
  • Al Hosn
short brief
สรุปย่อทัวร์เกาะโซโคตรา

วันที่ 1 | พบกันที่สนามบิน บินไป อาบูดาบี EY405 09.15-12.40 • มัสยิดชีคซาเยด • เดินเล่นชมเมือง
วันที่ 2 | บินไปยัง เกาะโซโคตรา • Delisha Beach
วันที่ 3 | Delisha Beach • ถ้ำ Hoq’s Cave • หาด Arher Beach • เดินทางไปเมือง Ras Erissel
วันที่ 4 | ชมอุทยานแห่งชาติ Homhil • Wadi Qaria • Dihamri Marine Protected Area
วันที่ 5 | ขับรถไปที่ Kalisan Canyon • ที่ราบสูง Dixam Diksam • Firmhin Plateau
วันที่ 6 | Firmhin Plateau • Noged Zahek & Hayf • Dagub Cave • Aomak
วันที่ 7 | ไปเมือง Qalansiya • Detwah Lagoon
วันที่ 8 | Detwah Lagoon • นั่งเรือไปยังอ่าว Shuab • Hadiboh
วันที่ 9 | Hadiboh • Abu Dhabi • เที่ยวชมเมือง
วันที่ 10 | ถึงกรุงเทพ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 000,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • พาหนะรับส่งพร้อมคนไทยนำเที่ยว
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าทำวีซ่า 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ
  • อาหารกลางวันและเย็น

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปโซโคตราที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

กรุงเทพ • อาบูดาบี • มัสยิดชีคซาเยด

Day 1

06.00 พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นออกเดินทางไปยังกรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสายการบิน Etihad Airways เที่ยวบินที่ EY405 09.15-12.40

ถึงเมืองอาบูดาบี ชมมัสยิดชีคซาเยด มัสยิดแห่งนี้เป็นหนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาที่สำคัญในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มัสยิดแห่งนี้เปิดให้ผู้มาเยือนทุกศาสนาเข้าชม และเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมอาหรับ

เดินเล่นชมเมือง หรือหาร้านคาเฟ่จิบกาแฟในบรรยากาศชิวๆ ตามอัธยาศัย

คืนนี้พักที่เมือง Abu Dhabi

Day 2

อาบูดาบี • เกาะโซโคตรา • Delisha Beach

เดินทางถึงสนามบิน Hadiboh แวะที่เมือง Hadiboh เพื่อรับประทานอาหารต้อนรับ จากนั้นเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญใกล้กับเมือง

ชม หาดเดลิชา มีหาดทรายบริสุทธิ์และหินหลากสีสัน น้ำทะเลสีฟ้าของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งทำให้เป็นจุดเล่นน้ำที่สมบูรณ์แบบ งดงามราวกับภาพวาดในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน

ตรงจุดตั้งแคมป์ที่หาด Delisha จะมีเชฟที่จะรออยู่ เพลิดเพลินไปกับอาหารเย็นมื้อแรกที่ปรุงโดยเชฟฝีมือดี

พักค้างคืนที่บริเวณตั้งแคมป์ในหาด Delisha

Day 3

Delisha Beach • Hoq’s Cave • Arher Beach

หลังอาหารเช้า เดินทางไปยัง Hoq’s Cave (2.5 ชม) เดินทางผ่านความสวยงามและภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์ก่อนเข้าสู่ถ้ำ Hoq หรือ ถ้ำเหยี่ยว ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง เป็นถ้ำหินปูนที่สวยงามบนเกาะโซโคตรา มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตาสวยงาม
ถึงเวลาเดินทางไปยังแคมป์ถัดไป

ไปยังชายหาดอาเฮอร์ มีหาดทรายสีขาวละเอียดและน้ำทะเลใสสีฟ้าคราม ชายหาดแห่งนี้ล้อมรอบด้วยหน้าผาหินปูนและต้นมะพร้าว ชายหาดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการว่ายน้ำ อาบแดด และดำน้ำตื้น

ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เราจะไปยังเมือง Ras Erissel หนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์บนเกาะ Socotra คือจุดที่การบรรจบกันระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลอาหรับทางตะวันออกไกล

เดินทางกลับไปยังสถานที่ตั้งแคมป์อาเชอร์ เพื่อทานอาหารเย็น

พักค้างคืนที่บริเวณตั้งแคมป์ใน Arher Beach

Day 4

Arher Beach • Homhil National Park • Wadi Qaria • Dihamri Marine Protected Area

รับประทานอาหารเช้า เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติ Homhil จะพบกับ ต้นเลือดมังกร (Dragon’s Blood Tree) ต้นไม้ที่มีรูปร่างแปลกตาเหมือนร่ม เป็นสัญลักษณ์ของเกาะ Socotra และเป็นพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นที่หาชมได้ที่นี่เท่านั้น และ Bottle tree เป็นพืชอวบน้ำที่มีลำต้นพองโตรูปร่างเหมือนขวดหรือฟักทอง ลักษณะพิเศษนี้ช่วยให้มันกักเก็บน้ำ ซึ่งสำคัญต่อการอยู่รอดในสภาพอากาศแห้งแล้งของเกาะ

มุ่งหน้ากลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่ Wadi Qaria ขับรถไปยัง Dihamri Marine Protected Area พื้นที่กางเต็นท์ของเราคืนนี้

Day 5

Dihamri Marine Protected Area • Kalisan Canyon • Firmhin Plateau

ตื่นเช้ามาดำน้ำตื้นหรือดำน้ำดูปะการัง และปลาหลากสีสัน

ขับรถไปที่ Kalisan Canyon หนึ่งในความงามที่ยังไม่มีใครค้นพบของเกาะ มีสระน้ำจืด น้ำตก และหินรูปร่างต่างๆ มากมาย

รับประทานอาหารกลางวันพร้อมชมวิว

ขับรถไปยังที่ราบสูง Dixam Diksam เป็นพื้นที่กว้างขวางในใจกลางของ โซโคตราที่ปกคลุมไปด้วยต้นเลือดมังกร มีที่ราบหินปูนอันกว้างใหญ ทำให้เป็นสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

รับประทานอาหารเย็นและค้างคืนที่แคมป์ Firmhin Plateau ป่านับพัน ของต้นเลือดมังกร

Day 6

Firmhin Plateau • Noged Zahek & Hayf • Dagub Cave • Aomak

หลังอาหารเช้า เราจะมุ่งหน้าไปทางใต้ของเกาะ ที่ราบสูง Firmhin Plateau เป็นที่ราบสูงหินปูนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเกาะ Socotra เป็นที่รู้จักจากภูมิประเทศที่แห้งแล้งและขรุขระ ต้นไม้หายาก และหน้าผาสูงชัน และเป็นที่ตั้งของพืชและสัตว์หลายชนิดที่ไม่พบที่ไหนในโลก เช่น ต้น Socotran Dragon Tree ที่มีเอกลักษณ์

ทานอาหารกลางวันที่ ถ้ำ Dagub ในเมือง Noged ถือเป็นหนึ่งในถ้ำ ที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะแห่งนี้

หลังเที่ยง แวะที่ Noged Zahek & Hayf หุบเขาแห่งนี้มีหน้าผาหินแกรนิตสูงชัน น้ำตกที่สวยงาม และพืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน Noged Zahek ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 200 คน จากนั้นไปหาด Aomak เพื่อพักผ่อนสบายๆ

ทานอาหารค่ำและพักค้างคืนใต้ท้องฟ้า ณ บริเวณแคมป์ปิ้ง Aomak Beach

Day 7

Aomak • Qalansiya • Detwah Lagoon

หลังอาหารเช้า เราจะผ่านเมือง Hadibu เพื่อเก็บของ อาหารและเครื่องดื่มที่จำเป็น จากนั้นมุ่งหน้าไปยัง Qalansiya ซึ่งเป็นเมืองสำคัญ 1 ใน 2 แห่งเท่านั้นบนเกาะโซโคตร้า

ขับรถไปยังจุดชมวิวบนเนินเขาขรุขระซึ่งเป็นที่ตั้งของ Detwah Lagoon ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากน้ำทะเลสีชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเกิดจากสาหร่าย Dunaliella salina มีนกหลายชนิด รวมถึงนกฟลามิงโก นกกระสา และนกกระเรียน

แคมป์ของเราจะอยู่ใกล้กับ Detwah ซึ่งตั้งอยู่ใต้เพิงพักแบบดั้งเดิมที่ดูแลโดยชาวท้องถิ่น

อิสระพักผ่อนบนชายหาด นอนฟังเสียงธรรมชาติ
ฟังเพลง ว่ายน้ำ เดินเล่น หรือแม้แต่เต้นรำกับคนในท้องถิ่น

พักค้างคืนที่ Camping Detwah Lagoon

Day 8

Detwah Lagoon • Shuab Bay • Hadiboh

หลังจากทานอาหารเช้า เราจะออกเดินทางจากหมู่บ้าน Qalansiyah โดยนั่งเรือไปยังอ่าว Shuab ขณะล่องเรือ เราจะได้ชมโขดหินรูปร่างสวยงามแปลกตาและนกพื้นถิ่นหลากหลายชนิด น้ำทะเลใส

จากนั้น สามารถว่ายน้ำหรือพักผ่อนบนหาดทรายอันเงียบสงบแห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ

ล่องเรือกลับไปยังค่ายพักของเราที่ทะเลสาบ Detwah เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นเยี่ยมชมถ้ำ

ต่อจากนั้นเราจะขับรถกลับไปยังเมืองหลวง Hadiboh
มื้อค่ำจะเป็นที่ร้านอาหารท้องถิ่น

พักค้างคืนที่โรงแรมในเมือง Hadiboh

Day 9

Hadiboh • Abu Dhabi • City tour

เดินทางไปยังสนามบินเพื่อกลับเมือง อาบูดาบี โดยสายการบินภายในประเทศ

ชมและถ่ายรูปด้านนอก พระราชวังเอมิเรตส์ พระราชวังหลวงที่หรูหราซึ่งเป็นที่ประทับของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เดินเล่นเมืองเก่าของอาบูดาบีหรือที่เรียกว่า Al Hosn เป็นย่านประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นที่ตั้งของป้อมปราการ Al Hosn ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1793 และเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในอาบูดาบี เมืองเก่ายังเป็นที่ตั้งของตลาดมากมาย รวมถึงตลาดผ้า ตลาดเครื่องเทศ และตลาดทองคำเดินเล่นช้อปปิ้งตามอัธยาศัย

คืนนี้พักที่ Abu Dhabi

Day 10

Abu Dhabi • Bangkok

เดินทางไปยังสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Etihad Airways EY404 เวลา 10.30

20.00 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Africa Tour

ทัวร์คิลิมันจาโร

Kilimanjaro

Machame Gate • Shira Camp 2 • Lava Tower • Barranco Camp • Barranco Wall • Karanga Valley • Mt. Kibo •
Stella Point • Uhuru Peak

วันที่จัดทริป

Update เร็วๆนี้

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • Machame Gate
  • Shira Camp 2
  • Lava Tower
  • Barranco Camp
  • Barranco Wall
  • Karanga Valley
  • Mt. Kibo
  • Stella Point
  • Uhuru Peak
short brief
สรุปย่อทัวร์คิลิมันจาโร

วันที่ 1 | พบกันที่สนามบิน • เดินทาง ไป แทนซาเนีย • เข้าพักที่เมือง Moshi หรือ Arusha จัดเตรียมของ
วันที่ 2 | Machame Gate (1,640 M) to Machame Camp (2,835 M)
วันที่ 3 | Machame Camp (2,835 meters) to Shira Camp 2 (3,850 meters)
วันที่ 4 | Shira Camp 2 (3,850 meters) to Lava Tower (4,600 meters) and then Barranco Camp (3,900 meters)
วันที่ 5 | Barranco Camp (3,900 meters) to Karanga Camp (3,960 meters)
วันที่ 6 | Karanga Camp (3,960 meters) to Barafu Camp (4,680m)
วันที่ 7 | Barafu Camp (4,680 meters) to Uhuru Peak (5,895 meters) and then Mweka Camp (3,100 meters)
วันที่ 8 | Mweka Camp (3,100 meters) to Mweka Gate (1,640 meters)
วันที่ 9 | Safari Day
วันที่ 10 | Fly back to Bangkok

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 000,000 บาท

รวม

  • ที่พักในเมือง : ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ที่พักระหว่างการ Trek : เต็นท์
  • ไกด์ไทยนำทริป
  • ไกด์ท้องถิ่น + ลูกหาบ
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ
  • ค่าทิปไกด์ท้องถิ่นและลูกหาบ

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริป คิลิมันจาโร ที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ ET609 01.50-06.30 แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินแอดดิสอาบาบา ต่อด้วย ET815 10.35-13.10

เข้าพักที่เมือง Moshi หรือ Arusha จัดเตรียมของ (Moshi จะไปยังจุดเริ่มเดินใกล้กว่า เดินทางราว 50 นาที – 1 ชั่วโมง Arusha จะเป็นเมืองใหญ่กว่า เดินทางไปจุดเริ่มเดิน 1.30 – 2 ชม)

Day 2

Machame Gate (1,640 M) to Machame Camp (2,835 M)

หลังอาหารเช้า เดินทางไปยังจุดเริ่มเดิน Machame Gate (นั่งรถไปราว 50 นาที – 1 ชั่วโมง) ที่ความสูง 1,640 เมตร พบไกด์ท้องถิ่น และทีมลูกหาบ ฟังข้อมูลเส้นทาง และแผนการเดิน แพ็คของ (ลูกหาบจะได้คนละ ราว ๆ 15 กก.) รับอาหารกลางวันและน้ำดื่ม ออกเดิน ไปยัง แคมป์แรก Machame Camp (2,835 เมตร) ช่วงแรกจะเป็นป่าแบบป่าฝน ต้นไม้ใหญ่ ๆ ระยะปากทางถึงแค้มป์แรก ราว ๆ 11 กม.
เก็บสัมภาระเข้าเต็นท์ อาหารเย็น พักผ่อน

พัก Machame Camp

Day 3

Machame Camp (2,835 meters) to Shira Camp 2 (3,850 meters)

หลังอาหารเช้า ออกเดินจาก Machame Camp เส้นทาง จะผ่านช่วงป่าแบบอัลไพน์ และทุ่งหญ้า ไป Shira Camp 2 แคมป์ Shira 2 จะเป็นที่ราบสูง สามารถมองเห็น Mt. Kibo และ Meru ได้ ระยะเดินประมาณ 5 กิโล เส้นทางค่อนข้างสูงชัน

พัก Shira Camp 2

Day 4

Shira Camp 2 (3,850 meters) to Lava Tower (4,600 meters) and then Barranco Camp (3,900 meters)

หลังอาหารเช้า ออกเดินจาก Shira Camp 2 ผ่านขึ้นสู่ Lava Tower ที่ 4,600 M เดินต่อ ลงไปพัก ที่แคมป์ Barranco ระยะทางทั้งหมด ราว 11 กม เส้นทางเดินขึ้นสูง แล้วกลับลงมานอนต่ำ เพื่อปรับสภาพร่างกาย (สำคัญมาก)

พัก Barranco Camp

Day 5

Barranco Camp (3,900 meters) to Karanga Camp (3,960 meters)

หลังอาหารเช้า เดินระยะราว 12 กิโล ผ่านทุ่งหญ้าแบบ Moorland ไต่ระดับ เดินข้ามส่วนที่เรียกว่า Barranco Wall ที่เป็นผาหิน สูง 257 เมตร ขึ้นไปยัง Karanga Valley แล้วค่อยๆ ลาดลงไปยังแคมป์คืนนี้

พัก Karanga Camp

Day 6

Karanga Camp (3,960 meters) to Barafu Camp (4,680m)

วันนี้ ระยะทางราว 6 กิโลเมตร เดินระยะสั้น จากแคมป์ เส้นทางจะไปเชื่อมกับเส้น Mweka Trail เพื่อที่จะไป Barafu Camp จะเดินถึงแคมป์ ช่วงบ่าย ด้วยวันนี้เป็นวันเตรียมตัวขึ้นยอด ไกด์จะให้รีบกิน รีบนอนพัก เพราะต้องตื่นมาเตรียมตัวออกเดินขึ้นยอด ราว ๆ เที่ยงคืน

พัก Barafu Camp

Day 7

Barafu Camp (4,680 meters) to Uhuru Peak (5,895 meters) and then Mweka Camp (3,100 meters)

ตื่นราวๆ เที่ยงคืน จิบชาร้อน ขนม เตรียมอุปกรณ์กันหนาว ไฟฉายคาดหัว น้ำดื่ม และขนมให้พลังงาน พร้อมเริ่มออกเดินไปยอด ทางเดินจะไต่ระดับความชันของ Mt. Kibo ขึ้นไปเรื่อย ๆ ไปถึงขอบปากปล่อง ถึงจุดที่เรียกว่า Stella Point (5,739 M) มีป้ายบอก

พักตรงนี้สักครู่ เพื่อเติมพลังงาน ช่วงนี้ พระอาทิตย์น่าจะกำลังเริ่มฉายแสง ถ่ายภาพแสงแรกของวัน พร้อมแล้ว เตรียมตัวเดินต่อ จากจุดนี้ ต้องเดินขึ้นไปอีก 156 เมตร วนปากปล่อง ขึ้นไปยอดที่ Uhuru Peak (5,895 M) ปล่อยพลังงานช่วงสุดท้ายออกมาให้หมด แต่อย่าลืม ต้องเหลือไว้ใช้ขากลับด้วย มีหลายท่านวกกลับจากจุดนี้ (หากเริ่มมีอาการ AMS ต้องรีบลงมาโดยด่วน)

เมื่อถึงยอดแล้ว ขาลงกลับไปยัง Mweka Camp อีก 11 กิโล ซึ่งลดระดับไปที่ 3,100 M เส้นทางจะเป็นกรวด ทราย ไถล ๆ เปลืองข้อเข่ามาก แนะนำว่าควรใช้ไม้เท้า และมี เกเตอร์ กันทรายเข้ารองเท้า เริ่มกลับเข้าสู่พื้นที่แห่งป่าฝน และออกซิเจนสด ๆ หายใจสะดวก ๆ ปอดกัน
คืนนี้ ลูกหาบมักจะมีปาร์ตี้ แสดงความยินดีให้กับผู้พิชิตทุกท่าน

พัก Mweka Camp

Day 8

Mweka Camp (3,100 meters) to Mweka Gate (1,640 meters)

หลังอาหารเช้า เดินลงจาก Mweka Camp อีก 9 กิโล เพื่อกลับไปสู่ Mweka Gate รับใบประกาศผู้พิชิต Kilimanjaro (มีแยกสำหรับ ผู้เดินถึงแค่ Stella Point กับคนที่ขึ้นถึงยอด Uhuru Peak)
ถึง Mweka Gate แจกทิป แจกอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้ว ให้ไกด์ท้องถิ่น และทีมงาน โบกมืออำลาทีม กลับไปหาน้ำอุ่นแช่ หาเตียงนุ่ม ๆ นอนกัน

พักเมือง Moshi or Arusha

Day 9

Safari Day

หาทริปไปดู Big 5 กัน หรือใครไม่สนใจ ก็ไปเดินเล่นชมเมือง หาซื้อของฝาก พักผ่อนตามอัธยาศัย

เดินทางไปยังสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ ET814 17.20-19.50 แวะเปลี่ยนเครื่องที่แอดดิสอาบาบา ต่อด้วย ET628 23.55-13.15

Day 10

Bangkok

13.15 ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Asia Tour

ทัวร์เวียดนาม มูกางจ๋าย

Mucangchai • Sapa

ฮานอย • เหงี่ยโหละ • มูกางจ๋าย • Che Xu Phinh • ถ่านเหวียน • Sapa • ฟานสิปัน • น้ำตก Silver • เขาฮามลอง • หมู่บ้านกั๊ด กั๊ด • ตาฟาน • ทะเลสาบคืนดาบ • ช้อปปิ้งถนน 36 สาย

วันที่จัดทริป

21 – 25 มิถุนายน 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เอี่ยนบ๋าย (Yen Bai)
  • ปากแม่น้ำแดง ( Red River Delta )
  • เมืองมูกางจ๋าย (Mu Cang Chai)
  • ชมนาขั้นบันได Che Xu Phinh ที่ Che Cu Nha
  • ซาปา (Sapa)
  • น้ำตก Silver
  • ยอดเขาฟานซิปัน
  • เนินเขา Ham Rong หรือ หุบเขาปากมังกร
  • หมู่บ้านชาวเขากั๊ด กั๊ด
  • หมู่บ้านตาฟาน
  • เมืองฮานอย
  • ทะเลสาบคืนดาบ
short brief
สรุปย่อทัวร์ซาปา มูกางจ๋าย

วันที่ 1 | สุวรรณภูมิ •  ฮานอย • เหงี่ยโหละ
วันที่ 2 | เมืองลอ ( เหงี่ยโหละ )  • มูกางจ๋าย  • Che Xu Phinh  • ถ่านเหวียน
วันที่ 3 | ถานเหวียน  • Sapa • ฟานสิปัน • น้ำตก Silver • ซาปา
วันที่ 4 | เขาฮามลอง  • หมู่บ้านกั๊ด กั๊ด  • ตาฟาน
วันที่ 5 | ซาปา  • ฮานอย  • ทะเลสาบคืนดาบ • ช้อปปิ้งถนน 36 สาย • กรุงเทพฯ

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 16,900 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
  • พาหนะรับส่งพร้อมคนไทยนำเที่ยว
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม 
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 2,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • อาหารกลางวันและเย็น

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปเวียดนาม มูกางจ๋ายที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

Day 1

สนามบินสุวรรณภูมิ • ฮานอย- เหงี่ยโหละ

03.30น. นัดพบกันที่สนามบินดอนเมือง สายการบิน Air ASsia เที่ยวบินที่ FD 642 ออกเดินทางเวลา 06.40 น.  บินสู่ฮานอย ประเทศเวียดนาม ใช้เวลาเดินทางสู่ฮานอย ประเทศเวียดนาม 

08.30 น. เดินทางถึง สนามบินนอยไบ กรุงฮานอย ปัจจุบันสภาพตึกส่วนใหญ่เป็นตึกเก่า สไตส์ โคโลเนียล เป็นอิทธิพลจากยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองฮานอยตั้งอยู่ริมแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง เมืองนี้เคยมีชื่อเรียกต่างๆ กันมาแต่ในอดีต เช่น เมืองทังลอง แปลว่า เมืองมังกรผงาดฟ้า บางครั้งเรียกว่า เมืองโดงกึง แปลว่าเมืองหลวงทางทิศตะวันออก

จากนั้นขึ้นรถบัสปรับอากาศ ออกเดินทางสู่จังหวัด เอี่ยนบ๋าย (Yen Bai) เพื่อมุ่งไปยังเมืองลอ ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 32 ซึ่งระหว่างทางนั้นท่านจะเห็นทุ่งนาสีเขียวที่ทอดยาวสองฟากฝั่งถนน ได้บรรยากาศธรรมชาติที่แสนสบายไปตลอดทาง 

เดินทางต่อผ่านปากแม่น้ำแดง ( Red River Delta ) ไปที่ เมืองลอ หรือ เมืองเหงี่ยโหละ (Nghia Lo) อยู่ห่างจากฮานอยไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 190 กิโลเมตร มีพื้นที่เป็นเนินเขา ที่อุดมสมบูรณ์ ถูกปกคลุมไปด้วยไร่ชา ตระการตาไปด้วยนาขั้นบันไดและสวนยางบริเวณหุบเขาหรือเนินเขาสูงลาดลงมาเป็นขั้นๆ ลงไปจนถึงจุดต่ำสุดของหุบเขาหรือเนินเขา บางแห่งสวยงามเหมือนภาพวาด จากนั้นจะเข้าสู่หมู่บ้านของชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวไท ชาวไทม้งและไทนุง เป็นต้น 

**คืนนี้พักที่เมืองลอ (เหงี่ยนโละ)**

Day 2

เมืองลอ ( เหงี่ยโหละ ) • มูกางจ๋าย • Che Xu Phinh • ถ่านเหวียน

ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปเดินตลาดท้องถิ่นยามเช้า จะได้เพลิดเพลินในการเลือกซื้องานฝีมือของชนกลุ่มน้อย จากนั้นเดินทางไต่ขึ้นเขาเพื่อเข้าเขตเมืองมูกางจ๋าย (Mu Cang Chai) จะได้เยี่ยมชมวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อย ชาวม้ง  ชาว La Ha และชาวไทด่อน หรือ ไทขาว เยี่ยมชมนาขั้นบันได Che Xu Phinh ที่ Che Cu Nha แวะถ่ายรูปเก็บภาพความประทับใจตลอดทาง

**คืนนี้พักที่เมืองถานเหวียน**

Day 3

ถานเหวียน • Sapa • ฟานสิปัน • น้ำตก Silver • ซาปา

มุ่งหน้าสู่ ซาปา (Sapa) มี ยอดเขาฟานสิปัน เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเวียดนาม และยังเป็นยอดเขาที่มีความสูงที่สุดในอินโดจีน จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น หลังคาแห่งอินโดจีน ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 3,143 เมตร ของเทือกเขาฮว่างเหลี่ยนเซิน ที่ทอดตัวยาวมาจากประเทศจีน ยอดเขารูปทรงปิรามิดลูกนี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกและอุณหภูมิที่ลดลงต่ำกว่าศูนย์องศาเซสเซียสเกือบตลอดทั้งปี ภูเขาลูกนี้เป็นความใฝ่ฝันและความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของนักท่องเที่ยวผจญภัยหลายต่อหลายคน อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของนักไต่เขาหลายคนเดินทางมาที่นี่ เพื่อพิชิตยอดเขาฟานสีปัน เราใช้ถนนหมายเลข 4D ที่สามแยกบินห์ลื้อ ซึ่งจะผ่านจุดสูงสุดในเวียดนามที่มีถนนตัดผ่านบนความสูง 1,900 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ประมาณ 40 กิโลเมตร ) จะถึงซาปาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเวียดนามเหนือ

 

ชมน้ำตก Silver น้ำตกสูงกว่า ร้อยเมตร ที่ตกมาจากหน้าผาสูงชัน เมื่อละอองน้ำสาดกระทบโขดหินสะท้อนแสงแดด เกิดเป็นรุ้งสีสันสวยงามจับใจ จากนั้นเดินทางสู่ตัวเมืองซาปา เก็บสัมภาระเขาที่พัก แล้วเดินเล่นเพลินๆ เพื่อชมเมืองตากอากาศบนเทือกเขาสูงแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดผ้าชนเผ่า หรือศาลากลางดาว 7 แฉก

รับปะทานอาหารเย็น แล้วพักผ่อน นอนนับดาวตามอัธยาศัย หรือจะออกไปเดินเล่นยามราตรีก็ได้

คืนนี้พักที่ ซาปา

Day 4

เขาฮามลอง • หมู่บ้านกั๊ด กั๊ด • ตาฟาน

ขึ้นสู่ยอดเขาฟานซิปัน ยอดเขาที่สูงที่สุดในเวียดนามด้วนความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 3000 เมตร ในอดีตต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน เดินเท้าขึ้นมายังยอดเขาแห่งนี้ กระเช้าแห่งนี้เพิ่งเปิดให้บริการในปี 2559 สัมผัสความสวยงามของขุนเขาอันยิ่งใหญ่ ด้วยสายตาของท่านเอง 

จากนั้น พาขึ้น เนินเขา Ham Rong หรือ หุบเขาปากมังกร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเอกชนที่มีชื่อเสียงมากมายในตัวเมืองซาปา มีจุดชมวิวสำหรับชมเมืองซาปาได้รอบด้าน และมองเห็นเทือกเขาที่รายล้อม ซาปาซึ่งเป็นเขาที่ทอดยาวมาจากมณฑลยูนนานในประเทศจีน และยังสามารถมองเห็นยอดเขาฟานสีบังของเทือกเขาฮว่างเหลี่ยนเซิน ภายในเส้นทางบนภูเขาฮามรองยังมีการจัดเส้นทางเดินไว้อย่างดีและมีจุดให้เที่ยวชมทั้งหมด 11 จุดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของสวนไม้ดอกและไม้ผลหลากสีสัน

จากนั้นชม หมู่บ้านชาวเขากั๊ด กั๊ด หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองซาปาเพียง 3 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวเขาเผ่าม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน เมื่อกว่า 300 ปีก่อน เครื่องแต่งกายของชาวเขาจะนิยมใช้สีน้ำเงินเข้ม หรือสีดำซึ่งสวมใส่กันเป็นประจำทุกวัน นอกจากจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าม้งในหมู่บ้านกั๊ตกั๊ต

 

ไปชมหมู่บ้านตาฟาน ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของซาปา ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นชุมชนของชาวเขาหลายเผ่ามาอยู่รวมกัน แต่เผ่า Giay ถือเป็นชนเผ่าที่มีประชากรส่วนใหญ่ในเวียดนาม และยังมีกลุ่มคนไต หรือ ไท ผสมผสานอยู่รวมกัน ซึ่งในความหลากหลายของชนพื้นเมืองนี้เอง ทำให้สามารถมองเห็นความแตกต่างของเครื่องแต่งกายซึ่งแต่ละเผ่าก็จะแต่งตัวหลากสีสันแตกต่างกันออกไป เป็นภาพที่ดูแล้วสวยงามแปลกตาไปอีกแบบ  การเข้าชมหมู่บ้านแห่งนี้นอกจากจะได้ชมวิถีชีวิตของชาวเขา ในช่วงเดือน มิถุนายน ถึง ตุลาคม แล้ว เรายังจะเห็นนาขั้นบันใดลดหลั่นกันลงไปอย่างสวยงามเหมือนดังภาพวาดอันน่าอัศจรรย์ 

คืนนี้พักที่ ซาปา

Day 5

ซาปา • ฮานอย • ทะเลสาบคืนดาบ • ช๊อปปิ้งถนน 36 สาย • กรุงเทพฯ

เดินทางกลับเมืองฮานอย (เดินทางประมาณ 6 ชม.) ระหว่างทางจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของนาขั้นบันไดตลอดสองข้างทาง 

ชม ทะเลสาบคืนดาบ หรือที่รู้จักกันในนามทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ตามตำนานกล่าวว่าสมัยกษัตริย์โลเลย ราวศตวรรษที่ 15 มีการสู้รบกับจีน กษัตริย์โลเลยมาที่ทะเลสาบแห่งนี้และได้ค้นพบดาบเพื่อจะนำไปสู้กับจีน จนกระทั่งสามารถขับไล่จีนออกไปได้จึงกลับมาที่ทะเลสาบแห่งนี้อีกครั้ง และได้มีเต่าศักดิ์สิทธิ์ในทะเลสาบมาขอดาบคืนและกล่าวว่าจะไม่มีสงครามอีกต่อไป 

ก่อนเดินทางสู่สนามบิน พาท่านเลือกซื้อของฝาก ช๊อปปิ้งถนน 36 สาย มีสินค้าราคาถูกให้ท่านได้เลือกสรรมากมาย กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ของที่ระลึกต่างๆ 

จากนั้นเดินทางไปยังสนามบินเพื่อทำการเช็คอิน เดินทางกลับกรุงเทพฯ 

20.50 น.เหินฟ้าสู่กรุงเทพฯ โดยสารการบิน Air Asia เที่ยวบิน FD645

22.40 น.  เดินทางถึงกรุงเทพ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ 

 

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
08-Aug 2024 SouthAsia Tour

ทัวร์เลห์ ซันสการ์ ปุกเตา

Leh Ladahk

Zanskar • Phuktal

เมืองเลห์ • Nubra Valley • Turtuk Village • ทะเลสาบแปงกอง • Thiksey Monastery • Shey Palace • Magnetic Hill • จุดชมวิว Sangam • วัดลามายยูรู • วัด Phuktal • Manali

วันที่จัดทริป

9 – 20 สิงหาคม 2024

Highlight
ไฮไลท์ทริป
  • เมืองเลห์
  • Shanti Stupa
  • Nubra Valley
  • Turtuk Village
  • ทะเลสาบแปงกอง
  • Thiksey Monastery
  • Shey Palace
  • Magnetic Hill
  • จุดชมวิว Sangam
  • วัดลามายยูรู
  • วัด Phuktal
  • Manali
short brief
สรุปย่อทัวร์เลห์ มะนาลี

วันที่ 1 |พบกันที่สนามบิน ออกเดินทางไปเดลี • ต่อไฟล์ทไปยังเมือง Leh
วันที่ 2 | Leh • Nubra Valley (128 Kms | approx. 4-5 hrs)
วันที่ 3 | Hunder • Turtuk • Thang • Hunder (190 Kms I approx. 6-7 hrs)
วันที่ 4 | Nubra • Pangong Lake via Shyok River Road (150 Kms | approx. 6-7 hrs)
วันที่ 5 | Pangong Lake • Leh (140 Kms | approx. 4-5 hrs)
วันที่ 6 | Leh • Lamayuru • Sham Valley (170 Kms | approx. 5-6 hrs)
วันที่ 7 | Sham Valley • Lingshed • Padum (215 kms | approx. 7-8 hrs)
วันที่ 8 | Padum Sightseeing (104 Kms | approx. 5-6 hrs)
วันที่ 9 | Padum • Jispa via Phuktal ( 150 kms | approx. 6-7 hrs)
วันที่ 10 | Jispa • Manali (95 Kms I approx. 3-4 hrs)
วันที่ 11 | Manali • Leh • Delhi • Bangkok

Trip Summarize
ค่าใช้จ่ายทริป

ค่าใช้จ่ายทริป

  • พักห้องคู่ ท่านละ 00,000 บาท

รวม

  • ที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • ยานพาหนะ รับส่งตามโปรแกรม
  • ค่าทางด่วน ที่จอดรถ น้ำมัน ทั้งหมด
  • ค่ากิจกรรมและค่าเข้าชม ตามโปรแกรม
  • ค่าวีซ่า
  • ประกันการเดินทางวงเงิน 1,000,000 บาท
ไม่รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่ม นอกเหนือจากรายการ
  • ค่าแปลเอกสารยื่นวีซ่า (ถ้ามี)

เป็นไปตามพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

  • ยกเลิกการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 30 วัน คืนเงินค่าทัวร์ โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าตั๋ว,ค่าวีซ่า,ค่ามัดจำโรงแรม ที่เรียกคืนไม่ได้
  • ยกเลิกการเดินทาง ก่อนเดินทาง 15-29 วัน ยึดเงิน 50% จากยอดที่ลูกค้าชำระมา ที่เหลืออีก 50% หักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน ไม่คืนเงินทั้งหมด
  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการใดบริการหนึ่ง หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการหรือเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

ขั้นตอนการผ่านการตรวจคนเข้าเมือง (รวมถึงการขอวีซ่า) ทั้งไทยและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ลูกค้าทุกท่านต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวของท่านเอง ทางบริษัทหรือหัวหน้าทัวร์ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้ทั้งสิ้น

ทริปเลห์ที่ผ่านมา

โปรแกรมเต็ม (ยาวๆ)

สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 1

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG331 23.15-02.15

Day 2

เดลี • เลห์

รอต่อเครื่องอาคารภายในประเทศ เพื่อเดินทางสู่ เลห์ โดยสายการบิน Indigo เที่ยวบินที่ 6E2006 06.30

07.50 ถึงเมืองเลห์ พักปรับสภาพร่างกายที่โรงแรมกันก่อน

ช่วงบ่ายๆเย็นๆ ออกมาเดินเล่น เยี่ยมชมตลาดเลห์ ที่คึกคัก และมีชีวิตชีวา และเหมาะแก่การหาซื้อสินค้าที่ระลึก ของกิน และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น

ชม พระราชวังเลห์ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 และเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งลาดัก ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุ และงานศิลปะจากภูมิภาคนี้

เยี่ยมชม Shanti Stupa ที่สร้างขึ้นในปี 1991 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความสามัคคี เป็นจุดชมวิวเมืองเลห์และเทือกเขาหิมาลัยที่สวยงาม

พักที่เมือง Leh

Day 3

Leh • Nubra Valley (128 Kms | approx. 4-5 hrs)

เดินทางไปยัง Nubra Valley ที่อยู่ทางตอนเหนือของเลห์ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำชย็อก (Shayok river) ไหลผ่าน มีอากาศอบอุ่นกว่าเลห์ และมีความสูงที่ต่ำกว่า ทำให้อากาศสบายๆ และเหมาะแก่การปลูกผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล แอปปิคอตช่วงกรกฎาคม – สิงหาคม สองข้างทางจะเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้

ไปขี่อูฐซาฟารี (อูฐสองหนอกซึ่งพบได้เฉพาะในลาดักและมองโกเลีย) ที่เนินทรายระหว่าง Deskit และหมู่บ้าน Hundur ซึ่งเป็นเนินทรายสองลูกที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา นักท่องเที่ยวนิยมมาที่นี่เพื่อเล่นสกีบนเนินทราย ขี่อูฐ และเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่สวยงาม

คืนนี้พักที่ Nubra Valley

Day 4

Hunder • Turtuk • Thang • Hunder (190Kms I approx. 6 - 7 hrs)

Hunder เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 800 คน ตั้งอยู่บนความสูง 10,800 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล

เดินทางต่อไป หมู่บ้าน Thang หมู่บ้านสุดท้ายของอินเดียบริเวณชายแดนอินเดีย – ปากีสถาน หมู่บ้านนี้ถูกชาวอินเดียยึดครองจากปากีสถาน ปี 1971

ระหว่างทางแวะ Turtuk หมู่บ้านเล็กๆ หรือ สวรรค์ลับบนดิน ที่แห่งนี้ Iow altitude วิวทิวทัศน์ที่นี่จะเป็นสีเขียวซึ่งแตกต่างจากสถานที่อื่นๆ Turtuk มีชื่อเสียงในเรื่องเส้นทางการค้าสายไหมหรือเส้นทางสายไหม ที่หมู่บ้านเป็นเชื้อชาติผสมของรัสเซียและตุรกี และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นในลาดักห์

คืนนี้พักที่ Nubra Valley

Day 5

Nubra • Pangong Lake (150 Kms | approx 6 - 7 hrs)

เดินทางไปยัง ทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) หรือ ผางกงโฉ (Pangong Tso) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือมีความสูงถึง 4320 เมตร จากระดับน้ำทะเล น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม และจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามมุมของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงกระทบผืนน้ำ

Pangong Lake ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา Himalaya และ Trans-Himalaya ในภูมิภาค Ladakh ทะเลสาบยาว 134 กิโลเมตร (83 ไมล์) และกว้าง 5 กิโลเมตร (3 ไมล์) โดยพื้นที่ประมาณ 604 ตารางกิโลเมตร (233 ตารางไมล์) ประมาณ 60% ของทะเลสาบอยู่ในอินเดีย ส่วนที่เหลืออยู่ในจีน

พักที่ Pangong Lake

Day 6

Pangong Lake • Leh • Thiksey • Shey (140 Kms | approx. 4-5 hrs)

ทะเลสาบแปงกองมีลักษณะที่สวยงามและเป็นที่รู้จักในหนังสือเรื่อง “Lost Horizon” กล่าวถึงที่นี่ว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” และก็เป็นที่รู้จักกันด้วยภาพยนตร์อินเดียชื่อดัง ” The 3 Idiots” ซึ่งถ่ายทำในสถานที่นี้ สีของน้ำในทะเลสาบ มีสีน้ำเงินเข้มถึงสีเทอร์คอยส์ ขึ้นอยู่กับแสงแดดและสภาพอากาศ
ชื่นชมกับบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบก่อนเดินทางกลับเมืองเลห์ (ประมาณ 5 ชม)

แวะชม Thiksey Monastery ที่มีสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับวังโปตาลา ในธิเบต จึงได้ชื่อว่าเป็นทิเบตน้อย เป็นวัดในนิกายหมวกเหลือง หรือ นิกายเกลุกปะ อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเชย์ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย์ ซึ่งมีความสูงเท่าอาคารสองชั้น

ชม Shey Palace สร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อน เนื่องจากในสมัยก่อนเมือง Shey เป็นเมืองหลวง ในช่วงฤดูร้อนของอาณาจักรลาดักห์ สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อ ระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Sangge Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุนี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

พักที่เมือง Leh

Day 7

Leh • Sham Valley (170 Kms | approx. 5-6 hrs)

เดินทางไป Lamayuru ระหว่างทาง
แวะชม Gurudwara Pathar Sahib ศาสนสถานสำคัญของศาสนาซิกข์ ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 1600 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล เชื่อกันว่ากูรูนานัก กูรูองค์แรกของศาสนาซิกข์ เคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1517 เพื่อระลึกถึงการเยือนของท่าน ว่ากันว่ากูรูนานักนั่งสมาธิอยู่ที่จุดนี้เป็นเวลาหลายวัน หินก้อนใหญ่ (Pathar) ที่กูรูนานักนั่งสมาธินั้นยังคงอยู่ภายในศาสนสถาน

แวะทดสอบความมหัศจรรย์ของ Magnetic Hill หรือเนินเขาแม่เหล็ก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งใน Leh ตั้งอยู่บนทางหลวง Leh-Kargil ห่างจาก Leh ประมาณ 30 กิโลเมตร เนินเขาแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังจากปรากฏการณ์ รถที่จอดไว้บนเนินเขาโดยไม่ได้เบรค จะไหลขึ้นเนินเอง นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันน่าทึ่งนี้

ชมแม่น้ำ 2 สี ณ จุดชมวิว Sangam (จุดบรรจบกันของแม่น้ำซันสการ์ ที่มีสีฟ้า และแม่น้ำสินธุที่มีสีเขียวขุ่น)

แวะถ่ายรูป อารามลิเกอร์ (Likir Monastery) วัดนิกายเกลุกปะ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในหมู่บ้าน Likir อารามแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระศรีอารยเมตไตรย ขนาดสูง 23 เมตร ที่เพิ่งสร้างเสร็จในปี 1999

พักที่ Sham Valley

Day 8

Sham Valley • Lamayuru • Padum (215 kms | approx. 7-8 hrs)

ออกเดินทางสู่ Padum เมืองเล็กๆ แต่เป็นเมืองหลวงหรือเมืองหลัก และศูนย์กลางการบริหารของซันสการ์ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่กี่พันคน ปัจจุบันเริ่มมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น มีโรงแรม โฮมสเตย์ ที่ทำการไปรษณีย์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และ ร้านอาหารหลายแห่งสำหรับนักท่องเที่ยว

แวะชม วัดลามายยูรู (Lamayuru Monastery) วัดพุทธแบบทิเบต ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในหุบเขา Lamayuru วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 เป็นหนึ่งในอารามที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดใน Ladakh

แวะชม Lingshed Monastery เป็นวัดพุทธแบบทิเบต สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นที่รู้จักจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมที่สวยงาม

คืนนี้พักที่ Padum

Day 9

Padum Sightseeing (104 Kms | approx. 5-6 hrs)

ชม พระราชวัง Zangla พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ Zanskar ปัจจุบัน พระราชวัง Zangla อยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของหุบเขา Zanskar จากบนพระราชวัง

Stongdey เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เป็นที่รู้จักจาก วัด Stongdey Monastery สร้างในศตวรรษที่ 11 เป็นวัดพุทธแบบทิเบต นิกายเกลุกปะ ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นอันดับ 2 ในหุบเขา Zanska อยู่ห่างจาก Padum ราว 20 กิโลเมตร เป็นวัดที่เหมาะแก่การชมทิวทัศน์มุมสูงของ ซันสการ์

ชมอีก 2 วัดสำคัญ ของหุบเขาซันสการ์ วัด Karsha วัดที่ใหญ่ที่สุดของหุบเขาซันสการ์ ภายในวัดมีหินแกะสลักโบราณอยู่หลายจุด และ Sani Gompa ที่เชื่อกันว่า เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุด ของหุบเขาซันสการ์

พักที่ Padum

Day 10

Padum • Jispa via Phuktal ( 150 kms | approx. 6 - 7 hrs)

เดินทางไปยัง Jispa ผ่าน Shinku La (16,580 ฟุต) ระหว่างทางไปเยี่ยมชม Bardan Monastery อารามนี้เป็นที่รู้จักจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมที่สวยงาม รวมทั้งห้องสมุดที่มีหนังสือและต้นฉบับโบราณ

ชมวัด Phuktal ที่ก่อนปี 2023 เคยเป็นวัดที่เข้าถึงได้ ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยผู้ลี้ภัยทางศาสนาจากทิเบตและเป็นที่รู้จักจากถ้ำและภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม ตัวอาคารสร้างจากไม้และโคลนอยู่ลึกเข้าไปในหน้าผา ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังและเพดานประกอบไปด้วยอาคารย่อยๆ ประมาณ 70 อาคาร อันได้แก่ ห้องห้องสมุด สวดมนต์ และอื่นๆ ปัจจุบันวัดกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของการแสวงบุญสำหรับพุทธศาสนาในทิเบต และกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว

เดินทางถึง Jispa ช่วงเย็นๆ

พักที่ Jispa

Day 11

Jispa • Manali (95 Kms I approx. 3-4 hrs) • Leh

เดินทางไป Manali ผ่านอุโมงค์ Atal มะนาลี ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ระดับความสูง 2,050 เมตร (6,730 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล และล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าไม้ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ผ่านชมทิวทัศน์ Lahaul Valley หุบเขาที่สวยงาม เป็นส่วนหนึ่งของเขต Lahaul และ Spiti ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องภูมิประเทศที่สูงชัน ทิวทัศน์ วัฒนธรรมพุทธ และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์

ผ่านแม่น้ำ Bhaga และ Chandra เป็นแม่น้ำสายหลักสองสายในหุบเขา Lahaul ของรัฐ Himachal Pradesh ประเทศอินเดีย แม่น้ำทั้งสองสายไหลผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม

เดินทางถึง Manali ช่วงเที่ยงๆ ชมเมืองเก่า Old Manali ตั้งอยู่บนเนินเขาอันเงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหม่ เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบดั้งเดิม โรแมนติก และน่าค้นหา ถนนที่ปูด้วยหินเรียงรายไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และเกสท์เฮาส์แบบดั้งเดิม บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของชา Masala และเสียงดนตรีพื้นเมือง

เดินทางต่อไปยังเมืองเลห์ (ประมาณ 4 ชม)

พักที่ Leh

Day 12

Leh • Delhi • Bangkok

อิสระช่วงเช้า จนถึงเวลาเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อบินสู่เดลี โดยสายการบิน Indigo เที่ยวบินที่ 6E2402 13.55-15.20 รอต่อเครื่องเข้ากรุงเทพ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่TG316 23.30-05.25

Day 13

Bangkok

05.25 กรุงเทพโดยสวัสดภาพ

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • Line : @painaima • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
12-Dec 2024 South-America Tour

ปาตาโกเนีย