Categories
03 Europe Hits

ออสเตรีย-เช็ค ฮอลสตัด คลุมลอฟ ปราก

ออสเตรีย-เช็ค ฮอลสตัทท์ คลุมลอฟ ปราก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ซาลซ์บูร์ก: ปล่อยใจเดินเล่นในสวนมิราเบล แล้วขึ้นป้อมโบราณชมวิวเมืองมรดกโลกจากมุมสูงแบบเต็มตา
  • ฮัลล์สตัทท์: สัมผัสความโรแมนติกของหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก พร้อมนั่งรถรางสำรวจเหมืองเกลือโบราณ
  • เชสกี้ ครุมลอฟ: หลงรักเมืองเทพนิยายหลังคาสีแดงที่โอบล้อมด้วยโค้งแม่น้ำวัลตาวา เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือนิทาน
  • กรุงปราก: ทอดน่องข้ามสะพานชาร์ลส์ระดับโลก แล้วไปชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทปรากและนาฬิกาดาราศาสตร์สุดคลาสสิก
  • เวียนนา: ซึมซับความอลังการของพระราชวังเชินบรุนน์ ก่อนแวะไปนั่งชิลชมวิวแม่น้ำดานูปจากมุมสูงที่เขตไร่องุ่น
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อเริ่มต้นทริปยุโรปกลางสุดคลาสสิก

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

เดินทางสู่เมืองซาลซ์บวร์ก เมืองมรดกโลกที่มีเสน่ห์ด้วยบรรยากาศเมืองเก่าและวิวเทือกเขาแอลป์ ขึ้นชมวิวจากป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่มองเห็นเมืองได้อย่างสวยงาม แวะสวนมิราเบล สวนบาโรกชื่อดังที่งดงามเป็นระเบียบ เดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach ชมวิวเมือง และเที่ยวถนน Getreidegasse ถนนสายเอกลักษณ์ของซาลซ์บวร์กที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าและร้านค้าสวยงาม พักที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ทะเลสาบงดงามที่โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติอันเงียบสงบ จากนั้นไปยัง Hallstatt หมู่บ้านริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยภาพบ้านเรือนสวยงามสะท้อนกับผืนน้ำและวิวภูเขา ขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองเห็นมุมพาโนรามาของหมู่บ้าน และเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พักที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

เดินทางสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ เมืองเทพนิยายมรดกโลกที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโบราณ หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวาที่โค้งล้อมรอบตัวเมืองอย่างสวยงาม เดินชมเมืองเก่าที่อบอวลด้วยบรรยากาศยุโรปยุคกลาง พักที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้าขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟ ชมวิว 360 องศาของตัวเมือง หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวา ช่วงบ่ายเดินทางเข้าสู่กรุงปราก เมืองหลวงที่มีเสน่ห์และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ พักที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

เที่ยวชมไฮไลต์สำคัญของกรุงปราก เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินประวัติศาสตร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของยุโรป ชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันเก่าแก่ที่โด่งดัง เดินเล่นย่าน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ จากนั้นขึ้น Petrin Tower เพื่อชมวิวกรุงปรากจากมุมสูง และแวะจุดชมวิว 3 สะพาน ที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาในมุมที่สวยโรแมนติก พักที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

เดินทางกลับสู่กรุงเวียนนา ชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสวนอันงดงาม จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดัง ชมบรรยากาศชานเมืองเวียนนาและวิวแม่น้ำดานูบจากมุมสูง พักที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เที่ยวชมย่านเมืองเก่าเวียนนา เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่สะท้อนความรุ่งเรืองของจักรวรรดิ เดินผ่านอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ และชมความสง่างามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรชื่อดังระดับโลก จากนั้นมีเวลาเดินเล่น ช้อปปิ้ง และชมบรรยากาศเมือง ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในคืนที่หัวใจค่อย ๆ ปล่อยตัวจากความคุ้นเคย แล้วเปิดรับเรื่องราวบทใหม่สู่ยุโรปกลาง ดินแดนที่เต็มไปด้วยเมืองเก่า เสียงดนตรีคลาสสิก ภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านราวภาพฝัน ปลายทางแรกคือกรุงเวียนนา เมืองหลวงแห่งออสเตรีย เมืองที่ชื่อของมันผูกพันกับศิลปะ วัฒนธรรม และราชวงศ์ฮับส์บวร์กมายาวนาน การเดินทางโดยเที่ยวบินระหว่างประเทศใช้เวลาประมาณ 10–12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาต่อเครื่อง คืนนี้จึงเป็นคืนของการพักผ่อน ปล่อยใจค่อย ๆ ไหลไปกับความคาดหวังของวันพรุ่งนี้

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

หลังตื่นรับอากาศยุโรป เดินทางต่อสู่เมืองซาลซ์บวร์ก ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้มีความหมายมากกว่าความสวยงาม เพราะนี่คือบ้านเกิดของโมสาร์ท และเป็นเมืองที่เติบโตมาจาก “เกลือ” ทรัพยากรล้ำค่าที่เคยถูกเรียกว่า “ทองคำสีขาว” จนทำให้เมืองมั่งคั่งและรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต

ซาลซ์บวร์กเป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไป เมืองเก่าของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพราะยังคงรักษาเสน่ห์ของอาคารบาโรก โบสถ์เก่า และตรอกซอกซอยที่งดงามไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เราจะขึ้นไปยังป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองมานานนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จากด้านบนจะมองเห็นหลังคาเมืองเก่า แม่น้ำ Salzach และแนวเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ไกล ๆ เป็นภาพที่ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมเมืองนี้จึงถูกหลงรักจากคนทั่วโลก

จากนั้นแวะสวนมิราเบล สวนบาโรกที่งดงามราวฉากภาพยนตร์ ทุกมุมถูกจัดวางอย่างประณีตจนเหมือนธรรมชาติและศิลปะกำลังพูดคุยกันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach และต่อด้วยถนน Getreidegasse ถนนสายคลาสสิกที่เต็มไปด้วยอาคารโบราณ ป้ายเหล็กดัด และร้านค้าที่ชวนให้แวะมองอย่างไม่รีบร้อน ซาลซ์บวร์กไม่ใช่เมืองที่ต้องเร่งเก็บสถานที่ แต่เป็นเมืองที่ควรใช้เวลา “ซึมซับ” มากกว่า “เช็กอิน” พักค้างคืนที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เช้าวันนี้ออกเดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ใช้เวลาจากซาลซ์บวร์กประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้เงียบสงบ งดงาม และมีเสน่ห์แบบไม่เรียกร้องความสนใจเกินไป ภาพผืนน้ำสีฟ้าใสกับแนวภูเขาที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดแวะที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันอย่างละเมียดละไม นอกจากนี้ Mondsee ยังเป็นที่รู้จักจากโบสถ์ St. Michael ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ The Sound of Music ยิ่งเพิ่มกลิ่นอายโรแมนติกให้เมืองเล็กแห่งนี้

จากนั้นเดินทางต่อสู่ Hallstatt ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง หมู่บ้านริมทะเลสาบที่งดงามจนแทบเหมือนภาพวาด Hallstatt ไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะความสวย แต่ยังมีประวัติยาวนานมากกว่า 7,000 ปี และเป็นหนึ่งในชุมชนเก่าแก่ที่สุดของยุโรป วัฒนธรรมยุคเหล็กในพื้นที่นี้ยังถูกเรียกตามชื่อของหมู่บ้านว่า “Hallstatt Culture” ซึ่งสะท้อนความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

เมื่อมาถึง เราจะขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองภาพพาโนรามาของหมู่บ้าน บ้านไม้เล็ก ๆ ริมน้ำ โบสถ์ทรงแหลม และเทือกเขาที่รายล้อมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นวิวที่สวยจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง จากนั้นเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt หนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือร่องรอยของอารยธรรมที่สร้างความมั่งคั่งให้ภูมิภาคนี้มาหลายพันปี ทำไมต้องไป Hallstatt? เพราะที่นี่คือบทพิสูดน์ว่า บางสถานที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังมี “จิตวิญญาณ” ของประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ในทุกมุม พักค้างคืนที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

ออกเดินทางจากหมู่บ้านริมทะเลสาบอันเงียบงาม มุ่งหน้าสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ ในสาธารณรัฐเช็ก ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เมืองนี้คือหนึ่งในเมืองเล็กที่สวยที่สุดในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยผังเมืองยุคกลางที่ยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

เชสกี้ ครุมลอฟมีเสน่ห์ราวเมืองในเทพนิยาย ตัวเมืองถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำวัลตาวาที่คดโค้งเป็นรูปเกือกม้า ทำให้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เห็นภาพเมืองเก่าหลังคาสีแดงทอดตัวอย่างงดงาม เมืองนี้เติบโตขึ้นในยุคกลางจากการเป็นศูนย์กลางการค้า และต่อมาถูกอุปถัมภ์โดยตระกูลขุนนางผู้ทรงอิทธิพล จึงเต็มไปด้วยอาคารเก่า ปราสาท และบรรยากาศที่ชวนให้เดินเล่นแบบไม่ต้องมีจุดหมาย

การเดินชมเมืองเก่าที่นี่เป็นเหมือนการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ผ่านถนนหิน อาคารสีพาสเทล และหน้าต่างบานเล็ก ๆ ทุกอย่างดูเนิบช้า อบอุ่น และจริงใจ เชสกี้ ครุมลอฟจึงเป็นเมืองที่ไม่ได้โดดเด่นด้วยความยิ่งใหญ่ แต่ชนะใจด้วยความละมุนและสมบูรณ์ของบรรยากาศ พักค้างคืนที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้า ขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟเพื่อชมวิว 360 องศาเหนือหลังคาสีแดงและลำน้ำวัลตาวาเบื้องล่าง ภาพจากมุมสูงทำให้เห็นชัดว่าเหตุใดเมืองนี้จึงถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของยุโรปกลาง ความงดงามของเชสกี้ ครุมลอฟไม่ใช่ความหรูหรา หากเป็นความกลมกลืนของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และกาลเวลาที่เดินไปอย่างช้า ๆ

จากนั้นออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่ได้รับฉายาว่า “นครแห่งร้อยยอดปราสาท” ปรากเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา แต่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์เข้มข้น เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และผ่านเรื่องราวทางการเมือง ศาสนา และศิลปะมาหลายยุคหลายสมัย จนเกิดเป็นเสน่ห์ที่ซับซ้อนและน่าค้นหา พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

วันนี้เป็นวันของการทำความรู้จักปรากอย่างลึกซึ้ง เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินอันเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 4 สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางข้ามแม่น้ำ แต่คือสัญลักษณ์ของเมือง และเป็นฉากที่บอกเล่าความรุ่งเรืองในอดีตได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะในยามเช้า เมื่อผู้คนยังไม่พลุกพล่าน เราจะได้เห็นปรากในมุมที่นุ่มนวลและมีเสน่ห์ที่สุด

จากนั้นชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์โบฮีเมีย จักรพรรดิ และประธานาธิบดีเช็กในเวลาต่อมา ภายในพื้นที่เดียวกันอัดแน่นด้วยเรื่องราวทางการเมือง ศิลปะ และศาสนาอย่างมหาศาล แล้วจึงไปชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันโด่งดังในย่านเมืองเก่า นาฬิกานี้ติดตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1410 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังทำงานได้ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและความเชื่อของผู้คนในยุคกลางได้อย่างน่าทึ่ง

ช่วงบ่ายเดินเล่นใน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ คาเฟ่เล็ก ๆ และตรอกหินที่ชวนให้หลงทางอย่างเต็มใจ ก่อนขึ้น Petrin Tower หอคอยชมวิวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหอไอเฟล แม้จะไม่สูงเท่า แต่ให้มุมมองของเมืองที่สวยและอบอุ่นมากกว่าในแบบของปรากเอง ปิดท้ายด้วยจุดชมวิว 3 สะพาน มุมสวยที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาและสะพานทอดเรียงอย่างโรแมนติก เป็นภาพจำของปรากที่ทั้งอ่อนโยนและคลาสสิกในคราวเดียว พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

อำลาปรากในจังหวะที่กำลังผูกพัน แล้วเดินทางกลับสู่เวียนนา ใช้เวลาประมาณ 4–4.5 ชั่วโมง เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงแห่งเสียงเพลงและจักรวรรดิ เราจะไปชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออสเตรียได้ชัดเจนที่สุด ที่นี่เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา และเป็นสถานที่ที่เล่าถึงรสนิยม ศิลปะ และอำนาจของราชวงศ์ผ่านสถาปัตยกรรมและสวนอันโอ่อ่า

จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดังชานกรุงเวียนนา พื้นที่นี้ให้บรรยากาศต่างจากความหรูหราในตัวเมืองอย่างชัดเจน เป็นเวียนนาในมุมที่ผ่อนคลาย อบอุ่น และมีชีวิตแบบท้องถิ่น จากจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นแม่น้ำดานูบและแนวเมืองจากระยะไกล เป็นอีกหนึ่งคำตอบของคำถามว่า ทำไมเวียนนาจึงเป็นเมืองที่คนจำนวนมากอยากกลับมาอีกครั้ง เพราะนอกจากความคลาสสิกแล้ว เมืองนี้ยังมีมุมสงบที่ทำให้รู้สึกอยู่สบายอย่างน่าประหลาด พักค้างคืนที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เช้าวันสุดท้าย ใช้เวลาเดินชมย่านเมืองเก่าของเวียนนาอย่างไม่รีบร้อน เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ศูนย์กลางอำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของยุโรปทั้งทวีป ตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบสะท้อนความสง่างามของเมืองที่เคยเป็นหัวใจของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่

ระหว่างทางจะได้เห็นอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ ราวกับย้ำเตือนถึงอุดมคติเรื่องรัฐและประชาธิปไตยในโลกตะวันตก และไม่พลาดชมความงดงามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรระดับโลกที่ทำให้เวียนนาได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งดนตรีอย่างแท้จริง เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่เต็มไปด้วยรากวัฒนธรรมที่ลึกและทรงพลัง

ก่อนเดินทางสู่สนามบิน ยังมีเวลาสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกมุมนั่งนิ่ง ๆ กับกาแฟดีสักแก้วในคาเฟ่แบบเวียนนา เพราะบางครั้งช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเดินทาง อาจเป็นเพียงการได้นั่งมองเมืองตรงหน้า แล้วเก็บมันไว้ในความทรงจำอย่างเงียบ ๆ จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 30–40 นาที เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก ทริปนี้ไม่ได้พาเราไปเพียงเมืองสวย ๆ แต่พาไปสัมผัสจังหวะชีวิตที่ช้าลง มองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างงดงาม เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยว” แต่เหมือนได้ค่อย ๆ อ่านยุโรปกลางทีละหน้าอย่างละเมียดละไม และน่าจดจำในระยะยาว

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

ไอซ์แลนด์ Winter ไฮไลท์​

ไอซ์แลนด์ Winter ไฮไลท์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • น้ำตกกูลล์ฟอสส์และเกย์เซอร์: ปล่อยใจรับพลังธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ และลุ้นระทึกไปกับน้ำพุร้อนที่พุ่งทะยานสู่ฟ้า
  • หาดทรายดำ Reynisfjara: เดินทอดน่องฟังเสียงคลื่นกระทบแท่งหินบะซอลต์ สัมผัสความลึกลับและงดงามที่ธรรมชาติปั้นแต่ง
  • ทะเลสาบ Jokulsarlon และ Diamond Beach: นั่งมองธารน้ำแข็งยักษ์ลอยล่อง และชมก้อนน้ำแข็งส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรบนหาดทราย
  • ถ้ำน้ำแข็งคริสตัล: ก้าวสู่โลกสีฟ้าครามใต้ธารน้ำแข็ง สัมผัสความมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวอยู่ตามธรรมชาติแบบเอ็กซ์คลูซีฟ
  • บลูลากูน: ทิ้งความเหนื่อยล้าตลอดทริป แล้วลงแช่น้ำแร่สีฟ้าละมุนให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1 – กรุงเทพฯ > โคเปน
เดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่กรุงโคเปน

วันที่ 2 – เคฟลาวิก > ธิงเควลลิร์ > กูลล์ฟอสส์
เดินทางถึงไอซ์แลนด์ ชมอุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ และพักค้างคืนบริเวณกูลล์ฟอสส์

วันที่ 3 – กูลล์ฟอสส์ > เกย์เซอร์ > Kerid Crater > เซลฟอสส์
เที่ยวชมน้ำตกกูลล์ฟอสส์ น้ำพุร้อนเกย์เซอร์ และแวะปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ก่อนเข้าพักที่เซลฟอสส์

วันที่ 4 – เซลฟอสส์ > Seljalandsfoss > Skógafoss > Dyrhólaey > Reynisfjara > Vík
ชมสองน้ำตกชื่อดัง เที่ยวแหลม Dyrhólaey หาดทรายดำ Reynisfjara และโขดหิน Reynisdrangar ก่อนพักที่ Vík

วันที่ 5 – Vík > Lava Field > Jökulsárlón > Diamond Beach
ผ่านทุ่งหญ้ามอสบนลาวาฟิลด์ ชมทะเลสาบธารน้ำแข็ง Jökulsárlón และ Diamond Beach แล้วพักค้างคืนบริเวณ Jökulsárlón

วันที่ 6 – Jökulsárlón > Ice Cave > Vík
เข้าชมถ้ำคริสตัลหรือถ้ำน้ำแข็งตามสภาพอากาศ และเดินทางกลับมาพักที่ Vík

วันที่ 7 – Vík > เรคยาวิก > Blue Lagoon > เคฟลาวิก
เดินทางกลับเรคยาวิก ชม Hallgrímskirkja, Sun Voyager และ Harpa ก่อนแช่น้ำแร่ Blue Lagoon และพักที่เคฟลาวิก

วันที่ 8 – เคฟลาวิก > โคเปนเฮเกน > กรุงเทพฯ
ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่โคเปนเฮเกน

วันที่ 9 – กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่กรุงโคเปนเฮเกน เพื่อเตรียมต่อเที่ยวบินไปไอซ์แลนด์ เป็นวันเดินทางระยะไกล เหมาะสำหรับพักผ่อนบนเครื่องและจัดเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับทริปธรรมชาติในวันถัดไป 

วันที่ 2: ปารีส – เคฟลาวิก – อุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ – กูลล์ฟอสส์

เดินทางถึงสนามบินเคฟลาวิก แล้วออกเดินทางสู่เส้นทาง Golden Circle ระยะทางรวมคร่าวๆ ประมาณ 170–200 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถรวมประมาณ 3–4 ชั่วโมง

แวะชม อุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ (Þingvellir National Park) สถานที่สำคัญทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเซียค่อยๆ แยกออกจากกัน และยังเป็นที่ตั้งรัฐสภาโบราณของไอซ์แลนด์ซึ่งถือว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากนั้นเดินทางต่อไปยังกูลล์ฟอสส์ หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ น้ำไหลตกลงเป็น 2 ชั้นอย่างทรงพลังในหุบเขาลึก จนได้รับฉายาว่า “น้ำตกทองคำ”

ที่พัก: กูลล์ฟอสส์

วันที่ 3: กูลล์ฟอสส์ – เกย์เซอร์ – Kerid Crater – เซลฟอสส์

เดินทางเที่ยวต่อในเขต Golden Circle ระยะทางรวมประมาณ 120–150 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถรวมประมาณ 2–3 ชั่วโมง

เริ่มจากชมน้ำตกกูลล์ฟอสส์ในช่วงเช้า ซึ่งแสงและสภาพอากาศยามเช้ามักให้บรรยากาศต่างจากวันก่อน

ต่อด้วยเขตน้ำพุร้อนเกย์เซอร์ (Geysir Geothermal Area) พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เป็นต้นกำเนิดคำว่า “geyser” ในภาษาอังกฤษ ปัจจุบันแม้เกย์เซอร์ดั้งเดิมจะปะทุไม่บ่อย แต่ Strokkur ที่อยู่ใกล้กันยังพ่นน้ำร้อนสูงขึ้นฟ้าเป็นระยะ สร้างภาพจำอันโดดเด่นของไอซ์แลนด์

แวะปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ซึ่งมีลักษณะเด่นเป็นแอ่งภูเขาไฟสีแดงล้อมทะเลสาบสีฟ้า เชื่อกันว่าเกิดจากการยุบตัวหลังการปะทุในอดีต ทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยแปลกตา

จากนั้นเดินทางเข้าสู่เมืองเซลฟอสส์

ที่พัก: เซลฟอสส์

วันที่ 4: เซลฟอสส์ – เซลยาลันส์ฟอสส์ – สโกก้าฟอสส์ – Dyrhólaey – Reynisfjara – Reynisdrangar – Vík

วันนี้เป็นการเดินทางเลียบชายฝั่งทางใต้ ระยะทางประมาณ 160–180 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 2.5–3.5 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาแวะเที่ยว

แวะชมน้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ น้ำตกชื่อดังที่สามารถเดินอ้อมไปด้านหลังม่านน้ำได้ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เห็นพลังธรรมชาติในมุมไม่เหมือนที่อื่น

ต่อไปยังสโกก้าฟอสส์ น้ำตกขนาดใหญ่ที่ตกลงจากหน้าผาเกือบเป็นเส้นตรง ตำนานท้องถิ่นเล่าว่ามีหีบสมบัติของชาวไวกิ้งซ่อนอยู่หลังน้ำตกแห่งนี้

จากนั้นเที่ยวแหลม Dyrhólaey จุดชมวิวชายฝั่งและซุ้มหินธรรมชาติกลางทะเล ซึ่งเป็นแหล่งดูนกทะเลในบางฤดู

ต่อด้วยหาดทรายดำ Reynisfjara ชายหาดที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟเย็นตัวจนกลายเป็นทรายสีดำ โดดเด่นด้วยแท่งหินบะซอลต์เรียงตัวสวยงาม

ส่วนโขดหิน Reynisdrangar ที่ตั้งตระหง่านกลางทะเล มีตำนานเล่าว่าเป็นโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์จนกลายเป็นหิน

ที่พัก: Vík

วันที่ 5: Vík – Lava Field – Jökulsárlón – Diamond Beach – Jökulsárlón

ออกเดินทางต่อสู่ฝั่งตะวันออกของชายฝั่งใต้ ระยะทางประมาณ 190–220 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง

ระหว่างทางชมทุ่งหญ้ามอส Lava Field ภูมิประเทศลาวาเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยมอสสีเขียวหนานุ่ม เกิดจากการปะทุครั้งใหญ่ in อดีตและค่อยๆ ฟื้นคืนโดยธรรมชาติอย่างช้าๆ

จากนั้นถึงทะเลสาบธารน้ำแข็ง Jökulsárlón หนึ่งในจุดไฮไลต์ของไอซ์แลนด์ ที่นี่ก้อนน้ำแข็งขนาดต่างๆ แตกตัวจากธารน้ำแข็งแล้วลอยอยู่ในทะเลสาบ ก่อนค่อยๆ ไหลออกสู่ทะเล เป็นภาพที่สวยและเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ใกล้กันคือ Diamond Beach ชายหาดที่ก้อนน้ำแข็งใสถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนทรายสีดำ จนดูเหมือนเพชรกระจายอยู่ริมทะเล

ที่พัก: Jökulsárlón

วันที่ 6: Jökulsárlón – ถ้ำคริสตัล – Vík

วันนี้เข้าชมถ้ำคริสตัล (Ice Cave) โดยการเข้าชมขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความปลอดภัย ใช้เวลาเที่ยวรวมคร่าวๆ ครึ่งวันถึง 1 วัน จากนั้นเดินทางกลับ Vík ระยะทางประมาณ 190–220 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง

ถ้ำคริสตัลเป็นโพรงน้ำแข็งธรรมชาติภายในธารน้ำแข็ง ผนังน้ำแข็งสีฟ้าใสเกิดจากการอัดตัวของหิมะเป็นเวลายาวนาน จึงเป็นสถานที่ที่หลายคนอยากมาชมความงามที่เกิดขึ้นชั่วคราวและเปลี่ยนรูปไปทุกฤดูกาล

หลังจบทัวร์เดินทางย้อนกลับไปพักที่เมือง Vík

ที่พัก: Vík

วันที่ 7: Vík – เรคยาวิก – Blue Lagoon – เคฟลาวิก

เป็นวันเดินทางค่อนข้างไกล ระยะทางรวมประมาณ 230–280 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง

เดินทางกลับสู่กรุงเรคยาวิก เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ แล้วเที่ยวชมโบสถ์ Hallgrímskirkja โบสถ์ทรงสูงที่ออกแบบให้คล้ายแท่งลาวาบะซอลต์ สะท้อนเอกลักษณ์ธรรมชาติของประเทศ

แวะชม Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลที่มีลักษณะคล้ายเรือไวกิ้ง สื่อถึงการเดินทาง ความหวัง และการค้นพบดินแดนใหม่

ต่อด้วยอาคาร Harpa อาคารคอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์โดดเด่น ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงผลึกและภูมิประเทศของไอซ์แลนด์

จากนั้นไปผ่อนคลายที่ Blue Lagoon บ่อน้ำแร่ร้อนชื่อดัง น้ำสีฟ้าน้ำนมแห่งนี้เกิดจากแร่ธาตุซิลิกาและพลังงานความร้อนใต้พิภพ จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ

ที่พัก: เคฟลาวิก

วันที่ 8: เคฟลาวิก – โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ออกเดินทางจากเคฟลาวิก เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยแวะต่อเครื่องที่โคเปนเฮเกน เป็นวันเดินทางไกลรวมหลายช่วง ควรเผื่อเวลาเปลี่ยนเครื่องและพักผ่อนระหว่างทาง

วันที่ 9: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ปิดท้ายทริปไอซ์แลนด์ที่เต็มไปด้วยภูมิประเทศภูเขาไฟ น้ำตก ธารน้ำแข็ง และเรื่องราวธรรมชาติอันโดดเด่นของดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
04 Europe next trend

โครเอเชีย มอนเตเนโกร

โครเอเชีย มอนเตเนโกร
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่: เดินทอดน่องบนสะพานไม้ชมทะเลสาบสีมรกต ปล่อยให้เสียงน้ำตกฮีลใจและโอบกอดเราอย่างช้าๆ
  • พระราชวังดิโอคลิเธียน: ย้อนเวลาสู่อดีตในเมืองสปลิต เดินเล่นในสถาปัตยกรรมโรมันที่ยังมีลมหายใจและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
  • เมืองเก่าดูบรอฟนิก: ทอดสายตาจากกำแพงเมืองโบราณสุดอลังการ มองเกลียวคลื่นแห่งทะเลเอเดรียติกที่ซัดสาดไข่มุกเม็ดงามแห่งนี้
  • เมืองเก่าโคตอร์: ซึมซับมนต์ขลังของเมืองมรดกโลกที่ซ่อนตัวอยู่ในอ่าว ล้อมรอบด้วยกำแพงหินทอดยาวให้เราก้าวเดินอย่างมีสติ
  • อารามออสโตรก: สัมผัสความศรัทธา ณ อารามศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างแนบชิดหน้าผาสูงชัน ชวนให้สงบจิตใจท่ามกลางความเงียบงัน
  • แคนยอนทาร่า: ยืนรับลมบนสะพานทาร่าชมแคนยอนที่ยาวที่สุดในยุโรป สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเปลี่ยนเครื่องสำหรับเดินทางต่อสู่โครเอเชีย

วันที่ 2: เดินทางถึงกรุงซาเกรบ เมืองหลวงของโครเอเชีย เที่ยวชมโบสถ์เซนต์มาร์ค จุดเด่นของเมืองที่มีหลังคากระเบื้องโมเสกสีสันสวยงาม และชมมหาวิหารเซนต์สตีเฟน สถาปัตยกรรมสำคัญและศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง พักที่ซาเกรบ

วันที่ 3: เดินทางสู่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ชมทะเลสาบสีเขียวมรกตและน้ำตกที่เชื่อมต่อกันอย่างสวยงามกลางธรรมชาติ จากนั้นแวะชมน้ำตก Krka ที่มีเอกลักษณ์ด้วยชั้นน้ำตกที่ลดหลั่น ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองสปลิต เมืองชายฝั่งสำคัญของโครเอเชีย พักที่สปลิต

วันที่ 4: เที่ยวชมพระราชวังดิโอคลิเธียน มรดกโลกที่เป็นหัวใจประวัติศาสตร์ของเมืองสปลิต เดินเล่นที่พีเพิลสแควร์ ย่านกลางเมืองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคัก แล้วเดินทางต่อสู่เมืองดูบรอฟนิก เมืองมรดกโลกริมทะเลเอเดรียติกที่ขึ้นชื่อเรื่องเมืองเก่าอันงดงาม พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 5: สำรวจดูบรอฟนิกโดยเดินชมกำแพงเมืองโบราณ ซึ่งเป็นจุดชมวิวและสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ผ่านประตู Pile Gate เข้าสู่เขตเมืองเก่า ชมน้ำพุ Onofrio หอนาฬิกาโบราณ และพระราชวัง Rector’s Palace ก่อนเดินเล่นที่ถนนสตราดัน ถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้าและอาคารประวัติศาสตร์ พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 6: เดินทางข้ามพรมแดนสู่ประเทศมอนเตเนโกร ถึงเมืองโคตอร์ เมืองเก่าริมอ่าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เดินชมบรรยากาศเมืองเก่าที่ล้อมด้วยกำแพงโบราณ ชมมหาวิหารเซนต์ทริฟูนและหอนาฬิกาซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พักที่โคตอร์

วันที่ 7: ชม Our Lady of the Rocks โบสถ์บนเกาะกลางทะเลที่มีเรื่องราวและทัศนียภาพโดดเด่น พร้อมชมเกาะ Sveti Đorđe ที่อยู่ใกล้กัน จากนั้นแวะอาราม Ostrog Monastery อารามศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างติดหน้าผาอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วเดินทางสู่ Tara Canyon แคนยอนขนาดใหญ่ที่มีธรรมชาติยิ่งใหญ่ และเดินข้ามสะพาน Tara Bridge เพื่อชมวิวโดยรอบ พักที่ Žabljak

วันที่ 8: เดินทางสู่เมืองบุดวา เมืองรีสอร์ตริมทะเลยอดนิยม ชมเมืองเก่าและป้อมปราการที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองชายฝั่ง จากนั้นแวะชมเกาะ Sveti Stefan จุดชมวิวชื่อดังที่มีเอกลักษณ์เป็นเกาะโรงแรมหรู ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองพอดโกริก้า เมืองหลวงของมอนเตเนโกร พักที่ Podgorica

วันที่ 9: เดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ – เริ่มต้นจังหวะ Slow Travel สู่ดินแดนบอลข่าน

การเดินทางเริ่มต้นอย่างนุ่มนวลจากสนามบินสุวรรณภูมิ กับเที่ยวบิน Turkish Airlines TK69 มุ่งหน้าสู่อิสตันบูล เมืองสองทวีปที่เป็นประตูเชื่อมเอเชียสู่ยุโรป ช่วงเวลาบนเครื่องเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปรับจังหวะหัวใจให้ช้าลงจากชีวิตประจำวัน แล้วปล่อยตัวเองเข้าสู่โหมดของการเดินทางอย่างแท้จริง คืนนี้คือคืนแห่งการออกเดินทาง ที่ปลายทางไม่ได้มีเพียงสถานที่ใหม่ ๆ รออยู่ แต่ยังมีเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และภูมิประเทศอันงดงามของคาบสมุทรบอลข่านรอให้เราไปสัมผัสด้วยตัวเอง

วันที่ 2: ถึงกรุงซาเกรบ – สัมผัสเสน่ห์ละมุนเมืองหลวงและกลิ่นอายยุคกลาง

ถึงกรุงซาเกรบ เมืองหลวงของโครเอเชีย เมืองที่ไม่ได้หวือหวาในแบบเมืองท่องเที่ยวใหญ่ของยุโรปตะวันตก แต่กลับมีเสน่ห์ละมุนและคลาสสิกอย่างน่าประหลาด เมืองนี้เหมาะกับการเริ่มต้นทริปแบบ slow travel เพราะทุกอย่างดูพอดี ทั้งขนาดเมือง จังหวะชีวิต และบรรยากาศแบบยุโรปกลางที่ยังคงความเรียบง่าย

เริ่มต้นด้วยการชม โบสถ์เซนต์มาร์ค หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของซาเกรบ โดดเด่นด้วยหลังคากระเบื้องโมเสกสีสดที่เรียงเป็นตราประจำเมืองและอาณาจักรโครเอเชียในอดีต ตัวโบสถ์ตั้งอยู่กลางย่านเมืองเก่า Gornji Grad ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เก็บรักษากลิ่นอายยุคกลางไว้ได้อย่างดี ทุกมุมดูสงบ เรียบ และงดงามแบบไม่ต้องพยายาม

จากนั้นชม มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ Zagreb Cathedral มหาวิหารสำคัญที่สุดของเมือง ศูนย์รวมจิตใจของชาวโครแอตมาหลายศตวรรษ แม้จะผ่านสงคราม แผ่นดินไหว และการบูรณะหลายครั้ง แต่มหาวิหารแห่งนี้ยังคงยืนเด่นเป็นเหมือนเครื่องหมายของความศรัทธาและความอดทนของผู้คน ซาเกรบอาจไม่ใช่เมืองที่ต้องรีบ “เก็บ” สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นเมืองที่ควรค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ มอง และปล่อยให้เสน่ห์ของมันค่อย ๆ ทำงานกับเรา พักค้างคืนที่ซาเกรบ

วันที่ 3: อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ – อุทยานแห่งชาติ Krka – สปลิต – ท่องมหัศจรรย์สายน้ำมรดกโลกและมุ่งสู่ชายฝั่งเอเดรียติก

ออกเดินทางจากซาเกรบสู่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ พาเราออกจากเมืองสู่ภูมิประเทศสีเขียวสดของโครเอเชียตอนใน จุดหมายวันนี้คือ Plitvice Lakes National Park มรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

พลิตวิเซ่มีเสน่ห์ตรงทะเลสาบหลายระดับที่เชื่อมต่อกันด้วยน้ำตกน้อยใหญ่ น้ำมีสีเขียวมรกตสลับฟ้าใสอย่างน่าอัศจรรย์ สีสันเหล่านี้เกิดจากแร่ธาตุ แสง และระบบนิเวศที่ยังบริสุทธิ์ จนทำให้ทุกย่างก้าวบนทางเดินไม้เหมือนกำลังเดินอยู่ในฉากของเทพนิยาย ที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่สวย แต่ยังเป็นตัวอย่างของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ภูมิทัศน์ได้ละเอียดอ่อนเกินคำบรรยาย

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติ Krka ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เพื่อชมอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของสายน้ำที่มีเอกลักษณ์ต่างจากพลิตวิเซ่ น้ำตกที่นี่โดดเด่นด้วยชั้นหินปูนที่ก่อรูปเป็นม่านน้ำลดหลั่น ดูมีพลังแต่ก็อ่อนโยนในเวลาเดียวกัน จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองสปลิต ใช้เวลาอีกราว 1–1.5 ชั่วโมง เมืองชายฝั่งสำคัญริมทะเลเอเดรียติกที่เป็นทั้งเมืองท่า เมืองประวัติศาสตร์ และเมืองพักผ่อนในคราวเดียวกัน พักที่สปลิต

วันที่ 4: สปลิต – ดูบรอฟนิก – ย้อนรอยพระราชวังโรมันโบราณและขับรถเลียบชายฝั่งสู่ไข่มุกแห่งเอเดรียติก

เช้านี้ในสปลิตเริ่มต้นด้วยการสำรวจ พระราชวังดิโอคลิเธียน หัวใจของเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงความเก่าแก่ แต่คือการที่พระราชวังโรมันอายุกว่า 1,700 ปีแห่งนี้ยังคง “มีชีวิต” ผู้คนยังอาศัยอยู่ มีร้านกาแฟ ร้านค้า และบ้านเรือนซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างโบราณ ราวกับอดีตกับปัจจุบันยังเดินเคียงกันอยู่ทุกวัน

พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิดิโอคลีเชียน ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันผู้ทรงอำนาจ ซึ่งเลือกสปลิตเป็นสถานที่ใช้ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ เรื่องราวนี้ทำให้เมืองดูมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้นอย่างยิ่ง จากนั้นเดินเล่นที่ People’s Square หรือจัตุรัสกลางเมือง ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตของชาวเมือง ทั้งเสียงพูดคุย กลิ่นกาแฟ และบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่ชวนให้เราอยากนั่งนิ่ง ๆ มองผู้คนให้นานที่สุด

ช่วงบ่ายออกเดินทางสู่ดูบรอฟนิก ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง ตามแนวชายฝั่งเอเดรียติก เส้นทางนี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริป เพราะวิวทะเล ภูเขา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ระหว่างทางงดงามอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงดูบรอฟนิก เมืองมรดกโลกที่ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งเอเดรียติก” เราจะสัมผัสได้ทันทีว่าเหตุใดเมืองนี้จึงตรึงใจนักเดินทางจากทั่วโลก พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 5: เที่ยวชมเมืองดูบรอฟนิก – เดินทอดน่องบนกำแพงเมืองโบราณและดื่มด่ำหัวใจรากูซา

วันนี้คือวันที่ควรใช้เวลาให้ช้าที่สุดกับดูบรอฟนิก เพราะเมืองนี้ไม่ได้มีดีเพียงความสวย หากยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การค้า การเมือง และความเข้มแข็งของอดีตนครรัฐเล็ก ๆ ที่เคยรุ่งเรืองจากการเดินเรือและการทูต

เริ่มต้นด้วยการเดินชม กำแพงเมืองโบราณ หนึ่งในกำแพงเมืองที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดในยุโรป ใช้เวลาเดินประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ระหว่างทางจะได้เห็นหลังคากระเบื้องสีส้มของเมืองเก่า ตัดกับสีน้ำเงินของทะเลเอเดรียติกอย่างงดงาม กำแพงนี้ไม่เพียงสร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรู แต่ยังเป็นหลักฐานของความมั่งคั่งและอิสระของสาธารณรัฐรากูซาในอดีต

เดินผ่าน Pile Gate ประตูหลักสู่เมืองเก่า ที่ในอดีตคือจุดคัดกรองผู้คนและสินค้า ก่อนเข้าสู่เขตศูนย์กลาง ชม น้ำพุ Onofrio สิ่งก่อสร้างสำคัญของระบบส่งน้ำโบราณที่สะท้อนภูมิปัญญาวิศวกรรมยุคกลาง ต่อด้วยหอนาฬิกาโบราณ และ Rector’s Palace พระราชวังที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมือง อาคารแห่งนี้สะท้อนความสง่างามแบบโกธิก เรอเนสซองซ์ และบาโรกในหลังเดียวกัน

ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นบนถนน Stradun ถนนสายหลักที่เปรียบเสมือนหัวใจของดูบรอฟนิก ยามเย็นแสงแดดสะท้อนพื้นหินเก่าเป็นประกายสวยงามอย่างน่าจดจำ เมืองนี้คือสถานที่ที่ยิ่งเดินยิ่งรู้สึกว่า “ความเก่า” ไม่ได้หมายถึงความล้าสมัย แต่คือความลึกซึ้งที่ทำให้เราอยากหยุดอยู่กับปัจจุบันให้นานขึ้น พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 6: ดูบรอฟนิก – โคตอร์ – ข้ามพรมแดนสู่มอนเตเนโกรและท่องเมืองเก่าริมฟยอร์ดแห่งยุโรปใต้

ออกเดินทางจากดูบรอฟนิกข้ามพรมแดนสู่มอนเตเนโกร ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ปลายทางคือเมืองโคตอร์ เมืองเก่าริมอ่าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีบรรยากาศโรแมนติกที่สุดในแถบบอลข่าน

Kotor ตั้งอยู่ริมอ่าวที่หลายคนเรียกว่าเป็นฟยอร์ดแห่งยุโรปใต้ แม้ในทางภูมิศาสตร์จะไม่ใช่ฟยอร์ดแท้ แต่ภูเขาสูงที่โอบล้อมผืนน้ำสงบนิ่งก็ทำให้ภาพตรงหน้าดูยิ่งใหญ่และนุ่มลึกในเวลาเดียวกัน เมืองเก่าของโคตอร์ถูกล้อมด้วยกำแพงหินหนาแน่น เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคกลาง ถนนแคบ ๆ จัตุรัสเล็ก ๆ และอาคารหินสีอุ่นทำให้ที่นี่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง

ชม มหาวิหารเซนต์ทริฟูน มหาวิหารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญผู้คุ้มครองเมือง และชม หอนาฬิกา หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่เป็นเหมือนพยานของกาลเวลา โคตอร์คือเมืองที่ไม่ได้เรียกร้องความตื่นเต้น แต่ดึงดูดด้วยความนิ่ง สงบ และงดงามแบบคลาสสิก พักที่โคตอร์

วันที่ 7: Our Lady of the Rocks – อาราม Ostrog – Tara Canyon – Žabljak – ล่องชมเกาะแห่งศิลาศรัทธา ตื่นตาอารามหน้าผา และหุบเขาแคนยอนยักษ์

เช้านี้เริ่มด้วยการล่องเรือหรือเดินทางสู่ Our Lady of the Rocks ใช้เวลาจากโคตอร์ประมาณ 30–45 นาทีสู่เมืองเพอราสต์ และนั่งเรือสั้น ๆ ต่อไปยังเกาะเล็กกลางอ่าว โบสถ์แห่งนี้มีตำนานที่งดงาม ชาวประมงสองพี่น้องพบภาพไอคอนของพระแม่มารีบนโขดหินกลางทะเล จึงเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และช่วยกันนำหินมาถมทะเลจนเกิดเป็นเกาะเทียมขึ้นมา เรื่องเล่านี้ทำให้สถานที่เล็ก ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยความศรัทธาและความอ่อนโยนอย่างน่าประทับใจ

ใกล้กันคือเกาะ Sveti Đorđe ที่เงียบสงบและลึกลับกว่า ภาพของสองเกาะที่ตั้งคู่กันกลางอ่าวคือหนึ่งในทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของมอนเตเนโกร จากนั้นเดินทางต่อสู่อาราม Ostrog Monastery ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง อารามสีขาวที่สร้างฝังเข้าไปในหน้าผาสูงอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นจุดหมายของผู้แสวงบุญจากหลายศาสนา เพราะเชื่อกันว่าเป็นสถานที่แห่งปาฏิหาริย์และการเยียวยา

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Tara Canyon ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง แคนยอนขนาดใหญ่ที่ลึกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทิวทัศน์ที่นี่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และดิบงามต่างจากเมืองชายฝั่งอย่างสิ้นเชิง ก่อนปิดวันด้วยการเดินข้าม Tara Bridge สะพานคอนกรีตโค้งที่ทอดผ่านหุบเขาอย่างงดงาม เป็นจุดชมวิวที่ทำให้เห็นพลังของธรรมชาติและงานวิศวกรรมในภาพเดียวกัน คืนนี้พักที่ Žabljak เมืองเล็กกลางธรรมชาติที่อากาศบริสุทธิ์และเงียบสงบอย่างแท้จริง

วันที่ 8: Žabljak – เมืองบุดวา – Sveti Stefan – พอดโกริก้า – สัมผัสชีวิตชีวาเมืองตากอากาศโบราณ แวะชมเกาะรีสอร์ตหรู และสู่เมืองหลวง

ออกเดินทางจาก Žabljak ลงสู่ชายฝั่ง ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง สู่เมืองบุดวา เมืองรีสอร์ตชื่อดังของมอนเตเนโกรที่มีทั้งทะเล เมืองเก่า และบรรยากาศพักผ่อนแบบเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้แตกต่างจากโคตอร์ตรงที่มีชีวิตชีวากว่า สดใสกว่า แต่ยังคงมีเสน่ห์จากกำแพงหินและตรอกเล็กในเขตเมืองเก่า

เดินชมป้อมปราการและย่านเมืองเก่าที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเป็นเมืองชายฝั่งซึ่งผ่านการปกครองของหลายอารยธรรม ทั้งอิลลิเรียน โรมัน เวนิส และออสเตรีย-ฮังการี ความหลากหลายทางประวัติศาสตร์ทำให้บุดวามีบุคลิกเฉพาะตัว จากนั้นแวะชม Sveti Stefan ใช้เวลาจากบุดวาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวชื่อดังที่แทบจะเป็นภาพจำของประเทศ เกาะเล็กที่เชื่อมกับแผ่นดินด้วยทางคันดินแคบ ๆ เคยเป็นหมู่บ้านประมง ก่อนจะกลายเป็นรีสอร์ตหรูระดับโลก ความงามของที่นี่อยู่ที่ความสมดุลระหว่างทะเล ภูเขา และสถาปัตยกรรมหินสีอ่อนที่ดูกลมกลืนอย่างน่าทึ่ง

จากนั้นเดินทางต่อสู่พอดโกริก้า เมืองหลวงของมอนเตเนโกร ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองนี้อาจไม่ได้โดดเด่นในเชิงท่องเที่ยวเท่าเมืองชายฝั่ง แต่เป็นเหมือนบทสรุปที่สงบและเรียบง่ายของทริป พักที่ Podgorica

วันที่ 9: พอดโกริก้า – เดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยเที่ยวบิน TK1086 แวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ช่วงเวลาระหว่างเดินทางกลับมักเป็นห้วงเวลาที่ภาพความทรงจำของทั้งทริปค่อย ๆ ย้อนกลับมา ทั้งสีเขียวมรกตของพลิตวิเซ่ กำแพงหินของดูบรอฟนิก ความสงบของอ่าวโคตอร์ และภูเขายิ่งใหญ่ของมอนเตเนโกร ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผ่านหลายเมือง แต่เป็นการค่อย ๆ ซึมซับหลายอารมณ์ของดินแดนบอลข่านอย่างลึกและละมุน

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจแสนยาวนาน

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำของการเดินทางที่ไม่ได้เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ยังติดอยู่ในใจ โครเอเชียและมอนเตเนโกรอาจไม่ใช่ปลายทางที่อึกทึกที่สุดในยุโรป แต่กลับเป็นเส้นทางที่ให้ทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ตำนาน และความงามที่ค่อย ๆ เปิดเผยตัวเองกับคนที่ยอมเดินทางอย่างช้า ๆ และตั้งใจมองจริง ๆ นั่นเอง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

หมู่เกาะแฟโร ทะเลสาบมายา นกพัฟฟิน บ้านหลังคาหญ้า

เกาะแฟโร ทะเลสาบมายา และพัฟฟิน
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • สัมผัสธรรมชาติแฟโรที่ยิ่งใหญ่และเงียบสงบ ทั้งเสาหิน Trøllkonufingur หมู่บ้าน Kirkjubøur และเมืองหลวง Tórshavn
  • ล่องเรือชมฝูงนกพัฟฟินที่ Mykines เดินเทรลชมวิวหน้าผาและทะเลชมทะเลสาบลอยฟ้า Trælanípa น้ำตก Bøsdalafossur และซุ้มประตูหิน Drangarnir
  • เที่ยวหมู่บ้าน Saksun, Gjógv, Eiði และ Vestmanna สัมผัสวิถีชีวิตชาวเกาะ
  • ตามรอย James Bond ที่ Kalsoy ชมวิวประภาคาร Kallur Lighthouse และรูปปั้น Seal Woman
  • ปิดท้ายที่ Gasadalur น้ำตก Múlafossur และเดินเล่นชิล ๆ ในโคเปนเฮเกน
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ บินตรงสู่โคเปนเฮเกนด้วยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG950 เพื่อเตรียมต่อสู่ดินแดนธรรมชาติอันโดดเด่นของหมู่เกาะแฟโร

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – หมู่เกาะแฟโร – Tórshavn

เดินทางเข้าสู่หมู่เกาะแฟโร ดินแดนแห่งธรรมชาติบริสุทธิ์และหมู่บ้านเก่าแก่

Trøllkonufingur: เสาหินกลางทะเลชื่อดังที่มีรูปร่างแปลกตา พร้อมตำนานพื้นบ้านที่น่าสนใจ

Kirkjubøur: หมู่บ้านประวัติศาสตร์สำคัญของแฟโร ชมโบสถ์หินและบรรยากาศย้อนยุค

Tórshavn: เมืองหลวงขนาดเล็กที่เงียบสงบ เหมาะกับการเดินเล่นและสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น

วันที่ 3: เกาะ Mykines

ออกเดินทางสู่หนึ่งในเกาะที่มีชื่อเสียงด้านธรรมชาติและสัตว์ป่า

Ferry to Mykines: นั่งเรือชมวิวทะเลและหน้าผาระหว่างทางสู่เกาะ

Puffin Watching: ไฮไลต์สำคัญของเกาะ ชมฝูงนกพัฟฟินจำนวนมากในถิ่นอาศัยธรรมชาติ

Coastal Trekking: เดินเทรลเลียบชายฝั่ง ชมวิวหน้าผาสูงและมหาสมุทรกว้างสุดสายตา

วันที่ 4: Trælanípa และ Drangarnir

สัมผัสเส้นทางธรรมชาติที่เป็นภาพจำของหมู่เกาะแฟโร

Trælanípa: จุดชมวิวทะเลสาบเหนือหน้าผาที่ดูเหมือนลอยอยู่เหนือมหาสมุทร

Bøsdalafossur: น้ำตกสวยงามที่ไหลจากทะเลสาบลงสู่ทะเลโดยตรง

Drangarnir: ซุ้มประตูหินกลางทะเลอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของแฟโร

วันที่ 5: หมู่บ้านเทพนิยาย

สำรวจหมู่บ้านเล็กแสนมีเสน่ห์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแฟโร

Saksun: หมู่บ้านเงียบสงบ รายล้อมด้วยภูเขาและบ้านหลังคาหญ้าในวิวอ่าวสวยงาม

Gjógv: หมู่บ้านชาวประมงที่มีร่องหินธรรมชาติใช้เป็นท่าเรือ จุดเด่นไม่เหมือนที่ใด

Eiði & Vestmanna: ชมวิวภูเขา ทะเล และบรรยากาศท้องถิ่นของชุมชนริมชายฝั่ง

วันที่ 6: เกาะ Kalsoy

ตามรอยแลนด์สเคปสุดอลังการและเรื่องเล่าพื้นบ้านของแฟโร

Kalsoy: เกาะที่มีภูมิประเทศสูงชันและมีชื่อเสียงจากการเป็นโลเคชันในภาพยนตร์ James Bond

Kallur Lighthouse: จุดชมวิวประภาคารปลายเกาะที่มองเห็นทิวทัศน์ทะเลและหน้าผาแบบพาโนรามา

Mikladalur: หมู่บ้านเล็กที่มีรูปปั้น Seal Woman สื่อถึงตำนานพื้นบ้านอันโด่งดังของแฟโร

วันที่ 7: Gasadalur – โคเปนเฮเกน

เก็บภาพสถานที่ไฮไลต์ก่อนเดินทางกลับสู่เดนมาร์ก

Gasadalur: หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาที่มีวิวธรรมชาติสวยและเงียบสงบ

Múlafossur: น้ำตกชื่อดังที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทร เป็นมุมถ่ายภาพสัญลักษณ์ของแฟโร

Flight to Copenhagen: เดินทางกลับโคเปนเฮเกนเพื่อพักผ่อนก่อนบินกลับไทย

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ใช้เวลาส่งท้ายในเมืองหลวงของเดนมาร์กก่อนออกเดินทางกลับ

Nyhavn: ย่านริมน้ำชื่อดังที่มีอาคารหลากสี เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายรูป

Shopping: อิสระเลือกซื้อของฝากและสินค้าดีไซน์สแกนดิเนเวีย

Thai Airways เที่ยวบิน TG951: เดินทางกลับสู่ประเทศไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และหมู่บ้านแสนมีเสน่ห์ของหมู่เกาะแฟโร

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

วันแรกของการเดินทางเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินตรง Thai Airways TG950 มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ประตูสำคัญก่อนเข้าสู่หมู่เกาะแฟโร ดินแดนเล็กกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นชื่อ แต่กลับเต็มไปด้วยภูมิประเทศดิบงาม หมู่บ้านหลังคาหญ้า และเรื่องเล่าที่ทำให้ทุกเส้นทางมีชีวิต ระยะเวลาบินจากกรุงเทพฯ สู่โคเปนเฮเกนประมาณ 11 ชั่วโมงเศษ วันนี้จึงเป็นวันของการค่อย ๆ ปรับจังหวะร่างกายและหัวใจให้พร้อมสำหรับการเดินทางแบบ slow travel ที่จะไม่เร่งรีบ แต่ค่อย ๆ ซึมซับความงามของธรรมชาติทีละน้อย

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – หมู่เกาะแฟโร – Tórshavn

จากโคเปนเฮเกน บินต่อสู่หมู่เกาะแฟโร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที เมื่อเครื่องบินลดระดับลงเหนือเกาะน้อยใหญ่ที่กระจัดกระจายกลางทะเล ภาพภูเขาสีเขียวเข้ม หน้าผาสูง และหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ทำให้รู้ทันทีว่าที่นี่แตกต่างจากยุโรปที่คุ้นเคย

จุดหมายแรกคือ Trøllkonufingur เสาหินกลางทะเลทางฝั่งตะวันตกของเกาะ Vágar ซึ่งสามารถชมได้จากจุดวิวริมถนน ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินราว 15–20 นาที ชื่อของมันแปลได้ประมาณว่า “นิ้วของหญิงยักษ์” มาจากตำนานพื้นบ้านแฟโรที่เล่าถึงโทรลล์หรือยักษ์ในโลกเหนือ ธรรมชาติของแฟโรจึงไม่ใช่เพียงสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยจินตนาการและเรื่องเล่าที่ผูกพันกับภูเขา ผา และทะเลแทบทุกแห่ง

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Kirkjubøur ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีจาก Tórshavn หมู่บ้านประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแฟโร เคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและวัฒนธรรมในยุคกลาง ไฮไลต์คือซากมหาวิหาร Magnus Cathedral และโบสถ์ไม้เก่าแก่ที่ยังใช้งานอยู่ ที่นี่ให้ความรู้สึกราวกับเวลาหยุดนิ่ง บ้านไม้หลังคาหญ้าและลมทะเลเย็น ๆ ทำให้การเดินเล่นเงียบสงบเป็นพิเศษ

ช่วงเย็นเข้าสู่ Tórshavn เมืองหลวงเล็กที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จาก Kirkjubøur ใช้เวลาเพียง 15 นาที เมืองนี้ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์ตรงความเรียบง่าย ท่าเรือเล็ก บ้านสีแดงดำ และย่านเก่า Tinganes ที่เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในเขตรัฐสภาเก่าแก่ที่สุดในโลก เหมาะกับการเดินทอดน่องในจังหวะช้า ๆ แล้วปล่อยให้เมืองค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเอง

วันที่ 3: เกาะ Mykines

วันนี้เป็นวันของธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ออกเดินทางจาก Tórshavn ไปท่าเรือ Sørvágur ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก่อนนั่งเรือเฟอร์รี่ต่อไปเกาะ Mykines ราว 45–50 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เกาะเล็กแห่งนี้คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนรักธรรมชาติตกหลุมรักแฟโร

Mykines ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนกทะเล โดยเฉพาะนกพัฟฟินที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะในช่วงฤดูร้อน ภาพนกตัวเล็กจะงอยปากสีสดบินวนอยู่เหนือหน้าผา เป็นภาพที่ทั้งน่ารักและน่าประทับใจอย่างมาก การได้เห็นพวกมันในถิ่นอาศัยจริง ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมคนจำนวนมากยอมเดินทางไกลเพื่อมาที่นี่

หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการเดินเทรลเลียบชายฝั่ง เส้นทางบนเกาะให้ภาพของทุ่งหญ้า หน้าผาสูง และทะเลกว้างสุดสายตา การเดินไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่เป็นประสบการณ์ของการอยู่กับลม กับเสียงคลื่น และกับความเงียบที่หาได้ยากในโลกปัจจุบัน Mykines จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรากลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง

วันที่ 4: Trælanípa และ Drangarnir

อีกหนึ่งวันไฮไลต์ของแฟโร เริ่มจาก Trælanípa บนเกาะ Vágar ใช้เวลาเดินทางจาก Tórshavn ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที จุดนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากมุมมองที่ทำให้ทะเลสาบ Sørvágsvatn ดูราวกับลอยอยู่เหนือมหาสมุทร เป็นภาพลวงตาทางธรรมชาติที่ทั้งแปลกและน่าทึ่ง ชื่อ Trælanípa แปลว่า “หน้าผาทาส” ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าเก่าแก่ของดินแดนนี้

เดินต่อไปยัง Bøsdalafossur น้ำตกที่ไหลจากทะเลสาบลงสู่ทะเลโดยตรง ใช้เวลาเดินเทรลจากจุดเริ่มต้นรวมประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงแบบไม่รีบ เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนว่าทำไมแฟโรจึงเหมาะกับ slow travel เพราะความงามไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่อยู่ระหว่างทางทุกย่างก้าว

จากนั้นไปสัมผัส Drangarnir ซุ้มประตูหินกลางทะเลขนาดใหญ่ หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของแฟโร การเข้าชมอาจใช้เรือหรือเดินเทรลแบบมีไกด์ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมงพอสมควร แต่เมื่อไปถึง ภาพแท่งหินทะยานจากทะเลและซุ้มหินธรรมชาติที่ถูกลมและคลื่นกัดเซาะมานานนับพันปี จะทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติคือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของที่นี่

วันที่ 5: หมู่บ้านเทพนิยาย

วันนี้เป็นวันที่แฟโรเผยเสน่ห์อีกด้าน ผ่านหมู่บ้านเล็กที่ดูราวกับหลุดจากหนังสือนิทาน เริ่มจาก Saksun ใช้เวลาเดินทางจาก Tórshavn ประมาณ 50 นาที หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและลากูนที่เคยเป็นอ่าวทะเลมาก่อน ก่อนตะกอนทรายจะค่อย ๆ ปิดทางน้ำจนเกิดภูมิทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ บ้านหลังคาหญ้า โบสถ์เล็ก และความเงียบที่ห่มคลุมทั้งหมู่บ้าน ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศละมุนและน่าจดจำมาก

จากนั้นเดินทางต่อไป Gjógv ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง 15 นาที ชื่อหมู่บ้านมาจากร่องหินธรรมชาติที่ยาวลึกซึ่งชาวบ้านใช้เป็นท่าเรือมาตั้งแต่โบราณ ที่นี่จึงไม่ใช่แค่หมู่บ้านสวย แต่เป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกับภูมิประเทศอันแข็งแกร่งของแฟโรอย่างชาญฉลาด บ้านสีสันอ่อน ๆ กับภูเขาและทะเลที่โอบล้อม ทำให้ทุกมุมดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์

ระหว่างทางแวะ Eiði และ Vestmanna ซึ่งใช้เวลาเดินทางต่อกันประมาณ 30–40 นาที แต่ละชุมชนมีเสน่ห์ต่างกัน Eiði โดดเด่นด้วยทิวทัศน์ภูเขาและทะเลเปิด ส่วน Vestmanna มีบรรยากาศเมืองชายฝั่งที่ยังคงวิถีท้องถิ่นไว้ได้ดี วันที่เหมือนธรรมดานี้กลับกลายเป็นวันที่ทำให้เห็นหัวใจของแฟโรอย่างชัดเจนที่สุด เพราะบางครั้งความน่าประทับใจ ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ดัง แต่อยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ยังใช้ชีวิตช้า ๆ ไปพร้อมกับลมทะเล

วันที่ 6: เกาะ Kalsoy

ออกเดินทางแต่เช้าสู่เกาะ Kalsoy หนึ่งในเกาะที่มีภูมิประเทศโดดเด่นที่สุดของแฟโร จาก Tórshavn ไปท่าเรือ Klaksvík ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที จากนั้นนั่งเฟอร์รี่ไปเกาะ Kalsoy ราว 20 นาที เกาะนี้มีรูปร่างยาวแคบ เต็มไปด้วยภูเขาชันและอุโมงค์เชื่อมหมู่บ้านเล็ก ๆ หลายแห่ง จนถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเกาะที่มีบรรยากาศลึกลับและน่าค้นหาที่สุด

ไฮไลต์สำคัญคือ Kallur Lighthouse ปลายเกาะด้านเหนือ จุดชมวิวนี้ใช้เวลาเดินเทรลจากจุดเริ่มต้นประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แม้เส้นทางไม่ยาวมาก แต่ภาพที่รออยู่คือวิวพาโนรามาของหน้าผา ทะเล และสันเขาที่ทอดตัวออกไปอย่างน่าตื่นตา สถานที่แห่งนี้ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ James Bond แต่ความจริงแล้วเสน่ห์ของ Kalsoy ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงจากภาพยนตร์เท่านั้น หากอยู่ที่ความรู้สึกเหมือนได้ยืนอยู่ตรงขอบโลก

ขากลับแวะ Mikladalur หมู่บ้านเล็กริมผาอันเงียบสงบ เพื่อชมรูปปั้น Seal Woman หรือหญิงแมวน้ำ ซึ่งมาจากตำนานพื้นบ้านที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของแฟโร เรื่องเล่าว่ามีแมวน้ำที่สามารถถอดหนังและกลายเป็นหญิงสาวได้เพียงปีละครั้ง ตำนานนี้ทั้งงดงามและเศร้า และสะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับทะเลได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้การมาเยือนที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการชมวิว แต่เหมือนการได้ฟังเสียงของความเชื่อโบราณที่ยังคงอยู่ในภูมิทัศน์

วันที่ 7: Gasadalur – โคเปนเฮเกน

วันสุดท้ายบนหมู่เกาะแฟโร เริ่มต้นด้วยการเดินทางจาก Tórshavn ไปยัง Gásadalur ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที หมู่บ้านเล็กแห่งนี้เคยเป็นชุมชนที่เข้าถึงยากมากในอดีต ต้องเดินข้ามภูเขาหรือใช้เฮลิคอปเตอร์ จนกระทั่งมีการเจาะอุโมงค์เชื่อมต่อ ทำให้ผู้คนได้เห็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดของแฟโรมากขึ้น

ไฮไลต์คือ Múlafossur น้ำตกชื่อดังที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทรโดยมีหมู่บ้านและภูเขาเป็นฉากหลัง ภาพนี้แทบจะกลายเป็นโปสการ์ดประจำแฟโร และเป็นจุดที่ทำให้หลายคนอยากออกเดินทางมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง เหตุผลที่ควรมาที่นี่ไม่ใช่แค่เพื่อถ่ายภาพ แต่เพื่อยืนอยู่ท่ามกลางลมแรง เสียงน้ำตก และผืนหญ้าเขียวที่พลิ้วไปกับอากาศ แล้วรับรู้ว่าความงามบางอย่างไม่สามารถแทนได้ด้วยภาพเพียงอย่างเดียว

จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ก่อนบินกลับโคเปนเฮเกนราว 2 ชั่วโมง 15 นาที ค่ำคืนนี้จึงเป็นเหมือนช่วงพักหายใจเบา ๆ หลังจากหลายวันที่อยู่กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของหมู่เกาะแฟโร

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

เช้าวันนี้ปิดท้ายทริปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ในโคเปนเฮเกน เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบสแกนดิเนเวีย สามารถแวะเดินเล่นที่ Nyhavn จากตัวเมืองใช้เวลาไม่นาน ย่านริมน้ำที่เรียงรายด้วยอาคารสีสดใสและเรือไม้เก่า เป็นภาพคลาสสิกที่ทำให้เช้าวันสุดท้ายดูนุ่มนวลและผ่อนคลาย

จากนั้นมีเวลาอิสระสำหรับเลือกซื้อของฝาก ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ ของแต่งบ้าน หรือสินค้าสไตล์นอร์ดิกที่เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อขึ้น Thai Airways เที่ยวบิน TG951 กลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาบินประมาณ 10–11 ชั่วโมง

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากหมู่เกาะแฟโร ดินแดนที่ไม่ได้ดึงดูดด้วยความหรูหราหรือความคึกคัก แต่ชนะใจด้วยความเงียบงามของภูเขา หน้าผา หมู่บ้านเล็ก และเรื่องเล่าที่แทรกอยู่ในทุกเส้นทาง ทริปนี้จึงไม่ใช่เพียงการไปเยือนสถานที่สวยงาม แต่เป็นการเดินทางไปยังจังหวะชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ช้าลง ลึกขึ้น และน่าจดจำกว่าที่คิด

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

ทัวร์ Road Trip อิตาลี โดโลไมท์ ชิงเควเทเร โคโม

อิตาลี โดโลไมท์ ชิงเควเทเร โคโม
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Val di Funes: ดื่มด่ำแสงเช้าและเย็นที่สาดส่องทุ่งหญ้าตัดกับยอดเขา เป็นภาพจำแห่งโดโลไมท์ที่ฮีลใจสุดๆ
  • Tre Cime & Cadini di Misurina: เดินเทรคสัมผัสความยิ่งใหญ่ของยอดเขาสามยอด และลัดเลาะเส้นทางใหม่สุดฮิตที่วิวอลังการเหมือนหลุดไปอีกโลก
  • Seceda & Alpe di Siusi: นั่งกระเช้าลอยฟ้าไปทอดสายตาชมวิวพาโนรามา และตื่นตากับยอดเขาสามเหลี่ยมสุดยูนีคที่ธรรมชาติปั้นแต่งมาอย่างดี
  • Cinque Terre: นั่งรถไฟเลียบหน้าผาชมหมู่บ้านสีพาสเทลทั้ง 5 ริมชายฝั่ง มรดกโลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และไวบ์ความน่ารักแบบอิตาเลียนแท้ๆ
  • Lake Como: ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสงบของราชินีแห่งทะเลสาบ ซึมซับบรรยากาศสุดโรแมนติกที่โอบล้อมด้วยสายน้ำและขุนเขา
  • Duomo di Milano: ปิดทริปด้วยความวิจิตรของมหาวิหารโกธิคที่ยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง เดินเล่นเสพงานศิลป์และซึมซับไวบ์เก๋ๆ ของเมืองแฟชั่น
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิลาน

นัดพบที่สนามบินเพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG940 ของสายการบิน Thai Airways ออกเดินทางสู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมืองศูนย์กลางแฟชั่น ศิลปะ และประตูสู่การท่องเที่ยวทางตอนเหนือของอิตาลี

วันที่ 2: มิลาน – โบลซาโน – Val di Funes – Chiusa

เดินทางถึงมิลาน จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองโบลซาโน เมืองเสน่ห์กลางหุบเขาโดโลไมท์ แวะชม Chiesa dei Domenicani โบสถ์เก่าแก่ที่สะท้อนสถาปัตยกรรมและศิลปะศาสนาคริสต์ของเมือง ก่อนเดินเล่นที่ Piazza Walther จัตุรัสหลักใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยอาคารสวยงามและบรรยากาศคึกคัก จากนั้นเดินทางสู่ Val di Funes จุดชมวิวชนบทชื่อดังของโดโลไมท์ โดดเด่นด้วยทุ่งหญ้า โบสถ์เล็ก และฉากหลังเป็นแนวเขาสุดอลังการ เหมาะสำหรับเก็บแสงเย็น แล้วพักค้างคืนที่ Chiusa

วันที่ 3: Val di Funes – Lago di Braies – Lake Misurina – Giau Pass – Cortina d’Ampezzo

เก็บแสงเช้าที่ Val di Funes ก่อนเดินทางสู่ทะเลสาบบรายเอียซ ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ ต่อด้วยทะเลสาบมิซูรินา ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เงียบสงบและสะท้อนภาพภูเขาได้งดงาม แวะ Giau Pass จุดชมวิวพาโนรามา 360 องศา ซึ่งเป็นหนึ่งในพาสที่สวยที่สุดของภูมิภาค จากนั้นเข้าสู่เมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตหรูท่ามกลางเทือกเขาโดโลไมท์และศูนย์กลางกิจกรรมกลางแจ้ง พักค้างคืนที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 4: Tre Cime di Lavaredo – Cadini di Misurina – Cortina d’Ampezzo

เดินเทรคที่ Tre Cime di Lavaredo เส้นทางไฮไลต์ของโดโลไมท์ โด่งดังจากภูเขาหินสามยอดขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาค จากนั้นพาเดินต่อที่ Cadini di Misurina เส้นทางชมวิวที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยแนวสันเขาแหลมคมและมุมมองภูเขาที่แปลกตาไม่เหมือนที่อื่น เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการถ่ายภาพ พักค้างคืนที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Alpe di Siusi – Seceda – Val Gardena

ขึ้นกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดดเด่นด้วยวิวภูเขาแบบเปิดกว้างและบรรยากาศสงบ จากนั้นเดินเทรลสั้นๆ ชมธรรมชาติ ก่อนขึ้นกระเช้าต่อไปยัง Seceda จุดชมวิวชื่อดังของโดโลไมท์ ที่มีแนวสันเขาทรงแหลมเป็นเอกลักษณ์และทิวทัศน์อลังการรอบด้าน จากนั้นพักค้างคืนที่ Val Gardena

วันที่ 6: Pordoi Pass – Lake Carezza – Verona – La Spezia

เดินทางข้าม Pordoi Pass เส้นทางภูเขาที่เต็มไปด้วยวิวสวยตลอดทาง ก่อนแวะทะเลสาบคาเรซซ่า ทะเลสาบสีมรกตใสที่มีชื่อเสียงจากผิวน้ำสะท้อนแนวป่าสนและภูเขาอย่างงดงาม จากนั้นเดินทางสู่เมืองเวโรนา เมืองประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากเรื่องราวโรมิโอและจูเลียต แวะชม Casa di Giulietta สถานที่ที่เชื่อมโยงกับตำนานรักอันโด่งดัง ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองลา สเปเซีย เมืองท่าสำคัญและประตูสู่เขตชิงเกว แตร์เร พักค้างคืนที่ La Spezia

วันที่ 7: Cinque Terre – มิลาน

นั่งรถไฟเที่ยวชมชิงเกว แตร์เร กลุ่มหมู่บ้านชายฝั่ง 5 แห่งที่มีเอกลักษณ์จากบ้านเรือนสีสันสดใส หน้าผาริมทะเล และบรรยากาศหมู่บ้านประมงดั้งเดิม พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สวยที่สุดของอิตาลี จากนั้นเดินทางกลับสู่เมืองมิลาน และพักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 8: Lake Como – มิลาน

เดินทางสู่ทะเลสาบโคโม ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องทัศนียภาพสวยหรู โอบล้อมด้วยหมู่บ้านริมทะเลสาบและภูเขา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่งดงามที่สุดของอิตาลี จากนั้นกลับสู่เมืองมิลาน เพื่อชมมหาวิหารแห่งมิลาน หรือ Duomo di Milano มหาวิหารสไตล์โกธิคอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 9: มิลาน – สนามบิน

อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย หรือเดินเล่นเก็บบรรยากาศเมืองมิลานเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG941 ของสายการบิน Thai Airways สำหรับการเดินทางกลับประเทศไทย

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของโดโลไมท์ เมืองสวยคลาสสิก และเสน่ห์ของอิตาลีตอนเหนือ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิลาน

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในบรรยากาศของความตื่นเต้นปนความคาดหวัง เมื่อทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนจากความคุ้นเคยของกรุงเทพฯ ไปสู่ภาพฝันของอิตาลีตอนเหนือ เที่ยวบิน TG940 ของ Thai Airways จะพาคุณบินตรงสู่มิลาน ใช้เวลาประมาณ 11–12 ชั่วโมง เมืองใหญ่ที่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นประตูบานสำคัญสู่เส้นทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และหมู่บ้านงามราวภาพวาดของแถบโดโลไมท์ การเริ่มต้นที่นี่จึงเหมือนเปิดบทแรกของการเดินทางที่ค่อยๆ พาใจให้ช้าลง และมองโลกงดงามขึ้นทีละน้อย

วันที่ 2: มิลาน – โบลซาโน – Val di Funes – Chiusa

เมื่อเครื่องแตะรันเวย์ที่มิลาน เราจะค่อยๆ ออกจากเมืองใหญ่ แล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่โบลซาโน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.5–4 ชั่วโมง เมืองเล็กที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเป็นจุดบรรจบระหว่างวัฒนธรรมอิตาเลียนและออสเตรียอย่างกลมกลืน อาคาร บ้านเรือน ภาษา และอาหาร ล้วนมีอารมณ์แบบสองโลกอยู่ในเมืองเดียวกัน แวะชม Chiesa dei Domenicani โบสถ์เก่าแก่ที่สะท้อนร่องรอยศิลปะคริสต์ยุคกลาง ก่อนเดินเล่นต่อที่ Piazza Walther จัตุรัสหลักของเมืองที่เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตเรียบง่าย ผู้คนมานั่งกาแฟ พูดคุย และปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างไม่เร่งรีบ

จากนั้นเดินทางต่ออีกประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง สู่ Val di Funes หนึ่งในหุบเขาที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์ ที่นี่คือภาพจำของอิตาลีในแบบชนบทแท้จริง ทุ่งหญ้าสีเขียว โบสถ์เล็กกลางหุบเขา และฉากหลังเป็นแนวเขา Odle ที่แหลมคมราวประติมากรรมธรรมชาติ ความงามของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสงบและจังหวะที่ชวนให้เราอยากยืนนิ่งๆ มองแสงเย็นค่อยๆ ทาทับภูเขาทีละชั้น ก่อนปิดวันด้วยการพักค้างคืนที่เมือง Chiusa เมืองเล็กเก่าแก่ริมทาง ซึ่งอบอุ่นและเงียบพอจะทำให้ค่ำคืนแรกในโดโลไมท์น่าจดจำ

วันที่ 3: Val di Funes – Lago di Braies – Lake Misurina – Giau Pass – Cortina d’Ampezzo

เช้านี้เริ่มต้นอย่างนุ่มนวลด้วยการกลับไปเก็บแสงเช้าที่ Val di Funes เพราะช่วงเวลาเช้าคือโมงยามที่หุบเขาแห่งนี้งดงามเป็นพิเศษ หมอกบาง แสงอ่อน และความเงียบ ทำให้ทุกภาพตรงหน้าคล้ายหลุดออกมาจากโปสต์การ์ด จากนั้นเดินทางสู่ Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สวยที่สุดในโดโลไมท์ ด้วยผิวน้ำใสที่สะท้อนแนวเขาอย่างสงบงาม จนได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งโดโลไมท์” ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ใช่แค่สีของน้ำ แต่คือบรรยากาศที่ทำให้เรารู้สึกอยากเดินช้าๆ หายใจลึกๆ และปล่อยให้ธรรมชาติพูดแทนทุกอย่าง

จากนั้นเดินทางต่อราว 35–45 นาที สู่ Lake Misurina ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เงียบ สะอาด และเปี่ยมเสน่ห์ มีตำนานเล่าว่าน้ำ in ทะเลสาบแห่งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเจ้าหญิงผู้เอาแต่ใจ จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าพื้นบ้านที่ทำให้ภูมิทัศน์ตรงหน้ายิ่งมีชีวิตขึ้นอีกชั้น ต่อด้วย Giau Pass ใช้เวลาเดินทางอีกราว 45 นาที–1 ชั่วโมง จุดชมวิวพาโนรามาที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในแถบนี้ เบื้องหน้าเป็นภูเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ให้ความรู้สึกทั้งยิ่งใหญ่และเงียบงามในเวลาเดียวกัน ก่อนเข้าสู่ Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์ที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว และยังคงมีเสน่ห์ของเมืองภูเขาที่หรูแต่ไม่ห่างเหิน พักค้างคืนที่นี่ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและบรรยากาศแสนโรแมนติก

วันที่ 4: Tre Cime di Lavaredo – Cadini di Misurina – Cortina d’Ampezzo

วันนี้เป็นวันที่ธรรมชาติของโดโลไมท์จะเผยด้านที่น่าตื่นตาที่สุด เริ่มต้นออกเดินทางจาก Cortina ไปยัง Tre Cime di Lavaredo ใช้เวลาประมาณ 50 นาที–1.15 ชั่วโมง พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของโดโลไมท์ ด้วยยอดเขาหินสามยอดขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่น ราวกับเป็นประตูสู่โลกของนักเดินเขาและคนรักภูเขาจากทั่วโลก เส้นทางเทรคที่นี่ไม่ใช่เพียงการเดินชมวิว แต่คือการค่อยๆ ซึมซับความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศที่ถูกสร้างขึ้นมาหลายล้านปี จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก

หลังจากนั้นไปต่อยัง Cadini di Misurina ซึ่งอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเพียงประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้กำลังเป็นที่รักของนักเดินทางรุ่นใหม่ ด้วยแนวสันเขาคมกริบราวใบมีดและมุมมองที่แตกต่างจากภูเขาในยุโรปทั่วไป ที่นี่ให้ความรู้สึกดิบ เท่ และน่าหลงใหลในแบบที่กล้องอาจเก็บได้ไม่หมด การได้มายืนตรงนั้นจริงๆ จะทำให้เข้าใจว่าทำไมหลายคนจึงยอมเดินทางไกลเพื่อมาเห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง ก่อนกลับมาพักที่ Cortina d’Ampezzo อีกคืน ปล่อยให้ร่างกายได้พัก และให้ภาพภูเขาทั้งวันค่อยๆ ซึมลึกลงในความทรงจำ

วันที่ 5: Alpe di Siusi – Seceda – Val Gardena

ออกเดินทางจาก Cortina มุ่งสู่โซน Val Gardena ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง ก่อนขึ้นกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ความพิเศษของที่นี่อยู่ที่ความโปร่งโล่งของภูมิทัศน์ ทุ่งหญ้าเนินอ่อน บ้านไม้หลังเล็ก และแนวเขา Sassolungo ที่ตั้งเด่นอยู่ไกลๆ ทุกอย่างดูละมุนและสงบ จนเหมือนโลกทั้งใบเบาลงอย่างประหลาด การเดินเทรลสั้นๆ ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องของระยะทาง แต่คือการได้ใช้เวลากับธรรมชาติอย่างแท้จริง

จากนั้นขึ้นกระเช้าต่อไปยัง Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่เป็นภาพแทนของโดโลไมท์มากที่สุด ด้วยแนวสันเขาทรงแหลมที่ทอดตัวยาวอย่างน่าทึ่ง จนดูเหมือนธรรมชาติสลักภูเขาไว้ด้วยมืออย่างประณีต ภาพของ Seceda มักทำให้คนอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะไม่มีภาพไหนถ่ายทอดความอลังการของพื้นที่จริงได้ครบถ้วน ที่นี่คือจุดหมายของคนที่รักภูเขา รักแสง และรักความรู้สึกเล็กๆ ของการได้ยืนอยู่ต่อหน้าความยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ก่อนพักค้างคืนที่ Val Gardena ดินแดนกลางหุบเขาที่มีบรรยากาศอบอุ่นและมีเสน่ห์ในแบบหมู่บ้านอัลไพน์แท้ๆ

วันที่ 6: Pordoi Pass – Lake Carezza – Verona – La Spezia

เช้านี้ออกเดินทางข้าม Pordoi Pass ใช้เวลาจาก Val Gardena ประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เส้นทางสายนี้คือหนึ่งในถนนภูเขาที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์ โค้งถนนค่อยๆ พาเราผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปตลอดทาง ก่อนแวะ Lake Carezza อีกราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบสีมรกตใสที่มีชื่อเสียงจากเงาสะท้อนของป่าสนและแนวเขา จนได้รับฉายาว่า Rainbow Lake ตามตำนานพื้นบ้านที่เล่าถึงนางเงือกและสายรุ้ง ความสวยของที่นี่มีลักษณะอ่อนหวาน ต่างจากความยิ่งใหญ่แบบดุดันของภูเขาหลายแห่งในโดโลไมท์

จากนั้นออกเดินทางสู่ Verona ใช้เวลาค่อนข้างยาวประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคลาสสิก และเป็นที่รู้จักทั่วโลกจากเรื่องราวของ Romeo and Juliet แม้ว่าตำนานความรักนี้จะเป็นวรรณกรรมของเชกสเปียร์ แต่ Casa di Giulietta ก็กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากมาเยือน เพราะเมืองนี้มีเสน่ห์ของความรักปะปนอยู่ในหินเก่า ถนนเล็ก และสถาปัตยกรรมทุกมุม หลังจากแวะซึมซับบรรยากาศแล้ว เดินทางต่อไปยัง La Spezia ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองท่าสำคัญริมทะเลลิกูเรีย ซึ่งเป็นประตูสู่ Cinque Terre พักค้างคืนที่นี่เพื่อเตรียมตัวสำหรับเช้าวันถัดไป

วันที่ 7: Cinque Terre – มิลาน

วันนี้เปลี่ยนอารมณ์จากภูเขาสู่ทะเล ด้วยการนั่งรถไฟเที่ยวชม Cinque Terre จาก La Spezia ไปยังแต่ละหมู่บ้านใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆ ราว 5–15 นาทีต่อสถานี แต่ทุกหมู่บ้านกลับมีบุคลิกต่างกันอย่างชัดเจน พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้โดดเด่นด้วยบ้านเรือนสีสดที่เกาะอยู่บนหน้าผาริมทะเล วิวทะเลสีคราม ทางเดินเล็กๆ และบรรยากาศหมู่บ้านประมงที่ยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่ารัก ความพิเศษของ Cinque Terre ไม่ได้อยู่แค่ความสวย แต่คือความรู้สึกว่ามนุษย์กับธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างพอดีมาหลายร้อยปี

หลังจากใช้เวลาเดินเล่น เก็บภาพ และนั่งมองทะเลอย่างไม่ต้องรีบร้อนแล้ว จึงเดินทางกลับมิลาน ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองใหญ่ที่เรากลับมาอีกครั้งในอารมณ์ที่ต่างออกไป เพราะหลังผ่านภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านเล็กๆ มาแล้ว มิลานจะดูมีมิติขึ้นกว่าตอนแรก พักค้างคืนที่ Milan เพื่อปิดท้ายการเดินทางอย่างสบายๆ

วันที่ 8: Lake Como – มิลาน

ออกเดินทางจากมิลานสู่ Lake Como ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบโคโมคืออีกหนึ่งภาพฝันของอิตาลีตอนเหนือ ที่นี่มีชื่อเสียงมายาวนานตั้งแต่ยุคชนชั้นสูงยุโรปนิยมมาพักผ่อนริมทะเลสาบ เพราะความงามของผืนน้ำสีเข้มที่โอบล้อมด้วยหมู่บ้านหรู วิลล่าสวย และแนวเขาที่ทอดตัวอยู่รอบด้าน บรรยากาศของโคโมไม่เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยความละเมียดละไม เหมาะกับการเดินเล่น นั่งมองเรือเล็กแล่นผ่าน หรือจิบกาแฟพร้อมชมวิวเงียบๆ

จากนั้นกลับสู่มิลานอีกประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อชม Duomo di Milano มหาวิหารโกธิคอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจของเมือง ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานหลายศตวรรษ จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมที่งามตระการตา แต่ยังเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของเมืองมิลานที่สะสมผ่านกาลเวลา การมายืนอยู่ตรงลานด้านหน้าแล้วเงยหน้ามองยอดแหลมสีขาวจำนวนมาก คือหนึ่งในภาพปิดท้ายที่สง่างามที่สุดของทริปนี้ พักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 9: มิลาน – สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายในมิลาน เป็นเวลาของการเดินช้าๆ อีกครั้ง อาจเลือกจิบกาแฟแก้วสุดท้าย เดินผ่านถนนสายเดิม หรือเก็บภาพบรรยากาศเมืองไว้ในความทรงจำ ก่อนออกเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG941 ของ Thai Airways สำหรับเดินทางกลับประเทศไทย ช่วงเวลาระหว่างนั่งรถไปสนามบินอาจเป็นช่วงที่เราได้ค่อยๆ ทบทวนว่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อิตาลีไม่ได้มอบเพียงภาพสวยๆ แต่ยังมอบจังหวะชีวิตที่อ่อนโยนและช้าลงอย่างน่าประทับใจ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากภูเขาหินยิ่งใหญ่ของโดโลไมท์ ทะเลสาบสีมรกต หมู่บ้านริมทะเล และเมืองคลาสสิกที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ทริปนี้ไม่ใช่แค่การไปเห็นสถานที่สวยงามของอิตาลีตอนเหนือ แต่คือการค่อยๆ ใช้เวลาเดินทางผ่านภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอารมณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน เป็นการเดินทางแบบ slow travel ที่ทำให้เราไม่ได้เพียง “ไปถึง” แต่ได้ “รู้สึกถึง” ทุกสถานที่อย่างแท้จริง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
08 Africa

โมรอคโค ซาฮาร่า ดินแดนฟ้าจรดทราย

โมรอคโค ซาฮาร่า ดินแดนฟ้าจรดทราย
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เชฟชาอูน นครสีฟ้าแสนละมุน เดินทอดน่องปล่อยใจไปกับเมืองสีฟ้าขาวที่ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยเหมือนหลุดเข้าไปในภาพวาด
  • เมืองเก่าเฟซและโรงฟอกหนังชูอาร่า ย้อนเวลาเดินหลงใหลไปในเขาวงกตพันปี สัมผัสวิถีชีวิตและกรรมวิธีทำเครื่องหนังโบราณสุดขลัง
  • ทะเลทรายซาฮาร่า ขี่อูฐรับลมชมพระอาทิตย์ตกบนเนินทรายสีทอง ก่อนทิ้งตัวนอนดูดาวล้านดวงกลางแคมป์ที่เงียบสงบ
  • ป้อมดินเอทเบนฮาดู สัมผัสความยิ่งใหญ่ของเมืองป้อมปราการดินสีแดง ฉากหลังสุดอลังการจากซีรีส์ดังอย่าง Game of Thrones
  • มาราเกช นครสีแดงที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ชมความวิจิตรของพระราชวังบาเฮีย แล้วไปเดินรับพลังงานบวกที่ตลาดกลางคืนสุดคึกคัก
  • สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 มัสยิดริมมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก นั่งฟังเสียงคลื่นพร้อมชมสถาปัตยกรรมที่สงบและทรงพลัง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)
นัดพบสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 20.00 น. เตรียมออกเดินทางสู่โมร็อกโกโดยสายการบิน Qatar Airways

วันที่ 2: คาซาบลังกา – ราบัต – เชฟชาอูน
ชมสุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 เที่ยวราบัต เยือนป้อมอูดายาและสุสานหลวง ก่อนเดินทางไปพักที่เชฟชาอูน

วันที่ 3: เชฟชาอูน – เฟซ
เดินเล่นถ่ายรูปในเมืองสีฟ้าเชฟชาอูน เมืองสวยบรรยากาศเหมือนภาพวาด แล้วเดินทางต่อสู่เฟซ

วันที่ 4: เฟซ
เที่ยวเมืองเก่าเมดินา ชมโรงฟอกหนังชูอาร่า สถาปัตยกรรมมาดราซา Bou Inania และมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของโลก

วันที่ 5: เฟซ – เมอร์ซูก้า – ซาฮาร่า
เดินทางสู่เมอร์ซูก้า ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกกลางทะเลทราย และพักค้างคืนใน Desert Camp

วันที่ 6: เมอร์ซูก้า – ช่องเขาทอดร้า – เอทเบนฮาดู
ชมความยิ่งใหญ่ของช่องเขาทอดร้า และเที่ยวเอทเบนฮาดู ป้อมดินชื่อดังที่เป็นโลเคชันภาพยนตร์ระดับโลก

วันที่ 7: เอทเบนฮาดู – เทือกเขาไฮแอตลาส – มาราเกช
นั่งรถข้ามเทือกเขาไฮแอตลาสสู่มาราเกช และสัมผัสบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืนที่จัตุรัสเจมาอ เอล ฟนา

วันที่ 8: มาราเกช
ชมพระราชวังบาเฮีย Ben Youssef Madrasa และถ่ายรูปกับมัสยิดกุตูเบีย แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง

วันที่ 9: มาราเกช – คาซาบลังกา
เดินทางกลับสู่คาซาบลังกา เพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่องกลับประเทศไทย

วันที่ 10: ประเทศไทย
เดินทางถึงไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากทริปโมร็อกโก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด ทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว
  • วีซ่า
  • อาหารทุกมื้อ
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทาง (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

Day 1 กรุงเทพฯ – สนามบินสุวรรณภูมิ

นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิช่วงประมาณ 20.00 น. เพื่อเตรียมเดินทางสู่โมร็อกโกโดยสายการบิน Qatar Airways เป็นวันเริ่มต้นของทริปและพักผ่อนบนเครื่องบิน

ที่พัก: พักบนเครื่อง

Day 2 คาซาบลังกา – ราบัต – เชฟชาอูน

เดินทางถึงคาซาบลังกา แล้วเข้าชมสุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 หนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่และงดงามที่สุดในโลก ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก โดดเด่นด้วยหอสุเหร่าสูงและงานศิลปะโมร็อกกันอันประณีต จากนั้นเดินทางต่อไปยังราบัต ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.5 ชั่วโมง เมืองหลวงของประเทศและเมืองมรดกโลก ชมป้อมอูดายา ซึ่งเคยเป็นป้อมปราการสำคัญตั้งแต่ยุคอัลโมฮัด และชมสุสานหลวง สถานที่สำคัญที่สะท้อนสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกสมัยใหม่ ก่อนเดินทางต่อสู่เชฟชาอูน ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ที่พัก: Chefchaouen

Day 3 เชฟชาอูน – เฟซ

เที่ยวชมเชฟชาอูน เมืองสีฟ้ากลางหุบเขาริฟที่มีชื่อเสียงจากบ้านเรือนทาด้วยสีฟ้าและสีขาวทั่วทั้งเมือง เชื่อกันว่าสีฟ้านี้ได้รับอิทธิพลจากชุมชนชาวยิวที่อพยพมาตั้งถิ่นฐาน และยังสื่อถึงท้องฟ้ากับความสงบของจิตใจ เมืองนี้จึงเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่สวยที่สุดของโมร็อกโก จากนั้นเดินทางต่อสู่เฟซ ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง

ที่พัก: Fes

Day 4 เฟซ

สำรวจเฟซ เมืองหลวงเก่าทางวัฒนธรรมของโมร็อกโก และเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกที่มีเมดินาเก่าแก่และซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ชมโรงฟอกหนังชูอาร่า ซึ่งยังคงใช้กรรมวิธีฟอกหนังแบบโบราณมาหลายร้อยปี เป็นภาพจำสำคัญของเมือง จากนั้นชม Madrasa Bou Inania โรงเรียนศาสนาเก่าแก่ที่โดดเด่นด้วยลวดลายปูนปั้นและไม้แกะสลักละเอียดงดงาม รวมถึงย่านมหาวิทยาลัยอัลการาวียีน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังเปิดดำเนินการอยู่

ที่พัก: Fes

Day 5 เฟซ – เมอร์ซูก้า

ออกเดินทางสู่เมอร์ซูก้า ประตูสู่ทะเลทรายซาฮาร่า ระยะทางประมาณ 460–470 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 7–8 ชั่วโมง เมื่อถึงแล้วเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการขี่อูฐเข้าสู่ทะเลทราย ชมพระอาทิตย์ตกเหนือเนินทรายเอิร์กเชบบี ซึ่งเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ทะเลทรายที่สวยที่สุดของโมร็อกโก กลางคืนพักในแคมป์ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบและท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว เป็นประสบการณ์เด่นของเส้นทางซาฮาร่า

ที่พัก: Desert Camp

Day 6 เมอร์ซูก้า – ช่องเขาทอดร้า – เอทเบนฮาดู

ออกเดินทางจากทะเลทรายไปยังช่องเขาทอดร้า ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 3.5–4 ชั่วโมง จุดเด่นคือหน้าผาหินสูงชันที่เกิดจากการกัดเซาะของธรรมชาติจนกลายเป็นหุบเขาสวยงาม จากนั้นเดินทางต่อไปยังเอทเบนฮาดู ระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร ใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นหมู่บ้านป้อมดินโบราณหรือกษาร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เคยเป็นจุดพักสำคัญบนเส้นทางคาราวานระหว่างทะเลทรายกับมาร์ราเกช และมีชื่อเสียงจากการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ระดับโลกหลายเรื่อง

ที่พัก: Ait Ben Haddou

Day 7 เอทเบนฮาดู – เทือกเขาไฮแอตลาส – มาราเกช

เดินทางข้ามเทือกเขาไฮแอตลาสสู่มาราเกช ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 4–5 ชั่วโมง เส้นทางนี้โดดเด่นด้วยวิวภูเขาสูง หมู่บ้านเบอร์เบอร์ตามไหล่เขา และถนนคดเคี้ยวที่สวยงาม เมื่อถึงมาราเกช เมืองสำคัญที่ได้ฉายาว่านครสีแดง สามารถเดินชมจัตุรัสเจมาอ เอล ฟนา ศูนย์กลางชีวิตของเมืองมาตั้งแต่อดีต เดิมเป็นลานชุมนุมและตลาด ปัจจุบันยังเต็มไปด้วยร้านค้า การแสดงพื้นเมือง และบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืน

ที่พัก: Marrakech

Day 8 มาราเกช

เที่ยวชมสถานที่สำคัญของมาราเกช เริ่มจากพระราชวังบาเฮีย พระราชวังสมัยศตวรรษที่ 19 ที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงความมั่งคั่งและรสนิยมของชนชั้นปกครอง โดดเด่นด้วยลานภายในและงานกระเบื้องโมเสกละเอียด จากนั้นชม Ben Youssef Madrasa โรงเรียนศาสนาเก่าแก่ที่เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของศิลปะอิสลามในโมร็อกโก ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพมัสยิดกุตูเบีย แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง ซึ่งหอสุเหร่าสูงสง่านี้เป็นต้นแบบให้สถาปัตยกรรมอิสลามในแอฟริกาเหนือหลายแห่ง

ที่พัก: Marrakech

Day 9 มาราเกช – คาซาบลังกา

เดินทางกลับสู่คาซาบลังกาเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย ระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 2.5–3 ชั่วโมง จากนั้นเช็กอินและออกเดินทางกลับ

ที่พัก: พักบนเครื่อง

Day 10 กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ เวลาประมาณ 12.55 น. พร้อมความประทับใจจากเมืองมรดกโลก ทะเลทรายซาฮาร่า และสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของโมร็อกโก

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
15 Middle East

เกาะโซโคตรา ไปดูต้นเลือดมังกร

เกาะโซโคตรา ไปดูต้นเลือดมังกร
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ป่าต้นเลือดมังกร (Dixam Plateau): เดินทอดน่องกลางป่าดึกดำบรรพ์ ชมต้นไม้รูปทรงประหลาดเหมือนหลุดไปในโลกเอเลี่ยน
  • ทะเลสาบ Detwah Lagoon: ปล่อยใจไปกับผืนน้ำตื้นสีฟ้าใส แวะทักทายมนุษย์ถ้ำและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวเกาะแบบดั้งเดิม
  • เนินทรายยักษ์ Arher Beach: ตื่นตากับภูเขาทรายสีขาวสูงเสียดฟ้าที่ไหลลงมาบรรจบกับน้ำทะเลสีครามแบบไร้รอยต่อ
  • โอเอซิส Kelissan Pools: แหวกว่ายชำระล้างจิตใจในสระน้ำจืดสีเขียวมรกตที่ซ่อนตัวอย่างสงบกลางหุบเขาหินปูน
  • โลกใต้ทะเล Dihamri: ดำน้ำตื้นทักทายฝูงปลาและปะการังที่ยังคงความสมบูรณ์แบบสุดๆ ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ
  • จุดชมวิว Homhil: นั่งทอดอารมณ์ริมสระน้ำธรรมชาติ พร้อมชมความแปลกตาของต้นไม้รูปทรงขวดที่มีแค่บนเกาะนี้
สรุปแผนเดินทาง

Day 1: กรุงเทพฯ – อาบูดาบี
บินจากสุวรรณภูมิสู่ Abu Dhabi โดย Etihad Airways และพักค้างคืนเตรียมเดินทางต่อ

Day 2: อาบูดาบี – เกาะโซโคตรา (Ayhaft Canyon)
บินเข้าเกาะโซโคตรา เที่ยว Ayhaft Canyon หุบเขาเขียวชอุ่ม แหล่งดูนกสำคัญ

Day 3: Shouab Beach – Detwah Lagoon – Ellai Cave
ล่องเรือไป Shouab Beach ชม Detwah Lagoon เยือน Ellai Cave และพักแคมป์ใกล้ธรรมชาติ

Day 4: Dixam Plateau – Firmihin Forest
ชมป่าต้นเลือดมังกรที่ Dixam Plateau แวะ Shebahon Viewpoint และเดินป่าใน Firmihin Forest

Day 5: South Island – Dagub Cave – Aomak Beach
สำรวจ Dagub Cave เดินเล่น Aomak Beach ชมเนินทราย Zahek & Hayf และแวะ Wadi Difarhu

Day 6: Dihamri – Homhil
ดำน้ำตื้นที่ Dihamri Marine Protected Area และเที่ยว Homhil ชม Bottle Trees กับสระน้ำธรรมชาติ

Day 7: Kelissan Pools – Hadibo
เล่นน้ำที่ Kelissan Pools ตอนบ่ายกลับเข้าเมือง Hadibo เดินเล่นชมบรรยากาศเมือง

Day 8: Hoq Cave – Arher Beach
เทรคกิ้งเข้าถ้ำ Hoq Cave และชมเนินทรายยักษ์ริมทะเลที่ Arher Beach

Day 9: โซโคตรา – อาบูดาบี – กรุงเทพฯ
บินออกจากโซโคตรากลับ Abu Dhabi และต่อเครื่อง Etihad Airways กลับไทย

Day 10: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ เวลา 07.10 น.

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • ค่าโรงแรมตามระบุ หรือเทียบเท่า (โรงแรม 7 คืน + แคมป์ 1 คืน)
  • ตั๋วเครื่องบินไปกลับ Abu Dhabi- Socotra – Abu Dhabi (economy class)
  • น้ำหนักกระเป๋าโหลด 20 kg.+Carry on 7 kg.
  • 4+4 Landcruiser พร้อมคนขับ
  • วีซ่า UAE multiple-entry
  • วีซ่า Socotra (Yemen) single-entry
  • ค่าอุทยานและค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว
  • ไกด์ท้องถิ่นพูดอังกฤษ
  • หัวหน้าทัวร์จากไทย
  • อาหารตามระบุ
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว
  • อุปกรณ์ตั้งแคมป์ทั้งหมด เช่น เต็นท์ ที่นอน ผ้าห่ม หมอน เครื่องครัว
  • น้ำดื่มวันละ 1 ขวด/ท่าน
  • ค่าเรือไปดูโลมาและไปกลับ ชายหาด Shuab
  • ไกด์ท้องถิ่นตามจุดต่างๆในบางแห่ง
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อุปกรณ์ดำน้ำ
  • ค่าทิปไกด์และคนขับรถ

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – อาบูดาบี

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 14.40 น. สู่กรุงอาบูดาบี โดยสายการบิน Etihad Airways เที่ยวบิน EY405 ใช้เวลาบินประมาณ 6-7 ชั่วโมง เพื่อแวะพักก่อนต่อสู่เกาะโซโคตรา เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของตะวันออกกลาง

ที่พัก: พักค้างคืนที่อาบูดาบี

Day 2: อาบูดาบี – เกาะโซโคตรา – Ayhaft Canyon

บินภายในต่อสู่เกาะโซโคตรา ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง เกาะแห่งนี้ได้รับฉายาว่าเป็น “ดินแดนต่างดาว” เพราะมีพืชเฉพาะถิ่นจำนวนมากและเคยถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมาอย่างยาวนาน จากนั้นเดินทางสู่ Ayhaft Canyon หุบเขาเขียวชอุ่มที่มีลำธาร น้ำจืด และเป็นแหล่งดูนกสำคัญของเกาะ เหมาะสำหรับเริ่มทำความรู้จักธรรมชาติของโซโคตรา

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 3: Shouab Beach – Detwah Lagoon – Ellai Cave

ล่องเรือสู่ Shouab Beach ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นชายหาดเงียบสงบที่เข้าถึงได้ทางเรือ น้ำทะเลใสเหมาะสำหรับชมธรรมชาติและดำน้ำตื้น จากนั้นไป Detwah Lagoon ทะเลสาบน้ำตื้นขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ จุดเด่นคือผืนน้ำสีฟ้าใส สัตว์ทะเลอย่างปลากระเบน และนกท้องถิ่นจำนวนมาก ต่อด้วย Ellai Cave เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเกาะที่ปรับตัวอยู่กับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย

ที่พัก: Camping in the Forest

Day 4: Dixam Plateau – Shebahon Viewpoint – Firmihin Forest

เดินทางสู่ Dixam Plateau ใช้เวลาขับรถราว 2-3 ชั่วโมง พื้นที่สูงแห่งนี้คือสัญลักษณ์สำคัญของโซโคตรา เพราะเป็นถิ่นของต้น Dragon Blood Tree หรือต้นเลือดมังกร ต้นไม้รูปทรงร่มที่มีน้ำยางสีแดงจนเกิดตำนานว่าเป็น “เลือดมังกร” ในอดีตเคยใช้เป็นยาสมุนไพรและสีย้อม แวะชมวิวที่ Shebahon Viewpoint ก่อนเข้าสู่ Firmihin Forest ซึ่งเป็นป่าต้นเลือดมังกรที่หนาแน่นที่สุดและเป็นภาพจำของเกาะ

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 5: Dagub Cave – Aomak Beach – Zahek & Hayf Dunes – Wadi Difarhu

ออกสำรวจฝั่งใต้ของเกาะ ใช้เวลาเดินทางโดยรถประมาณ 2-3 ชั่วโมง จุดแรกคือ Dagub Cave ถ้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาหินปูน จากนั้นไป Aomak Beach ชายหาดยาวเงียบสงบริมมหาสมุทรอินเดีย แล้วต่อไปยัง Zahek และ Hayf Dunes เนินทรายขาวขนาดใหญ่ที่เกิดจากแรงลมทะเลพัดพาทรายมากองตัวเป็นภูมิประเทศแปลกตา ปิดท้ายที่ Wadi Difarhu โอเอซิสกลางภูมิประเทศแห้งแล้งที่ช่วยให้เห็นความหลากหลายของธรรมชาติบนเกาะ

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 6: Dihamri Marine Protected Area – Homhil

เดินทางสู่ Dihamri Marine Protected Area ใช้เวลาประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง เป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเลที่ขึ้นชื่อที่สุดของโซโคตรา มีแนวปะการังสมบูรณ์และปลาทะเลหลากชนิด เหมาะสำหรับดำน้ำตื้น จากนั้นไป Homhil ซึ่งเป็นพื้นที่ธรรมชาติบนที่สูง มีทั้งต้น Bottle Tree ที่ลำต้นพองคล้ายขวด และต้นเลือดมังกร อีกทั้งยังมีแอ่งน้ำธรรมชาติที่มองเห็นวิวทะเลจากมุมสูง จึงเป็นอีกจุดที่รวมเอกลักษณ์ของเกาะไว้ครบถ้วน

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 7: Kelissan Pools – Hadibo

เดินทางไป Kelissan Pools ใช้เวลาราว 1.5-2 ชั่วโมง เป็นแอ่งน้ำจืดธรรมชาติสีเขียวมรกตกลางหุบเขาหินปูน เหมาะสำหรับพักผ่อนและชมภูมิประเทศที่แตกต่างจากชายฝั่งทะเล ช่วงบ่ายกลับสู่ Hadibo เมืองหลักของเกาะ เพื่อเดินเล่นชมวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น เมืองนี้เป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการเดินทางของโซโคตรา

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 8: Hoq Cave – Arher Beach

เริ่มต้นด้วยการเทรคกิ้งสู่ Hoq Cave ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง ถ้ำแห่งนี้มีความลึกประมาณ 3 กิโลเมตร ภายในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยอายุเก่าแก่ และถือเป็นหนึ่งในถ้ำที่สำคัญที่สุดของเกาะ จากนั้นเดินทางต่อสู่ Arher Beach ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จุดเด่นคือเนินทรายมหึมาที่ลาดลงจรดทะเล เป็นภูมิประเทศหาชมได้ยากและเป็นจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโซโคตรา

ที่พัก: Summerland Hotel

Day 9: โซโคตรา – อาบูดาบี

เดินทางออกจากเกาะโซโคตรา บินกลับสู่อาบูดาบี ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นวันอำลาธรรมชาติอันแปลกตาของเกาะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติพิเศษที่สุดในโลก จากนั้นเตรียมต่อเครื่องกลับประเทศไทย เวลา 21.55 น. โดยสายการบิน Etihad Airways เที่ยวบิน EY402

Day 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 07.10 น. โดยสวัสดิภาพ สิ้นสุดการเดินทางสู่เกาะโซโคตรา ดินแดนที่โดดเด่นทั้งธรรมชาติ พืชพันธุ์หายาก ชายหาด ถ้ำ และภูมิประเทศที่เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

แคนาดาแกรนด์ จากร๊อคกี้สู่ไนแอการ่า

แคนาดาแกรนด์ จากร๊อคกี้สู่ไนแอการ่า
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ทะเลสาบเลคหลุยส์และมอเรน ปล่อยใจไปกับผืนน้ำสีฟ้ามรกตและฉากหลังเทือกเขาสูงตระหง่านที่สวยราวกับภาพวาด
  • ทะเลสาบเพย์โต ทอดสายตามองทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมรูปหัวสุนัขจิ้งจอก ความมหัศจรรย์จากธารน้ำแข็งที่มองแล้วฮีลใจสุดๆ
  • เส้นทาง Icefields Parkway โร้ดทริปบนถนนที่สวยที่สุดในโลก ก่อนแวะสัมผัสความยิ่งใหญ่ของทุ่งน้ำแข็งผืนยักษ์
  • ทะเลสาบมาลีนและเกาะสปิริต ซึมซับความสงบของธรรมชาติผ่านเงาสะท้อนผิวน้ำใสกระจ่างที่เป็นเอกลักษณ์ของแจสเปอร์
  • กระเช้าแบมฟ์กอนโดลา ลอยฟ้าขึ้นยอดเขาไปสูดอากาศให้เต็มปอด พร้อมชมวิวเทือกเขาร็อกกี้และเมืองแบมฟ์แบบ 360 องศา
  • น้ำตกไนแอการา ล่องเรือฝ่าละอองน้ำเย็นฉ่ำ สัมผัสพลังและความยิ่งใหญ่ของน้ำตกชื่อดังระดับโลกแบบใกล้ชิด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: สุวรรณภูมิ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise
เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปแคนาดา แวะชม Johnston Canyon และชมพระอาทิตย์ตกที่ Lake Louise

วันที่ 2: Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake
ชมทะเลสาบชื่อดังสีฟ้ามรกต ทั้ง Lake Louise, Moraine Lake และ Emerald Lake

วันที่ 3: Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefields – Jasper
เดินทางบนเส้นทาง Icefields Parkway แวะชมทะเลสาบและทุ่งน้ำแข็ง พร้อม Skywalk ก่อนเข้าพักที่ Jasper

วันที่ 4: Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island
เที่ยวชมทะเลสาบสวยของ Jasper ล่องชม Maligne Lake และขึ้น Jasper Tramway ชมวิวมุมสูง

วันที่ 5: Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff
ชมน้ำตกสำคัญของอุทยาน ขับรถย้อนเส้นทาง Icefields Parkway และแวะถ่ายรูปที่ Morant’s Curve ก่อนถึง Banff

วันที่ 6: Banff – Sulphur Mountain – Calgary – Toronto
ขึ้นกระเช้า Banff Gondola ชมวิว 360 องศา จากนั้นเดินทางสู่ Calgary และบินต่อไป Toronto

วันที่ 7: Toronto – Niagara-on-the-Lake – Niagara Falls
เที่ยวเมืองเล็กบรรยากาศดีแห่งแหล่งไวน์ และล่องเรือ Maid of the Mist ชมน้ำตกไนแอการาอย่างใกล้ชิด

วันที่ 8: Niagara – Outlets Collection at Niagara – Vancouver – กรุงเทพฯ
ช้อปปิ้งที่เอาท์เล็ต ก่อนเดินทางกลับผ่านแวนคูเวอร์และต่อเครื่องกลับไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ หลังผ่านการเดินทางข้ามเขตเวลา

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที 1: กรุงเทพฯ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Air Canada ไปยังแวนคูเวอร์ และต่อเครื่องสู่แคลกะรี จากนั้นเดินทางเข้าพื้นที่อุทยานฝั่งเทือกเขาร็อกกี้ แวะชม Johnston Canyon ระยะทางจากแคลกะรีประมาณ 180 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 2–2.5 ชม. จุดเด่นคือเส้นทางเดินเลียบลำธารและผาหินปูนในหุบเขา มีน้ำตกที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำมาเป็นเวลายาวนาน ก่อนเดินทางต่อสู่ Lake Louise ระยะทางประมาณ 60 กม. ใช้เวลาราว 45 นาที เพื่อชมบรรยากาศยามเย็นของทะเลสาบชื่อดังที่ตั้งชื่อตาม Princess Louise Caroline Alberta

พักที่ Lake Louise

วันที่ 2: Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake

ชม Lake Louise ทะเลสาบสีฟ้ามรกตอันโด่งดัง เกิดจากผงหินธารน้ำแข็งสะท้อนแสงจนเกิดสีสวยเป็นเอกลักษณ์ จากนั้นเดินทางไป Moraine Lake ระยะทางประมาณ 15 กม. ใช้เวลาราว 20–30 นาที ทะเลสาบแห่งนี้มีฉากหลังเป็นหุบเขา Ten Peaks เคยปรากฏบนธนบัตรแคนาดา จึงนับเป็นหนึ่งในวิวคลาสสิกของประเทศ แล้วเดินทางต่อไป Emerald Lake ในเขต Yoho National Park ระยะทางประมาณ 65 กม. ใช้เวลาราว 1 ชม. เป็นทะเลสาบสีเขียวมรกตที่เงียบสงบ รายล้อมด้วยป่าสนและยอดเขา

พักที่ Lake Louise

วันที่ 3: Lake Louise – Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefield – Jasper

ออกเดินทางสู่เส้นทาง Icefields Parkway ระยะทางรวมถึงแจสเปอร์ประมาณ 230 กม. ใช้เวลาขับราว 4–5 ชม. ไม่รวมแวะเที่ยว ระหว่างทางแวะชม Peyto Lake ทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมรูปทรงคล้ายหัวหมาป่า สีสันเกิดจากตะกอนธารน้ำแข็ง และแวะ Herbert Lake จุดถ่ายภาพเงาสะท้อนภูเขาที่สวยและสงบ จากนั้นเดินทางสู่ Columbia Icefield หนึ่งในทุ่งน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของเทือกเขาร็อกกี้อเมริกาเหนือ ชม Columbia Glacier Skywalk ทางเดินพื้นกระจกที่ยื่นออกไปเหนือหุบเขา ก่อนเดินทางต่อเข้าเมือง Jasper เมืองเล็กกลางหุบเขาที่มีบรรยากาศผ่อนคลาย

พักที่ Jasper

วันที่ 4: Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island – Jasper Tramway

เริ่มเที่ยวรอบเมือง Jasper โดยไปยัง Pyramid Lake และ Patricia Lake ระยะทางจากตัวเมืองประมาณ 5–8 กม. ใช้เวลาเดินทาง 10–15 นาที ทะเลสาบทั้งสองแห่งมีน้ำใสสะท้อนแนวเขาอย่างสวยงาม จากนั้นเดินทางสู่ Maligne Lake ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาราว 1 ชม. ทะเลสาบแห่งนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบน้ำแข็งที่ใหญ่และงดงามที่สุดของแคนาดา จุดเด่นคือ Spirit Island เกาะเล็กที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแจสเปอร์จากภาพถ่ายระดับโลก ช่วงบ่ายขึ้น Jasper Tramway เพื่อชมวิวเทือกเขาร็อกกี้จากมุมสูง เหมาะสำหรับเห็นแนวหุบเขาและยอดเขาโดยรอบอย่างชัดเจน

พักที่ Jasper

วันที่ 5: Jasper – Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff

ออกเดินทางจาก Jasper ลงใต้ตามเส้นทาง Icefields Parkway ไปยัง Athabasca Falls ระยะทางประมาณ 30 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที เป็นน้ำตกขนาดไม่สูงมากแต่ทรงพลัง เกิดจากสายน้ำธารน้ำแข็งไหลแรงผ่านหินแข็งจนเกิดร่องผาลึก ต่อไปยัง Sunwapta Falls ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาราว 20–25 นาที น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดจากธารน้ำแข็งและโดดเด่นด้วยเกาะเล็กกลางสายน้ำ จากนั้นขับรถยาวสู่เขต Banff โดยแวะ Morant’s Curve จุดชมโค้งทางรถไฟชื่อดังที่มักเห็นขบวนรถไฟแล่นผ่านท่ามกลางฉากภูเขา รวมระยะทางถึงแบมฟ์ประมาณ 290 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชม. ไม่รวมแวะเที่ยว

พักที่ Banff

วันที่ 6: Banff – Banff Gondola – Calgary – Toronto

ช่วงเช้าขึ้น Banff Gondola สู่ยอดเขา Sulphur Mountain ใช้เวลาขึ้นประมาณ 8 นาที จุดชมวิวด้านบนสามารถมองเห็นเมืองแบมฟ์ เทือกเขาร็อกกี้ และหุบเขาโดยรอบแบบ 360 องศา ภูเขาแห่งนี้มีชื่อมาจากแหล่งน้ำพุร้อนกำมะถันในพื้นที่ จากนั้นเดินทางสู่สนามบินแคลกะรี ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เพื่อขึ้นเครื่องบินภายในประเทศสู่โตรอนโต ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชม.

พักที่ Toronto

วันที่ 7: Toronto – Niagara-on-the-Lake – Niagara Falls

เดินทางจากโตรอนโตไป Niagara-on-the-Lake ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เมืองเล็กแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านไร่องุ่นและไวน์ โดยเฉพาะ icewine และยังเคยเป็นเมืองสำคัญในยุคอาณานิคม จากนั้นเดินทางต่อสู่ Niagara Falls ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที เพื่อล่องเรือชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกไนแอการาอย่างใกล้ชิด น้ำตกแห่งนี้เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก และเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างแคนาดากับสหรัฐอเมริกา

พักที่ Niagara

วันที่ 8: Niagara – Outlets Collection at Niagara – Toronto Airport – Vancouver

ช่วงเช้าอิสระช้อปปิ้งที่ Outlets Collection at Niagara ระยะทางจากตัวน้ำตกประมาณ 15 กม. ใช้เวลาราว 20 นาที เป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนมและร้านค้าลดราคาเหมาะสำหรับซื้อของฝาก ก่อนเดินทางกลับสนามบินโตรอนโต ระยะทางประมาณ 120 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับแวนคูเวอร์ ใช้เวลาบินประมาณ 5 ชม. และต่อเที่ยวบินกลับประเทศไทย

พักบนเครื่องบิน

วันที่ 9: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ เนื่องจากมีการข้ามเขตเวลา จึงถึงปลายทางในวันถัดไปตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

อเมริกาแกรนด์ตะวันตก

อเมริกาแกรนด์ตะวันตก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Grand Canyon: ยืนมองหุบผาแดงล้านปีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ให้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติช่วยรีเซ็ตจิตใจ
  • Antelope Canyon: เดินลัดเลาะริ้วหินทรายสีส้มพลิ้วไหว รอชมลำแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาเหมือนเวทมนตร์
  • Monument Valley: ขับรถทอดอารมณ์กลางทะเลทราย ซึมซับความเงียบสงบและวิวแท่งหินยักษ์สไตล์คาวบอย
  • Arches National Park: นั่งมองซุ้มหินโค้งสีแดงที่ถูกเวลาแกะสลัก ปล่อยใจให้ช้าลงท่ามกลางแสงเย็นสีทอง
  • Yellowstone National Park: สัมผัสลมหายใจของโลกผ่านน้ำพุร้อนสีรุ้ง และเฝ้ามองฝูงสัตว์ป่าใช้ชีวิตอย่างอิสระ
  • Yosemite National Park: สูดกลิ่นป่าสนกลางหน้าผาหินแกรนิตยักษ์ ฟังเสียงน้ำตกชำระล้างความเหนื่อยล้า
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ลอสแอนเจลิส – ลาสเวกัส
เดินทางจากกรุงเทพฯ แวะลอสแอนเจลิส แล้วต่อสู่ลาสเวกัส พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่ 2: ลาสเวกัส – แกรนด์แคนยอน
ออกเดินทางสู่แกรนด์แคนยอน ชมความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและวิวมุมกว้างอันโดดเด่น

วันที่ 3: แกรนด์แคนยอน – ฮอร์สชูเบนด์ – ทะเลสาบพาวเวลล์ – เพจ
เที่ยวชมฮอร์สชูเบนด์และทะเลสาบพาวเวลล์ ก่อนเดินทางเข้าเมืองเพจ

วันที่ 4: Upper Antelope – Lower Antelope – เพจ
สำรวจความงดงามของ Upper และ Lower Antelope Canyon พร้อมพักค้างที่เพจ

วันที่ 5: Monument Valley – มัวร์บ
เดินทางผ่าน Monument Valley ชมภูมิประเทศเอกลักษณ์ ก่อนเข้าสู่เมืองมัวร์บ

วันที่ 6: Canyonlands – มัวร์บ
เที่ยวอุทยาน Canyonlands ชมแคนยอนกว้างใหญ่และจุดชมวิวที่สวยงาม

วันที่ 7: Arches National Park – มัวร์บ
ชมซุ้มหินธรรมชาติชื่อดังใน Arches National Park และพักต่อที่มัวร์บ

วันที่ 8: มัวร์บ – Bryce Canyon National Park
ออกจากมัวร์บ มุ่งหน้าสู่ Bryce Canyon ชมหินฮูดูรูปร่างแปลกตา

วันที่ 9: Bryce Canyon – Zion National Park – ลาสเวกัส
เที่ยว Bryce Canyon และ Zion National Park ก่อนเดินทางกลับลาสเวกัส

วันที่ 10: ลาสเวกัส – ไอดาโฮฟอลส์ – เทตัน
เดินทางสู่ไอดาโฮฟอลส์ และต่อไปยังเขตเทตัน เพื่อพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

วันที่ 11: เทตัน – เยลโลว์สโตน
ชมความงามของอุทยาน Grand Teton แล้วเดินทางต่อเข้าเยลโลว์สโตน

วันที่ 12: Yellowstone National Park
เต็มวันกับการเที่ยวเยลโลว์สโตน ชมน้ำพุร้อน บ่อน้ำสีสัน และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

วันที่ 13: เยลโลว์สโตน – ไอดาโฮฟอลส์ – ซานฟรานซิสโก
ออกจากเยลโลว์สโตน แวะไอดาโฮฟอลส์ แล้วเดินทางต่อสู่ซานฟรานซิสโก

วันที่ 14: ซานฟรานซิสโก – โยเซมิติ
ออกเดินทางจากซานฟรานซิสโกสู่โยเซมิติ ชมธรรมชาติและวิวภูเขาอันสวยงาม

วันที่ 15: โยเซมิติ
เที่ยวเต็มวันในอุทยานโยเซมิติ ชมน้ำตก หน้าผา และป่าสนบรรยากาศสดชื่น

วันที่ 16: โยเซมิติ – ซานฟรานซิสโก
เดินทางกลับซานฟรานซิสโก แวะเก็บบรรยากาศระหว่างทางตามสมควร

วันที่ 17: ซานฟรานซิสโก – กรุงเทพฯ
เดินทางออกจากซานฟรานซิสโก เพื่อกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ลอสแอนเจลิส – ลาสเวกัส

เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสหรัฐฯ ต่อเครื่องที่ลอสแอนเจลิส แล้วเดินทางสู่ลาสเวกัส ระยะทางจากลอสแอนเจลิสถึงลาสเวกัสประมาณ 435 กม. ใช้เวลาขับรถราว 4.5-5 ชั่วโมง หรือบินประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองลาสเวกัสเริ่มเติบโตจากเมืองกลางทะเลทรายสู่ศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก โดดเด่นด้วยโรงแรม คาสิโน และโชว์ยามค่ำคืน

ที่พัก: ลาสเวกัส

วันที่ 2: ลาสเวกัส – แกรนด์แคนยอน

ออกเดินทางสู่แกรนด์แคนยอน ระยะทางประมาณ 450-460 กม. ใช้เวลาราว 4.5-5 ชั่วโมง แกรนด์แคนยอนเป็นหุบผาขนาดมหึมาที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโคโลราโดนานหลายล้านปี จนเผยชั้นหินสีสันสวยงามและประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของโลก เป็นหนึ่งในสถานที่ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา

ที่พัก: แกรนด์แคนยอน

วันที่ 3: แกรนด์แคนยอน – ฮอร์สชูเบนด์ – ทะเลสาบพาวเวลล์ – เพจ

เดินทางจากแกรนด์แคนยอนไปเพจ โดยแวะฮอร์สชูเบนด์และทะเลสาบพาวเวลล์ ระยะทางรวมประมาณ 220-230 กม. ใช้เวลาขับราว 3-4 ชั่วโมงไม่รวมเวลาแวะเที่ยว ฮอร์สชูเบนด์เป็นโค้งแม่น้ำโคโลราโดรูปเกือกม้าที่เกิดจากการกัดเซาะตามธรรมชาติ ส่วนทะเลสาบพาวเวลล์เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่สีฟ้าตัดกับภูมิประเทศหินแดงอย่างงดงาม

ที่พัก: เพจ

วันที่ 4: Upper Antelope – Lower Antelope – เพจ

เที่ยว Upper Antelope Canyon และ Lower Antelope Canyon ซึ่งเป็นแคนยอนแคบที่เกิดจากน้ำหลากกัดเซาะหินทรายเป็นเวลายาวนาน จนเกิดลวดลายโค้งมนสวยงามเหมือนงานศิลปะจากธรรมชาติ Upper Antelope มีชื่อเสียงเรื่องลำแสงที่ส่องลงมาในบางช่วงเวลา ส่วน Lower Antelope เด่นที่ทางเดินคดเคี้ยวและผนังหินลายพลิ้ว ทั้งสองแห่งอยู่ในเขตชนเผ่านาวาโฮและมีความสำคัญทางวัฒนธรรมท้องถิ่น

ที่พัก: เพจ

วันที่ 5: เพจ – Monument Valley – มัวร์บ

ออกจากเพจไป Monument Valley แล้วต่อไปเมืองมัวร์บ ระยะทางรวมประมาณ 480-500 กม. ใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง Monument Valley เป็นดินแดนสัญลักษณ์ของอเมริกันเวสต์ มีแท่งหินโดดเด่นกลางทะเลทรายสีแดง และเป็นฉากในภาพยนตร์คาวบอยจำนวนมาก พื้นที่นี้อยู่ในเขตนาวาโฮและสะท้อนภูมิประเทศแบบทะเลทรายสูงได้อย่างชัดเจน

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 6: Canyonlands – มัวร์บ

เที่ยวอุทยานแห่งชาติ Canyonlands ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศขนาดมหึมาของหุบผา เมซา และร่องแม่น้ำที่ถูกกัดเซาะเป็นชั้นๆ จุดเด่นคือวิวกว้างไกลของดินแดนฝั่งแม่น้ำโคโลราโดและกรีนริเวอร์ พื้นที่นี้ถูกแบ่งเป็นหลายเขต โดยส่วนที่นิยมคือ Island in the Sky ซึ่งมองเห็นภูมิประเทศอลังการได้ง่าย

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 7: Arches National Park – มัวร์บ

เที่ยว Arches National Park อุทยานที่มีซุ้มหินธรรมชาติมากกว่า 2,000 แห่ง เกิดจากการยุบตัวและการกัดเซาะของหินทรายเป็นเวลานับล้านปี จุดเด่นคือ Delicate Arch ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของรัฐยูทาห์ เหมาะสำหรับชมแสงเช้าหรือแสงเย็นที่ทำให้สีหินแดงโดดเด่นมาก

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 8: มัวร์บ – Bryce Canyon National Park

เดินทางจากมัวร์บไป Bryce Canyon National Park ระยะทางประมาณ 430-450 กม. ใช้เวลาราว 4.5-5 ชั่วโมง ไบรซ์แคนยอนมีชื่อเสียงจากเสาหินรูปร่างแปลกตาที่เรียกว่า hoodoos ซึ่งเกิดจากการผุพังของหินปูนและหินตะกอนตามธรรมชาติ ตามตำนานของชนพื้นเมือง Paiute เสาหินเหล่านี้คือสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกสาปให้กลายเป็นหิน

ที่พัก: Bryce Canyon

วันที่ 9: Bryce Canyon – Zion National Park – ลาสเวกัส

ออกจากไบรซ์แคนยอนไป Zion National Park แล้วเดินทางต่อสู่ลาสเวกัส ระยะทางรวมประมาณ 410-430 กม. ใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมงไม่รวมเวลาเที่ยว ไซออนโดดเด่นด้วยหน้าผาหินสีแดงสูงชัน หุบเขาลึก และแม่น้ำเวอร์จินที่ไหลตัดผ่าน เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่และได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของยูทาห์

ที่พัก: ลาสเวกัส

วันที่ 10: ลาสเวกัส – ไอดาโฮฟอลส์ – เทตัน

วันนี้เป็นวันเดินทางไกล อาจเลือกบินจากลาสเวกัสไปไอดาโฮฟอลส์ แล้วขับต่อไปแกรนด์เทตัน ระยะทางขับรถจากไอดาโฮฟอลส์ถึงอุทยานประมาณ 175-180 กม. ใช้เวลาราว 2-2.5 ชั่วโมง Grand Teton มีชื่อเสียงจากแนวเขาสูงชันสวยสง่าที่แทบไม่มีเชิงเขาค่อยๆ ไต่ระดับ ทำให้ทิวทัศน์ดูโดดเด่นมาก และเป็นดินแดนสำคัญของนักสำรวจและนักปีนเขายุคแรก

ที่พัก: เทตัน

วันที่ 11: เทตัน – เยลโลว์สโตน

เที่ยว Grand Teton ช่วงเช้า แล้วเดินทางต่อเข้า Yellowstone National Park ระยะทางประมาณ 90-150 กม. แล้วแต่จุดหมาย ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง เยลโลว์สโตนเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลก ก่อตั้งในปี 1872 และมีชื่อเสียงด้านพลังความร้อนใต้พิภพ เช่น น้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด และไกเซอร์

ที่พัก: เยลโลว์สโตน

วันที่ 12: Yellowstone National Park

เที่ยวเยลโลว์สโตนเต็มวัน ชมจุดเด่นอย่าง Old Faithful, Grand Prismatic Spring และภูมิประเทศภูเขาไฟขนาดมหึมาใต้พื้นดิน อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่บนเยลโลว์สโตนคาลเดรา ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากธรรมชาติแปลกตาแล้ว ยังมีโอกาสพบสัตว์ป่า เช่น ไบซัน กวางเอลก์ และหมี

ที่พัก: เยลโลว์สโตน

วันที่ 13: เยลโลว์สโตน – ไอดาโฮฟอลส์ – ซานฟรานซิสโก

เดินทางออกจากเยลโลว์สโตนสู่ไอดาโฮฟอลส์เพื่อขึ้นเครื่องไปซานฟรานซิสโก ระยะทางจากเขตอุทยานถึงไอดาโฮฟอลส์ประมาณ 170-180 กม. ใช้เวลาราว 2.5-3 ชั่วโมง ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองท่าประวัติศาสตร์สำคัญของฝั่งตะวันตก เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคตื่นทองแคลิฟอร์เนีย และมีเอกลักษณ์จากเนินเขา รถราง และสะพาน Golden Gate

ที่พัก: ซานฟรานซิสโก

วันที่ 14: ซานฟรานซิสโก – โยเซมิติ

ออกเดินทางจากซานฟรานซิสโกไปอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ ระยะทางประมาณ 300-320 กม. ใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง โยเซมิติเป็นอุทยานชื่อดังด้านหน้าผาหินแกรนิต น้ำตก และป่าสนขนาดใหญ่ มีบทบาทสำคัญในประวัติการอนุรักษ์ธรรมชาติของสหรัฐฯ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการคุ้มครองอุทยานแห่งชาติในเวลาต่อมา

ที่พัก: โยเซมิติ

วันที่ 15: โยเซมิติ

เที่ยวโยเซมิติเต็มวัน ชม Yosemite Valley, El Capitan, Half Dome และน้ำตกต่างๆ จุดเด่นของที่นี่คือภูมิประเทศหุบเขาน้ำแข็งที่เกิดจากธารน้ำแข็งโบราณกัดเซาะหินแกรนิตจนกลายเป็นหน้าผาสูงตระการตา เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและทิวทัศน์ระดับไอคอนของอเมริกา

ที่พัก: โยเซมิติ

วันที่ 16: โยเซมิติ – ซานฟรานซิสโก

เดินทางกลับจากโยเซมิติไปซานฟรานซิสโก ระยะทางประมาณ 300-320 กม. ใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่เหลือสามารถเดินเล่นในเมือง ชมบรรยากาศริมอ่าว หรือเก็บตกสถานที่สำคัญก่อนเดินทางกลับ เมืองนี้ผสมผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และทิวทัศน์ริมทะเลได้อย่างมีเสน่ห์

ที่พัก: ซานฟรานซิสโก

วันที่ 17: ซานฟรานซิสโก – กรุงเทพฯ

เดินทางจากซานฟรานซิสโกกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปอเมริกาตะวันตกที่รวมทั้งมหานคร ทะเลทราย แคนยอน เทือกเขา และอุทยานแห่งชาติระดับโลกไว้ในเส้นทางเดียว เป็นทริปที่โดดเด่นทั้งด้านวิวธรรมชาติ ธรณีวิทยา และประวัติศาสตร์การอนุรักษ์ของสหรัฐอเมริกา

ที่พัก: บนเครื่องบิน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
12 China

มหัศจรรย์ ซินเจียงเหนือ x เส้นทางสายไหม สวยดังภาพวาด

มหัศจรรย์ ซินเจียงเหนือ x เส้นทางสายไหม สวยดังภาพวาด
ไฮไลท์และรูปแบบทริป

ทริปนี้เราจะพาไปเดินทางช้าๆ ซึมซับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและร่องรอยอารยธรรมบนเส้นทางสายไหม นี่คือ 6 ไฮไลท์ที่เราไม่อยากให้คุณพลาดครับ

  • อุทยานคานาสือและหมู่บ้านเหอมู่: สูดอากาศบริสุทธิ์ชมทะเลสาบเปลี่ยนสีและหมู่บ้านไม้กลางหุบเขาที่สวยสงบราวกับเทพนิยาย
  • เมืองผีอู่เอ่อเหอ: ตื่นตากับกลุ่มหินทรายรูปร่างแปลกตาที่ถูกสายลมแกะสลักมานับล้านปีจนดูเร้นลับและยิ่งใหญ่
  • ทะเลสาบเทียนฉือ: ปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับผืนน้ำสีฟ้าใสบนเทือกเขาเทียนซานที่งดงามจนได้ชื่อว่าเป็นสระน้ำสวรรค์
  • ภูเขาหมิงซาซานและหาดวงพระจันทร์: นั่งมองโอเอซิสรูปพระจันทร์เสี้ยวกลางทะเลทรายกว้างใหญ่ที่ทำให้เราทึ่งในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
  • ถ้ำม่อเกาคู: ย้อนเวลาสัมผัสความศรัทธาผ่านงานพุทธศิลป์และจิตรกรรมฝาผนังพันปีบนเส้นทางสายไหม
  • ภูเขา 5 สี ตานเสีย: ตกหลุมรักความอลังการของภูเขาสีรุ้งที่สลับซับซ้อนเหมือนธรรมชาติกำลังโชว์ฝีมือวาดภาพให้เราดู
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เฉินตู
เดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงเฉินตู และพักค้างคืนที่เฉินตู

วันที่ 2: เฉินตู – อัลไต – ปู้เอ่อจิ้น
บินสู่อัลไต เดินทางต่อไปปู้เอ่อจิ้น ชมอุทยานชายหาด 5 สี และชมพระอาทิตย์ตก

วันที่ 3: ปู้เอ่อจิ้น – เหอมู่ชุน – คานาสือ
เดินทางไปหมู่บ้านเหอมู่ ชมบรรยากาศหมู่บ้านโบราณ ก่อนเข้าพักที่คานาสือ

วันที่ 4: คานาสือ
เที่ยวอุทยานคานาสือ ชมศาลาชมปลา คุ้งเทวดา และทะเลสาบวงพระจันทร์

วันที่ 5: คานาสือ – อู่เอ่อเหอ – ตู๋ซานจื่อ
เดินทางสู่อู่เอ่อเหอ ชมเมืองผี และไปพักต่อที่ตู๋ซานจื่อ

วันที่ 6: ตู๋ซานจื่อ – อูรูมูฉี
ชมหุบเขาตู๋ซานจื่อ แวะทะเลสาบเทียนฉือ และช้อปปิ้งที่ตลาดบาร์ซ่าใหญ่

วันที่ 7: อูรูมูฉี – หลิ่วหยวน – ตุนหวง
นั่งรถไฟด่วนไปหลิ่วหยวน เดินทางต่อสู่ตุนหวง และเที่ยวตลาดกลางคืน

วันที่ 8: ตุนหวง
ชมภูเขาหมิงซาซาน หาดวงพระจันทร์ และถ้ำม่อเกาคู

วันที่ 9: ตุนหวง – จางเย่
เดินทางโดยรถไฟไปจางเย่ ชมวัดพระองค์ใหญ่ และภูเขา 5 สีตานเสีย

วันที่ 10: จางเย่ – หลานโจว
นั่งรถไฟไปหลานโจว เที่ยวชมแม่น้ำเหลือง อนุสาวรีย์มารดาแม่น้ำเหลือง สะพานเหล็ก สวนกังหันน้ำ และถนนคนเดิน

วันที่ 11: หลานโจว – กรุงเทพฯ
ช้อปปิ้งตามอัธยาศัย ก่อนเดินทางสู่สนามบินและกลับกรุงเทพฯ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus สำหรับคณะ 10-12 ท่าน
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด ทางด่วนทั้งหมด
  • รวมอาหารทุกมื้อ
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม
  • ประกันอุบัติเหตุการเดินทาง (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เฉิงตู
เดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญทางประวัติศาสตร์ การค้า และวัฒนธรรมของจีนตะวันตก เหมาะเป็นเมืองพักก่อนต่อเส้นทางขึ้นซินเจียง
พักที่ **เฉิงตู**

วันที่ 2: เฉิงตู – อัลไต – ปู้เอ่อร์จิน
บินสู่เขตอัลไต แล้วเดินทางต่อไปเมืองปู้เอ่อร์จิน ระยะทางประมาณ 100–120 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง จากนั้นชมอุทยานชายหาด 5 สี ซึ่งมีชั้นหินและหน้าผาหลากสีจากการกัดเซาะของลมและน้ำ เป็นจุดชมวิวเด่นของแม่น้ำเอ่อร์ฉีซือ โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกที่สีของผืนดินจะยิ่งชัดเจนงดงาม
พักที่ **ปู้เอ่อร์จิน**

วันที่ 3: ปู้เอ่อร์จิน – เหอมู่ชุน – คานาสือ
ออกเดินทางสู่หมู่บ้านเหอมู่ ระยะทางประมาณ 160–180 กม. ใช้เวลา 4–5 ชั่วโมง เป็นหมู่บ้านชนเผ่าถูหว่าเก่าแก่ รายล้อมด้วยป่าสน ทุ่งหญ้า และลำธาร ได้บรรยากาศสงบแบบดั้งเดิม จากนั้นเดินทางต่อไปคานาสือ ระยะทางประมาณ 70–100 กม. ใช้เวลา 2–3 ชั่วโมง พื้นที่นี้มีชื่อเสียงจากธรรมชาติบริสุทธิ์และตำนาน “สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบคานาส” ที่เล่าขานกันมานาน
พักที่ **คานาสือ**

วันที่ 4: อุทยานคานาสือ
เที่ยวชมอุทยานคานาสือ ดินแดนทะเลสาบกลางหุบเขาที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในวิวธรรมชาติที่สวยที่สุดของซินเจียง แวะศาลาชมปลา จุดชมวิวสูงที่มองเห็นทะเลสาบคานาสได้กว้างไกล พร้อมเรื่องเล่าถึงปลายักษ์ลึกลับในทะเลสาบ ต่อด้วยคุ้งเทวดาและทะเลสาบวงพระจันทร์ ซึ่งเป็นจุดชมธรรมชาติเด่นของลำน้ำและผืนป่าที่เปลี่ยนสีสวยมากในฤดูใบไม้ร่วง
พักที่ **คานาสือ**

วันที่ 5: คานาสือ – อู่เอ่อเหอ – เมืองผี – ตู๋ซานจื่อ
ออกเดินทางค่อนข้างไกลสู่เขตอู่เอ่อเหอ ระยะทางรวมประมาณ 450–500 กม. ใช้เวลา 7–9 ชั่วโมง ระหว่างทางชมเมืองผี หรือ Wuerhe Ghost City พื้นที่หินรูปร่างประหลาดที่เกิดจากการกร่อนของลม จนดูเหมือนปราสาทหรือซากเมืองโบราณ จึงมีที่มาของชื่อ “เมืองผี” เพราะเมื่อกระแสลมพัดแรงจะเกิดเสียงคล้ายเสียงคร่ำครวญ จากนั้นเดินทางต่อไปเมืองตู๋ซานจื่อ
พักที่ **ตู๋ซานจื่อ**

วันที่ 6: ตู๋ซานจื่อ – อูรูมูฉี
เข้าชมหุบเขาตู๋ซานจื่อ แคนยอนขนาดใหญ่ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมเป็นเวลายาวนาน จนเกิดหน้าผาและร่องหุบสีแดงน้ำตาลสวยแปลกตา จากนั้นเดินทางสู่อูรูมูฉี ระยะทางประมาณ 250–300 กม. ใช้เวลา 3–4 ชั่วโมง แล้วเที่ยวทะเลสาบเทียนฉือ หรือ “ทะเลสาบสวรรค์” ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาเทียนซาน มีตำนานเชื่อมโยงกับสวรรค์และราชินีแห่งทิศตะวันตกในความเชื่อจีน ก่อนปิดท้ายด้วยการช้อปปิ้งที่ตลาดบาร์ซ่าใหญ่ ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมมุสลิมและเส้นทางสายไหมอย่างชัดเจน
พักที่ **อูรูมูฉี**

วันที่ 7: อูรูมูฉี – หลิ่วหยวน – ตุนหวง
เดินทางไปสถานีรถไฟเพื่อโดยสารรถไฟความเร็วสูงสู่หลิ่วหยวน ใช้เวลาประมาณ 3.5–5 ชั่วโมง แล้วเดินทางต่อรถสู่ตุนหวง ระยะทางประมาณ 120–130 กม. ใช้เวลา 1.5–2 ชั่วโมง ตุนหวงเป็นเมืองโอเอซิสสำคัญบนเส้นทางสายไหม อดีตเคยเป็นจุดพักของพ่อค้า พระ และกองคาราวาน ตอนค่ำเดินเล่นและช้อปปิ้งที่ตลาดกลางคืน
พักที่ **ตุนหวง**

วันที่ 8: ตุนหวง
เที่ยวภูเขาหมิงซาซาน เนินทรายกว้างใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงลมพัดผ่านเม็ดทรายจนเกิดเสียงคล้ายดนตรีธรรมชาติ ชมทะเลสาบวงพระจันทร์ โอเอซิสกลางทะเลทรายที่มีรูปทรงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว และเป็นภาพจำของตุนหวง จากนั้นเข้าชมถ้ำม่อเกาคู มรดกโลกสำคัญซึ่งเป็นคลังศิลปะพุทธศาสนาบนเส้นทางสายไหม สร้างต่อเนื่องหลายยุคสมัย และมีภาพจิตรกรรม-ประติมากรรมล้ำค่าจำนวนมาก
พักที่ **ตุนหวง**

วันที่ 9: ตุนหวง – จางเย่
เดินทางโดยรถไฟสู่เมืองจางเย่ ใช้เวลาประมาณ 4–6 ชั่วโมง จากนั้นชมวัดพระองค์ใหญ่ หรือวัดต้าฝอซื่อ ซึ่งมีพระพุทธรูปปางปรินิพพานขนาดใหญ่ และเกี่ยวข้องกับประวัติการเผยแผ่พุทธศาสนาในดินแดนจีนตะวันตก ต่อด้วยภูเขา 5 สีตานเสีย ซึ่งมีชื่อเสียงจากชั้นหินหลากสีที่เกิดจากการทับถมของแร่ธาตุและการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยายาวนานนับล้านปี
พักที่ **จางเย่**

วันที่ 10: จางเย่ – หลานโจว
เดินทางโดยรถไฟสู่เมืองหลานโจว ใช้เวลาประมาณ 3–5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นศูนย์กลางสำคัญริมแม่น้ำเหลืองและเป็นหนึ่งในเมืองหลักบนเส้นทางสายไหม ชมวิวแม่น้ำเหลือง แม่น้ำสายประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “แม่ธารแห่งอารยธรรมจีน” แวะอนุสาวรีย์มารดาแม่น้ำเหลือง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และการหล่อเลี้ยงผู้คน ชมสะพานเหล็กจงซาน สะพานสำคัญยุคแรกเหนือแม่น้ำเหลือง และสวนกังหันน้ำที่สะท้อนภูมิปัญญาการชลประทานของชาวจีน ก่อนช้อปปิ้งที่ถนนคนเดิน
พักที่ **หลานโจว**

วันที่ 11: หลานโจว – กรุงเทพฯ
ช้อปปิ้งหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย จนถึงเวลาเดินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปเส้นทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และอารยธรรมสายไหมอย่างประทับใจ
พักที่ –

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม

ทัวร์ซินเจียงเหนือ x เส้นทางสายไหม
สู่ดินแดนแสนงามดังภาพวาด

Hi-light

🏔️ เจาะลึกซินเจียงเหนือ ทะลุเส้นทางสายไหม 11 วัน

มหากาพย์การเดินทางสู่ดินแดนที่ธรรมชาติและอารยธรรมมาบรรจบกัน

เตรียมตัวออกเดินทางสู่ “ซินเจียง” ดินแดนที่รวมความที่สุดของโลกไว้ด้วยกัน ทริปนี้จะพาคุณไปสัมผัสความดิบของขุนเขา ผสานความขลังของเส้นทางสายไหม ตั้งแต่เฉินตู อัลไต คานาสือ ไปจนถึงตุนหวงและจางเย่ ทุกจุดเช็คอินคือความสุนทรีย์ระดับมาสเตอร์พีซที่คุ้มค่าแก่การมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

  • Chengdu: The Warm-up วอร์มอัพร่างกายด้วยหม่าล่าต้นตำรับในเมืองแห่งความชิลและบ้านเกิดน้องแพนด้า ก่อนเริ่มผจญภัยจริง

  • The Rainbow Beach: แสงสุดท้ายริมน้ำ รอชมแสงอาทิตย์สาดกระทบหินหลากสี ตัดกับน้ำสีฟ้าเข้มที่อุทยานชายหาด 5 สี เป็นช็อตที่ช่างภาพต้องร้องว้าวกับประติมากรรมธรรมชาติ

  • Hemu Village: หมู่บ้านในม่านหมอก หลุดเข้าโลกนิทานในหมู่บ้านไม้โบราณของชาวถูวา ท่ามกลางป่าสนและไอหมอก ให้ฟีลลิ่งความเอ็กซ์คลูซีฟและเงียบสงบจนเหมือนเวลาหยุดเดิน

  • Kanas Lake: ตำนานสีมรกต พิสูจน์ตำนานสัตว์ประหลาดในทะเลสาบสีมรกต และขึ้นศาลาชมปลาเพื่อเก็บภาพพาโนรามาของคุ้งน้ำรูปทรงถั่วที่สวยแปลกตาในทุกฤดูกาล

  • Urho Ghost City: มนต์เสน่ห์เมืองผี ฟังเสียงลมหวีดหวิวในแพะเมืองผี ประติมากรรมธรรมชาติที่ถูกลมกัดเซาะจนดูขลัง ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกดาว

  • Dushanzi Grand Canyon: พลังแห่งพสุธา สัมผัสความยิ่งใหญ่ของแกรนด์แคนยอนแห่งซินเจียง ผาหินสูงชันตัดกับทุ่งหญ้าเขียว เป็นมุมภาพที่ดูยิ่งใหญ่ตระการตา

  • Heavenly Lake: ไข่มุกเทียนซาน ชมทะเลสาบเทียนฉือ น้ำใสราวกระจกสะท้อนเงายอดเขาหิมะ มอบความสุนทรีย์ทางสายตาขั้นสุด

  • Mogao Caves: ศิลปะพันปี ดื่มด่ำงานพุทธศิลป์และภาพเขียนสีมรดกโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และปริศนาห้องสมุดลับ

  • The Oasis: โอเอซิสพระจันทร์เสี้ยว ตื่นตากับเนินทรายหมิงซาซานและหาดวงพระจันทร์ จุดตัดของความร้อนระอุและความชุ่มชื้นที่ลงตัวอย่างเหลือเชื่อกลางทะเลทราย

  • Zhangye Danxia: ภูเขาสายรุ้ง เก็บภาพภูเขาลายริ้วสีแดงส้มสลับเหลือง ช่วงบ่ายแสงแดดจะขับสีให้ชัดเจนเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ธรรมชาติบรรจงสร้าง

  • Lanzhou: วิถีริมแม่น้ำเหลือง สัมผัสความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำเหลือง ชมกังหันน้ำโบราณและสะพานเหล็กแห่งแรก ปิดท้ายทริปด้วยความประทับใจที่ไม่รู้ลืม

ค่าทริปและการจองทริป​
  • ค่าทริป
    • ท่านละ xx,000 บาท (พักห้องคู่หรือ 3 คน)
  • วันเดินทาง  
    • สอบถามทีมงาน
  • สนใจจองทริป
    • ทักเราที่ Line @painaima
    • โทร 089-4789334
เงื่อนไขทริป

✅️ เดินทางโดยมินิบัสส่วนตัว 
✅️ โรงแรมที่พัก 4 ดาว 
✅️ อาหารดีทุกมื้อ
✅️ มีช่างภาพ ถ่ายรูปสวยๆ ให้
✅️ ประกันอุบัตเหตระหว่างเดินทาง
✅️ คนไทยฟรีวีซ่า
✅️ ไม่ต้องลงร้าน รัฐบาลจีน

ค่าทริป ไม่รวม

⛔ ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน (เราจัดหาให้ได้)
⛔ ทิปไกด์

โปรแกรมทริป คานาสือ ซินเจียงเหนือ 11 วัน

 วันที่ 1: กรุงเทพ – เฉินตู
จุดเริ่มต้นการเดินทางสู่ดินแดนหลังม่านไม้ไผ่

เริ่มต้นทริปด้วยการบินลัดฟ้าสู่ “เฉินตู” ใช้เวลาบินประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนและปรับเวลาเตรียมร่างกายให้พร้อม ที่นี่คือเมืองแห่งความชิลและเป็นบ้านเกิดของหมีแพนด้า ใครมาถึงแล้วต้องลองชิมหม่าล่าต้นตำรับให้ลิ้นชาเล่นๆ เป็นการวอร์มอัพก่อนเจอของจริงในวันรุ่งขึ้น



วันที่ 2: อัลไต – ปู้เอ่อจิ้น

วันแห่งการไล่ล่าแสงสุดท้ายบนประติมากรรมธรรมชาติ

วันนี้เราจะบินภายในประเทศข้ามภูมิภาคสู่ “ซินเจียงเหนือ” ดินแดนที่ภูมิประเทศแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง ไฮไลท์คือการไปชม “อุทยานชายหาด 5 สี” (Five-colored Beach) ริมแม่น้ำเอ๋อเอ่อฉีซือ ความเจ๋งคือหินที่นี่เกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำจนเป็นรูปร่างแปลกตา ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงสีทองจะสาดกระทบหินหลากสี ตัดกับน้ำสีฟ้าเข้ม เป็นภาพที่สวยสะกดใจ



วันที่ 3: เหอมู่ชุน – คานาสือ

วันแห่งการหลุดเข้าไปในหมู่บ้านนิทานกลางหุบเขา

เตรียมเมมโมรี่กล้องไว้เยอะๆ เพราะวันนี้เราจะนั่งรถลัดเลาะเข้าสู่ “หมู่บ้านเหอมู่” หมู่บ้านไม้โบราณของ ชาวถูวา (Tuwa) ชนเผ่าดั้งเดิมที่สืบเชื้อสายมาจากทหารของเจงกิสข่าน บรรยากาศที่นี่เงียบสงบมาก บ้านไม้ที่มีควันไฟลอยอ้อยอิ่งท่ามกลางป่าสนและภูเขาหิมะ ให้ความรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน

วันที่ 4: อุทยานคานาสือ
วันแห่งการพิสูจน์ตำนานสัตว์ประหลาดในทะเลสาบสีมรกต

เจาะลึก “อุทยานคานาสือ” กันเต็มวัน เราจะขึ้นไปที่ “ศาลาชมปลา” ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดพอสมควรแต่วิวข้างบนคุ้มค่าเหนื่อยมาก เพราะจะเห็น ทะเลสาบคานาสือ รูปทรงถั่วได้ทั้งใบ จากนั้นไปเช็คอินจุดชมวิวไฮไลท์อย่าง “คุ้งเทวดา” และ “ทะเลสาบวงพระจันทร์” ที่สีของน้ำจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและสภาพอากาศ



วันที่ 5: อู่เอ่อเหอ – ตู๋ซานจื่อ

วันแห่งการฟังเสียงลมหวีดหวิวในเมืองร้างพันปี

เปลี่ยนบรรยากาศจากป่าสนสู่ความเวิ้งว้างที่ “เมืองผีอู่เอ่อเหอ” (Urho Ghost City) ที่นี่คือ แพะเมืองผี (Yardang Landform) ที่ลมกัดเซาะหินจนเป็นรูปร่างคล้ายปราสาทหรือสัตว์ต่างๆ เวลาลมพัดแรงๆ จะเกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงร้องโหยหวน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เมือง ตู๋ซานจื่อ



วันที่ 6: ตู๋ซานจื่อ – อูรูมูฉี

วันแห่งความยิ่งใหญ่ของหุบเขาและวัฒนธรรมผสมผสาน

ตื่นตากับ “หุบเขาตู๋ซานจื่อ” แกรนด์แคนยอนแห่งซินเจียงที่เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ผาหินสูงชันตัดกับทุ่งหญ้าเขียวขจี จากนั้นไปเยือน “ทะเลสาบเทียนฉือ” ไข่มุกแห่ง เทือกเขาเทียนซาน น้ำใสราวกระจกสะท้อนเงายอดเขาหิมะ ปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นที่ “ตลาดบาร์ซ่าใหญ่” ใน อูรูมูฉี สัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมอุยกูร์



วันที่ 7: หลิ่วหยวน – ตุนหวง

วันแห่งการนั่งรถไฟความเร็วสูงสู่โอเอซิสกลางทะเลทราย

บอกลาซินเจียงแล้วกระโดดขึ้นรถไฟความเร็วสูงมุ่งหน้าสู่ “ตุนหวง” ประตูสู่เส้นทางสายไหมใน มณฑลกานซู ระหว่างทางจะได้เห็นวิว ทะเลทรายโกบี สุดลูกหูลูกตา พอถึงตุนหวงต้องไม่พลาด “ตลาดกลางคืน” แหล่งรวมสตรีทฟู้ด ลองชิมโยเกิร์ตท้องถิ่นหรือบาร์บีคิวสไตล์ตะวันตกเฉียงเหนือ



วันที่ 8: ตุนหวง

วันแห่งการย้อนเวลาสู่อารยธรรมพุทธศิลป์และเนินทรายร้องไห้

วันนี้คือที่สุดของประวัติศาสตร์ เริ่มที่ “ถ้ำม่อเกาคู” มรดกโลกที่เก็บรวบรวมภาพเขียนสีและพระพุทธรูปแกะสลักกว่าพันปี ต่อด้วย “ภูเขาหมิงซาซาน” เนินทรายที่ส่งเสียงได้ยามลมพัด และไฮไลท์สำคัญคือ “หาดวงพระจันทร์” โอเอซิสรูปพระจันทร์เสี้ยวที่มีน้ำขังตลอดปีท่ามกลางทะเลทรายร้อนระอุ



วันที่ 9: จางเย่

วันแห่งสีสันของขุนเขาและศรัทธาอันยิ่งใหญ่

เดินทางสู่เมือง จางเย่ เพื่อชม “ภูเขาสายรุ้งตานเสีย” (Danxia Landform) ภูเขาที่มีลวดลายริ้วสีแดง ส้ม เหลือง สลับกันเหมือนภาพวาดสีน้ำมัน นอกจากนี้ยังได้ไปสักการะ “วัดพระองค์ใหญ่” ชมพระนอนในร่มที่ใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งมีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก



วันที่ 10: หลานโจว

วันแห่งวิถีชีวิตริมแม่น้ำเหลืองและกังหันน้ำโบราณ

ล่องลงใต้สู่ “หลานโจว” เมืองเอกของมณฑลกานซู จุดที่ แม่น้ำเหลือง (ฮวงโห) ไหลผ่านกลางเมือง เราจะได้เห็น “สวนกังหันน้ำ” ภูมิปัญญาชลประทานโบราณขนาดยักษ์ และ “สะพานเหล็กจงซาน” สะพานข้ามแม่น้ำเหลืองแห่งแรก อย่าลืมแวะถ่ายรูปกับ “อนุสาวรีย์มารดาแม่น้ำเหลือง”



วันที่ 11: หลานโจว – กรุงเทพ

วันแห่งการเก็บตกความทรงจำก่อนอำลา

วันสุดท้ายใช้เวลาสบายๆ เก็บตกของฝาก ไม่ว่าจะเป็น อินทผลัม กุหลาบอบแห้ง หรือสินค้าพื้นเมือง ก่อนเดินทางไปสนามบิน หลานโจว เพื่อบินตรงกลับกรุงเทพฯ พร้อมความประทับใจเต็มกระเป๋า

บันทึกเดินทาง มากกว่าแค่การเดินทาง: ฮีลใจในหมู่บ้านนิทานและขุนเขาพันปี ที่ซินเจียงเหนือ


เคยไหมครับ? ที่รู้สึกว่าโลกหมุนเร็วเกินไปจนอยากจะกดปุ่มหยุดเวลา การตัดสินใจเก็บกระเป๋าออกเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การไป เที่ยวจีน เพื่อเช็คอินแลนด์มาร์ค แต่เป็นการพาหัวใจไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและร่องรอยอารยธรรมที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านไม้ไผ่ บนเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างความดิบของ ซินเจียงเหนือ และความขลังของ เส้นทางสายไหม เข้าด้วยกัน เป็น เที่ยวจีน 11 วัน ที่เหมือนได้หลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งเลยทีเดียว

ลมหายใจแห่งขุนเขาและหมู่บ้านในนิทาน

วินาทีแรกที่เท้าสัมผัสผืนดินของ ซินเจียง ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเดินเข้าสู่ฉากในภาพยนตร์แฟนตาซี ภาพของบ้านไม้ซุงโบราณที่เรียงรายลดหลั่นกันไปตามเนินเขา มีฉากหลังเป็นป่าสนเปลี่ยนสีและยอดเขาหิมะ คือเสน่ห์ของ หมู่บ้านเหอมู่ ที่ยากจะละสายตา ที่นี่เป็นถิ่นฐานของ ชาวถูวา (Tuwa) ชนเผ่าดั้งเดิมที่มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า พวกเขาคือลูกหลานทหารของเจงกิสข่าน ยามเช้าที่แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านม่านหมอกและควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่งจากปล่องควันบ้านไม้ เป็นสุนทรียภาพของการเดินทางที่ชวนให้รู้สึกสงบและอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด

ปริศนาใต้ผืนน้ำและกระจกเงาแห่งเทือกเขา

ลึกเข้าไปในอ้อมกอดของ เทือกเขาอัลไต ความเงียบสงบถูกแทนที่ด้วยความน่าค้นหาของ อุทยานคานาสือ ทะเลสาบสีมรกตรูปทรงถั่วที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าสน ความมหัศจรรย์ของที่นี่ไม่ได้มีแค่สีของน้ำที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ “สัตว์ประหลาดแห่งคานาสือ” สิ่งมีชีวิตลึกลับใต้ผืนน้ำ และหากใครหลงใหลในความนิ่งสงบ ทะเลสาบเทียนฉือ หรือ ไข่มุกแห่งเทือกเขาเทียนซาน คืออีกหนึ่งจุดหมายที่น้ำใสราวกระจกสะท้อนเงายอดเขาหิมะจนแยกไม่ออกว่าไหนคือฟ้า ไหนคือน้ำ

เสียงกระซิบจากสายลมและประติมากรรมธรรมชาติ

ยามเมื่อสายลมพัดผ่านโขดหินรูปร่างประหลาดที่ เมืองผีอู่เอ่อเหอ (Urho Ghost City) เสียงหวีดหวิวที่เกิดขึ้นคล้ายเสียงร้องโหยหวนจนเป็นที่มาของชื่อสถานที่ แต่ในความน่ากลัวนั้นกลับแฝงไปด้วยความงามของ แพะเมืองผี (Yardang Landform) ที่ถูกลมกัดเซาะมานับพันปี ตัดสลับกับความยิ่งใหญ่ของ แกรนด์แคนยอนตู๋ซานจื่อ หุบเขาที่เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ผาหินสูงชันตัดกับทุ่งหญ้าเขียวขจี สร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจในพลังของธรรมชาติที่มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราไม่อาจเทียบได้

รอยต่อแห่งกาลเวลาบนเส้นทางสายไหม

จากความเขียวขจีของซินเจียง การเดินทางพาเราเปลี่ยนบรรยากาศสู่ความเวิ้งว้างของ ทะเลทรายโกบี มุ่งหน้าสู่ ตุนหวง โอเอซิสกลางทะเลทรายที่เป็นดั่งประตูสู่ เส้นทางสายไหม ในอดีต ไฮไลท์ที่ทำให้ต้องทึ่งคือ ถ้ำม่อเกาคู มรดกโลกที่เก็บซ่อนพุทธศิลป์ล้ำค่า ทั้งภาพเขียนสีและพระพุทธรูปแกะสลักอายุกว่าพันปี เรื่องราวของห้องสมุดลับที่ถูกปิดตายและค้นพบโดยบังเอิญยังคงเป็นปริศนาที่น่าค้นหา

สีสันแห่งศรัทธาและเสียงเพลงจากผืนทราย

ท่ามกลางความร้อนระอุของทะเลทราย ยังมีความมหัศจรรย์ของเนินทรายที่ส่งเสียงได้ยามต้องลมที่ ภูเขาหมิงซาซาน และภาพของโอเอซิสรูปพระจันทร์เสี้ยวที่มีน้ำขังตลอดปีอย่าง หาดวงพระจันทร์ และเมื่อเดินทางต่อมาถึงเมือง จางเย่ สายตาของเราก็ถูกดึงดูดด้วย ภูเขาสายรุ้งตานเสีย (Danxia Landform) ภูเขาหินทรายที่มีลวดลายริ้วสีแดง ส้ม เหลือง สลับกันราวกับจิตรกรเอกสะบัดพู่กันระบายสีลงบนผืนโลก เป็นจุดที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่นอน แต่เป็นการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ตั้งแต่ หม่าล่ารสจัดจ้านที่เฉินตู ไปจนถึงวิถีชีวิตริม แม่น้ำเหลืองที่หลานโจว ทุกย่างก้าวคือการค้นพบ และความประทับใจที่คุณจะหาไม่ได้จากทริปไหนๆ แล้วคุณจะรู้ว่า ซินเจียงเหนือ ยังมีมุมมองสวยงามที่ คนไทยยังรู้จักไม่เยอะ รอให้คุณไปสัมผัสครับ

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม