ทัวร์ Road Trip อิตาลี โดโลไมท์ ชิงเควเทเร โคโม
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Val di Funes: ดื่มด่ำแสงเช้าและเย็นที่สาดส่องทุ่งหญ้าตัดกับยอดเขา เป็นภาพจำแห่งโดโลไมท์ที่ฮีลใจสุดๆ
  • Tre Cime & Cadini di Misurina: เดินเทรคสัมผัสความยิ่งใหญ่ของยอดเขาสามยอด และลัดเลาะเส้นทางใหม่สุดฮิตที่วิวอลังการเหมือนหลุดไปอีกโลก
  • Seceda & Alpe di Siusi: นั่งกระเช้าลอยฟ้าไปทอดสายตาชมวิวพาโนรามา และตื่นตากับยอดเขาสามเหลี่ยมสุดยูนีคที่ธรรมชาติปั้นแต่งมาอย่างดี
  • Cinque Terre: นั่งรถไฟเลียบหน้าผาชมหมู่บ้านสีพาสเทลทั้ง 5 ริมชายฝั่ง มรดกโลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และไวบ์ความน่ารักแบบอิตาเลียนแท้ๆ
  • Lake Como: ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสงบของราชินีแห่งทะเลสาบ ซึมซับบรรยากาศสุดโรแมนติกที่โอบล้อมด้วยสายน้ำและขุนเขา
  • Duomo di Milano: ปิดทริปด้วยความวิจิตรของมหาวิหารโกธิคที่ยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง เดินเล่นเสพงานศิลป์และซึมซับไวบ์เก๋ๆ ของเมืองแฟชั่น
แผนการเดินทางโดยย่อ

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิลาน

นัดพบที่สนามบินเพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG940 ของสายการบิน Thai Airways ออกเดินทางสู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมืองศูนย์กลางแฟชั่น ศิลปะ และประตูสู่การท่องเที่ยวทางตอนเหนือของอิตาลี

วันที่ 2: มิลาน – โบลซาโน – Val di Funes – Chiusa

เดินทางถึงมิลาน จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองโบลซาโน เมืองเสน่ห์กลางหุบเขาโดโลไมท์ แวะชม Chiesa dei Domenicani โบสถ์เก่าแก่ที่สะท้อนสถาปัตยกรรมและศิลปะศาสนาคริสต์ของเมือง ก่อนเดินเล่นที่ Piazza Walther จัตุรัสหลักใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยอาคารสวยงามและบรรยากาศคึกคัก จากนั้นเดินทางสู่ Val di Funes จุดชมวิวชนบทชื่อดังของโดโลไมท์ โดดเด่นด้วยทุ่งหญ้า โบสถ์เล็ก และฉากหลังเป็นแนวเขาสุดอลังการ เหมาะสำหรับเก็บแสงเย็น แล้วพักค้างคืนที่ Chiusa

วันที่ 3: Val di Funes – Lago di Braies – Lake Misurina – Giau Pass – Cortina d’Ampezzo

เก็บแสงเช้าที่ Val di Funes ก่อนเดินทางสู่ทะเลสาบบรายเอียซ ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ ต่อด้วยทะเลสาบมิซูรินา ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เงียบสงบและสะท้อนภาพภูเขาได้งดงาม แวะ Giau Pass จุดชมวิวพาโนรามา 360 องศา ซึ่งเป็นหนึ่งในพาสที่สวยที่สุดของภูมิภาค จากนั้นเข้าสู่เมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตหรูท่ามกลางเทือกเขาโดโลไมท์และศูนย์กลางกิจกรรมกลางแจ้ง พักค้างคืนที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 4: Tre Cime di Lavaredo – Cadini di Misurina – Cortina d’Ampezzo

เดินเทรคที่ Tre Cime di Lavaredo เส้นทางไฮไลต์ของโดโลไมท์ โด่งดังจากภูเขาหินสามยอดขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาค จากนั้นพาเดินต่อที่ Cadini di Misurina เส้นทางชมวิวที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยแนวสันเขาแหลมคมและมุมมองภูเขาที่แปลกตาไม่เหมือนที่อื่น เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการถ่ายภาพ พักค้างคืนที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Alpe di Siusi – Seceda – Val Gardena

ขึ้นกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดดเด่นด้วยวิวภูเขาแบบเปิดกว้างและบรรยากาศสงบ จากนั้นเดินเทรลสั้นๆ ชมธรรมชาติ ก่อนขึ้นกระเช้าต่อไปยัง Seceda จุดชมวิวชื่อดังของโดโลไมท์ ที่มีแนวสันเขาทรงแหลมเป็นเอกลักษณ์และทิวทัศน์อลังการรอบด้าน จากนั้นพักค้างคืนที่ Val Gardena

วันที่ 6: Pordoi Pass – Lake Carezza – Verona – La Spezia

เดินทางข้าม Pordoi Pass เส้นทางภูเขาที่เต็มไปด้วยวิวสวยตลอดทาง ก่อนแวะทะเลสาบคาเรซซ่า ทะเลสาบสีมรกตใสที่มีชื่อเสียงจากผิวน้ำสะท้อนแนวป่าสนและภูเขาอย่างงดงาม จากนั้นเดินทางสู่เมืองเวโรนา เมืองประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากเรื่องราวโรมิโอและจูเลียต แวะชม Casa di Giulietta สถานที่ที่เชื่อมโยงกับตำนานรักอันโด่งดัง ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองลา สเปเซีย เมืองท่าสำคัญและประตูสู่เขตชิงเกว แตร์เร พักค้างคืนที่ La Spezia

วันที่ 7: Cinque Terre – มิลาน

นั่งรถไฟเที่ยวชมชิงเกว แตร์เร กลุ่มหมู่บ้านชายฝั่ง 5 แห่งที่มีเอกลักษณ์จากบ้านเรือนสีสันสดใส หน้าผาริมทะเล และบรรยากาศหมู่บ้านประมงดั้งเดิม พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สวยที่สุดของอิตาลี จากนั้นเดินทางกลับสู่เมืองมิลาน และพักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 8: Lake Como – มิลาน

เดินทางสู่ทะเลสาบโคโม ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องทัศนียภาพสวยหรู โอบล้อมด้วยหมู่บ้านริมทะเลสาบและภูเขา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่งดงามที่สุดของอิตาลี จากนั้นกลับสู่เมืองมิลาน เพื่อชมมหาวิหารแห่งมิลาน หรือ Duomo di Milano มหาวิหารสไตล์โกธิคอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 9: มิลาน – สนามบิน

อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย หรือเดินเล่นเก็บบรรยากาศเมืองมิลานเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG941 ของสายการบิน Thai Airways สำหรับการเดินทางกลับประเทศไทย

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของโดโลไมท์ เมืองสวยคลาสสิก และเสน่ห์ของอิตาลีตอนเหนือ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📋 เงื่อนไขการยกเลิก

  • ยกเลิกก่อน 30 วัน → คืนมัดจำ (หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง)
  • ยกเลิกก่อน 15-29 วัน → ยึดเงิน 50% / ส่วนที่เหลือหักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกน้อยกว่า 15 วัน → ไม่คืนเงินทั้งหมด

📞 สนใจจองทริป ติดต่อ

จัดทริปในนาม

บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811

ตัวอย่างโรงแรม
สำหรับคบชอบอ่าน

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิลาน

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในบรรยากาศของความตื่นเต้นปนความคาดหวัง เมื่อทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนจากความคุ้นเคยของกรุงเทพฯ ไปสู่ภาพฝันของอิตาลีตอนเหนือ เที่ยวบิน TG940 ของ Thai Airways จะพาคุณบินตรงสู่มิลาน ใช้เวลาประมาณ 11–12 ชั่วโมง เมืองใหญ่ที่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นประตูบานสำคัญสู่เส้นทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และหมู่บ้านงามราวภาพวาดของแถบโดโลไมท์ การเริ่มต้นที่นี่จึงเหมือนเปิดบทแรกของการเดินทางที่ค่อยๆ พาใจให้ช้าลง และมองโลกงดงามขึ้นทีละน้อย

วันที่ 2: มิลาน – โบลซาโน – Val di Funes – Chiusa

เมื่อเครื่องแตะรันเวย์ที่มิลาน เราจะค่อยๆ ออกจากเมืองใหญ่ แล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่โบลซาโน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.5–4 ชั่วโมง เมืองเล็กที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเป็นจุดบรรจบระหว่างวัฒนธรรมอิตาเลียนและออสเตรียอย่างกลมกลืน อาคาร บ้านเรือน ภาษา และอาหาร ล้วนมีอารมณ์แบบสองโลกอยู่ในเมืองเดียวกัน แวะชม Chiesa dei Domenicani โบสถ์เก่าแก่ที่สะท้อนร่องรอยศิลปะคริสต์ยุคกลาง ก่อนเดินเล่นต่อที่ Piazza Walther จัตุรัสหลักของเมืองที่เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตเรียบง่าย ผู้คนมานั่งกาแฟ พูดคุย และปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างไม่เร่งรีบ

จากนั้นเดินทางต่ออีกประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง สู่ Val di Funes หนึ่งในหุบเขาที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์ ที่นี่คือภาพจำของอิตาลีในแบบชนบทแท้จริง ทุ่งหญ้าสีเขียว โบสถ์เล็กกลางหุบเขา และฉากหลังเป็นแนวเขา Odle ที่แหลมคมราวประติมากรรมธรรมชาติ ความงามของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสงบและจังหวะที่ชวนให้เราอยากยืนนิ่งๆ มองแสงเย็นค่อยๆ ทาทับภูเขาทีละชั้น ก่อนปิดวันด้วยการพักค้างคืนที่เมือง Chiusa เมืองเล็กเก่าแก่ริมทาง ซึ่งอบอุ่นและเงียบพอจะทำให้ค่ำคืนแรกในโดโลไมท์น่าจดจำ

วันที่ 3: Val di Funes – Lago di Braies – Lake Misurina – Giau Pass – Cortina d’Ampezzo

เช้านี้เริ่มต้นอย่างนุ่มนวลด้วยการกลับไปเก็บแสงเช้าที่ Val di Funes เพราะช่วงเวลาเช้าคือโมงยามที่หุบเขาแห่งนี้งดงามเป็นพิเศษ หมอกบาง แสงอ่อน และความเงียบ ทำให้ทุกภาพตรงหน้าคล้ายหลุดออกมาจากโปสต์การ์ด จากนั้นเดินทางสู่ Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สวยที่สุดในโดโลไมท์ ด้วยผิวน้ำใสที่สะท้อนแนวเขาอย่างสงบงาม จนได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งโดโลไมท์” ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ใช่แค่สีของน้ำ แต่คือบรรยากาศที่ทำให้เรารู้สึกอยากเดินช้าๆ หายใจลึกๆ และปล่อยให้ธรรมชาติพูดแทนทุกอย่าง

จากนั้นเดินทางต่อราว 35–45 นาที สู่ Lake Misurina ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เงียบ สะอาด และเปี่ยมเสน่ห์ มีตำนานเล่าว่าน้ำ in ทะเลสาบแห่งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเจ้าหญิงผู้เอาแต่ใจ จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าพื้นบ้านที่ทำให้ภูมิทัศน์ตรงหน้ายิ่งมีชีวิตขึ้นอีกชั้น ต่อด้วย Giau Pass ใช้เวลาเดินทางอีกราว 45 นาที–1 ชั่วโมง จุดชมวิวพาโนรามาที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในแถบนี้ เบื้องหน้าเป็นภูเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ให้ความรู้สึกทั้งยิ่งใหญ่และเงียบงามในเวลาเดียวกัน ก่อนเข้าสู่ Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์ที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว และยังคงมีเสน่ห์ของเมืองภูเขาที่หรูแต่ไม่ห่างเหิน พักค้างคืนที่นี่ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและบรรยากาศแสนโรแมนติก

วันที่ 4: Tre Cime di Lavaredo – Cadini di Misurina – Cortina d’Ampezzo

วันนี้เป็นวันที่ธรรมชาติของโดโลไมท์จะเผยด้านที่น่าตื่นตาที่สุด เริ่มต้นออกเดินทางจาก Cortina ไปยัง Tre Cime di Lavaredo ใช้เวลาประมาณ 50 นาที–1.15 ชั่วโมง พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของโดโลไมท์ ด้วยยอดเขาหินสามยอดขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่น ราวกับเป็นประตูสู่โลกของนักเดินเขาและคนรักภูเขาจากทั่วโลก เส้นทางเทรคที่นี่ไม่ใช่เพียงการเดินชมวิว แต่คือการค่อยๆ ซึมซับความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศที่ถูกสร้างขึ้นมาหลายล้านปี จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก

หลังจากนั้นไปต่อยัง Cadini di Misurina ซึ่งอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเพียงประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้กำลังเป็นที่รักของนักเดินทางรุ่นใหม่ ด้วยแนวสันเขาคมกริบราวใบมีดและมุมมองที่แตกต่างจากภูเขาในยุโรปทั่วไป ที่นี่ให้ความรู้สึกดิบ เท่ และน่าหลงใหลในแบบที่กล้องอาจเก็บได้ไม่หมด การได้มายืนตรงนั้นจริงๆ จะทำให้เข้าใจว่าทำไมหลายคนจึงยอมเดินทางไกลเพื่อมาเห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง ก่อนกลับมาพักที่ Cortina d’Ampezzo อีกคืน ปล่อยให้ร่างกายได้พัก และให้ภาพภูเขาทั้งวันค่อยๆ ซึมลึกลงในความทรงจำ

วันที่ 5: Alpe di Siusi – Seceda – Val Gardena

ออกเดินทางจาก Cortina มุ่งสู่โซน Val Gardena ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง ก่อนขึ้นกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ความพิเศษของที่นี่อยู่ที่ความโปร่งโล่งของภูมิทัศน์ ทุ่งหญ้าเนินอ่อน บ้านไม้หลังเล็ก และแนวเขา Sassolungo ที่ตั้งเด่นอยู่ไกลๆ ทุกอย่างดูละมุนและสงบ จนเหมือนโลกทั้งใบเบาลงอย่างประหลาด การเดินเทรลสั้นๆ ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องของระยะทาง แต่คือการได้ใช้เวลากับธรรมชาติอย่างแท้จริง

จากนั้นขึ้นกระเช้าต่อไปยัง Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่เป็นภาพแทนของโดโลไมท์มากที่สุด ด้วยแนวสันเขาทรงแหลมที่ทอดตัวยาวอย่างน่าทึ่ง จนดูเหมือนธรรมชาติสลักภูเขาไว้ด้วยมืออย่างประณีต ภาพของ Seceda มักทำให้คนอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะไม่มีภาพไหนถ่ายทอดความอลังการของพื้นที่จริงได้ครบถ้วน ที่นี่คือจุดหมายของคนที่รักภูเขา รักแสง และรักความรู้สึกเล็กๆ ของการได้ยืนอยู่ต่อหน้าความยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ก่อนพักค้างคืนที่ Val Gardena ดินแดนกลางหุบเขาที่มีบรรยากาศอบอุ่นและมีเสน่ห์ในแบบหมู่บ้านอัลไพน์แท้ๆ

วันที่ 6: Pordoi Pass – Lake Carezza – Verona – La Spezia

เช้านี้ออกเดินทางข้าม Pordoi Pass ใช้เวลาจาก Val Gardena ประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เส้นทางสายนี้คือหนึ่งในถนนภูเขาที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์ โค้งถนนค่อยๆ พาเราผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปตลอดทาง ก่อนแวะ Lake Carezza อีกราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบสีมรกตใสที่มีชื่อเสียงจากเงาสะท้อนของป่าสนและแนวเขา จนได้รับฉายาว่า Rainbow Lake ตามตำนานพื้นบ้านที่เล่าถึงนางเงือกและสายรุ้ง ความสวยของที่นี่มีลักษณะอ่อนหวาน ต่างจากความยิ่งใหญ่แบบดุดันของภูเขาหลายแห่งในโดโลไมท์

จากนั้นออกเดินทางสู่ Verona ใช้เวลาค่อนข้างยาวประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคลาสสิก และเป็นที่รู้จักทั่วโลกจากเรื่องราวของ Romeo and Juliet แม้ว่าตำนานความรักนี้จะเป็นวรรณกรรมของเชกสเปียร์ แต่ Casa di Giulietta ก็กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากมาเยือน เพราะเมืองนี้มีเสน่ห์ของความรักปะปนอยู่ในหินเก่า ถนนเล็ก และสถาปัตยกรรมทุกมุม หลังจากแวะซึมซับบรรยากาศแล้ว เดินทางต่อไปยัง La Spezia ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองท่าสำคัญริมทะเลลิกูเรีย ซึ่งเป็นประตูสู่ Cinque Terre พักค้างคืนที่นี่เพื่อเตรียมตัวสำหรับเช้าวันถัดไป

วันที่ 7: Cinque Terre – มิลาน

วันนี้เปลี่ยนอารมณ์จากภูเขาสู่ทะเล ด้วยการนั่งรถไฟเที่ยวชม Cinque Terre จาก La Spezia ไปยังแต่ละหมู่บ้านใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆ ราว 5–15 นาทีต่อสถานี แต่ทุกหมู่บ้านกลับมีบุคลิกต่างกันอย่างชัดเจน พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้โดดเด่นด้วยบ้านเรือนสีสดที่เกาะอยู่บนหน้าผาริมทะเล วิวทะเลสีคราม ทางเดินเล็กๆ และบรรยากาศหมู่บ้านประมงที่ยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่ารัก ความพิเศษของ Cinque Terre ไม่ได้อยู่แค่ความสวย แต่คือความรู้สึกว่ามนุษย์กับธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างพอดีมาหลายร้อยปี

หลังจากใช้เวลาเดินเล่น เก็บภาพ และนั่งมองทะเลอย่างไม่ต้องรีบร้อนแล้ว จึงเดินทางกลับมิลาน ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองใหญ่ที่เรากลับมาอีกครั้งในอารมณ์ที่ต่างออกไป เพราะหลังผ่านภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านเล็กๆ มาแล้ว มิลานจะดูมีมิติขึ้นกว่าตอนแรก พักค้างคืนที่ Milan เพื่อปิดท้ายการเดินทางอย่างสบายๆ

วันที่ 8: Lake Como – มิลาน

ออกเดินทางจากมิลานสู่ Lake Como ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบโคโมคืออีกหนึ่งภาพฝันของอิตาลีตอนเหนือ ที่นี่มีชื่อเสียงมายาวนานตั้งแต่ยุคชนชั้นสูงยุโรปนิยมมาพักผ่อนริมทะเลสาบ เพราะความงามของผืนน้ำสีเข้มที่โอบล้อมด้วยหมู่บ้านหรู วิลล่าสวย และแนวเขาที่ทอดตัวอยู่รอบด้าน บรรยากาศของโคโมไม่เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยความละเมียดละไม เหมาะกับการเดินเล่น นั่งมองเรือเล็กแล่นผ่าน หรือจิบกาแฟพร้อมชมวิวเงียบๆ

จากนั้นกลับสู่มิลานอีกประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อชม Duomo di Milano มหาวิหารโกธิคอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจของเมือง ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานหลายศตวรรษ จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมที่งามตระการตา แต่ยังเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของเมืองมิลานที่สะสมผ่านกาลเวลา การมายืนอยู่ตรงลานด้านหน้าแล้วเงยหน้ามองยอดแหลมสีขาวจำนวนมาก คือหนึ่งในภาพปิดท้ายที่สง่างามที่สุดของทริปนี้ พักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 9: มิลาน – สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายในมิลาน เป็นเวลาของการเดินช้าๆ อีกครั้ง อาจเลือกจิบกาแฟแก้วสุดท้าย เดินผ่านถนนสายเดิม หรือเก็บภาพบรรยากาศเมืองไว้ในความทรงจำ ก่อนออกเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG941 ของ Thai Airways สำหรับเดินทางกลับประเทศไทย ช่วงเวลาระหว่างนั่งรถไปสนามบินอาจเป็นช่วงที่เราได้ค่อยๆ ทบทวนว่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อิตาลีไม่ได้มอบเพียงภาพสวยๆ แต่ยังมอบจังหวะชีวิตที่อ่อนโยนและช้าลงอย่างน่าประทับใจ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากภูเขาหินยิ่งใหญ่ของโดโลไมท์ ทะเลสาบสีมรกต หมู่บ้านริมทะเล และเมืองคลาสสิกที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ทริปนี้ไม่ใช่แค่การไปเห็นสถานที่สวยงามของอิตาลีตอนเหนือ แต่คือการค่อยๆ ใช้เวลาเดินทางผ่านภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอารมณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน เป็นการเดินทางแบบ slow travel ที่ทำให้เราไม่ได้เพียง “ไปถึง” แต่ได้ “รู้สึกถึง” ทุกสถานที่อย่างแท้จริง

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม