Categories
06 South America

อเมริกาใต้ มาชูปิคชู อูยูนี่ อีกัวซู่

อเมริกาใต้ มาชูปิคชู อูยูนี่ อีกัวซู่
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • น้ำตกอีกัวซู (บราซิลและอาร์เจนตินา) ปล่อยใจไปกับความยิ่งใหญ่ของม่านน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในโลก พร้อมรับละอองน้ำเย็นฉ่ำที่จุดชมวิวคอปีศาจ
  • มาชูปิกชู (เปรู) ซึมซับมนต์ขลังของนครสาบสูญแห่งอินคา หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ซ่อนตัวอย่างสงบเงียบท่ามกลางสายหมอกและขุนเขา
  • ภูเขาสายรุ้ง (เปรู) ท้าทายตัวเองก้าวขึ้นไปชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่สาดสีสันแร่ธาตุลงบนภูเขาทั้งลูกราวกับงานศิลปะชิ้นเอก
  • ทะเลเกลืออูยูนี (โบลิเวีย) ปลดปล่อยความรู้สึกไปกับผืนเกลือสีขาวที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ให้คุณได้ถ่ายรูปสนุกๆ ราวกับเดินอยู่บนกระจกสะท้อนแผ่นฟ้า
  • ทะเลทรายอะตากามา (ชิลี) ทิ้งความวุ่นวายแล้วไปนอนเอนกายดูดาวนับล้านดวงกลางทะเลทราย ที่ได้ชื่อว่ามีท้องฟ้ามืดสนิทและใสกระจ่างที่สุดในโลก
  • รูปปั้นพระเยซูคริสต์ (บราซิล) กางแขนรับพลังงานดีๆ บนยอดเขาคอร์โควาโด พร้อมชมวิวเมืองริโอเดจาเนโรที่โอบล้อมด้วยทะเลและภูเขาแบบพาโนรามา
สรุปแผนเดินทาง
วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เซาเปาโล

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่เมือง เซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ โดฮา

วันที่ 2: เซาเปาโล

เดินทางถึงประเทศบราซิล เข้าสู่ตัวเมือง เซาเปาโล
พักผ่อนในย่าน Jardins ตามอัธยาศัย ย่านพักผ่อนและช้อปปิ้งยอดนิยมของเมือง

วันที่ 3: เซาเปาโล – ฟอซโดอีกัวซู

บินสู่เมือง ฟอซโดอีกัวซู (Foz do Iguaçu)
เที่ยวชมน้ำตกอีกัวซูฝั่งบราซิล ชมทัศนียภาพน้ำตกอันยิ่งใหญ่แบบพาโนรามา พร้อมสนุกกับกิจกรรม Macuco Safari ล่องเรือเข้าใกล้สายน้ำตกสุดตื่นตา

วันที่ 4: อีกัวซู ฝั่งอาร์เจนตินา – ฟอซโดอีกัวซู

ข้ามแดนสู่อาร์เจนตินา เพื่อเที่ยวชมอุทยานน้ำตกอีกัวซูฝั่งอาร์เจนตินา
ชมไฮไลต์สำคัญ Devil’s Throat จุดชมน้ำตกขนาดมหึมาที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่ง จากนั้นแวะชมจุดชมวิว 3 ประเทศ จุดบรรจบของบราซิล อาร์เจนตินา และปารากวัย

วันที่ 5: ฟอซโดอีกัวซู – ซานติอาโก

บินสู่กรุง ซานติอาโก (Santiago) ประเทศชิลี
เที่ยวชม Plaza de Armas จัตุรัสกลางเมือง มหาวิหารประจำเมือง และอาคารสำคัญโดยรอบ จากนั้นขึ้นชมวิวเมืองที่ Cerro San Cristóbal จุดชมวิวชื่อดังของซานติอาโก

วันที่ 6: ซานติอาโก – คุซโก

บินสู่เมือง คุซโก (Cusco) ประเทศเปรู เมืองเก่าแก่กลางเทือกเขาแอนดีส
พักผ่อนเพื่อปรับตัวกับระดับความสูง ช่วงเย็นเดินเล่นย่าน Plaza de Armas ศูนย์กลางเมืองคุซโกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์

วันที่ 7: คุซโก – Aguas Calientes

เที่ยวชมเมือง คุซโก เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรอินคา
จากนั้นนั่งรถไฟผ่านเส้นทาง Sacred Valley ชมวิวหุบเขาและธรรมชาติอันงดงาม เดินทางสู่เมือง Aguas Calientes เมืองฐานสำหรับขึ้นชมมาชูปิกชู

วันที่ 8: มาชูปิกชู – คุซโก

ขึ้นชม มาชูปิกชู (Machu Picchu) ยามเช้า เมืองโบราณกลางหุบเขาที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเปรู
สัมผัสบรรยากาศอารยธรรมอินคาและวิวภูเขาอันงดงาม จากนั้นเดินทางกลับสู่เมือง คุซโก ในช่วงเย็น

วันที่ 9: คุซโก – Rainbow Mountain

เดินทางสู่ Rainbow Mountain หรือภูเขาสายรุ้ง
ชมทิวทัศน์สีสันธรรมชาติของชั้นแร่บนภูเขา ท่ามกลางฉากหลังของเทือกเขาแอนดีส จากนั้นเดินทางกลับเมืองคุซโกเพื่อพักผ่อน

วันที่ 10: คุซโก – ลาปาซ

บินสู่กรุง ลาปาซ (La Paz) ประเทศโบลิเวีย เมืองหลวงบนที่สูงที่โอบล้อมด้วยภูเขา
เที่ยวชม ตลาดแม่มด (Witches’ Market) ชมจัตุรัส Murillo Square และนั่งกระเช้า Mi Teleférico เพื่อชมวิวเมืองจากมุมสูง

วันที่ 11: ลาปาซ – อูยูนี

บินสู่เมือง อูยูนี (Uyuni) ประตูสู่ทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เที่ยวชม Salar de Uyuni ทะเลเกลือกว้างสุดสายตา หนึ่งในภูมิประเทศที่แปลกตาและงดงามที่สุดในโลก พร้อมแวะชม สุสานรถไฟเก่า

วันที่ 12: อูยูนี – ทะเลทรายดาลี – Laguna Colorada – Laguna Verde

ออกเดินทางชมภูมิประเทศแปลกตาของโบลิเวียตอนใต้
ชม ทะเลทรายดาลี (Dalí Desert) พื้นที่ทะเลทรายที่มีรูปทรงหินและภูมิทัศน์เหนือจริง แวะชม ต้นไม้หิน, Laguna Colorada ทะเลสาบสีแดง และ Laguna Verde ทะเลสาบสีเขียว

วันที่ 13: โบลิเวีย – San Pedro de Atacama

ข้ามพรมแดนจากโบลิเวียเข้าสู่ประเทศชิลี
เดินทางสู่เมือง San Pedro de Atacama เมืองทะเลทรายชื่อดังของชิลี ช่วงค่ำร่วมทัวร์ดูดาวกลางทะเลทราย สัมผัสท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ใสและเต็มไปด้วยดวงดาว

วันที่ 14: San Pedro de Atacama – Calama – ริโอเดจาเนโร

เดินทางสู่สนามบินที่เมือง Calama
จากนั้นบินต่อไปยังเมือง ริโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล เมืองริมทะเลที่มีสีสันและมีชื่อเสียงระดับโลก

วันที่ 15: ริโอเดจาเนโร – เซาเปาโล

เที่ยวชมรูปปั้น Christ the Redeemer แลนด์มาร์กสำคัญของริโอเดจาเนโร
เดินเล่นชายหาดชื่อดัง Copacabana และ Ipanema จากนั้นขึ้นชมวิวที่ Sugarloaf Mountain ก่อนบินกลับสู่เมือง เซาเปาโล

วันที่ 16: เซาเปาโล – กรุงเทพฯ

ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Qatar Airways
แวะเปลี่ยนเครื่องที่ โดฮา และเดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากทริปอเมริกาใต้

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • ที่พัก ระดับ 4 ดาว 
  • รถรับส่งตลอดการเดินทาง
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เซาเปาโล, บราซิล
เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังเซาเปาโล โดยสายการบิน Qatar Airways เส้นทาง กรุงเทพฯ – โดฮา – เซาเปาโล ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 20–24 ชั่วโมงรวมต่อเครื่อง
เซาเปาโลเป็นมหานครใหญ่ที่สุดของบราซิล และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของอเมริกาใต้

**พัก: บนเครื่องบิน / เซาเปาโล**

วันที่ 2: ถึงเซาเปาโล – ย่าน Jardins
ถึงสนามบิน Guarulhos แล้วเดินทางเข้าเมืองประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เข้าพักย่าน Jardins ซึ่งเป็นย่านหรูที่ขึ้นชื่อเรื่องที่พัก ร้านอาหาร และบรรยากาศร่มรื่น เหมาะสำหรับพักฟื้นจากการเดินทางไกล
ย่านนี้เป็นหนึ่งในย่านพักอาศัยสำคัญของเมือง และสะท้อนภาพลักษณ์ทันสมัยของเซาเปาโลได้ดี

**พัก: เซาเปาโล (ย่าน Jardins)**

วันที่ 3: เซาเปาโล – ฟอซโดอีกัวซู – น้ำตกอีกัวซูฝั่งบราซิล
บินภายในประเทศจากเซาเปาโลสู่ฟอซโดอีกัวซู ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง
เที่ยว Parque Nacional do Iguaçu ชมน้ำตกอีกัวซูฝั่งบราซิล ซึ่งเด่นเรื่องวิวมุมกว้างแบบพาโนรามา เดินเส้นทาง Trilha das Cataratas ระยะประมาณ 1.5 กิโลเมตร เพื่อชมม่านน้ำตก ละอองน้ำ และสายรุ้ง
พิเศษกับ Macuco Safari นั่งเรือเข้าใกล้น้ำตก สัมผัสพลังของสายน้ำอย่างใกล้ชิด
น้ำตกอีกัวซูถือเป็นหนึ่งในระบบน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และชื่อ “Iguaçu” มาจากภาษาพื้นเมืองกวารานี แปลว่า “สายน้ำอันยิ่งใหญ่”

**พัก: ฟอซโดอีกัวซู, บราซิล**

วันที่ 4: น้ำตกอีกัวซูฝั่งอาร์เจนตินา – จุดชมวิว 3 ประเทศ
ข้ามพรมแดนจากบราซิลสู่อาร์เจนตินา ใช้เวลาเดินทางรวมพิธีผ่านแดนประมาณ 1–2 ชั่วโมง
เที่ยว Parque Nacional Iguazú ฝั่งอาร์เจนตินา ซึ่งเด่นเรื่องทางเดินที่เข้าใกล้น้ำตกมากกว่า ไฮไลต์คือ Devil’s Throat หรือ “คอปีศาจ” จุดที่กระแสน้ำมหาศาลไหลตกลงอย่างรุนแรง เป็นจุดที่น่าตื่นตาที่สุดของทั้งอุทยาน
ช่วงบ่ายแวะ Hito Tres Fronteras จุดชมวิวจุดบรรจบของ 3 ประเทศ คือ บราซิล อาร์เจนตินา และปารากวัย

**พัก: ฟอซโดอีกัวซู, บราซิล**

วันที่ 5: ฟอซโดอีกัวซู – ซานติอาโก, ชิลี
บินจากฟอซโดอีกัวซูสู่ซานติอาโก ใช้เวลาประมาณ 4–6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเที่ยวบินและการต่อเครื่อง
เที่ยว Plaza de Armas จัตุรัสเก่าแก่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของซานติอาโกมาตั้งแต่ยุคสเปน และชม Catedral Metropolitana มหาวิหารสำคัญของเมือง
ช่วงเย็นขึ้น Cerro San Cristóbal จุดชมวิวเด่นของซานติอาโก มองเห็นตัวเมืองและแนวเทือกเขาแอนดีส
ซานติอาโกเป็นเมืองหลวงของชิลี และเป็นศูนย์กลางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ

**พัก: ซานติอาโก**

วันที่ 6: ซานติอาโก – คุซโก, เปรู
บินจากซานติอาโกสู่คุซโก ใช้เวลาประมาณ 5–8 ชั่วโมงรวมต่อเครื่อง
คุซโกตั้งอยู่สูงราว 3,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิอินคา จึงควรใช้วันแรกเพื่อพักปรับตัวกับความสูง
เดินเล่น Plaza de Armas และชม Catedral del Cuzco ซึ่งเป็นมหาวิหารสำคัญที่สร้างทับบนรากฐานของอารยธรรมเดิม สะท้อนการผสมผสานระหว่างโลกอินคากับสเปน

**พัก: คุซโก**

วันที่ 7: คุซโก – Aguas Calientes
ชม Qorikancha หรือวิหารแห่งดวงอาทิตย์ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวอินคา เดิมเคยกรุผนังด้วยแผ่นทองคำเพื่อถวายแด่เทพสุริยะ
ช่วงบ่ายนั่งรถไฟ Inca Rail ผ่าน Sacred Valley ไปยัง Aguas Calientes ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง
เมืองนี้เป็นประตูสู่มาชูปิกชู และมีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติให้พักผ่อนก่อนเที่ยววันรุ่งขึ้น

**พัก: Aguas Calientes**

วันที่ 8: มาชูปิกชู – กลับคุซโก
นั่งรถบัสขึ้นมาชูปิกชู ใช้เวลาประมาณ 25–30 นาที
มาชูปิกชูเป็นนครหินโบราณของชาวอินคาที่สร้างอยู่บนสันเขาสูง และได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 สมัยจักรพรรดิ Pachacuti
จุดเด่นคือผังเมืองหินที่กลมกลืนกับภูเขาและธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง สำหรับผู้พร้อมทางร่างกาย อาจเลือกขึ้น Huayna Picchu เพื่อชมวิวมุมสูง
ช่วงเย็นเดินทางกลับคุซโก

**พัก: คุซโก**

วันที่ 9: Rainbow Mountain
ออกเดินทางแต่เช้าสู่ Vinicunca หรือ Rainbow Mountain ใช้เวลาเดินทางจากคุซโกประมาณ 3–4 ชั่วโมงต่อเที่ยว และมีช่วงเดินเทรคขึ้นจุดชมวิวอีกประมาณ 1.5–3 ชั่วโมงตามสภาพร่างกาย
ภูเขานี้มีชื่อเสียงจากชั้นแร่หลากสีตามธรรมชาติ จนเกิดเป็นลายสีคล้ายสายรุ้ง และอยู่สูงราว 5,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ระหว่างทางอาจพบอัลปาก้าและลามะ ซึ่งเป็นสัตว์พื้นถิ่นสำคัญของเทือกเขาแอนดีส

**พัก: คุซโก**

วันที่ 10: คุซโก – ลาปาซ, โบลิเวีย
บินจากคุซโกสู่ลาปาซ ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง
เที่ยว Mercado de las Brujas หรือตลาดแม่มด ซึ่งขายสมุนไพร เครื่องราง และของใช้ในพิธีตามความเชื่อพื้นเมืองแอนดีส สะท้อนวัฒนธรรมผสมระหว่างชนพื้นเมืองกับความเชื่อดั้งเดิม
จากนั้นชมจัตุรัส Murillo ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมือง และนั่ง Mi Teleférico กระเช้าลอยฟ้าที่ทำให้เห็นภูมิประเทศของลาปาซซึ่งทอดตัวตามหุบเขาสูงอย่างโดดเด่น

**พัก: ลาปาซ**

วันที่ 11: ลาปาซ – อูยูนี – Salar de Uyuni
บินจากลาปาซสู่อูยูนี ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
เที่ยว Salar de Uyuni ทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดจากการระเหยของทะเลสาบโบราณจนเหลือผืนเกลือมหาศาลสุดสายตา
จุดเด่นคือพื้นสีขาวกว้างใหญ่และภาพถ่ายมุมมองลวงตา จากนั้นแวะ Cementerio de Trenes หรือสุสานรถไฟ ซึ่งเป็นซากรถไฟจากยุครุ่งเรืองการขนส่งแร่ของโบลิเวีย

**พัก: อูยูนี**

วันที่ 12: ทะเลทรายดาลี – Árbol de Piedra – Laguna Colorada – Laguna Verde
เดินทางท่องพื้นที่ธรรมชาติทางตอนใต้ของโบลิเวีย ใช้เวลาเดินทางค่อนข้างยาวเกือบทั้งวัน ราว 6–10 ชั่วโมงรวมแวะจุดต่างๆ
ชม Desierto de Dalí ทะเลทรายที่ภูมิประเทศดูเหนือจริงคล้ายภาพวาดของศิลปินซัลบาดอร์ ดาลี
แวะ Árbol de Piedra หรือ “ต้นไม้หิน” หินรูปทรงประหลาดที่เกิดจากแรงลมกัดเซาะเป็นเวลายาวนาน
ต่อด้วย Laguna Colorada ทะเลสาบสีแดงที่เกิดจากแร่ธาตุและสาหร่าย เป็นแหล่งอาศัยของนกฟลามิงโก
และ Laguna Verde ทะเลสาบสีเขียวใกล้แนวภูเขาไฟ ซึ่งสีของน้ำเกิดจากองค์ประกอบแร่ในธรรมชาติ

**พัก: บริเวณเส้นทางอูยูนี / ใกล้พรมแดน**

วันที่ 13: ข้ามพรมแดนสู่ San Pedro de Atacama, ชิลี
เดินทางข้ามพรมแดนจากโบลิเวียสู่ชิลี ใช้เวลาประมาณ 6–8 ชั่วโมงรวมขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง
San Pedro de Atacama เป็นเมืองโอเอซิสกลางทะเลทรายอะตากามา หนึ่งในพื้นที่แห้งแล้งที่สุดในโลก แต่มีภูมิทัศน์โดดเด่นทั้งทะเลทราย ภูเขาไฟ และท้องฟ้าใส
ช่วงค่ำร่วม Stargazing Tour เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในจุดดูดาวที่ดีที่สุดในโลก จากท้องฟ้ามืดสนิทและมลภาวะแสงต่ำมาก

**พัก: San Pedro de Atacama**

วันที่ 14: San Pedro de Atacama – Calama – ริโอเดจาเนโร, บราซิล
เดินทางจาก San Pedro de Atacama ไปสนามบิน Calama ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมงทางรถ
จากนั้นบินไปริโอเดจาเนโร โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ซานติอาโก ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 8–12 ชั่วโมง
ริโอเดจาเนโรเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของบราซิล มีชื่อเสียงด้านชายหาด ดนตรี และวัฒนธรรมเมืองชายทะเล
หากมีเวลา สามารถเดินเล่นย่าน Ipanema หรือ Copacabana ซึ่งเป็นชายหาดระดับตำนานของเมือง

**พัก: ริโอเดจาเนโร**

วันที่ 15: ริโอเดจาเนโร – Christ the Redeemer – Sugarloaf – เซาเปาโล
เที่ยว Corcovado เพื่อชม Christ the Redeemer รูปปั้นพระเยซูคริสต์ผู้ไถ่ สัญลักษณ์สำคัญของบราซิล และหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
จากนั้นแวะ Copacabana และ Ipanema ชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของริโอ สะท้อนเสน่ห์ชีวิตเมืองริมทะเล
ช่วงเย็นขึ้น Sugarloaf Mountain จุดชมวิวพาโนรามาเหนืออ่าวกวานาบารา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิวคลาสสิกที่สุดของบราซิล
หลังเที่ยว บินกลับเซาเปาโล ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

**พัก: เซาเปาโล / บนเครื่องบิน**

วันที่ 16: เซาเปาโล – กรุงเทพฯ
ออกเดินทางจากเซาเปาโลกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Qatar Airways แวะเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 20–24 ชั่วโมง
สิ้นสุดการเดินทางทวีปอเมริกาใต้ ครบทั้งธรรมชาติระดับโลก มรดกอารยธรรมอินคา เมืองหลวงบนที่สูง และแลนด์มาร์กสำคัญของบราซิล

**พัก: บนเครื่องบิน**

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
14 South Asia

ภูฏาน แกรนด์

Add Your Heading Text Here
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ไฮไลท์
สรุปแผนเดินทาง

โปรแกรม

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 03 Europe Hits

อิตาลี โดโลไมท์ เทรค

อิตาลี โดโลไมท์ เทรคกิ้ง
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Alpe di Siusi: ทิ้งตัวลงบนทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ปล่อยใจให้สงบไปกับวิวภูเขาที่โอบล้อมเราไว้
  • Seceda: นั่งกระเช้าขึ้นไปตื่นตากับหน้าผาหินหยักสุดอลังการที่สวยแปลกตาเหมือนหลุดไปในโลกแห่งความฝัน
  • Lago di Sorapis: เดินเทรคเข้าไปค้นพบทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา คุ้มค่าเหนื่อยทุกก้าวเดิน
  • Lago di Braies: ซึมซับความเงียบสงบยามเช้า ชมเงาสะท้อนของภูเขาบนผิวน้ำใสราวกับกระจกที่ทะเลสาบสุดโรแมนติก
  • Tre Cime & Cadini di Misurina: นอนกระท่อมบนเขาเพื่อตื่นมาดูแสงแรกอาบยอดเขาสามยอด และเดินไปจุดชมวิวที่ยิ่งใหญ่จนลืมหายใจ
  • Forestis Dolomites: ให้รางวัลตัวเองด้วยการพักผ่อนขั้นสุด แช่สปาฮีลใจท่ามกลางวิวป่าสนและภูเขาที่เงียบสงบอย่างแท้จริง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เพื่อเริ่มทริปโดโลไมท์ โดยมิวนิคเป็นเมืองหลักที่เดินทางสะดวกและเหมาะสำหรับรับรถเช่าเพื่อขับต่อเข้าภูเขา

วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena

ช่วงเช้าขับรถลงใต้แวะเมือง Innsbruck เมืองเก่าสวยกลางหุบเขาแอลป์ เด่นด้วยย่าน Old Town และหลังคาทองคำ Golden Roof ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ
ช่วงบ่ายเดินทางต่อเข้าสู่ Val Gardena หนึ่งในฐานพักยอดนิยมของโดโลไมท์ บรรยากาศเป็นหมู่บ้านอัลไพน์สวยสงบ รายล้อมด้วยภูเขา
ช่วงเย็นเข้าพักใน Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อเตรียมเที่ยวโซนนี้ในวันถัดไป

วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes

ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าจาก Ortisei ไป Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นเรื่องวิวภูเขาเปิดกว้าง เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายภาพบรรยากาศโดโลไมท์แบบคลาสสิก
ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes จุดเด่นคือวิวโบสถ์ St. Magdalena ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและฉากหลังเป็นแนวเขาสุดสวย โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่แสงจะนุ่มและถ่ายรูปสวยมาก
พักในย่าน Ortisei / Val Gardena

วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo

ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าสู่ Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่มีหน้าผาหยักเป็นเอกลักษณ์ และเป็นภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก
ช่วงบ่ายขับรถผ่าน Sella Pass ไป Passo Pordoi เพื่อเดินเส้นทาง Viel del Pan ซึ่งเป็นเทรควิวสวย เดินไม่ยากมาก และมองเห็น Marmolada รวมถึงทะเลสาบ Fedaia ได้อย่างชัดเจน
ช่วงเย็นเดินทางต่อเข้าเมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์
พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Lago di Sorapis

ใช้เวลาทั้งวันเดินเทรคไป-กลับ Lago di Sorapis ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ เสน่ห์อยู่ที่สีน้ำซึ่งตัดกับภูเขาหินรอบด้านอย่างสวยมาก
ช่วงเย็นกลับมาพักผ่อนและทานอาหารในเมือง Cortina
พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime

ช่วงเช้าแวะ Lago di Braies ทะเลสาบชื่อดังที่มีผิวน้ำสะท้อนภูเขาและเรือนไม้ริมทะเลสาบ เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม โดยช่วงเช้าจะบรรยากาศสงบและคนยังไม่มาก
ช่วงบ่ายขับรถไป Rifugio Auronzo แล้วเริ่มเดินเข้าสู่ที่พักบนเขาแถว Tre Cime เช่นบริเวณใกล้ Rifugio Locatelli เพื่อสัมผัสบรรยากาศภูเขาแบบเต็มอารมณ์
ช่วงเย็นชมแสงพระอาทิตย์ตกบริเวณ Tre Cime ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ที่โด่งดังที่สุดของโดโลไมท์

วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites

ช่วงเช้าชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime และเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสันเขาแหลมเรียงตัวสวยแปลกตา เป็นอีกมุมถ่ายรูปไฮไลต์ของทริป
ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ที่พักหรูท่ามกลางป่าสนและวิวภูเขา เหมาะกับการพักฟื้นร่างกายหลังเที่ยวหนักหลายวัน
ช่วงเย็นเช็คอินและใช้เวลากับสปา อาหาร และบรรยากาศเงียบสงบของรีสอร์ต

วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich

ช่วงเช้าใช้เวลาพักผ่อนที่ Forestis ให้เต็มที่ พร้อมดื่มด่ำกับวิวและบรรยากาศของที่พัก
ช่วงบ่ายขับรถเข้าออสเตรีย แวะ Salzburg เมืองบาโรกสวยคลาสสิก เด่นด้วยย่านเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศโรแมนติก เดินเล่นสั้นๆ 2-3 ชั่วโมงกำลังดี
ช่วงเย็นขับรถกลับมิวนิคและเข้าพักในตัวเมือง

วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ

ช่วงเช้าเที่ยวมิวนิคแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ซึ่งเป็นจัตุรัสใจกลางเมือง รายล้อมด้วยอาคารเก่า ร้านค้า และคาเฟ่ เหมาะสำหรับซื้อของฝากหรือใช้เวลาส่งท้ายทริป
ช่วงบ่ายเดินทางไปสนามบินมิวนิคเพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติของโดโลไมต์ เมืองเล็กกลางหุบเขา และช่วงเวลาพักผ่อนที่ครบทั้งวิวสวยและความสบาย

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค – เริ่มต้นการเดินทางสู่ประตูแห่งแอลป์ยุโรปกลาง

การเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สู่มิวนิค เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่เปรียบเหมือนประตูสู่อัลป์ฝั่งยุโรปกลาง หลายคนเลือกเริ่มทริปโดโลไมท์ที่นี่เพราะไฟลต์สะดวก เมืองมีความพร้อม และเหมาะมากสำหรับรับรถเช่าแล้วค่อยๆ ขับไล่ระดับจากเมืองใหญ่เข้าสู่ภูเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ระยะเวลาบินรวมโดยมากอยู่ราว 13–16 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาแวะเปลี่ยนเครื่อง

คืนแรกอาจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกตื่นเต้นเงียบๆ ว่าพรุ่งนี้เป็นต้นไป วิวบนโปสการ์ดที่เคยเห็นกำลังจะกลายเป็นภาพตรงหน้า

วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena – ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทิโรลและมุ่งสู่โลกโดโลไมท์

เช้าวันนี้เป็นเหมือนบทเปิดของการเดินทางแบบ slow travel อย่างแท้จริง จากมิวนิคขับรถสู่ Innsbruck ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองเล็กกลางหุบเขาในแคว้นทิโรลของออสเตรียที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งภูเขาที่โอบล้อมและย่านเมืองเก่าที่ยังคงกลิ่นอายยุโรปคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างงดงาม

ใจกลางเมืองมีแลนด์มาร์กสำคัญคือ Golden Roof หรือหลังคาทองคำ อาคารระเบียงราชสำนักที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 หลังคาทำจากแผ่นทองแดงเคลือบทองราว 2,600 แผ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้ทอดพระเนตรงานพิธีและการแสดงด้านล่าง เป็นจุดเล็กๆ ที่เก็บเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุโรปไว้ได้อย่างสง่างาม

ช่วงบ่ายเดินทางต่อจาก Innsbruck เข้า Val Gardena ใช้เวลาราว 2.5–3 ชั่วโมง เส้นทางค่อยๆ พาเข้าสู่โลกของโดโลไมท์ ภูเขาหินปูนสีซีดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ทั้งแปลกตาและงดงามจนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเทือกเขาอื่นในยุโรป ค่ำนี้เข้าพักที่ Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง หมู่บ้านเล็กที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ และเป็นฐานพักที่ดีมากสำหรับสำรวจโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก

วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes – ทอดน่องทุ่งหญ้าอัลไพน์และชมโบสถ์งามใต้แนวเขา Odle

เช้านี้เริ่มแบบไม่เร่งรีบ ขึ้นกระเช้าจาก Ortisei สู่ Alpe di Siusi ใช้เวลาขึ้นไม่นาน ราว 15–20 นาที แต่ภาพที่เปิดออกเบื้องหน้ากลับกว้างใหญ่เกินคาด ที่นี่คือทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป จุดเด่นไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นความนิ่ง สงบ และเส้นสายของภูเขาที่ทอดตัวอยู่ไกลๆ แบบที่ยิ่งมองยิ่งเพลิน

พื้นที่แห่งนี้ผูกพันกับวิถีชีวิตบนภูเขามายาวนาน ในฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า กระท่อมไม้ และระฆังวัวที่ดังแผ่วๆ เป็นจังหวะของชนบทอัลไพน์แท้ๆ ความสวยของ Alpe di Siusi จึงไม่ใช่แค่เรื่องวิว แต่เป็นอารมณ์ของการได้อยู่กับภูเขาอย่างช้าๆ

ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ที่นี่โด่งดังจากวิวโบสถ์ St. Magdalena โบสถ์เล็กกลางทุ่งหญ้าที่มีฉากหลังเป็นแนวเขา Odle แบบที่ใครเห็นก็มักจำได้ทันที มีตำนานท้องถิ่นและเรื่องเล่าทางศาสนาผูกพันกับหุบเขาแห่งนี้อยู่มาก ทำให้บรรยากาศไม่ใช่แค่สวย แต่ยังให้ความรู้สึกสงบลึกและเก่าแก่ แสงช่วงบ่ายแก่ๆ มักทำให้ทั้งทุ่งหญ้าและผนังภูเขาดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ เป็นหนึ่งในมุมที่ถ่ายภาพออกมาสวยที่สุดของทริป

คืนนี้พักต่อในย่าน Ortisei / Val Gardena

วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo – ตื่นตาสันเขาหยักคมและเทรคกิ้งชมวิวราชินีแห่งโดโลไมท์

เช้าวันนี้ขึ้นกระเช้าสู่ Seceda ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้เป็นเหมือนภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก ด้วยแนวสันเขาหยักคมที่ดูราวกับประติมากรรมธรรมชาติ ความน่าสนใจของโดโลไมท์อยู่ตรงชั้นหินปูนและหินตะกอนที่ก่อตัวจากทะเลโบราณเมื่อหลายล้านปีก่อน จึงไม่น่าแปลกที่ภูเขาแถบนี้จะมีรูปร่างโดดเด่นราวกับโลกอีกใบ

จากนั้นขับรถผ่าน Sella Pass ไปยัง Passo Pordoi ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง เส้นทางคดเคี้ยวแต่สวยมาก เป็น…ถนนภูเขาที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ช่วงบ่ายเดินเทรคเส้น Viel del Pan เส้นทางนี้ไม่ยากมาก ใช้เวลาเดินประมาณ 2–3 ชั่วโมงแบบสบายๆ จุดเด่นคือวิวเปิดกว้าง เห็น Marmolada ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโดโลไมท์ และทะเลสาบ Fedaia อยู่เบื้องล่าง

Marmolada ยังถูกเรียกว่า “ราชินีแห่งโดโลไมท์” และมีความสำคัญทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เพราะบริเวณนี้เคยเป็นแนวรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ร่องรอยอดีตยังคงกระจายอยู่ทั่วภูเขาแถบนี้อย่างเงียบงัน

เย็นแล้วเดินทางต่อเข้า Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมืองรีสอร์ตชื่อดังที่มีเสน่ห์หรูหราแต่ไม่ห่างเหิน รายล้อมด้วยยอดเขาสวยทุกทิศทาง และมีประวัติเป็นเมืองพักผ่อนของชนชั้นสูงยุโรปมายาวนาน

พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Lago di Sorapis – ดื่มด่ำความมหัศจรรย์ของทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ลับตาคน

วันนี้ให้ทั้งวันกับ Lago di Sorapis หนึ่งในทะเลสาบที่สวยและมีเอกลักษณ์ที่สุดของโดโลไมท์ จุดเริ่มเดินจากบริเวณ Passo Tre Croci ใช้เวลาขับรถจาก Cortina เพียงประมาณ 20 นาที จากนั้นเดินเทรคไป-กลับรวมราว 4–5 ชั่วโมง แล้วแต่จังหวะการเดิน

ความพิเศษของทะเลสาบแห่งนี้คือสีน้ำฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่เกือบดูไม่จริง เกิดจากแร่ธาตุละเอียดจากธารน้ำแข็งที่สะท้อนแสงออกมาเป็นสีอ่อนนุ่มตัดกับหน้าผาหินสีเทาอย่างน่าทึ่ง ตลอดทางเดินจะมีทั้งทางแคบ ชายผา และเชือกช่วยจับบางช่วง จึงเป็นเส้นที่ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร แต่ไม่ถึงกับหนักสำหรับคนที่มีสภาพร่างกายพร้อม

เมื่อไปถึงทะเลสาบ ความเหนื่อยจะค่อยๆ หายไปเอง นี่ไม่ใช่แค่จุดเช็กอิน แต่เป็นปลายทางที่ทำให้เราอยากนั่งเงียบๆ มองสีของน้ำให้นานที่สุด ค่ำแล้วกลับมาใช้เวลาใน Cortina เดินเล่น ทานอาหาร และปล่อยให้เมืองภูเขาแห่งนี้ช่วยชะลอจังหวะของวันลงอีกนิด

พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime – ส่องกระจกเงาธรรมชาติและค้างคืนรับความสงบใต้สามยอดเขาหิน

เช้าออกเดินทางจาก Cortina ไป Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อภาษาเยอรมันว่า Pragser Wildsee และเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี ด้วยผิวน้ำที่นิ่งเหมือนกระจก เรือไม้ริมฝั่ง และแนวเขาที่โอบล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุดเพราะแสงนุ่ม คนยังไม่มาก และบรรยากาศสงบเป็นพิเศษ

ในตำนานพื้นบ้านแถบลาดิน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาณาจักรใต้ภูเขาและประตูสู่โลกเร้นลับ ทำให้ภูมิประเทศของโดโลไมท์หลายแห่งรวมถึงทะเลสาบนี้ยิ่งมีเสน่ห์แบบกึ่งจริงกึ่งนิยาย

ช่วงบ่ายขับรถต่อไปยัง Rifugio Auronzo ใช้เวลาจาก Lago di Braies ประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง จากนั้นเริ่มเดินเข้าสู่โซน Tre Cime ระยะทางและเวลาขึ้นอยู่กับที่พักบนเขา แต่หากไปแถว Rifugio Locatelli โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1.5–2.5 ชั่วโมง

Tre Cime di Lavaredo คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโดโลไมท์ ยอดหินสามยอดที่ตั้งเด่นกลางภูมิประเทศโล่งกว้าง ทำให้ที่นี่ดูสง่างามทั้งตอนกลางวันและยามแสงเย็น หลายคนจดจำโดโลไมท์ผ่านภาพของที่นี่โดยไม่รู้ตัว การได้ค้างคืนบนเขาจึงเป็นประสบการณ์ที่ต่างจากการมาเช้าเย็นกลับอย่างสิ้นเชิง เพราะทันทีที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทยอยลงเขา ความเงียบและแสงสุดท้ายจะทำให้ภูเขาทั้งผืนดูขลังขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites – ชมแสงอัลไพน์ยามเช้า ท่องคลื่นศิลา และพักผ่อนกลางป่าลึก

เช้ามืดตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime ช่วงเวลานี้คือรางวัลของการนอนบนเขา แสงแรกจะค่อยๆ แตะหน้าผาหินให้เปลี่ยนสีทีละน้อย เกิดเป็นปรากฏการณ์ alpenglow หรือแสงอัลไพน์ที่ทำให้ยอดเขาดูอมชมพูและทองอย่างนุ่มลึก

จากนั้นเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30–45 นาทีจากบริเวณใกล้ Rifugio Auronzo มุมนี้โดดเด่นด้วยสันเขาแหลมเรียงซ้อนกันอย่างแปลกตา ราวกับคลื่นหินที่หยุดเวลาไว้ เป็นหนึ่งในวิวที่ทั้งดิบ สวย และมีมิติที่สุดของทริป

ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนบนเนินสูง ให้บรรยากาศเงียบ สงบ และค่อนข้างแยกตัวออกจากความคึกคัก เป็นช่วงเวลาที่ดีในการพักร่างหลังจากหลายวันที่อยู่กับการขับรถ เดินเขา และตื่นเช้าเย็น

Forestis เองมีแนวคิดเรื่องการพักผ่อนที่ผูกกับธรรมชาติอัลไพน์ ทั้งอากาศ ป่า น้ำ และความเงียบ จึงเหมาะมากกับการปิดท้ายช่วงภูเขาแบบนุ่มนวล ใช้เวลากับสปา อาหารดีๆ และวิวที่ไม่จำเป็นต้องออกไปตามหา

วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich – ผ่อนคลายร่างกาย แวะชมเมืองโมสาร์ท และมุ่งหน้ากลับสู่มิวนิค

เช้าวันนี้ปล่อยเวลาให้ไหลไปช้าๆ อยู่กับที่พักให้เต็มที่ ก่อนออกเดินทางช่วงสายหรือบ่ายไป Salzburg ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่โรแมนติกที่สุดของออสเตรีย เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก โดม โบสถ์ และตรอกเก่าอันสง่างาม อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดของ Wolfgang Amadeus Mozart ทำให้ทั้งเมืองมีมิติทางศิลปะและดนตรีแทรกอยู่ในบรรยากาศอย่างแนบเนียน

เดินเล่นในย่านเมืองเก่าสัก 2–3 ชั่วโมงก็เพียงพอให้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองได้พอดี ไม่เร่ง ไม่แน่นจนเกินไป จากนั้นช่วงเย็นขับรถต่อกลับมิวนิค ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เข้าพักในตัวเมือง เป็นคืนสุดท้ายที่อารมณ์ของการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากการค้นพบ เป็นการค่อยๆ ทบทวนสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทาง

วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ – เดินทอดน่องจัตุรัสกลางเมืองหลวงบาวาเรียและเดินทางสู่สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายในยุโรป ใช้เวลาแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ใจกลางเมืองมิวนิค จัตุรัสแห่งนี้เป็นเหมือนหัวใจของเมือง รายล้อมด้วยอาคารประวัติศาสตร์ ร้านค้า คาเฟ่ และจังหวะชีวิตของผู้คน ความสวยของมิวนิคอาจไม่ใช่แบบดิบเถื่อนเหมือนภูเขา But เป็นความงามที่มีระเบียบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวา

จากตัวเมืองไปสนามบินมิวนิคใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที ควรเผื่อเวลาคืนรถเช่าและเช็กอินก่อนเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ ช่วงเวลาระหว่างนั่งมองเครื่องบินทะยานขึ้น อาจเป็นตอนที่ภาพภูเขา ทะเลสาบ และถนนคดเคี้ยวในโดโลไมท์ไหลย้อนกลับมาเงียบๆ อีกครั้ง

วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมความทรงจำแสนตราตรึง

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ปิดทริปที่ไม่ได้มีเพียงวิวสวยระดับโปสการ์ด แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของภูเขาเก่าแก่ เมืองเล็กกลางหุบเขา และจังหวะการเดินทางที่ไม่เร่งรีบเกินไป โดโลไมท์เป็นปลายทางที่ไม่ได้ชนะใจคนด้วยความหวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่ชนะด้วยบรรยากาศ ด้วยแสงที่เปลี่ยนไปในแต่ละชั่วโมง และด้วยความรู้สึกว่าเราค่อยๆ ได้กลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริงอีกครั้ง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
14 South Asia

อินเดีย แคชเมียร์ เลห์ ซันสกา

อินเดีย แคชเมียร์ เลห์ ซันสกา
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Shanti Stupa: ชมวิวเมืองเลห์มุมสูงจากเจดีย์สีขาว ปล่อยใจดูพระอาทิตย์ตกดินรับลมเย็นๆ แบบสงบและชิลสุดๆ
  • Thiksey Monastery: สัมผัสความขลังของทิเบตน้อยแห่งอินเดีย เดินชมสถาปัตยกรรมสวยงามบนเนินเขาที่ทำให้ใจเรานิ่งขึ้น
  • Khardung La Pass: ท้าทายตัวเองบนถนนที่สูงที่สุดในโลก เก็บภาพเทือกเขาหิมะสุดอลังการที่สวยจนลืมความเหนื่อย
  • Nubra Valley: ขี่อูฐสองโหนกย่ำทรายนุ่มๆ ท่ามกลางทะเลทรายสีทองที่มีภูเขาสูงใหญ่โอบกอดเราไว้
  • Turtuk Village: เดินเล่นช้าๆ ในหมู่บ้านชายแดนสุดน่ารัก สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและรอยยิ้มจริงใจของชาวบ้าน
  • Pangong Lake: นอนเต็นท์ริมทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ นั่งทอดสายตามองผิวน้ำที่เปลี่ยนสีตามแสงแดดและฮีลใจไปกับธรรมชาติ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1 : สนามบิน – เดลี
พบกันที่สนามบิน และออกเดินทางสู่กรุงเดลี

วันที่ 2 : เดลี – เลห์ – Leh Market – Shanti Stupa
บินต่อไปยังเมืองเลห์ พักผ่อนปรับสภาพร่างกาย ช่วงเย็นเดินเล่นตลาดและชมเจดีย์สีขาว

วันที่ 3 : Shey Palace – Thiksey – Stok Palace – Sindhu Ghat – คาร์กิล
เที่ยวชมพระราชวังและวัดสำคัญ พร้อมแวะจุดชมวิว ก่อนเดินทางไปพักที่คาร์กิล

วันที่ 4 : Nubra Valley – Khardung La Pass – Diskit Village – Sand Dunes
เดินทางสู่นูบร้าวัลเลย์ ชมวิวเส้นทางสูงสวยงาม เที่ยวหมู่บ้านดิสกิตและเนินทราย

วันที่ 5 : Turtuk Village – Diskit – คาร์กิล
เที่ยวหมู่บ้านทูร์ตุก แล้วเดินทางกลับผ่านดิสกิต ก่อนเข้าพักที่คาร์กิล

วันที่ 6 : ทะเลสาบแปงกอง
เดินทางสู่ทะเลสาบแปงกอง สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและพักแบบกระโจม

วันที่ 7 : ทะเลสาบแปงกอง – เลห์
ชมวิวรอบทะเลสาบในช่วงเช้า แล้วเดินทางกลับเมืองเลห์เพื่อพักผ่อน

วันที่ 8 : เลห์ – สนามบิน
อิสระช่วงเช้า ก่อนเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับ

วันที่ 9 : กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ minibus สไตล์ อินเดีย

  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว (อินเดีย)

  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม

  • อาหารครบทุกมื้อ

  • วีซ่า

  • ทิปไกด์ท้องถิ่นและคนขับ

  • ประกันอุบัติเหตุการเดินทาง (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ทิปหัวหน้าทัวร์ (ตามสมัครใจในบริการ ไม่มีบังคับ)

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เดลี

พบกันที่สนามบินและออกเดินทางสู่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อเตรียมต่อเที่ยวบินสู่ลาดักห์ในวันถัดไป เมืองเดลีเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานหลายยุคสมัย และเป็นประตูสำคัญสู่เส้นทางหิมาลัย

ที่พัก: พักค้างคืนที่เดลี

วันที่ 2: เดลี – เลห์ – Leh Market – Shanti Stupa

บินต่อไปยังเมืองเลห์ ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง เมืองเลห์ตั้งอยู่บนที่สูงกว่า 3,500 เมตร จึงควรพักผ่อนเพื่อปรับสภาพร่างกายให้คุ้นกับระดับความสูง ช่วงเย็นเดินเล่นที่ Leh Market ซึ่งเป็นย่านตลาดท้องถิ่นใจกลางเมือง เหมาะสำหรับสัมผัสวิถีชีวิตชาวลาดักห์และเลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง จากนั้นชม Shanti Stupa เจดีย์สีขาวบนเนินเขา สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ และเป็นจุดชมวิวเมืองเลห์ที่สวยมากโดยเฉพาะช่วงเย็น

ที่พัก: พักที่เลห์

วันที่ 3: เลห์ – Shey Palace – Thiksey Monastery – Stok Palace – Sindhu Ghat – คาร์กิล

ออกเดินทางเที่ยวชมรอบเลห์ โดยแต่ละจุดอยู่ห่างกันไม่มาก และรวมการเดินทางทั้งวันก่อนถึงคาร์กิลราว 220–230 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5–6 ชั่วโมง เริ่มที่ Shey Palace อดีตพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์ลาดักห์ โดดเด่นด้วยพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ ต่อด้วยวัด Thiksey วัดพุทธนิกายทิเบตที่มีสถาปัตยกรรมลดหลั่นคล้ายพระราชวังโปตาลาในลาซา เป็นหนึ่งในวัดที่สวยและสำคัญที่สุดของลาดักห์ จากนั้นชม Stok Palace พระราชวังของราชวงศ์ลาดักห์ที่ปัจจุบันยังเก็บของสะสม เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไว้ ต่อด้วย Sindhu Ghat ริมแม่น้ำสินธุ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายสำคัญซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “India” ในทางประวัติศาสตร์ ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองคาร์กิล

ที่พัก: พักที่คาร์กิล

วันที่ 4: คาร์กิล – Khardung La – Diskit – Sand Dunes – Nubra Valley

เดินทางไกลสู่ Nubra Valley ระยะทางรวมประมาณ 230–280 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับเส้นทาง ใช้เวลาประมาณ 7–9 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะ Khardung La Pass หนึ่งในเส้นทางรถยนต์ที่สูงมากแห่งหนึ่งของโลก และเป็นจุดชมวิวเทือกเขาหิมาลัยที่ยิ่งใหญ่ จากนั้นลงสู่เขต Nubra Valley ดินแดนที่มีทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเลทรายสูง ชม Diskit Village หมู่บ้านสำคัญของหุบเขา ซึ่งมีบรรยากาศเงียบสงบและเห็นวิถีชีวิตแบบชาวลาดักห์ดั้งเดิม แล้วเดินทางต่อไปยัง Sand Dunes ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องเนินทรายท่ามกลางฉากหลังเป็นภูเขา และอูฐสองโหนกอันเป็นเอกลักษณ์ของเส้นทางการค้าโบราณสายเอเชียกลาง

ที่พัก: พักที่นูบร้าวัลเลย์ / ดิสกิต

วันที่ 5: Nubra Valley – Turtuk Village – Diskit – คาร์กิล

ออกเดินทางไป Turtuk Village ระยะทางจากเขตดิสกิตประมาณ 85–95 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 2.5–3 ชั่วโมง และเดินทางต่อกลับคาร์กิลรวมทั้งวันค่อนข้างไกล อาจใช้เวลาประมาณ 8–10 ชั่วโมง Turtuk เป็นหมู่บ้านชายแดนเก่าแก่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ไม่นาน มีเอกลักษณ์ต่างจากหมู่บ้านลาดักห์ทั่วไป เพราะได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมบัลติ ทั้งภาษา อาหาร และสถาปัตยกรรม นักท่องเที่ยวมักมาเพื่อชมสวนแอปริคอต บ้านหินแบบดั้งเดิม และบรรยากาศของหมู่บ้านกลางหุบเขาที่งดงาม จากนั้นเดินทางกลับผ่าน Diskit และมุ่งหน้าสู่คาร์กิล

ที่พัก: พักที่คาร์กิล

วันที่ 6: คาร์กิล – ทะเลสาบแปงกอง

วันนี้เดินทางไกลสู่ Pangong Lake ระยะทางค่อนข้างมาก หากออกจากคาร์กิลอาจใช้เวลาประมาณ 9–11 ชั่วโมงตามสภาพถนน ทะเลสาบแปงกองเป็นทะเลสาบน้ำเค็มบนที่สูงที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของลาดักห์ จุดเด่นคือสีของน้ำที่เปลี่ยนเฉดไปตามแสงแดดตั้งแต่น้ำเงินเข้มจนถึงฟ้าอมเขียว และมีฉากหลังเป็นภูเขาสลับชั้นอย่างงดงาม ทะเลสาบแห่งนี้ทอดยาวข้ามพรมแดนอินเดีย–ทิเบต จึงเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่มีทั้งความสวยงามและความสำคัญทางภูมิศาสตร์

ที่พัก: พักเต็นท์ที่แปงกอง

วันที่ 7: แปงกอง – เลห์

ช่วงเช้าชื่นชมบรรยากาศรอบทะเลสาบแปงกอง ก่อนเดินทางกลับเมืองเลห์ ระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 5–6 ชั่วโมง ระหว่างเช้าจะได้เห็นแสงแดดสะท้อนผืนน้ำและภูเขาอย่างสวยงาม เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการเก็บภาพความประทับใจมากที่สุด จากนั้นเดินทางกลับเลห์เพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย

ที่พัก: พักที่เลห์

วันที่ 8: เลห์ – เดลี – กรุงเทพฯ

อิสระช่วงเช้าในเมืองเลห์ สามารถพักผ่อนหรือเดินเล่นเก็บบรรยากาศครั้งสุดท้าย ก่อนเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับ โดยปกติจะต่อเครื่องผ่านเดลี เมืองเลห์จึงเป็นจุดปิดท้ายการเดินทางในดินแดนแห่งวัดพุทธ ภูเขาสูง และวัฒนธรรมทิเบตอันโดดเด่น

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากลาดักห์ ดินแดนแห่งขุนเขา ทะเลสาบ และวัฒนธรรมบนหลังคาโลก

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม