Categories
07 USA & Canada

อเมริกา นิวอิงแลนด์ นิวแฮมเชียร์ ใบไม้เปลี่ยนสี

อเมริกา นิวอิงแลนด์ นิวแฮมเชียร์ ใบไม้เปลี่ยนสี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ปล่อยใจไปกับเส้นทาง Kancamagus Highway ขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยสะกดสายตาเหมือนหลุดเข้าไปในภาพวาด
  • เดินทอดน่องสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ Flume Gorge โตรกผาแคบพร้อมทางเดินไม้เลียบสายน้ำตกที่ให้ธรรมชาติโอบกอดเราอย่างใกล้ชิด
  • นั่งพักหย่อนใจริม Mirror Lake ในเมือง Lake Placid ซึมซับความสงบเงียบของเมืองน่ารักที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว
  • ฟังเสียงน้ำตก Kaaterskill Falls ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา Catskills ความงามอลังการที่ชวนให้เราได้หยุดพักและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
  • ทอดสายตาชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีริมแม่น้ำฮัดสันแบบพาโนรามาบน Walkway Over the Hudson สะพานคนเดินที่ยาวที่สุดในโลก
  • ปิดทริปที่นิวยอร์ก สัมผัสความมีชีวิตชีวาบนสะพาน Brooklyn Bridge และแวะชาร์จพลังในปอดยักษ์ใจกลางเมืองอย่าง Central Park
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โดฮา
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่โดฮา

วันที่ 2: Portsmouth, New Hampshire
เดินทางถึงพอร์ตสมัท เมืองท่าเก่าแก่ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเข้าพัก

วันที่ 3: Portsmouth – White Mountains – North Conway
เที่ยวชมเมืองพอร์ตสมัท และชมวิวเทือกเขา White Mountains ก่อนเข้าพักที่นอร์ทคอนเวย์

วันที่ 4: North Conway – Kancamagus Highway – Franconia Notch
ชมสะพานไม้ Albany Covered Bridge ขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสี แวะ Sabbaday Falls และ Flume Gorge

วันที่ 5: Vermont – Stowe – Burlington
เดินทางสู่รัฐเวอร์มอนต์ ผ่านเส้นทาง Smugglers’ Notch และชมบรรยากาศที่ Stowe Mountain Resort

วันที่ 6: Burlington, Vermont
สำรวจเมืองเบอร์ลิงตันริมทะเลสาบ Lake Champlain และพักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่ 7: Lake Placid, New York
เดินทางสู่เลกเพลซิด ชม Mirror Lake และธรรมชาติสวยงามที่ High Falls Gorge

วันที่ 8: Saratoga Springs, New York
เที่ยวเมืองน้ำแร่ซาราโตกาสปริงส์ ชม Congress Park และ Saratoga Spa State Park

วันที่ 9: Catskills – Storm King – Kingston
ชมวิว Catskills Mountains และ Kaaterskill Falls ก่อนแวะชมงานศิลป์กลางแจ้งที่ Storm King Art Center

วันที่ 10: Hudson Valley – New York City
ชมใบไม้เปลี่ยนสีใน Hudson Valley เดินเล่นบน Walkway Over the Hudson แล้วเดินทางเข้า New York City

วันที่ 11: New York City
เที่ยว Central Park, Fifth Avenue, St. Patrick’s Cathedral, Times Square และ Brooklyn Bridge

วันที่ 12: New York City
ชมงานศิลปะที่ Metropolitan Museum of Art ขึ้นตึก Empire State และเดินเล่น The High Line กับ Chelsea Market

วันที่ 13: SoHo – Greenwich Village – เดินทางกลับ
เดินเล่นย่าน SoHo, Greenwich Village และ Washington Square Park ก่อนออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 14: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โดฮา

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ แวะเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 9–12 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับเที่ยวบิน เป็นวันเริ่มต้นของทริปสู่ฝั่งนิวอิงแลนด์และนิวยอร์ก

ที่พัก: บนเครื่องบิน / พักระหว่างเดินทาง

วันที่ 2: โดฮา – Portsmouth, New Hampshire

เดินทางต่อสู่สหรัฐฯ และเข้าสู่เมือง Portsmouth ใช้เวลาเดินทางรวมจากโดฮาถึงฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ราว 12–14 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถเข้า Portsmouth ประมาณ 1–2 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองท่าเก่าแก่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก มีประวัติย้อนไปถึงยุคอาณานิคม และเคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของนิวแฮมป์เชียร์

ที่พัก: Portsmouth

วันที่ 3: Portsmouth – White Mountains – North Conway

เที่ยวชมย่านเมืองเก่า Portsmouth ดูบรรยากาศบ้านเรือนประวัติศาสตร์ ท่าเรือ และเสน่ห์ของเมืองชายฝั่งที่ยังคงกลิ่นอายยุคอาณานิคม จากนั้นเดินทางสู่เขต White Mountains ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เพื่อชมวิวเทือกเขาสูงอันโดดเด่นของนิวแฮมป์เชียร์ พื้นที่นี้ขึ้นชื่อเรื่องป่าไม้หนาแน่นและสีสันใบไม้เปลี่ยนฤดูที่สวยมาก

ที่พัก: North Conway

วันที่ 4: Albany Covered Bridge – Kancamagus Highway – Sabbaday Falls – Franconia Notch – Flume Gorge

ออกเดินทางท่องธรรมชาติในเขต White Mountains เริ่มที่ Albany Covered Bridge สะพานไม้โบราณข้ามแม่น้ำ Swift ซึ่งเป็นภาพแทนของนิวอิงแลนด์ในอดีต ต่อด้วยขับรถชมวิวบน Kancamagus Highway เส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงที่สุดสายหนึ่งของภูมิภาค แวะ Sabbaday Falls น้ำตกสวยกลางป่า จากนั้นไป Franconia Notch State Park ช่องเขาธรรมชาติสำคัญของรัฐ และชม Flume Gorge โตรกผาแคบที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งและสายน้ำ มีทางเดินไม้เลียบหน้าผาและน้ำตกอย่างงดงาม ใช้เวลาเดินทางรวมตลอดวันราว 3–5 ชั่วโมง

ที่พัก: North Conway

วันที่ 5: North Conway – Stowe – Burlington, Vermont

เดินทางเข้าสู่รัฐเวอร์มอนต์ ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ระหว่างทางผ่าน Smugglers’ Notch ช่องเขาคดเคี้ยวที่ในอดีตมีตำนานเกี่ยวกับการลักลอบขนสินค้าข้ามพรมแดนในยุคการค้าเข้มงวด ก่อนแวะชม Stowe Mountain Resort พื้นที่ภูเขาชื่อดังที่มีวิวป่าและหุบเขาสวยมากในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จากนั้นเดินทางต่อสู่ Burlington

ที่พัก: Burlington

วันที่ 6: Burlington – Lake Champlain

สำรวจเมือง Burlington เมืองเล็กบรรยากาศดีริม Lake Champlain ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กั้นพรมแดนระหว่างรัฐเวอร์มอนต์กับนิวยอร์ก เมืองนี้มีเสน่ห์จากวิวทะเลสาบ ทางเดินริมน้ำ และย่านใจกลางเมืองที่คึกคักแต่ไม่วุ่นวาย เหมาะสำหรับพักผ่อนและสัมผัสวิถีชีวิตเมืองมหาวิทยาลัย

ที่พัก: Burlington

วันที่ 7: Burlington – Lake Placid, New York

เดินทางสู่ Lake Placid ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว 2 ครั้ง ชม Mirror Lake ทะเลสาบเงียบสงบกลางเมืองที่สะท้อนภาพภูเขาได้สวยงาม และแวะ High Falls Gorge ช่องเขาธรรมชาติที่มีน้ำตกไหลผ่านโตรกหินอย่างน่าตื่นตา

ที่พัก: Lake Placid

วันที่ 8: Lake Placid – Saratoga Springs

เดินทางสู่ Saratoga Springs ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ที่รุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จากชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำแร่ธรรมชาติและสถาปัตยกรรมวิกตอเรียน แวะ Congress Park สวนกลางเมืองที่มีน้ำพุน้ำแร่หลายจุด และ Saratoga Spa State Park ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น National Historic Landmark เพราะเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพของอเมริกา

ที่พัก: Saratoga Springs

วันที่ 9: Saratoga Springs – Catskills – Storm King Art Center – Kingston

ออกเดินทางสู่เขต Catskills Mountains ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง เทือกเขานี้มีชื่อเสียงในฐานะพื้นที่พักผ่อนของชาวนิวยอร์กมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินภูมิทัศน์อเมริกัน ชม Kaaterskill Falls หนึ่งในน้ำตกที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดของรัฐนิวยอร์ก จากนั้นเดินทางต่อไป Storm King Art Center ใช้เวลารวมทั้งวัน โดยที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยประติมากรรมร่วมสมัยขนาดยักษ์ท่ามกลางธรรมชาติ ก่อนเข้าพักที่ Kingston

ที่พัก: Kingston

วันที่ 10: Kingston – Hudson Valley – New York City

เดินทางผ่านเขต Hudson Valley ชมทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีอันเลื่องชื่อของลุ่มแม่น้ำฮัดสัน แวะ Walkway Over the Hudson สะพานคนเดินบนโครงสร้างทางรถไฟเก่าที่ยาวมากและเปิดมุมมองแม่น้ำได้กว้างไกล จากนั้นเดินทางเข้าสู่ New York City ใช้เวลารวมประมาณ 2–3 ชั่วโมง มหานครแห่งวัฒนธรรม การเงิน และศิลปะที่มีอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ที่พัก: New York City

วันที่ 11: New York City – Central Park – Fifth Avenue – St. Patrick’s Cathedral – Times Square – Brooklyn Bridge

เที่ยวแมนฮัตตัน เริ่มที่ Central Park สวนใหญ่ใจกลางเมืองซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับชาวนิวยอร์ก ต่อด้วย Fifth Avenue ถนนสายหรูที่รวมทั้งร้านแบรนด์ดังและอาคารสำคัญ แวะชม St. Patrick’s Cathedral โบสถ์สไตล์นีโอโกธิคอันงดงามซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนคาทอลิกในนิวยอร์ก จากนั้นไป Times Square ย่านไฟนีออนและโรงละครบรอดเวย์ ก่อนปิดท้ายด้วยการเดินข้าม Brooklyn Bridge สะพานประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของอเมริกา

ที่พัก: New York City

วันที่ 12: New York City – Metropolitan Museum of Art – Empire State Building – The High Line – Chelsea Market

เข้าชม Metropolitan Museum of Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกที่รวบรวมผลงานจากอียิปต์ กรีก ยุโรป จนถึงเอเชีย จากนั้นขึ้น Empire State Building อาคารอาร์ตเดโคสัญลักษณ์ของนิวยอร์กที่เคยเป็นตึกสูงที่สุดในโลก เดินเล่นต่อที่ The High Line สวนลอยฟ้าที่ดัดแปลงจากทางรถไฟเก่า สะท้อนแนวคิดฟื้นฟูเมืองอย่างสร้างสรรค์ แล้วแวะ Chelsea Market แหล่งรวมอาหารและร้านค้าบรรยากาศเก๋

ที่พัก: New York City

วันที่ 13: New York City – SoHo – Greenwich Village – Washington Square Park – เดินทางกลับ

เที่ยวชมย่าน SoHo ที่มีชื่อเสียงเรื่องอาคารเหล็กหล่อ แกลเลอรี และร้านบูติก จากนั้นไป Greenwich Village ย่านศิลปินและวัฒนธรรมเสรีที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีและแนวคิดก้าวหน้าของนิวยอร์ก เดินเล่นที่ Washington Square Park สวนสาธารณะใจกลางย่านซึ่งมีซุ้มประตูอันเป็นสัญลักษณ์ ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางกลับรวมประมาณ 18–24 ชั่วโมงแล้วแต่เส้นทางบิน

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 14: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเมืองประวัติศาสตร์ ธรรมชาติใบไม้เปลี่ยนสี และมหานครนิวยอร์ก

ที่พัก: สิ้นสุดการเดินทาง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

แคนาดาแกรนด์ จากร๊อคกี้สู่ไนแอการ่า

แคนาดาแกรนด์ จากร๊อคกี้สู่ไนแอการ่า
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ทะเลสาบเลคหลุยส์และมอเรน ปล่อยใจไปกับผืนน้ำสีฟ้ามรกตและฉากหลังเทือกเขาสูงตระหง่านที่สวยราวกับภาพวาด
  • ทะเลสาบเพย์โต ทอดสายตามองทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมรูปหัวสุนัขจิ้งจอก ความมหัศจรรย์จากธารน้ำแข็งที่มองแล้วฮีลใจสุดๆ
  • เส้นทาง Icefields Parkway โร้ดทริปบนถนนที่สวยที่สุดในโลก ก่อนแวะสัมผัสความยิ่งใหญ่ของทุ่งน้ำแข็งผืนยักษ์
  • ทะเลสาบมาลีนและเกาะสปิริต ซึมซับความสงบของธรรมชาติผ่านเงาสะท้อนผิวน้ำใสกระจ่างที่เป็นเอกลักษณ์ของแจสเปอร์
  • กระเช้าแบมฟ์กอนโดลา ลอยฟ้าขึ้นยอดเขาไปสูดอากาศให้เต็มปอด พร้อมชมวิวเทือกเขาร็อกกี้และเมืองแบมฟ์แบบ 360 องศา
  • น้ำตกไนแอการา ล่องเรือฝ่าละอองน้ำเย็นฉ่ำ สัมผัสพลังและความยิ่งใหญ่ของน้ำตกชื่อดังระดับโลกแบบใกล้ชิด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: สุวรรณภูมิ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise
เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปแคนาดา แวะชม Johnston Canyon และชมพระอาทิตย์ตกที่ Lake Louise

วันที่ 2: Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake
ชมทะเลสาบชื่อดังสีฟ้ามรกต ทั้ง Lake Louise, Moraine Lake และ Emerald Lake

วันที่ 3: Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefields – Jasper
เดินทางบนเส้นทาง Icefields Parkway แวะชมทะเลสาบและทุ่งน้ำแข็ง พร้อม Skywalk ก่อนเข้าพักที่ Jasper

วันที่ 4: Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island
เที่ยวชมทะเลสาบสวยของ Jasper ล่องชม Maligne Lake และขึ้น Jasper Tramway ชมวิวมุมสูง

วันที่ 5: Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff
ชมน้ำตกสำคัญของอุทยาน ขับรถย้อนเส้นทาง Icefields Parkway และแวะถ่ายรูปที่ Morant’s Curve ก่อนถึง Banff

วันที่ 6: Banff – Sulphur Mountain – Calgary – Toronto
ขึ้นกระเช้า Banff Gondola ชมวิว 360 องศา จากนั้นเดินทางสู่ Calgary และบินต่อไป Toronto

วันที่ 7: Toronto – Niagara-on-the-Lake – Niagara Falls
เที่ยวเมืองเล็กบรรยากาศดีแห่งแหล่งไวน์ และล่องเรือ Maid of the Mist ชมน้ำตกไนแอการาอย่างใกล้ชิด

วันที่ 8: Niagara – Outlets Collection at Niagara – Vancouver – กรุงเทพฯ
ช้อปปิ้งที่เอาท์เล็ต ก่อนเดินทางกลับผ่านแวนคูเวอร์และต่อเครื่องกลับไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ หลังผ่านการเดินทางข้ามเขตเวลา

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที 1: กรุงเทพฯ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Air Canada ไปยังแวนคูเวอร์ และต่อเครื่องสู่แคลกะรี จากนั้นเดินทางเข้าพื้นที่อุทยานฝั่งเทือกเขาร็อกกี้ แวะชม Johnston Canyon ระยะทางจากแคลกะรีประมาณ 180 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 2–2.5 ชม. จุดเด่นคือเส้นทางเดินเลียบลำธารและผาหินปูนในหุบเขา มีน้ำตกที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำมาเป็นเวลายาวนาน ก่อนเดินทางต่อสู่ Lake Louise ระยะทางประมาณ 60 กม. ใช้เวลาราว 45 นาที เพื่อชมบรรยากาศยามเย็นของทะเลสาบชื่อดังที่ตั้งชื่อตาม Princess Louise Caroline Alberta

พักที่ Lake Louise

วันที่ 2: Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake

ชม Lake Louise ทะเลสาบสีฟ้ามรกตอันโด่งดัง เกิดจากผงหินธารน้ำแข็งสะท้อนแสงจนเกิดสีสวยเป็นเอกลักษณ์ จากนั้นเดินทางไป Moraine Lake ระยะทางประมาณ 15 กม. ใช้เวลาราว 20–30 นาที ทะเลสาบแห่งนี้มีฉากหลังเป็นหุบเขา Ten Peaks เคยปรากฏบนธนบัตรแคนาดา จึงนับเป็นหนึ่งในวิวคลาสสิกของประเทศ แล้วเดินทางต่อไป Emerald Lake ในเขต Yoho National Park ระยะทางประมาณ 65 กม. ใช้เวลาราว 1 ชม. เป็นทะเลสาบสีเขียวมรกตที่เงียบสงบ รายล้อมด้วยป่าสนและยอดเขา

พักที่ Lake Louise

วันที่ 3: Lake Louise – Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefield – Jasper

ออกเดินทางสู่เส้นทาง Icefields Parkway ระยะทางรวมถึงแจสเปอร์ประมาณ 230 กม. ใช้เวลาขับราว 4–5 ชม. ไม่รวมแวะเที่ยว ระหว่างทางแวะชม Peyto Lake ทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมรูปทรงคล้ายหัวหมาป่า สีสันเกิดจากตะกอนธารน้ำแข็ง และแวะ Herbert Lake จุดถ่ายภาพเงาสะท้อนภูเขาที่สวยและสงบ จากนั้นเดินทางสู่ Columbia Icefield หนึ่งในทุ่งน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของเทือกเขาร็อกกี้อเมริกาเหนือ ชม Columbia Glacier Skywalk ทางเดินพื้นกระจกที่ยื่นออกไปเหนือหุบเขา ก่อนเดินทางต่อเข้าเมือง Jasper เมืองเล็กกลางหุบเขาที่มีบรรยากาศผ่อนคลาย

พักที่ Jasper

วันที่ 4: Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island – Jasper Tramway

เริ่มเที่ยวรอบเมือง Jasper โดยไปยัง Pyramid Lake และ Patricia Lake ระยะทางจากตัวเมืองประมาณ 5–8 กม. ใช้เวลาเดินทาง 10–15 นาที ทะเลสาบทั้งสองแห่งมีน้ำใสสะท้อนแนวเขาอย่างสวยงาม จากนั้นเดินทางสู่ Maligne Lake ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาราว 1 ชม. ทะเลสาบแห่งนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบน้ำแข็งที่ใหญ่และงดงามที่สุดของแคนาดา จุดเด่นคือ Spirit Island เกาะเล็กที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแจสเปอร์จากภาพถ่ายระดับโลก ช่วงบ่ายขึ้น Jasper Tramway เพื่อชมวิวเทือกเขาร็อกกี้จากมุมสูง เหมาะสำหรับเห็นแนวหุบเขาและยอดเขาโดยรอบอย่างชัดเจน

พักที่ Jasper

วันที่ 5: Jasper – Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff

ออกเดินทางจาก Jasper ลงใต้ตามเส้นทาง Icefields Parkway ไปยัง Athabasca Falls ระยะทางประมาณ 30 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที เป็นน้ำตกขนาดไม่สูงมากแต่ทรงพลัง เกิดจากสายน้ำธารน้ำแข็งไหลแรงผ่านหินแข็งจนเกิดร่องผาลึก ต่อไปยัง Sunwapta Falls ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาราว 20–25 นาที น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดจากธารน้ำแข็งและโดดเด่นด้วยเกาะเล็กกลางสายน้ำ จากนั้นขับรถยาวสู่เขต Banff โดยแวะ Morant’s Curve จุดชมโค้งทางรถไฟชื่อดังที่มักเห็นขบวนรถไฟแล่นผ่านท่ามกลางฉากภูเขา รวมระยะทางถึงแบมฟ์ประมาณ 290 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชม. ไม่รวมแวะเที่ยว

พักที่ Banff

วันที่ 6: Banff – Banff Gondola – Calgary – Toronto

ช่วงเช้าขึ้น Banff Gondola สู่ยอดเขา Sulphur Mountain ใช้เวลาขึ้นประมาณ 8 นาที จุดชมวิวด้านบนสามารถมองเห็นเมืองแบมฟ์ เทือกเขาร็อกกี้ และหุบเขาโดยรอบแบบ 360 องศา ภูเขาแห่งนี้มีชื่อมาจากแหล่งน้ำพุร้อนกำมะถันในพื้นที่ จากนั้นเดินทางสู่สนามบินแคลกะรี ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เพื่อขึ้นเครื่องบินภายในประเทศสู่โตรอนโต ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชม.

พักที่ Toronto

วันที่ 7: Toronto – Niagara-on-the-Lake – Niagara Falls

เดินทางจากโตรอนโตไป Niagara-on-the-Lake ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เมืองเล็กแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านไร่องุ่นและไวน์ โดยเฉพาะ icewine และยังเคยเป็นเมืองสำคัญในยุคอาณานิคม จากนั้นเดินทางต่อสู่ Niagara Falls ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที เพื่อล่องเรือชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกไนแอการาอย่างใกล้ชิด น้ำตกแห่งนี้เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก และเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างแคนาดากับสหรัฐอเมริกา

พักที่ Niagara

วันที่ 8: Niagara – Outlets Collection at Niagara – Toronto Airport – Vancouver

ช่วงเช้าอิสระช้อปปิ้งที่ Outlets Collection at Niagara ระยะทางจากตัวน้ำตกประมาณ 15 กม. ใช้เวลาราว 20 นาที เป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนมและร้านค้าลดราคาเหมาะสำหรับซื้อของฝาก ก่อนเดินทางกลับสนามบินโตรอนโต ระยะทางประมาณ 120 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชม. เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับแวนคูเวอร์ ใช้เวลาบินประมาณ 5 ชม. และต่อเที่ยวบินกลับประเทศไทย

พักบนเครื่องบิน

วันที่ 9: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ เนื่องจากมีการข้ามเขตเวลา จึงถึงปลายทางในวันถัดไปตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

อเมริกาแกรนด์ตะวันตก

อเมริกาแกรนด์ตะวันตก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Grand Canyon: ยืนมองหุบผาแดงล้านปีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ให้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติช่วยรีเซ็ตจิตใจ
  • Antelope Canyon: เดินลัดเลาะริ้วหินทรายสีส้มพลิ้วไหว รอชมลำแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาเหมือนเวทมนตร์
  • Monument Valley: ขับรถทอดอารมณ์กลางทะเลทราย ซึมซับความเงียบสงบและวิวแท่งหินยักษ์สไตล์คาวบอย
  • Arches National Park: นั่งมองซุ้มหินโค้งสีแดงที่ถูกเวลาแกะสลัก ปล่อยใจให้ช้าลงท่ามกลางแสงเย็นสีทอง
  • Yellowstone National Park: สัมผัสลมหายใจของโลกผ่านน้ำพุร้อนสีรุ้ง และเฝ้ามองฝูงสัตว์ป่าใช้ชีวิตอย่างอิสระ
  • Yosemite National Park: สูดกลิ่นป่าสนกลางหน้าผาหินแกรนิตยักษ์ ฟังเสียงน้ำตกชำระล้างความเหนื่อยล้า
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ลอสแอนเจลิส – ลาสเวกัส
เดินทางจากกรุงเทพฯ แวะลอสแอนเจลิส แล้วต่อสู่ลาสเวกัส พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่ 2: ลาสเวกัส – แกรนด์แคนยอน
ออกเดินทางสู่แกรนด์แคนยอน ชมความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและวิวมุมกว้างอันโดดเด่น

วันที่ 3: แกรนด์แคนยอน – ฮอร์สชูเบนด์ – ทะเลสาบพาวเวลล์ – เพจ
เที่ยวชมฮอร์สชูเบนด์และทะเลสาบพาวเวลล์ ก่อนเดินทางเข้าเมืองเพจ

วันที่ 4: Upper Antelope – Lower Antelope – เพจ
สำรวจความงดงามของ Upper และ Lower Antelope Canyon พร้อมพักค้างที่เพจ

วันที่ 5: Monument Valley – มัวร์บ
เดินทางผ่าน Monument Valley ชมภูมิประเทศเอกลักษณ์ ก่อนเข้าสู่เมืองมัวร์บ

วันที่ 6: Canyonlands – มัวร์บ
เที่ยวอุทยาน Canyonlands ชมแคนยอนกว้างใหญ่และจุดชมวิวที่สวยงาม

วันที่ 7: Arches National Park – มัวร์บ
ชมซุ้มหินธรรมชาติชื่อดังใน Arches National Park และพักต่อที่มัวร์บ

วันที่ 8: มัวร์บ – Bryce Canyon National Park
ออกจากมัวร์บ มุ่งหน้าสู่ Bryce Canyon ชมหินฮูดูรูปร่างแปลกตา

วันที่ 9: Bryce Canyon – Zion National Park – ลาสเวกัส
เที่ยว Bryce Canyon และ Zion National Park ก่อนเดินทางกลับลาสเวกัส

วันที่ 10: ลาสเวกัส – ไอดาโฮฟอลส์ – เทตัน
เดินทางสู่ไอดาโฮฟอลส์ และต่อไปยังเขตเทตัน เพื่อพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

วันที่ 11: เทตัน – เยลโลว์สโตน
ชมความงามของอุทยาน Grand Teton แล้วเดินทางต่อเข้าเยลโลว์สโตน

วันที่ 12: Yellowstone National Park
เต็มวันกับการเที่ยวเยลโลว์สโตน ชมน้ำพุร้อน บ่อน้ำสีสัน และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

วันที่ 13: เยลโลว์สโตน – ไอดาโฮฟอลส์ – ซานฟรานซิสโก
ออกจากเยลโลว์สโตน แวะไอดาโฮฟอลส์ แล้วเดินทางต่อสู่ซานฟรานซิสโก

วันที่ 14: ซานฟรานซิสโก – โยเซมิติ
ออกเดินทางจากซานฟรานซิสโกสู่โยเซมิติ ชมธรรมชาติและวิวภูเขาอันสวยงาม

วันที่ 15: โยเซมิติ
เที่ยวเต็มวันในอุทยานโยเซมิติ ชมน้ำตก หน้าผา และป่าสนบรรยากาศสดชื่น

วันที่ 16: โยเซมิติ – ซานฟรานซิสโก
เดินทางกลับซานฟรานซิสโก แวะเก็บบรรยากาศระหว่างทางตามสมควร

วันที่ 17: ซานฟรานซิสโก – กรุงเทพฯ
เดินทางออกจากซานฟรานซิสโก เพื่อกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ลอสแอนเจลิส – ลาสเวกัส

เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสหรัฐฯ ต่อเครื่องที่ลอสแอนเจลิส แล้วเดินทางสู่ลาสเวกัส ระยะทางจากลอสแอนเจลิสถึงลาสเวกัสประมาณ 435 กม. ใช้เวลาขับรถราว 4.5-5 ชั่วโมง หรือบินประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองลาสเวกัสเริ่มเติบโตจากเมืองกลางทะเลทรายสู่ศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก โดดเด่นด้วยโรงแรม คาสิโน และโชว์ยามค่ำคืน

ที่พัก: ลาสเวกัส

วันที่ 2: ลาสเวกัส – แกรนด์แคนยอน

ออกเดินทางสู่แกรนด์แคนยอน ระยะทางประมาณ 450-460 กม. ใช้เวลาราว 4.5-5 ชั่วโมง แกรนด์แคนยอนเป็นหุบผาขนาดมหึมาที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโคโลราโดนานหลายล้านปี จนเผยชั้นหินสีสันสวยงามและประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของโลก เป็นหนึ่งในสถานที่ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา

ที่พัก: แกรนด์แคนยอน

วันที่ 3: แกรนด์แคนยอน – ฮอร์สชูเบนด์ – ทะเลสาบพาวเวลล์ – เพจ

เดินทางจากแกรนด์แคนยอนไปเพจ โดยแวะฮอร์สชูเบนด์และทะเลสาบพาวเวลล์ ระยะทางรวมประมาณ 220-230 กม. ใช้เวลาขับราว 3-4 ชั่วโมงไม่รวมเวลาแวะเที่ยว ฮอร์สชูเบนด์เป็นโค้งแม่น้ำโคโลราโดรูปเกือกม้าที่เกิดจากการกัดเซาะตามธรรมชาติ ส่วนทะเลสาบพาวเวลล์เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่สีฟ้าตัดกับภูมิประเทศหินแดงอย่างงดงาม

ที่พัก: เพจ

วันที่ 4: Upper Antelope – Lower Antelope – เพจ

เที่ยว Upper Antelope Canyon และ Lower Antelope Canyon ซึ่งเป็นแคนยอนแคบที่เกิดจากน้ำหลากกัดเซาะหินทรายเป็นเวลายาวนาน จนเกิดลวดลายโค้งมนสวยงามเหมือนงานศิลปะจากธรรมชาติ Upper Antelope มีชื่อเสียงเรื่องลำแสงที่ส่องลงมาในบางช่วงเวลา ส่วน Lower Antelope เด่นที่ทางเดินคดเคี้ยวและผนังหินลายพลิ้ว ทั้งสองแห่งอยู่ในเขตชนเผ่านาวาโฮและมีความสำคัญทางวัฒนธรรมท้องถิ่น

ที่พัก: เพจ

วันที่ 5: เพจ – Monument Valley – มัวร์บ

ออกจากเพจไป Monument Valley แล้วต่อไปเมืองมัวร์บ ระยะทางรวมประมาณ 480-500 กม. ใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง Monument Valley เป็นดินแดนสัญลักษณ์ของอเมริกันเวสต์ มีแท่งหินโดดเด่นกลางทะเลทรายสีแดง และเป็นฉากในภาพยนตร์คาวบอยจำนวนมาก พื้นที่นี้อยู่ในเขตนาวาโฮและสะท้อนภูมิประเทศแบบทะเลทรายสูงได้อย่างชัดเจน

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 6: Canyonlands – มัวร์บ

เที่ยวอุทยานแห่งชาติ Canyonlands ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศขนาดมหึมาของหุบผา เมซา และร่องแม่น้ำที่ถูกกัดเซาะเป็นชั้นๆ จุดเด่นคือวิวกว้างไกลของดินแดนฝั่งแม่น้ำโคโลราโดและกรีนริเวอร์ พื้นที่นี้ถูกแบ่งเป็นหลายเขต โดยส่วนที่นิยมคือ Island in the Sky ซึ่งมองเห็นภูมิประเทศอลังการได้ง่าย

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 7: Arches National Park – มัวร์บ

เที่ยว Arches National Park อุทยานที่มีซุ้มหินธรรมชาติมากกว่า 2,000 แห่ง เกิดจากการยุบตัวและการกัดเซาะของหินทรายเป็นเวลานับล้านปี จุดเด่นคือ Delicate Arch ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของรัฐยูทาห์ เหมาะสำหรับชมแสงเช้าหรือแสงเย็นที่ทำให้สีหินแดงโดดเด่นมาก

ที่พัก: มัวร์บ

วันที่ 8: มัวร์บ – Bryce Canyon National Park

เดินทางจากมัวร์บไป Bryce Canyon National Park ระยะทางประมาณ 430-450 กม. ใช้เวลาราว 4.5-5 ชั่วโมง ไบรซ์แคนยอนมีชื่อเสียงจากเสาหินรูปร่างแปลกตาที่เรียกว่า hoodoos ซึ่งเกิดจากการผุพังของหินปูนและหินตะกอนตามธรรมชาติ ตามตำนานของชนพื้นเมือง Paiute เสาหินเหล่านี้คือสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกสาปให้กลายเป็นหิน

ที่พัก: Bryce Canyon

วันที่ 9: Bryce Canyon – Zion National Park – ลาสเวกัส

ออกจากไบรซ์แคนยอนไป Zion National Park แล้วเดินทางต่อสู่ลาสเวกัส ระยะทางรวมประมาณ 410-430 กม. ใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมงไม่รวมเวลาเที่ยว ไซออนโดดเด่นด้วยหน้าผาหินสีแดงสูงชัน หุบเขาลึก และแม่น้ำเวอร์จินที่ไหลตัดผ่าน เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่และได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของยูทาห์

ที่พัก: ลาสเวกัส

วันที่ 10: ลาสเวกัส – ไอดาโฮฟอลส์ – เทตัน

วันนี้เป็นวันเดินทางไกล อาจเลือกบินจากลาสเวกัสไปไอดาโฮฟอลส์ แล้วขับต่อไปแกรนด์เทตัน ระยะทางขับรถจากไอดาโฮฟอลส์ถึงอุทยานประมาณ 175-180 กม. ใช้เวลาราว 2-2.5 ชั่วโมง Grand Teton มีชื่อเสียงจากแนวเขาสูงชันสวยสง่าที่แทบไม่มีเชิงเขาค่อยๆ ไต่ระดับ ทำให้ทิวทัศน์ดูโดดเด่นมาก และเป็นดินแดนสำคัญของนักสำรวจและนักปีนเขายุคแรก

ที่พัก: เทตัน

วันที่ 11: เทตัน – เยลโลว์สโตน

เที่ยว Grand Teton ช่วงเช้า แล้วเดินทางต่อเข้า Yellowstone National Park ระยะทางประมาณ 90-150 กม. แล้วแต่จุดหมาย ใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง เยลโลว์สโตนเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลก ก่อตั้งในปี 1872 และมีชื่อเสียงด้านพลังความร้อนใต้พิภพ เช่น น้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด และไกเซอร์

ที่พัก: เยลโลว์สโตน

วันที่ 12: Yellowstone National Park

เที่ยวเยลโลว์สโตนเต็มวัน ชมจุดเด่นอย่าง Old Faithful, Grand Prismatic Spring และภูมิประเทศภูเขาไฟขนาดมหึมาใต้พื้นดิน อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่บนเยลโลว์สโตนคาลเดรา ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากธรรมชาติแปลกตาแล้ว ยังมีโอกาสพบสัตว์ป่า เช่น ไบซัน กวางเอลก์ และหมี

ที่พัก: เยลโลว์สโตน

วันที่ 13: เยลโลว์สโตน – ไอดาโฮฟอลส์ – ซานฟรานซิสโก

เดินทางออกจากเยลโลว์สโตนสู่ไอดาโฮฟอลส์เพื่อขึ้นเครื่องไปซานฟรานซิสโก ระยะทางจากเขตอุทยานถึงไอดาโฮฟอลส์ประมาณ 170-180 กม. ใช้เวลาราว 2.5-3 ชั่วโมง ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองท่าประวัติศาสตร์สำคัญของฝั่งตะวันตก เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคตื่นทองแคลิฟอร์เนีย และมีเอกลักษณ์จากเนินเขา รถราง และสะพาน Golden Gate

ที่พัก: ซานฟรานซิสโก

วันที่ 14: ซานฟรานซิสโก – โยเซมิติ

ออกเดินทางจากซานฟรานซิสโกไปอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ ระยะทางประมาณ 300-320 กม. ใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง โยเซมิติเป็นอุทยานชื่อดังด้านหน้าผาหินแกรนิต น้ำตก และป่าสนขนาดใหญ่ มีบทบาทสำคัญในประวัติการอนุรักษ์ธรรมชาติของสหรัฐฯ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการคุ้มครองอุทยานแห่งชาติในเวลาต่อมา

ที่พัก: โยเซมิติ

วันที่ 15: โยเซมิติ

เที่ยวโยเซมิติเต็มวัน ชม Yosemite Valley, El Capitan, Half Dome และน้ำตกต่างๆ จุดเด่นของที่นี่คือภูมิประเทศหุบเขาน้ำแข็งที่เกิดจากธารน้ำแข็งโบราณกัดเซาะหินแกรนิตจนกลายเป็นหน้าผาสูงตระการตา เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและทิวทัศน์ระดับไอคอนของอเมริกา

ที่พัก: โยเซมิติ

วันที่ 16: โยเซมิติ – ซานฟรานซิสโก

เดินทางกลับจากโยเซมิติไปซานฟรานซิสโก ระยะทางประมาณ 300-320 กม. ใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่เหลือสามารถเดินเล่นในเมือง ชมบรรยากาศริมอ่าว หรือเก็บตกสถานที่สำคัญก่อนเดินทางกลับ เมืองนี้ผสมผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และทิวทัศน์ริมทะเลได้อย่างมีเสน่ห์

ที่พัก: ซานฟรานซิสโก

วันที่ 17: ซานฟรานซิสโก – กรุงเทพฯ

เดินทางจากซานฟรานซิสโกกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปอเมริกาตะวันตกที่รวมทั้งมหานคร ทะเลทราย แคนยอน เทือกเขา และอุทยานแห่งชาติระดับโลกไว้ในเส้นทางเดียว เป็นทริปที่โดดเด่นทั้งด้านวิวธรรมชาติ ธรณีวิทยา และประวัติศาสตร์การอนุรักษ์ของสหรัฐอเมริกา

ที่พัก: บนเครื่องบิน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

แคนาดา เดอะร๊อกกี้ Lake louise – Moraine – Jasper

แคนาดา เดอะร๊อกกี้ Lake louise - Moraine - Jasper
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Lake Louise: ปล่อยใจมองผิวน้ำสีฟ้ามรกตสะท้อนเงาภูเขาน้ำแข็ง สวยสงบจนต้องตกหลุมรัก
  • Moraine Lake: นั่งนิ่งๆ ซึมซับความงามของทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาทั้งสิบ
  • Columbia Icefields: เดินย่ำบนทุ่งธารน้ำแข็งยักษ์ สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบใกล้ชิด
  • Peyto Lake: ทอดสายตามองทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมจากมุมสูง ความงามที่ธรรมชาติปั้นแต่งมาอย่างพอดี
  • Spirit Island: ล่องเรือในความเงียบสงบสู่เกาะเล็กๆ กลางน้ำที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปในความฝัน
  • Banff Gondola: นั่งกระเช้าขึ้นยอดเขาชมวิว 360 องศาของเมืองแบมฟ์ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาแบบเต็มตา
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1 – สุวรรณภูมิ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise
เดินทางจากกรุงเทพฯ สู่แคนาดา แวะเที่ยว Johnston Canyon และชมพระอาทิตย์ตกที่ Lake Louise

วันที่ 2 – Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake
ชม 3 ทะเลสาบชื่อดังของเทือกเขาร็อกกี้ ทั้ง Lake Louise, Moraine Lake และ Emerald Lake

วันที่ 3 – Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefields – Jasper
เดินทางบนเส้นทาง Icefields Parkway แวะชมทะเลสาบสีสวย ธารน้ำแข็ง Columbia Icefields และ Skywalk ก่อนถึง Jasper

วันที่ 4 – Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island
เที่ยวทะเลสาบสวยรอบ Jasper ล่องชมวิว Maligne Lake และขึ้น Jasper Tramway ชมวิวมุมสูง

วันที่ 5 – Jasper – Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff
ชมน้ำตกจากธารน้ำแข็ง เดินทางกลับผ่าน Icefields Parkway แวะ Morant’s Curve ก่อนถึง Banff

วันที่ 6 – Banff – Sulphur Mountain – Calgary – Vancouver
ขึ้น Banff Gondola ชมวิวบนยอดเขา ก่อนเดินทางสู่สนามบินแคลกะรีและต่อเครื่องกลับ

วันที่ 7 – ระหว่างการเดินทาง
เดินทางข้ามเขตเวลา พักผ่อนบนเครื่องบิน

วันที่ 8 – กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – แวนคูเวอร์ – แคลกะรี – Johnston Canyon – Lake Louise

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยสายการบิน Air Canada แวะเปลี่ยนเครื่องที่แวนคูเวอร์ แล้วบินต่อสู่เมืองแคลกะรี จากนั้นเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ แวะเที่ยว Johnston Canyon ระยะทางจากแคลกะรีประมาณ 165 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง จุดเด่นคือเส้นทางเดินเลียบลำธารและผาหินปูนในหุบเขา ชมความงามของน้ำตกที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งมานานนับพันปี ก่อนเดินทางต่อสู่ Lake Louise ระยะทางประมาณ 60 กม. ใช้เวลาราว 45 นาที เพื่อชมบรรยากาศยามเย็นของทะเลสาบชื่อดังแห่งเทือกเขาร็อกกี้

ที่พัก: Lake Louise

วันที่ 2: Lake Louise – Moraine Lake – Emerald Lake

เริ่มต้นเที่ยว Lake Louise ทะเลสาบสีฟ้ามรกตที่มีฉากหลังเป็นธารน้ำแข็งวิกตอเรีย ได้ชื่อจากเจ้าหญิงหลุยส์ แคโรไลน์ อัลเบอร์ตา พระราชธิดาแห่งสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย จากนั้นไป Moraine Lake ระยะทางประมาณ 14 กม. ใช้เวลาราว 25 นาที ทะเลสาบแห่งนี้โด่งดังจากภาพสะท้อนของหุบเขา Ten Peaks และเคยปรากฏบนธนบัตรแคนาดา ต่อด้วย Emerald Lake ในอุทยานแห่งชาติโยโฮ ระยะทางจาก Lake Louise ประมาณ 65 กม. ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จุดเด่นคือผืนน้ำสีเขียวมรกตที่เกิดจากตะกอนธารน้ำแข็งละเอียดสะท้อนแสง

ที่พัก: Lake Louise

วันที่ 3: Lake Louise – Icefields Parkway – Peyto Lake – Herbert Lake – Columbia Icefields – Jasper

ออกเดินทางบนเส้นทาง Icefields Parkway ถนนสายชมวิวระดับโลกจาก Lake Louise สู่ Jasper ระยะทางรวมประมาณ 230 กม. ใช้เวลาขับราว 4–5 ชั่วโมงไม่รวมแวะเที่ยว ระหว่างทางแวะ Herbert Lake จุดถ่ายภาพเงาสะท้อนภูเขาที่สงบนิ่ง และ Peyto Lake ทะเลสาบสีฟ้าน้ำนมรูปทรงคล้ายหัวหมาป่า สีสันเกิดจากผงหินธารน้ำแข็งในน้ำ จากนั้นไป Columbia Icefields ทุ่งน้ำแข็งขนาดใหญ่แห่งเทือกเขาร็อกกี้ ซึ่งมีอายุหลายพันปี และชม Columbia Glacier Skywalk ทางเดินพื้นกระจกที่ยื่นออกเหนือหุบเขา ก่อนเดินทางถึงเมือง Jasper เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ให้บรรยากาศเงียบสงบและใกล้ชิดธรรมชาติ

ที่พัก: Jasper

วันที่ 4: Jasper – Pyramid Lake – Patricia Lake – Maligne Lake – Spirit Island – Jasper Tramway

เที่ยวรอบเมือง Jasper เริ่มที่ Pyramid Lake และ Patricia Lake ซึ่งอยู่ห่างตัวเมืองเพียง 5–10 กม. ใช้เวลาขับประมาณ 10–15 นาที ทั้งสองแห่งมีชื่อเสียงเรื่องผืนน้ำใสสะท้อนแนวสนและเทือกเขาอย่างงดงาม จากนั้นเดินทางสู่ Maligne Lake ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบธารน้ำแข็งที่สวยที่สุดในแคนาดา และมี Spirit Island เกาะเล็กสัญลักษณ์สำคัญของแจสเปอร์ที่โด่งดังจากภาพถ่ายทั่วโลก ช่วงบ่ายขึ้น Jasper Tramway เพื่อชมวิวมุมสูงของเทือกเขาร็อกกี้และเมือง Jasper แบบกว้างไกล

ที่พัก: Jasper

วันที่ 5: Jasper – Athabasca Falls – Sunwapta Falls – Morant’s Curve – Banff

ออกจาก Jasper มุ่งหน้ากลับสู่ Banff โดยแวะ Athabasca Falls ระยะทางจาก Jasper ประมาณ 30 กม. ใช้เวลาราว 30 นาที แม้น้ำตกจะไม่สูงมากแต่โดดเด่นด้วยพลังน้ำเชี่ยวกรากที่กัดเซาะหินแคนยอนอย่างรุนแรง ต่อไป Sunwapta Falls ระยะทางอีกประมาณ 30 กม. ใช้เวลาราว 25 นาที น้ำตกแห่งนี้เกิดจากแม่น้ำที่ได้รับน้ำจากธารน้ำแข็ง จึงมีสีน้ำขุ่นฟ้าเป็นเอกลักษณ์ ระหว่างทางแวะ Morant’s Curve จุดถ่ายภาพโค้งทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ Canadian Pacific Railway ซึ่งเป็นมุมคลาสสิกของเทือกเขาร็อกกี้ จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง Banff ระยะทางรวมจาก Jasper ประมาณ 290 กม. ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงไม่รวมแวะ

ที่พัก: Banff

วันที่ 6: Banff – Banff Gondola – Calgary – Vancouver

เที่ยว Banff Gondola ขึ้นสู่ยอด Sulphur Mountain ใช้เวลาเพียงประมาณ 8 นาที เพื่อชมวิวเมืองแบมฟ์ เทือกเขาร็อกกี้ และหุบเขาโดยรอบแบบ 360 องศา ภูเขานี้มีชื่อจากบ่อน้ำพุร้อนกำมะถันที่ค้นพบในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ จากนั้นเดินทางไปสนามบินแคลกะรี ระยะทางประมาณ 130 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง เพื่อขึ้นเครื่องบินไปแวนคูเวอร์ และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 7: เดินทางข้ามเส้นเวลาสากล

อยู่ระหว่างการเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากเป็นเที่ยวบินระยะไกลและมีการเปลี่ยนเครื่อง รวมถึงผลจากการข้ามเขตเวลา

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 8: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาร็อกกี้แคนาดา

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

อลาสก้า เดนาลี เคไนฟยอร์ด

อลาสก้า เดนาลี เคไนฟยอร์ด
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Denali National Park: นั่งรถซาฟารีเข้าไปกอดธรรมชาติผืนใหญ่ ตามหาน้องหมีและมูส พร้อมชมวิวยอดเขาเดนาลีที่สูงตระหง่าน
  • Chena Hot Springs: ทิ้งความเหนื่อยล้าแล้วไปแช่น้ำพุร้อนธรรมชาติกลางป่าสน ให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
  • Santa Claus House: แวะเมืองนอร์ทโพลไปทักทายซานตาคลอส เติมเต็มความฝันวัยเด็กในบรรยากาศคริสต์มาสที่อบอุ่น
  • Kenai Fjords Cruise: ล่องเรือออกไปฟังเสียงธารน้ำแข็งและทักทายฝูงวาฬกลางมหาสมุทร ให้ธรรมชาติช่วยเยียวยาหัวใจ
  • Exit Glacier: ค่อยๆ ก้าวเดินบนเส้นทางเทรลเพื่อไปสัมผัสธารน้ำแข็งอย่างใกล้ชิด รับพลังงานบริสุทธิ์จากโลกใบนี้
  • Alaska Wildlife Conservation Center: แวะเดินเล่นดูความน่ารักและส่งกำลังใจให้สัตว์ป่าอลาสก้าในพื้นที่อนุรักษ์กว้างใหญ่
สรุปแผนเดินทาง

Aug 26, 2026 – Anchorage
เดินทางถึง Anchorage โดย Air Canada เที่ยว Ship Creek, Earthquake Park, Alaska Native Heritage Center แล้วเช็คอินโรงแรมพักผ่อน

Aug 27, 2026 – Anchorage – Talkeetna – Denali National Park
เดินทางตามเส้นทาง George Parks Highway แวะ Talkeetna ชมวิว Denali แล้วเข้าสู่ Denali National Park พักใกล้ทางเข้าอุทยาน

Aug 28, 2026 – Denali National Park
นั่งรถบัส Safari เข้าอุทยาน ชมธรรมชาติ สัตว์ป่า และวิวภูเขา Denali พักค้างที่เดิม

Aug 29, 2026 – Denali – Fairbanks
เดินทางสู่ Fairbanks แวะ Nenana River และสะพานรถไฟ เที่ยว Museum of the North เดินเล่น Chena Riverwalk และเลือกแช่น้ำพุร้อน Chena Hot Springs

Aug 30, 2026 – Fairbanks – North Pole
ล่องเรือ Riverboat Discovery Cruise เที่ยว Gold Dredge 8 ทดลองร่อนทอง และแวะเมือง North Pole ถ่ายรูปบ้าน Santa Claus

Aug 31, 2026 – Fairbanks – Delta Junction – Glennallen
เดินทางลงใต้ตาม Alaska Highway แวะ Delta Junction และจุดชมท่อส่งน้ำมัน Trans-Alaska Pipeline ก่อนเข้าพักที่ Glennallen

Sep 1, 2026 – Glennallen – Copper Center – Hatcher Pass – Anchorage
แวะ Copper Center ขับชมวิวเส้นทาง Glenn Highway ผ่านภูเขามาทารุสก้า และเที่ยว Hatcher Pass กับ Independence Mine ก่อนกลับ Anchorage

Sep 2, 2026 – Anchorage – Seward
เดินทางตาม Seward Highway แวะ Alaska Wildlife Conservation Center และเดิน Byron Glacier Trail ก่อนถึงเมือง Seward

Sep 3, 2026 – Seward – Kenai Fjords
ล่องเรือ Kenai Fjords Captain’s Choice Tour ชมฟยอร์ด ธารน้ำแข็งทะเล และสัตว์ทะเล เช่น วาฬ สิงโตทะเล และพัฟฟิน

Sep 4, 2026 – Seward – Exit Glacier
เที่ยว Exit Glacier และเดินเทรลสู่จุดชมวิว Harding Icefield หากเวลาและสภาพร่างกายเอื้ออำนวย

Sep 5, 2026 – Seward – Anchorage Airport
เดินเล่นในเมือง Seward ซื้อของที่ระลึก แล้วเดินทางกลับ Anchorage เพื่อขึ้นเครื่อง Air Canada กลับกรุงเทพฯ กำหนดถึงประเทศไทยวันที่ 7 ก.ย. 2069

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Aug 26, 2026 – เดินทางถึง Anchorage

เดินทางถึง Anchorage International Airport โดยสายการบิน Air Canada จากนั้นเริ่มเที่ยวชมเมืองแองคอเรจ เมืองใหญ่ที่สุดของอลาสก้า ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมากหลังเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ปี 1964

Ship Creek: ลำธารสำคัญใจกลางเมือง เป็นจุดที่มีชื่อเสียงเรื่องปลาแซลมอนและสะท้อนวิถีชีวิตแบบอลาสก้า

Earthquake Park: สวนอนุสรณ์เหตุแผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์ปี 1964 ที่ทำให้ภูมิประเทศบริเวณนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก

Alaska Native Heritage Center: ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมชนพื้นเมืองอลาสก้า ช่วยให้เข้าใจประวัติ วิถีชีวิต และงานศิลป์ท้องถิ่น

เช็คอินโรงแรมและพักผ่อน

ที่พัก: Anchorage

Aug 27, 2026 – Anchorage – Talkeetna – Denali

เดินทางตามเส้นทาง George Parks Highway สู่เขตอุทยานเดนาลี ระยะทางประมาณ 380 กม. ใช้เวลาราว 5–6 ชม. ไม่รวมเวลาแวะเที่ยว

Talkeetna: เมืองเล็กบรรยากาศคลาสสิก เคยเป็นศูนย์กลางของนักผจญภัยและนักปีนเขาที่มุ่งหน้าสู่ Denali

จุดชมวิวภูเขา Denali: หากอากาศเปิดจะเห็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอเมริกาเหนือ เดิมรู้จักในชื่อ Mount McKinley และเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อของชนพื้นเมือง

เดินทางต่อเข้าสู่ Denali National Park พักใกล้ทางเข้าอุทยาน

ที่พัก: บริเวณทางเข้า Denali National Park

Aug 28, 2026 – Denali National Park

ขึ้นรถบัส Safari เข้าอุทยาน Denali National Park เพื่อชมธรรมชาติแบบใกล้ชิด อุทยานแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าและภูมิประเทศขนาดใหญ่ของอลาสก้า

ชมสัตว์ป่า เช่น หมีสีน้ำตาล มูส คาริบู และหมาป่า ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของพื้นที่ทุ่งทุนดราและป่าสนทางเหนือ

ชมวิวภูเขา Denali (McKinley): ยอดเขาสูง 6,190 เมตร เป็นหนึ่งในภูเขาที่มีความโดดเด่นที่สุดของโลก

พักค้างคืนที่เดิม

ที่พัก: บริเวณทางเข้า Denali National Park

Aug 29, 2026 – Denali – Fairbanks

เดินทางสู่ Fairbanks ระยะทางประมาณ 200 กม. ใช้เวลาราว 2.5–3 ชม.

Nenana River และสะพานรถไฟ: จุดชมวิวแม่น้ำสายสำคัญและเส้นทางรถไฟที่เกี่ยวข้องกับประวัติการพัฒนาอลาสก้า

University of Alaska Museum of the North: พิพิธภัณฑ์เด่นของเมือง รวบรวมเรื่องราวธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และชนพื้นเมืองของอลาสก้า

Chena Riverwalk: ทางเดินเลียบแม่น้ำใจกลางเมือง ให้บรรยากาศสงบและเห็นวิถีชีวิตของ Fairbanks

ช่วงค่ำสามารถเลือกแช่น้ำพุร้อน Chena Hot Springs ได้ตามอัธยาศัย สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เพราะเชื่อกันว่าช่วยผ่อนคลายร่างกายจากอากาศหนาว

ที่พัก: Fairbanks

Aug 30, 2026 – Fairbanks – North Pole

เที่ยวในเขต Fairbanks และเมืองใกล้เคียง

Riverboat Discovery Cruise: ล่องเรือในแม่น้ำ Chena เพื่อเรียนรู้ชีวิตผู้คนภายในอลาสก้า การเดินทางทางน้ำ และวัฒนธรรมท้องถิ่น

Gold Dredge 8: สถานที่เล่าประวัติยุคตื่นทองของอลาสก้า พร้อมทดลองร่อนทองคำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สะท้อนอดีตเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค

North Pole: เมืองเล็กที่สร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับซานตาคลอสตลอดทั้งปี

Santa Claus House: จุดถ่ายรูปยอดนิยมที่ทำให้เมืองนี้เป็นเหมือน “บ้านของซานต้า” ในจินตนาการ

พักค้างคืนที่เดิม

ที่พัก: Fairbanks

Aug 31, 2026 – Fairbanks – Delta Junction – Glennallen

เดินทางลงใต้ตามเส้นทาง Alaska Highway สู่ Glennallen ระยะทางรวมประมาณ 430 กม. ใช้เวลาราว 5.5–6.5 ชม.

Delta Junction: จุดสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของ Alaska Highway ถนนสายประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเชื่อมอลาสก้ากับแผ่นดินใหญ่

จุดชมท่อส่งน้ำมัน Trans-Alaska Pipeline: สิ่งก่อสร้างด้านพลังงานขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจอลาสก้า

เดินทางต่อสู่ Glennallen เมืองศูนย์กลางเล็กๆ ที่ใช้เป็นทางผ่านสำคัญสู่พื้นที่ธรรมชาติรอบด้าน

ที่พัก: Glennallen

Sep 1, 2026 – Glennallen – Copper Center – Hatcher Pass – Anchorage

ออกเดินทางสู่ Anchorage ระยะทางประมาณ 300–350 กม. ใช้เวลารวมราว 5–7 ชม. ขึ้นอยู่กับจุดแวะ

Copper Center: ชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำ Copper River พื้นที่นี้มีชื่อเสียงเรื่องปลาแซลมอนและเป็นจุดพักสำคัญในยุคบุกเบิก

Glenn Highway: เส้นทางชมวิวสวยมากของอลาสก้า มองเห็นแนวภูเขา ธารน้ำแข็ง และภูมิประเทศกว้างใหญ่

ชมวิวภูเขาและธารน้ำแข็งมาทานูสกา: ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐ

Hatcher Pass และ Independence Mine State Park: เส้นทางภูเขาที่สวยงามและเหมืองเก่าในยุคตื่นทอง บอกเล่าเรื่องราวเศรษฐกิจเหมืองแร่ของอลาสก้าในอดีต

เดินทางถึง Anchorage

ที่พัก: Anchorage

Sep 2, 2026 – Anchorage – AWCC – Byron Glacier – Seward

ออกเดินทางตาม Seward Highway สู่ Seward ระยะทางประมาณ 200 กม. ใช้เวลาราว 2.5–3 ชม. ไม่รวมแวะเที่ยว

Alaska Wildlife Conservation Center (AWCC): ศูนย์อนุรักษ์สัตว์ป่าอลาสก้า ที่เปิดโอกาสให้ชมสัตว์เด่นของรัฐ เช่น หมี กวางมูส กวางคาริบู และวัวมัสก์อย่างใกล้ชิด

Byron Glacier Trail: เส้นทางเดินสั้นๆ ไปชมธารน้ำแข็ง เหมาะสำหรับสัมผัสธรรมชาติอลาสก้าแบบไม่หนักมาก

เดินทางต่อถึงเมืองท่าริมอ่าว Seward เมืองประวัติศาสตร์ที่เป็นประตูสู่ Kenai Fjords

ที่พัก: Seward

Sep 3, 2026 – Kenai Fjords National Park

เช้าออกล่องเรือ Kenai Fjords Captain’s Choice Tour ใช้เวลาประมาณ 5–7 ชม.

ชมฟยอร์ดและธารน้ำแข็งทะเล: พื้นที่นี้ถูกสร้างขึ้นจากพลังการกัดเซาะของธารน้ำแข็งนับพันปี

ชมสัตว์ทะเล เช่น วาฬ สิงโตทะเล นากทะเล และพัฟฟิน ซึ่งทำให้ Kenai Fjords เป็นหนึ่งในแหล่งดูสัตว์ทะเลที่ดีที่สุดของอลาสก้า

กลับเข้าพักที่ Seward

ที่พัก: Seward

Sep 4, 2026 – Exit Glacier – Harding Icefield

เที่ยวอุทยานในเขต Seward

Exit Glacier: ธารน้ำแข็งที่เข้าถึงง่ายและเป็นหนึ่งในจุดเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะมีป้ายบอกแนวถอยร่นของธารน้ำแข็งในแต่ละยุค

Harding Icefield Trail: หากเวลาและสภาพร่างกายพร้อม สามารถเดินเทรลสู่จุดชมวิวลานน้ำแข็งมหึมาที่ปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ ราวกับทะเลน้ำแข็งบนยอดเขา

พักค้างคืนที่เดิม

ที่พัก: Seward

Sep 5, 2026 – Seward – Anchorage – เดินทางกลับ

ช่วงเช้าเดินเล่นในเมือง Seward หรือเลือกซื้อของที่ระลึก จากนั้นเดินทางกลับ Anchorage ระยะทางประมาณ 200 กม. ใช้เวลาราว 2.5 ชม.

เดินทางสู่สนามบิน Anchorage International Airport เพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Air Canada

กำหนดถึงประเทศไทยวันที่ 7 ก.ย. 2069

ที่พัก: บนเครื่องบิน / เดินทางกลับ

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม