Categories
04 Europe next trend

โรมาเนีย บัลแกเรีย

โรมาเนีย บัลแกเรีย
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • บูคาเรสต์: สัมผัสกลิ่นอายปารีสน้อย เดินทอดน่องชมเมืองสุดโรแมนติก และตื่นตากับความยิ่งใหญ่ของพระราชวังรัฐสภา
  • ซีบิว: ปล่อยใจไปกับเมืองยุคกลางสุดคลาสสิกกลางหุบเขาทรานส์ซิลเวเนีย ที่สถาปัตยกรรมเก่าแก่จะทำให้เราเหมือนหลุดเข้าไปในนิทาน
  • ซีกีชัวรา: เติมพลังใจในเมืองป้อมปราการสีพาสเทลสุดน่ารัก เดินลัดเลาะตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและรอยยิ้ม
  • สุสานสีฟ้า Sapanta: พลิกมุมมองชีวิตให้เบิกบาน ผ่านป้ายหลุมศพไม้แกะสลักสีสันสดใสที่เล่าเรื่องราวผู้คนอย่างอารมณ์ดี
  • โบสถ์ Voronet: ซึมซับความสงบและศิลปะแห่งศรัทธาผ่านจิตรกรรมฝาผนังอายุนับร้อยปี ที่สวยจนได้ฉายาว่าโบสถ์ซิสทีนแห่งตะวันออก
  • ปราสาทบราน: ตามรอยตำนานแดร็กคูล่า สำรวจปราสาทลึกลับบนหน้าผาสูงชันที่ซ่อนเรื่องราวประวัติศาสตร์น่าตื่นเต้นไว้ให้เราค้นหา
แผนการเดินทางโดยย่อ​

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – บูคาเรสต์

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมออกเดินทางสู่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย

วันที่ 2: บูคาเรสต์
ถึงสนามบินฮารีควานดา เที่ยวชม “Little Paris” ชม Revolution Square, Arch of Triumph และพระราชวังรัฐสภา

วันที่ 3: บูคาเรสต์ – เคอร์ทาดาอารเจส – ซีบิว
ข้ามเทือกเขาทรานส์ซิลเวเนีย แวะชมโบสถ์ที่เคอร์ทาดาอารเจส ก่อนเที่ยวชมเมืองซีบิว

วันที่ 4: ซีบิว – เบียร์ตาน – ซีกีชัวรา – ปราสาทโพยนารี
เยี่ยมชมหมู่บ้านเบียร์ตาน เที่ยวเมืองซีกีชัวรา และชมปราสาทโพยนารี

วันที่ 5: ซีกีชัวรา – มารามูเรส – Sapanta
เดินทางสู่แคว้นมารามูเรส ชมโบสถ์ไม้มรดกโลกและสุสานสีฟ้า Sapanta Merry Cemetery

วันที่ 6: มารามูเรส – Bicaz Gorges – บูโควินา
ข้ามเทือกเขาคาร์เพเธียน แวะหมู่บ้านไข่อีสเตอร์ Ciocanesti และชม Voronet Monastery

วันที่ 7: บูโควินา – บราซอฟ
เยี่ยมชมโบสถ์จิตรกรรมฝาผนัง ก่อนเดินทางสู่บราซอฟและเที่ยวจัตุรัสกลางเมือง

วันที่ 8: บราซอฟ – ปราสาทบราน – บูคาเรสต์
ชมปราสาทบราน แวะปราสาทราสนอฟ แล้วเดินทางกลับสู่บูคาเรสต์

วันที่ 9: บูคาเรสต์
เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หมู่บ้าน ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – บูคาเรสต์

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมออกเดินทางสู่กรุงบูคาเรสต์ เมืองหลวงของโรมาเนีย ซึ่งเคยได้รับฉายาว่า “Little Paris” จากสถาปัตยกรรมแบบยุโรปคลาสสิกและบรรยากาศเมืองเก่า

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 2: บูคาเรสต์

เดินทางถึงสนามบิน Henri Coandă แล้วเข้าเที่ยวชมกรุงบูคาเรสต์ เมืองใหญ่ที่ผสมทั้งอาคารยุคคอมมิวนิสต์และสถาปัตยกรรมงดงามแบบฝรั่งเศส
– Revolution Square จัตุรัสประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติโรมาเนียปี 1989 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การสิ้นสุดระบอบเชาเชสกู
– Arch of Triumph อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความสำเร็จของโรมาเนียในสงครามโลกครั้งที่ 1
– Palace of the Parliament หนึ่งในอาคารราชการที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างในยุคผู้นำ Nicolae Ceaușescu สะท้อนทั้งความยิ่งใหญ่และความฟุ่มเฟือยของยุคนั้น

ที่พัก: บูคาเรสต์

วันที่ 3: บูคาเรสต์ – เคอร์เทียเดออาร์เจช – ซีบิว

เดินทางจากบูคาเรสต์สู่ซีบิว ระยะทางรวมประมาณ 280–300 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 5–6 ชม. แวะระหว่างทางที่ Curtea de Argeș
– Curtea de Argeș Monastery โบสถ์สำคัญของโรมาเนีย มีสถาปัตยกรรมงดงามและมีตำนานช่างก่อสร้าง “มาสเตอร์มาโนเล” ผู้ต้องสังเวยคนรักเพื่อให้สิ่งก่อสร้างคงอยู่
จากนั้นเดินทางต่อไปยังซีบิว
– Sibiu เมืองเก่ากลางแคว้นทรานซิลเวเนีย อดีตศูนย์กลางของชาวแซกซอน มีจัตุรัสสวยงาม อาคารสีพาสเทล และหลังคาที่ดูเหมือน “ดวงตา” ของเมือง

ที่พัก: ซีบิว

วันที่ 4: ซีบิว – เบียร์ตาน – ซีกีชัวรา – โพยนารี

เดินทางท่องเที่ยวในเขตทรานซิลเวเนีย ระยะทางรวมประมาณ 170–220 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 4–5 ชม.
– Biertan หมู่บ้านมรดกโลกที่โดดเด่นด้วยโบสถ์ป้อมปราการแบบแซกซอน ใช้เป็นที่หลบภัยของชุมชนในยุคที่เกิดสงครามบ่อยครั้ง
– Sighișoara เมืองป้อมยุคกลางที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นเมืองเกิดของ Vlad Țepeș ผู้เป็นต้นแบบตำนานแดร็กคูลา
– Poenari Castle ป้อมปราการบนเขาสูงที่เชื่อกันว่าเป็น “ปราสาทที่แท้จริง” ของ Vlad the Impaler ต้องปีนบันไดขึ้นไปเพื่อชมวิวและซากป้อมเก่าอันเต็มไปด้วยตำนาน

ที่พัก: ซีกีชัวรา

วันที่ 5: ซีกีชัวรา – มารามูเรส – ซาปันตา

ออกเดินทางสู่แคว้นมารามูเรส ระยะทางประมาณ 300–350 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 6–7 ชม.
– Maramureș ดินแดนที่ยังคงวิถีชนบทดั้งเดิมของโรมาเนีย มีชื่อเสียงเรื่องโบสถ์ไม้เก่าแก่และวัฒนธรรมพื้นบ้าน
– Wooden Churches กลุ่มโบสถ์ไม้มรดกโลกที่สร้างด้วยเทคนิคช่างไม้ท้องถิ่น สะท้อนศรัทธาและภูมิปัญญาของชาวบ้าน
– Săpânța Merry Cemetery หรือ “สุสานสีฟ้า” สุสานที่มีเอกลักษณ์จากป้ายหลุมศพสีสันสดใส พร้อมบทกลอนเล่าชีวิตผู้ล่วงลับอย่างตรงไปตรงมาและมีอารมณ์ขัน

ที่พัก: Sighetu Marmaţiei

วันที่ 6: มารามูเรส – Bicaz Gorges – บูโควินา

เดินทางข้ามเทือกเขาคาร์เพเธียนสู่แคว้นบูโควินา ระยะทางประมาณ 320–380 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 7–8 ชม.
– Bicaz Gorges ช่องเขาหินผาสูงตระหง่าน เป็นหนึ่งในเส้นทางธรรมชาติที่สวยที่สุดของโรมาเนีย
– Ciocănești หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงเรื่องลวดลายพื้นบ้านบนบ้านเรือน และงานศิลป์ไข่อีสเตอร์ที่สืบทอดกันมายาวนาน
– Voroneț Monastery โบสถ์มรดกโลกที่มีชื่อเสียงจากจิตรกรรมฝาผนังภายนอกสีฟ้าเข้ม หรือ “Voroneț Blue” พร้อมภาพวันพิพากษาที่งดงามมาก

ที่พัก: กูรา ฮูโมรูลุย

วันที่ 7: บูโควินา – บราซอฟ

ออกเดินทางจากบูโควินาสู่บราซอฟ ระยะทางประมาณ 270–320 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 5–6 ชม.
– Painted Monasteries of Bukovina กลุ่มโบสถ์ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายนอกโดดเด่น ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวในพระคัมภีร์แก่ผู้คนในยุคที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก
– Brașov เมืองสำคัญกลางทรานซิลเวเนีย รายล้อมด้วยภูเขาและกำแพงเมืองเก่า มีจัตุรัสกลางเมืองที่คึกคักและกลิ่นอายยุโรปยุคกลางชัดเจน

ที่พัก: บราซอฟ

วันที่ 8: บราซอฟ – ปราสาทบราน – ราสนอฟ – บูคาเรสต์

เดินทางกลับบูคาเรสต์ ระยะทางรวมประมาณ 190–220 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 4–5 ชม.
– Bran Castle ปราสาทชื่อดังที่ถูกเชื่อมโยงกับตำนานแดร็กคูลา แม้หลักฐานทางประวัติศาสตร์จะไม่ชัดเจน แต่ตัวปราสาทบนเนินเขาก็มีบรรยากาศลึกลับน่าจดจำ
– Râșnov Fortress ป้อมปราการบนยอดเขาที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องชาวบ้านจากการรุกราน เป็นจุดชมวิวที่สวยของแถบทรานซิลเวเนีย
จากนั้นเดินทางกลับกรุงบูคาเรสต์

ที่พัก: บูคาเรสต์

วันที่ 9: บูคาเรสต์ – เดินทางกลับ

เที่ยวชมกรุงบูคาเรสต์เพิ่มเติมก่อนเดินทางกลับ
– Village Museum พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่รวบรวมบ้านเรือน โบสถ์ไม้ และอาคารพื้นถิ่นจากทั่วโรมาเนีย ทำให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาคในที่เดียว
จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางโรมาเนียที่เต็มไปด้วยเมืองเก่า ตำนานแดร็กคูลา ธรรมชาติภูเขา และมรดกวัฒนธรรมอันโดดเด่น

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
04 Europe next trend

กรีซ ซาคินทอส นาวาจิโอ ซานโตรินี

กรีซ ซาคินทอส นาวาจิโอ ซานโตรินี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เมทิโอรา (Meteora): ปล่อยใจไปกับความศรัทธา ชมอารามนักบุญบนยอดเขาหินทรายที่สร้างขึ้นราวกับลอยอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆ
  • หาดปอร์โต คัตซิกิ (Porto Katsiki): ทิ้งความเหนื่อยล้า นั่งมองหน้าผาหินปูนสีขาวอลังการที่ตัดกับน้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์ใสราวคริสตัล
  • หาดนาวาจิโอ (Navagio Beach): ล่องเรือค้นหาอ่าวเรือแตกในตำนานที่ซ่อนตัวในหุบเขา สัมผัสน้ำทะเลสีฟ้าจัดจ้านที่สวยจนเหมือนหยุดเวลาไว้
  • หมู่บ้านเอีย (Oia) ซานโตรินี: เดินทอดน่องชมบ้านสีขาวโดมน้ำเงินริมหน้าผา แล้วรอดื่มด่ำกับโมเมนต์พระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก
  • เมืองมิโคนอส (Mykonos Town): ปล่อยให้ตัวเองหลงทางในตรอกสีขาวสไตล์เขาวงกต แล้วไปนั่งรับลมชมวิวที่กังหันลมริมทะเลสุดคลาสสิก
  • อะโครโพลิส (Acropolis) เอเธนส์: ก้าวเดินย้อนรอยอารยธรรมตะวันตกที่วิหารพาร์เธนอน สัมผัสความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อิสตันบูล – เอเธนส์

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล เป็นวันเริ่มต้นของทริปสู่ดินแดนอารยธรรมกรีก

วันที่ 2: เอเธนส์ – Kalabaka – Meteora

เดินทางสู่เมือง Kalabaka เพื่อชม Meteora กลุ่มอารามเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนยอดผาหินสูงโดดเด่น ราวกับลอยอยู่กลางอากาศ จุดเด่นคือทิวทัศน์แปลกตาและความสำคัญทางศาสนาจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
พักที่ Kalabaka

วันที่ 3: Lefkada – Porto Katsiki

เดินทางสู่เกาะ Lefkada แวะชม Lefkada Town เมืองเล็กบรรยากาศน่ารักที่มีบ้านเรือนสีสันสดใส จากนั้นไป Porto Katsiki ชายหาดชื่อดังที่โดดเด่นด้วยหน้าผาหินปูนสีขาวและน้ำทะเลสีฟ้าใส เป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยที่สุดของกรีซ
พักที่ Lefkada

วันที่ 4: Zakynthos – Navagio Beach

เดินทางสู่เกาะ Zakynthos และล่องเรือไปยัง Navagio Beach หรือ Shipwreck Beach จุดไฮไลท์ระดับโลกที่มีซากเรืออับปางตั้งอยู่บนหาดทรายขาว ล้อมด้วยหน้าผาสูงและน้ำทะเลสีฟ้าเข้ม ช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกที่ Cape Skinari จุดชมวิวสวยของเกาะ
พักที่ Zakynthos

วันที่ 5: เอเธนส์ – Plaka District

เดินทางกลับเอเธนส์ ช่วงบ่ายเดินเล่นที่ย่าน Plaka เขตเมืองเก่าใต้เงาอะโครโพลิส มีเสน่ห์ด้วยถนนหิน บรรยากาศคลาสสิก ร้านคาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก เหมาะสำหรับพักผ่อนแบบสบายๆ
พักที่ Athens

วันที่ 6: เอเธนส์ – ซานโตรินี – Oia

เดินทางสู่เกาะซานโตรินี เยือนหมู่บ้าน Oia ที่มีชื่อเสียงจากบ้านสีขาวและโดมสีน้ำเงินเรียงตัวตามหน้าผา จุดเด่นคือวิวทะเลอีเจียนและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
พักที่ Santorini

วันที่ 7: Fira – มิโคนอส

เที่ยวชม Fira เมืองหลักของซานโตรินี เด่นด้วยวิว Caldera แบบพาโนรามา ร้านค้า และงานศิลปะท้องถิ่น จากนั้นนั่งเรือข้ามฟากสู่เกาะมิโคนอส เกาะที่มีบรรยากาศคึกคักและมีเสน่ห์เฉพาะตัว
พักที่ Mykonos

วันที่ 8: Mykonos Town

สำรวจ Mykonos Town หรือ Chora เมืองสีขาวที่มีตรอกซอยคดเคี้ยวเป็นเอกลักษณ์ ชมกังหันลมมิโคนอสซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเกาะ และเดินเล่นย่าน Little Venice ที่มีอาคารสวยริมทะเล
พักที่ Athens

วันที่ 9: เอเธนส์ – Acropolis – Monastiraki

กลับสู่เอเธนส์เพื่อเยี่ยมชม Acropolis โบราณสถานสำคัญของกรีซและที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอน สัญลักษณ์แห่งอารยธรรมกรีก จากนั้นแวะ Monastiraki แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมสำหรับของฝาก ของเก่า และสินค้าท้องถิ่น ก่อนเดินทางสู่สนามบิน

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจและภาพสวยงามจากการเดินทางครั้งนี้

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อิสตันบูล – เอเธนส์ – เริ่มต้นการเดินทางสู่หัวใจแห่งอารยธรรมกรีกโบราณ

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงที่เปรียบเสมือนหัวใจของอารยธรรมกรีก โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 12-15 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับไฟลต์และเวลารอต่อเครื่อง วันแรกจึงเป็นเหมือนบทเปิดของไดอารี่การเดินทางครั้งนี้ ค่อยๆ ปล่อยใจออกจากความคุ้นเคย แล้วก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เรื่องเล่าของเทพเจ้า ปรัชญา และประวัติศาสตร์ยังคงมีลมหายใจอยู่ในทุกมุมเมือง

วันที่ 2: เอเธนส์ – Kalabaka – Meteora – ตื่นตากลุ่มอารามลอยฟ้าบนยอดเสาหินมหึมา

เช้าวันถัดมาออกเดินทางจากเอเธนส์สู่เมือง Kalabaka ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงโดยรถไฟหรือรถยนต์ เส้นทางค่อยๆ พาออกจากเมืองใหญ่เข้าสู่ทิวทัศน์ชนบทของกรีซ ก่อนจะไปถึง Meteora สถานที่ที่แทบไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง กลุ่มอารามโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหินสูงชันราวกับลอยอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน

ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และมีประวัติย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เมื่อพระสงฆ์เลือกสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งนี้เป็นที่ปลีกวิเวกเพื่อแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ความน่าทึ่งของ Meteora ไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรม แต่รวมถึงความรู้สึกเมื่อยืนมองผาหินมหึมาท่ามกลางแสงเย็นที่ค่อยๆ เปลี่ยนสี ทุกอย่างดูเงียบ งาม และขรึมอย่างน่าประทับใจ

พักที่ Kalabaka

วันที่ 3: Kalabaka – Lefkada – Porto Katsiki – ล่องใต้สู่เกาะฝั่งตะวันตกและชายหาดผาหินปูนระดับโลก

ออกเดินทางต่อสู่เกาะ Lefkada ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงโดยรถยนต์ Lefkada เป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะของกรีซที่สามารถขับรถเข้าไปได้โดยไม่ต้องนั่งเรือ ทำให้จังหวะของการเดินทางยังคงต่อเนื่องและสบายแบบ slow travel ระหว่างทางอาจแวะพักและค่อยๆ ซึมซับวิวชนบทและชายฝั่งไปเรื่อยๆ

เมื่อถึง Lefkada Town เมืองเล็กๆ ที่เปี่ยมเสน่ห์ด้วยบ้านสีสดและบรรยากาศเรียบง่าย จะสัมผัสได้ถึงความละมุนของชีวิตบนเกาะ ก่อนเดินทางต่อไปยัง Porto Katsiki ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง ชายหาดแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่งดงามที่สุดของกรีซ ด้วยหน้าผาหินปูนสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าเข้มและฟ้าใสราวภาพวาด ชื่อ Porto Katsiki มีความหมายเกี่ยวโยงกับ “ท่าแพะ” ตามตำนานท้องถิ่นที่เล่าว่าในอดีตมีเพียงแพะเท่านั้นที่ลงไปถึงชายหาดแห่งนี้ได้

พักที่ Lefkada

วันที่ 4: Lefkada – Zakynthos – Navagio Beach – เดินทางสู่ชายหาดเรืออับปางในตำนานและชมแสงเย็นแห่งทะเลไอโอเนียน

ออกเดินทางสู่เกาะ Zakynthos ใช้เวลารวมประมาณ 5-7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางรถและเรือข้ามฟาก แม้จะเป็นวันที่มีการเดินทางค่อนข้างยาว แต่ปลายทางนั้นคุ้มค่าอย่างมาก เพราะ Zakynthos คือเกาะที่มีเสน่ห์ทั้งจากธรรมชาติและสีของทะเลที่สดลึกจนแทบละสายตาไม่ได้

ไฮไลต์สำคัญคือ Navagio Beach หรือ Shipwreck Beach ชายหาดระดับตำนานที่ซ่อนตัวอยู่ในอ่าวล้อมหน้าผาสูง และมีซากเรืออับปางตั้งอยู่บนผืนทรายขาวกลางหาด เรื่องเล่าที่ทำให้ที่นี่ยิ่งน่าจดจำคือซากเรือลำนี้เชื่อกันว่าเป็นเรือขนของเถื่อนที่เกยตื้นจากพายุในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนจะกลายเป็นภาพจำของเกาะไปโดยปริยาย ช่วงเย็นไปต่อที่ Cape Skinari ใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมงจากโซนท่าเรือหรือเมืองหลัก เพื่อชมพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับลงเหนือทะเลไอโอเนียน เป็นฉากจบของวันที่ทั้งสดใสและนุ่มนวล

พักที่ Zakynthos

วันที่ 5: Zakynthos – เอเธนส์ – Plaka District – ย้อนคืนสู่เมืองหลวงเพื่อเดินทอดน่องในย่านแห่งวิญญาณเอเธนส์

เดินทางกลับสู่เอเธนส์ โดยหากใช้เที่ยวบินภายในประเทศจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เมื่อรวมเวลาเดินทางไปสนามบินและขั้นตอนต่างๆ ควรเผื่อไว้ราว 3-4 ชั่วโมง เมื่อกลับถึงเมืองหลวงในช่วงบ่าย จังหวะของทริปจะค่อยๆ ผ่อนลงอีกครั้งที่ย่าน Plaka เขตเมืองเก่าใต้เงาของอะโครโพลิส

Plaka เป็นย่านที่เหมาะกับการเดินอย่างไม่รีบร้อน ถนนหินเล็กๆ ร้านกาแฟริมทาง บ้านเรือนสไตล์นีโอคลาสสิก และร้านขายของที่ระลึกทำให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนฉากในภาพยนตร์เก่าๆ หลายคนเรียก Plaka ว่าเป็น “ย่านแห่งวิญญาณเอเธนส์” เพราะแม้อยู่ใจกลางเมือง แต่กลับมีความอบอุ่น อ่อนโยน และชวนให้หลงอยู่กับเวลาช้าๆ

พักที่ Athens

วันที่ 6: เอเธนส์ – ซานโตรินี – Oia – สู่เกาะสวรรค์แห่งทะเลอีเจียนและชมพระอาทิตย์ตกดินที่หมู่บ้านหลังคาโดมฟ้า

ออกเดินทางสู่เกาะซานโตรินี ใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมงโดยเครื่องบิน หรือ 5-8 ชั่วโมงหากเลือกเรือเฟอร์รี่ เมื่อมาถึงเกาะที่หลายคนใฝ่ฝันจะมาเยือนสักครั้ง ภาพบ้านสีขาวสะอาดตาและโดมสีน้ำเงินที่เรียงรายอยู่บนหน้าผาก็ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทะเลอีเจียน

หมู่บ้าน Oia คือจุดหมายสำคัญของวันนี้ หมู่บ้านเล็กบนปลายเกาะที่มีชื่อเสียงเรื่องวิวพระอาทิตย์ตกอันงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เบื้องหลังความงามนั้นคือประวัติของเกาะภูเขาไฟ ซานโตรินีเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ในอดีตจนเกิดแอ่ง Caldera ขนาดมหึมา ทำให้ภูมิประเทศของที่นี่ไม่เหมือนที่ใดในโลก ยิ่งเมื่อแสงเย็นตกกระทบกำแพงสีขาวและผืนน้ำเบื้องล่าง ทุกอย่างยิ่งดูอ่อนหวานราวความฝัน

พักที่ Santorini

วันที่ 7: Fira – มิโคนอส – ชมวิวแอ่งภูเขาไฟ Caldera กว้างไกลและล่องเรือสู่เกาะแห่งสีสันริมหาด

เช้าวันนี้ใช้เวลาเที่ยวชม Fira เมืองหลักของซานโตรินี ซึ่งอยู่ห่างจาก Oia ประมาณ 20-30 นาที เมืองนี้มีเสน่ห์ต่างออกไป ด้วยวิว Caldera แบบเปิดกว้าง ร้านค้าเล็กๆ แกลเลอรี และมุมพักสายตาที่มองเห็นทะเลได้แทบทุกระยะก้าว Fira ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา แต่ยังคงละเมียดละไมตามแบบฉบับเกาะกรีก

จากนั้นเดินทางต่อด้วยเรือเฟอร์รี่สู่เกาะมิโคนอส ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง มิโคนอสมีชื่อเสียงในฐานะเกาะที่มีสีสันและบรรยากาศคึกคัก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความงามของหมู่บ้านสีขาวและวิถีชีวิตริมทะเลที่ชวนให้เดินเล่นไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องมีแผนมากนัก

พักที่ Mykonos

วันที่ 8: Mykonos Town – หลงทางอย่างเพลิดเพลินในเขาวงกตสีขาวและชมกังหันลมโบราณ

วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการปล่อยเวลาให้ไหลช้าๆ ใน Mykonos Town หรือ Chora เมืองสีขาวที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยคดเคี้ยวราวเขาวงกต ซึ่งในอดีตออกแบบไว้เพื่อป้องกันโจรสลัดจากทะเลอีเจียน เดินไปเรื่อยๆ จะพบระเบียงดอกไม้ หน้าต่างสีฟ้า ร้านเล็กน่ารัก และมุมถ่ายรูปที่สวยเหมือนถูกจัดวางไว้แล้วอย่างตั้งใจ

อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญคือกังหันลมมิโคนอส ที่เคยมีบทบาทในการโม่แป้งในยุครุ่งเรืองทางการค้า และย่าน Little Venice ที่อาคารปลูกชิดริมทะเลจนคลื่นแทบแตะระเบียง เป็นมุมที่โรแมนติกและมีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะ ช่วงเย็นสามารถเดินทางกลับเอเธนส์โดยเครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที

พักที่ Athens

วันที่ 9: เอเธนส์ – Acropolis – Monastiraki – ตื่นตาอารยธรรมโบราณ ณ วิหารพาร์เธนอน และแวะช้อปปิ้งทิ้งทวน

วันสุดท้ายในกรีซ เริ่มต้นที่ Acropolis ใช้เวลาเดินทางจากใจกลางเอเธนส์ไม่นาน ที่นี่ไม่ใช่เพียงโบราณสถานสำคัญ แต่คือสัญลักษณ์ของอารยธรรมตะวันตก และเป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอนอันสง่างามซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพีอาธีนา เทพีผู้ปกปักรักษาเมืองเอเธนส์

การได้มายืนอยู่บนเนินหินแห่งนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องในตำรา แต่กลายเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้จริง ทั้งความยิ่งใหญ่ของอดีต ความงดงามของสัดส่วนสถาปัตยกรรม และคำถามเงียบๆ ว่ามนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

จากนั้นไปต่อที่ Monastiraki ย่านช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจาก Acropolis ที่นี่เหมาะสำหรับเลือกซื้อของฝาก งานฝีมือ ของเก่า และสินค้าท้องถิ่น เป็นช่วงเวลาสบายๆ ก่อนปิดท้ายการเดินทางและมุ่งหน้าสู่สนามบิน โดยควรเผื่อเวลาเดินทางจากตัวเมืองสู่สนามบินประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง

วันที่ 10: กรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมไดอารี่ความทรงจำแสนอบอุ่น

เดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมภาพของหน้าผาสูงเหนือทะเล โดมสีฟ้ากลางแดดขาว เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า และความทรงจำของกรีซในจังหวะที่ไม่เร่งรีบ ทริปนี้จึงไม่ใช่แค่การไปเยือนหลายเมืองสวย แต่เป็นการค่อยๆ ซึมซับดินแดนที่เต็มไปด้วยตำนาน ประวัติศาสตร์ และความงามที่ชวนให้คิดถึงได้อีกนาน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
04 Europe next trend

โครเอเชีย มอนเตเนโกร

โครเอเชีย มอนเตเนโกร
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่: เดินทอดน่องบนสะพานไม้ชมทะเลสาบสีมรกต ปล่อยให้เสียงน้ำตกฮีลใจและโอบกอดเราอย่างช้าๆ
  • พระราชวังดิโอคลิเธียน: ย้อนเวลาสู่อดีตในเมืองสปลิต เดินเล่นในสถาปัตยกรรมโรมันที่ยังมีลมหายใจและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
  • เมืองเก่าดูบรอฟนิก: ทอดสายตาจากกำแพงเมืองโบราณสุดอลังการ มองเกลียวคลื่นแห่งทะเลเอเดรียติกที่ซัดสาดไข่มุกเม็ดงามแห่งนี้
  • เมืองเก่าโคตอร์: ซึมซับมนต์ขลังของเมืองมรดกโลกที่ซ่อนตัวอยู่ในอ่าว ล้อมรอบด้วยกำแพงหินทอดยาวให้เราก้าวเดินอย่างมีสติ
  • อารามออสโตรก: สัมผัสความศรัทธา ณ อารามศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างแนบชิดหน้าผาสูงชัน ชวนให้สงบจิตใจท่ามกลางความเงียบงัน
  • แคนยอนทาร่า: ยืนรับลมบนสะพานทาร่าชมแคนยอนที่ยาวที่สุดในยุโรป สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเปลี่ยนเครื่องสำหรับเดินทางต่อสู่โครเอเชีย

วันที่ 2: เดินทางถึงกรุงซาเกรบ เมืองหลวงของโครเอเชีย เที่ยวชมโบสถ์เซนต์มาร์ค จุดเด่นของเมืองที่มีหลังคากระเบื้องโมเสกสีสันสวยงาม และชมมหาวิหารเซนต์สตีเฟน สถาปัตยกรรมสำคัญและศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง พักที่ซาเกรบ

วันที่ 3: เดินทางสู่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ชมทะเลสาบสีเขียวมรกตและน้ำตกที่เชื่อมต่อกันอย่างสวยงามกลางธรรมชาติ จากนั้นแวะชมน้ำตก Krka ที่มีเอกลักษณ์ด้วยชั้นน้ำตกที่ลดหลั่น ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองสปลิต เมืองชายฝั่งสำคัญของโครเอเชีย พักที่สปลิต

วันที่ 4: เที่ยวชมพระราชวังดิโอคลิเธียน มรดกโลกที่เป็นหัวใจประวัติศาสตร์ของเมืองสปลิต เดินเล่นที่พีเพิลสแควร์ ย่านกลางเมืองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคัก แล้วเดินทางต่อสู่เมืองดูบรอฟนิก เมืองมรดกโลกริมทะเลเอเดรียติกที่ขึ้นชื่อเรื่องเมืองเก่าอันงดงาม พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 5: สำรวจดูบรอฟนิกโดยเดินชมกำแพงเมืองโบราณ ซึ่งเป็นจุดชมวิวและสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ผ่านประตู Pile Gate เข้าสู่เขตเมืองเก่า ชมน้ำพุ Onofrio หอนาฬิกาโบราณ และพระราชวัง Rector’s Palace ก่อนเดินเล่นที่ถนนสตราดัน ถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้าและอาคารประวัติศาสตร์ พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 6: เดินทางข้ามพรมแดนสู่ประเทศมอนเตเนโกร ถึงเมืองโคตอร์ เมืองเก่าริมอ่าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เดินชมบรรยากาศเมืองเก่าที่ล้อมด้วยกำแพงโบราณ ชมมหาวิหารเซนต์ทริฟูนและหอนาฬิกาซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พักที่โคตอร์

วันที่ 7: ชม Our Lady of the Rocks โบสถ์บนเกาะกลางทะเลที่มีเรื่องราวและทัศนียภาพโดดเด่น พร้อมชมเกาะ Sveti Đorđe ที่อยู่ใกล้กัน จากนั้นแวะอาราม Ostrog Monastery อารามศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างติดหน้าผาอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วเดินทางสู่ Tara Canyon แคนยอนขนาดใหญ่ที่มีธรรมชาติยิ่งใหญ่ และเดินข้ามสะพาน Tara Bridge เพื่อชมวิวโดยรอบ พักที่ Žabljak

วันที่ 8: เดินทางสู่เมืองบุดวา เมืองรีสอร์ตริมทะเลยอดนิยม ชมเมืองเก่าและป้อมปราการที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองชายฝั่ง จากนั้นแวะชมเกาะ Sveti Stefan จุดชมวิวชื่อดังที่มีเอกลักษณ์เป็นเกาะโรงแรมหรู ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองพอดโกริก้า เมืองหลวงของมอนเตเนโกร พักที่ Podgorica

วันที่ 9: เดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ – เริ่มต้นจังหวะ Slow Travel สู่ดินแดนบอลข่าน

การเดินทางเริ่มต้นอย่างนุ่มนวลจากสนามบินสุวรรณภูมิ กับเที่ยวบิน Turkish Airlines TK69 มุ่งหน้าสู่อิสตันบูล เมืองสองทวีปที่เป็นประตูเชื่อมเอเชียสู่ยุโรป ช่วงเวลาบนเครื่องเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปรับจังหวะหัวใจให้ช้าลงจากชีวิตประจำวัน แล้วปล่อยตัวเองเข้าสู่โหมดของการเดินทางอย่างแท้จริง คืนนี้คือคืนแห่งการออกเดินทาง ที่ปลายทางไม่ได้มีเพียงสถานที่ใหม่ ๆ รออยู่ แต่ยังมีเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และภูมิประเทศอันงดงามของคาบสมุทรบอลข่านรอให้เราไปสัมผัสด้วยตัวเอง

วันที่ 2: ถึงกรุงซาเกรบ – สัมผัสเสน่ห์ละมุนเมืองหลวงและกลิ่นอายยุคกลาง

ถึงกรุงซาเกรบ เมืองหลวงของโครเอเชีย เมืองที่ไม่ได้หวือหวาในแบบเมืองท่องเที่ยวใหญ่ของยุโรปตะวันตก แต่กลับมีเสน่ห์ละมุนและคลาสสิกอย่างน่าประหลาด เมืองนี้เหมาะกับการเริ่มต้นทริปแบบ slow travel เพราะทุกอย่างดูพอดี ทั้งขนาดเมือง จังหวะชีวิต และบรรยากาศแบบยุโรปกลางที่ยังคงความเรียบง่าย

เริ่มต้นด้วยการชม โบสถ์เซนต์มาร์ค หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของซาเกรบ โดดเด่นด้วยหลังคากระเบื้องโมเสกสีสดที่เรียงเป็นตราประจำเมืองและอาณาจักรโครเอเชียในอดีต ตัวโบสถ์ตั้งอยู่กลางย่านเมืองเก่า Gornji Grad ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เก็บรักษากลิ่นอายยุคกลางไว้ได้อย่างดี ทุกมุมดูสงบ เรียบ และงดงามแบบไม่ต้องพยายาม

จากนั้นชม มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ Zagreb Cathedral มหาวิหารสำคัญที่สุดของเมือง ศูนย์รวมจิตใจของชาวโครแอตมาหลายศตวรรษ แม้จะผ่านสงคราม แผ่นดินไหว และการบูรณะหลายครั้ง แต่มหาวิหารแห่งนี้ยังคงยืนเด่นเป็นเหมือนเครื่องหมายของความศรัทธาและความอดทนของผู้คน ซาเกรบอาจไม่ใช่เมืองที่ต้องรีบ “เก็บ” สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นเมืองที่ควรค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ มอง และปล่อยให้เสน่ห์ของมันค่อย ๆ ทำงานกับเรา พักค้างคืนที่ซาเกรบ

วันที่ 3: อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ – อุทยานแห่งชาติ Krka – สปลิต – ท่องมหัศจรรย์สายน้ำมรดกโลกและมุ่งสู่ชายฝั่งเอเดรียติก

ออกเดินทางจากซาเกรบสู่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ พาเราออกจากเมืองสู่ภูมิประเทศสีเขียวสดของโครเอเชียตอนใน จุดหมายวันนี้คือ Plitvice Lakes National Park มรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

พลิตวิเซ่มีเสน่ห์ตรงทะเลสาบหลายระดับที่เชื่อมต่อกันด้วยน้ำตกน้อยใหญ่ น้ำมีสีเขียวมรกตสลับฟ้าใสอย่างน่าอัศจรรย์ สีสันเหล่านี้เกิดจากแร่ธาตุ แสง และระบบนิเวศที่ยังบริสุทธิ์ จนทำให้ทุกย่างก้าวบนทางเดินไม้เหมือนกำลังเดินอยู่ในฉากของเทพนิยาย ที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่สวย แต่ยังเป็นตัวอย่างของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ภูมิทัศน์ได้ละเอียดอ่อนเกินคำบรรยาย

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติ Krka ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เพื่อชมอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของสายน้ำที่มีเอกลักษณ์ต่างจากพลิตวิเซ่ น้ำตกที่นี่โดดเด่นด้วยชั้นหินปูนที่ก่อรูปเป็นม่านน้ำลดหลั่น ดูมีพลังแต่ก็อ่อนโยนในเวลาเดียวกัน จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองสปลิต ใช้เวลาอีกราว 1–1.5 ชั่วโมง เมืองชายฝั่งสำคัญริมทะเลเอเดรียติกที่เป็นทั้งเมืองท่า เมืองประวัติศาสตร์ และเมืองพักผ่อนในคราวเดียวกัน พักที่สปลิต

วันที่ 4: สปลิต – ดูบรอฟนิก – ย้อนรอยพระราชวังโรมันโบราณและขับรถเลียบชายฝั่งสู่ไข่มุกแห่งเอเดรียติก

เช้านี้ในสปลิตเริ่มต้นด้วยการสำรวจ พระราชวังดิโอคลิเธียน หัวใจของเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงความเก่าแก่ แต่คือการที่พระราชวังโรมันอายุกว่า 1,700 ปีแห่งนี้ยังคง “มีชีวิต” ผู้คนยังอาศัยอยู่ มีร้านกาแฟ ร้านค้า และบ้านเรือนซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างโบราณ ราวกับอดีตกับปัจจุบันยังเดินเคียงกันอยู่ทุกวัน

พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิดิโอคลีเชียน ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันผู้ทรงอำนาจ ซึ่งเลือกสปลิตเป็นสถานที่ใช้ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ เรื่องราวนี้ทำให้เมืองดูมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้นอย่างยิ่ง จากนั้นเดินเล่นที่ People’s Square หรือจัตุรัสกลางเมือง ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตของชาวเมือง ทั้งเสียงพูดคุย กลิ่นกาแฟ และบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่ชวนให้เราอยากนั่งนิ่ง ๆ มองผู้คนให้นานที่สุด

ช่วงบ่ายออกเดินทางสู่ดูบรอฟนิก ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง ตามแนวชายฝั่งเอเดรียติก เส้นทางนี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริป เพราะวิวทะเล ภูเขา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ระหว่างทางงดงามอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงดูบรอฟนิก เมืองมรดกโลกที่ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งเอเดรียติก” เราจะสัมผัสได้ทันทีว่าเหตุใดเมืองนี้จึงตรึงใจนักเดินทางจากทั่วโลก พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 5: เที่ยวชมเมืองดูบรอฟนิก – เดินทอดน่องบนกำแพงเมืองโบราณและดื่มด่ำหัวใจรากูซา

วันนี้คือวันที่ควรใช้เวลาให้ช้าที่สุดกับดูบรอฟนิก เพราะเมืองนี้ไม่ได้มีดีเพียงความสวย หากยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การค้า การเมือง และความเข้มแข็งของอดีตนครรัฐเล็ก ๆ ที่เคยรุ่งเรืองจากการเดินเรือและการทูต

เริ่มต้นด้วยการเดินชม กำแพงเมืองโบราณ หนึ่งในกำแพงเมืองที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดในยุโรป ใช้เวลาเดินประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ระหว่างทางจะได้เห็นหลังคากระเบื้องสีส้มของเมืองเก่า ตัดกับสีน้ำเงินของทะเลเอเดรียติกอย่างงดงาม กำแพงนี้ไม่เพียงสร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรู แต่ยังเป็นหลักฐานของความมั่งคั่งและอิสระของสาธารณรัฐรากูซาในอดีต

เดินผ่าน Pile Gate ประตูหลักสู่เมืองเก่า ที่ในอดีตคือจุดคัดกรองผู้คนและสินค้า ก่อนเข้าสู่เขตศูนย์กลาง ชม น้ำพุ Onofrio สิ่งก่อสร้างสำคัญของระบบส่งน้ำโบราณที่สะท้อนภูมิปัญญาวิศวกรรมยุคกลาง ต่อด้วยหอนาฬิกาโบราณ และ Rector’s Palace พระราชวังที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมือง อาคารแห่งนี้สะท้อนความสง่างามแบบโกธิก เรอเนสซองซ์ และบาโรกในหลังเดียวกัน

ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นบนถนน Stradun ถนนสายหลักที่เปรียบเสมือนหัวใจของดูบรอฟนิก ยามเย็นแสงแดดสะท้อนพื้นหินเก่าเป็นประกายสวยงามอย่างน่าจดจำ เมืองนี้คือสถานที่ที่ยิ่งเดินยิ่งรู้สึกว่า “ความเก่า” ไม่ได้หมายถึงความล้าสมัย แต่คือความลึกซึ้งที่ทำให้เราอยากหยุดอยู่กับปัจจุบันให้นานขึ้น พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 6: ดูบรอฟนิก – โคตอร์ – ข้ามพรมแดนสู่มอนเตเนโกรและท่องเมืองเก่าริมฟยอร์ดแห่งยุโรปใต้

ออกเดินทางจากดูบรอฟนิกข้ามพรมแดนสู่มอนเตเนโกร ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ปลายทางคือเมืองโคตอร์ เมืองเก่าริมอ่าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีบรรยากาศโรแมนติกที่สุดในแถบบอลข่าน

Kotor ตั้งอยู่ริมอ่าวที่หลายคนเรียกว่าเป็นฟยอร์ดแห่งยุโรปใต้ แม้ในทางภูมิศาสตร์จะไม่ใช่ฟยอร์ดแท้ แต่ภูเขาสูงที่โอบล้อมผืนน้ำสงบนิ่งก็ทำให้ภาพตรงหน้าดูยิ่งใหญ่และนุ่มลึกในเวลาเดียวกัน เมืองเก่าของโคตอร์ถูกล้อมด้วยกำแพงหินหนาแน่น เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคกลาง ถนนแคบ ๆ จัตุรัสเล็ก ๆ และอาคารหินสีอุ่นทำให้ที่นี่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง

ชม มหาวิหารเซนต์ทริฟูน มหาวิหารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญผู้คุ้มครองเมือง และชม หอนาฬิกา หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่เป็นเหมือนพยานของกาลเวลา โคตอร์คือเมืองที่ไม่ได้เรียกร้องความตื่นเต้น แต่ดึงดูดด้วยความนิ่ง สงบ และงดงามแบบคลาสสิก พักที่โคตอร์

วันที่ 7: Our Lady of the Rocks – อาราม Ostrog – Tara Canyon – Žabljak – ล่องชมเกาะแห่งศิลาศรัทธา ตื่นตาอารามหน้าผา และหุบเขาแคนยอนยักษ์

เช้านี้เริ่มด้วยการล่องเรือหรือเดินทางสู่ Our Lady of the Rocks ใช้เวลาจากโคตอร์ประมาณ 30–45 นาทีสู่เมืองเพอราสต์ และนั่งเรือสั้น ๆ ต่อไปยังเกาะเล็กกลางอ่าว โบสถ์แห่งนี้มีตำนานที่งดงาม ชาวประมงสองพี่น้องพบภาพไอคอนของพระแม่มารีบนโขดหินกลางทะเล จึงเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และช่วยกันนำหินมาถมทะเลจนเกิดเป็นเกาะเทียมขึ้นมา เรื่องเล่านี้ทำให้สถานที่เล็ก ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยความศรัทธาและความอ่อนโยนอย่างน่าประทับใจ

ใกล้กันคือเกาะ Sveti Đorđe ที่เงียบสงบและลึกลับกว่า ภาพของสองเกาะที่ตั้งคู่กันกลางอ่าวคือหนึ่งในทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของมอนเตเนโกร จากนั้นเดินทางต่อสู่อาราม Ostrog Monastery ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง อารามสีขาวที่สร้างฝังเข้าไปในหน้าผาสูงอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นจุดหมายของผู้แสวงบุญจากหลายศาสนา เพราะเชื่อกันว่าเป็นสถานที่แห่งปาฏิหาริย์และการเยียวยา

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Tara Canyon ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง แคนยอนขนาดใหญ่ที่ลึกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทิวทัศน์ที่นี่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และดิบงามต่างจากเมืองชายฝั่งอย่างสิ้นเชิง ก่อนปิดวันด้วยการเดินข้าม Tara Bridge สะพานคอนกรีตโค้งที่ทอดผ่านหุบเขาอย่างงดงาม เป็นจุดชมวิวที่ทำให้เห็นพลังของธรรมชาติและงานวิศวกรรมในภาพเดียวกัน คืนนี้พักที่ Žabljak เมืองเล็กกลางธรรมชาติที่อากาศบริสุทธิ์และเงียบสงบอย่างแท้จริง

วันที่ 8: Žabljak – เมืองบุดวา – Sveti Stefan – พอดโกริก้า – สัมผัสชีวิตชีวาเมืองตากอากาศโบราณ แวะชมเกาะรีสอร์ตหรู และสู่เมืองหลวง

ออกเดินทางจาก Žabljak ลงสู่ชายฝั่ง ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง สู่เมืองบุดวา เมืองรีสอร์ตชื่อดังของมอนเตเนโกรที่มีทั้งทะเล เมืองเก่า และบรรยากาศพักผ่อนแบบเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้แตกต่างจากโคตอร์ตรงที่มีชีวิตชีวากว่า สดใสกว่า แต่ยังคงมีเสน่ห์จากกำแพงหินและตรอกเล็กในเขตเมืองเก่า

เดินชมป้อมปราการและย่านเมืองเก่าที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเป็นเมืองชายฝั่งซึ่งผ่านการปกครองของหลายอารยธรรม ทั้งอิลลิเรียน โรมัน เวนิส และออสเตรีย-ฮังการี ความหลากหลายทางประวัติศาสตร์ทำให้บุดวามีบุคลิกเฉพาะตัว จากนั้นแวะชม Sveti Stefan ใช้เวลาจากบุดวาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวชื่อดังที่แทบจะเป็นภาพจำของประเทศ เกาะเล็กที่เชื่อมกับแผ่นดินด้วยทางคันดินแคบ ๆ เคยเป็นหมู่บ้านประมง ก่อนจะกลายเป็นรีสอร์ตหรูระดับโลก ความงามของที่นี่อยู่ที่ความสมดุลระหว่างทะเล ภูเขา และสถาปัตยกรรมหินสีอ่อนที่ดูกลมกลืนอย่างน่าทึ่ง

จากนั้นเดินทางต่อสู่พอดโกริก้า เมืองหลวงของมอนเตเนโกร ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองนี้อาจไม่ได้โดดเด่นในเชิงท่องเที่ยวเท่าเมืองชายฝั่ง แต่เป็นเหมือนบทสรุปที่สงบและเรียบง่ายของทริป พักที่ Podgorica

วันที่ 9: พอดโกริก้า – เดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยเที่ยวบิน TK1086 แวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ช่วงเวลาระหว่างเดินทางกลับมักเป็นห้วงเวลาที่ภาพความทรงจำของทั้งทริปค่อย ๆ ย้อนกลับมา ทั้งสีเขียวมรกตของพลิตวิเซ่ กำแพงหินของดูบรอฟนิก ความสงบของอ่าวโคตอร์ และภูเขายิ่งใหญ่ของมอนเตเนโกร ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผ่านหลายเมือง แต่เป็นการค่อย ๆ ซึมซับหลายอารมณ์ของดินแดนบอลข่านอย่างลึกและละมุน

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจแสนยาวนาน

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำของการเดินทางที่ไม่ได้เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ยังติดอยู่ในใจ โครเอเชียและมอนเตเนโกรอาจไม่ใช่ปลายทางที่อึกทึกที่สุดในยุโรป แต่กลับเป็นเส้นทางที่ให้ทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ตำนาน และความงามที่ค่อย ๆ เปิดเผยตัวเองกับคนที่ยอมเดินทางอย่างช้า ๆ และตั้งใจมองจริง ๆ นั่นเอง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม