โครเอเชีย มอนเตเนโกร
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่: เดินทอดน่องบนสะพานไม้ชมทะเลสาบสีมรกต ปล่อยให้เสียงน้ำตกฮีลใจและโอบกอดเราอย่างช้าๆ
  • พระราชวังดิโอคลิเธียน: ย้อนเวลาสู่อดีตในเมืองสปลิต เดินเล่นในสถาปัตยกรรมโรมันที่ยังมีลมหายใจและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
  • เมืองเก่าดูบรอฟนิก: ทอดสายตาจากกำแพงเมืองโบราณสุดอลังการ มองเกลียวคลื่นแห่งทะเลเอเดรียติกที่ซัดสาดไข่มุกเม็ดงามแห่งนี้
  • เมืองเก่าโคตอร์: ซึมซับมนต์ขลังของเมืองมรดกโลกที่ซ่อนตัวอยู่ในอ่าว ล้อมรอบด้วยกำแพงหินทอดยาวให้เราก้าวเดินอย่างมีสติ
  • อารามออสโตรก: สัมผัสความศรัทธา ณ อารามศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างแนบชิดหน้าผาสูงชัน ชวนให้สงบจิตใจท่ามกลางความเงียบงัน
  • แคนยอนทาร่า: ยืนรับลมบนสะพานทาร่าชมแคนยอนที่ยาวที่สุดในยุโรป สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเปลี่ยนเครื่องสำหรับเดินทางต่อสู่โครเอเชีย

วันที่ 2: เดินทางถึงกรุงซาเกรบ เมืองหลวงของโครเอเชีย เที่ยวชมโบสถ์เซนต์มาร์ค จุดเด่นของเมืองที่มีหลังคากระเบื้องโมเสกสีสันสวยงาม และชมมหาวิหารเซนต์สตีเฟน สถาปัตยกรรมสำคัญและศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง พักที่ซาเกรบ

วันที่ 3: เดินทางสู่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ชมทะเลสาบสีเขียวมรกตและน้ำตกที่เชื่อมต่อกันอย่างสวยงามกลางธรรมชาติ จากนั้นแวะชมน้ำตก Krka ที่มีเอกลักษณ์ด้วยชั้นน้ำตกที่ลดหลั่น ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองสปลิต เมืองชายฝั่งสำคัญของโครเอเชีย พักที่สปลิต

วันที่ 4: เที่ยวชมพระราชวังดิโอคลิเธียน มรดกโลกที่เป็นหัวใจประวัติศาสตร์ของเมืองสปลิต เดินเล่นที่พีเพิลสแควร์ ย่านกลางเมืองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคัก แล้วเดินทางต่อสู่เมืองดูบรอฟนิก เมืองมรดกโลกริมทะเลเอเดรียติกที่ขึ้นชื่อเรื่องเมืองเก่าอันงดงาม พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 5: สำรวจดูบรอฟนิกโดยเดินชมกำแพงเมืองโบราณ ซึ่งเป็นจุดชมวิวและสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ผ่านประตู Pile Gate เข้าสู่เขตเมืองเก่า ชมน้ำพุ Onofrio หอนาฬิกาโบราณ และพระราชวัง Rector’s Palace ก่อนเดินเล่นที่ถนนสตราดัน ถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้าและอาคารประวัติศาสตร์ พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 6: เดินทางข้ามพรมแดนสู่ประเทศมอนเตเนโกร ถึงเมืองโคตอร์ เมืองเก่าริมอ่าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เดินชมบรรยากาศเมืองเก่าที่ล้อมด้วยกำแพงโบราณ ชมมหาวิหารเซนต์ทริฟูนและหอนาฬิกาซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พักที่โคตอร์

วันที่ 7: ชม Our Lady of the Rocks โบสถ์บนเกาะกลางทะเลที่มีเรื่องราวและทัศนียภาพโดดเด่น พร้อมชมเกาะ Sveti Đorđe ที่อยู่ใกล้กัน จากนั้นแวะอาราม Ostrog Monastery อารามศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างติดหน้าผาอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วเดินทางสู่ Tara Canyon แคนยอนขนาดใหญ่ที่มีธรรมชาติยิ่งใหญ่ และเดินข้ามสะพาน Tara Bridge เพื่อชมวิวโดยรอบ พักที่ Žabljak

วันที่ 8: เดินทางสู่เมืองบุดวา เมืองรีสอร์ตริมทะเลยอดนิยม ชมเมืองเก่าและป้อมปราการที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองชายฝั่ง จากนั้นแวะชมเกาะ Sveti Stefan จุดชมวิวชื่อดังที่มีเอกลักษณ์เป็นเกาะโรงแรมหรู ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองพอดโกริก้า เมืองหลวงของมอนเตเนโกร พักที่ Podgorica

วันที่ 9: เดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ – เริ่มต้นจังหวะ Slow Travel สู่ดินแดนบอลข่าน

การเดินทางเริ่มต้นอย่างนุ่มนวลจากสนามบินสุวรรณภูมิ กับเที่ยวบิน Turkish Airlines TK69 มุ่งหน้าสู่อิสตันบูล เมืองสองทวีปที่เป็นประตูเชื่อมเอเชียสู่ยุโรป ช่วงเวลาบนเครื่องเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปรับจังหวะหัวใจให้ช้าลงจากชีวิตประจำวัน แล้วปล่อยตัวเองเข้าสู่โหมดของการเดินทางอย่างแท้จริง คืนนี้คือคืนแห่งการออกเดินทาง ที่ปลายทางไม่ได้มีเพียงสถานที่ใหม่ ๆ รออยู่ แต่ยังมีเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และภูมิประเทศอันงดงามของคาบสมุทรบอลข่านรอให้เราไปสัมผัสด้วยตัวเอง

วันที่ 2: ถึงกรุงซาเกรบ – สัมผัสเสน่ห์ละมุนเมืองหลวงและกลิ่นอายยุคกลาง

ถึงกรุงซาเกรบ เมืองหลวงของโครเอเชีย เมืองที่ไม่ได้หวือหวาในแบบเมืองท่องเที่ยวใหญ่ของยุโรปตะวันตก แต่กลับมีเสน่ห์ละมุนและคลาสสิกอย่างน่าประหลาด เมืองนี้เหมาะกับการเริ่มต้นทริปแบบ slow travel เพราะทุกอย่างดูพอดี ทั้งขนาดเมือง จังหวะชีวิต และบรรยากาศแบบยุโรปกลางที่ยังคงความเรียบง่าย

เริ่มต้นด้วยการชม โบสถ์เซนต์มาร์ค หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของซาเกรบ โดดเด่นด้วยหลังคากระเบื้องโมเสกสีสดที่เรียงเป็นตราประจำเมืองและอาณาจักรโครเอเชียในอดีต ตัวโบสถ์ตั้งอยู่กลางย่านเมืองเก่า Gornji Grad ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เก็บรักษากลิ่นอายยุคกลางไว้ได้อย่างดี ทุกมุมดูสงบ เรียบ และงดงามแบบไม่ต้องพยายาม

จากนั้นชม มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ Zagreb Cathedral มหาวิหารสำคัญที่สุดของเมือง ศูนย์รวมจิตใจของชาวโครแอตมาหลายศตวรรษ แม้จะผ่านสงคราม แผ่นดินไหว และการบูรณะหลายครั้ง แต่มหาวิหารแห่งนี้ยังคงยืนเด่นเป็นเหมือนเครื่องหมายของความศรัทธาและความอดทนของผู้คน ซาเกรบอาจไม่ใช่เมืองที่ต้องรีบ “เก็บ” สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นเมืองที่ควรค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ มอง และปล่อยให้เสน่ห์ของมันค่อย ๆ ทำงานกับเรา พักค้างคืนที่ซาเกรบ

วันที่ 3: อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ – อุทยานแห่งชาติ Krka – สปลิต – ท่องมหัศจรรย์สายน้ำมรดกโลกและมุ่งสู่ชายฝั่งเอเดรียติก

ออกเดินทางจากซาเกรบสู่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ พาเราออกจากเมืองสู่ภูมิประเทศสีเขียวสดของโครเอเชียตอนใน จุดหมายวันนี้คือ Plitvice Lakes National Park มรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

พลิตวิเซ่มีเสน่ห์ตรงทะเลสาบหลายระดับที่เชื่อมต่อกันด้วยน้ำตกน้อยใหญ่ น้ำมีสีเขียวมรกตสลับฟ้าใสอย่างน่าอัศจรรย์ สีสันเหล่านี้เกิดจากแร่ธาตุ แสง และระบบนิเวศที่ยังบริสุทธิ์ จนทำให้ทุกย่างก้าวบนทางเดินไม้เหมือนกำลังเดินอยู่ในฉากของเทพนิยาย ที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่สวย แต่ยังเป็นตัวอย่างของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ภูมิทัศน์ได้ละเอียดอ่อนเกินคำบรรยาย

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติ Krka ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เพื่อชมอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของสายน้ำที่มีเอกลักษณ์ต่างจากพลิตวิเซ่ น้ำตกที่นี่โดดเด่นด้วยชั้นหินปูนที่ก่อรูปเป็นม่านน้ำลดหลั่น ดูมีพลังแต่ก็อ่อนโยนในเวลาเดียวกัน จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองสปลิต ใช้เวลาอีกราว 1–1.5 ชั่วโมง เมืองชายฝั่งสำคัญริมทะเลเอเดรียติกที่เป็นทั้งเมืองท่า เมืองประวัติศาสตร์ และเมืองพักผ่อนในคราวเดียวกัน พักที่สปลิต

วันที่ 4: สปลิต – ดูบรอฟนิก – ย้อนรอยพระราชวังโรมันโบราณและขับรถเลียบชายฝั่งสู่ไข่มุกแห่งเอเดรียติก

เช้านี้ในสปลิตเริ่มต้นด้วยการสำรวจ พระราชวังดิโอคลิเธียน หัวใจของเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงความเก่าแก่ แต่คือการที่พระราชวังโรมันอายุกว่า 1,700 ปีแห่งนี้ยังคง “มีชีวิต” ผู้คนยังอาศัยอยู่ มีร้านกาแฟ ร้านค้า และบ้านเรือนซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างโบราณ ราวกับอดีตกับปัจจุบันยังเดินเคียงกันอยู่ทุกวัน

พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิดิโอคลีเชียน ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันผู้ทรงอำนาจ ซึ่งเลือกสปลิตเป็นสถานที่ใช้ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ เรื่องราวนี้ทำให้เมืองดูมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มากขึ้นอย่างยิ่ง จากนั้นเดินเล่นที่ People’s Square หรือจัตุรัสกลางเมือง ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตของชาวเมือง ทั้งเสียงพูดคุย กลิ่นกาแฟ และบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่ชวนให้เราอยากนั่งนิ่ง ๆ มองผู้คนให้นานที่สุด

ช่วงบ่ายออกเดินทางสู่ดูบรอฟนิก ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง ตามแนวชายฝั่งเอเดรียติก เส้นทางนี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริป เพราะวิวทะเล ภูเขา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ระหว่างทางงดงามอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงดูบรอฟนิก เมืองมรดกโลกที่ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งเอเดรียติก” เราจะสัมผัสได้ทันทีว่าเหตุใดเมืองนี้จึงตรึงใจนักเดินทางจากทั่วโลก พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 5: เที่ยวชมเมืองดูบรอฟนิก – เดินทอดน่องบนกำแพงเมืองโบราณและดื่มด่ำหัวใจรากูซา

วันนี้คือวันที่ควรใช้เวลาให้ช้าที่สุดกับดูบรอฟนิก เพราะเมืองนี้ไม่ได้มีดีเพียงความสวย หากยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การค้า การเมือง และความเข้มแข็งของอดีตนครรัฐเล็ก ๆ ที่เคยรุ่งเรืองจากการเดินเรือและการทูต

เริ่มต้นด้วยการเดินชม กำแพงเมืองโบราณ หนึ่งในกำแพงเมืองที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดในยุโรป ใช้เวลาเดินประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ระหว่างทางจะได้เห็นหลังคากระเบื้องสีส้มของเมืองเก่า ตัดกับสีน้ำเงินของทะเลเอเดรียติกอย่างงดงาม กำแพงนี้ไม่เพียงสร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรู แต่ยังเป็นหลักฐานของความมั่งคั่งและอิสระของสาธารณรัฐรากูซาในอดีต

เดินผ่าน Pile Gate ประตูหลักสู่เมืองเก่า ที่ในอดีตคือจุดคัดกรองผู้คนและสินค้า ก่อนเข้าสู่เขตศูนย์กลาง ชม น้ำพุ Onofrio สิ่งก่อสร้างสำคัญของระบบส่งน้ำโบราณที่สะท้อนภูมิปัญญาวิศวกรรมยุคกลาง ต่อด้วยหอนาฬิกาโบราณ และ Rector’s Palace พระราชวังที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมือง อาคารแห่งนี้สะท้อนความสง่างามแบบโกธิก เรอเนสซองซ์ และบาโรกในหลังเดียวกัน

ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นบนถนน Stradun ถนนสายหลักที่เปรียบเสมือนหัวใจของดูบรอฟนิก ยามเย็นแสงแดดสะท้อนพื้นหินเก่าเป็นประกายสวยงามอย่างน่าจดจำ เมืองนี้คือสถานที่ที่ยิ่งเดินยิ่งรู้สึกว่า “ความเก่า” ไม่ได้หมายถึงความล้าสมัย แต่คือความลึกซึ้งที่ทำให้เราอยากหยุดอยู่กับปัจจุบันให้นานขึ้น พักที่ดูบรอฟนิก

วันที่ 6: ดูบรอฟนิก – โคตอร์ – ข้ามพรมแดนสู่มอนเตเนโกรและท่องเมืองเก่าริมฟยอร์ดแห่งยุโรปใต้

ออกเดินทางจากดูบรอฟนิกข้ามพรมแดนสู่มอนเตเนโกร ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ปลายทางคือเมืองโคตอร์ เมืองเก่าริมอ่าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีบรรยากาศโรแมนติกที่สุดในแถบบอลข่าน

Kotor ตั้งอยู่ริมอ่าวที่หลายคนเรียกว่าเป็นฟยอร์ดแห่งยุโรปใต้ แม้ในทางภูมิศาสตร์จะไม่ใช่ฟยอร์ดแท้ แต่ภูเขาสูงที่โอบล้อมผืนน้ำสงบนิ่งก็ทำให้ภาพตรงหน้าดูยิ่งใหญ่และนุ่มลึกในเวลาเดียวกัน เมืองเก่าของโคตอร์ถูกล้อมด้วยกำแพงหินหนาแน่น เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคกลาง ถนนแคบ ๆ จัตุรัสเล็ก ๆ และอาคารหินสีอุ่นทำให้ที่นี่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง

ชม มหาวิหารเซนต์ทริฟูน มหาวิหารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญผู้คุ้มครองเมือง และชม หอนาฬิกา หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่เป็นเหมือนพยานของกาลเวลา โคตอร์คือเมืองที่ไม่ได้เรียกร้องความตื่นเต้น แต่ดึงดูดด้วยความนิ่ง สงบ และงดงามแบบคลาสสิก พักที่โคตอร์

วันที่ 7: Our Lady of the Rocks – อาราม Ostrog – Tara Canyon – Žabljak – ล่องชมเกาะแห่งศิลาศรัทธา ตื่นตาอารามหน้าผา และหุบเขาแคนยอนยักษ์

เช้านี้เริ่มด้วยการล่องเรือหรือเดินทางสู่ Our Lady of the Rocks ใช้เวลาจากโคตอร์ประมาณ 30–45 นาทีสู่เมืองเพอราสต์ และนั่งเรือสั้น ๆ ต่อไปยังเกาะเล็กกลางอ่าว โบสถ์แห่งนี้มีตำนานที่งดงาม ชาวประมงสองพี่น้องพบภาพไอคอนของพระแม่มารีบนโขดหินกลางทะเล จึงเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และช่วยกันนำหินมาถมทะเลจนเกิดเป็นเกาะเทียมขึ้นมา เรื่องเล่านี้ทำให้สถานที่เล็ก ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยความศรัทธาและความอ่อนโยนอย่างน่าประทับใจ

ใกล้กันคือเกาะ Sveti Đorđe ที่เงียบสงบและลึกลับกว่า ภาพของสองเกาะที่ตั้งคู่กันกลางอ่าวคือหนึ่งในทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของมอนเตเนโกร จากนั้นเดินทางต่อสู่อาราม Ostrog Monastery ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง อารามสีขาวที่สร้างฝังเข้าไปในหน้าผาสูงอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นจุดหมายของผู้แสวงบุญจากหลายศาสนา เพราะเชื่อกันว่าเป็นสถานที่แห่งปาฏิหาริย์และการเยียวยา

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Tara Canyon ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง แคนยอนขนาดใหญ่ที่ลึกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทิวทัศน์ที่นี่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และดิบงามต่างจากเมืองชายฝั่งอย่างสิ้นเชิง ก่อนปิดวันด้วยการเดินข้าม Tara Bridge สะพานคอนกรีตโค้งที่ทอดผ่านหุบเขาอย่างงดงาม เป็นจุดชมวิวที่ทำให้เห็นพลังของธรรมชาติและงานวิศวกรรมในภาพเดียวกัน คืนนี้พักที่ Žabljak เมืองเล็กกลางธรรมชาติที่อากาศบริสุทธิ์และเงียบสงบอย่างแท้จริง

วันที่ 8: Žabljak – เมืองบุดวา – Sveti Stefan – พอดโกริก้า – สัมผัสชีวิตชีวาเมืองตากอากาศโบราณ แวะชมเกาะรีสอร์ตหรู และสู่เมืองหลวง

ออกเดินทางจาก Žabljak ลงสู่ชายฝั่ง ใช้เวลาประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง สู่เมืองบุดวา เมืองรีสอร์ตชื่อดังของมอนเตเนโกรที่มีทั้งทะเล เมืองเก่า และบรรยากาศพักผ่อนแบบเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้แตกต่างจากโคตอร์ตรงที่มีชีวิตชีวากว่า สดใสกว่า แต่ยังคงมีเสน่ห์จากกำแพงหินและตรอกเล็กในเขตเมืองเก่า

เดินชมป้อมปราการและย่านเมืองเก่าที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเป็นเมืองชายฝั่งซึ่งผ่านการปกครองของหลายอารยธรรม ทั้งอิลลิเรียน โรมัน เวนิส และออสเตรีย-ฮังการี ความหลากหลายทางประวัติศาสตร์ทำให้บุดวามีบุคลิกเฉพาะตัว จากนั้นแวะชม Sveti Stefan ใช้เวลาจากบุดวาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวชื่อดังที่แทบจะเป็นภาพจำของประเทศ เกาะเล็กที่เชื่อมกับแผ่นดินด้วยทางคันดินแคบ ๆ เคยเป็นหมู่บ้านประมง ก่อนจะกลายเป็นรีสอร์ตหรูระดับโลก ความงามของที่นี่อยู่ที่ความสมดุลระหว่างทะเล ภูเขา และสถาปัตยกรรมหินสีอ่อนที่ดูกลมกลืนอย่างน่าทึ่ง

จากนั้นเดินทางต่อสู่พอดโกริก้า เมืองหลวงของมอนเตเนโกร ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองนี้อาจไม่ได้โดดเด่นในเชิงท่องเที่ยวเท่าเมืองชายฝั่ง แต่เป็นเหมือนบทสรุปที่สงบและเรียบง่ายของทริป พักที่ Podgorica

วันที่ 9: พอดโกริก้า – เดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเพื่อออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยเที่ยวบิน TK1086 แวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ช่วงเวลาระหว่างเดินทางกลับมักเป็นห้วงเวลาที่ภาพความทรงจำของทั้งทริปค่อย ๆ ย้อนกลับมา ทั้งสีเขียวมรกตของพลิตวิเซ่ กำแพงหินของดูบรอฟนิก ความสงบของอ่าวโคตอร์ และภูเขายิ่งใหญ่ของมอนเตเนโกร ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผ่านหลายเมือง แต่เป็นการค่อย ๆ ซึมซับหลายอารมณ์ของดินแดนบอลข่านอย่างลึกและละมุน

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจแสนยาวนาน

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำของการเดินทางที่ไม่ได้เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ยังติดอยู่ในใจ โครเอเชียและมอนเตเนโกรอาจไม่ใช่ปลายทางที่อึกทึกที่สุดในยุโรป แต่กลับเป็นเส้นทางที่ให้ทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ตำนาน และความงามที่ค่อย ๆ เปิดเผยตัวเองกับคนที่ยอมเดินทางอย่างช้า ๆ และตั้งใจมองจริง ๆ นั่นเอง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม