Categories
01 Nordic Trip-Hightlight

นอร์เวย์ล่าแสงเหนือ โลโฟเทน ฟลอม เบอร์เกน

นอร์เวย์ โลโฟเทน ฟลอม
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Henningsvær – เวนิสแห่งโลโฟเทน
    หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยทะเลและภูเขา ไฮไลท์คือสนามฟุตบอลกลางวิวสุดอลังการที่หลายคนยกให้สวยที่สุดในโลก เป็นมุมที่ทำให้รู้สึกว่าโลโฟเทนมีเสน่ห์เกินคำบรรยาย
  • Uttakleiv / Haukland / Ramberg Beach – หาดสวยละมุนของนอร์เวย์
    หาดทรายขาวอมชมพู ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใสและฉากหลังเป็นภูเขา บรรยากาศสงบ สวยแบบนุ่มลึก เหมาะกับการเดินเล่นช้าๆ และเก็บภาพธรรมชาติที่ดูเหมือนหลุดจากโปสการ์ด
  • Reine & Sakrisøy – ภาพจำที่สวยที่สุดของโลโฟเทน
    หมู่บ้านชาวประมงสีแดงสดกลางอ้อมกอดของฟยอร์ดและขุนเขา พร้อมบ้านสีเหลืองมัสตาร์ดสุดไอคอนิกที่ Sakrisøy เป็นจุดที่ใครมาโลโฟเทนก็ต้องอยากเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง
  • Nusfjord – หมู่บ้านชาวประมงโบราณที่เหมือนเวลาหยุดเดิน
    เสน่ห์ของที่นี่อยู่ที่ความเรียบง่ายและดั้งเดิม บ้านไม้ ท่าเรือ และเรื่องราววิถีชีวิตชาวประมงที่ยังคงกลิ่นอายอดีตไว้อย่างสมบูรณ์ เดินแล้วให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวาแบบนอร์เวย์แท้ๆ
  • Flåm Railway & Stegastein – เส้นทางวิวฟยอร์ดที่ต้องไปสักครั้ง
    นั่งรถไฟสายโรแมนติกผ่านหุบเขา น้ำตก และธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ ก่อนขึ้นไปยืนบนจุดชมวิว Stegastein ที่ยื่นออกไปเหนือฟยอร์ด เป็นโมเมนต์ที่ทั้งตื่นเต้นและเงียบงามในเวลาเดียวกัน
  • Nærøyfjord & Bergen – ปิดท้ายด้วยฟยอร์ดระดับโลกและเมืองน่ารักริมทะเล
    ล่องเรือชม Nærøyfjord ฟยอร์ดมรดกโลก UNESCO ที่แคบ งดงาม และเต็มไปด้วยพลังของธรรมชาติ แล้วค่อยไปซึมซับเสน่ห์เมืองเบอร์เกนกับท่าเรือไม้สีสด Bryggen Wharf ที่ทั้งคลาสสิก อบอุ่น และมีชีวิตชีวาแบบเมืองยุโรปเหนือ
สรุปแผนเดินทาง

Day 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิช่วงค่ำ เตรียมตัวออกเดินทางสู่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยสายการบิน Thai Airways

Day 2: ออสโล – สโวลแวร์

เดินทางถึงกรุงออสโล ก่อนต่อเที่ยวบินภายในประเทศสู่เมือง สโวลแวร์ (Svolvær) เมืองศูนย์กลางของหมู่เกาะโลโฟเทน

ชมวิวภูเขา The Goat แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พร้อมสัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตชาวประมงอันเรียบง่าย

Day 3: สโวลแวร์ – Henningsvær – Uttakleiv – Haukland – Ramberg – Hamnøy

ออกเดินทางเที่ยวชมเส้นทางธรรมชาติอันงดงามของโลโฟเทน

แวะหมู่บ้านชาวประมง Henningsvær ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ก่อนเดินทางต่อสู่ชายหาดชื่อดังอย่าง Uttakleiv Beach และ Haukland Beach

ชมวิวทะเล ภูเขา และหาดทรายสีขาวอมชมพู ก่อนเดินทางต่อผ่าน Ramberg สู่หมู่บ้าน Hamnøy หนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยมของโลโฟเทน

Day 4: Hamnøy – Reine – Å – Sakrisøy – Fredvang – Nusfjord – สโวลแวร์

เจาะลึกหมู่บ้านไฮไลต์ของหมู่เกาะโลโฟเทน เริ่มจาก Reine หมู่บ้านริมฟยอร์ดที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูง

เดินทางต่อสู่หมู่บ้าน Å หมู่บ้านปลายสุดของเส้นทางโลโฟเทน แวะชมบรรยากาศสีสันสดใสของ Sakrisøy และเส้นทางวิวสวยบริเวณ Fredvang

ก่อนปิดท้ายที่ Nusfjord หมู่บ้านชาวประมงโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงาม แล้วเดินทางกลับสู่สโวลแวร์

Day 5: สโวลแวร์ – เบอร์เกน – วอสส์

เดินทางจากโลโฟเทนสู่เมือง เบอร์เกน (Bergen) เมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันตกของนอร์เวย์

จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง วอสส์ (Voss) เมืองตากอากาศท่ามกลางภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติอันเงียบสงบ

Day 6: วอสส์ – Flåm – Stegastein – Nærøyfjord – Tvindefossen – วอสส์

สัมผัสหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวที่งดงามที่สุดของนอร์เวย์

นั่งรถไฟสายโรแมนติกสู่เมือง Flåm ชมวิวหุบเขาและธรรมชาติระหว่างทาง

เดินทางสู่จุดชมวิว Stegastein Viewpoint เพื่อชมทัศนียภาพฟยอร์ดจากมุมสูง

จากนั้นล่องเรือชม Nærøyfjord ฟยอร์ดมรดกโลกที่มีชื่อเสียง ก่อนแวะชมน้ำตก Tvindefossen และเดินทางกลับสู่เมืองวอสส์

Day 7: วอสส์ – เบอร์เกน

เดินทางกลับสู่เมืองเบอร์เกน เที่ยวชมย่านประวัติศาสตร์ Bryggen Wharf อาคารไม้สีสันสดใสริมท่าเรืออันเป็นเอกลักษณ์

ขึ้นรถรางสู่ยอดเขา Fløyen เพื่อชมวิวเมืองเบอร์เกนจากมุมสูง

จากนั้นอิสระเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย

Day 8: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเมืองเบอร์เกน เพื่อบินกลับมายังกรุงออสโล

จากนั้นเตรียมตัวออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways

Day 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากทริปนอร์เวย์อันงดงาม ทั้งหมู่เกาะโลโฟเทน เมืองริมฟยอร์ด และธรรมชาติระดับโลกของนอร์เวย์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 21.30 น. เพื่อออกเดินทางสู่กรุงออสโล โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG954 ใช้เวลาบินประมาณ 11–12 ชั่วโมงข้ามทวีปสู่ดินแดนสแกนดิเนเวีย
พักผ่อนบนเครื่องบิน

Day 2: ออสโล – สโวลแวร์

เดินทางถึงออสโล และต่อเที่ยวบินภายในประเทศสู่เมืองสโวลแวร์ (Svolvær) ใช้เวลาบินรวมต่อเครื่องประมาณ 3–5 ชั่วโมง เมืองนี้ถือเป็นประตูสำคัญสู่หมู่เกาะโลโฟเทน และเป็นศูนย์กลางการประมงที่มีชื่อเสียงของนอร์เวย์ จากตัวเมืองสามารถชมวิวภูเขา Svolværgeita หรือ The Goat ซึ่งเป็นยอดหินคู่สัญลักษณ์ของเมือง ได้เห็นบรรยากาศท่าเรือ บ้านเรือนริมอ่าว และวิถีชีวิตชาวประมงที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

พักที่ Svolvær

Day 3: สโวลแวร์ – Henningsvær – Uttakleiv – Haukland – Ramberg – Hamnøy

ออกเดินทางท่องเที่ยวในหมู่เกาะโลโฟเทน โดยใช้เวลาเดินทางระหว่างจุดต่างๆ รวมประมาณ 4–5 ชั่วโมง
เริ่มที่ Henningsvær หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ได้รับสมญาว่าเป็น “เวนิสแห่งโลโฟเทน” เพราะตั้งอยู่บนเกาะเล็กหลายเกาะเชื่อมต่อกันด้วยสะพาน จุดเด่นคือสนามฟุตบอลกลางทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก จากนั้นเดินทางสู่หาด Uttakleiv และ Haukland ชายหาดชื่อดังที่มีทั้งภูเขา ทะเล และแสงธรรมชาติสวยงาม เป็นจุดชมวิวที่แสดงให้เห็นความมหัศจรรย์ของโลโฟเทนได้อย่างชัดเจน ก่อนแวะ Ramberg Beach ชายหาดทรายขาวอมชมพูที่มีฉากหลังเป็นภูเขาและหมู่บ้านเล็กๆ บรรยากาศสงบงดงาม

พักที่ Hamnøy

Day 4: Hamnøy – Reine – Å – Sakrisøy – Fredvang – Nusfjord – Svolvær

เดินทางท่องเที่ยวต่อในเขตใต้ของโลโฟเทน ระยะทางรวมค่อนข้างไกล ใช้เวลาเดินทางและแวะเที่ยวประมาณ 6–8 ชั่วโมง
ชมหมู่บ้าน Reine ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดของนอร์เวย์ ด้วยภาพบ้านชาวประมงสีแดงริมฟยอร์ดที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูง ต่อด้วยหมู่บ้าน Å ซึ่งเป็นปลายสุดของถนนสาย E10 และเคยเป็นชุมชนประมงปลาค็อดสำคัญในอดีต จากนั้นแวะ Sakrisøy เพื่อถ่ายภาพกับบ้านสีเหลืองมัสตาร์ดอันเป็นเอกลักษณ์ และแวะสะพาน Fredvang จุดชมวิวที่สวยมากอีกแห่งหนึ่ง ก่อนปิดท้ายที่ Nusfjord หมู่บ้านชาวประมงโบราณที่อนุรักษ์ไว้ได้สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ เคยรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมปลาค็อดตากแห้งซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของภูมิภาคมานานหลายร้อยปี

พักที่ Svolvær

Day 5: สโวลแวร์ – เบอร์เกน – วอสส์

เดินทางจากสโวลแวร์โดยเครื่องบินสู่เมืองเบอร์เกน ใช้เวลารวมต่อเครื่องประมาณ 4–6 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองวอสส์ (Voss) ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง วอสส์เป็นเมืองตากอากาศกลางหุบเขาที่มีชื่อเสียงด้านธรรมชาติและกิจกรรมผจญภัย ทั้งยังเป็นจุดพักสำคัญสำหรับเส้นทางฟยอร์ดของนอร์เวย์ เมืองนี้รายล้อมด้วยทะเลสาบ ภูเขา และลำน้ำ ให้บรรยากาศเงียบสงบและสดชื่น

พักที่ Voss

Day 6: วอสส์ – Flåm – Stegastein – Nærøyfjord – Tvindefossen – วอสส์

วันนี้เดินทางท่องเที่ยวเส้นทางฟยอร์ดที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ ใช้เวลาเดินทางทั้งวันประมาณ 8–10 ชั่วโมง
เริ่มต้นด้วยการนั่งรถไฟสาย Flåm Railway เส้นทางรถไฟสายสั้นแต่สวยติดอันดับโลก สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมหมู่บ้านฟลอมกับเส้นทางรถไฟหลัก ผ่านหุบเขาสูงชัน น้ำตก และทิวทัศน์ธรรมชาติอันน่าประทับใจ จากนั้นขึ้นจุดชมวิว Stegastein ซึ่งยื่นออกไปเหนือฟยอร์ดราวกับลอยอยู่กลางอากาศ เปิดมุมมองกว้างไกลเหนือ Aurlandsfjord ต่อด้วยการล่องเรือชม Nærøyfjord ฟยอร์ดแคบที่สวยงามและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก เพราะมีภูมิประเทศที่โดดเด่นและยังคงความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ก่อนแวะชม Tvindefossen น้ำตกชื่อดังที่มีตำนานเล่าว่า ผู้ที่ได้ดื่มน้ำจากที่นี่จะมีความอ่อนเยาว์และสุขภาพดี

พักที่ Voss

Day 7: วอสส์ – เบอร์เกน

เดินทางจากวอสส์สู่เบอร์เกน ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง
เที่ยวชมเมืองเบอร์เกน เมืองท่าสำคัญเก่าแก่ของนอร์เวย์ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าของสันนิบาตฮันเซียติก เริ่มที่ย่าน Bryggen Wharf เขตท่าเรือเก่าซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดดเด่นด้วยอาคารไม้สีสันสดใสที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางการค้าในยุคกลาง จากนั้นขึ้นรถรางไฟฟ้า Fløibanen สู่ยอดเขา Fløyen เพื่อชมวิวเมืองเบอร์เกน มหาสมุทร และแนวภูเขาโดยรอบแบบพาโนรามา ก่อนอิสระเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกชิมอาหารทะเลสดที่ตลาดปลาซึ่งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเมือง

พักที่ Bergen

Day 8: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

เดินทางจากเบอร์เกนกลับสู่ออสโลโดยเที่ยวบินภายใน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และเผื่อเวลาต่อเครื่องสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ
จากนั้นเตรียมออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG955 เวลา 13.20 น. ปิดท้ายการเดินทางแห่งนอร์เวย์ด้วยความทรงจำของฟยอร์ด หมู่บ้านชาวประมง และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
พักผ่อนบนเครื่องบิน

Day 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทย เวลา 06.20 น. โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากดินแดนฟยอร์ดและหมู่เกาะโลโฟเทน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic

นอร์เวย์ล่าแสง ฟินแลนด์ แลปแลนด์ โลโฟเทน

นอร์เวย์ ล่าแสงเหนือ - ฟินแลนด์ แลปแลนด์ โลโฟเทน
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • นอน Glass Igloo ที่ Kakslauttanen ลุ้นแสงเหนือจากเตียง
  • นั่งเลื่อนกวางเรนเดียร์กลางป่าสนหิมะ
  • ขับสโนว์โมบิลผจญภัยในอาร์กติก
  • Husky Safari & Santa Claus Village สัมผัส Lapland แท้
  • ขึ้นกระเช้า Fjellheisen ชมวิว Tromsø และลุ้นแสงเหนือ
  • เที่ยวหมู่บ้านชาวประมง Hamnøy, Reine, Sakrisøy ในโลโฟเทน วิวสวยเหมือนโปสการ์ด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ สู่ เฮลซิงกิ

เดินทางถึงเฮลซิงกิ เช็คอินและพักผ่อน

วันที่ 2: เฮลซิงกิ – อิวาโล – Kakslauttanen Arctic Resort

บินสู่ Ivalo แล้วเดินทางต่อสู่ Kakslauttanen Arctic Resort รีสอร์ตชื่อดังระดับโลกในแลปแลนด์ ตั้งอยู่ในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล ล้อมรอบด้วยป่าสนและทุ่งหิมะ ไฮไลต์คือการนอนใน Glass Igloo ที่มีหลังคากระจกให้นอนชมแสงเหนือจากภายในห้องพัก ช่วงบ่ายสัมผัสกิจกรรม Reindeer Sledge นั่งเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์ผ่านป่าสน เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวซามิ

วันที่ 3: Kakslauttanen – โรวาเนียมิ (Rovaniemi)

เช้าขับ Snowmobile Safari ซิ่งผ่านทุ่งหิมะและป่าอาร์กติก จากนั้นเดินทางสู่โรวาเนียมิ แวะฟาร์มฮัสกี้ทำกิจกรรม Husky Safari นั่งเลื่อนลากโดยสุนัขฮัสกี้ ก่อนเข้าชม Santa Claus Village หมู่บ้านซานตาคลอสอย่างเป็นทางการ ตั้งอยู่บนเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลพอดี เป็นสถานที่เดียวในโลกที่สามารถพบซานตาคลอสได้ตลอดทั้งปี

วันที่ 4: โรวาเนียมิ – ทรอมโซ (Tromsø)

บินสู่ทรอมโซ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์เหนือ ขึ้นกระเช้า Fjellheisen สู่ยอดเขา Storsteinen สูง 421 เมตร ชมวิวพาโนรามาของเมืองและฟยอร์ด ถือเป็นจุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุดในทรอมโซ

วันที่ 5: ทรอมโซ – นาร์วิก (Narvik)

ขับรถลงใต้สู่นาร์วิก แวะ Polar Park สวนสัตว์ที่อยู่เหนือสุดในโลก เป็นที่เดียวที่สามารถพบสัตว์นักล่าแห่งอาร์กติกอย่างหมาป่า หมีสีน้ำตาล ลิงซ์ และวูล์ฟเวอรีน ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

วันที่ 6: นาร์วิก – สโวลแวร์ (Svolvær) – หมู่เกาะโลโฟเทน

เดินทางเข้าสู่หมู่เกาะโลโฟเทน ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยภูเขาสูงชันตัดกับทะเลสีฟ้า Svolvær คือเมืองหลักของโลโฟเทน เดินเล่นชมท่าเรือและบรรยากาศเมืองประมงที่มีชีวิตชีวา

วันที่ 7: เฮนนิ่งสแวร์ (Henningsvær) – นุสฟยอร์ด (Nusfjord) – ฮามนอย (Hamnøy)

Henningsvær คือหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กหลายเกาะ มีสนามฟุตบอลริมทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก Nusfjord เป็นหมู่บ้านประมงเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จากนั้นเช็คอินที่ Hamnøy พักในบ้านชาวประมง Rorbuer สีแดงริมน้ำ ซึ่งเป็นภาพสัญลักษณ์ของโลโฟเทน

วันที่ 8: หมู่บ้าน Å – เรเน่ (Reine) – Sakrisøy

Å คือหมู่บ้านปลายสุดของโลโฟเทน เงียบสงบและดั้งเดิม Reine คือจุดถ่ายภาพที่ได้รับการโหวตว่าสวยที่สุดในนอร์เวย์ ด้วยภูเขาสูงสะท้อนในน้ำ Sakrisøy เป็นหมู่บ้านเล็กสีเหลืองสดใสที่น่ารักมาก ตอนเย็นรอชมแสงเหนือหน้าบ้านพักที่ Hamnøy

วันที่ 9: ชายหาด Haukland & Uttakleiv – ออสโล (Oslo)

ชมชายหาดทรายขาวน้ำใสที่ Haukland และ Uttakleiv ซึ่งหาดุได้ยากในเขตอาร์กติก ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อบินเข้าออสโล

วันที่ 10: ออสโล – กรุงเทพฯ

เวลาอิสระในออสโล เดินเล่นย่าน Karl Johans gate ชม Opera House หรือนั่งจิบกาแฟที่ท่าเรือ Aker Brygge ก่อนเดินทางสู่สนามบิน Oslo Gardermoen เพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 11: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ สู่ เฮลซิงกิ

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เฮลซิงกิ เมืองหลวงริมทะเลบอลติกของฟินแลนด์ เมืองที่ให้ความรู้สึกสงบ เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวแบบนอร์ดิกแท้ ๆ หลังเครื่องลงจอด ใช้เวลาจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองราว 30–40 นาที วันแรกจึงเหมาะกับการเช็คอิน พักผ่อน และค่อย ๆ ปรับร่างกายให้เข้ากับอากาศเย็นและจังหวะชีวิตที่ช้าลง ราวกับเป็นการตั้งต้นลมหายใจใหม่ ก่อนออกเดินทางขึ้นเหนือไปสู่ดินแดนแห่งหิมะและแสงเหนือ

วันที่ 2: เฮลซิงกิ – อิวาโล – Kakslauttanen Arctic Resort

เช้านี้ออกเดินทางโดยเที่ยวบินภายในประเทศจากเฮลซิงกิสู่ Ivalo ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที จากนั้นนั่งรถต่อไปยัง Kakslauttanen Arctic Resort ราว 30–40 นาที รีสอร์ตระดับตำนานแห่งแลปแลนด์ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าสนและทุ่งหิมะในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงที่พัก แต่คือประสบการณ์ที่หลายคนใฝ่ฝัน — การนอนใน Glass Igloo ใต้หลังคากระจกใส เฝ้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเงียบงัน และอาจได้เห็นแสงเหนือเต้นระบำอยู่เหนือเตียงนอนของตัวเอง

ช่วงบ่าย สัมผัสกิจกรรม Reindeer Sledge การนั่งเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์ผ่านป่าหิมะอย่างเนิบช้า กวางเรนเดียร์ไม่ใช่เพียงสัตว์สัญลักษณ์ของคริสต์มาส แต่คือวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวซามิ ชนพื้นเมืองแห่งดินแดนเหนือสุดของยุโรป การได้นั่งอยู่บนเลื่อน ฟังเสียงหิมะใต้ล้อ และมองแนวสนขาวโพลนเคลื่อนผ่านไปช้า ๆ คือช่วงเวลาที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่า slow travel ได้อย่างแท้จริง

วันที่ 3: Kakslauttanen – โรวาเนียมิ (Rovaniemi)

เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความตื่นเต้นของ Snowmobile Safari ขับสโนว์โมบิลฝ่าป่าอาร์กติกและลานหิมะกว้างสุดสายตา เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนชีวิตฤดูหนาวของผู้คนในแลปแลนด์อย่างชัดเจน จากนั้นออกเดินทางสู่โรวาเนียมิ ใช้เวลาประมาณ 3.5–4 ชั่วโมงโดยรถยนต์ ระหว่างทางแวะฟาร์มฮัสกี้เพื่อทำกิจกรรม Husky Safari การนั่งเลื่อนที่ลากโดยสุนัขฮัสกี้ให้ความรู้สึกต่างจากกวางเรนเดียร์โดยสิ้นเชิง — เร็ว สนุก มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยพลัง

เมื่อถึงโรวาเนียมิ เมืองหลวงแห่งแลปแลนด์ฟินแลนด์ จะได้เข้าชม Santa Claus Village หมู่บ้านซานตาคลอสที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ตั้งอยู่บนเส้น Arctic Circle พอดี ตำนานซานตาคลอสที่ผูกโยงกับแลปแลนด์ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าสำหรับเด็ก แต่เป็นภาพแทนของดินแดนแห่งฤดูหนาว ความอบอุ่น และจินตนาการที่มีอยู่จริง การได้มายืนอยู่ตรงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลจึงเหมือนเป็นหมุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

วันที่ 4: โรวาเนียมิ – ทรอมโซ (Tromsø)

ออกเดินทางโดยเครื่องบินจากโรวาเนียมิไปยังทรอมโซ ใช้เวลาประมาณ 3–5 ชั่วโมงรวมเวลาต่อเครื่อง ขึ้นอยู่กับตารางบิน ทรอมโซคือเมืองใหญ่ที่สุดของนอร์เวย์เหนือ และได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแห่งแสงเหนือของโลก เมืองนี้มีทั้งภูเขา ฟยอร์ด ทะเล และบรรยากาศแบบขั้วโลกที่ยังคงมีชีวิตชีวา

ช่วงบ่ายขึ้นกระเช้า Fjellheisen ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีสู่ยอดเขา Storsteinen ที่ระดับความสูง 421 เมตร เบื้องหน้าคือวิวพาโนรามาของเมือง ทะเล และภูเขาที่โอบล้อมกันอย่างงดงาม หากท้องฟ้าเปิด ที่นี่คือหนึ่งในจุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุดของทรอมโซ เพราะอยู่สูงพ้นแสงไฟบางส่วนและเปิดรับขอบฟ้ากว้างสุดสายตา เมืองนี้จึงไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่ยังเป็นหนึ่งในประตูสู่โลกอาร์กติกที่คนรักธรรมชาติไม่ควรพลาด

วันที่ 5: ทรอมโซ – นาร์วิก (Narvik)

เช้าวันนี้ออกเดินทางด้วยรถยนต์จากทรอมโซสู่นาร์วิก ใช้เวลาประมาณ 4–4.5 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ พาเราลงใต้ผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างนุ่มนวล ทั้งภูเขาหิมะ ทะเลสาบ และฟยอร์ดเงียบงัน ระหว่างทางแวะ Polar Park สวนสัตว์ที่ได้ชื่อว่าอยู่เหนือสุดในโลก ที่นี่แตกต่างจากสวนสัตว์ทั่วไป เพราะออกแบบให้สัตว์อาศัยอยู่ในพื้นที่กว้างใกล้เคียงธรรมชาติจริงมากที่สุด

เสน่ห์ของ Polar Park คือโอกาสที่จะได้เห็นสัตว์นักล่าแห่งอาร์กติก เช่น หมาป่า หมีสีน้ำตาล ลิงซ์ และวูล์ฟเวอรีน ในบรรยากาศที่ไม่เร่งรีบ การได้เห็นสัตว์เหล่านี้ท่ามกลางหิมะและป่าสน ทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติของโลกเหนือยังคงดิบ งดงาม และน่าเกรงขามเพียงใด ก่อนเข้าสู่นาร์วิก เมืองเล็กที่รายล้อมด้วยภูเขาและมีประวัติสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจากการเป็นเมืองท่าแร่เหล็กที่ยุทธศาสตร์ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค

วันที่ 6: นาร์วิก – สโวลแวร์ (Svolvær) – หมู่เกาะโลโฟเทน

วันนี้เริ่มเข้าสู่หนึ่งในช่วงที่งดงามที่สุดของการเดินทาง ขับรถจากนาร์วิกสู่สโวลแวร์ ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ เปิดเผยภาพของหมู่เกาะโลโฟเทน ดินแดนที่ได้รับการยกย่องว่ามีภูมิทัศน์สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยภูเขาหินแหลมคมที่พุ่งขึ้นจากทะเลสีคราม หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ และแสงเหนือที่มักมาเยือนในฤดูหนาว

สโวลแวร์คือเมืองหลักของโลโฟเทน เต็มไปด้วยท่าเรือ เรือประมง และบ้านไม้สีสด บรรยากาศมีทั้งความคึกคักและความอบอุ่นในแบบเมืองชายฝั่งนอร์เวย์ เมืองนี้เติบโตจากวัฒนธรรมประมงปลาค็อดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโลโฟเทนมาหลายร้อยปี การเดินเล่นช้า ๆ ริมท่าเรือในอากาศเย็นจัด จึงไม่ใช่แค่การชมวิว แต่เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์ผ่านชีวิตจริงของผู้คนที่ยังผูกพันกับทะเลเสมอมา

วันที่ 7: เฮนนิ่งสแวร์ (Henningsvær) – นุสฟยอร์ด (Nusfjord) – ฮามนอย (Hamnøy)

วันนี้คือวันของการซึมซับเสน่ห์โลโฟเทนอย่างเต็มที่ จากสโวลแวร์ไป Henningsvær ใช้เวลาราว 30–40 นาที หมู่บ้านชาวประมงบนเกาะเล็กหลายเกาะแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องสนามฟุตบอลริมทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่ความน่ารักของที่นี่อยู่ที่จังหวะชีวิตเรียบง่าย แกลเลอรีเล็ก ๆ คาเฟ่เงียบ ๆ และบ้านไม้ที่ตั้งรับลมหนาวอยู่ริมน้ำ

จากนั้นเดินทางต่อไป Nusfjord ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง หมู่บ้านประมงโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนเหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่นี่ทำให้เห็นภาพโลโฟเทนในอดีตอย่างชัดเจน ทั้งท่าเรือ บ้านชาวประมง และโครงสร้างชุมชนที่เติบโตมาจากทะเล ปลายทางของวันคือ Hamnøy ใช้เวลาอีกประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง ที่นี่คือหนึ่งในจุดภาพจำของโลโฟเทน กับบ้านชาวประมง Rorbuer สีแดงที่ตั้งเรียงอยู่ริมน้ำ ฉากหลังเป็นภูเขาสูงชันราวกับภาพวาด การได้พักค้างคืนที่นี่ไม่ใช่แค่สวย แต่เป็นการได้อยู่ “ข้างใน” ภาพของโลโฟเทนจริง ๆ

วันที่ 8: หมู่บ้าน Å – เรเน่ (Reine) – Sakrisøy

เช้าวันนี้ออกสำรวจตอนใต้ของโลโฟเทนอย่างสบาย ๆ จาก Hamnøy ไป Å ใช้เวลาประมาณ 20–25 นาที หมู่บ้านชื่อสั้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นปลายทางสุดถนนของหมู่เกาะโลโฟเทน Å ยังคงบรรยากาศดั้งเดิม เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แบบหมู่บ้านประมงแท้ ๆ ราวกับเวลาที่นี่เดินช้ากว่าที่อื่น

จากนั้นเดินทางต่อไป Reine ใช้เวลาเพียง 10 นาที หมู่บ้านที่มักได้รับการโหวตว่าสวยที่สุดในนอร์เวย์ ด้วยภาพภูเขาสูงตระหง่านสะท้อนผืนน้ำ และบ้านสีแดงเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมฟยอร์ด ชื่อของ Reine จึงกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความฝันสำหรับนักเดินทางทั่วโลก ก่อนแวะ Sakrisøy หมู่บ้านเล็กสีเหลืองสดใสที่อยู่ไม่ไกล ใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที ความน่ารักของที่นี่อยู่ที่สีสันสดตัดกับภูเขาและหิมะอย่างงดงาม ตอนเย็นกลับมาที่ Hamnøy และรอชมแสงเหนือหน้าที่พัก ช่วงเวลานี้ไม่มีอะไรต้องรีบ มีเพียงความเงียบ ความหนาว และสายตาที่เฝ้ารอแสงสีเขียวบนท้องฟ้าอย่างอ่อนโยน

วันที่ 9: ชายหาด Haukland & Uttakleiv – ออสโล (Oslo)

ออกเดินทางจาก Hamnøy สู่หาด Haukland ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง และต่อไป Uttakleiv เพียง 10–15 นาที ทั้งสองชายหาดคืออีกด้านของโลโฟเทนที่หลายคนคาดไม่ถึง — ทรายขาว น้ำทะเลใส และวิวภูเขาที่รายล้อมอยู่รอบด้าน แม้อยู่ในเขตอาร์กติก แต่กลับให้บรรยากาศงดงามแปลกตาราวกับชายฝั่งในอีกโลกหนึ่ง

จากนั้นเดินทางต่อสู่สนามบิน Leknes หรือ Svolvær ตามตารางบิน โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที–2.5 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับสนามบินที่เลือก และบินเข้าออสโล ใช้เวลารวมประมาณ 3–5 ชั่วโมงรวมต่อเครื่อง เมืองหลวงของนอร์เวย์ให้ความรู้สึกต่างจากหลายวันที่ผ่านมาอย่างชัดเจน จากธรรมชาติอันเวิ้งว้างกลับสู่เมืองที่ทันสมัย เรียบเท่ และมีจังหวะชีวิตแบบสแกนดิเนเวียนร่วมสมัย เป็นเหมือนบทสรุปที่นุ่มนวลก่อนการเดินทางสิ้นสุดลง

วันที่ 10: ออสโล – กรุงเทพฯ

วันสุดท้ายในยุโรปเหนือ ปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างสบายในออสโล จะเดินเล่นบนถนน Karl Johans gate ชมอาคารสำคัญของเมือง แวะ Opera House ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมมินิมอลราวภูเขาน้ำแข็ง หรือจะนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ ที่ Aker Brygge ริมน้ำก็ล้วนเหมาะกับจังหวะปิดท้ายทริปนี้ทั้งสิ้น ออสโลอาจไม่ได้หวือหวาเท่าเมืองใหญ่ในยุโรปอื่น แต่มีเสน่ห์ตรงความพอดี — เมืองที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ศิลปะ และคุณภาพชีวิตอย่างลงตัว

ก่อนถึงเวลาเดินทางไปสนามบิน Oslo Gardermoen ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 20–30 นาทีโดยรถไฟด่วน หรือราว 40–50 นาทีโดยรถยนต์ แล้วออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมความทรงจำของป่าสน หิมะ ฟยอร์ด หมู่บ้านชาวประมง และคืนที่เฝ้ามองฟ้าอย่างมีความหวัง

วันที่ 11: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การเดินทางครั้งนี้อาจจบลงเมื่อเครื่องแตะพื้น แต่ความรู้สึกของโลโฟเทน แลปแลนด์ และโลกอาร์กติกจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน เพราะนี่ไม่ใช่แค่ทริปดูแสงเหนือ แต่คือการค่อย ๆ เดินทางผ่านดินแดนที่สอนให้เรามองเห็นความงามของความเงียบ ความเรียบง่าย และธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic

นอร์เวย์ ล่าแสงเหนือ – โลโฟเทน ทรอมโซ

นอร์เวย์ โลโฟเทน ทรอมโซ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ไฮไลท์
สรุปแผนเดินทาง

โปรแกรม

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic Trip-Hightlight

นอร์เวย์เทรค Trolltunga Kjerag Preikestolen

นอร์เวย์เทรค Trolltunga Kjerag Preikestolen
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • พิชิต Kjeragbolten
    ก้อนหินลอยบนหน้าผาสูงกว่า 1,000 เมตร เส้นทางเดินสุดท้าทาย ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง
  • ยืนบน Preikestolen
    แท่นหินธรรมชาติกลางอากาศ มองเห็นวิวฟยอร์ดยาวสุดสายตา ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
  • ท้าทาย Trolltunga
    ลิ้นโทรลล์เหนือทะเลสาบสีมรกต ใช้เวลาเดินประมาณ 10–12 ชั่วโมง เหนื่อยแต่ภูมิใจ
  • นั่งรถไฟ Flåmsbana
    ผ่านน้ำตก Kjosfossen และขึ้นชมวิวที่ Stegastein Viewpoint เหนือหุบเขา
  • ล่องเรือ Nærøyfjord
    ฟยอร์ดมรดกโลก UNESCO ที่มีชื่อเสียงเรื่องความแคบ ลึก และผาสูงชัน
  • ปิดทริปที่เบอร์เกน
    เดินเล่นย่าน Bryggen บ้านไม้สีสัน แวะตลาดปลา และขึ้นกระเช้า Mount Fløyen ชมวิวเมือง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พบกันที่สนามบิน ออกเดินทางสู่ ออสโล โดยสายการบิน Thai Airways

วันที่ 2: ออสโล – สตาวังเกอร์ – ลีเซบ็อตน์

เดินทางถึงออสโล ต่อเครื่องสู่ สตาวังเกอร์
เที่ยวชมย่านเมืองเก่าและมหาวิหาร ก่อนเดินทางต่อสู่ ลีเซบ็อตน์

วันที่ 3: ลีเซบ็อตน์ – Kjeragbolten

เดินเทรคพิชิต Kjeragbolten ก้อนหินมหัศจรรย์บนหน้าผา
ใช้เวลาเดินประมาณ 7–8 ชั่วโมง

วันที่ 4: ลีเซบ็อตน์ – Jørpeland

เดินทางสู่ Jørpeland
แวะชมวิว Øygardstøl และเดินเล่นบรรยากาศเมืองเก่า

วันที่ 5: Jørpeland – Preikestolen – Odda

พิชิตหน้าผา Preikestolen ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
แวะชมน้ำตก Låtefossen ก่อนเข้าพักที่ Odda

วันที่ 6: Odda – Trolltunga

ท้าทายเส้นทางเดินป่าพิชิต Trolltunga
ใช้เวลาเดินประมาณ 10–12 ชั่วโมง

วันที่ 7: Odda – Flåm – Aurland

นั่งรถไฟสาย Flåmsbana ชมน้ำตก Kjosfossen
และแวะจุดชมวิว Stegastein

วันที่ 8: Aurland – เบอร์เกน

ล่องเรือชม Nærøyfjord
แวะชมน้ำตก Tvindefossen ก่อนเดินทางสู่ เบอร์เกน
เที่ยวชมย่าน Bryggen, ตลาดปลา และขึ้นกระเช้า Mount Fløyen

วันที่ 9: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

บินภายในประเทศจาก เบอร์เกน สู่ออสโล
จากนั้นต่อเครื่องเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางสู่กรุง ออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยสายการบิน Thai Airways เพื่อเริ่มต้นทริปฟยอร์ดและเส้นทางเดินเขาชื่อดังของนอร์เวย์

วันที่ 2: ออสโล – สตาวังเกอร์ – ลีเซบ็อตน์

เดินทางถึงออสโล แล้วต่อเครื่องภายในประเทศสู่เมือง สตาวังเกอร์ ใช้เวลาบินราว 50–60 นาที
จากนั้นเที่ยวชมย่านเมืองเก่า Stavanger Old Town ซึ่งโดดเด่นด้วยบ้านไม้สีขาวอายุกว่า 200 ปี และแวะชม Stavanger Cathedral โบสถ์เก่าแก่จากศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุดของนอร์เวย์
ก่อนเดินทางต่อสู่ Lysebotn ใช้เวลาราว 2.5–3.5 ชั่วโมง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการพิชิต Kjerag ในวันถัดไป
พัก: Kjerag Lysebotn Camping

วันที่ 3: ลีเซบ็อตน์ – Kjeragbolten

ออกเดินเท้าพิชิต Kjeragbolten ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง
เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของนอร์เวย์ เพราะมีก้อนหินมหัศจรรย์ขนาดใหญ่ค้างอยู่ระหว่างหน้าผาสูงเหนือ Lysefjord อย่างน่าหวาดเสียว เป็นจุดถ่ายภาพระดับโลก และสื่อถึงพลังของธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งที่หล่อหลอมภูมิประเทศแห่งนี้
ระหว่างทางสามารถชมวิวฟยอร์ดและภูเขาสูงอันยิ่งใหญ่ได้ตลอดเส้นทาง
พัก: Kjerag Lysebotn Camping

วันที่ 4: ลีเซบ็อตน์ – Jørpeland

เดินทางจาก Lysebotn สู่เมือง Jørpeland ใช้เวลารวมราว 3–4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางและเรือเฟอร์รี
ระหว่างทางแวะชมวิวที่ Øygardstøl จุดชมทิวทัศน์เหนือ Lysefjord และเป็นทางขึ้นสำคัญสู่ Kjerag
จากนั้นเดินเล่นในตัวเมือง Jørpeland เมืองเล็กสงบริมฟยอร์ดที่เป็นประตูสู่ Preikestolen เหมาะสำหรับพักผ่อนก่อนเดินเขาในวันรุ่งขึ้น
พัก: Jørpeland

วันที่ 5: Jørpeland – Preikestolen – Odda

ออกเดินทางพิชิต Preikestolen หรือ Pulpit Rock ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
จุดเด่นคือหน้าผาหินแกรนิตทรงสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกเหนือ Lysefjord สูงราว 604 เมตร ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดในนอร์เวย์
จากนั้นเดินทางไกลต่อไปยังน้ำตก Låtefossen ใช้เวลาราว 3.5–4.5 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้มีเอกลักษณ์ตรงสายน้ำคู่ที่ไหลมาบรรจบกันใต้สะพานหินเก่า
ก่อนเดินทางต่อสู่เมือง Odda ใช้เวลาอีกประมาณ 20 นาที เมืองเล็กกลางหุบเขาซึ่งเป็นฐานสำคัญของนักเดินเขา
พัก: Odda

วันที่ 6: Odda – Trolltunga

ท้าทายเส้นทางเดินป่า Trolltunga ใช้เวลาประมาณ 10–12 ชั่วโมง
จุดหมายคือโขดหินยื่นออกจากภูเขาคล้ายลิ้น จึงมีชื่อว่า “ลิ้นโทรลล์” ตามตำนานพื้นบ้านนอร์สที่เกี่ยวข้องกับโทรลล์ สิ่งมีชีวิตในตำนานของสแกนดิเนเวีย
พื้นที่นี้โด่งดังจากวิวทะเลสาบ Ringedalsvatnet และทัศนียภาพภูเขาสูงแบบนอร์เวย์แท้ ๆ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ
พัก: Odda

วันที่ 7: Odda – Flåm – Aurland

เดินทางจาก Odda สู่เขต Flåm / Aurland ใช้เวลารวมราว 4.5–6 ชั่วโมง
นั่งรถไฟสาย Flåmsbana หนึ่งในเส้นทางรถไฟชมวิวที่สวยที่สุดในโลก ผ่านหุบเขาสูงชัน น้ำตก และภูมิประเทศแบบฟยอร์ด
แวะชมน้ำตก Kjosfossen ซึ่งมีเรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับหญิงป่าในตำนานที่มักปรากฏตัวท่ามกลางม่านน้ำ
จากนั้นขึ้นไปยัง Stegastein Viewpoint จุดชมวิวสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ยื่นออกไปเหนือ Aurlandsfjord ให้มุมมองกว้างไกลและสวยงามมาก
พัก: Aurland

วันที่ 8: Aurland – เบอร์เกน

ล่องเรือชม Nærøyfjord ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ฟยอร์ดสายนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เพราะมีความงดงามของผาสูงชันและสายน้ำแคบลึกที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง
ต่อด้วยแวะชมน้ำตก Tvindefossen น้ำตกหลายชั้นที่มีชื่อเสียง และเคยมีความเชื่อท้องถิ่นว่าน้ำจากที่นี่มีพลังแห่งความเยาว์วัย
จากนั้นเดินทางสู่เมือง Bergen ใช้เวลาราว 3–4 ชั่วโมง เที่ยวชมย่าน Bryggen เขตท่าเรือเก่าอันเป็นมรดกโลก UNESCO ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์การค้าของชาวฮันเซอาติก
แวะตลาดปลา และขึ้นกระเช้า/รถรางสู่ Mount Fløyen เพื่อชมวิวเมืองเบอร์เกนจากมุมสูง
พัก: Bergen

วันที่ 9: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบิน และบินภายในประเทศจาก Bergen กลับ Oslo ใช้เวลาบินประมาณ 50–60 นาที
จากนั้นเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปนอร์เวย์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติระดับโลก ฟยอร์ดอันยิ่งใหญ่ และเส้นทางเดินเขาสุดประทับใจ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ
พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งฟยอร์ด หน้าผา และภูเขาอันยิ่งใหญ่ของนอร์เวย์

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic

นอร์เวย์ เบอร์เกน ฟลอม ไกแรงเกอร์

นอร์เวย์ เบอร์เกน ฟลอม ไกแรงเกอร์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Bergen & Bryggen Wharf — เดินเล่นย่านบ้านไม้สีสดริมฟยอร์ดในเมืองท่าที่มีเสน่ห์ที่สุดของนอร์เวย์
  • Flåmsbana — นั่งรถไฟสายโรแมนติกผ่านหุบเขา น้ำตก และวิวธรรมชาติสุดอลังการ
  • Stegastein Viewpoint— จุดชมวิวฟยอร์ดที่ยื่นออกไปกลางธรรมชาติ เห็นภูเขาและสายน้ำกว้างใหญ่
  • Geirangerfjord Cruise — ล่องเรือชมฟยอร์ดมรดกโลก รายล้อมด้วยหน้าผาสูงและน้ำตกสวย
  • Atlantic Ocean Road — ขับรถบนถนนข้ามเกาะและสะพานกลางทะเล วิวสวยระดับโลก
  • Trondheim — เมืองประวัติศาสตร์ เดินชมมหาวิหาร Nidaros และสะพานไม้แดง Gamle Bybro ปิดท้ายทริปแบบคลาสสิก
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

เดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ออสโล เตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยในนอร์เวย์

วันที่ 2: ออสโล – Bergen – Voss

บินสู่เมือง Bergen เมืองท่าประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขนานนามว่า “ประตูสู่ฟยอร์ด” แวะชม Bryggen Wharf ย่านท่าเรือฮันเซียติกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO เต็มไปด้วยบ้านไม้สีสันสดใสเรียงรายริมน้ำที่มีอายุกว่าพันปี เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเมือง จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง Voss

วันที่ 3: Voss – Flåm – Aurland

ชมน้ำตก Tvindefossen หนึ่งในน้ำตกที่สูงและสวยงามที่สุดในนอร์เวย์ ก่อนนั่งรถไฟสาย Flåmsbana เส้นทางรถไฟที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในโลก วิ่งผ่านหุบเขา น้ำตก และภูเขาสูงชันตลอด 20 กิโลเมตร ปิดท้ายด้วยจุดชมวิว Stegastein ที่ยื่นออกไปเหนือฟยอร์ดสูงกว่า 650 เมตร วิวอลังการไม่มีที่ติ พักที่ Aurland

วันที่ 4: Aurland – Stryn – Loen

แวะชมเมือง Stryn เมืองเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและทะเลสาบสีเขียวมรกตอันเงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติแบบนอร์เวย์แท้ๆ จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง Loen

วันที่ 5: Loen – Geirangerfjord – Ålesund

ล่องเรือชม Geirangerfjord ฟยอร์ดมรดกโลก UNESCO ที่ขึ้นชื่อเรื่องหน้าผาสูงชัน น้ำตกหลายสาย อาทิ Seven Sisters และ Suitor รวมถึงฟาร์มเก่าแก่ที่เกาะอยู่บนหน้าผา ถือเป็นหนึ่งในฟยอร์ดที่งดงามที่สุดในโลก จากนั้นเดินทางสู่ Ålesund เมืองที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์อาร์ตนูโวสวยงามเป็นเอกลักษณ์

วันที่ 6: Ålesund – Atlantic Ocean Road – Kristiansund

ขับรถบน Atlantic Ocean Road เส้นทางระยะ 8.3 กิโลเมตรที่ได้รับการโหวตให้เป็นถนนที่สวยงามที่สุดในโลก ทอดยาวข้ามสะพานหลายแห่งเชื่อมเกาะเล็กๆ กลางทะเล ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถอยู่บนผิวน้ำ พักที่ Kristiansund

วันที่ 7: Kristiansund – Trondheim

เดินทางสู่ Trondheim เมืองหลวงเก่าแก่ของนอร์เวย์ เยี่ยมชม Nidaros Cathedral มหาวิหารโกธิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย สร้างขึ้นเหนือสุสานของ St. Olav นักบุญอุปถัมภ์ของนอร์เวย์ และเดินเล่นบนสะพาน Gamle Bybro สะพานไม้สีแดงเก่าแก่ที่มีวิวแม่น้ำ Nidelva สวยงามโรแมนติก พักที่ Trondheim

วันที่ 8: Trondheim – Oslo

เดินทางกลับสู่ออสโล

วันที่ 9: Oslo – กรุงเทพฯ

เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งฟยอร์ดและธรรมชาติอันงดงาม

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สู่กรุงออสโล เมืองหลวงแสนสงบของนอร์เวย์ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–17 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาเปลี่ยนเครื่อง วันแรกอาจยังไม่มีโปรแกรมหนักนัก แต่เพียงแค่ได้สูดอากาศเย็นๆ ของสแกนดิเนเวีย ก็เหมือนร่างกายค่อยๆ ปรับจังหวะเข้าสู่โหมด slow travel อย่างเป็นธรรมชาติ นอร์เวย์ไม่ใช่ประเทศที่ต้องรีบเที่ยว แต่เป็นดินแดนที่ยิ่งเดินทางช้าเท่าไร ยิ่งซึมซับความงามได้ลึกเท่านั้น

วันที่ 2: ออสโล – Bergen – Voss

เช้าวันนี้ออกเดินทางโดยเครื่องบินจากออสโลสู่ Bergen ใช้เวลาประมาณ 50–55 นาที เมืองนี้ได้รับฉายาว่า “ประตูสู่ฟยอร์ด” และเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของนอร์เวย์มาตั้งแต่ยุคกลาง เสน่ห์แรกของ Bergen อยู่ที่ Bryggen Wharf ท่าเรือเก่าแก่ที่เรียงรายด้วยอาคารไม้สีสันสดใส มรดกโลก UNESCO ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าของพ่อค้าฮันเซียติกจากยุโรปเหนือ แม้จะผ่านกาลเวลา ไฟไหม้ และการบูรณะมาหลายครั้ง แต่บรรยากาศของย่านนี้ยังคงอบอุ่น คลาสสิก และมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด

จาก Bergen เดินทางต่อสู่ Voss ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองเล็กกลางหุบเขาที่รายล้อมด้วยทะเลสาบและภูเขา เป็นเหมือนประตูอีกบานก่อนเข้าสู่ความงามของฟยอร์ดฝั่งตะวันตก คืนนี้เหมาะกับการพักผ่อนเงียบๆ ปล่อยใจให้ช้าลง และฟังเสียงธรรมชาติแทนเสียงเมือง

วันที่ 3: Voss – Flåm – Aurland

วันนี้คือหนึ่งในวันที่สวยที่สุดของทริป จาก Voss แวะชมน้ำตก Tvindefossen ใช้เวลาเดินทางราว 15–20 นาที น้ำตกสายนี้สูงราว 110 เมตร และเคยมีตำนานเล่าว่าน้ำจากที่นี่มีพลังแห่งความเยาว์วัย จึงเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ทั้งสวยและมีเรื่องเล่าชวนจินตนาการ

จากนั้นมุ่งหน้าสู่ Flåm ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อขึ้นรถไฟสาย Flåmsbana เส้นทางรถไฟระยะสั้นเพียงราว 20 กิโลเมตร แต่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดสายหนึ่งของโลก เพราะทุกนาทีที่รถไฟเคลื่อนไปข้างหน้า คือภาพของหุบเขาลึก ภูเขาสูง น้ำตก และหมู่บ้านเล็กๆ ที่ดูราวกับฉากในนิทานนอร์ดิก

หลังจากนั้นเดินทางต่อสู่ Aurland ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที และขึ้นไปยังจุดชมวิว Stegastein ที่ยื่นตัวออกจากไหล่เขาสูงเหนือ Aurlandsfjord ราว 650 เมตร จุดนี้ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังทำให้เข้าใจว่าทำไมฟยอร์ดของนอร์เวย์จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ค่ำคืนนี้พักใน Aurland เมืองเล็กเงียบสงบริมฟยอร์ด ที่ความงามไม่ต้องพยายามอวดตัวเลยแม้แต่น้อย

วันที่ 4: Aurland – Stryn – Loen

ออกเดินทางจาก Aurland สู่ Stryn ใช้เวลาประมาณ 4.5–5.5 ชั่วโมง แม้จะเป็นวันเดินทางไกล แต่เส้นทางนี้เต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่ทำให้ไม่รู้สึกเร่งรีบ Stryn คือเมืองเล็กที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขา ธารน้ำแข็ง และทะเลสาบสีเขียวใส บรรยากาศของที่นี่มีความสงบอย่างแท้จริง เป็นนอร์เวย์ในแบบที่หลายคนเฝ้าฝันถึง—เรียบง่าย บริสุทธิ์ และงดงามโดยไม่ต้องปรุงแต่ง

จาก Stryn เดินทางต่อสู่ Loen ใช้เวลาประมาณ 10–20 นาที หมู่บ้านเล็กริม Nordfjord ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงและผืนน้ำเรียบนิ่ง Loen เป็นจุดหมายที่เหมาะกับการพักกายพักใจอย่างแท้จริง เพราะที่นี่ไม่ได้มีไว้เพื่อ “ทำกิจกรรมให้ครบ” แต่มีไว้เพื่อให้เราได้นั่งมองวิวตรงหน้าอย่างเต็มที่

วันที่ 5: Loen – Geirangerfjord – Ålesund

จาก Loen เดินทางสู่พื้นที่ Geirangerfjord ใช้เวลาประมาณ 2.5–3.5 ชั่วโมง แล้วออกล่องเรือในฟยอร์ดที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก Geirangerfjord ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO เพราะเป็นตัวแทนความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบนอร์เวย์อย่างแท้จริง ทั้งหน้าผาสูงชัน น้ำลึกสีเขียวเข้ม และน้ำตกชื่อดังอย่าง Seven Sisters และ Suitor ที่มาพร้อมตำนานโรแมนติกเล่าว่า ชายหนุ่มผู้มาสู่ขอหญิงสาวทั้งเจ็ดไม่เคยสมหวัง จนกลายเป็นสายน้ำตกที่ไหลเคียงกันมาจนถึงทุกวันนี้

ระหว่างล่องเรือจะเห็นฟาร์มโบราณที่เกาะอยู่บนไหล่ผาสูง สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนที่เคยอยู่ร่วมกับภูมิประเทศแสนท้าทายนี้อย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากนั้นเดินทางต่อสู่ Ålesund ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองปลายทางของวันนี้มีเสน่ห์ต่างจากเมืองอื่น เพราะหลังเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1904 เมืองทั้งเมืองถูกสร้างขึ้นใหม่ในสไตล์อาร์ตนูโว จึงเต็มไปด้วยอาคารสีพาสเทล หอคอยโค้งมน และรายละเอียดสถาปัตยกรรมที่งดงามราวกับเมืองในยุโรปตอนกลาง

วันที่ 6: Ålesund – Atlantic Ocean Road – Kristiansund

วันนี้เป็นวันที่ถนนจะกลายเป็นไฮไลต์สำคัญ ออกเดินทางจาก Ålesund ผ่านเส้นทางเลียบชายฝั่งและมุ่งสู่ Atlantic Ocean Road ใช้เวลารวมประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมงก่อนถึงช่วงถนนไฮไลต์ เส้นทางสายนี้ยาวประมาณ 8.3 กิโลเมตร เชื่อมเกาะเล็กๆ ด้วยสะพานหลายช่วงทอดตัวเหนือทะเลเปิด จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก

ความน่าสนใจของถนนเส้นนี้ไม่ใช่เพียงวิว แต่คือประสบการณ์—บางวันทะเลสงบจนดูราวกระจก บางวันคลื่นลมแรงจนรู้สึกถึงพลังดิบของมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างใกล้ชิด ถนนสายนี้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของนอร์เวย์ ที่มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเคารพและเข้าใจ

จากนั้นเดินทางต่อสู่ Kristiansund ใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที เมืองท่าขนาดกะทัดรัดที่มีประวัติผูกพันกับการประมงและปลาคอดแห้งมายาวนาน พักค้างคืนท่ามกลางบรรยากาศเมืองชายทะเลที่เงียบและจริงใจ

วันที่ 7: Kristiansund – Trondheim

ออกเดินทางสู่ Trondheim ใช้เวลาประมาณ 4.5–5.5 ชั่วโมง เมืองนี้เคยเป็นราชธานีเก่าของนอร์เวย์ และยังคงมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน ไฮไลต์สำคัญคือ Nidaros Cathedral มหาวิหารโกธิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย สร้างขึ้นเหนือสถานที่ฝังพระศพของ St. Olav กษัตริย์ผู้กลายเป็นนักบุญองค์สำคัญของประเทศ จึงถือเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณของนอร์เวย์มาหลายศตวรรษ

อีกมุมที่ไม่ควรพลาดคือ Gamle Bybro สะพานไม้สีแดงเก่าแก่ที่ทอดข้ามแม่น้ำ Nidelva เมื่อยืนมองย้อนกลับไปจะเห็นแถวโกดังไม้ริมน้ำอันเป็นภาพจำของเมืองเก่า Trondheim เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกละมุน อบอุ่น และมีชีวิตชีวาในแบบไม่โอ้อวด เหมาะกับการเดินเล่นช้าๆ มากกว่าการวิ่งเก็บสถานที่

วันที่ 8: Trondheim – Oslo

ออกเดินทางกลับสู่ออสโล โดยสามารถเลือกบินใช้เวลาประมาณ 55 นาที หรือเดินทางทางรถไฟซึ่งใช้เวลาประมาณ 6.5–7 ชั่วโมง หากมีเวลา การนั่งรถไฟถือเป็นอีกวิธีที่สวยมาก เพราะจะได้เห็นภูมิประเทศของนอร์เวย์ค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากเมืองประวัติศาสตร์สู่ทุ่ง ป่า และภูเขา ก่อนกลับเข้าสู่เมืองหลวง ช่วงเวลานี้เหมาะกับการทบทวนภาพทั้งหมดของทริป—ฟยอร์ดที่นิ่งสงบ น้ำตกที่ทรงพลัง ถนนเลียบทะเล และเมืองเล็กๆ ที่สอนให้เราเดินทางช้าลงอย่างมีความหมาย

วันที่ 9: Oslo – กรุงเทพฯ

ได้เวลาบอกลานอร์เวย์ และออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–17 ชั่วโมง แม้ทริปจะจบลง แต่ความรู้สึกจากดินแดนแห่งฟยอร์ดยังคงอยู่—ไม่ใช่แค่ภาพวิวสวยงาม หากคือจังหวะของการเดินทางที่ค่อยเป็นค่อยไป ได้มอง ได้ฟัง และได้อยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง นี่คือเสน่ห์ของนอร์เวย์ ประเทศที่ไม่ได้ชวนให้เที่ยวอย่างรีบร้อน แต่ชวนให้ค่อยๆ ตกหลุมรักทีละวัน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม