Categories
Trip-Hightlight

นามิเบีย ซิมบับเว แซมเบียร์ บอสวาน่า

Add Your Heading Text Here
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • น้ำตกวิคตอเรียและสระปีศาจ
    พาไปยืนฟังเสียงคำรามของม่านน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ แล้วแช่น้ำริมหน้าผาวัดใจ ที่จะกลายเป็นความทรงจำไปตลอดชีวิต
  • อุทยานแห่งชาติโชเบ
    นั่งรถรับลมชมชีวิตสัตว์ป่าแบบใกล้ชิด ทั้งฝูงช้างและสิงโต ให้เราได้กลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่แท้จริงอีกครั้ง
  • แซนด์วิชฮาร์เบอร์
    ชมความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ ในจุดที่ผืนทะเลทรายสีทองทอดตัวลงสู่อ้อมกอดของมหาสมุทรแอตแลนติกแบบไร้รอยต่อ
  • ทะเลทรายซอสซุสไฟล์และดูน 45
    ทิ้งรอยเท้าบนเนินทรายสีแดงสดที่สวยที่สุดในโลก แล้วปล่อยใจไปกับความเงียบสงบของซากต้นไม้โบราณ
  • เมืองร้างโคลมันสคอป
    เดินสำรวจอดีตเมืองเหมืองเพชรที่ถูกกาลเวลาและผืนทรายกลืนกิน จนกลายเป็นความงามที่ดูลึกลับและมีเสน่ห์
  • อ่าววาลวิสเบย์
    แวะทักทายฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูนับพันตัวที่เดินเล่นริมชายฝั่ง เป็นภาพความน่ารักที่ช่วยฮีลใจจากการเดินทางได้ดีเยี่ยม
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ประเทศไทย → วิคตอเรียฟอลล์

ออกเดินทางจากประเทศไทย มุ่งหน้าสู่ วิคตอเรียฟอลล์

วันที่ 2: วิคตอเรียฟอลล์, ซิมบับเว

เดินทางถึงสนามบิน VFA จากนั้นเที่ยวชม น้ำตกวิคตอเรียฝั่งซิมบับเว หนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
ช่วงเย็นล่องเรือ Sun Downer Cruise ชมพระอาทิตย์ตกเหนือสายน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของแอฟริกา
พัก: KolmanskopTown

วันที่ 3: โชเบ, บอตสวานา

ออกเดินทางแบบ Day Trip สู่อุทยานแห่งชาติ โชเบ (Chobe National Park) ประเทศบอตสวานา
ทำกิจกรรม Game Drive ชมสัตว์ป่าในถิ่นอาศัยธรรมชาติ เช่น ช้าง สิงโต ควายป่า และสัตว์ซาฟารีหลากหลายชนิด
พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 4: วิคตอเรียฟอลล์, แซมเบีย

ข้ามพรมแดนสู่ประเทศแซมเบีย เพื่อชม วิคตอเรียฟอลล์ จากอีกมุมหนึ่ง
สัมผัสประสบการณ์เล่นน้ำที่ Devil’s Pool จุดธรรมชาติสุดตื่นเต้นริมหน้าผาน้ำตก พร้อมชม Armchair Falls และ Eastern Cataract
พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 5: วินด์ฮุก → Spitzkoppe

บินกลับสู่กรุง วินด์ฮุก (Windhoek) ประเทศนามิเบีย
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Spitzkoppe ชมภูเขาหินแกรนิตรูปร่างโดดเด่นกลางทะเลทราย หนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติที่งดงามของนามิเบีย

วันที่ 6: Moon Valley → Swakopmund → Walvis Bay

เที่ยวชม Moon Valley หุบเขาพระจันทร์ที่มีภูมิประเทศแปลกตาคล้ายพื้นผิวต่างดาว
ชมต้น Welwitschia mirabilis พืชทะเลทรายโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ของนามิเบีย
จากนั้นสำรวจเมืองชายฝั่ง Swakopmund ก่อนเดินทางต่อสู่ Walvis Bay
พัก: Walvis Bay

วันที่ 7: Walvis Bay → Sandwich Harbour → Sossusvlei

ชมฝูงฟลามิงโกบริเวณ Walvis Bay เมืองชายฝั่งที่มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์
จากนั้นผจญภัยสู่ Sandwich Harbour จุดที่เนินทรายสูงตระหง่านมาบรรจบกับมหาสมุทรแอตแลนติก
เดินทางต่อสู่เขต Namib-Naukluft National Park
พัก: Sossusvlei

วันที่ 8: Sossusvlei, นามิเบีย

เที่ยวชมอุทยาน Sossusvlei ไฮไลต์สำคัญของทะเลทรายนามิบ
ปีนเนินทรายชื่อดังอย่าง Big Daddy, Big Mama และ Dune 45 พร้อมชมภูมิประเทศทะเลทรายสีส้มอันกว้างใหญ่
แวะชมต้นไม้โบราณกลางทะเลทราย หนึ่งในภาพจำสุดคลาสสิกของนามิเบีย

วันที่ 9: Kolmanskop → Lüderitz

เดินทางสู่เมืองร้าง Kolmanskop อดีตเมืองเหมืองเพชรที่เคยรุ่งเรือง ก่อนถูกทรายทะเลทรายค่อย ๆ กลืนกิน
ชมอาคารเก่าแก่ที่ถูกปกคลุมด้วยทราย ให้บรรยากาศลึกลับและสวยงามไม่เหมือนที่ใด
จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองชายฝั่ง Lüderitz
พัก: Lüderitz

วันที่ 10: Lüderitz → วินด์ฮุก

ออกเดินทางจาก Lüderitz กลับสู่กรุง วินด์ฮุก
พักผ่อนระหว่างทาง และชมภูมิประเทศกว้างใหญ่ของนามิเบีย

วันที่ 11: วินด์ฮุก → สนามบิน

ช่วงเช้าเดินเล่นชมเมือง วินด์ฮุก เมืองหลวงของนามิเบีย
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน เพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับประเทศไทย

วันที่ 12: ประเทศไทย

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากน้ำตกวิคตอเรีย ซาฟารีบอตสวานา และทะเลทรายนามิเบีย

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากประเทศไทยสู่วิคตอเรียฟอลส์

เดินทางระหว่างประเทศ ใช้เวลารวมประมาณ 15–20 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับไฟลต์และเวลาต่อเครื่อง เพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง วิคตอเรียฟอลส์ ประตูสู่หนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
ที่พัก: บนเครื่องบิน / ตามไฟลต์เดินทาง

วันที่ 2: วิคตอเรียฟอลส์ ฝั่งซิมบับเว

ถึงสนามบิน Victoria Falls (VFA) เวลา 12.10 น. จากนั้นเดินทางเข้าเมืองประมาณ 20–30 นาที
ชมน้ำตกวิคตอเรียฝั่งซิมบับเว ซึ่งเป็นฝั่งที่เห็นแนวน้ำตกได้กว้างและอลังการที่สุด น้ำตกแห่งนี้ชาวท้องถิ่นเรียกว่า “Mosi-oa-Tunya” แปลว่า “ควันที่ส่งเสียงคำราม” และ เดวิด ลิฟวิงสโตน เป็นชาวยุโรปคนแรกที่บันทึกการค้นพบในปี 1855
ช่วงเย็นล่องเรือ Sun Downer Cruise บนแม่น้ำแซมเบซี ชมพระอาทิตย์ตกและบรรยากาศแม่น้ำสายสำคัญของแอฟริกา
ที่พัก: KolmanskopTown

วันที่ 3: อุทยานแห่งชาติโชเบ, บอตสวานา

เดินทางแบบ Day Trip ข้ามพรมแดนไปอุทยานแห่งชาติ โชเบ ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงต่อเที่ยว จากวิคตอเรียฟอลส์
โชเบมีชื่อเสียงเรื่องประชากรช้างจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกา เหมาะสำหรับ Game Drive ส่องสัตว์อย่างช้าง สิงโต ควายป่า และสัตว์ซาฟารีอื่น ๆ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำโชเบที่อุดมสมบูรณ์
ที่พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 4: วิคตอเรียฟอลส์ ฝั่งแซมเบีย

ข้ามพรมแดนสู่แซมเบีย ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 1–2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง
ชมน้ำตกวิคตอเรียจากอีกมุมหนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดกับสายน้ำและหน้าผามากกว่า จุดเด่นคือ Devil’s Pool สระธรรมชาติริมผาน้ำตกที่เปิดให้ลงเล่นได้ตามฤดูกาล
รวมถึงจุดชม Armchair Falls และ Eastern Cataract ซึ่งเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ของหน้าผาหินบะซอลต์ที่เกิดจากการกัดเซาะยาวนานนับล้านปี
ที่พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 5: บินสู่วินด์ฮุก – เดินทางต่อสู่ Spitzkoppe

บินกลับสู่ วินด์ฮุก จากนั้นเดินทางทางรถต่อไปยัง Spitzkoppe ระยะทางประมาณ 280–320 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง
พื้นที่นี้โดดเด่นด้วยภูเขาหินแกรนิตขนาดมหึมากลางภูมิประเทศแห้งแล้ง จนได้รับฉายาว่า “Matterhorn of Namibia” และยังมีภาพเขียนสีบนหินของชนพื้นเมืองซานในบางจุด
ที่พัก: Spitzkoppe

วันที่ 6: Moon Valley – Welwitschia – Swakopmund – Walvis Bay

เดินทางจาก Spitzkoppe ผ่าน Moon Valley และต้น Welwitschia ไปยัง Swakopmund และพักที่ Walvis Bay รวมระยะทางประมาณ 250–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4–6 ชั่วโมง
แวะชม Moon Valley ภูมิประเทศขรุขระแปลกตาราวพื้นผิวดวงจันทร์ และชม Welwitschia mirabilis พืชโบราณหายากที่อาจมีอายุหลายร้อยถึงกว่าพันปี
ก่อนสำรวจ Swakopmund เมืองชายฝั่งบรรยากาศยุโรปยุคอาณานิคมเยอรมัน
ที่พัก: วาลวิสเบย์ นามิเบีย

วันที่ 7: Walvis Bay – Sandwich Harbour – Namib-Naukluft

ช่วงเช้าสำรวจอ่าว Walvis Bay ชมฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูซึ่งมักรวมตัวตามพื้นที่ชุ่มน้ำ
จากนั้นผจญภัยที่ Sandwich Harbour จุดเด่นของนามิเบียที่เนินทรายสูงไหลจรดมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นภูมิทัศน์ที่โด่งดังและเข้าถึงได้ด้วยรถ 4×4
ก่อนเดินทางต่อสู่เขต Namib-Naukluft / Sossusvlei ระยะทางประมาณ 300–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 5–6 ชั่วโมง
ที่พัก: Sossusvlei

วันที่ 8: Sossusvlei – Big Daddy – Big Mama – Dune 45

สำรวจอุทยาน ซอสซุสไฟล์ หนึ่งในไฮไลต์ของทะเลทรายนามิบ ซึ่งเป็นทะเลทรายเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ชมและปีนเนินทรายชื่อดัง เช่น Big Daddy, Big Mama รวมถึง Dune 45 ที่มีสันทรายสีแดงสวยโดดเด่น โดยสีแดงเกิดจากการสะสมของแร่เหล็กในเม็ดทรายเป็นเวลายาวนาน
นอกจากนี้ยังชมต้นไม้แห้งโบราณในพื้นที่ Deadvlei ซึ่งกลายเป็นภาพจำของนามิเบีย
ที่พัก: Sossusvlei

วันที่ 9: Sossusvlei – Kolmanskop – Lüderitz

เดินทางไปยังเมืองร้าง Kolmanskop ระยะทางประมาณ 500–520 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–7 ชั่วโมง
เมืองนี้เคยรุ่งเรืองจากการทำเหมืองเพชรในต้นศตวรรษที่ 20 ภายใต้อิทธิพลเยอรมัน ก่อนถูกทิ้งร้างเมื่อทรัพยากรลดลง และทรายจากทะเลทรายค่อย ๆ กลืนอาคารจนกลายเป็นสถานที่ถ่ายภาพชื่อดัง
จากนั้นเข้าพักที่เมืองชายฝั่ง Lüderitz
ที่พัก: Lüderitz

วันที่ 10: Lüderitz – Windhoek

เดินทางกลับกรุง วินด์ฮุก ระยะทางประมาณ 680–700 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–9 ชั่วโมง
เหมาะเป็นวันเดินทางยาวเพื่อกลับเข้าสู่เมืองหลวงของนามิเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและวัฒนธรรมของประเทศ
ที่พัก: Windhoek

วันที่ 11: เที่ยววินด์ฮุก – เดินทางสู่สนามบิน

ช่วงเช้าเดินเล่นในเมือง วินด์ฮุก สามารถชมบรรยากาศเมืองที่ผสมผสานระหว่างแอฟริกันและยุโรป
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที เพื่อเตรียมตัวบินกลับประเทศไทย
ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 12: เดินทางถึงประเทศไทย

เดินทางถึงไทยโดยสวัสดิภาพ
สิ้นสุดทริปแอฟริกาตอนใต้ที่รวมทั้งธรรมชาติ น้ำตก ซาฟารี ทะเลทราย และเมืองร้างประวัติศาสตร์

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 06 South America

อเมริกาใต้ ปาตาโกเนีย อาเจน ชิลี

Add Your Heading Text Here
ไฮไลท์และรูปแบบทริป

– ย่าน La Boca และ San Telmo: เดินทอดน่องเสพสีสันในบัวโนสไอเรส เมืองยุโรปที่มีหัวใจละตินอเมริกาเพื่อค่อยๆ ปรับจังหวะชีวิต
– ยอดเขา Fitz Roy: เดินเท้าเข้าหาภูเขาหินแกรนิตสัญลักษณ์ของปาตาโกเนีย เพื่อทบทวนว่าร่างกายและใจเราพาไปได้ไกลแค่ไหน
– ธารน้ำแข็ง Perito Moreno: ยืนมองกำแพงน้ำแข็งสีฟ้าครามและฟังเสียงการแตกตัว เพื่อรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ยังมีชีวิต
– ทะเลสาบและจุดชมวิว Torres del Paine: ปล่อยใจให้ช้าลง ซึมซับความกว้างใหญ่ของยอดเขาแปลกตาและสายลมแรงแห่งปาตาโกเนีย
– จุดชมวิว Base Towers: ท้าทายขีดจำกัดเดินเข้าหาหอคอยหินสามยอด รางวัลแห่งความพยายามที่ทำให้เรากลับมาเชื่อมั่นในตัวเอง

สรุปแผนเดินทาง

– **Day 1 | Bangkok – Buenos Aires**
เดินทางไกลจากกรุงเทพฯ สู่บัวโนสไอเรส เช็คอินและพักผ่อน ปรับร่างกายกับเวลาใหม่

– **Day 2 | Buenos Aires**
เดินเล่นในย่าน La Boca และ San Telmo ซึมซับสีสัน ศิลปะ และบรรยากาศละตินของเมือง

– **Day 3 | Buenos Aires – El Calafate – El Chaltén**
บินลงใต้สู่ Patagonia แล้วนั่งรถต่อเข้า El Chaltén เมืองเล็กท่ามกลางภูเขา

– **Day 4 | El Chaltén**
เดินวอร์มอัปเบา ๆ รอบเมือง ชมวิวภูเขา ลองจังหวะลมและอากาศของ Patagonia

– **Day 5 | El Chaltén – Fitz Roy Trek**
วันเดินไฮไลต์สู่ Fitz Roy / Laguna de los Tres เต็มวัน ท่ามกลางวิวภูเขาและทะเลสาบสวยตระการตา

– **Day 6 | El Chaltén – El Calafate**
เช้าพักฟื้นสบาย ๆ ใน El Chaltén ก่อนเดินทางกลับสู่ El Calafate ช่วงบ่าย

– **Day 7 | El Calafate – Perito Moreno Glacier**
ชมธารน้ำแข็ง Perito Moreno จากทางเดินชมวิว สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบใกล้ชิด

– **Day 8 | El Calafate – Torres del Paine**
เดินทางข้ามพรมแดนจากอาร์เจนตินาเข้าสู่ชิลี มุ่งหน้าสู่อุทยาน Torres del Paine

– **Day 9 | Torres del Paine**
เที่ยวชมจุดวิวสำคัญของอุทยาน เดินสั้น ๆ ดูทะเลสาบ ภูเขา และสัตว์ป่าท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่

– **Day 10 | Torres del Paine – Base Towers Trek / Optional Scenic Route**
เลือกเดิน Base Towers แบบเต็มวัน หรือพักผ่อนและเที่ยวชมวิวเส้นทางเบา ๆ ตามสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง

– **Day 11 | Torres del Paine – Puerto Natales – Santiago**
อำลา Patagonia เดินทางสู่ Puerto Natales แล้วบินต่อเข้าสู่เมือง Santiago

– **Day 12 | Santiago – São Paulo – Bangkok**
เที่ยว Santiago แบบสบาย ๆ ช่วงเช้า ก่อนออกเดินทางกลับไทย via São Paulo

– **Day 13 | In Transit**
ใช้เวลาอยู่ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน พร้อมทบทวนภาพความทรงจำจาก Patagonia

– **Day 14 | Arrive Bangkok**
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมเรื่องราวและความภูมิใจจากทริปปลายโลก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • ท่านละ 169000 (พักห้องคู่) 

✅ ราคานี้รวม

  • ที่พัก ระดับ 4 ดาว 
  • รถรับส่งตลอดการเดินทาง
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: Bangkok – Buenos Aires

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ Buenos Aires ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 24–30 ชั่วโมง รวมต่อเครื่อง เป็นวันเริ่มต้นของการข้ามซีกโลกจากเอเชียสู่อเมริกาใต้
เมือง Buenos Aires คือเมืองหลวงของอาร์เจนตินา ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และเป็นศูนย์กลางสำคัญทั้งด้านการเมือง ศิลปะ และวัฒนธรรมละติน
พัก: Buenos Aires

Day 2: Buenos Aires City Walk

เที่ยว Buenos Aires แบบสบาย ๆ ภายในเมือง

  • La Boca ย่านเก่าแก่ริมท่าเรือ เด่นด้วยบ้านหลากสีและถนน Caminito ที่มีทั้งศิลปะ ดนตรี และบรรยากาศแทงโก้ เล่ากันว่าบ้านสีสดเกิดจากการนำสีเรือที่เหลือมาใช้ทาผนังบ้าน

  • San Telmo ย่านประวัติศาสตร์ที่ยังคงเสน่ห์ของถนนหิน อาคารยุคอาณานิคม ร้านกาแฟ และตลาดท้องถิ่น เหมาะกับการเริ่มทำความรู้จักจังหวะชีวิตแบบอเมริกาใต้

    พัก: Buenos Aires

Day 3: Buenos Aires – El Calafate – El Chaltén

บินจาก Buenos Aires ไป El Calafate ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง จากนั้นนั่งรถต่อไป El Chaltén อีกประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทางราว 215 กิโลเมตร
El Calafate เป็นเมืองประตูสู่ Patagonia ฝั่งอาร์เจนตินา ส่วน El Chaltén เป็นหมู่บ้านเล็กที่มีชื่อเสียงในฐานะเมืองหลวงแห่งการ trekking ของอาร์เจนตินา
ชื่อ “Chaltén” มาจากภาษาพื้นเมือง Tehuelche หมายถึง “ภูเขาที่มีควัน” ซึ่งใช้เรียกยอด Fitz Roy เพราะมักมีเมฆคลุมยอด
พัก: El Chaltén

Day 4: El Chaltén Warm-up Walk

เดินวอร์มอัพรอบเมือง ระยะสั้นประมาณ 2–5 กิโลเมตร

  • Mirador Los Cóndores / Mirador Las Águilas จุดชมวิวที่มองเห็นเมือง El Chaltén หุบเขา และแนวภูเขาโดยรอบ เป็นจุดที่เหมาะสำหรับปรับร่างกายให้คุ้นกับลมแรงและสภาพอากาศของ Patagonia

  • หากอากาศดี อาจมองเห็นแนวภูเขาและนกคอนดอร์ ซึ่งเป็นนกขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมแถบแอนดีส

    พัก: El Chaltén

Day 5: Fitz Roy Trekking Day

เดินเส้นทาง Laguna de los Tres เพื่อชมยอด Mount Fitz Roy ระยะประมาณ 20–22 กิโลเมตร ใช้เวลา 8–10 ชั่วโมง
Fitz Roy เป็นยอดเขาหินแกรนิตที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของ Patagonia ตั้งชื่อตาม Robert FitzRoy กัปตันเรือ HMS Beagle แต่ในวัฒนธรรมพื้นเมือง ภูเขานี้ถูกมองว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยพลังธรรมชาติ
ไฮไลต์คือวิวภูเขาสูงชันสะท้อนกับทะเลสาบสีฟ้าใส ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของอาร์เจนตินา
พัก: El Chaltén

Day 6: El Chaltén – El Calafate

ช่วงเช้าพักผ่อนหรือเดินเล่นรอบเมือง ก่อนนั่งรถกลับ El Calafate ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
El Calafate ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Lago Argentino และได้ชื่อมาจากพุ่มไม้ calafate ซึ่งมีผลเบอร์รี่พื้นถิ่น
มีความเชื่อท้องถิ่นว่าถ้าใครได้กินผล calafate จะได้กลับมา Patagonia อีกครั้ง
พัก: El Calafate

Day 7: Perito Moreno Glacier

เดินทางจาก El Calafate ไป Perito Moreno Glacier ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงต่อเที่ยว ระยะทางราว 80 กิโลเมตร
ธารน้ำแข็งแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Los Glaciares และเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งไม่กี่แห่งของโลกที่ยังคงเคลื่อนตัวและมีมวลน้ำแข็งค่อนข้างสมดุล
โดดเด่นด้วยกำแพงน้ำแข็งสูงมหึมา สีฟ้าขาวสวยงาม และบางจังหวะอาจได้เห็นน้ำแข็งแตกตัวลงสู่ทะเลสาบ เป็นภาพธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่มาก
พัก: El Calafate

Day 8: El Calafate – Torres del Paine

เดินทางข้ามพรมแดนจากอาร์เจนตินาเข้าสู่ชิลี ใช้เวลาประมาณ 5–7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขั้นตอนชายแดน
จุดหมายคือ Torres del Paine National Park อุทยานแห่งชาติชื่อดังระดับโลกในชิลี มีชื่อเสียงจากภูเขาหินแกรนิต ทะเลสาบสีฟ้า ธารน้ำแข็ง และทุ่งกว้าง
คำว่า “Paine” มาจากภาษาพื้นเมือง Tehuelche เชื่อว่าหมายถึง “สีฟ้า”
พัก: Torres del Paine

Day 9: Torres del Paine Scenic Active Day

เที่ยวชมวิวภายในอุทยานโดยรถและเดินสั้น ๆ

  • Laguna Amarga ทะเลสาบที่สะท้อนภาพยอดเขา Torres ได้สวย โดยเฉพาะในวันที่ลมนิ่ง

  • Fauna Trail จุดสังเกตสัตว์ป่า เช่น กวานาโก สุนัขจิ้งจอก และนกพื้นถิ่น

  • Mirador Cuernos จุดชมยอด Cuernos del Paine ภูเขาทรงแปลกที่ดูเหมือนเขาสัตว์

  • Lago Pehoé ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ที่เป็นภาพสัญลักษณ์ของอุทยาน

  • Mirador Cóndor / Mirador Río Serrano จุดชมวิวมุมกว้าง เห็นทั้งภูเขา ทะเลสาบ และความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศ

    อุทยานแห่งนี้ได้รับการประกาศเป็นเขตสงวนชีวมณฑลโดย UNESCO และเป็นหนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก

    พัก: Torres del Paine

Day 10: Base Towers Trek / Optional Scenic Route

สำหรับผู้ที่พร้อม เดิน Base Towers Trek ระยะประมาณ 18–22 กิโลเมตร ใช้เวลา 8–10 ชั่วโมง
เส้นทางนี้พาไปยังจุดชมวิวหอคอยหินแกรนิตสามยอด ซึ่งเป็นภาพสัญลักษณ์ของ Torres del Paine และเป็นที่มาของชื่อ “Torres” หรือ “หอคอย”
ช่วงสุดท้ายของเส้นทางค่อนข้างชัน แต่เมื่อถึงด้านบนจะเห็นยอดหินสูงตั้งตระหง่านเหนือทะเลสาบสีฟ้า
ผู้ที่ไม่ต้องการเดินหนัก สามารถเลือกเส้นทางชมวิวเบา ๆ ภายในอุทยานแทนได้
พัก: Torres del Paine

Day 11: Torres del Paine – Puerto Natales – Santiago

เดินทางออกจากอุทยานไป Puerto Natales ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง จากนั้นบินต่อไป Santiago โดยปกติต้องมีเวลาเชื่อมต่อและใช้เวลาเดินทางรวมหลายช่วง
Puerto Natales เป็นเมืองเล็กริมฟยอร์ด ก่อตั้งขึ้นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเติบโตจากการเลี้ยงแกะ ก่อนจะกลายเป็นประตูหลักสู่อุทยาน Torres del Paine
พัก: Santiago

Day 12: Santiago City Tour – São Paulo – Bangkok

เที่ยวใน Santiago แบบคร่าว ๆ ก่อนเดินทางกลับ
Santiago เป็นเมืองหลวงของชิลี ก่อตั้งในปี 1541 โดยนักสำรวจชาวสเปน Pedro de Valdivia เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ มีฉากหลังเป็นเทือกเขา Andes ที่โดดเด่น
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน บินไป São Paulo และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 24–30 ชั่วโมง
พัก: บนเครื่องบิน

Day 13: In Transit

อยู่ระหว่างการเดินทางกลับประเทศไทย เป็นวันพักระหว่างไฟลต์และการข้ามทวีป
เหมาะกับการทบทวนภาพความทรงจำตลอดทริป Patagonia ตั้งแต่ Buenos Aires, Fitz Roy, Perito Moreno Glacier จนถึง Torres del Paine
พัก: บนเครื่องบิน

Day 14: Arrive Bangkok

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
ปิดท้ายทริป Patagonia ดินแดนปลายโลกที่มีชื่อเสียงเรื่องภูเขาหิน ธารน้ำแข็ง และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เป็นการเดินทางที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเป็นเส้นทางที่ทำให้หลายคนได้เห็นพลังใจและความอดทนของตัวเอง
พัก: กรุงเทพฯ / เดินทางกลับบ้าน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight

อาเซอร์ไบจาน มาชูปิคชูแห่งคอเคซัส

Add Your Heading Text Here
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เมืองเก่าบากู: เดินทอดน่องในเมืองมรดกโลก ปล่อยใจให้ซึมซับมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่พาย้อนเวลาไปนับพันปี
  • โกบุสตัน: ตามรอยอารยธรรมยุคหินผ่านภาพเขียนสีโบราณในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เต็มไปด้วยเรื่องราว
  • หมู่บ้านลาฮิช: หลีกหนีความวุ่นวายมาสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของช่างทำทองแดงกลางหุบเขาอันเงียบสงบ
  • เมืองเชคี: แวะชมเพชรเม็ดงามแห่งเส้นทางสายไหม ตื่นตากับวังข่านและศิลปะกระจกสีที่สวยสะกดใจ
  • ปราสาทอาลินจา: ก้าวเดินขึ้นป้อมปราการลอยฟ้าเพื่อชมวิวหลักล้านของมาชูปิกชูแห่งอาเซอร์ไบจาน
  • ภูเขาแคนดี้เคน: ทิ้งท้ายทริปด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกับภูเขาลายลูกกวาดสีแดงสลับขาวสุดแปลกตา
สรุปแผนเดินทาง
  • วันที่ 1: ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
    นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมออกเดินทางบินตรงสู่อาเซอร์ไบจาน
  • วันที่ 2: บากู (Baku)
    ถึงกรุงบากู ชมบรรยากาศเมืองหลวงริมทะเลแคสเปียนและย่านเมืองใหม่สมัยใหม่
  • วันที่ 3: เมืองเก่าบากู (Icherisheher)
    เที่ยวชมเมืองเก่ามรดกโลก เดินสัมผัสประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของบากูโบราณ
  • วันที่ 4: โกบุสตัน – ชามาคี
    ชมภาพเขียนสีโบราณที่โกบุสตัน ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองเก่าชามาคี
  • วันที่ 5: ชามาคี (Shamakhi)
    สำรวจเมืองเก่าชามาคี เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมสำคัญของภูมิภาค
  • วันที่ 6: ลาฮิช – เชคี
    เยือนหมู่บ้านหัตถกรรมลาฮิช แล้วเดินทางสู่เชคี เมืองสำคัญบนเส้นทางสายไหม
  • วันที่ 7: เชคี – รถไฟนอนสู่บากู
    ชมเมืองเชคีและสถาปัตยกรรมเด่น ก่อนนั่งรถไฟนอนกลับสู่บากู
  • วันที่ 8: นัคชิวาน (Nakhchivan)
    บินสู่นัคชิวาน เที่ยวชมเมืองและพักผ่อนเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมวันถัดไป
  • วันที่ 9: ปราสาทอาลินจา – บากู
    พิชิตปราสาทอาลินจา จุดชมวิวชื่อดัง ก่อนบินกลับสู่กรุงบากู
  • วันที่ 10: ภูเขาแคนดี้เคน – สนามบิน
    ชมภูเขาแคนดี้เคนลวดลายแปลกตา ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับไทย
  • วันที่ 11: กรุงเทพฯ
    เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากทริปอาเซอร์ไบจาน
การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • โรงแรมระดับ 4 ดาว
  • ยานพาหนะรับส่งตลอดการเดินทาง
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • วีซ่า
  • ไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยว 
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: สุวรรณภูมิ – บากู

นัดพบที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อออกเดินทางสู่ อาเซอร์ไบจาน ประเทศที่เชื่อมต่อโลกตะวันออกและตะวันตก บินตรงสู่ กรุงบากู เมืองหลวงริม ทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ

การเดินทาง: เที่ยวบินตรงประมาณ 8–9 ชั่วโมง


วันที่ 2: บากู (Baku)

เดินทางถึง กรุงบากู เมืองที่โดดเด่นด้วยภาพตัดกันระหว่างอาคารสมัยใหม่กับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ เที่ยวชม ย่านเมืองใหม่ริมทะเลแคสเปียน พื้นที่สำคัญที่สะท้อนการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ อาเซอร์ไบจาน ในยุคน้ำมัน และเป็นจุดชมสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สวยที่สุดของเมือง

ที่พัก: Hilton Garden Inn Baku


วันที่ 3: เมืองเก่าบากู (Icherisheher)

เที่ยวชมเขต เมืองเก่าบากู หรือ Icherisheher มรดกโลกยูเนสโกที่มีประวัติย้อนไปหลายศตวรรษ ภายในยังคงมี กำแพงเมืองโบราณ ตรอกหินแคบ และสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย อาหรับ และคอเคซัสผสมผสานกัน ที่นี่ถือเป็นหัวใจทางประวัติศาสตร์ของ บากู และเคยเป็นศูนย์กลางการค้าในยุค เส้นทางสายไหม

ที่พัก: Hilton Garden Inn Baku


วันที่ 4: บากู – โกบุสตัน – ชามาคี

ออกเดินทางสู่ โกบุสตัน ระยะทางจาก บากู ประมาณ 70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.5 ชั่วโมง ชม แหล่งภาพสลักหินโกบุสตัน และร่องรอยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุหลายพันปี

จากนั้นเดินทางต่อสู่ เมืองชามาคี ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร ใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมง เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของ อาณาจักรชีร์วาน และเป็นศูนย์กลางสำคัญทางศาสนา การค้า และวรรณกรรมของภูมิภาค

ที่พัก: Shirvan Grand Hotel Shamakhi


วันที่ 5: ชามาคี (Shamakhi)

สำรวจ เมืองชามาคี เมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์อิสลามและวัฒนธรรมท้องถิ่น เคยรุ่งเรืองในฐานะราชธานีของ ราชวงศ์ชีร์วานชาห์ และยังเป็นเมืองที่ได้รับการกล่าวถึงในบทกวีเปอร์เซียหลายยุค จุดเด่นคือบรรยากาศเมืองประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองในอดีต

ที่พัก: Shirvan Grand Hotel Shamakhi


วันที่ 6: ชามาคี – ลาฮิช – เชคี

เดินทางสู่ หมู่บ้านลาฮิช ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง หมู่บ้านโบราณกลางหุบเขาที่มีชื่อเสียงด้านงานหัตถกรรมโลหะ โดยเฉพาะงานทองแดง ซึ่งสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายร้อยปี

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง เมืองเชคี ใช้เวลาราว 3–4 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นหนึ่งในจุดสำคัญบน เส้นทางสายไหม และเคยมั่งคั่งจากการค้าผ้าไหม งานฝีมือ และคาราวานการค้า

ที่พัก: MinAli Boutique Hotel


วันที่ 7: เชคี – รถไฟนอนสู่บากู

เที่ยวชม เมืองเชคี เมืองเก่าแสนงดงามที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมและศิลปะกระจกสี จุดเด่นคือมรดกจากยุคที่เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าผ้าไหมและงานช่างชั้นสูง

จากนั้นช่วงค่ำเดินทางโดย รถไฟนอน กลับสู่ บากู ใช้เวลาประมาณ 8–10 ชั่วโมง เป็นอีกประสบการณ์การเดินทางที่ให้เห็นบรรยากาศชนบทของ อาเซอร์ไบจาน ยามค่ำคืน

ที่พัก: พักบนรถไฟนอน


วันที่ 8: บากู – นัคชิวาน (Nakhchivan)

เดินทางโดยเครื่องบินจาก บากู สู่ นัคชิวาน ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ดินแดนปกครองตนเองที่แยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของ อาเซอร์ไบจาน และเต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และตำนาน บางความเชื่อโยงพื้นที่นี้กับเรื่องราวของเรือโนอาห์ ทำให้ เมืองนัคชิวาน เป็นจุดหมายที่มีเสน่ห์ทั้งด้านวัฒนธรรม ธรรมชาติ และภูมิประเทศแบบ คอเคซัสน้อย

ที่พัก: Naxçıvan Palace Hotel


วันที่ 9: นัคชิวาน – ปราสาทอาลินจา – บากู

เดินทางไปยัง ปราสาทอาลินจา ระยะทางจากตัวเมือง นัคชิวาน ประมาณ 35–40 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 45 นาที–1 ชั่วโมง ป้อมปราการโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ได้รับฉายาว่า “มาชูปิกชูแห่งอาเซอร์ไบจาน” เพราะแนวกำแพงหินที่ไต่ระดับไปตามภูเขาอย่างน่าทึ่ง

ที่นี่เคยเป็นป้อมปราการสำคัญทางทหารและมีบทบาทในการป้องกันดินแดนมาหลายยุคสมัย หลังเที่ยวชมเดินทางกลับ และบินต่อสู่ บากู

การเดินทาง: เที่ยวบิน นัคชิวาน – บากู ประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง
ที่พัก: Courtyard by Marriott Baku


วันที่ 10: บากู – Candy Cane Mountains – สนามบิน

เดินทางไปชม Candy Cane Mountains จาก บากู ระยะทางประมาณ 100–120 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง ภูเขาแห่งนี้มีลวดลายชั้นหินสีแดง ส้ม และขาวสลับกันอย่างโดดเด่น เกิดจากการสะสมตัวของแร่ธาตุและชั้นตะกอนตามธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์แปลกตาที่มีชื่อเสียงที่สุดของ อาเซอร์ไบจาน

จากนั้นเดินทางสู่ สนามบิน เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ประเทศไทย


วันที่ 11: กรุงเทพฯ

เดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ เส้นทางสายไหม ภูเขาสีสันแปลกตา และเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าในภูมิภาค คอเคซัส

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม