Categories
Trip-Hightlight

อุซเบกิสถาน เฮอริเทจซิตี้

อุซเบกิสถาน เฮอริเทจซิตี้
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • จัตุรัส Registan (ซามาร์คานด์): หัวใจเส้นทางสายไหม ยืนมองสถาปัตยกรรมกระเบื้องฟ้าสุดอลังการที่จะทำให้เราตกหลุมรักความยิ่งใหญ่ของอดีต
  • สุสาน Shah-i-Zinda (ซามาร์คานด์): ทางเดินสีน้ำเงินแห่งความสงบ เดินทอดน่องชมสุสานราชวงศ์ที่งดงามราวกับหลุดไปในอีกมิติของกาลเวลา
  • หอคอย Kalyan (บูคาร่า): หอคอยอิฐโบราณอายุกว่า 880 ปีที่ขลังและยิ่งใหญ่มากจนตำนานเล่าว่าแม้แต่เจงกิสข่านยังต้องสั่งให้ละเว้นการทำลาย
  • เมืองเก่า Itchan Kala (คีวา): ปล่อยใจเดินเล่นในเมืองมรดกโลกที่เหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต พร้อมชมหอคอยกระเบื้องฟ้า Kalta Minor ที่สวยสะดุดตา
  • มัสยิด Khast Imam (ทาชเคนท์): สัมผัสความเงียบสงบและร่องรอยประวัติศาสตร์ผ่านคัมภีร์กุรอานโบราณจากศตวรรษที่ 7 ที่ทรงคุณค่าระดับโลก
  • ตลาด Chorsu Bazaar (ทาชเคนท์): ซึมซับวิถีชีวิตโลคอลใต้โดมยักษ์ เดินชิลล์ดูงานคราฟต์และสัมผัสเสน่ห์รอยยิ้มของผู้คนแบบใกล้ชิด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ทาชเคนท์
เดินทางสู่ทาชเคนท์ เยี่ยมชม Khokand Palace และ Amir Timur Square พักค้างคืนที่ทาชเคนท์

วันที่ 2: ทาชเคนท์
ชม Khast Imam Complex, คัมภีร์กุรอานโบราณ, พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อุซเบกิสถาน ย่าน Mirabad และ Chorsu Bazaar พักค้างคืนที่ทาชเคนท์

วันที่ 3: ทาชเคนท์ – คีวา
บินสู่ Urgench เดินทางต่อไปคีวา เที่ยวเมืองเก่า Itchan Kala, Kuhna Ark, Juma Mosque และ Kalta Minor พักค้างคืนที่คีวา

วันที่ 4: คีวา
ชม Islam Khoja Minaret, Avesta Museum, Tosh-Hovli Palace, Muhammad Amin Khan Madrasah เดินตลาดพื้นเมืองและชมพระอาทิตย์ตกที่กำแพงเมือง พักค้างคืนที่คีวา

วันที่ 5: คีวา – บูคาร่า
แวะ Akshi-Bobo และ Pahlavon Mahmud Mausoleum จากนั้นเดินทางข้ามทะเลทราย Kyzylkum สู่บูคาร่า ชมหอ Kalon Minaret ยามค่ำ พักค้างคืนที่บูคาร่า

วันที่ 6: บูคาร่า
เที่ยว Ark Fortress, Kalyan Mosque, Ismail Samani Mausoleum, Chor Minor, พระราชวังฤดูร้อน และตลาด Trading Domes พร้อมอาหารค่ำพื้นเมือง พักค้างคืนที่บูคาร่า

วันที่ 7: บูคาร่า – ซามาร์คานด์
นั่งรถไฟสู่ซามาร์คานด์ เที่ยว Registan Square, Gur-e-Amir, Bibi-Khanym Mosque และ Siab Bazaar พักค้างคืนที่ซามาร์คานด์

วันที่ 8: ซามาร์คานด์ – ทาชเคนท์ – กรุงเทพฯ
ชม Shah-i-Zinda, พิพิธภัณฑ์ Afrasiyab และโรงงานกระดาษโบราณ ก่อนนั่งรถไฟกลับทาชเคนท์ ซื้อของฝาก รับประทานอาหารค่ำ และบินกลับกรุงเทพฯ เวลา 22.30 น.

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ทาชเคนท์ (Tashkent)

เดินทางถึงกรุงทาชเคนท์ เมืองหลวงของอุซเบกิสถาน เริ่มเที่ยวที่ Amir Timur Square จัตุรัสใจกลางเมืองซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงอามีร์ ตีมูร์ วีรบุรุษและผู้ก่อตั้งจักรวรรดิตีมูร์ จากนั้นชมพระราชวัง Khokand Palace ซึ่งสะท้อนศิลปะและอำนาจของเจ้าแห่งแคว้นโคคันด์ในอดีต

ที่พัก: โรงแรมในทาชเคนท์

วันที่ 2: ทาชเคนท์ (Tashkent)

เที่ยว Khast Imam Complex ศูนย์กลางศาสนาอิสลามสำคัญของประเทศ ภายในมีมัสยิดและคัมภีร์ Samarkand Kufic Quran ซึ่งเชื่อว่าเป็นหนึ่งในคัมภีร์กุรอานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกจากศตวรรษที่ 7 จากนั้นชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งอุซเบกิสถาน ที่รวบรวมโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคหินถึงยุคเส้นทางสายไหม ช่วงบ่ายเดินเล่นย่าน Mirabad ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ และปิดท้ายที่ Chorsu Bazaar ตลาดโดมเก่าแก่ที่เป็นศูนย์กลางการค้าของเมืองมาหลายศตวรรษ

ที่พัก: โรงแรมในทาชเคนท์

วันที่ 3: ทาชเคนท์ – คีวา (Khiva)

เดินทางทางอากาศจากทาชเคนท์ไปยัง Urgench แล้วต่อรถเข้าสู่คีวา ระยะทางประมาณ 30 กม. ใช้เวลาราว 30–40 นาที จากนั้นเริ่มสำรวจ Itchan Kala เมืองเก่ากลางทะเลทรายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ชม Kuhna Ark ป้อมและพระราชวังเดิมของข่านแห่งคีวา, Juma Mosque มัสยิดเก่าแก่ที่มีเสาไม้จำนวนมาก และ Kalta Minor หоคอยกระเบื้องสีน้ำเงินซึ่งแม้สร้างไม่เสร็จแต่กลายเป็นสัญลักษณ์เด่นของเมือง

ที่พัก: โรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ในคีวา

วันที่ 4: คีวา (Khiva)

เที่ยว Islam Khoja Minaret หอคอยสูงที่สุดในอุซเบกิสถาน สูง 57 เมตร สร้างในยุกปฏิรูปของเมือง ชมพิพิธภัณฑ์ Avesta ที่เล่าเรื่องศาสนาโซโรอัสเตอร์ซึ่งเคยแพร่หลายในเอเชียกลาง จากนั้นชม Tosh-Hovli Palace พระราชวังหินอันวิจิตรของข่านในศตวรรษที่ 19 และ Muhammad Amin Khan Madrasah โรงเรียนสอนศาสนาขนาดใหญ่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองของคีวา ปิดท้ายด้วยการเดินตลาดพื้นเมืองและชมพระอาทิตย์ตกบนกำแพงเมืองโบราณ

ที่พัก: โรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ในคีวา

วันที่ 5: คีวา – บูคาร่า (Bukhara)

เริ่มวันด้วย Akshi-Bobo observation deck จุดชมวิวที่มองเห็นหลังคาโดมและหоคอยของเมืองคีวาได้สวยที่สุด จากนั้นแวะ Pahlavon Mahmud Mausoleum สุสานของนักมวยปล้ำ กวี และนักบุญประจำเมือง ซึ่งชาวคีวาเคารพอย่างมาก แล้วเดินทางต่อไปบูคาร่าโดยรถยนต์ ผ่านทะเลทราย Kyzylkum ระยะทางประมาณ 450 กม. ใช้เวลาราว 7–8 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะชมวิวแม่น้ำ Amu Darya ก่อนถึงบูคาร่าและเริ่มชมเมืองเก่ายามเย็น โดยเฉพาะ Kalon Minaret ที่โดดเด่นงดงามเมื่อเปิดไฟกลางคืน

ที่พัก: โรงแรมในบูคาร่า

วันที่ 6: บูคาร่า (Bukhara)

เยี่ยมชม Ark Fortress ป้อมปราการหลวงอายุกว่า 2,000 ปี ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของเจ้าผู้ครองนคร ชม Kalyan Mosque และ Kalyan Minaret หอคอยสูง 47 เมตรที่เคยใช้ทั้งประกาศศาสนาและเป็นจุดสังเกตของคาราวาน ต่อด้วย Ismail Samani Mausoleum หนึ่งในสุสานอิสลามยุคแรกที่งดงามที่สุดในเอเชียกลาง ชม Chor Minor อาคาร 4 โดมที่มีรูปแบบต่างจากสถาปัตยกรรมอื่นในเมือง จากนั้นเที่ยวพระราชวังฤดูร้อน Sitorai Mokhi Khosa ซึ่งผสมศิลปะตะวันออกและยุโรป ปิดท้ายที่ Trading Domes ตลาดโดมโบราณซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าบนเส้นทางสายไหม

ที่พัก: โรงแรมในบูคาร่า

วันที่ 7: บูคาร่า – ซามาร์คานด์ (Samarkand)

เดินทางโดยรถไฟจากบูคาร่าไปซามาร์คานด์ ใช้เวลาประมาณ 1.5–2.5 ชั่วโมง แล้วเช็คอินที่โรงแรม จากนั้นเที่ยว Registan จัตุรัสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอิสลาม รายล้อมด้วยมัดราซาห์ 3 หลังอันวิจิตร ชม Gur-e-Amir สุสานของอามีร์ ตีมูร์ ผู้สร้างจักรวรรดิตีมูร์ และ Bibi-Khanym Mosque มัสยิดใหญ่แห่งศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระมเหสีของตีมูร์ ปิดท้ายที่ Siab Bazaar ตลาดเก่าแก่ที่สะท้อนวิถีชีวิตและการค้าของชาวซามาร์คานด์

ที่พัก: โรงแรมในซามาร์คานด์

วันที่ 8: ซามาร์คานด์ – ทาชเคนท์ – กรุงเทพฯ

ช่วงเช้าเที่ยว Shah-i-Zinda Necropolis กลุ่มสุสานหลวงที่มีสถาปัตยกรรมกระเบื้องสีน้ำเงินงดงาม และมีตำนานเกี่ยวข้องกับกุซัม อิบนุ อับบาส ญาติของศาสดามูฮัมหมัด จากนั้นชมพิพิธภัณฑ์ Afrasiyab และซากเมืองโบราณ ซึ่งเป็นร่องรอยของซามาร์คานด์ยุคก่อนมองโกล แวะชมโรงงานทำกระดาษจากต้นหม่อน งานหัตถกรรมดั้งเดิมที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคเส้นทางสายไหม แล้วนั่งรถไฟความเร็วสูง Afrosiyob กลับทาชเคนท์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนซื้อของฝาก รับประทานอาหารค่ำอำลา และเดินทางสู่สนามบินเพื่อขึ้นเที่ยวบิน Uzbekistan Airways HY531 เวลา 22.30 น. กลับกรุงเทพฯ

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight

คาซัคสถาน แคนยอนและทะเลสาบ

คาซัคสถาน แคนยอนและทะเลสาบ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • นั่งกระเช้าแตะขอบฟ้าที่ Shymbulak ชมวิวเทือกเขาหิมะพาโนรามาสุดอลังการที่ชุบชูจิตใจได้ดีเยี่ยม
  • ปล่อยใจไปกับ Big Almaty Lake ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์กลางหุบเขาที่สวยสงบเหมือนหลุดเข้าไปในโปสการ์ด
  • ฟังเสียงกระซิบของธรรมชาติที่ Singing Dunes เนินทรายร้องเพลงท่ามกลางแสงสีทองยามเย็นที่สวยสะกดตา
  • เดินทอดน่องใน Charyn Canyon แกรนด์แคนยอนแห่งเอเชียกลาง ดื่มด่ำความยิ่งใหญ่ของหน้าผาหินทรายสีส้ม
  • ค้นพบความลับของป่าสนจมน้ำที่ Kaindy Lake ความมหัศจรรย์สุดอันซีนที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ รอให้เราไปสัมผัส
  • วาร์ปสู่อนาคตที่เมืองนูร์-ซุลตัน ตื่นตากับสถาปัตยกรรมล้ำยุคระดับโลกที่ผสานศิลปะและจินตนาการอย่างลงตัว”
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อัลมาตี
เดินทางถึงอัลมาตี เช็คอินพักผ่อน ทานอาหารเย็นและเดินเล่น Arbat Street

วันที่ 2: อัลมาตี (Medeu – Shymbulak – City Tour)
ขึ้นกระเช้าไป Shymbulak ชมวิวภูเขา แวะ Zenkov Cathedral, Green Bazaar และชมวิว Kok-Tobe

วันที่ 3: อัลมาตี – Big Almaty Lake – Altyn Emel
ชม Big Almaty Lake ก่อนเดินทางเข้าอุทยาน Altyn Emel และชม Singing Dunes ช่วงเย็น

วันที่ 4: Altyn Emel – Charyn Canyon – Satty
เที่ยว Charyn Canyon และ Black Canyon ก่อนเข้าสู่หมู่บ้าน Satty เพื่อพักโฮมสเตย์

วันที่ 5: Satty (Kaindy Lake – Kolsai Lake)
นั่งรถ 4WD ไป Kaindy Lake และเที่ยว Kolsai Lake พร้อมพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

วันที่ 6: Satty – Almaty – Nur-Sultan
เดินทางกลับอัลมาตี แวะซื้อของฝาก ก่อนบินต่อสู่นูร์-ซุลตัน

วันที่ 7: Nur-Sultan City Tour
เที่ยวมัสยิด Hazrat Sultan, พีระมิดแก้ว, Nur Alem, Bayterek Tower และ Khan Shatyr

วันที่ 8: Nur-Sultan – กรุงเทพฯ
ชม National Museum และสวนริมแม่น้ำ Ishim ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถนำเที่ยวตามขนาดจำนวนผู้เดินทาง
  • อาหารกลางวันและเย็นตามระบุ
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด ทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • วีซ่า (ถ้ามี)
  • ทิปไกด์และคนขับรถ

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อัลมาตี (Almaty)

เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอัลมาตี พบไกด์ท้องถิ่น และเข้าเมืองประมาณ 30–40 นาที

ช่วงเย็นเช็คอินโรงแรมย่านใจกลางเมือง พักผ่อนหลังการเดินทาง

ค่ำเดินเล่น Arbat Street ถนนคนเดินชื่อดังของอัลมาตี เต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ และศิลปินท้องถิ่น เป็นย่านที่สะท้อนบรรยากาศเมืองสมัยใหม่ผสมกลิ่นอายโซเวียตเก่า

พักที่: อัลมาตี

วันที่ 2: Medeu – Shymbulak – Almaty City Tour

เดินทางจากตัวเมืองสู่ Medeu และขึ้นกระเช้าไป Shymbulak ใช้เวลารวมประมาณ 45–60 นาที

Shymbulak Ski Resort เป็นสกีรีสอร์ตชื่อดังของคาซัคสถาน ตั้งอยู่กลางเทือกเขา Tian Shan และจุด Talgar Pass ที่ระดับ 3,248 เมตร เป็นจุดชมวิวพาโนรามาหิมะและหุบเขาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งใกล้อัลมาตี

บ่ายกลับเข้าเมือง แวะ Zenkov Cathedral โบสถ์ไม้สีสันโดดเด่น สร้างต้นศตวรรษที่ 20 และมีชื่อเสียงว่าเป็นหนึ่งในอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่สร้างโดยแทบไม่ใช้ตะปู อีกทั้งยังรอดจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1911

ต่อด้วย Green Bazaar ตลาดเก่าแก่ของเมือง เหมาะสำหรับซื้อของพื้นเมือง ถั่ว ผลไม้อบแห้ง และช็อกโกแลต

เย็นขึ้น Kok-Tobe Hill ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองราว 20–30 นาที เป็นจุดชมวิวเมืองอัลมาตียามพระอาทิตย์ตก และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดนิยมของเมือง

พักที่: อัลมาตี

วันที่ 3: Big Almaty Lake – Altyn Emel

ช่วงเช้าเดินทางไป Big Almaty Lake ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมงจากตัวเมือง

ทะเลสาบแห่งนี้มีสีเทอร์ควอยซ์เด่นชัดจากแร่ธาตุและน้ำจากธารน้ำแข็ง ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาสูง เป็นแหล่งธรรมชาติสำคัญและเป็นภาพจำของอัลมาตี เหมาะกับการชมวิวและถ่ายภาพ

ช่วงบ่ายออกเดินทางต่อสู่ Altyn Emel National Park ระยะทางประมาณ 250 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

เย็นชม Singing Dunes เนินทรายขนาดใหญ่ที่มีชื่อจากปรากฏการณ์เสียงคล้ายดนตรีหรือเสียงครางเมื่อกระแสลมพัดผ่าน ตามความเชื่อท้องถิ่นเคยมีการเล่าขานถึงเสียงลึกลับจากผืนทรายแห่งนี้

พักที่: เกสต์เฮาส์ในอุทยานหรือเมือง Basshi

วันที่ 4: Altyn Emel – Charyn Canyon – Satty

ออกเดินทางสู่ Charyn Canyon ใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและจุดแวะ

Charyn Canyon ได้รับฉายาว่าเป็น “แกรนด์แคนยอนแห่งเอเชียกลาง” โดยเฉพาะโซน Valley of Castles ที่มีหน้าผาหินทรายรูปร่างคล้ายปราสาท เกิดจากการกัดเซาะยาวนานหลายล้านปี

ช่วงบ่ายแวะ Black Canyon จุดชมวิวลึกชันที่แม่น้ำ Charyn ไหลตัดผ่านชั้นหินสีเข้ม ให้บรรยากาศต่างจาก Charyn Canyon หลักอย่างชัดเจน

จากนั้นเดินทางต่อเข้าสู่หมู่บ้าน Satty ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง หมู่บ้านเล็กกลางธรรมชาติที่เป็นประตูสู่ทะเลสาบสำคัญของภูมิภาค

พักที่: หมู่บ้านซาตี

วันที่ 5: Kaindy Lake – Kolsai Lake

ช่วงเช้านั่งรถ 4WD จาก Satty ไป Kaindy Lake ใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที

Kaindy Lake มีชื่อเสียงจาก “ป่าสนจมน้ำ” ที่ลำต้นยังยืนโผล่พ้นผิวน้ำ เกิดจากแผ่นดินไหวใหญ่ในปี 1911 ที่ทำให้เกิดเขื่อนธรรมชาติและน้ำท่วมป่า กลายเป็นภูมิประเทศแปลกตาที่หาชมได้ยาก

ช่วงบ่ายเดินทางต่อไป Kolsai Lake ใช้เวลาประมาณ 30–40 นาที

Kolsai Lake ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งเทียนชาน” เพราะทะเลสาบสีเข้มล้อมด้วยป่าสนและภูเขา เหมาะสำหรับเดินเล่น เทรคสั้นๆ หรือพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์

เย็นกลับหมู่บ้าน Satty

พักที่: หมู่บ้านซาตี

วันที่ 6: Satty – Almaty – Nur-Sultan

ช่วงเช้าออกเดินทางกลับอัลมาตี ระยะทางประมาณ 280–300 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ระหว่างทางสามารถแวะซื้อผลไม้สดหรือของพื้นบ้านจากชาวบ้านในชุมชน

ช่วงบ่ายถึงอัลมาตี แวะพักหรือซื้อของฝากที่ Dostyk Plaza ห้างสมัยใหม่ของเมือง

ช่วงเย็นเดินทางสู่สนามบินและบินต่อไป Nur-Sultan ใช้เวลาบินประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง

Nur-Sultan คือเมืองหลวงใหม่ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และเป็นศูนย์รวมสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของคาซัคสถาน

พักที่: นูร์-ซุลตัน

วันที่ 7: Nur-Sultan City Tour

ช่วงเช้าเยี่ยมชม Hazrat Sultan Mosque มัสยิดขนาดใหญ่สีขาวสง่างาม หนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง สะท้อนศิลปะอิสลามร่วมสมัยของคาซัคสถาน

ต่อด้วย Palace of Peace and Reconciliation อาคารพีระมิดแก้วที่ออกแบบเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม

ช่วงบ่ายเข้าชม Nur Alem หรือ The Sphere อาคารทรงกลมขนาดยักษ์จากงาน EXPO 2017 ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านพลังงานอนาคตและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ช่วงเย็นแวะ Bayterek Tower หอคอยสัญลักษณ์ของเมือง มีแนวคิดจากตำนานคาซัคเรื่องต้นไม้แห่งชีวิตและนกวิเศษ Samruk ที่มาวางไข่ทองคำ

ปิดท้ายที่ Khan Shatyr ศูนย์การค้าทรงเต็นท์ขนาดใหญ่ ผลงานออกแบบของ Norman Foster โดดเด่นในฐานะแลนด์มาร์กสถาปัตยกรรมของเมือง

พักที่: นูร์-ซุลตัน

วันที่ 8: National Museum – เดินทางกลับกรุงเทพฯ

ช่วงเช้าเข้าชม National Museum of Kazakhstan ใช้เวลาเดินทางจากใจกลางเมืองประมาณ 15–20 นาที

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมประวัติศาสตร์ชาติคาซัค โดยไฮไลต์สำคัญคือ “Golden Man” นักรบทองคำจากยุคโบราณ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งชาติ

ช่วงบ่ายแวะเดินเล่นริมแม่น้ำ Ishim สัมผัสบรรยากาศเมืองหลวงก่อนเดินทางสู่สนามบิน

ช่วงเย็นออกเดินทางจากสนามบินนานาชาตินูร์-ซุลตัน กลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

พักที่: บนเครื่องบิน / เดินทางกลับ

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight

หยวนหยาง นาขั้นบันใด เจี้ยนสุ่ย

หยวนหยาง นาขั้นบันใด เจี้ยนสุ่ย
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ทะเลสาบฝู่เซียนหู นั่งพักใจดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลสาบรูปน้ำเต้าที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
  • เมืองโบราณเจี้ยนสุ่ย เดินทอดน่องช้าๆ ซึมซับเสน่ห์และเรื่องราวของเมืองเก่าที่มีอายุกว่าพันปี
  • บ้านเก่าตระกูลจู ชมความประณีตของสถาปัตยกรรมราชวงศ์ชิงที่ซ่อนเรื่องราวความมั่งคั่งในอดีตไว้
  • สะพานมังกรคู่ ปล่อยความคิดให้ไหลไปกับสายน้ำใต้สะพานหินโบราณที่ทอดยาวอย่างสง่างาม
  • นาขั้นบันไดหยวนหยาง ดื่มด่ำแสงแรกและแสงสุดท้ายบนผืนนาขั้นบันไดพันปีที่สวยงามราวกับภาพวาด
  • เมืองเก่ากวนตู้ แวะเดินเล่นชิลๆ สัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายในอดีตศูนย์กลางการค้าที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลัง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: สุวรรณภูมิ – คุนหมิง – ทะเลสาบฝู่เซียนหู
เดินทางโดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG612 ชมทะเลสาบฝู่เซียนหูและชมพระอาทิตย์ตกริมทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับ 3 ของจีน

วันที่ 2: ทะเลสาบฝู่เซียนหู – เมืองโบราณเจี้ยนสุ่ย
เที่ยวชมจุดชมวิวรอบทะเลสาบฝู่เซียนหู ต่อด้วยเมืองโบราณเจี้ยนสุ่ย ถนนคนเดิน และบ้านเก่าตระกูลจูสมัยราชวงศ์ชิง

วันที่ 3: เจี้ยนสุ่ย – หยวนหยาง
ชมสะพานมังกรคู่ บ่อน้ำใต้ดินต้าปั่นจิ่ง โรงงานทำเต้าหู้ และชมพระอาทิตย์ตกที่นาขั้นบันไดป้าต๋า

วันที่ 4: หยวนหยาง
ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นาขั้นบันไดโตอี้ซู่ เที่ยวนาขั้นบันไดสีน้ำเงิน หมู่บ้านชาวเขาเผ่าฮานี และชมพระอาทิตย์ตกที่นาขั้นบันไดปากเสือ

วันที่ 5: หยวนหยาง – คุนหมิง – เมืองเก่ากวนตู้
ชมพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง ก่อนเดินทางกลับคุนหมิงและเดินเล่นเมืองเก่ากวนตู้ แหล่งวัฒนธรรมสำคัญอายุกว่า 1,000 ปี

วันที่ 6: คุนหมิง – กรุงเทพฯ
อิสระช้อปปิ้งที่โหลวซือวาน จากนั้นเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG613

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus สำหรับคณะ 10-12 ท่าน
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด ทางด่วนทั้งหมด
  • รวมอาหารทุกมื้อ
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม
  • ประกันอุบัติเหตุการเดินทาง (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ทะเลสาบฝู่เซียนหู

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประตู 4 เคาน์เตอร์ H สายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG612 เวลา 10.45–14.00 จากนั้นเดินทางสู่ทะเลสาบฝู่เซียนหู ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงจากคุนหมิง ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับ 3 ของจีน มีชื่อเสียงเรื่องรูปร่างคล้ายน้ำเต้าคว่ำ และน้ำใสลึกเป็นพิเศษ ช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกล้อมผืนน้ำกว้าง ให้บรรยากาศสงบและงดงามมาก

ที่พัก: ฝู่เซียนหู

วันที่ 2: ทะเลสาบฝู่เซียนหู – เมืองโบราณเจี้ยนสุ่ย

ช่วงเช้าเที่ยวชมสวนสาธารณะแห่งชาติทะเลสาบฝู่เซียนหู ตามจุดชมวิวต่างๆ เพื่อสัมผัสทัศนียภาพของทะเลสาบและภูเขาโดยรอบ จากนั้นเดินทางไปเมืองโบราณเจี้ยนสุ่ย ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เมืองนี้มีประวัติยาวนานกว่า 1,200 ปี และเคยเป็นเมืองสำคัญทางวัฒนธรรมในมณฑลยูนนาน เดินชมถนนคนเดินและบ้านเก่าตระกูลจู คฤหาสน์ใหญ่ที่สร้างขึ้นปลายราชวงศ์ชิง สะท้อนความมั่งคั่งของตระกูลพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลในอดีต

ที่พัก: เจี้ยนสุ่ย

วันที่ 3: เจี้ยนสุ่ย – หยวนหยาง

ชมสะพานมังกรคู่ สะพานหินโบราณยาว 148 เมตร มีลักษณะเด่นคือสะพานคู่ทอดข้ามสายน้ำ เปรียบเสมือนมังกรสองตัวเล่นน้ำ จึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเจี้ยนสุ่ย ต่อด้วยบ่อน้ำใต้ดินต้าปั่นจิ่ง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญของชุมชน และแวะชมโรงงานทำเต้าหู้ เรียนรู้ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของเมือง จากนั้นเดินทางสู่หยวนหยาง ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกที่นาขั้นบันไดป้าต๋า หนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของพื้นที่ แสงเย็นสะท้อนผืนนาเป็นชั้นๆ ราวภาพวาด

ที่พัก: หยวนหยาง

วันที่ 4: หยวนหยาง

ออกเดินทางแต่เช้าเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นาขั้นบันไดโตอี้ซู่ นาขั้นบันไดเหล่านี้สร้างโดยชาวฮานี ซึ่งตั้งถิ่นฐานในแถบนี้มานานกว่า 1,300 ปี และพัฒนาระบบนาชลประทานบนภูเขาจนกลายเป็นภูมิทัศน์ระดับโลก จากนั้นชมความงามของนาขั้นบันไดสีน้ำเงิน และเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวเขาชนเผ่าฮานี เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกที่นาขั้นบันไดปากเสือ ซึ่งเป็นอีกจุดที่มองเห็นแนวนาขั้นบันไดกว้างไกลอย่างน่าประทับใจ

ที่พัก: หยวนหยาง

วันที่ 5: หยวนหยาง – คุนหมิง

ชมพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้งท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของนาขั้นบันได ก่อนเดินทางกลับเมืองคุนหมิง ใช้เวลาประมาณ 5–6 ชั่วโมง เมื่อถึงแล้วพาเดินเล่นเมืองเก่ากวนตู้ เมืองเก่าอายุเกิน 1,000 ปี ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมสำคัญของภูมิภาค อาคารเก่า วัดโบราณ และบรรยากาศย่านชุมชนดั้งเดิมช่วยสะท้อนความรุ่งเรืองในอดีตของคุนหมิงได้อย่างดี

ที่พัก: คุนหมิง

วันที่ 6: คุนหมิง – กรุงเทพฯ

อิสระช้อปปิ้งที่โหลวซือวาน แหล่งค้าส่งและค้าปลีกสินค้าชื่อดังของคุนหมิง มีทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ และสินค้าทั่วไปให้เลือกมากมาย เหมาะสำหรับซื้อของฝากก่อนเดินทางกลับ จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG613 เวลา 15.20–16.30

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight

นามิเบีย ซิมบับเว แซมเบียร์ บอสวาน่า

นามิเบีย ซิมบับเว แซมเบียร์ บอสวาน่า
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • น้ำตกวิคตอเรียและสระปีศาจ
    พาไปยืนฟังเสียงคำรามของม่านน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ แล้วแช่น้ำริมหน้าผาวัดใจ ที่จะกลายเป็นความทรงจำไปตลอดชีวิต
  • อุทยานแห่งชาติโชเบ
    นั่งรถรับลมชมชีวิตสัตว์ป่าแบบใกล้ชิด ทั้งฝูงช้างและสิงโต ให้เราได้กลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่แท้จริงอีกครั้ง
  • แซนด์วิชฮาร์เบอร์
    ชมความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ ในจุดที่ผืนทะเลทรายสีทองทอดตัวลงสู่อ้อมกอดของมหาสมุทรแอตแลนติกแบบไร้รอยต่อ
  • ทะเลทรายซอสซุสไฟล์และดูน 45
    ทิ้งรอยเท้าบนเนินทรายสีแดงสดที่สวยที่สุดในโลก แล้วปล่อยใจไปกับความเงียบสงบของซากต้นไม้โบราณ
  • เมืองร้างโคลมันสคอป
    เดินสำรวจอดีตเมืองเหมืองเพชรที่ถูกกาลเวลาและผืนทรายกลืนกิน จนกลายเป็นความงามที่ดูลึกลับและมีเสน่ห์
  • อ่าววาลวิสเบย์
    แวะทักทายฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูนับพันตัวที่เดินเล่นริมชายฝั่ง เป็นภาพความน่ารักที่ช่วยฮีลใจจากการเดินทางได้ดีเยี่ยม
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ประเทศไทย → วิคตอเรียฟอลล์

ออกเดินทางจากประเทศไทย มุ่งหน้าสู่ วิคตอเรียฟอลล์

วันที่ 2: วิคตอเรียฟอลล์, ซิมบับเว

เดินทางถึงสนามบิน VFA จากนั้นเที่ยวชม น้ำตกวิคตอเรียฝั่งซิมบับเว หนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
ช่วงเย็นล่องเรือ Sun Downer Cruise ชมพระอาทิตย์ตกเหนือสายน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของแอฟริกา
พัก: KolmanskopTown

วันที่ 3: โชเบ, บอตสวานา

ออกเดินทางแบบ Day Trip สู่อุทยานแห่งชาติ โชเบ (Chobe National Park) ประเทศบอตสวานา
ทำกิจกรรม Game Drive ชมสัตว์ป่าในถิ่นอาศัยธรรมชาติ เช่น ช้าง สิงโต ควายป่า และสัตว์ซาฟารีหลากหลายชนิด
พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 4: วิคตอเรียฟอลล์, แซมเบีย

ข้ามพรมแดนสู่ประเทศแซมเบีย เพื่อชม วิคตอเรียฟอลล์ จากอีกมุมหนึ่ง
สัมผัสประสบการณ์เล่นน้ำที่ Devil’s Pool จุดธรรมชาติสุดตื่นเต้นริมหน้าผาน้ำตก พร้อมชม Armchair Falls และ Eastern Cataract
พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 5: วินด์ฮุก → Spitzkoppe

บินกลับสู่กรุง วินด์ฮุก (Windhoek) ประเทศนามิเบีย
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Spitzkoppe ชมภูเขาหินแกรนิตรูปร่างโดดเด่นกลางทะเลทราย หนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติที่งดงามของนามิเบีย

วันที่ 6: Moon Valley → Swakopmund → Walvis Bay

เที่ยวชม Moon Valley หุบเขาพระจันทร์ที่มีภูมิประเทศแปลกตาคล้ายพื้นผิวต่างดาว
ชมต้น Welwitschia mirabilis พืชทะเลทรายโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ของนามิเบีย
จากนั้นสำรวจเมืองชายฝั่ง Swakopmund ก่อนเดินทางต่อสู่ Walvis Bay
พัก: Walvis Bay

วันที่ 7: Walvis Bay → Sandwich Harbour → Sossusvlei

ชมฝูงฟลามิงโกบริเวณ Walvis Bay เมืองชายฝั่งที่มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์
จากนั้นผจญภัยสู่ Sandwich Harbour จุดที่เนินทรายสูงตระหง่านมาบรรจบกับมหาสมุทรแอตแลนติก
เดินทางต่อสู่เขต Namib-Naukluft National Park
พัก: Sossusvlei

วันที่ 8: Sossusvlei, นามิเบีย

เที่ยวชมอุทยาน Sossusvlei ไฮไลต์สำคัญของทะเลทรายนามิบ
ปีนเนินทรายชื่อดังอย่าง Big Daddy, Big Mama และ Dune 45 พร้อมชมภูมิประเทศทะเลทรายสีส้มอันกว้างใหญ่
แวะชมต้นไม้โบราณกลางทะเลทราย หนึ่งในภาพจำสุดคลาสสิกของนามิเบีย

วันที่ 9: Kolmanskop → Lüderitz

เดินทางสู่เมืองร้าง Kolmanskop อดีตเมืองเหมืองเพชรที่เคยรุ่งเรือง ก่อนถูกทรายทะเลทรายค่อย ๆ กลืนกิน
ชมอาคารเก่าแก่ที่ถูกปกคลุมด้วยทราย ให้บรรยากาศลึกลับและสวยงามไม่เหมือนที่ใด
จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองชายฝั่ง Lüderitz
พัก: Lüderitz

วันที่ 10: Lüderitz → วินด์ฮุก

ออกเดินทางจาก Lüderitz กลับสู่กรุง วินด์ฮุก
พักผ่อนระหว่างทาง และชมภูมิประเทศกว้างใหญ่ของนามิเบีย

วันที่ 11: วินด์ฮุก → สนามบิน

ช่วงเช้าเดินเล่นชมเมือง วินด์ฮุก เมืองหลวงของนามิเบีย
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน เพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับประเทศไทย

วันที่ 12: ประเทศไทย

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากน้ำตกวิคตอเรีย ซาฟารีบอตสวานา และทะเลทรายนามิเบีย

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus ท้องถิ่น
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • อาหารทุกมื้อวีซ่า
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)
     

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากประเทศไทยสู่วิคตอเรียฟอลส์

เดินทางระหว่างประเทศ ใช้เวลารวมประมาณ 15–20 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับไฟลต์และเวลาต่อเครื่อง เพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง วิคตอเรียฟอลส์ ประตูสู่หนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
ที่พัก: บนเครื่องบิน / ตามไฟลต์เดินทาง

วันที่ 2: วิคตอเรียฟอลส์ ฝั่งซิมบับเว

ถึงสนามบิน Victoria Falls (VFA) เวลา 12.10 น. จากนั้นเดินทางเข้าเมืองประมาณ 20–30 นาที
ชมน้ำตกวิคตอเรียฝั่งซิมบับเว ซึ่งเป็นฝั่งที่เห็นแนวน้ำตกได้กว้างและอลังการที่สุด น้ำตกแห่งนี้ชาวท้องถิ่นเรียกว่า “Mosi-oa-Tunya” แปลว่า “ควันที่ส่งเสียงคำราม” และ เดวิด ลิฟวิงสโตน เป็นชาวยุโรปคนแรกที่บันทึกการค้นพบในปี 1855
ช่วงเย็นล่องเรือ Sun Downer Cruise บนแม่น้ำแซมเบซี ชมพระอาทิตย์ตกและบรรยากาศแม่น้ำสายสำคัญของแอฟริกา
ที่พัก: KolmanskopTown

วันที่ 3: อุทยานแห่งชาติโชเบ, บอตสวานา

เดินทางแบบ Day Trip ข้ามพรมแดนไปอุทยานแห่งชาติ โชเบ ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงต่อเที่ยว จากวิคตอเรียฟอลส์
โชเบมีชื่อเสียงเรื่องประชากรช้างจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกา เหมาะสำหรับ Game Drive ส่องสัตว์อย่างช้าง สิงโต ควายป่า และสัตว์ซาฟารีอื่น ๆ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำโชเบที่อุดมสมบูรณ์
ที่พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 4: วิคตอเรียฟอลส์ ฝั่งแซมเบีย

ข้ามพรมแดนสู่แซมเบีย ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 1–2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง
ชมน้ำตกวิคตอเรียจากอีกมุมหนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดกับสายน้ำและหน้าผามากกว่า จุดเด่นคือ Devil’s Pool สระธรรมชาติริมผาน้ำตกที่เปิดให้ลงเล่นได้ตามฤดูกาล
รวมถึงจุดชม Armchair Falls และ Eastern Cataract ซึ่งเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ของหน้าผาหินบะซอลต์ที่เกิดจากการกัดเซาะยาวนานนับล้านปี
ที่พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 5: บินสู่วินด์ฮุก – เดินทางต่อสู่ Spitzkoppe

บินกลับสู่ วินด์ฮุก จากนั้นเดินทางทางรถต่อไปยัง Spitzkoppe ระยะทางประมาณ 280–320 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง
พื้นที่นี้โดดเด่นด้วยภูเขาหินแกรนิตขนาดมหึมากลางภูมิประเทศแห้งแล้ง จนได้รับฉายาว่า “Matterhorn of Namibia” และยังมีภาพเขียนสีบนหินของชนพื้นเมืองซานในบางจุด
ที่พัก: Spitzkoppe

วันที่ 6: Moon Valley – Welwitschia – Swakopmund – Walvis Bay

เดินทางจาก Spitzkoppe ผ่าน Moon Valley และต้น Welwitschia ไปยัง Swakopmund และพักที่ Walvis Bay รวมระยะทางประมาณ 250–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4–6 ชั่วโมง
แวะชม Moon Valley ภูมิประเทศขรุขระแปลกตาราวพื้นผิวดวงจันทร์ และชม Welwitschia mirabilis พืชโบราณหายากที่อาจมีอายุหลายร้อยถึงกว่าพันปี
ก่อนสำรวจ Swakopmund เมืองชายฝั่งบรรยากาศยุโรปยุคอาณานิคมเยอรมัน
ที่พัก: วาลวิสเบย์ นามิเบีย

วันที่ 7: Walvis Bay – Sandwich Harbour – Namib-Naukluft

ช่วงเช้าสำรวจอ่าว Walvis Bay ชมฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูซึ่งมักรวมตัวตามพื้นที่ชุ่มน้ำ
จากนั้นผจญภัยที่ Sandwich Harbour จุดเด่นของนามิเบียที่เนินทรายสูงไหลจรดมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นภูมิทัศน์ที่โด่งดังและเข้าถึงได้ด้วยรถ 4×4
ก่อนเดินทางต่อสู่เขต Namib-Naukluft / Sossusvlei ระยะทางประมาณ 300–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 5–6 ชั่วโมง
ที่พัก: Sossusvlei

วันที่ 8: Sossusvlei – Big Daddy – Big Mama – Dune 45

สำรวจอุทยาน ซอสซุสไฟล์ หนึ่งในไฮไลต์ของทะเลทรายนามิบ ซึ่งเป็นทะเลทรายเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ชมและปีนเนินทรายชื่อดัง เช่น Big Daddy, Big Mama รวมถึง Dune 45 ที่มีสันทรายสีแดงสวยโดดเด่น โดยสีแดงเกิดจากการสะสมของแร่เหล็กในเม็ดทรายเป็นเวลายาวนาน
นอกจากนี้ยังชมต้นไม้แห้งโบราณในพื้นที่ Deadvlei ซึ่งกลายเป็นภาพจำของนามิเบีย
ที่พัก: Sossusvlei

วันที่ 9: Sossusvlei – Kolmanskop – Lüderitz

เดินทางไปยังเมืองร้าง Kolmanskop ระยะทางประมาณ 500–520 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–7 ชั่วโมง
เมืองนี้เคยรุ่งเรืองจากการทำเหมืองเพชรในต้นศตวรรษที่ 20 ภายใต้อิทธิพลเยอรมัน ก่อนถูกทิ้งร้างเมื่อทรัพยากรลดลง และทรายจากทะเลทรายค่อย ๆ กลืนอาคารจนกลายเป็นสถานที่ถ่ายภาพชื่อดัง
จากนั้นเข้าพักที่เมืองชายฝั่ง Lüderitz
ที่พัก: Lüderitz

วันที่ 10: Lüderitz – Windhoek

เดินทางกลับกรุง วินด์ฮุก ระยะทางประมาณ 680–700 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–9 ชั่วโมง
เหมาะเป็นวันเดินทางยาวเพื่อกลับเข้าสู่เมืองหลวงของนามิเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและวัฒนธรรมของประเทศ
ที่พัก: Windhoek

วันที่ 11: เที่ยววินด์ฮุก – เดินทางสู่สนามบิน

ช่วงเช้าเดินเล่นในเมือง วินด์ฮุก สามารถชมบรรยากาศเมืองที่ผสมผสานระหว่างแอฟริกันและยุโรป
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที เพื่อเตรียมตัวบินกลับประเทศไทย
ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 12: เดินทางถึงประเทศไทย

เดินทางถึงไทยโดยสวัสดิภาพ
สิ้นสุดทริปแอฟริกาตอนใต้ที่รวมทั้งธรรมชาติ น้ำตก ซาฟารี ทะเลทราย และเมืองร้างประวัติศาสตร์

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 06 South America

อเมริกาใต้ ปาตาโกเนีย อาเจน ชิลี

อเมริกาใต้ ปาตาโกเนีย อาเจน + ชิลี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ย่าน La Boca และ San Telmo: เดินทอดน่องเสพสีสันในบัวโนสไอเรส เมืองยุโรปที่มีหัวใจละตินอเมริกาเพื่อค่อยๆ ปรับจังหวะชีวิต
  • ยอดเขา Fitz Roy: เดินเท้าเข้าหาภูเขาหินแกรนิตสัญลักษณ์ของปาตาโกเนีย เพื่อทบทวนว่าร่างกายและใจเราพาไปได้ไกลแค่ไหน
  • ธารน้ำแข็ง Perito Moreno: ยืนมองกำแพงน้ำแข็งสีฟ้าครามและฟังเสียงการแตกตัว เพื่อรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ยังมีชีวิต
  • ทะเลสาบและจุดชมวิว Torres del Paine: ปล่อยใจให้ช้าลง ซึมซับความกว้างใหญ่ของยอดเขาแปลกตาและสายลมแรงแห่งปาตาโกเนีย
  • จุดชมวิว Base Towers: ท้าทายขีดจำกัดเดินเข้าหาหอคอยหินสามยอด รางวัลแห่งความพยายามที่ทำให้เรากลับมาเชื่อมั่นในตัวเอง
สรุปแผนเดินทาง

Day 1 | Bangkok – Buenos Aires

  • เดินทางไกลจากกรุงเทพฯ สู่บัวโนสไอเรส เช็คอินและพักผ่อน ปรับร่างกายกับเวลาใหม่

Day 2 | Buenos Aires

  • เดินเล่นในย่าน La Boca และ San Telmo ซึมซับสีสัน ศิลปะ และบรรยากาศละตินของเมือง

Day 3 | Buenos Aires – El Calafate – El Chaltén

  • บินลงใต้สู่ Patagonia แล้วนั่งรถต่อเข้า El Chaltén เมืองเล็กท่ามกลางภูเขา

Day 4 | El Chaltén

  • เดินวอร์มอัปเบา ๆ รอบเมือง ชมวิวภูเขา ลองจังหวะลมและอากาศของ Patagonia

Day 5 | El Chaltén – Fitz Roy Trek

  • วันเดินไฮไลต์สู่ Fitz Roy / Laguna de los Tres เต็มวัน ท่ามกลางวิวภูเขาและทะเลสาบสวยตระการตา

Day 6 | El Chaltén – El Calafate

  • เช้าพักฟื้นสบาย ๆ ใน El Chaltén ก่อนเดินทางกลับสู่ El Calafate ช่วงบ่าย

Day 7 | El Calafate – Perito Moreno Glacier

  • ชมธารน้ำแข็ง Perito Moreno จากทางเดินชมวิว สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบใกล้ชิด

Day 8 | El Calafate – Torres del Paine

  • เดินทางข้ามพรมแดนจากอาร์เจนตินาเข้าสู่ชิลี มุ่งหน้าสู่อุทยาน Torres del Paine

Day 9 | Torres del Paine

  • เที่ยวชมจุดวิวสำคัญของอุทยาน เดินสั้น ๆ ดูทะเลสาบ ภูเขา และสัตว์ป่าท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่

Day 10 | Torres del Paine – Base Towers Trek / Optional Scenic Route

  • เลือกเดิน Base Towers แบบเต็มวัน หรือพักผ่อนและเที่ยวชมวิวเส้นทางเบา ๆ ตามสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง

Day 11 | Torres del Paine – Puerto Natales – Santiago

  • อำลา Patagonia เดินทางสู่ Puerto Natales แล้วบินต่อเข้าสู่เมือง Santiago

Day 12 | Santiago – São Paulo – Bangkok

  • เที่ยว Santiago แบบสบาย ๆ ช่วงเช้า ก่อนออกเดินทางกลับไทย via São Paulo

Day 13 | In Transit

  • ใช้เวลาอยู่ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน พร้อมทบทวนภาพความทรงจำจาก Patagonia

Day 14 | Arrive Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมเรื่องราวและความภูมิใจจากทริปปลายโลก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • ที่พัก ระดับ 4 ดาว 
  • รถรับส่งตลอดการเดินทาง
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: Bangkok – Buenos Aires

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ Buenos Aires ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 24–30 ชั่วโมง รวมต่อเครื่อง เป็นวันเริ่มต้นของการข้ามซีกโลกจากเอเชียสู่อเมริกาใต้
เมือง Buenos Aires คือเมืองหลวงของอาร์เจนตินา ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และเป็นศูนย์กลางสำคัญทั้งด้านการเมือง ศิลปะ และวัฒนธรรมละติน
พัก: Buenos Aires

Day 2: Buenos Aires City Walk

เที่ยว Buenos Aires แบบสบาย ๆ ภายในเมือง

  • La Boca ย่านเก่าแก่ริมท่าเรือ เด่นด้วยบ้านหลากสีและถนน Caminito ที่มีทั้งศิลปะ ดนตรี และบรรยากาศแทงโก้ เล่ากันว่าบ้านสีสดเกิดจากการนำสีเรือที่เหลือมาใช้ทาผนังบ้าน

  • San Telmo ย่านประวัติศาสตร์ที่ยังคงเสน่ห์ของถนนหิน อาคารยุคอาณานิคม ร้านกาแฟ และตลาดท้องถิ่น เหมาะกับการเริ่มทำความรู้จักจังหวะชีวิตแบบอเมริกาใต้

    พัก: Buenos Aires

Day 3: Buenos Aires – El Calafate – El Chaltén

บินจาก Buenos Aires ไป El Calafate ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง จากนั้นนั่งรถต่อไป El Chaltén อีกประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทางราว 215 กิโลเมตร
El Calafate เป็นเมืองประตูสู่ Patagonia ฝั่งอาร์เจนตินา ส่วน El Chaltén เป็นหมู่บ้านเล็กที่มีชื่อเสียงในฐานะเมืองหลวงแห่งการ trekking ของอาร์เจนตินา
ชื่อ “Chaltén” มาจากภาษาพื้นเมือง Tehuelche หมายถึง “ภูเขาที่มีควัน” ซึ่งใช้เรียกยอด Fitz Roy เพราะมักมีเมฆคลุมยอด
พัก: El Chaltén

Day 4: El Chaltén Warm-up Walk

เดินวอร์มอัพรอบเมือง ระยะสั้นประมาณ 2–5 กิโลเมตร

  • Mirador Los Cóndores / Mirador Las Águilas จุดชมวิวที่มองเห็นเมือง El Chaltén หุบเขา และแนวภูเขาโดยรอบ เป็นจุดที่เหมาะสำหรับปรับร่างกายให้คุ้นกับลมแรงและสภาพอากาศของ Patagonia

  • หากอากาศดี อาจมองเห็นแนวภูเขาและนกคอนดอร์ ซึ่งเป็นนกขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมแถบแอนดีส

    พัก: El Chaltén

Day 5: Fitz Roy Trekking Day

เดินเส้นทาง Laguna de los Tres เพื่อชมยอด Mount Fitz Roy ระยะประมาณ 20–22 กิโลเมตร ใช้เวลา 8–10 ชั่วโมง
Fitz Roy เป็นยอดเขาหินแกรนิตที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของ Patagonia ตั้งชื่อตาม Robert FitzRoy กัปตันเรือ HMS Beagle แต่ในวัฒนธรรมพื้นเมือง ภูเขานี้ถูกมองว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยพลังธรรมชาติ
ไฮไลต์คือวิวภูเขาสูงชันสะท้อนกับทะเลสาบสีฟ้าใส ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของอาร์เจนตินา
พัก: El Chaltén

Day 6: El Chaltén – El Calafate

ช่วงเช้าพักผ่อนหรือเดินเล่นรอบเมือง ก่อนนั่งรถกลับ El Calafate ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
El Calafate ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Lago Argentino และได้ชื่อมาจากพุ่มไม้ calafate ซึ่งมีผลเบอร์รี่พื้นถิ่น
มีความเชื่อท้องถิ่นว่าถ้าใครได้กินผล calafate จะได้กลับมา Patagonia อีกครั้ง
พัก: El Calafate

Day 7: Perito Moreno Glacier

เดินทางจาก El Calafate ไป Perito Moreno Glacier ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงต่อเที่ยว ระยะทางราว 80 กิโลเมตร
ธารน้ำแข็งแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Los Glaciares และเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งไม่กี่แห่งของโลกที่ยังคงเคลื่อนตัวและมีมวลน้ำแข็งค่อนข้างสมดุล
โดดเด่นด้วยกำแพงน้ำแข็งสูงมหึมา สีฟ้าขาวสวยงาม และบางจังหวะอาจได้เห็นน้ำแข็งแตกตัวลงสู่ทะเลสาบ เป็นภาพธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่มาก
พัก: El Calafate

Day 8: El Calafate – Torres del Paine

เดินทางข้ามพรมแดนจากอาร์เจนตินาเข้าสู่ชิลี ใช้เวลาประมาณ 5–7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขั้นตอนชายแดน
จุดหมายคือ Torres del Paine National Park อุทยานแห่งชาติชื่อดังระดับโลกในชิลี มีชื่อเสียงจากภูเขาหินแกรนิต ทะเลสาบสีฟ้า ธารน้ำแข็ง และทุ่งกว้าง
คำว่า “Paine” มาจากภาษาพื้นเมือง Tehuelche เชื่อว่าหมายถึง “สีฟ้า”
พัก: Torres del Paine

Day 9: Torres del Paine Scenic Active Day

เที่ยวชมวิวภายในอุทยานโดยรถและเดินสั้น ๆ

  • Laguna Amarga ทะเลสาบที่สะท้อนภาพยอดเขา Torres ได้สวย โดยเฉพาะในวันที่ลมนิ่ง

  • Fauna Trail จุดสังเกตสัตว์ป่า เช่น กวานาโก สุนัขจิ้งจอก และนกพื้นถิ่น

  • Mirador Cuernos จุดชมยอด Cuernos del Paine ภูเขาทรงแปลกที่ดูเหมือนเขาสัตว์

  • Lago Pehoé ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ที่เป็นภาพสัญลักษณ์ของอุทยาน

  • Mirador Cóndor / Mirador Río Serrano จุดชมวิวมุมกว้าง เห็นทั้งภูเขา ทะเลสาบ และความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศ

    อุทยานแห่งนี้ได้รับการประกาศเป็นเขตสงวนชีวมณฑลโดย UNESCO และเป็นหนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก

    พัก: Torres del Paine

Day 10: Base Towers Trek / Optional Scenic Route

สำหรับผู้ที่พร้อม เดิน Base Towers Trek ระยะประมาณ 18–22 กิโลเมตร ใช้เวลา 8–10 ชั่วโมง
เส้นทางนี้พาไปยังจุดชมวิวหอคอยหินแกรนิตสามยอด ซึ่งเป็นภาพสัญลักษณ์ของ Torres del Paine และเป็นที่มาของชื่อ “Torres” หรือ “หอคอย”
ช่วงสุดท้ายของเส้นทางค่อนข้างชัน แต่เมื่อถึงด้านบนจะเห็นยอดหินสูงตั้งตระหง่านเหนือทะเลสาบสีฟ้า
ผู้ที่ไม่ต้องการเดินหนัก สามารถเลือกเส้นทางชมวิวเบา ๆ ภายในอุทยานแทนได้
พัก: Torres del Paine

Day 11: Torres del Paine – Puerto Natales – Santiago

เดินทางออกจากอุทยานไป Puerto Natales ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง จากนั้นบินต่อไป Santiago โดยปกติต้องมีเวลาเชื่อมต่อและใช้เวลาเดินทางรวมหลายช่วง
Puerto Natales เป็นเมืองเล็กริมฟยอร์ด ก่อตั้งขึ้นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเติบโตจากการเลี้ยงแกะ ก่อนจะกลายเป็นประตูหลักสู่อุทยาน Torres del Paine
พัก: Santiago

Day 12: Santiago City Tour – São Paulo – Bangkok

เที่ยวใน Santiago แบบคร่าว ๆ ก่อนเดินทางกลับ
Santiago เป็นเมืองหลวงของชิลี ก่อตั้งในปี 1541 โดยนักสำรวจชาวสเปน Pedro de Valdivia เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ มีฉากหลังเป็นเทือกเขา Andes ที่โดดเด่น
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน บินไป São Paulo และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 24–30 ชั่วโมง
พัก: บนเครื่องบิน

Day 13: In Transit

อยู่ระหว่างการเดินทางกลับประเทศไทย เป็นวันพักระหว่างไฟลต์และการข้ามทวีป
เหมาะกับการทบทวนภาพความทรงจำตลอดทริป Patagonia ตั้งแต่ Buenos Aires, Fitz Roy, Perito Moreno Glacier จนถึง Torres del Paine
พัก: บนเครื่องบิน

Day 14: Arrive Bangkok

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
ปิดท้ายทริป Patagonia ดินแดนปลายโลกที่มีชื่อเสียงเรื่องภูเขาหิน ธารน้ำแข็ง และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เป็นการเดินทางที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเป็นเส้นทางที่ทำให้หลายคนได้เห็นพลังใจและความอดทนของตัวเอง
พัก: กรุงเทพฯ / เดินทางกลับบ้าน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight

อาเซอร์ไบจาน เจาะลึก

อาเซอร์ไบจาน เจาะลึก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เมืองเก่าบากู: เดินทอดน่องในเมืองมรดกโลก ปล่อยใจให้ซึมซับมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่พาย้อนเวลาไปนับพันปี
  • โกบุสตัน: ตามรอยอารยธรรมยุคหินผ่านภาพเขียนสีโบราณในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เต็มไปด้วยเรื่องราว
  • หมู่บ้านลาฮิช: หลีกหนีความวุ่นวายมาสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของช่างทำทองแดงกลางหุบเขาอันเงียบสงบ
  • เมืองเชคี: แวะชมเพชรเม็ดงามแห่งเส้นทางสายไหม ตื่นตากับวังข่านและศิลปะกระจกสีที่สวยสะกดใจ
  • ปราสาทอาลินจา: ก้าวเดินขึ้นป้อมปราการลอยฟ้าเพื่อชมวิวหลักล้านของมาชูปิกชูแห่งอาเซอร์ไบจาน
  • ภูเขาแคนดี้เคน: ทิ้งท้ายทริปด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกับภูเขาลายลูกกวาดสีแดงสลับขาวสุดแปลกตา
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมออกเดินทางบินตรงสู่อาเซอร์ไบจาน

วันที่ 2: บากู (Baku)
ถึงกรุงบากู ชมบรรยากาศเมืองหลวงริมทะเลแคสเปียนและย่านเมืองใหม่สมัยใหม่

วันที่ 3: เมืองเก่าบากู (Icherisheher)
เที่ยวชมเมืองเก่ามรดกโลก เดินสัมผัสประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของบากูโบราณ

วันที่ 4: โกบุสตัน – ชามาคี
ชมภาพเขียนสีโบราณที่โกบุสตัน ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองเก่าชามาคี

วันที่ 5: ชามาคี (Shamakhi)
สำรวจเมืองเก่าชามาคี เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมสำคัญของภูมิภาค

วันที่ 6: ลาฮิช – เชคี
เยือนหมู่บ้านหัตถกรรมลาฮิช แล้วเดินทางสู่เชคี เมืองสำคัญบนเส้นทางสายไหม

วันที่ 7: เชคี – รถไฟนอนสู่บากู
ชมเมืองเชคีและสถาปัตยกรรมเด่น ก่อนนั่งรถไฟนอนกลับสู่บากู

วันที่ 8: นัคชิวาน (Nakhchivan)
บินสู่นัคชิวาน เที่ยวชมเมืองและพักผ่อนเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมวันถัดไป

วันที่ 9: ปราสาทอาลินจา – บากู
พิชิตปราสาทอาลินจา จุดชมวิวชื่อดัง ก่อนบินกลับสู่กรุงบากู

วันที่ 10: ภูเขาแคนดี้เคน – สนามบิน
ชมภูเขาแคนดี้เคนลวดลายแปลกตา ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับไทย

วันที่ 11: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากทริปอาเซอร์ไบจาน

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • ยานพาหนะรับส่งตลอดการเดินทาง
  • โรงแรมระดับ 4 ดาว
  • วีซ่า
  • ไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยว 
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: สุวรรณภูมิ – บากู

นัดพบที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อออกเดินทางสู่อาเซอร์ไบจาน ประเทศที่เชื่อมต่อโลกตะวันออกและตะวันตก บินตรงสู่กรุงบากู เมืองหลวงริมทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ การเดินทาง: เที่ยวบินตรงประมาณ 8-9 ชั่วโมง

วันที่ 2: บากู (Baku)

เดินทางถึงกรุงบากู เมืองที่โดดเด่นด้วยภาพตัดกันระหว่างอาคารสมัยใหม่กับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ เที่ยวชมย่านเมืองใหม่ริมทะเลแคสเปียน พื้นที่สำคัญที่สะท้อนการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอาเซอร์ไบจานในยุคน้ำมัน และเป็นจุดชมสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สวยที่สุดของเมือง

ที่พัก: Baku

วันที่ 3: เมืองเก่าบากู (Icherisheher)

เที่ยวชมเขตเมืองเก่าบากู หรือ Icherisheher มรดกโลกยูเนสโกที่มีประวัติย้อนไปหลายศตวรรษ ภายในยังคงมีกำแพงเมืองโบราณ ตรอกหินแคบ และสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย อาหรับ และคอเคซัสผสมผสานกัน เป็นหัวใจทางประวัติศาสตร์ของบากู และเคยเป็นศูนย์กลางการค้าในยุคเส้นทางสายไหม

ที่พัก: Baku

วันที่ 4: บากู – โกบุสตัน – ชามาคี

ออกเดินทางสู่โกบุสตัน ระยะทางจากบากูประมาณ 70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1-1.5 ชั่วโมง ชมแหล่งภาพสลักหินและร่องรอยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุหลายพันปี จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองชามาคี ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร ใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมง เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรชีร์วาน และเป็นศูนย์กลางสำคัญทางศาสนา การค้า และวรรณกรรมของภูมิภาค

ที่พัก: Shamakhi

วันที่ 5: ชามาคี (Shamakhi)

สำรวจเมืองชามาคี เมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์อิสลามและวัฒนธรรมท้องถิ่น เคยรุ่งเรืองในฐานะราชธานีของราชวงศ์ชีร์วานชาห์ และยังเป็นเมืองที่ได้รับการกล่าวถึงในบทกวีเปอร์เซียหลายยุค จุดเด่นคือบรรยากาศเมืองประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองในอดีต

ที่พัก: Shamakhi

วันที่ 6: ชามาคี – ลาฮิช – เชคี

เดินทางสู่หมู่บ้านลาฮิช ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง หมู่บ้านโบราณกลางหุบเขาที่มีชื่อเสียงด้านงานหัตถกรรมโลหะ โดยเฉพาะงานทองแดง ซึ่งสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายร้อยปี จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองเชคี ใช้เวลาราว 3-4 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นหนึ่งในจุดสำคัญบนเส้นทางสายไหม และเคยมั่งคั่งจากการค้าผ้าไหม งานฝีมือ และคาราวานการค้า

ที่พัก: Sheki

วันที่ 7: เชคี – รถไฟนอนสู่บากู

เที่ยวชมเมืองเชคี เมืองเก่าแสนงดงามที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมและศิลปะกระจกสี จุดเด่นคือมรดกจากยุคที่เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าผ้าไหมและงานช่างชั้นสูง จากนั้นช่วงค่ำเดินทางโดยรถไฟนอนกลับสู่บากู ใช้เวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมง เป็นอีกประสบการณ์การเดินทางที่ให้เห็นบรรยากาศชนบทของอาเซอร์ไบจานยามค่ำคืน

ที่พัก: พักบนรถไฟนอน

วันที่ 8: บากู – นัคชิวาน (Nakhchivan)

เดินทางทางอากาศจากบากูสู่นัคชิวาน ใช้เวลาประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง ดินแดนปกครองตนเองที่แยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของอาเซอร์ไบจาน และเต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และตำนาน บางความเชื่อโยงพื้นที่นี้กับเรื่องราวของเรือโนอาห์ ทำให้เมืองนัคชิวานเป็นจุดหมายที่มีเสน่ห์ทั้งด้านวัฒนธรรม ธรรมชาติ และภูมิประเทศแบบคอเคซัสน้อย

ที่พัก: Naxçıvan

วันที่ 9: นัคชิวาน – ปราสาทอาลินจา – บากู

เดินทางไปยังปราสาทอาลินจา ระยะทางจากตัวเมืองประมาณ 35-40 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 45 นาที-1 ชั่วโมง ป้อมปราการโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ได้รับฉายาว่า “มาชูปิกชูแห่งอาเซอร์ไบจาน” เพราะแนวกำแพงหินที่ไต่ระดับไปตามภูเขาอย่างน่าทึ่ง ที่นี่เคยเป็นป้อมปราการสำคัญทางทหารและมีบทบาทในการป้องกันดินแดนมาหลายยุคสมัย หลังเที่ยวชมเดินทางกลับและบินต่อสู่บากู การเดินทาง: เที่ยวบินนัคชิวานบากู ประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง

ที่พัก: Baku

วันที่ 10: บากู – Candy Cane Mountains – สนามบิน

เดินทางไปชม Candy Cane Mountains จากบากู ระยะทางประมาณ 100-120 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 1.5-2 ชั่วโมง ภูเขาแห่งนี้มีลวดลายชั้นหินสีแดง ส้ม และขาวสลับกันอย่างโดดเด่น เกิดจากการสะสมตัวของแร่ธาตุและชั้นตะกอนธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในภูมิประเทศแปลกตาที่มีชื่อเสียงที่สุดของอาเซอร์ไบจาน จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย

วันที่ 11: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ เส้นทางสายไหม ภูเขาสีสันแปลกตา และเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าในภูมิภาคคอเคซัส

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 02 Iceland-Greenland-Faroe

กรีนแลนด์ ตามหาภูเขาน้ำแข็งยักษ์

กรีนแลนด์ ตามหาภูเขาน้ำแข็งยักษ์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เดินเล่น Nuuk เมืองหลวงเล็ก ๆ ชมบ้านไม้สีสันสดใสและโบสถ์แดงริมท่าเรือ
  • ล่องเรือไป Kangeq หมู่บ้านร้างกลางฟยอร์ด สัมผัสบรรยากาศเงียบสงบและชมมัมมี่ Qilakitsoq อายุ 500 ปีที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
  • บินต่อสู่ Ilulissat เมืองภูเขาน้ำแข็ง ล่องเรือชมวาฬและภูเขาน้ำแข็งยักษ์
  • ล่องเรือชมธารน้ำแข็ง Eqi Sermia และ Ilulissat Icefjord มรดกโลก ช่วงแสงเย็นน้ำแข็งเปลี่ยนสีสวยงาม
  • เดินเทรล Blue Trail เลียบ Icefjord ชมวิวภูเขาน้ำแข็งและทุ่งทุนดรา
  • ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นใน Ilulissat ก่อนบินกลับโคเปนเฮเกนและกรุงเทพฯ ทริปนี้เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความทรงจำที่ไม่ลืม
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ → โคเปนเฮเกน
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน → Nuuk
ต่อเครื่องสู่เมืองหลวงกรีนแลนด์ เที่ยว Old Colonial Harbour ถ่ายรูป Hans Egede Statue และชม Nuuk Cathedral

วันที่ 3: Nuuk – Kangeq
ล่องเรือสู่หมู่บ้านร้าง Kangeq ชมร่องรอยอดีต และเข้าชม Greenland National Museum ดู Qilakitsoq Mummies

วันที่ 4: Nuuk → Ilulissat
บินสู่ Ilulissat ชมเมือง แวะ Zion Church และ Ilulissat Art Museum ก่อนล่องเรือชมวาฬท่ามกลางภูเขาน้ำแข็ง

วันที่ 5: Ilulissat – Eqi Sermia – Icefjord
ล่องเรือสู่ธารน้ำแข็ง Eqi Sermia ชมปรากฏการณ์น้ำแข็งถล่ม และล่องเรือชม Ilulissat Icefjord ยามเย็น

วันที่ 6: Ilulissat
เดินเทรล Blue Trail เต็มวัน ชมวิว Icefjord และภูเขาน้ำแข็งตระการตาตลอดเส้นทาง

วันที่ 7: Ilulissat → โคเปนเฮเกน
อิสระช่วงเช้า ก่อนเดินทางกลับโคเปนเฮเกน และเข้าที่พักพักผ่อน

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน → กรุงเทพฯ
อิสระช่วงเช้า ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับประเทศไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากแดนขั้วโลก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • ค่าเรือ และรถรับส่ง ตลอดทริป
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

ออกเดินทางจาก กรุงเทพฯ สู่กรุง โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–18 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาแวะต่อเครื่อง เป็นวันเริ่มต้นของทริปสแกนดิเนเวียเพื่อเชื่อมต่อสู่ กรีนแลนด์

ที่พัก: พักบนเครื่อง / ตามเที่ยวบิน

Day 2: โคเปนเฮเกน – Nuuk

เดินทางถึง โคเปนเฮเกน แล้วต่อเครื่องบินสู่เมือง Nuuk เมืองหลวงของ กรีนแลนด์ ใช้เวลาบินประมาณ 4.5–5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองหลวงที่อยู่ใกล้เขตอาร์กติกมากที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชาวกรีนแลนด์

เที่ยวชม Old Colonial Harbour ท่าเรือเก่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองในยุคอาณานิคมเดนมาร์ก รายล้อมด้วยบ้านไม้หลากสีแบบดั้งเดิม
แวะถ่ายรูปกับ Hans Egede Statue มิชชันนารีชาวนอร์เวย์-เดนมาร์กผู้ก่อตั้งนิคม Nuuk ในปี 1728
ชม Nuuk Cathedral หรือโบสถ์สีแดง สัญลักษณ์สำคัญของเมือง สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเรียบง่ายแบบลูเธอรัน

ที่พัก: Nuuk

Day 3: Kangeq – Greenland National Museum

นั่งเรือลัดเลาะฟยอร์ดจาก Nuuk สู่ Kangeq ใช้เวลาประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง หมู่บ้านประมงเก่าที่ถูกทิ้งร้าง บริเวณนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะเป็นพื้นที่ที่ Hans Egede เดินทางมาถึง กรีนแลนด์ ครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18
เดินชมซากบ้านไม้เก่าและบรรยากาศเงียบสงบของชุมชนริมทะเลอาร์กติก เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอินูอิต

กลับเข้าเมืองและเข้าชม Greenland National Museum พิพิธภัณฑ์สำคัญที่สุดของประเทศ จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดีของชาวกรีนแลนด์
ไฮไลต์คือ Qilakitsoq Mummies มัมมี่หญิงและเด็กชาวอินูอิตอายุกว่า 500 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในอาร์กติก และช่วยให้เข้าใจการแต่งกาย ความเชื่อ และชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต

ที่พัก: Nuuk

Day 4: Nuuk – Ilulissat

เดินทางโดยเครื่องบินจาก Nuuk สู่เมือง Ilulissat ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ไหลออกมาจากธารน้ำแข็ง Sermeq Kujalleq

เที่ยวชมตัวเมือง Ilulissat เมืองเล็กริมอ่าวที่มีบ้านสีสดตัดกับภูมิประเทศน้ำแข็ง
แวะชม Zion Church โบสถ์ไม้สีน้ำตาลแดงริมอ่าว สร้างขึ้นในปี 1779 ถือเป็นหนึ่งในอาคารเก่าแก่และเป็นภาพจำของเมือง
เข้าชม Ilulissat Art Museum ซึ่งตั้งอยู่ในบ้านเดิมของ Knud Rasmussen นักสำรวจขั้วโลกผู้มีชื่อเสียง และจัดแสดงศิลปะที่สะท้อนชีวิตและธรรมชาติของกรีนแลนด์

ช่วงเย็นล่องเรือ Whale Watching ออกสู่ทะเลใกล้เมือง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อตามหา วาฬหลังค่อม และ วาฬมิงค์ ซึ่งมักปรากฏตัวในช่วงฤดูร้อนท่ามกลางฉากหลังของภูเขาน้ำแข็ง

ที่พัก: Ilulissat

Day 5: Eqi Sermia Glacier – Ilulissat Icefjord

ออกเดินทางล่องเรือเต็มวันสู่ Eqi Sermia Glacier ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 3–5 ชั่วโมงต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและชนิดเรือ ธารน้ำแข็งแห่งนี้มีชื่อเสียงจากปรากฏการณ์ calving หรือการแตกถล่มของผืนน้ำแข็งลงสู่ทะเล เสียงแตกดังสนั่นเป็นหนึ่งในภาพธรรมชาติที่น่าประทับใจที่สุดของกรีนแลนด์

ช่วงบ่ายหรือเย็น ล่องเรือชม Ilulissat Icefjord อย่างใกล้ชิด เขตฟยอร์ดน้ำแข็งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก เพราะเป็นพื้นที่ที่ธารน้ำแข็งผลิตภูเขาน้ำแข็งจำนวนมหาศาลตลอดปี
จุดเด่นคือภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์รูปร่างแปลกตาที่ลอยเต็มผืนน้ำ โดยเฉพาะช่วงแสงเย็นที่ผิวน้ำแข็งจะสะท้อนสีทองสวยงามมาก

ที่พัก: Ilulissat

Day 6: Blue Trail Trekking

เดินเทรลเส้นทาง Blue Trail แบบเต็มวัน ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 3–5 ชั่วโมง ตามจังหวะการเดินและเวลาหยุดชมวิว เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่สวยที่สุดของ Ilulissat

ระหว่างทางจะได้ชมวิวชายฝั่งของ Icefjord ทุ่งทุนดรา เนินหิน และภูเขาน้ำแข็งที่อัดแน่นอยู่ในปากอ่าว เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสภูมิประเทศอาร์กติกอย่างใกล้ชิด
ความสำคัญของพื้นที่นี้อยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบธารน้ำแข็งที่เคลื่อนตัวเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสะท้อนพลังของธรรมชาติในเขตขั้วโลกได้อย่างชัดเจน

ที่พัก: Ilulissat

Day 7: Ilulissat – โคเปนเฮเกน

ช่วงเช้าอิสระเก็บภาพบรรยากาศสุดท้ายของเมืองน้ำแข็ง ก่อนเดินทางสู่สนามบิน
บินจาก Ilulissat กลับ โคเปนเฮเกน โดยใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 6–8 ชั่วโมง และมักมีการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทาง เป็นวันสำหรับอำลาดินแดนอาร์กติกและกลับเข้าสู่เมืองหลวงของเดนมาร์ก

ที่พัก: โคเปนเฮเกน

Day 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ช่วงเช้าอิสระสำหรับพักผ่อนหรือเลือกซื้อของฝากใน โคเปนเฮเกน ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับ กรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–18 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเที่ยวบินและเวลาเปลี่ยนเครื่อง

ที่พัก: พักบนเครื่อง / ตามเที่ยวบิน

Day 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจาก กรีนแลนด์ ดินแดนแห่งฟยอร์ด ภูเขาน้ำแข็ง และประวัติศาสตร์ของชาวอินูอิต

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic Trip-Hightlight

นอร์เวย์ล่าแสงเหนือ โลโฟเทน ฟลอม เบอร์เกน

นอร์เวย์ โลโฟเทน ฟลอม
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Henningsvær – เวนิสแห่งโลโฟเทน
    หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยทะเลและภูเขา ไฮไลท์คือสนามฟุตบอลกลางวิวสุดอลังการที่หลายคนยกให้สวยที่สุดในโลก เป็นมุมที่ทำให้รู้สึกว่าโลโฟเทนมีเสน่ห์เกินคำบรรยาย
  • Uttakleiv / Haukland / Ramberg Beach – หาดสวยละมุนของนอร์เวย์
    หาดทรายขาวอมชมพู ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใสและฉากหลังเป็นภูเขา บรรยากาศสงบ สวยแบบนุ่มลึก เหมาะกับการเดินเล่นช้าๆ และเก็บภาพธรรมชาติที่ดูเหมือนหลุดจากโปสการ์ด
  • Reine & Sakrisøy – ภาพจำที่สวยที่สุดของโลโฟเทน
    หมู่บ้านชาวประมงสีแดงสดกลางอ้อมกอดของฟยอร์ดและขุนเขา พร้อมบ้านสีเหลืองมัสตาร์ดสุดไอคอนิกที่ Sakrisøy เป็นจุดที่ใครมาโลโฟเทนก็ต้องอยากเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง
  • Nusfjord – หมู่บ้านชาวประมงโบราณที่เหมือนเวลาหยุดเดิน
    เสน่ห์ของที่นี่อยู่ที่ความเรียบง่ายและดั้งเดิม บ้านไม้ ท่าเรือ และเรื่องราววิถีชีวิตชาวประมงที่ยังคงกลิ่นอายอดีตไว้อย่างสมบูรณ์ เดินแล้วให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวาแบบนอร์เวย์แท้ๆ
  • Flåm Railway & Stegastein – เส้นทางวิวฟยอร์ดที่ต้องไปสักครั้ง
    นั่งรถไฟสายโรแมนติกผ่านหุบเขา น้ำตก และธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ ก่อนขึ้นไปยืนบนจุดชมวิว Stegastein ที่ยื่นออกไปเหนือฟยอร์ด เป็นโมเมนต์ที่ทั้งตื่นเต้นและเงียบงามในเวลาเดียวกัน
  • Nærøyfjord & Bergen – ปิดท้ายด้วยฟยอร์ดระดับโลกและเมืองน่ารักริมทะเล
    ล่องเรือชม Nærøyfjord ฟยอร์ดมรดกโลก UNESCO ที่แคบ งดงาม และเต็มไปด้วยพลังของธรรมชาติ แล้วค่อยไปซึมซับเสน่ห์เมืองเบอร์เกนกับท่าเรือไม้สีสด Bryggen Wharf ที่ทั้งคลาสสิก อบอุ่น และมีชีวิตชีวาแบบเมืองยุโรปเหนือ
สรุปแผนเดินทาง

Day 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิช่วงค่ำ เตรียมตัวออกเดินทางสู่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยสายการบิน Thai Airways

Day 2: ออสโล – สโวลแวร์

เดินทางถึงกรุงออสโล ก่อนต่อเที่ยวบินภายในประเทศสู่เมือง สโวลแวร์ (Svolvær) เมืองศูนย์กลางของหมู่เกาะโลโฟเทน

ชมวิวภูเขา The Goat แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พร้อมสัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตชาวประมงอันเรียบง่าย

Day 3: สโวลแวร์ – Henningsvær – Uttakleiv – Haukland – Ramberg – Hamnøy

ออกเดินทางเที่ยวชมเส้นทางธรรมชาติอันงดงามของโลโฟเทน

แวะหมู่บ้านชาวประมง Henningsvær ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ก่อนเดินทางต่อสู่ชายหาดชื่อดังอย่าง Uttakleiv Beach และ Haukland Beach

ชมวิวทะเล ภูเขา และหาดทรายสีขาวอมชมพู ก่อนเดินทางต่อผ่าน Ramberg สู่หมู่บ้าน Hamnøy หนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยมของโลโฟเทน

Day 4: Hamnøy – Reine – Å – Sakrisøy – Fredvang – Nusfjord – สโวลแวร์

เจาะลึกหมู่บ้านไฮไลต์ของหมู่เกาะโลโฟเทน เริ่มจาก Reine หมู่บ้านริมฟยอร์ดที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูง

เดินทางต่อสู่หมู่บ้าน Å หมู่บ้านปลายสุดของเส้นทางโลโฟเทน แวะชมบรรยากาศสีสันสดใสของ Sakrisøy และเส้นทางวิวสวยบริเวณ Fredvang

ก่อนปิดท้ายที่ Nusfjord หมู่บ้านชาวประมงโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงาม แล้วเดินทางกลับสู่สโวลแวร์

Day 5: สโวลแวร์ – เบอร์เกน – วอสส์

เดินทางจากโลโฟเทนสู่เมือง เบอร์เกน (Bergen) เมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันตกของนอร์เวย์

จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง วอสส์ (Voss) เมืองตากอากาศท่ามกลางภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติอันเงียบสงบ

Day 6: วอสส์ – Flåm – Stegastein – Nærøyfjord – Tvindefossen – วอสส์

สัมผัสหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวที่งดงามที่สุดของนอร์เวย์

นั่งรถไฟสายโรแมนติกสู่เมือง Flåm ชมวิวหุบเขาและธรรมชาติระหว่างทาง

เดินทางสู่จุดชมวิว Stegastein Viewpoint เพื่อชมทัศนียภาพฟยอร์ดจากมุมสูง

จากนั้นล่องเรือชม Nærøyfjord ฟยอร์ดมรดกโลกที่มีชื่อเสียง ก่อนแวะชมน้ำตก Tvindefossen และเดินทางกลับสู่เมืองวอสส์

Day 7: วอสส์ – เบอร์เกน

เดินทางกลับสู่เมืองเบอร์เกน เที่ยวชมย่านประวัติศาสตร์ Bryggen Wharf อาคารไม้สีสันสดใสริมท่าเรืออันเป็นเอกลักษณ์

ขึ้นรถรางสู่ยอดเขา Fløyen เพื่อชมวิวเมืองเบอร์เกนจากมุมสูง

จากนั้นอิสระเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย

Day 8: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเมืองเบอร์เกน เพื่อบินกลับมายังกรุงออสโล

จากนั้นเตรียมตัวออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways

Day 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากทริปนอร์เวย์อันงดงาม ทั้งหมู่เกาะโลโฟเทน เมืองริมฟยอร์ด และธรรมชาติระดับโลกของนอร์เวย์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 21.30 น. เพื่อออกเดินทางสู่กรุงออสโล โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG954 ใช้เวลาบินประมาณ 11–12 ชั่วโมงข้ามทวีปสู่ดินแดนสแกนดิเนเวีย
พักผ่อนบนเครื่องบิน

Day 2: ออสโล – สโวลแวร์

เดินทางถึงออสโล และต่อเที่ยวบินภายในประเทศสู่เมืองสโวลแวร์ (Svolvær) ใช้เวลาบินรวมต่อเครื่องประมาณ 3–5 ชั่วโมง เมืองนี้ถือเป็นประตูสำคัญสู่หมู่เกาะโลโฟเทน และเป็นศูนย์กลางการประมงที่มีชื่อเสียงของนอร์เวย์ จากตัวเมืองสามารถชมวิวภูเขา Svolværgeita หรือ The Goat ซึ่งเป็นยอดหินคู่สัญลักษณ์ของเมือง ได้เห็นบรรยากาศท่าเรือ บ้านเรือนริมอ่าว และวิถีชีวิตชาวประมงที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

พักที่ Svolvær

Day 3: สโวลแวร์ – Henningsvær – Uttakleiv – Haukland – Ramberg – Hamnøy

ออกเดินทางท่องเที่ยวในหมู่เกาะโลโฟเทน โดยใช้เวลาเดินทางระหว่างจุดต่างๆ รวมประมาณ 4–5 ชั่วโมง
เริ่มที่ Henningsvær หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ได้รับสมญาว่าเป็น “เวนิสแห่งโลโฟเทน” เพราะตั้งอยู่บนเกาะเล็กหลายเกาะเชื่อมต่อกันด้วยสะพาน จุดเด่นคือสนามฟุตบอลกลางทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก จากนั้นเดินทางสู่หาด Uttakleiv และ Haukland ชายหาดชื่อดังที่มีทั้งภูเขา ทะเล และแสงธรรมชาติสวยงาม เป็นจุดชมวิวที่แสดงให้เห็นความมหัศจรรย์ของโลโฟเทนได้อย่างชัดเจน ก่อนแวะ Ramberg Beach ชายหาดทรายขาวอมชมพูที่มีฉากหลังเป็นภูเขาและหมู่บ้านเล็กๆ บรรยากาศสงบงดงาม

พักที่ Hamnøy

Day 4: Hamnøy – Reine – Å – Sakrisøy – Fredvang – Nusfjord – Svolvær

เดินทางท่องเที่ยวต่อในเขตใต้ของโลโฟเทน ระยะทางรวมค่อนข้างไกล ใช้เวลาเดินทางและแวะเที่ยวประมาณ 6–8 ชั่วโมง
ชมหมู่บ้าน Reine ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดของนอร์เวย์ ด้วยภาพบ้านชาวประมงสีแดงริมฟยอร์ดที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูง ต่อด้วยหมู่บ้าน Å ซึ่งเป็นปลายสุดของถนนสาย E10 และเคยเป็นชุมชนประมงปลาค็อดสำคัญในอดีต จากนั้นแวะ Sakrisøy เพื่อถ่ายภาพกับบ้านสีเหลืองมัสตาร์ดอันเป็นเอกลักษณ์ และแวะสะพาน Fredvang จุดชมวิวที่สวยมากอีกแห่งหนึ่ง ก่อนปิดท้ายที่ Nusfjord หมู่บ้านชาวประมงโบราณที่อนุรักษ์ไว้ได้สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ เคยรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมปลาค็อดตากแห้งซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของภูมิภาคมานานหลายร้อยปี

พักที่ Svolvær

Day 5: สโวลแวร์ – เบอร์เกน – วอสส์

เดินทางจากสโวลแวร์โดยเครื่องบินสู่เมืองเบอร์เกน ใช้เวลารวมต่อเครื่องประมาณ 4–6 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองวอสส์ (Voss) ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง วอสส์เป็นเมืองตากอากาศกลางหุบเขาที่มีชื่อเสียงด้านธรรมชาติและกิจกรรมผจญภัย ทั้งยังเป็นจุดพักสำคัญสำหรับเส้นทางฟยอร์ดของนอร์เวย์ เมืองนี้รายล้อมด้วยทะเลสาบ ภูเขา และลำน้ำ ให้บรรยากาศเงียบสงบและสดชื่น

พักที่ Voss

Day 6: วอสส์ – Flåm – Stegastein – Nærøyfjord – Tvindefossen – วอสส์

วันนี้เดินทางท่องเที่ยวเส้นทางฟยอร์ดที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ ใช้เวลาเดินทางทั้งวันประมาณ 8–10 ชั่วโมง
เริ่มต้นด้วยการนั่งรถไฟสาย Flåm Railway เส้นทางรถไฟสายสั้นแต่สวยติดอันดับโลก สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมหมู่บ้านฟลอมกับเส้นทางรถไฟหลัก ผ่านหุบเขาสูงชัน น้ำตก และทิวทัศน์ธรรมชาติอันน่าประทับใจ จากนั้นขึ้นจุดชมวิว Stegastein ซึ่งยื่นออกไปเหนือฟยอร์ดราวกับลอยอยู่กลางอากาศ เปิดมุมมองกว้างไกลเหนือ Aurlandsfjord ต่อด้วยการล่องเรือชม Nærøyfjord ฟยอร์ดแคบที่สวยงามและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก เพราะมีภูมิประเทศที่โดดเด่นและยังคงความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ก่อนแวะชม Tvindefossen น้ำตกชื่อดังที่มีตำนานเล่าว่า ผู้ที่ได้ดื่มน้ำจากที่นี่จะมีความอ่อนเยาว์และสุขภาพดี

พักที่ Voss

Day 7: วอสส์ – เบอร์เกน

เดินทางจากวอสส์สู่เบอร์เกน ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง
เที่ยวชมเมืองเบอร์เกน เมืองท่าสำคัญเก่าแก่ของนอร์เวย์ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าของสันนิบาตฮันเซียติก เริ่มที่ย่าน Bryggen Wharf เขตท่าเรือเก่าซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดดเด่นด้วยอาคารไม้สีสันสดใสที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางการค้าในยุคกลาง จากนั้นขึ้นรถรางไฟฟ้า Fløibanen สู่ยอดเขา Fløyen เพื่อชมวิวเมืองเบอร์เกน มหาสมุทร และแนวภูเขาโดยรอบแบบพาโนรามา ก่อนอิสระเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกชิมอาหารทะเลสดที่ตลาดปลาซึ่งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเมือง

พักที่ Bergen

Day 8: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

เดินทางจากเบอร์เกนกลับสู่ออสโลโดยเที่ยวบินภายใน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และเผื่อเวลาต่อเครื่องสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ
จากนั้นเตรียมออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG955 เวลา 13.20 น. ปิดท้ายการเดินทางแห่งนอร์เวย์ด้วยความทรงจำของฟยอร์ด หมู่บ้านชาวประมง และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
พักผ่อนบนเครื่องบิน

Day 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทย เวลา 06.20 น. โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากดินแดนฟยอร์ดและหมู่เกาะโลโฟเทน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 03 Europe Hits

อิตาลี โดโลไมท์ เทรค

อิตาลี โดโลไมท์ เทรคกิ้ง
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Alpe di Siusi: ทิ้งตัวลงบนทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ปล่อยใจให้สงบไปกับวิวภูเขาที่โอบล้อมเราไว้
  • Seceda: นั่งกระเช้าขึ้นไปตื่นตากับหน้าผาหินหยักสุดอลังการที่สวยแปลกตาเหมือนหลุดไปในโลกแห่งความฝัน
  • Lago di Sorapis: เดินเทรคเข้าไปค้นพบทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา คุ้มค่าเหนื่อยทุกก้าวเดิน
  • Lago di Braies: ซึมซับความเงียบสงบยามเช้า ชมเงาสะท้อนของภูเขาบนผิวน้ำใสราวกับกระจกที่ทะเลสาบสุดโรแมนติก
  • Tre Cime & Cadini di Misurina: นอนกระท่อมบนเขาเพื่อตื่นมาดูแสงแรกอาบยอดเขาสามยอด และเดินไปจุดชมวิวที่ยิ่งใหญ่จนลืมหายใจ
  • Forestis Dolomites: ให้รางวัลตัวเองด้วยการพักผ่อนขั้นสุด แช่สปาฮีลใจท่ามกลางวิวป่าสนและภูเขาที่เงียบสงบอย่างแท้จริง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เพื่อเริ่มทริปโดโลไมท์ โดยมิวนิคเป็นเมืองหลักที่เดินทางสะดวกและเหมาะสำหรับรับรถเช่าเพื่อขับต่อเข้าภูเขา

วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena

ช่วงเช้าขับรถลงใต้แวะเมือง Innsbruck เมืองเก่าสวยกลางหุบเขาแอลป์ เด่นด้วยย่าน Old Town และหลังคาทองคำ Golden Roof ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ
ช่วงบ่ายเดินทางต่อเข้าสู่ Val Gardena หนึ่งในฐานพักยอดนิยมของโดโลไมท์ บรรยากาศเป็นหมู่บ้านอัลไพน์สวยสงบ รายล้อมด้วยภูเขา
ช่วงเย็นเข้าพักใน Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อเตรียมเที่ยวโซนนี้ในวันถัดไป

วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes

ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าจาก Ortisei ไป Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นเรื่องวิวภูเขาเปิดกว้าง เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายภาพบรรยากาศโดโลไมท์แบบคลาสสิก
ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes จุดเด่นคือวิวโบสถ์ St. Magdalena ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและฉากหลังเป็นแนวเขาสุดสวย โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่แสงจะนุ่มและถ่ายรูปสวยมาก
พักในย่าน Ortisei / Val Gardena

วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo

ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าสู่ Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่มีหน้าผาหยักเป็นเอกลักษณ์ และเป็นภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก
ช่วงบ่ายขับรถผ่าน Sella Pass ไป Passo Pordoi เพื่อเดินเส้นทาง Viel del Pan ซึ่งเป็นเทรควิวสวย เดินไม่ยากมาก และมองเห็น Marmolada รวมถึงทะเลสาบ Fedaia ได้อย่างชัดเจน
ช่วงเย็นเดินทางต่อเข้าเมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์
พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Lago di Sorapis

ใช้เวลาทั้งวันเดินเทรคไป-กลับ Lago di Sorapis ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ เสน่ห์อยู่ที่สีน้ำซึ่งตัดกับภูเขาหินรอบด้านอย่างสวยมาก
ช่วงเย็นกลับมาพักผ่อนและทานอาหารในเมือง Cortina
พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime

ช่วงเช้าแวะ Lago di Braies ทะเลสาบชื่อดังที่มีผิวน้ำสะท้อนภูเขาและเรือนไม้ริมทะเลสาบ เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม โดยช่วงเช้าจะบรรยากาศสงบและคนยังไม่มาก
ช่วงบ่ายขับรถไป Rifugio Auronzo แล้วเริ่มเดินเข้าสู่ที่พักบนเขาแถว Tre Cime เช่นบริเวณใกล้ Rifugio Locatelli เพื่อสัมผัสบรรยากาศภูเขาแบบเต็มอารมณ์
ช่วงเย็นชมแสงพระอาทิตย์ตกบริเวณ Tre Cime ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ที่โด่งดังที่สุดของโดโลไมท์

วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites

ช่วงเช้าชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime และเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสันเขาแหลมเรียงตัวสวยแปลกตา เป็นอีกมุมถ่ายรูปไฮไลต์ของทริป
ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ที่พักหรูท่ามกลางป่าสนและวิวภูเขา เหมาะกับการพักฟื้นร่างกายหลังเที่ยวหนักหลายวัน
ช่วงเย็นเช็คอินและใช้เวลากับสปา อาหาร และบรรยากาศเงียบสงบของรีสอร์ต

วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich

ช่วงเช้าใช้เวลาพักผ่อนที่ Forestis ให้เต็มที่ พร้อมดื่มด่ำกับวิวและบรรยากาศของที่พัก
ช่วงบ่ายขับรถเข้าออสเตรีย แวะ Salzburg เมืองบาโรกสวยคลาสสิก เด่นด้วยย่านเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศโรแมนติก เดินเล่นสั้นๆ 2-3 ชั่วโมงกำลังดี
ช่วงเย็นขับรถกลับมิวนิคและเข้าพักในตัวเมือง

วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ

ช่วงเช้าเที่ยวมิวนิคแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ซึ่งเป็นจัตุรัสใจกลางเมือง รายล้อมด้วยอาคารเก่า ร้านค้า และคาเฟ่ เหมาะสำหรับซื้อของฝากหรือใช้เวลาส่งท้ายทริป
ช่วงบ่ายเดินทางไปสนามบินมิวนิคเพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติของโดโลไมต์ เมืองเล็กกลางหุบเขา และช่วงเวลาพักผ่อนที่ครบทั้งวิวสวยและความสบาย

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค – เริ่มต้นการเดินทางสู่ประตูแห่งแอลป์ยุโรปกลาง

การเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สู่มิวนิค เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่เปรียบเหมือนประตูสู่อัลป์ฝั่งยุโรปกลาง หลายคนเลือกเริ่มทริปโดโลไมท์ที่นี่เพราะไฟลต์สะดวก เมืองมีความพร้อม และเหมาะมากสำหรับรับรถเช่าแล้วค่อยๆ ขับไล่ระดับจากเมืองใหญ่เข้าสู่ภูเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ระยะเวลาบินรวมโดยมากอยู่ราว 13–16 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาแวะเปลี่ยนเครื่อง

คืนแรกอาจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกตื่นเต้นเงียบๆ ว่าพรุ่งนี้เป็นต้นไป วิวบนโปสการ์ดที่เคยเห็นกำลังจะกลายเป็นภาพตรงหน้า

วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena – ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทิโรลและมุ่งสู่โลกโดโลไมท์

เช้าวันนี้เป็นเหมือนบทเปิดของการเดินทางแบบ slow travel อย่างแท้จริง จากมิวนิคขับรถสู่ Innsbruck ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองเล็กกลางหุบเขาในแคว้นทิโรลของออสเตรียที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งภูเขาที่โอบล้อมและย่านเมืองเก่าที่ยังคงกลิ่นอายยุโรปคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างงดงาม

ใจกลางเมืองมีแลนด์มาร์กสำคัญคือ Golden Roof หรือหลังคาทองคำ อาคารระเบียงราชสำนักที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 หลังคาทำจากแผ่นทองแดงเคลือบทองราว 2,600 แผ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้ทอดพระเนตรงานพิธีและการแสดงด้านล่าง เป็นจุดเล็กๆ ที่เก็บเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุโรปไว้ได้อย่างสง่างาม

ช่วงบ่ายเดินทางต่อจาก Innsbruck เข้า Val Gardena ใช้เวลาราว 2.5–3 ชั่วโมง เส้นทางค่อยๆ พาเข้าสู่โลกของโดโลไมท์ ภูเขาหินปูนสีซีดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ทั้งแปลกตาและงดงามจนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเทือกเขาอื่นในยุโรป ค่ำนี้เข้าพักที่ Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง หมู่บ้านเล็กที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ และเป็นฐานพักที่ดีมากสำหรับสำรวจโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก

วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes – ทอดน่องทุ่งหญ้าอัลไพน์และชมโบสถ์งามใต้แนวเขา Odle

เช้านี้เริ่มแบบไม่เร่งรีบ ขึ้นกระเช้าจาก Ortisei สู่ Alpe di Siusi ใช้เวลาขึ้นไม่นาน ราว 15–20 นาที แต่ภาพที่เปิดออกเบื้องหน้ากลับกว้างใหญ่เกินคาด ที่นี่คือทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป จุดเด่นไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นความนิ่ง สงบ และเส้นสายของภูเขาที่ทอดตัวอยู่ไกลๆ แบบที่ยิ่งมองยิ่งเพลิน

พื้นที่แห่งนี้ผูกพันกับวิถีชีวิตบนภูเขามายาวนาน ในฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า กระท่อมไม้ และระฆังวัวที่ดังแผ่วๆ เป็นจังหวะของชนบทอัลไพน์แท้ๆ ความสวยของ Alpe di Siusi จึงไม่ใช่แค่เรื่องวิว แต่เป็นอารมณ์ของการได้อยู่กับภูเขาอย่างช้าๆ

ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ที่นี่โด่งดังจากวิวโบสถ์ St. Magdalena โบสถ์เล็กกลางทุ่งหญ้าที่มีฉากหลังเป็นแนวเขา Odle แบบที่ใครเห็นก็มักจำได้ทันที มีตำนานท้องถิ่นและเรื่องเล่าทางศาสนาผูกพันกับหุบเขาแห่งนี้อยู่มาก ทำให้บรรยากาศไม่ใช่แค่สวย แต่ยังให้ความรู้สึกสงบลึกและเก่าแก่ แสงช่วงบ่ายแก่ๆ มักทำให้ทั้งทุ่งหญ้าและผนังภูเขาดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ เป็นหนึ่งในมุมที่ถ่ายภาพออกมาสวยที่สุดของทริป

คืนนี้พักต่อในย่าน Ortisei / Val Gardena

วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo – ตื่นตาสันเขาหยักคมและเทรคกิ้งชมวิวราชินีแห่งโดโลไมท์

เช้าวันนี้ขึ้นกระเช้าสู่ Seceda ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้เป็นเหมือนภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก ด้วยแนวสันเขาหยักคมที่ดูราวกับประติมากรรมธรรมชาติ ความน่าสนใจของโดโลไมท์อยู่ตรงชั้นหินปูนและหินตะกอนที่ก่อตัวจากทะเลโบราณเมื่อหลายล้านปีก่อน จึงไม่น่าแปลกที่ภูเขาแถบนี้จะมีรูปร่างโดดเด่นราวกับโลกอีกใบ

จากนั้นขับรถผ่าน Sella Pass ไปยัง Passo Pordoi ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง เส้นทางคดเคี้ยวแต่สวยมาก เป็น…ถนนภูเขาที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ช่วงบ่ายเดินเทรคเส้น Viel del Pan เส้นทางนี้ไม่ยากมาก ใช้เวลาเดินประมาณ 2–3 ชั่วโมงแบบสบายๆ จุดเด่นคือวิวเปิดกว้าง เห็น Marmolada ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโดโลไมท์ และทะเลสาบ Fedaia อยู่เบื้องล่าง

Marmolada ยังถูกเรียกว่า “ราชินีแห่งโดโลไมท์” และมีความสำคัญทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เพราะบริเวณนี้เคยเป็นแนวรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ร่องรอยอดีตยังคงกระจายอยู่ทั่วภูเขาแถบนี้อย่างเงียบงัน

เย็นแล้วเดินทางต่อเข้า Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมืองรีสอร์ตชื่อดังที่มีเสน่ห์หรูหราแต่ไม่ห่างเหิน รายล้อมด้วยยอดเขาสวยทุกทิศทาง และมีประวัติเป็นเมืองพักผ่อนของชนชั้นสูงยุโรปมายาวนาน

พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Lago di Sorapis – ดื่มด่ำความมหัศจรรย์ของทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ลับตาคน

วันนี้ให้ทั้งวันกับ Lago di Sorapis หนึ่งในทะเลสาบที่สวยและมีเอกลักษณ์ที่สุดของโดโลไมท์ จุดเริ่มเดินจากบริเวณ Passo Tre Croci ใช้เวลาขับรถจาก Cortina เพียงประมาณ 20 นาที จากนั้นเดินเทรคไป-กลับรวมราว 4–5 ชั่วโมง แล้วแต่จังหวะการเดิน

ความพิเศษของทะเลสาบแห่งนี้คือสีน้ำฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่เกือบดูไม่จริง เกิดจากแร่ธาตุละเอียดจากธารน้ำแข็งที่สะท้อนแสงออกมาเป็นสีอ่อนนุ่มตัดกับหน้าผาหินสีเทาอย่างน่าทึ่ง ตลอดทางเดินจะมีทั้งทางแคบ ชายผา และเชือกช่วยจับบางช่วง จึงเป็นเส้นที่ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร แต่ไม่ถึงกับหนักสำหรับคนที่มีสภาพร่างกายพร้อม

เมื่อไปถึงทะเลสาบ ความเหนื่อยจะค่อยๆ หายไปเอง นี่ไม่ใช่แค่จุดเช็กอิน แต่เป็นปลายทางที่ทำให้เราอยากนั่งเงียบๆ มองสีของน้ำให้นานที่สุด ค่ำแล้วกลับมาใช้เวลาใน Cortina เดินเล่น ทานอาหาร และปล่อยให้เมืองภูเขาแห่งนี้ช่วยชะลอจังหวะของวันลงอีกนิด

พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime – ส่องกระจกเงาธรรมชาติและค้างคืนรับความสงบใต้สามยอดเขาหิน

เช้าออกเดินทางจาก Cortina ไป Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อภาษาเยอรมันว่า Pragser Wildsee และเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี ด้วยผิวน้ำที่นิ่งเหมือนกระจก เรือไม้ริมฝั่ง และแนวเขาที่โอบล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุดเพราะแสงนุ่ม คนยังไม่มาก และบรรยากาศสงบเป็นพิเศษ

ในตำนานพื้นบ้านแถบลาดิน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาณาจักรใต้ภูเขาและประตูสู่โลกเร้นลับ ทำให้ภูมิประเทศของโดโลไมท์หลายแห่งรวมถึงทะเลสาบนี้ยิ่งมีเสน่ห์แบบกึ่งจริงกึ่งนิยาย

ช่วงบ่ายขับรถต่อไปยัง Rifugio Auronzo ใช้เวลาจาก Lago di Braies ประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง จากนั้นเริ่มเดินเข้าสู่โซน Tre Cime ระยะทางและเวลาขึ้นอยู่กับที่พักบนเขา แต่หากไปแถว Rifugio Locatelli โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1.5–2.5 ชั่วโมง

Tre Cime di Lavaredo คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโดโลไมท์ ยอดหินสามยอดที่ตั้งเด่นกลางภูมิประเทศโล่งกว้าง ทำให้ที่นี่ดูสง่างามทั้งตอนกลางวันและยามแสงเย็น หลายคนจดจำโดโลไมท์ผ่านภาพของที่นี่โดยไม่รู้ตัว การได้ค้างคืนบนเขาจึงเป็นประสบการณ์ที่ต่างจากการมาเช้าเย็นกลับอย่างสิ้นเชิง เพราะทันทีที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทยอยลงเขา ความเงียบและแสงสุดท้ายจะทำให้ภูเขาทั้งผืนดูขลังขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites – ชมแสงอัลไพน์ยามเช้า ท่องคลื่นศิลา และพักผ่อนกลางป่าลึก

เช้ามืดตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime ช่วงเวลานี้คือรางวัลของการนอนบนเขา แสงแรกจะค่อยๆ แตะหน้าผาหินให้เปลี่ยนสีทีละน้อย เกิดเป็นปรากฏการณ์ alpenglow หรือแสงอัลไพน์ที่ทำให้ยอดเขาดูอมชมพูและทองอย่างนุ่มลึก

จากนั้นเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30–45 นาทีจากบริเวณใกล้ Rifugio Auronzo มุมนี้โดดเด่นด้วยสันเขาแหลมเรียงซ้อนกันอย่างแปลกตา ราวกับคลื่นหินที่หยุดเวลาไว้ เป็นหนึ่งในวิวที่ทั้งดิบ สวย และมีมิติที่สุดของทริป

ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนบนเนินสูง ให้บรรยากาศเงียบ สงบ และค่อนข้างแยกตัวออกจากความคึกคัก เป็นช่วงเวลาที่ดีในการพักร่างหลังจากหลายวันที่อยู่กับการขับรถ เดินเขา และตื่นเช้าเย็น

Forestis เองมีแนวคิดเรื่องการพักผ่อนที่ผูกกับธรรมชาติอัลไพน์ ทั้งอากาศ ป่า น้ำ และความเงียบ จึงเหมาะมากกับการปิดท้ายช่วงภูเขาแบบนุ่มนวล ใช้เวลากับสปา อาหารดีๆ และวิวที่ไม่จำเป็นต้องออกไปตามหา

วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich – ผ่อนคลายร่างกาย แวะชมเมืองโมสาร์ท และมุ่งหน้ากลับสู่มิวนิค

เช้าวันนี้ปล่อยเวลาให้ไหลไปช้าๆ อยู่กับที่พักให้เต็มที่ ก่อนออกเดินทางช่วงสายหรือบ่ายไป Salzburg ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่โรแมนติกที่สุดของออสเตรีย เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก โดม โบสถ์ และตรอกเก่าอันสง่างาม อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดของ Wolfgang Amadeus Mozart ทำให้ทั้งเมืองมีมิติทางศิลปะและดนตรีแทรกอยู่ในบรรยากาศอย่างแนบเนียน

เดินเล่นในย่านเมืองเก่าสัก 2–3 ชั่วโมงก็เพียงพอให้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองได้พอดี ไม่เร่ง ไม่แน่นจนเกินไป จากนั้นช่วงเย็นขับรถต่อกลับมิวนิค ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เข้าพักในตัวเมือง เป็นคืนสุดท้ายที่อารมณ์ของการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากการค้นพบ เป็นการค่อยๆ ทบทวนสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทาง

วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ – เดินทอดน่องจัตุรัสกลางเมืองหลวงบาวาเรียและเดินทางสู่สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายในยุโรป ใช้เวลาแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ใจกลางเมืองมิวนิค จัตุรัสแห่งนี้เป็นเหมือนหัวใจของเมือง รายล้อมด้วยอาคารประวัติศาสตร์ ร้านค้า คาเฟ่ และจังหวะชีวิตของผู้คน ความสวยของมิวนิคอาจไม่ใช่แบบดิบเถื่อนเหมือนภูเขา But เป็นความงามที่มีระเบียบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวา

จากตัวเมืองไปสนามบินมิวนิคใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที ควรเผื่อเวลาคืนรถเช่าและเช็กอินก่อนเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ ช่วงเวลาระหว่างนั่งมองเครื่องบินทะยานขึ้น อาจเป็นตอนที่ภาพภูเขา ทะเลสาบ และถนนคดเคี้ยวในโดโลไมท์ไหลย้อนกลับมาเงียบๆ อีกครั้ง

วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมความทรงจำแสนตราตรึง

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ปิดทริปที่ไม่ได้มีเพียงวิวสวยระดับโปสการ์ด แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของภูเขาเก่าแก่ เมืองเล็กกลางหุบเขา และจังหวะการเดินทางที่ไม่เร่งรีบเกินไป โดโลไมท์เป็นปลายทางที่ไม่ได้ชนะใจคนด้วยความหวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่ชนะด้วยบรรยากาศ ด้วยแสงที่เปลี่ยนไปในแต่ละชั่วโมง และด้วยความรู้สึกว่าเราค่อยๆ ได้กลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริงอีกครั้ง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 12 China

เขาไกรลาส จุดหมายแห่งศรัทธา (11 วัน มีเทรครอบเขา)

เขาไกรลาส จุดหมายแห่งศรัทธา (11 วัน มีเทรครอบเขา)
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • บินข้ามเทือกเขาหิมะสู่ลาซา เมืองที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,600 เมตร แค่ก้าวแรกก็รู้สึกได้ว่าโลกใบนี้ต่างออกไป
  • ยืนตรงหน้าพระราชวังโปตาลา สัมผัสความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีภาพถ่ายไหนถ่ายทอดได้ครบ แล้วเดินทักษิณาวัตรที่ถนนแปดเหลี่ยมท่ามกลางชาวทิเบตที่หมุนกงล้อสวดมนต์ไปตลอดทาง
  • ทะเลสาบยัมดร็อก สีเทอร์ควอยซ์ที่ตัดกับยอดหิมะ — หนึ่งในวิวที่สวยที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิต
  • ธารน้ำแข็งกาโรลาและเจดีย์คุมบุมที่ชิกาเซ่ สองสิ่งที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่กิโลเมตร แต่ทำให้หัวใจหยุดนิ่งได้พร้อมกัน
  • วัดตาชิหลุนโปและวัดซากยา บทเรียนประวัติศาสตร์ทิเบตที่ไม่มีในหนังสือเรียนเล่มไหน
  • Everest Base Camp — ยืนอยู่ตรงนั้น มองยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกแบบพาโนรามา ความรู้สึกมันเกินคำบรรยาย
  • ทะเลสาบมานาสโรวาร์ ทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก นั่งเงียบๆ ริมน้ำแล้วรู้สึกว่าจิตใจมันล้างสะอาดจริงๆ
  • เดินเท้า 3 วันรอบเขาไกรลาส (Kora) ข้ามช่องเขาดอลมา-ลา ทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ทุกก้าวคือประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม
  • อาณาจักรกู่เก้อ นครถ้ำสีทองกลางหุบเขาดิน ดินแดนที่เคยรุ่งเรืองแล้วหายไป รู้สึกเหมือนได้ค้นพบความลับที่โลกลืมไปแล้ว

การเดินทาง

  • เราจะเดินทางด้วยรถ SUV หรือ รถ Minibus (ขึ้นกับจำนวนสมาชิกทริป)
  • โรงแรมระหว่างทาง(เมืองใหญ่จะเป็น 4 ดาว) และบินเส้นทางเทรค จะเป็นแค่โรงเตี้ยมเล็กๆ พอให้ซุกหัวนอน)
  • สายการบิน เราจะเดินทางโดย สายการบิน China Eastern Airlines บินไปยังเมืองลาซา โดยมีการเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง ทั้งไปและกลับ และมีบินภายใน จากอารี-ลาซา 1 ขา

    การเดินเทรค
    การเดินเทรคเส้นทางในทิเบตจากลาซาสู่ไกรลาสและอาณาจักรกู่เก้อเป็นการผจญภัยที่ท้าทายและน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการเดินเทรคในระดับความสูงสูงเช่นนี้ จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวทั้งร่างกายและอุปกรณ์อย่างละเอียด เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากได้

    1. การเตรียมร่างกาย
    การฝึกฝน:
    ฝึกเดินในที่สูง: ควรฝึกเดินในภูเขาหรือที่สูงเพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับการขาดออกซิเจนและการเดินในเส้นทางที่สูงชัน. หากไม่สามารถฝึกในที่สูงได้ การเดินขึ้นบันไดหรือเดินในเส้นทางที่มีความชันก็เป็นการเตรียมตัวที่ดี.
    การฝึกความแข็งแรง: ฝึกการเดินเป็นระยะเวลานาน ๆ และการยกน้ำหนักเพื่อสร้างความแข็งแรงของขาและกล้ามเนื้อแกนกลาง.
    ฝึกการหายใจ: การฝึกหายใจลึก ๆ และการฝึกหายใจอย่างมีสติจะช่วยให้สามารถรับมือกับความสูงได้ดีขึ้น.

    การปรับสภาพร่างกาย:

  • การเดินในระดับความสูงสูง ๆ เช่นในทิเบตอาจทำให้เกิดอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) หรือการเจ็บป่วยจากการขาดออกซิเจน, ควรให้เวลาในการปรับตัวที่เมืองลาซาก่อนเริ่มเดินทางจริง. ควรเดินเล่นหรือออกกำลังกายในพื้นที่ระดับสูงเพื่อช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น.

    2. อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
    การเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการเดินเทรคเส้นทางนี้ เพราะอุปกรณ์ที่ดีจะช่วยให้คุณสามารถเดินได้สะดวกและปลอดภัย โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่หนาวเย็นและมีลมแรง

    อุปกรณ์เสื้อผ้า

  • เสื้อผ้าชั้นใน (Base Layer):
  • เสื้อผ้ากันเหงื่อ (เช่น
  • เสื้อผ้าสังเคราะห์หรือผ้า Merino wool): ควรเลือก
    • เสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดีเพื่อไม่ให้ร่างกายเย็น.
      กางเกงชั้นในที่ระบายเหงื่อ: เลือกกางเกงที่ทำจากวัสดุที่แห้งเร็ว เช่น ผ้า Merino wool หรือเส้นใยสังเคราะห์.
      เสื้อผ้าระดับกลาง (Mid Layer):
      เสื้อกันหนาว (Fleece หรือ Down): เสื้อที่สามารถให้ความอบอุ่นและยังคงระบายความชื้นได้ดี.
      กางเกงกันหนาว: เลือกกางเกงที่สามารถป้องกันความหนาวเย็นจากลมและหิมะได้.
      เสื้อผ้าชั้นนอก (Outer Layer):
      แจ็คเก็ตกันลมและกันฝน (Waterproof & Windproof Jacket): ควรมีเสื้อกันลมที่สามารถป้องกันความหนาวเย็นและฝนได้.
      กางเกงกันน้ำ: ควรเลือกกางเกงที่สามารถกันน้ำได้และทนต่อการเดินในพื้นที่ที่มีความชื้น.
      ถุงมือ:
      ถุงมือกันหนาว: ควรมีถุงมือที่ทนต่อความหนาวเย็น และเลือกถุงมือที่เหมาะสำหรับการเดินในพื้นที่สูง
      ถุงมือกันน้ำ: ใช้เมื่อจำเป็นเมื่อเดินผ่านพื้นที่ที่มีหิมะหรือฝนตก
      หมวก:
      หมวกปีกกว้าง: สำหรับป้องกันแสงแดดในตอนกลางวัน.
      หมวกกันหนาว: ควรมีหมวกที่สามารถป้องกันความหนาวในตอนเช้าหรือเย็น.
      รองเท้าเดินป่า (Trekking Boots):
      ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับการเดินในภูเขาและสามารถรับมือกับสภาพถนนที่ไม่เรียบได้. ควรเลือกแบบที่กันน้ำ, มีการยึดเกาะที่ดี และรองรับแรงกระแทกได้ดี.

อุปกรณ์สำหรับการเดินทาง

  • เป้เดินป่า (Backpack):
    ควรเลือกเป้ที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับการเดินในระยะยาว โดยมีช่องเก็บของและระบบระบายอากาศเพื่อให้สะดวกในการเดิน.
    เป้สำรอง: สำหรับการเดินในเส้นทาง Kora ควรเตรียมเป้เล็กสำหรับใส่สิ่งของจำเป็นระหว่างเดิน.
  • กระติกน้ำและระบบกรองน้ำ:
    กระติกน้ำที่สามารถเก็บน้ำได้เพียงพอสำหรับการเดินหลายชั่วโมง.

อุปกรณ์การปฐมพยาบาล:

  • ยาประจำตัว (หากมี)
  • ยาแก้ปวด, ยาสำหรับการปรับสภาพร่างกายที่สูง เช่น Diamox (ใช้ป้องกัน AMS)
  • พลาสเตอร์, ผ้าพันแผล, ยาฆ่าเชื้อ, และอุปกรณ์อื่น ๆ ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น.
  • ไฟฉาย/headlamp:
    ไฟฉายพร้อมแบตเตอรี่สำรองเพื่อใช้ในยามค่ำคืน
  • เครื่องมือสื่อสาร:
    โทรศัพท์มือถือ (ถ้ามีสัญญาณ) หรือเครื่องวิทยุที่สามารถติดต่อกับทีมได้ในกรณีฉุกเฉิน.
    อุปกรณ์เพิ่มเติม:
  • แว่นกันแดด (ระดับ UV สูง)
  • ครีมกันแดดและลิปบาล์ม (ป้องกันการไหม้จากแดดที่ระดับสูง)
  • ชุดอุปกรณ์ถ่ายภาพ (หากต้องการบันทึกทริป)

    3. การปฏิบัติในพื้นที่สูง (การดูแลตัวเอง)

  • การปรับตัว: ให้เวลากับการปรับสภาพร่างกายที่ลาซาเพื่อให้สามารถรับมือกับการเดินในพื้นที่สูงได้.
    การพักผ่อน: หยุดพักให้บ่อยๆ ในระหว่างการเดิน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและปรับตัว.
    การดื่มน้ำและรับประทานอาหาร: ควรดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

    4. เคล็ดลับในการเดินรอบเขาไกรลาส
    การเดินในระดับสูง: ระดับความสูงในเส้นทาง Kora สูงถึง 5,636 เมตร การเดินในเส้นทางนี้ต้องใช้พละกำลังและศรัทธา ควรเดินอย่างช้า ๆ และไม่เร่งรีบ.
    การข้ามช่องเขาดอลมา-ลา: นี่เป็นจุดที่สูงที่สุดในเส้นทาง Kora และถือเป็นการทดสอบศรัทธาและความแข็งแกร่ง. ควรตั้งใจและมีกำลังใจดี

สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ลาซา
บินสู่ลาซา แวะเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง พักผ่อนปรับสภาพร่างกายเพื่อเตรียมตัวบนที่สูง

วันที่ 2: ลาซา
เที่ยวชมพระราชวังโปตาลา สักการะวัดโจคัง และเดินถนนแปดเหลี่ยมใจกลางเมืองเก่าทิเบต

วันที่ 3: ลาซา – ชิกาเซ่
ชมทะเลสาบยัมดร็อก ธารน้ำแข็งกาโรลา และแวะวัดไปจู่พร้อมเจดีย์คุมบุมอันโดดเด่น

วันที่ 4: ชิกาเซ่ – ทิงริ
เยี่ยมชมวัดตาชิหลุนโปและวัดซากยา ก่อนเดินทางสู่ทิงริ ประตูสู่เอเวอเรสต์

วันที่ 5: ทิงริ – Everest Base Camp – ซากา
ชมวิวเอเวอเรสต์แบบพาโนรามาที่ EBC และวัดรองบุก ก่อนเดินทางต่อผ่านทะเลสาบเปกูสู่ซากา

วันที่ 6: ซากา – ดาร์เชน
เดินทางสู่ดาร์เชน จุดเริ่มต้นรอบเขาไกรลาส พร้อมแวะทะเลสาบมานาสโรวาร์และกงจูโช

วันที่ 7: ดาร์เชน – วัดเดียปุก
เริ่ม Trekking Kora วันแรก เดินเส้นทางทิศตะวันตก และพักที่วัดเดียปุกพร้อมวิวไกรลาสด้านเหนือ

วันที่ 8: วัดเดียปุก – ซุลท์ริปุก
เดินข้ามดอลมา-ลา จุดสูงสุดของเส้นทาง ท่ามกลางทิวทัศน์ภูเขาหิมะอันยิ่งใหญ่

วันที่ 9: ซุลท์ริปุก – ดาร์เชน
เดินช่วงสุดท้ายของ Kora กลับสู่ดาร์เชน และพักผ่อนหลังจบภารกิจแสวงบุญรอบเขาไกรลาส

วันที่ 10: ดาร์เชน – กู่เก้อ – อาลี
สำรวจวัดโทหลิงและซากอาณาจักรกู่เก้อ ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองอาลี

วันที่ 11: อาลี – ลาซา – กรุงเทพฯ
บินออกจากอาลีกลับลาซาและต่อเครื่องสู่กรุงเทพฯ ปิดท้ายการเดินทางสุดประทับใจ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ SUV หรือ minibus ตามจำนวนผู้ร่วมเดินทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว ในเมือง และที่พักสไตล์โรงเตี้ยม ระหว่างเดินเทร 2 คืน
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ค่าใบอนุญาติพิเศษ
  • ไกด์นำทางชาวธิเบต
  • จามรีแบกของส่วนกลาง
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ลูกหาบ และม้า
  • Oxygen กระป๋อง
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ลาซา

เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ แวะเปลี่ยนเครื่องที่คุนหมิง ก่อนถึงลาซา เมืองหลวงแห่งทิเบตที่ตั้งอยู่สูงราว 3,656 เมตร ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 6–9 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับไฟลท์ วันนี้เหมาะสำหรับพักผ่อนและปรับสภาพร่างกายให้คุ้นกับระดับความสูง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางบนที่ราบสูงทิเบต

ที่พัก: ลาซา

Day 2: ลาซา

เที่ยวชม พระราชวังโปตาลา สัญลักษณ์สำคัญของทิเบต อดีตเคยเป็นทั้งพระราชวังและศูนย์กลางการปกครองขององค์ดาไลลามะ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมบนเนินเขาแดง จากนั้นสักการะพระพุทธรูปโจโวอันศักดิ์สิทธิ์ที่วัดโจคัง ซึ่งถือเป็นวัดที่สำคัญที่สุดของชาวทิเบต แล้วเดินชมถนนแปดเหลี่ยม Barkhor เส้นทางแสวงบุญเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศศรัทธา

ที่พัก: ลาซา

Day 3: ลาซา – ทะเลสาบยัมดร็อก – ธารน้ำแข็งกาโรลา – วัดไปจู่ – ชิกาเซ่

เดินทางจากลาซาสู่ชิกาเซ่ ระยะทางประมาณ 350–380 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 7–9 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะชมทะเลสาบยัมดร็อก หนึ่งในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของทิเบต น้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์งดงาม เชื่อกันว่าเป็นทะเลสาบแห่งพลังชีวิตของชาวทิเบต ต่อด้วยธารน้ำแข็งกาโรลา ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไหลตัวลงมาใกล้ถนนอย่างน่าตื่นตา แล้วแวะวัดไปจู่ ชมเจดีย์คุมบุมอันมีชื่อเสียง ซึ่งมีเอกลักษณ์ด้านศิลปะพุทธแบบทิเบตผสมเนปาลและจีน

ที่พัก: ชิกาเซ่

Day 4: ชิกาเซ่ – วัดตาชิหลุนโป – วัดซากยา – ทิงริ

ออกเดินทางสู่ทิงริ ระยะทางประมาณ 300–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 7–8 ชั่วโมง เริ่มจากชมวัดตาชิหลุนโป อารามหลวงสำคัญ and เป็นที่ประทับของปันเชนลามะ มีประวัติยาวนานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 จากนั้นแวะวัดซากยา อารามเก่าแก่ที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจทางศาสนาและการเมืองของทิเบต โดดเด่นด้วยคัมภีร์โบราณจำนวนมาก ก่อนเดินทางต่อสู่ทิงริ เมืองหน้าด่านสู่เอเวอเรสต์

ที่พัก: ทิงริ

Day 5: ทิงริ – Everest Base Camp – วัดรองบุก – ทะเลสาบเปกู – ซากา

เดินทางไกลประมาณ 450–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 9–11 ชั่วโมง ช่วงเช้าเข้าสู่เขต Everest Base Camp จุดชมยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกอย่างใกล้ชิดแบบพาโนรามา พร้อมแวะวัดรองบุก วัดที่อยู่ใกล้เอเวอเรสต์มากที่สุด และมีตำนานผูกพันกับนักบวชผู้แสวงธรรมกลางหุบเขาสูง จากนั้นเดินทางผ่านทะเลสาบเปกู และชมวิวเทือกเขารวมถึงยอดชิชาปังมา หนึ่งในยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตร ก่อนถึงเมืองซากา

ที่พัก: ซากา

Day 6: ซากา – ทะเลสาบมานาสโรวาร์ – กงจูโช – ดาร์เชน

เดินทางประมาณ 480–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–10 ชั่วโมง มุ่งหน้าสู่ดาร์เชน เมืองตั้งต้นของการแสวงบุญรอบเขาไกรลาส ระหว่างทางแวะทะเลสาบมานาสโรวาร์ ทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฮินดู พุทธ เชน และบอนต่างยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางแห่งความบริสุทธิ์ เชื่อกันว่าการได้มาถึงหรือชำระร่างกายที่นี่คือบุญสูงสุด จากนั้นชมทะเลสาบกงจูโช ท่ามกลางภูมิประเทศอันเวิ้งว้างและสงบลึกซึ้ง

ที่พัก: ดาร์เชน

Day 7: ดาร์เชน – Trekking Kora Day 1 – วัดเดียปุก

เริ่มต้นเดินเท้ารอบเขาไกรลาสวันแรก ระยะเดินประมาณ 18–20 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–8 ชั่วโมง เส้นทางค่อยๆ ไต่ผ่านหุบเขาด้านตะวันตกสู่วัดเดียปุก จุดสำคัญที่สามารถมองเห็นเขาไกรลาสด้านเหนือได้อย่างชัดเจนที่สุด เขาไกรลาสได้รับการยกย่องว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และศูนย์กลางจักรวาลตามคติของหลายศาสนา การเดิน Kora จึงไม่ใช่เพียงการเดินเขา แต่คือการแสวงบุญชำระจิตใจ

ที่พัก: วัดเดียปุก / เกสต์เฮาส์อย่างง่าย

Day 8: วัดเดียปุก – ดอลมา-ลา – ซุลท์ริปุก

วันนี้เป็นช่วงที่หนักที่สุดของการเดิน Kora ระยะประมาณ 20–22 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–10 ชั่วโมง ต้องข้ามช่องเขาดอลมา-ลาซึ่งสูงราว 5,630 เมตร ชาวแสวงบุญเชื่อว่าการข้ามจุดนี้เปรียบเสมือนการละทิ้งบาปและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ระหว่างทางจะได้เห็นทิวทัศน์ภูเขาหิมะ ธงมนต์ และภูมิประเทศสูงชันอันยิ่งใหญ่ ก่อนลงสู่ที่พักบริเวณซุลท์ริปุก

ที่พัก: ซุลท์ริปุก / เกสต์เฮาส์อย่างง่าย

Day 9: ซุลท์ริปุก – ดาร์เชน

เดินเท้าช่วงสุดท้ายของการแสวงบุญ ระยะประมาณ 10–14 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 3–5 ชั่วโมง เส้นทางวันนี้ค่อนข้างง่ายกว่า เดินผ่านลำธารและที่ราบก่อนกลับถึงดาร์เชน เป็นวันแห่งความสำเร็จของการพิชิตเส้นทาง Kora รอบเขาไกรลาสครบสมบูรณ์ ซึ่งตามความเชื่อถือว่าเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่และเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ที่พัก: ดาร์เชน

Day 10: ดาร์เชน – กู่เก้อ – วัดโทหลิง – อาลี

เดินทางประมาณ 250–300 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–8 ชั่วโมง เพื่อสำรวจดินแดนอันลึกลับของอาณาจักรกู่เก้อ อาณาจักรโบราณที่รุ่งเรืองหลังยุคจักรวรรดิทิเบตและมีชื่อเสียงด้านศิลปกรรมพุทธแบบผสมผสาน อินเดีย เนปาล และทิเบต ชมวัดโทหลิง ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาสำคัญในแถบตะวันตกของทิเบต และซากเมืองกู่เก้อ เมืองถ้ำกลางหุบเขาดินสีทองที่ยังคงบรรยากาศแห่งอารยธรรมที่สูญหาย

ที่พัก: อาลี

Day 11: อาลี – ลาซา – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบิน Gunsa Airport เพื่อบินกลับลาซา แล้วต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 7–10 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับตารางบิน ปิดท้ายการเดินทางสู่ดินแดนหลังคาโลก พร้อมความประทับใจจากลาซา เอเวอเรสต์ เขาไกรลาส และอารยธรรมโบราณแห่งตะวันตกของทิเบต

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม