Categories
Trip-Hightlight

นามิเบีย ซิมบับเว แซมเบียร์ บอสวาน่า

นามิเบีย ซิมบับเว แซมเบียร์ บอสวาน่า
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • น้ำตกวิคตอเรียและสระปีศาจ
    พาไปยืนฟังเสียงคำรามของม่านน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ แล้วแช่น้ำริมหน้าผาวัดใจ ที่จะกลายเป็นความทรงจำไปตลอดชีวิต
  • อุทยานแห่งชาติโชเบ
    นั่งรถรับลมชมชีวิตสัตว์ป่าแบบใกล้ชิด ทั้งฝูงช้างและสิงโต ให้เราได้กลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่แท้จริงอีกครั้ง
  • แซนด์วิชฮาร์เบอร์
    ชมความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ ในจุดที่ผืนทะเลทรายสีทองทอดตัวลงสู่อ้อมกอดของมหาสมุทรแอตแลนติกแบบไร้รอยต่อ
  • ทะเลทรายซอสซุสไฟล์และดูน 45
    ทิ้งรอยเท้าบนเนินทรายสีแดงสดที่สวยที่สุดในโลก แล้วปล่อยใจไปกับความเงียบสงบของซากต้นไม้โบราณ
  • เมืองร้างโคลมันสคอป
    เดินสำรวจอดีตเมืองเหมืองเพชรที่ถูกกาลเวลาและผืนทรายกลืนกิน จนกลายเป็นความงามที่ดูลึกลับและมีเสน่ห์
  • อ่าววาลวิสเบย์
    แวะทักทายฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูนับพันตัวที่เดินเล่นริมชายฝั่ง เป็นภาพความน่ารักที่ช่วยฮีลใจจากการเดินทางได้ดีเยี่ยม
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ประเทศไทย → วิคตอเรียฟอลล์

ออกเดินทางจากประเทศไทย มุ่งหน้าสู่ วิคตอเรียฟอลล์

วันที่ 2: วิคตอเรียฟอลล์, ซิมบับเว

เดินทางถึงสนามบิน VFA จากนั้นเที่ยวชม น้ำตกวิคตอเรียฝั่งซิมบับเว หนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
ช่วงเย็นล่องเรือ Sun Downer Cruise ชมพระอาทิตย์ตกเหนือสายน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของแอฟริกา
พัก: KolmanskopTown

วันที่ 3: โชเบ, บอตสวานา

ออกเดินทางแบบ Day Trip สู่อุทยานแห่งชาติ โชเบ (Chobe National Park) ประเทศบอตสวานา
ทำกิจกรรม Game Drive ชมสัตว์ป่าในถิ่นอาศัยธรรมชาติ เช่น ช้าง สิงโต ควายป่า และสัตว์ซาฟารีหลากหลายชนิด
พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 4: วิคตอเรียฟอลล์, แซมเบีย

ข้ามพรมแดนสู่ประเทศแซมเบีย เพื่อชม วิคตอเรียฟอลล์ จากอีกมุมหนึ่ง
สัมผัสประสบการณ์เล่นน้ำที่ Devil’s Pool จุดธรรมชาติสุดตื่นเต้นริมหน้าผาน้ำตก พร้อมชม Armchair Falls และ Eastern Cataract
พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 5: วินด์ฮุก → Spitzkoppe

บินกลับสู่กรุง วินด์ฮุก (Windhoek) ประเทศนามิเบีย
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Spitzkoppe ชมภูเขาหินแกรนิตรูปร่างโดดเด่นกลางทะเลทราย หนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติที่งดงามของนามิเบีย

วันที่ 6: Moon Valley → Swakopmund → Walvis Bay

เที่ยวชม Moon Valley หุบเขาพระจันทร์ที่มีภูมิประเทศแปลกตาคล้ายพื้นผิวต่างดาว
ชมต้น Welwitschia mirabilis พืชทะเลทรายโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ของนามิเบีย
จากนั้นสำรวจเมืองชายฝั่ง Swakopmund ก่อนเดินทางต่อสู่ Walvis Bay
พัก: Walvis Bay

วันที่ 7: Walvis Bay → Sandwich Harbour → Sossusvlei

ชมฝูงฟลามิงโกบริเวณ Walvis Bay เมืองชายฝั่งที่มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์
จากนั้นผจญภัยสู่ Sandwich Harbour จุดที่เนินทรายสูงตระหง่านมาบรรจบกับมหาสมุทรแอตแลนติก
เดินทางต่อสู่เขต Namib-Naukluft National Park
พัก: Sossusvlei

วันที่ 8: Sossusvlei, นามิเบีย

เที่ยวชมอุทยาน Sossusvlei ไฮไลต์สำคัญของทะเลทรายนามิบ
ปีนเนินทรายชื่อดังอย่าง Big Daddy, Big Mama และ Dune 45 พร้อมชมภูมิประเทศทะเลทรายสีส้มอันกว้างใหญ่
แวะชมต้นไม้โบราณกลางทะเลทราย หนึ่งในภาพจำสุดคลาสสิกของนามิเบีย

วันที่ 9: Kolmanskop → Lüderitz

เดินทางสู่เมืองร้าง Kolmanskop อดีตเมืองเหมืองเพชรที่เคยรุ่งเรือง ก่อนถูกทรายทะเลทรายค่อย ๆ กลืนกิน
ชมอาคารเก่าแก่ที่ถูกปกคลุมด้วยทราย ให้บรรยากาศลึกลับและสวยงามไม่เหมือนที่ใด
จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองชายฝั่ง Lüderitz
พัก: Lüderitz

วันที่ 10: Lüderitz → วินด์ฮุก

ออกเดินทางจาก Lüderitz กลับสู่กรุง วินด์ฮุก
พักผ่อนระหว่างทาง และชมภูมิประเทศกว้างใหญ่ของนามิเบีย

วันที่ 11: วินด์ฮุก → สนามบิน

ช่วงเช้าเดินเล่นชมเมือง วินด์ฮุก เมืองหลวงของนามิเบีย
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน เพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับประเทศไทย

วันที่ 12: ประเทศไทย

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากน้ำตกวิคตอเรีย ซาฟารีบอตสวานา และทะเลทรายนามิเบีย

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากประเทศไทยสู่วิคตอเรียฟอลส์

เดินทางระหว่างประเทศ ใช้เวลารวมประมาณ 15–20 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับไฟลต์และเวลาต่อเครื่อง เพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง วิคตอเรียฟอลส์ ประตูสู่หนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
ที่พัก: บนเครื่องบิน / ตามไฟลต์เดินทาง

วันที่ 2: วิคตอเรียฟอลส์ ฝั่งซิมบับเว

ถึงสนามบิน Victoria Falls (VFA) เวลา 12.10 น. จากนั้นเดินทางเข้าเมืองประมาณ 20–30 นาที
ชมน้ำตกวิคตอเรียฝั่งซิมบับเว ซึ่งเป็นฝั่งที่เห็นแนวน้ำตกได้กว้างและอลังการที่สุด น้ำตกแห่งนี้ชาวท้องถิ่นเรียกว่า “Mosi-oa-Tunya” แปลว่า “ควันที่ส่งเสียงคำราม” และ เดวิด ลิฟวิงสโตน เป็นชาวยุโรปคนแรกที่บันทึกการค้นพบในปี 1855
ช่วงเย็นล่องเรือ Sun Downer Cruise บนแม่น้ำแซมเบซี ชมพระอาทิตย์ตกและบรรยากาศแม่น้ำสายสำคัญของแอฟริกา
ที่พัก: KolmanskopTown

วันที่ 3: อุทยานแห่งชาติโชเบ, บอตสวานา

เดินทางแบบ Day Trip ข้ามพรมแดนไปอุทยานแห่งชาติ โชเบ ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงต่อเที่ยว จากวิคตอเรียฟอลส์
โชเบมีชื่อเสียงเรื่องประชากรช้างจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกา เหมาะสำหรับ Game Drive ส่องสัตว์อย่างช้าง สิงโต ควายป่า และสัตว์ซาฟารีอื่น ๆ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำโชเบที่อุดมสมบูรณ์
ที่พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 4: วิคตอเรียฟอลส์ ฝั่งแซมเบีย

ข้ามพรมแดนสู่แซมเบีย ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 1–2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง
ชมน้ำตกวิคตอเรียจากอีกมุมหนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดกับสายน้ำและหน้าผามากกว่า จุดเด่นคือ Devil’s Pool สระธรรมชาติริมผาน้ำตกที่เปิดให้ลงเล่นได้ตามฤดูกาล
รวมถึงจุดชม Armchair Falls และ Eastern Cataract ซึ่งเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ของหน้าผาหินบะซอลต์ที่เกิดจากการกัดเซาะยาวนานนับล้านปี
ที่พัก: Victoria Falls Town

วันที่ 5: บินสู่วินด์ฮุก – เดินทางต่อสู่ Spitzkoppe

บินกลับสู่ วินด์ฮุก จากนั้นเดินทางทางรถต่อไปยัง Spitzkoppe ระยะทางประมาณ 280–320 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง
พื้นที่นี้โดดเด่นด้วยภูเขาหินแกรนิตขนาดมหึมากลางภูมิประเทศแห้งแล้ง จนได้รับฉายาว่า “Matterhorn of Namibia” และยังมีภาพเขียนสีบนหินของชนพื้นเมืองซานในบางจุด
ที่พัก: Spitzkoppe

วันที่ 6: Moon Valley – Welwitschia – Swakopmund – Walvis Bay

เดินทางจาก Spitzkoppe ผ่าน Moon Valley และต้น Welwitschia ไปยัง Swakopmund และพักที่ Walvis Bay รวมระยะทางประมาณ 250–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4–6 ชั่วโมง
แวะชม Moon Valley ภูมิประเทศขรุขระแปลกตาราวพื้นผิวดวงจันทร์ และชม Welwitschia mirabilis พืชโบราณหายากที่อาจมีอายุหลายร้อยถึงกว่าพันปี
ก่อนสำรวจ Swakopmund เมืองชายฝั่งบรรยากาศยุโรปยุคอาณานิคมเยอรมัน
ที่พัก: วาลวิสเบย์ นามิเบีย

วันที่ 7: Walvis Bay – Sandwich Harbour – Namib-Naukluft

ช่วงเช้าสำรวจอ่าว Walvis Bay ชมฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูซึ่งมักรวมตัวตามพื้นที่ชุ่มน้ำ
จากนั้นผจญภัยที่ Sandwich Harbour จุดเด่นของนามิเบียที่เนินทรายสูงไหลจรดมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นภูมิทัศน์ที่โด่งดังและเข้าถึงได้ด้วยรถ 4×4
ก่อนเดินทางต่อสู่เขต Namib-Naukluft / Sossusvlei ระยะทางประมาณ 300–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 5–6 ชั่วโมง
ที่พัก: Sossusvlei

วันที่ 8: Sossusvlei – Big Daddy – Big Mama – Dune 45

สำรวจอุทยาน ซอสซุสไฟล์ หนึ่งในไฮไลต์ของทะเลทรายนามิบ ซึ่งเป็นทะเลทรายเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ชมและปีนเนินทรายชื่อดัง เช่น Big Daddy, Big Mama รวมถึง Dune 45 ที่มีสันทรายสีแดงสวยโดดเด่น โดยสีแดงเกิดจากการสะสมของแร่เหล็กในเม็ดทรายเป็นเวลายาวนาน
นอกจากนี้ยังชมต้นไม้แห้งโบราณในพื้นที่ Deadvlei ซึ่งกลายเป็นภาพจำของนามิเบีย
ที่พัก: Sossusvlei

วันที่ 9: Sossusvlei – Kolmanskop – Lüderitz

เดินทางไปยังเมืองร้าง Kolmanskop ระยะทางประมาณ 500–520 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–7 ชั่วโมง
เมืองนี้เคยรุ่งเรืองจากการทำเหมืองเพชรในต้นศตวรรษที่ 20 ภายใต้อิทธิพลเยอรมัน ก่อนถูกทิ้งร้างเมื่อทรัพยากรลดลง และทรายจากทะเลทรายค่อย ๆ กลืนอาคารจนกลายเป็นสถานที่ถ่ายภาพชื่อดัง
จากนั้นเข้าพักที่เมืองชายฝั่ง Lüderitz
ที่พัก: Lüderitz

วันที่ 10: Lüderitz – Windhoek

เดินทางกลับกรุง วินด์ฮุก ระยะทางประมาณ 680–700 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–9 ชั่วโมง
เหมาะเป็นวันเดินทางยาวเพื่อกลับเข้าสู่เมืองหลวงของนามิเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและวัฒนธรรมของประเทศ
ที่พัก: Windhoek

วันที่ 11: เที่ยววินด์ฮุก – เดินทางสู่สนามบิน

ช่วงเช้าเดินเล่นในเมือง วินด์ฮุก สามารถชมบรรยากาศเมืองที่ผสมผสานระหว่างแอฟริกันและยุโรป
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที เพื่อเตรียมตัวบินกลับประเทศไทย
ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 12: เดินทางถึงประเทศไทย

เดินทางถึงไทยโดยสวัสดิภาพ
สิ้นสุดทริปแอฟริกาตอนใต้ที่รวมทั้งธรรมชาติ น้ำตก ซาฟารี ทะเลทราย และเมืองร้างประวัติศาสตร์

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 06 South America

อเมริกาใต้ ปาตาโกเนีย อาเจน ชิลี

อเมริกาใต้ ปาตาโกเนีย อาเจน + ชิลี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป

– ย่าน La Boca และ San Telmo: เดินทอดน่องเสพสีสันในบัวโนสไอเรส เมืองยุโรปที่มีหัวใจละตินอเมริกาเพื่อค่อยๆ ปรับจังหวะชีวิต
– ยอดเขา Fitz Roy: เดินเท้าเข้าหาภูเขาหินแกรนิตสัญลักษณ์ของปาตาโกเนีย เพื่อทบทวนว่าร่างกายและใจเราพาไปได้ไกลแค่ไหน
– ธารน้ำแข็ง Perito Moreno: ยืนมองกำแพงน้ำแข็งสีฟ้าครามและฟังเสียงการแตกตัว เพื่อรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ยังมีชีวิต
– ทะเลสาบและจุดชมวิว Torres del Paine: ปล่อยใจให้ช้าลง ซึมซับความกว้างใหญ่ของยอดเขาแปลกตาและสายลมแรงแห่งปาตาโกเนีย
– จุดชมวิว Base Towers: ท้าทายขีดจำกัดเดินเข้าหาหอคอยหินสามยอด รางวัลแห่งความพยายามที่ทำให้เรากลับมาเชื่อมั่นในตัวเอง

สรุปแผนเดินทาง

– **Day 1 | Bangkok – Buenos Aires**
เดินทางไกลจากกรุงเทพฯ สู่บัวโนสไอเรส เช็คอินและพักผ่อน ปรับร่างกายกับเวลาใหม่

– **Day 2 | Buenos Aires**
เดินเล่นในย่าน La Boca และ San Telmo ซึมซับสีสัน ศิลปะ และบรรยากาศละตินของเมือง

– **Day 3 | Buenos Aires – El Calafate – El Chaltén**
บินลงใต้สู่ Patagonia แล้วนั่งรถต่อเข้า El Chaltén เมืองเล็กท่ามกลางภูเขา

– **Day 4 | El Chaltén**
เดินวอร์มอัปเบา ๆ รอบเมือง ชมวิวภูเขา ลองจังหวะลมและอากาศของ Patagonia

– **Day 5 | El Chaltén – Fitz Roy Trek**
วันเดินไฮไลต์สู่ Fitz Roy / Laguna de los Tres เต็มวัน ท่ามกลางวิวภูเขาและทะเลสาบสวยตระการตา

– **Day 6 | El Chaltén – El Calafate**
เช้าพักฟื้นสบาย ๆ ใน El Chaltén ก่อนเดินทางกลับสู่ El Calafate ช่วงบ่าย

– **Day 7 | El Calafate – Perito Moreno Glacier**
ชมธารน้ำแข็ง Perito Moreno จากทางเดินชมวิว สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบใกล้ชิด

– **Day 8 | El Calafate – Torres del Paine**
เดินทางข้ามพรมแดนจากอาร์เจนตินาเข้าสู่ชิลี มุ่งหน้าสู่อุทยาน Torres del Paine

– **Day 9 | Torres del Paine**
เที่ยวชมจุดวิวสำคัญของอุทยาน เดินสั้น ๆ ดูทะเลสาบ ภูเขา และสัตว์ป่าท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่

– **Day 10 | Torres del Paine – Base Towers Trek / Optional Scenic Route**
เลือกเดิน Base Towers แบบเต็มวัน หรือพักผ่อนและเที่ยวชมวิวเส้นทางเบา ๆ ตามสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง

– **Day 11 | Torres del Paine – Puerto Natales – Santiago**
อำลา Patagonia เดินทางสู่ Puerto Natales แล้วบินต่อเข้าสู่เมือง Santiago

– **Day 12 | Santiago – São Paulo – Bangkok**
เที่ยว Santiago แบบสบาย ๆ ช่วงเช้า ก่อนออกเดินทางกลับไทย via São Paulo

– **Day 13 | In Transit**
ใช้เวลาอยู่ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน พร้อมทบทวนภาพความทรงจำจาก Patagonia

– **Day 14 | Arrive Bangkok**
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมเรื่องราวและความภูมิใจจากทริปปลายโลก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • ท่านละ 169000 (พักห้องคู่) 

✅ ราคานี้รวม

  • ที่พัก ระดับ 4 ดาว 
  • รถรับส่งตลอดการเดินทาง
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: Bangkok – Buenos Aires

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ Buenos Aires ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 24–30 ชั่วโมง รวมต่อเครื่อง เป็นวันเริ่มต้นของการข้ามซีกโลกจากเอเชียสู่อเมริกาใต้
เมือง Buenos Aires คือเมืองหลวงของอาร์เจนตินา ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และเป็นศูนย์กลางสำคัญทั้งด้านการเมือง ศิลปะ และวัฒนธรรมละติน
พัก: Buenos Aires

Day 2: Buenos Aires City Walk

เที่ยว Buenos Aires แบบสบาย ๆ ภายในเมือง

  • La Boca ย่านเก่าแก่ริมท่าเรือ เด่นด้วยบ้านหลากสีและถนน Caminito ที่มีทั้งศิลปะ ดนตรี และบรรยากาศแทงโก้ เล่ากันว่าบ้านสีสดเกิดจากการนำสีเรือที่เหลือมาใช้ทาผนังบ้าน

  • San Telmo ย่านประวัติศาสตร์ที่ยังคงเสน่ห์ของถนนหิน อาคารยุคอาณานิคม ร้านกาแฟ และตลาดท้องถิ่น เหมาะกับการเริ่มทำความรู้จักจังหวะชีวิตแบบอเมริกาใต้

    พัก: Buenos Aires

Day 3: Buenos Aires – El Calafate – El Chaltén

บินจาก Buenos Aires ไป El Calafate ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง จากนั้นนั่งรถต่อไป El Chaltén อีกประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทางราว 215 กิโลเมตร
El Calafate เป็นเมืองประตูสู่ Patagonia ฝั่งอาร์เจนตินา ส่วน El Chaltén เป็นหมู่บ้านเล็กที่มีชื่อเสียงในฐานะเมืองหลวงแห่งการ trekking ของอาร์เจนตินา
ชื่อ “Chaltén” มาจากภาษาพื้นเมือง Tehuelche หมายถึง “ภูเขาที่มีควัน” ซึ่งใช้เรียกยอด Fitz Roy เพราะมักมีเมฆคลุมยอด
พัก: El Chaltén

Day 4: El Chaltén Warm-up Walk

เดินวอร์มอัพรอบเมือง ระยะสั้นประมาณ 2–5 กิโลเมตร

  • Mirador Los Cóndores / Mirador Las Águilas จุดชมวิวที่มองเห็นเมือง El Chaltén หุบเขา และแนวภูเขาโดยรอบ เป็นจุดที่เหมาะสำหรับปรับร่างกายให้คุ้นกับลมแรงและสภาพอากาศของ Patagonia

  • หากอากาศดี อาจมองเห็นแนวภูเขาและนกคอนดอร์ ซึ่งเป็นนกขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมแถบแอนดีส

    พัก: El Chaltén

Day 5: Fitz Roy Trekking Day

เดินเส้นทาง Laguna de los Tres เพื่อชมยอด Mount Fitz Roy ระยะประมาณ 20–22 กิโลเมตร ใช้เวลา 8–10 ชั่วโมง
Fitz Roy เป็นยอดเขาหินแกรนิตที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของ Patagonia ตั้งชื่อตาม Robert FitzRoy กัปตันเรือ HMS Beagle แต่ในวัฒนธรรมพื้นเมือง ภูเขานี้ถูกมองว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยพลังธรรมชาติ
ไฮไลต์คือวิวภูเขาสูงชันสะท้อนกับทะเลสาบสีฟ้าใส ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของอาร์เจนตินา
พัก: El Chaltén

Day 6: El Chaltén – El Calafate

ช่วงเช้าพักผ่อนหรือเดินเล่นรอบเมือง ก่อนนั่งรถกลับ El Calafate ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
El Calafate ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Lago Argentino และได้ชื่อมาจากพุ่มไม้ calafate ซึ่งมีผลเบอร์รี่พื้นถิ่น
มีความเชื่อท้องถิ่นว่าถ้าใครได้กินผล calafate จะได้กลับมา Patagonia อีกครั้ง
พัก: El Calafate

Day 7: Perito Moreno Glacier

เดินทางจาก El Calafate ไป Perito Moreno Glacier ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงต่อเที่ยว ระยะทางราว 80 กิโลเมตร
ธารน้ำแข็งแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Los Glaciares และเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งไม่กี่แห่งของโลกที่ยังคงเคลื่อนตัวและมีมวลน้ำแข็งค่อนข้างสมดุล
โดดเด่นด้วยกำแพงน้ำแข็งสูงมหึมา สีฟ้าขาวสวยงาม และบางจังหวะอาจได้เห็นน้ำแข็งแตกตัวลงสู่ทะเลสาบ เป็นภาพธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่มาก
พัก: El Calafate

Day 8: El Calafate – Torres del Paine

เดินทางข้ามพรมแดนจากอาร์เจนตินาเข้าสู่ชิลี ใช้เวลาประมาณ 5–7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขั้นตอนชายแดน
จุดหมายคือ Torres del Paine National Park อุทยานแห่งชาติชื่อดังระดับโลกในชิลี มีชื่อเสียงจากภูเขาหินแกรนิต ทะเลสาบสีฟ้า ธารน้ำแข็ง และทุ่งกว้าง
คำว่า “Paine” มาจากภาษาพื้นเมือง Tehuelche เชื่อว่าหมายถึง “สีฟ้า”
พัก: Torres del Paine

Day 9: Torres del Paine Scenic Active Day

เที่ยวชมวิวภายในอุทยานโดยรถและเดินสั้น ๆ

  • Laguna Amarga ทะเลสาบที่สะท้อนภาพยอดเขา Torres ได้สวย โดยเฉพาะในวันที่ลมนิ่ง

  • Fauna Trail จุดสังเกตสัตว์ป่า เช่น กวานาโก สุนัขจิ้งจอก และนกพื้นถิ่น

  • Mirador Cuernos จุดชมยอด Cuernos del Paine ภูเขาทรงแปลกที่ดูเหมือนเขาสัตว์

  • Lago Pehoé ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ที่เป็นภาพสัญลักษณ์ของอุทยาน

  • Mirador Cóndor / Mirador Río Serrano จุดชมวิวมุมกว้าง เห็นทั้งภูเขา ทะเลสาบ และความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศ

    อุทยานแห่งนี้ได้รับการประกาศเป็นเขตสงวนชีวมณฑลโดย UNESCO และเป็นหนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก

    พัก: Torres del Paine

Day 10: Base Towers Trek / Optional Scenic Route

สำหรับผู้ที่พร้อม เดิน Base Towers Trek ระยะประมาณ 18–22 กิโลเมตร ใช้เวลา 8–10 ชั่วโมง
เส้นทางนี้พาไปยังจุดชมวิวหอคอยหินแกรนิตสามยอด ซึ่งเป็นภาพสัญลักษณ์ของ Torres del Paine และเป็นที่มาของชื่อ “Torres” หรือ “หอคอย”
ช่วงสุดท้ายของเส้นทางค่อนข้างชัน แต่เมื่อถึงด้านบนจะเห็นยอดหินสูงตั้งตระหง่านเหนือทะเลสาบสีฟ้า
ผู้ที่ไม่ต้องการเดินหนัก สามารถเลือกเส้นทางชมวิวเบา ๆ ภายในอุทยานแทนได้
พัก: Torres del Paine

Day 11: Torres del Paine – Puerto Natales – Santiago

เดินทางออกจากอุทยานไป Puerto Natales ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง จากนั้นบินต่อไป Santiago โดยปกติต้องมีเวลาเชื่อมต่อและใช้เวลาเดินทางรวมหลายช่วง
Puerto Natales เป็นเมืองเล็กริมฟยอร์ด ก่อตั้งขึ้นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเติบโตจากการเลี้ยงแกะ ก่อนจะกลายเป็นประตูหลักสู่อุทยาน Torres del Paine
พัก: Santiago

Day 12: Santiago City Tour – São Paulo – Bangkok

เที่ยวใน Santiago แบบคร่าว ๆ ก่อนเดินทางกลับ
Santiago เป็นเมืองหลวงของชิลี ก่อตั้งในปี 1541 โดยนักสำรวจชาวสเปน Pedro de Valdivia เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ มีฉากหลังเป็นเทือกเขา Andes ที่โดดเด่น
จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน บินไป São Paulo และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 24–30 ชั่วโมง
พัก: บนเครื่องบิน

Day 13: In Transit

อยู่ระหว่างการเดินทางกลับประเทศไทย เป็นวันพักระหว่างไฟลต์และการข้ามทวีป
เหมาะกับการทบทวนภาพความทรงจำตลอดทริป Patagonia ตั้งแต่ Buenos Aires, Fitz Roy, Perito Moreno Glacier จนถึง Torres del Paine
พัก: บนเครื่องบิน

Day 14: Arrive Bangkok

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
ปิดท้ายทริป Patagonia ดินแดนปลายโลกที่มีชื่อเสียงเรื่องภูเขาหิน ธารน้ำแข็ง และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เป็นการเดินทางที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเป็นเส้นทางที่ทำให้หลายคนได้เห็นพลังใจและความอดทนของตัวเอง
พัก: กรุงเทพฯ / เดินทางกลับบ้าน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight

อาเซอร์ไบจาน มาชูปิคชูแห่งคอเคซัส

อาเซอร์ไบจาน เจาะลึก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เมืองเก่าบากู: เดินทอดน่องในเมืองมรดกโลก ปล่อยใจให้ซึมซับมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่พาย้อนเวลาไปนับพันปี
  • โกบุสตัน: ตามรอยอารยธรรมยุคหินผ่านภาพเขียนสีโบราณในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เต็มไปด้วยเรื่องราว
  • หมู่บ้านลาฮิช: หลีกหนีความวุ่นวายมาสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของช่างทำทองแดงกลางหุบเขาอันเงียบสงบ
  • เมืองเชคี: แวะชมเพชรเม็ดงามแห่งเส้นทางสายไหม ตื่นตากับวังข่านและศิลปะกระจกสีที่สวยสะกดใจ
  • ปราสาทอาลินจา: ก้าวเดินขึ้นป้อมปราการลอยฟ้าเพื่อชมวิวหลักล้านของมาชูปิกชูแห่งอาเซอร์ไบจาน
  • ภูเขาแคนดี้เคน: ทิ้งท้ายทริปด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกับภูเขาลายลูกกวาดสีแดงสลับขาวสุดแปลกตา
สรุปแผนเดินทาง
  • วันที่ 1: ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
    นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมออกเดินทางบินตรงสู่อาเซอร์ไบจาน
  • วันที่ 2: บากู (Baku)
    ถึงกรุงบากู ชมบรรยากาศเมืองหลวงริมทะเลแคสเปียนและย่านเมืองใหม่สมัยใหม่
  • วันที่ 3: เมืองเก่าบากู (Icherisheher)
    เที่ยวชมเมืองเก่ามรดกโลก เดินสัมผัสประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของบากูโบราณ
  • วันที่ 4: โกบุสตัน – ชามาคี
    ชมภาพเขียนสีโบราณที่โกบุสตัน ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองเก่าชามาคี
  • วันที่ 5: ชามาคี (Shamakhi)
    สำรวจเมืองเก่าชามาคี เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมสำคัญของภูมิภาค
  • วันที่ 6: ลาฮิช – เชคี
    เยือนหมู่บ้านหัตถกรรมลาฮิช แล้วเดินทางสู่เชคี เมืองสำคัญบนเส้นทางสายไหม
  • วันที่ 7: เชคี – รถไฟนอนสู่บากู
    ชมเมืองเชคีและสถาปัตยกรรมเด่น ก่อนนั่งรถไฟนอนกลับสู่บากู
  • วันที่ 8: นัคชิวาน (Nakhchivan)
    บินสู่นัคชิวาน เที่ยวชมเมืองและพักผ่อนเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมวันถัดไป
  • วันที่ 9: ปราสาทอาลินจา – บากู
    พิชิตปราสาทอาลินจา จุดชมวิวชื่อดัง ก่อนบินกลับสู่กรุงบากู
  • วันที่ 10: ภูเขาแคนดี้เคน – สนามบิน
    ชมภูเขาแคนดี้เคนลวดลายแปลกตา ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับไทย
  • วันที่ 11: กรุงเทพฯ
    เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากทริปอาเซอร์ไบจาน
การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • โรงแรมระดับ 4 ดาว
  • ยานพาหนะรับส่งตลอดการเดินทาง
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • วีซ่า
  • ไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยว 
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: สุวรรณภูมิ – บากู

นัดพบที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อออกเดินทางสู่ อาเซอร์ไบจาน ประเทศที่เชื่อมต่อโลกตะวันออกและตะวันตก บินตรงสู่ กรุงบากู เมืองหลวงริม ทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ

การเดินทาง: เที่ยวบินตรงประมาณ 8–9 ชั่วโมง


วันที่ 2: บากู (Baku)

เดินทางถึง กรุงบากู เมืองที่โดดเด่นด้วยภาพตัดกันระหว่างอาคารสมัยใหม่กับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ เที่ยวชม ย่านเมืองใหม่ริมทะเลแคสเปียน พื้นที่สำคัญที่สะท้อนการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ อาเซอร์ไบจาน ในยุคน้ำมัน และเป็นจุดชมสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สวยที่สุดของเมือง

ที่พัก: Hilton Garden Inn Baku


วันที่ 3: เมืองเก่าบากู (Icherisheher)

เที่ยวชมเขต เมืองเก่าบากู หรือ Icherisheher มรดกโลกยูเนสโกที่มีประวัติย้อนไปหลายศตวรรษ ภายในยังคงมี กำแพงเมืองโบราณ ตรอกหินแคบ และสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย อาหรับ และคอเคซัสผสมผสานกัน ที่นี่ถือเป็นหัวใจทางประวัติศาสตร์ของ บากู และเคยเป็นศูนย์กลางการค้าในยุค เส้นทางสายไหม

ที่พัก: Hilton Garden Inn Baku


วันที่ 4: บากู – โกบุสตัน – ชามาคี

ออกเดินทางสู่ โกบุสตัน ระยะทางจาก บากู ประมาณ 70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.5 ชั่วโมง ชม แหล่งภาพสลักหินโกบุสตัน และร่องรอยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุหลายพันปี

จากนั้นเดินทางต่อสู่ เมืองชามาคี ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร ใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมง เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของ อาณาจักรชีร์วาน และเป็นศูนย์กลางสำคัญทางศาสนา การค้า และวรรณกรรมของภูมิภาค

ที่พัก: Shirvan Grand Hotel Shamakhi


วันที่ 5: ชามาคี (Shamakhi)

สำรวจ เมืองชามาคี เมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์อิสลามและวัฒนธรรมท้องถิ่น เคยรุ่งเรืองในฐานะราชธานีของ ราชวงศ์ชีร์วานชาห์ และยังเป็นเมืองที่ได้รับการกล่าวถึงในบทกวีเปอร์เซียหลายยุค จุดเด่นคือบรรยากาศเมืองประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองในอดีต

ที่พัก: Shirvan Grand Hotel Shamakhi


วันที่ 6: ชามาคี – ลาฮิช – เชคี

เดินทางสู่ หมู่บ้านลาฮิช ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง หมู่บ้านโบราณกลางหุบเขาที่มีชื่อเสียงด้านงานหัตถกรรมโลหะ โดยเฉพาะงานทองแดง ซึ่งสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายร้อยปี

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง เมืองเชคี ใช้เวลาราว 3–4 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นหนึ่งในจุดสำคัญบน เส้นทางสายไหม และเคยมั่งคั่งจากการค้าผ้าไหม งานฝีมือ และคาราวานการค้า

ที่พัก: MinAli Boutique Hotel


วันที่ 7: เชคี – รถไฟนอนสู่บากู

เที่ยวชม เมืองเชคี เมืองเก่าแสนงดงามที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมและศิลปะกระจกสี จุดเด่นคือมรดกจากยุคที่เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าผ้าไหมและงานช่างชั้นสูง

จากนั้นช่วงค่ำเดินทางโดย รถไฟนอน กลับสู่ บากู ใช้เวลาประมาณ 8–10 ชั่วโมง เป็นอีกประสบการณ์การเดินทางที่ให้เห็นบรรยากาศชนบทของ อาเซอร์ไบจาน ยามค่ำคืน

ที่พัก: พักบนรถไฟนอน


วันที่ 8: บากู – นัคชิวาน (Nakhchivan)

เดินทางโดยเครื่องบินจาก บากู สู่ นัคชิวาน ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ดินแดนปกครองตนเองที่แยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของ อาเซอร์ไบจาน และเต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และตำนาน บางความเชื่อโยงพื้นที่นี้กับเรื่องราวของเรือโนอาห์ ทำให้ เมืองนัคชิวาน เป็นจุดหมายที่มีเสน่ห์ทั้งด้านวัฒนธรรม ธรรมชาติ และภูมิประเทศแบบ คอเคซัสน้อย

ที่พัก: Naxçıvan Palace Hotel


วันที่ 9: นัคชิวาน – ปราสาทอาลินจา – บากู

เดินทางไปยัง ปราสาทอาลินจา ระยะทางจากตัวเมือง นัคชิวาน ประมาณ 35–40 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 45 นาที–1 ชั่วโมง ป้อมปราการโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ได้รับฉายาว่า “มาชูปิกชูแห่งอาเซอร์ไบจาน” เพราะแนวกำแพงหินที่ไต่ระดับไปตามภูเขาอย่างน่าทึ่ง

ที่นี่เคยเป็นป้อมปราการสำคัญทางทหารและมีบทบาทในการป้องกันดินแดนมาหลายยุคสมัย หลังเที่ยวชมเดินทางกลับ และบินต่อสู่ บากู

การเดินทาง: เที่ยวบิน นัคชิวาน – บากู ประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง
ที่พัก: Courtyard by Marriott Baku


วันที่ 10: บากู – Candy Cane Mountains – สนามบิน

เดินทางไปชม Candy Cane Mountains จาก บากู ระยะทางประมาณ 100–120 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง ภูเขาแห่งนี้มีลวดลายชั้นหินสีแดง ส้ม และขาวสลับกันอย่างโดดเด่น เกิดจากการสะสมตัวของแร่ธาตุและชั้นตะกอนตามธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์แปลกตาที่มีชื่อเสียงที่สุดของ อาเซอร์ไบจาน

จากนั้นเดินทางสู่ สนามบิน เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ประเทศไทย


วันที่ 11: กรุงเทพฯ

เดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ เส้นทางสายไหม ภูเขาสีสันแปลกตา และเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าในภูมิภาค คอเคซัส

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 02 Iceland-Greenland-Faroe

กรีนแลนด์ ธารน้ำแข็งยักษ์

กรีนแลนด์ ตามหาภูเขาน้ำแข็งยักษ์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เดินเล่น Nuuk เมืองหลวงเล็ก ๆ ชมบ้านไม้สีสันสดใสและโบสถ์แดงริมท่าเรือ
  • ล่องเรือไป Kangeq หมู่บ้านร้างกลางฟยอร์ด สัมผัสบรรยากาศเงียบสงบและชมมัมมี่ Qilakitsoq อายุ 500 ปีที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
  • บินต่อสู่ Ilulissat เมืองภูเขาน้ำแข็ง ล่องเรือชมวาฬและภูเขาน้ำแข็งยักษ์
  • ล่องเรือชมธารน้ำแข็ง Eqi Sermia และ Ilulissat Icefjord มรดกโลก ช่วงแสงเย็นน้ำแข็งเปลี่ยนสีสวยงาม
  • เดินเทรล Blue Trail เลียบ Icefjord ชมวิวภูเขาน้ำแข็งและทุ่งทุนดรา
  • ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นใน Ilulissat ก่อนบินกลับโคเปนเฮเกนและกรุงเทพฯ ทริปนี้เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความทรงจำที่ไม่ลืม
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ → โคเปนเฮเกน
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน → Nuuk
ต่อเครื่องสู่เมืองหลวงกรีนแลนด์ เที่ยว Old Colonial Harbour ถ่ายรูป Hans Egede Statue และชม Nuuk Cathedral

วันที่ 3: Nuuk – Kangeq
ล่องเรือสู่หมู่บ้านร้าง Kangeq ชมร่องรอยอดีต และเข้าชม Greenland National Museum ดู Qilakitsoq Mummies

วันที่ 4: Nuuk → Ilulissat
บินสู่ Ilulissat ชมเมือง แวะ Zion Church และ Ilulissat Art Museum ก่อนล่องเรือชมวาฬท่ามกลางภูเขาน้ำแข็ง

วันที่ 5: Ilulissat – Eqi Sermia – Icefjord
ล่องเรือสู่ธารน้ำแข็ง Eqi Sermia ชมปรากฏการณ์น้ำแข็งถล่ม และล่องเรือชม Ilulissat Icefjord ยามเย็น

วันที่ 6: Ilulissat
เดินเทรล Blue Trail เต็มวัน ชมวิว Icefjord และภูเขาน้ำแข็งตระการตาตลอดเส้นทาง

วันที่ 7: Ilulissat → โคเปนเฮเกน
อิสระช่วงเช้า ก่อนเดินทางกลับโคเปนเฮเกน และเข้าที่พักพักผ่อน

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน → กรุงเทพฯ
อิสระช่วงเช้า ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับประเทศไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากแดนขั้วโลก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน
ออกเดินทางจาก กรุงเทพฯ สู่กรุง โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–18 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาแวะต่อเครื่อง เป็นวันเริ่มต้นของทริปสแกนดิเนเวียเพื่อเชื่อมต่อสู่ กรีนแลนด์

ที่พัก: พักบนเครื่อง / ตามเที่ยวบิน


Day 2: โคเปนเฮเกน – Nuuk
เดินทางถึง โคเปนเฮเกน แล้วต่อเครื่องบินสู่เมือง Nuuk เมืองหลวงของ กรีนแลนด์ ใช้เวลาบินประมาณ 4.5–5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองหลวงที่อยู่ใกล้เขตอาร์กติกมากที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชาวกรีนแลนด์

เที่ยวชม Old Colonial Harbour ท่าเรือเก่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองในยุคอาณานิคมเดนมาร์ก รายล้อมด้วยบ้านไม้หลากสีแบบดั้งเดิม
แวะถ่ายรูปกับ Hans Egede Statue มิชชันนารีชาวนอร์เวย์-เดนมาร์กผู้ก่อตั้งนิคม Nuuk ในปี 1728
ชม Nuuk Cathedral หรือโบสถ์สีแดง สัญลักษณ์สำคัญของเมือง สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเรียบง่ายแบบลูเธอรัน

ที่พัก: Nuuk


Day 3: Kangeq – Greenland National Museum
นั่งเรือลัดเลาะฟยอร์ดจาก Nuuk สู่ Kangeq ใช้เวลาประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง หมู่บ้านประมงเก่าที่ถูกทิ้งร้าง บริเวณนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะเป็นพื้นที่ที่ Hans Egede เดินทางมาถึง กรีนแลนด์ ครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18
เดินชมซากบ้านไม้เก่าและบรรยากาศเงียบสงบของชุมชนริมทะเลอาร์กติก เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอินูอิต

กลับเข้าเมืองและเข้าชม Greenland National Museum พิพิธภัณฑ์สำคัญที่สุดของประเทศ จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดีของชาวกรีนแลนด์
ไฮไลต์คือ Qilakitsoq Mummies มัมมี่หญิงและเด็กชาวอินูอิตอายุกว่า 500 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในอาร์กติก และช่วยให้เข้าใจการแต่งกาย ความเชื่อ และชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต

ที่พัก: Nuuk


Day 4: Nuuk – Ilulissat
เดินทางโดยเครื่องบินจาก Nuuk สู่เมือง Ilulissat ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ไหลออกมาจากธารน้ำแข็ง Sermeq Kujalleq

เที่ยวชมตัวเมือง Ilulissat เมืองเล็กริมอ่าวที่มีบ้านสีสดตัดกับภูมิประเทศน้ำแข็ง
แวะชม Zion Church โบสถ์ไม้สีน้ำตาลแดงริมอ่าว สร้างขึ้นในปี 1779 ถือเป็นหนึ่งในอาคารเก่าแก่และเป็นภาพจำของเมือง
เข้าชม Ilulissat Art Museum ซึ่งตั้งอยู่ในบ้านเดิมของ Knud Rasmussen นักสำรวจขั้วโลกผู้มีชื่อเสียง และจัดแสดงศิลปะที่สะท้อนชีวิตและธรรมชาติของกรีนแลนด์

ช่วงเย็นล่องเรือ Whale Watching ออกสู่ทะเลใกล้เมือง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อตามหา วาฬหลังค่อม และ วาฬมิงค์ ซึ่งมักปรากฏตัวในช่วงฤดูร้อนท่ามกลางฉากหลังของภูเขาน้ำแข็ง

ที่พัก: Ilulissat


Day 5: Eqi Sermia Glacier – Ilulissat Icefjord
ออกเดินทางล่องเรือเต็มวันสู่ Eqi Sermia Glacier ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 3–5 ชั่วโมงต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและชนิดเรือ ธารน้ำแข็งแห่งนี้มีชื่อเสียงจากปรากฏการณ์ calving หรือการแตกถล่มของผืนน้ำแข็งลงสู่ทะเล เสียงแตกดังสนั่นเป็นหนึ่งในภาพธรรมชาติที่น่าประทับใจที่สุดของกรีนแลนด์

ช่วงบ่ายหรือเย็น ล่องเรือชม Ilulissat Icefjord อย่างใกล้ชิด เขตฟยอร์ดน้ำแข็งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก เพราะเป็นพื้นที่ที่ธารน้ำแข็งผลิตภูเขาน้ำแข็งจำนวนมหาศาลตลอดปี
จุดเด่นคือภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์รูปร่างแปลกตาที่ลอยเต็มผืนน้ำ โดยเฉพาะช่วงแสงเย็นที่ผิวน้ำแข็งจะสะท้อนสีทองสวยงามมาก

ที่พัก: Ilulissat


Day 6: Blue Trail Trekking
เดินเทรลเส้นทาง Blue Trail แบบเต็มวัน ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 3–5 ชั่วโมง ตามจังหวะการเดินและเวลาหยุดชมวิว เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่สวยที่สุดของ Ilulissat

ระหว่างทางจะได้ชมวิวชายฝั่งของ Icefjord ทุ่งทุนดรา เนินหิน และภูเขาน้ำแข็งที่อัดแน่นอยู่ในปากอ่าว เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสภูมิประเทศอาร์กติกอย่างใกล้ชิด
ความสำคัญของพื้นที่นี้อยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบธารน้ำแข็งที่เคลื่อนตัวเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสะท้อนพลังของธรรมชาติในเขตขั้วโลกได้อย่างชัดเจน

ที่พัก: Ilulissat


Day 7: Ilulissat – โคเปนเฮเกน
ช่วงเช้าอิสระเก็บภาพบรรยากาศสุดท้ายของเมืองน้ำแข็ง ก่อนเดินทางสู่สนามบิน
บินจาก Ilulissat กลับ โคเปนเฮเกน โดยใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 6–8 ชั่วโมง และมักมีการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทาง เป็นวันสำหรับอำลาดินแดนอาร์กติกและกลับเข้าสู่เมืองหลวงของเดนมาร์ก

ที่พัก: โคเปนเฮเกน


Day 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ
ช่วงเช้าอิสระสำหรับพักผ่อนหรือเลือกซื้อของฝากใน โคเปนเฮเกน ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับ กรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–18 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเที่ยวบินและเวลาเปลี่ยนเครื่อง

ที่พัก: พักบนเครื่อง / ตามเที่ยวบิน


Day 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจาก กรีนแลนด์ ดินแดนแห่งฟยอร์ด ภูเขาน้ำแข็ง และประวัติศาสตร์ของชาวอินูอิต

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic Trip-Hightlight

นอร์เวย์ โลโฟเทน ฟลอม

นอร์เวย์ โลโฟเทน ฟลอม
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Henningsvær – เวนิสแห่งโลโฟเทน
    หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยทะเลและภูเขา ไฮไลท์คือสนามฟุตบอลกลางวิวสุดอลังการที่หลายคนยกให้สวยที่สุดในโลก เป็นมุมที่ทำให้รู้สึกว่าโลโฟเทนมีเสน่ห์เกินคำบรรยาย
  • Uttakleiv / Haukland / Ramberg Beach – หาดสวยละมุนของนอร์เวย์
    หาดทรายขาวอมชมพู ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใสและฉากหลังเป็นภูเขา บรรยากาศสงบ สวยแบบนุ่มลึก เหมาะกับการเดินเล่นช้าๆ และเก็บภาพธรรมชาติที่ดูเหมือนหลุดจากโปสการ์ด
  • Reine & Sakrisøy – ภาพจำที่สวยที่สุดของโลโฟเทน
    หมู่บ้านชาวประมงสีแดงสดกลางอ้อมกอดของฟยอร์ดและขุนเขา พร้อมบ้านสีเหลืองมัสตาร์ดสุดไอคอนิกที่ Sakrisøy เป็นจุดที่ใครมาโลโฟเทนก็ต้องอยากเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง
  • Nusfjord – หมู่บ้านชาวประมงโบราณที่เหมือนเวลาหยุดเดิน
    เสน่ห์ของที่นี่อยู่ที่ความเรียบง่ายและดั้งเดิม บ้านไม้ ท่าเรือ และเรื่องราววิถีชีวิตชาวประมงที่ยังคงกลิ่นอายอดีตไว้อย่างสมบูรณ์ เดินแล้วให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวาแบบนอร์เวย์แท้ๆ
  • Flåm Railway & Stegastein – เส้นทางวิวฟยอร์ดที่ต้องไปสักครั้ง
    นั่งรถไฟสายโรแมนติกผ่านหุบเขา น้ำตก และธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ ก่อนขึ้นไปยืนบนจุดชมวิว Stegastein ที่ยื่นออกไปเหนือฟยอร์ด เป็นโมเมนต์ที่ทั้งตื่นเต้นและเงียบงามในเวลาเดียวกัน
  • Nærøyfjord & Bergen – ปิดท้ายด้วยฟยอร์ดระดับโลกและเมืองน่ารักริมทะเล
    ล่องเรือชม Nærøyfjord ฟยอร์ดมรดกโลก UNESCO ที่แคบ งดงาม และเต็มไปด้วยพลังของธรรมชาติ แล้วค่อยไปซึมซับเสน่ห์เมืองเบอร์เกนกับท่าเรือไม้สีสด Bryggen Wharf ที่ทั้งคลาสสิก อบอุ่น และมีชีวิตชีวาแบบเมืองยุโรปเหนือ


สรุปแผนเดินทาง

Day 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิช่วงค่ำ เตรียมตัวออกเดินทางสู่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยสายการบิน Thai Airways

Day 2: ออสโล – สโวลแวร์

เดินทางถึงกรุงออสโล ก่อนต่อเที่ยวบินภายในประเทศสู่เมือง สโวลแวร์ (Svolvær) เมืองศูนย์กลางของหมู่เกาะโลโฟเทน

ชมวิวภูเขา The Goat แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พร้อมสัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตชาวประมงอันเรียบง่าย

Day 3: สโวลแวร์ – Henningsvær – Uttakleiv – Haukland – Ramberg – Hamnøy

ออกเดินทางเที่ยวชมเส้นทางธรรมชาติอันงดงามของโลโฟเทน

แวะหมู่บ้านชาวประมง Henningsvær ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ก่อนเดินทางต่อสู่ชายหาดชื่อดังอย่าง Uttakleiv Beach และ Haukland Beach

ชมวิวทะเล ภูเขา และหาดทรายสีขาวอมชมพู ก่อนเดินทางต่อผ่าน Ramberg สู่หมู่บ้าน Hamnøy หนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยมของโลโฟเทน

Day 4: Hamnøy – Reine – Å – Sakrisøy – Fredvang – Nusfjord – สโวลแวร์

เจาะลึกหมู่บ้านไฮไลต์ของหมู่เกาะโลโฟเทน เริ่มจาก Reine หมู่บ้านริมฟยอร์ดที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูง

เดินทางต่อสู่หมู่บ้าน Å หมู่บ้านปลายสุดของเส้นทางโลโฟเทน แวะชมบรรยากาศสีสันสดใสของ Sakrisøy และเส้นทางวิวสวยบริเวณ Fredvang

ก่อนปิดท้ายที่ Nusfjord หมู่บ้านชาวประมงโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงาม แล้วเดินทางกลับสู่สโวลแวร์

Day 5: สโวลแวร์ – เบอร์เกน – วอสส์

เดินทางจากโลโฟเทนสู่เมือง เบอร์เกน (Bergen) เมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันตกของนอร์เวย์

จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง วอสส์ (Voss) เมืองตากอากาศท่ามกลางภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติอันเงียบสงบ

Day 6: วอสส์ – Flåm – Stegastein – Nærøyfjord – Tvindefossen – วอสส์

สัมผัสหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวที่งดงามที่สุดของนอร์เวย์

นั่งรถไฟสายโรแมนติกสู่เมือง Flåm ชมวิวหุบเขาและธรรมชาติระหว่างทาง

เดินทางสู่จุดชมวิว Stegastein Viewpoint เพื่อชมทัศนียภาพฟยอร์ดจากมุมสูง

จากนั้นล่องเรือชม Nærøyfjord ฟยอร์ดมรดกโลกที่มีชื่อเสียง ก่อนแวะชมน้ำตก Tvindefossen และเดินทางกลับสู่เมืองวอสส์

Day 7: วอสส์ – เบอร์เกน

เดินทางกลับสู่เมืองเบอร์เกน เที่ยวชมย่านประวัติศาสตร์ Bryggen Wharf อาคารไม้สีสันสดใสริมท่าเรืออันเป็นเอกลักษณ์

ขึ้นรถรางสู่ยอดเขา Fløyen เพื่อชมวิวเมืองเบอร์เกนจากมุมสูง

จากนั้นอิสระเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย

Day 8: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเมืองเบอร์เกน เพื่อบินกลับมายังกรุงออสโล

จากนั้นเตรียมตัวออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways

Day 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากทริปนอร์เวย์อันงดงาม ทั้งหมู่เกาะโลโฟเทน เมืองริมฟยอร์ด และธรรมชาติระดับโลกของนอร์เวย์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 03 Europe Hits

อิตาลี โดโลไมท์ เทรค

อิตาลี โดโลไมท์ เทรคกิ้ง
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Alpe di Siusi: ทิ้งตัวลงบนทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ปล่อยใจให้สงบไปกับวิวภูเขาที่โอบล้อมเราไว้
  • Seceda: นั่งกระเช้าขึ้นไปตื่นตากับหน้าผาหินหยักสุดอลังการที่สวยแปลกตาเหมือนหลุดไปในโลกแห่งความฝัน
  • Lago di Sorapis: เดินเทรคเข้าไปค้นพบทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา คุ้มค่าเหนื่อยทุกก้าวเดิน
  • Lago di Braies: ซึมซับความเงียบสงบยามเช้า ชมเงาสะท้อนของภูเขาบนผิวน้ำใสราวกับกระจกที่ทะเลสาบสุดโรแมนติก
  • Tre Cime & Cadini di Misurina: นอนกระท่อมบนเขาเพื่อตื่นมาดูแสงแรกอาบยอดเขาสามยอด และเดินไปจุดชมวิวที่ยิ่งใหญ่จนลืมหายใจ
  • Forestis Dolomites: ให้รางวัลตัวเองด้วยการพักผ่อนขั้นสุด แช่สปาฮีลใจท่ามกลางวิวป่าสนและภูเขาที่เงียบสงบอย่างแท้จริง
แผนการเดินทางโดยย่อ

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เพื่อเริ่มทริปโดโลไมท์ โดยมิวนิคเป็นเมืองหลักที่เดินทางสะดวกและเหมาะสำหรับรับรถเช่าเพื่อขับต่อเข้าภูเขา

วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena

ช่วงเช้าขับรถลงใต้แวะเมือง Innsbruck เมืองเก่าสวยกลางหุบเขาแอลป์ เด่นด้วยย่าน Old Town และหลังคาทองคำ Golden Roof ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ
ช่วงบ่ายเดินทางต่อเข้าสู่ Val Gardena หนึ่งในฐานพักยอดนิยมของโดโลไมท์ บรรยากาศเป็นหมู่บ้านอัลไพน์สวยสงบ รายล้อมด้วยภูเขา
ช่วงเย็นเข้าพักใน Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อเตรียมเที่ยวโซนนี้ในวันถัดไป

วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes

ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าจาก Ortisei ไป Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นเรื่องวิวภูเขาเปิดกว้าง เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายภาพบรรยากาศโดโลไมท์แบบคลาสสิก
ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes จุดเด่นคือวิวโบสถ์ St. Magdalena ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและฉากหลังเป็นแนวเขาสุดสวย โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่แสงจะนุ่มและถ่ายรูปสวยมาก
พักในย่าน Ortisei / Val Gardena

วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo

ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าสู่ Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่มีหน้าผาหยักเป็นเอกลักษณ์ และเป็นภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก
ช่วงบ่ายขับรถผ่าน Sella Pass ไป Passo Pordoi เพื่อเดินเส้นทาง Viel del Pan ซึ่งเป็นเทรควิวสวย เดินไม่ยากมาก และมองเห็น Marmolada รวมถึงทะเลสาบ Fedaia ได้อย่างชัดเจน
ช่วงเย็นเดินทางต่อเข้าเมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์
พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Lago di Sorapis

ใช้เวลาทั้งวันเดินเทรคไป-กลับ Lago di Sorapis ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ เสน่ห์อยู่ที่สีน้ำซึ่งตัดกับภูเขาหินรอบด้านอย่างสวยมาก
ช่วงเย็นกลับมาพักผ่อนและทานอาหารในเมือง Cortina
พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime

ช่วงเช้าแวะ Lago di Braies ทะเลสาบชื่อดังที่มีผิวน้ำสะท้อนภูเขาและเรือนไม้ริมทะเลสาบ เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม โดยช่วงเช้าจะบรรยากาศสงบและคนยังไม่มาก
ช่วงบ่ายขับรถไป Rifugio Auronzo แล้วเริ่มเดินเข้าสู่ที่พักบนเขาแถว Tre Cime เช่นบริเวณใกล้ Rifugio Locatelli เพื่อสัมผัสบรรยากาศภูเขาแบบเต็มอารมณ์
ช่วงเย็นชมแสงพระอาทิตย์ตกบริเวณ Tre Cime ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ที่โด่งดังที่สุดของโดโลไมท์

วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites

ช่วงเช้าชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime และเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสันเขาแหลมเรียงตัวสวยแปลกตา เป็นอีกมุมถ่ายรูปไฮไลต์ของทริป
ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ที่พักหรูท่ามกลางป่าสนและวิวภูเขา เหมาะกับการพักฟื้นร่างกายหลังเที่ยวหนักหลายวัน
ช่วงเย็นเช็คอินและใช้เวลากับสปา อาหาร และบรรยากาศเงียบสงบของรีสอร์ต

วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich

ช่วงเช้าใช้เวลาพักผ่อนที่ Forestis ให้เต็มที่ พร้อมดื่มด่ำกับวิวและบรรยากาศของที่พัก
ช่วงบ่ายขับรถเข้าออสเตรีย แวะ Salzburg เมืองบาโรกสวยคลาสสิก เด่นด้วยย่านเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศโรแมนติก เดินเล่นสั้นๆ 2-3 ชั่วโมงกำลังดี
ช่วงเย็นขับรถกลับมิวนิคและเข้าพักในตัวเมือง

วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ

ช่วงเช้าเที่ยวมิวนิคแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ซึ่งเป็นจัตุรัสใจกลางเมือง รายล้อมด้วยอาคารเก่า ร้านค้า และคาเฟ่ เหมาะสำหรับซื้อของฝากหรือใช้เวลาส่งท้ายทริป
ช่วงบ่ายเดินทางไปสนามบินมิวนิคเพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติของโดโลไมต์ เมืองเล็กกลางหุบเขา และช่วงเวลาพักผ่อนที่ครบทั้งวิวสวยและความสบาย

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📋 เงื่อนไขการยกเลิก

  • ยกเลิกก่อน 30 วัน → คืนมัดจำ (หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง)
  • ยกเลิกก่อน 15-29 วัน → ยึดเงิน 50% / ส่วนที่เหลือหักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกน้อยกว่า 15 วัน → ไม่คืนเงินทั้งหมด

📞 สนใจจองทริป ติดต่อ

จัดทริปในนาม

บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811

ตัวอย่างโรงแรม
สำหรับคบชอบอ่าน

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค – เริ่มต้นการเดินทางสู่ประตูแห่งแอลป์ยุโรปกลาง

การเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สู่มิวนิค เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่เปรียบเหมือนประตูสู่อัลป์ฝั่งยุโรปกลาง หลายคนเลือกเริ่มทริปโดโลไมท์ที่นี่เพราะไฟลต์สะดวก เมืองมีความพร้อม และเหมาะมากสำหรับรับรถเช่าแล้วค่อยๆ ขับไล่ระดับจากเมืองใหญ่เข้าสู่ภูเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ระยะเวลาบินรวมโดยมากอยู่ราว 13–16 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาแวะเปลี่ยนเครื่อง

คืนแรกอาจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกตื่นเต้นเงียบๆ ว่าพรุ่งนี้เป็นต้นไป วิวบนโปสการ์ดที่เคยเห็นกำลังจะกลายเป็นภาพตรงหน้า

วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena – ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทิโรลและมุ่งสู่โลกโดโลไมท์

เช้าวันนี้เป็นเหมือนบทเปิดของการเดินทางแบบ slow travel อย่างแท้จริง จากมิวนิคขับรถสู่ Innsbruck ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองเล็กกลางหุบเขาในแคว้นทิโรลของออสเตรียที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งภูเขาที่โอบล้อมและย่านเมืองเก่าที่ยังคงกลิ่นอายยุโรปคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างงดงาม

ใจกลางเมืองมีแลนด์มาร์กสำคัญคือ Golden Roof หรือหลังคาทองคำ อาคารระเบียงราชสำนักที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 หลังคาทำจากแผ่นทองแดงเคลือบทองราว 2,600 แผ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้ทอดพระเนตรงานพิธีและการแสดงด้านล่าง เป็นจุดเล็กๆ ที่เก็บเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุโรปไว้ได้อย่างสง่างาม

ช่วงบ่ายเดินทางต่อจาก Innsbruck เข้า Val Gardena ใช้เวลาราว 2.5–3 ชั่วโมง เส้นทางค่อยๆ พาเข้าสู่โลกของโดโลไมท์ ภูเขาหินปูนสีซีดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ทั้งแปลกตาและงดงามจนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเทือกเขาอื่นในยุโรป ค่ำนี้เข้าพักที่ Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง หมู่บ้านเล็กที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ และเป็นฐานพักที่ดีมากสำหรับสำรวจโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก

วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes – ทอดน่องทุ่งหญ้าอัลไพน์และชมโบสถ์งามใต้แนวเขา Odle

เช้านี้เริ่มแบบไม่เร่งรีบ ขึ้นกระเช้าจาก Ortisei สู่ Alpe di Siusi ใช้เวลาขึ้นไม่นาน ราว 15–20 นาที แต่ภาพที่เปิดออกเบื้องหน้ากลับกว้างใหญ่เกินคาด ที่นี่คือทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป จุดเด่นไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นความนิ่ง สงบ และเส้นสายของภูเขาที่ทอดตัวอยู่ไกลๆ แบบที่ยิ่งมองยิ่งเพลิน

พื้นที่แห่งนี้ผูกพันกับวิถีชีวิตบนภูเขามายาวนาน ในฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า กระท่อมไม้ และระฆังวัวที่ดังแผ่วๆ เป็นจังหวะของชนบทอัลไพน์แท้ๆ ความสวยของ Alpe di Siusi จึงไม่ใช่แค่เรื่องวิว แต่เป็นอารมณ์ของการได้อยู่กับภูเขาอย่างช้าๆ

ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ที่นี่โด่งดังจากวิวโบสถ์ St. Magdalena โบสถ์เล็กกลางทุ่งหญ้าที่มีฉากหลังเป็นแนวเขา Odle แบบที่ใครเห็นก็มักจำได้ทันที มีตำนานท้องถิ่นและเรื่องเล่าทางศาสนาผูกพันกับหุบเขาแห่งนี้อยู่มาก ทำให้บรรยากาศไม่ใช่แค่สวย แต่ยังให้ความรู้สึกสงบลึกและเก่าแก่ แสงช่วงบ่ายแก่ๆ มักทำให้ทั้งทุ่งหญ้าและผนังภูเขาดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ เป็นหนึ่งในมุมที่ถ่ายภาพออกมาสวยที่สุดของทริป

คืนนี้พักต่อในย่าน Ortisei / Val Gardena

วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo – ตื่นตาสันเขาหยักคมและเทรคกิ้งชมวิวราชินีแห่งโดโลไมท์

เช้าวันนี้ขึ้นกระเช้าสู่ Seceda ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้เป็นเหมือนภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก ด้วยแนวสันเขาหยักคมที่ดูราวกับประติมากรรมธรรมชาติ ความน่าสนใจของโดโลไมท์อยู่ตรงชั้นหินปูนและหินตะกอนที่ก่อตัวจากทะเลโบราณเมื่อหลายล้านปีก่อน จึงไม่น่าแปลกที่ภูเขาแถบนี้จะมีรูปร่างโดดเด่นราวกับโลกอีกใบ

จากนั้นขับรถผ่าน Sella Pass ไปยัง Passo Pordoi ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง เส้นทางคดเคี้ยวแต่สวยมาก เป็น…ถนนภูเขาที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ช่วงบ่ายเดินเทรคเส้น Viel del Pan เส้นทางนี้ไม่ยากมาก ใช้เวลาเดินประมาณ 2–3 ชั่วโมงแบบสบายๆ จุดเด่นคือวิวเปิดกว้าง เห็น Marmolada ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโดโลไมท์ และทะเลสาบ Fedaia อยู่เบื้องล่าง

Marmolada ยังถูกเรียกว่า “ราชินีแห่งโดโลไมท์” และมีความสำคัญทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เพราะบริเวณนี้เคยเป็นแนวรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ร่องรอยอดีตยังคงกระจายอยู่ทั่วภูเขาแถบนี้อย่างเงียบงัน

เย็นแล้วเดินทางต่อเข้า Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมืองรีสอร์ตชื่อดังที่มีเสน่ห์หรูหราแต่ไม่ห่างเหิน รายล้อมด้วยยอดเขาสวยทุกทิศทาง และมีประวัติเป็นเมืองพักผ่อนของชนชั้นสูงยุโรปมายาวนาน

พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Lago di Sorapis – ดื่มด่ำความมหัศจรรย์ของทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ลับตาคน

วันนี้ให้ทั้งวันกับ Lago di Sorapis หนึ่งในทะเลสาบที่สวยและมีเอกลักษณ์ที่สุดของโดโลไมท์ จุดเริ่มเดินจากบริเวณ Passo Tre Croci ใช้เวลาขับรถจาก Cortina เพียงประมาณ 20 นาที จากนั้นเดินเทรคไป-กลับรวมราว 4–5 ชั่วโมง แล้วแต่จังหวะการเดิน

ความพิเศษของทะเลสาบแห่งนี้คือสีน้ำฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่เกือบดูไม่จริง เกิดจากแร่ธาตุละเอียดจากธารน้ำแข็งที่สะท้อนแสงออกมาเป็นสีอ่อนนุ่มตัดกับหน้าผาหินสีเทาอย่างน่าทึ่ง ตลอดทางเดินจะมีทั้งทางแคบ ชายผา และเชือกช่วยจับบางช่วง จึงเป็นเส้นที่ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร แต่ไม่ถึงกับหนักสำหรับคนที่มีสภาพร่างกายพร้อม

เมื่อไปถึงทะเลสาบ ความเหนื่อยจะค่อยๆ หายไปเอง นี่ไม่ใช่แค่จุดเช็กอิน แต่เป็นปลายทางที่ทำให้เราอยากนั่งเงียบๆ มองสีของน้ำให้นานที่สุด ค่ำแล้วกลับมาใช้เวลาใน Cortina เดินเล่น ทานอาหาร และปล่อยให้เมืองภูเขาแห่งนี้ช่วยชะลอจังหวะของวันลงอีกนิด

พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime – ส่องกระจกเงาธรรมชาติและค้างคืนรับความสงบใต้สามยอดเขาหิน

เช้าออกเดินทางจาก Cortina ไป Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อภาษาเยอรมันว่า Pragser Wildsee และเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี ด้วยผิวน้ำที่นิ่งเหมือนกระจก เรือไม้ริมฝั่ง และแนวเขาที่โอบล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุดเพราะแสงนุ่ม คนยังไม่มาก และบรรยากาศสงบเป็นพิเศษ

ในตำนานพื้นบ้านแถบลาดิน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาณาจักรใต้ภูเขาและประตูสู่โลกเร้นลับ ทำให้ภูมิประเทศของโดโลไมท์หลายแห่งรวมถึงทะเลสาบนี้ยิ่งมีเสน่ห์แบบกึ่งจริงกึ่งนิยาย

ช่วงบ่ายขับรถต่อไปยัง Rifugio Auronzo ใช้เวลาจาก Lago di Braies ประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง จากนั้นเริ่มเดินเข้าสู่โซน Tre Cime ระยะทางและเวลาขึ้นอยู่กับที่พักบนเขา แต่หากไปแถว Rifugio Locatelli โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1.5–2.5 ชั่วโมง

Tre Cime di Lavaredo คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโดโลไมท์ ยอดหินสามยอดที่ตั้งเด่นกลางภูมิประเทศโล่งกว้าง ทำให้ที่นี่ดูสง่างามทั้งตอนกลางวันและยามแสงเย็น หลายคนจดจำโดโลไมท์ผ่านภาพของที่นี่โดยไม่รู้ตัว การได้ค้างคืนบนเขาจึงเป็นประสบการณ์ที่ต่างจากการมาเช้าเย็นกลับอย่างสิ้นเชิง เพราะทันทีที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทยอยลงเขา ความเงียบและแสงสุดท้ายจะทำให้ภูเขาทั้งผืนดูขลังขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites – ชมแสงอัลไพน์ยามเช้า ท่องคลื่นศิลา และพักผ่อนกลางป่าลึก

เช้ามืดตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime ช่วงเวลานี้คือรางวัลของการนอนบนเขา แสงแรกจะค่อยๆ แตะหน้าผาหินให้เปลี่ยนสีทีละน้อย เกิดเป็นปรากฏการณ์ alpenglow หรือแสงอัลไพน์ที่ทำให้ยอดเขาดูอมชมพูและทองอย่างนุ่มลึก

จากนั้นเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30–45 นาทีจากบริเวณใกล้ Rifugio Auronzo มุมนี้โดดเด่นด้วยสันเขาแหลมเรียงซ้อนกันอย่างแปลกตา ราวกับคลื่นหินที่หยุดเวลาไว้ เป็นหนึ่งในวิวที่ทั้งดิบ สวย และมีมิติที่สุดของทริป

ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนบนเนินสูง ให้บรรยากาศเงียบ สงบ และค่อนข้างแยกตัวออกจากความคึกคัก เป็นช่วงเวลาที่ดีในการพักร่างหลังจากหลายวันที่อยู่กับการขับรถ เดินเขา และตื่นเช้าเย็น

Forestis เองมีแนวคิดเรื่องการพักผ่อนที่ผูกกับธรรมชาติอัลไพน์ ทั้งอากาศ ป่า น้ำ และความเงียบ จึงเหมาะมากกับการปิดท้ายช่วงภูเขาแบบนุ่มนวล ใช้เวลากับสปา อาหารดีๆ และวิวที่ไม่จำเป็นต้องออกไปตามหา

วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich – ผ่อนคลายร่างกาย แวะชมเมืองโมสาร์ท และมุ่งหน้ากลับสู่มิวนิค

เช้าวันนี้ปล่อยเวลาให้ไหลไปช้าๆ อยู่กับที่พักให้เต็มที่ ก่อนออกเดินทางช่วงสายหรือบ่ายไป Salzburg ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่โรแมนติกที่สุดของออสเตรีย เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก โดม โบสถ์ และตรอกเก่าอันสง่างาม อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดของ Wolfgang Amadeus Mozart ทำให้ทั้งเมืองมีมิติทางศิลปะและดนตรีแทรกอยู่ในบรรยากาศอย่างแนบเนียน

เดินเล่นในย่านเมืองเก่าสัก 2–3 ชั่วโมงก็เพียงพอให้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองได้พอดี ไม่เร่ง ไม่แน่นจนเกินไป จากนั้นช่วงเย็นขับรถต่อกลับมิวนิค ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เข้าพักในตัวเมือง เป็นคืนสุดท้ายที่อารมณ์ของการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากการค้นพบ เป็นการค่อยๆ ทบทวนสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทาง

วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ – เดินทอดน่องจัตุรัสกลางเมืองหลวงบาวาเรียและเดินทางสู่สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายในยุโรป ใช้เวลาแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ใจกลางเมืองมิวนิค จัตุรัสแห่งนี้เป็นเหมือนหัวใจของเมือง รายล้อมด้วยอาคารประวัติศาสตร์ ร้านค้า คาเฟ่ และจังหวะชีวิตของผู้คน ความสวยของมิวนิคอาจไม่ใช่แบบดิบเถื่อนเหมือนภูเขา But เป็นความงามที่มีระเบียบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวา

จากตัวเมืองไปสนามบินมิวนิคใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที ควรเผื่อเวลาคืนรถเช่าและเช็กอินก่อนเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ ช่วงเวลาระหว่างนั่งมองเครื่องบินทะยานขึ้น อาจเป็นตอนที่ภาพภูเขา ทะเลสาบ และถนนคดเคี้ยวในโดโลไมท์ไหลย้อนกลับมาเงียบๆ อีกครั้ง

วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมความทรงจำแสนตราตรึง

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ปิดทริปที่ไม่ได้มีเพียงวิวสวยระดับโปสการ์ด แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของภูเขาเก่าแก่ เมืองเล็กกลางหุบเขา และจังหวะการเดินทางที่ไม่เร่งรีบเกินไป โดโลไมท์เป็นปลายทางที่ไม่ได้ชนะใจคนด้วยความหวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่ชนะด้วยบรรยากาศ ด้วยแสงที่เปลี่ยนไปในแต่ละชั่วโมง และด้วยความรู้สึกว่าเราค่อยๆ ได้กลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริงอีกครั้ง

Categories
Trip-Hightlight 12 China

ทัวร์เขาไกรลาส โคราเทรค

เขาไกรลาส จุดหมายแห่งศรัทธา (11 วัน มีเทรครอบเขา)
ไฮไลท์และรูปแบบทริป

ลาซา • ยัมดร็อก • Everest Base Camp • มานาสโรวาร์ • เขาไคลาส • อาณาจักรกู่เก้อ

  • บินข้ามเทือกเขาหิมะสู่ ลาซา เมืองที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,600 เมตร แค่ก้าวแรกก็รู้สึกได้ว่าโลกใบนี้ต่างออกไป
  • ยืนตรงหน้าพระราชวัง โปตาลา สัมผัสความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีภาพถ่ายไหนถ่ายทอดได้ครบ แล้วเดินทักษิณาวัตรที่ถนนแปดเหลี่ยม ท่ามกลางชาวทิเบตที่หมุนกงล้อสวดมนต์ไปตลอดทาง
  • ทะเลสาบยัมดร็อก สีเทอร์ควอยซ์ที่ตัดกับยอดหิมะ หนึ่งในวิวที่สวยที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิต
  • ธารน้ำแข็งกาโรลา และ เจดีย์คุมบุม ที่ชิกาเซ่ สองสิ่งที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่กิโลเมตร แต่ทำให้หัวใจหยุดนิ่งได้พร้อมกัน
  • วัดตาชิหลุนโป และ วัดซากยา บทเรียนประวัติศาสตร์ทิเบตที่ไม่มีในหนังสือเรียนเล่มไหน
  • Everest Base Camp ยืนอยู่ตรงนั้น มองยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกแบบพาโนรามา ความรู้สึกมันเกินคำบรรยาย
  • ทะเลสาบมานาสโรวาร์ ทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก นั่งเงียบ ๆ ริมน้ำ แล้วรู้สึกว่าจิตใจมันล้างสะอาดจริง ๆ
  • เดินเท้า 3 วันรอบเขาไคลาส (Kora) ข้ามช่องเขา ดอลมา-ลา ทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ทุกก้าวคือประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม
  • อาณาจักรกู่เก้อ นครถ้ำสีทองกลางหุบเขาดิน ดินแดนที่เคยรุ่งเรืองแล้วหายไป รู้สึกเหมือนได้ค้นพบความลับที่โลกลืมไปแล้ว

การเดินทาง

  • เราจะเดินทางด้วยรถ SUV หรือ Minibus ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกทริป
  • โรงแรมระหว่างทาง เมืองใหญ่จะเป็นระดับ 4 ดาว ส่วนช่วงเส้นทางเทรคจะเป็นโรงเตี้ยมเล็ก ๆ พอให้ซุกหัวนอน
  • สายการบิน ใช้บริการ China Eastern Airlines บินไปยังเมืองลาซา โดยมีการเปลี่ยนเครื่องที่ คุนหมิง ทั้งขาไปและขากลับ และมีบินภายในเส้นทาง อารี – ลาซา จำนวน 1 ขา

การเดินเทรค

การเดินเทรคเส้นทางในทิเบตจากลาซาสู่ไกรลาสและอาณาจักรกู่เก้อ เป็นการผจญภัยที่ท้าทายและน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการเดินเทรคในระดับความสูงสูงเช่นนี้ จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวทั้งร่างกายและอุปกรณ์อย่างละเอียด เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากได้

สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ลาซา

บินสู่เมือง ลาซา โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ คุนหมิง
เดินทางถึงลาซา เมืองศักดิ์สิทธิ์บนที่สูงของทิเบต จากนั้นพักผ่อนเพื่อปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับระดับความสูง และเตรียมตัวสำหรับการเดินทางในวันถัดไป

วันที่ 2: ลาซา

เที่ยวชม พระราชวังโปตาลา สัญลักษณ์สำคัญของทิเบต และอดีตที่ประทับขององค์ดาไลลามะ
จากนั้นสักการะ วัดโจคัง วัดศักดิ์สิทธิ์ใจกลางเมืองเก่าลาซา ก่อนเดินเล่นบน ถนนแปดเหลี่ยม หรือ Barkhor Street เส้นทางแสวงบุญที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมทิเบต

วันที่ 3: ลาซา – ชิกาเซ่

ออกเดินทางสู่เมือง ชิกาเซ่ ระหว่างทางชม ทะเลสาบยัมดร็อก ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์สีเทอร์ควอยซ์ที่โอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ
แวะชม ธารน้ำแข็งกาโรลา และเดินทางต่อสู่วัด ไปจู่ พร้อมชม เจดีย์คุมบุม สถาปัตยกรรมโดดเด่นที่สะท้อนศิลปะทิเบตอย่างงดงาม

วันที่ 4: ชิกาเซ่ – ทิงริ

เยี่ยมชม วัดตาชิหลุนโป วัดสำคัญประจำเมืองชิกาเซ่ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางพุทธศาสนาทิเบต
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง วัดซากยา วัดเก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ ก่อนเดินทางสู่ ทิงริ เมืองประตูสู่เส้นทางเอเวอเรสต์

วันที่ 5: ทิงริ – Everest Base Camp – ซากา

เดินทางสู่ Everest Base Camp ฝั่งทิเบต เพื่อชมวิว ยอดเขาเอเวอเรสต์ แบบพาโนรามา ท่ามกลางภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาหิมาลัย
แวะชม วัดรองบุก วัดที่ตั้งอยู่ใกล้เอเวอเรสต์มากที่สุดแห่งหนึ่ง จากนั้นเดินทางต่อผ่าน ทะเลสาบเปกู สู่เมือง ซากา

วันที่ 6: ซากา – ดาร์เชน

ออกเดินทางสู่ ดาร์เชน เมืองเล็กที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินรอบ เขาไคลาส
ระหว่างทางแวะชม ทะเลสาบมานาสโรวาร์ ทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และ กงจูโช ก่อนเข้าสู่ดาร์เชนเพื่อเตรียมตัวสำหรับเส้นทาง Kora

วันที่ 7: ดาร์เชน – วัดเดียปุก

เริ่มต้น Trekking Kora วันแรก เดินเส้นทางทิศตะวันตกของเขาไคลาส ท่ามกลางภูมิประเทศกว้างใหญ่และบรรยากาศแห่งศรัทธา
เดินทางถึง วัดเดียปุก จุดพักสำคัญที่สามารถชมวิวเขาไคลาสด้านเหนือได้อย่างงดงาม

วันที่ 8: วัดเดียปุก – ซุลท์ริปุก

ออกเดินเทรควันที่ท้าทายที่สุดของเส้นทาง ข้ามช่องเขา ดอลมา-ลา จุดสูงสุดของเส้นทาง Kora
สัมผัสทิวทัศน์ภูเขาหิมะ ธงมนตรา และบรรยากาศการแสวงบุญที่ทรงพลัง ก่อนเดินทางต่อสู่ ซุลท์ริปุก

วันที่ 9: ซุลท์ริปุก – ดาร์เชน

เดินเทรคช่วงสุดท้ายของเส้นทาง Kora กลับสู่เมือง ดาร์เชน
ปิดท้ายภารกิจการเดินรอบเขาไคลาส พร้อมพักผ่อนหลังการเดินทางที่ทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจ

วันที่ 10: ดาร์เชน – กู่เก้อ – อาลี

เดินทางสู่ดินแดนประวัติศาสตร์ของ อาณาจักรกู่เก้อ
สำรวจ วัดโทหลิง และซากอาณาจักรกู่เก้อ เมืองโบราณกลางหุบเขาดินที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ก่อนเดินทางต่อสู่เมือง อาลี

วันที่ 11: อาลี – ลาซา – กรุงเทพฯ

บินออกจากเมือง อาลี กลับสู่ ลาซา และต่อเครื่องเดินทางกลับกรุงเทพฯ
ปิดท้ายการเดินทางสู่ดินแดนทิเบต เส้นทางศรัทธา ธรรมชาติยิ่งใหญ่ และประสบการณ์รอบเขาไคลาสที่น่าประทับใจ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • ท่านละ 159,000 พักห้องคู่ 

✅ ราคานี้รวม

  • รถ SUV หรือ minibus ตามจำนวนผู้ร่วมเดินทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว ในเมือง และที่พักสไตล์โรงเตี้ยม ระหว่างเดินเทร 2 คืน
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ค่าใบอนุญาติพิเศษ
  • ไกด์นำทางชาวธิเบต
  • จามรีแบกของส่วนกลาง
  • ประกันการเดินทาง

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ลูกหาบ และม้า
  • Oxygen กระป๋อง
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – คุนหมิง – ลาซา

เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ แวะเปลี่ยนเครื่องที่ คุนหมิง ก่อนถึง ลาซา เมืองหลวงแห่งทิเบตที่ตั้งอยู่สูงราว 3,656 เมตร ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 6–9 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับไฟลท์
วันนี้เหมาะสำหรับพักผ่อนและปรับสภาพร่างกายให้คุ้นกับระดับความสูง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางบนที่ราบสูงทิเบต
ที่พัก: ลาซา

Day 2: ลาซา

เที่ยวชม พระราชวังโปตาลา สัญลักษณ์สำคัญของทิเบต อดีตเคยเป็นทั้งพระราชวังและศูนย์กลางการปกครองขององค์ดาไลลามะ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมบนเนินเขาแดง
จากนั้นสักการะพระพุทธรูปโจโวอันศักดิ์สิทธิ์ที่ วัดโจคัง ซึ่งถือเป็นวัดที่สำคัญที่สุดของชาวทิเบต แล้วเดินชม ถนนแปดเหลี่ยม Barkhor เส้นทางแสวงบุญเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศศรัทธา
ที่พัก: ลาซา

Day 3: ลาซา – ทะเลสาบยัมดร็อก – ธารน้ำแข็งกาโรลา – วัดไปจู่ – ชิกาเซ่

เดินทางจากลาซาสู่ ชิกาเซ่ ระยะทางประมาณ 350–380 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 7–9 ชั่วโมง
ระหว่างทางแวะชม ทะเลสาบยัมดร็อก หนึ่งในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของทิเบต น้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์งดงาม เชื่อกันว่าเป็นทะเลสาบแห่งพลังชีวิตของชาวทิเบต
ต่อด้วย ธารน้ำแข็งกาโรลา ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไหลตัวลงมาใกล้ถนนอย่างน่าตื่นตา แล้วแวะ วัดไปจู่ ชม เจดีย์คุมบุม อันมีชื่อเสียง ซึ่งมีเอกลักษณ์ด้านศิลปะพุทธแบบทิเบตผสมเนปาลและจีน
ที่พัก: ชิกาเซ่

Day 4: ชิกาเซ่ – วัดตาชิหลุนโป – วัดซากยา – ทิงริ

ออกเดินทางสู่ ทิงริ ระยะทางประมาณ 300–350 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 7–8 ชั่วโมง
เริ่มจากชม วัดตาชิหลุนโป อารามหลวงสำคัญและเป็นที่ประทับของปันเชนลามะ มีประวัติยาวนานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15
จากนั้นแวะ วัดซากยา อารามเก่าแก่ที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจทางศาสนาและการเมืองของทิเบต โดดเด่นด้วยคัมภีร์โบราณจำนวนมาก ก่อนเดินทางต่อสู่ ทิงริ เมืองหน้าด่านสู่เอเวอเรสต์
ที่พัก: ทิงริ

Day 5: ทิงริ – Everest Base Camp – วัดรองบุก – ทะเลสาบเปกู – ซากา

เดินทางไกลประมาณ 450–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 9–11 ชั่วโมง
ช่วงเช้าเข้าสู่เขต Everest Base Camp จุดชมยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกอย่างใกล้ชิดแบบพาโนรามา พร้อมแวะ วัดรองบุก วัดที่อยู่ใกล้เอเวอเรสต์มากที่สุด และมีตำนานผูกพันกับนักบวชผู้แสวงธรรมกลางหุบเขาสูง
จากนั้นเดินทางผ่าน ทะเลสาบเปกู และชมวิวเทือกเขารวมถึงยอด ชิชาปังมา หนึ่งในยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตร ก่อนถึงเมือง ซากา
ที่พัก: ซากา

Day 6: ซากา – ทะเลสาบมานาสโรวาร์ – กงจูโช – ดาร์เชน

เดินทางประมาณ 480–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–10 ชั่วโมง มุ่งหน้าสู่ ดาร์เชน เมืองตั้งต้นของการแสวงบุญรอบเขาไคลาส
ระหว่างทางแวะ ทะเลสาบมานาสโรวาร์ ทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฮินดู พุทธ เชน และบอนต่างยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางแห่งความบริสุทธิ์ เชื่อกันว่าการได้มาถึงหรือชำระร่างกายที่นี่คือบุญสูงสุด
จากนั้นชม ทะเลสาบกงจูโช ท่ามกลางภูมิประเทศอันเวิ้งว้างและสงบลึกซึ้ง
ที่พัก: ดาร์เชน

Day 7: ดาร์เชน – Trekking Kora Day 1 – วัดเดียปุก

เริ่มต้นเดินเท้ารอบ เขาไคลาส วันแรก ระยะเดินประมาณ 18–20 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–8 ชั่วโมง
เส้นทางค่อย ๆ ไต่ผ่านหุบเขาด้านตะวันตกสู่ วัดเดียปุก จุดสำคัญที่สามารถมองเห็นเขาไคลาสด้านเหนือได้อย่างชัดเจนที่สุด
เขาไคลาสได้รับการยกย่องว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และศูนย์กลางจักรวาลตามคติของหลายศาสนา การเดิน Kora จึงไม่ใช่เพียงการเดินเขา แต่คือการแสวงบุญชำระจิตใจ
ที่พัก: วัดเดียปุก / เกสต์เฮาส์อย่างง่าย

Day 8: วัดเดียปุก – ดอลมา-ลา – ซุลท์ริปุก

วันนี้เป็นช่วงที่หนักที่สุดของการเดิน Kora ระยะประมาณ 20–22 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8–10 ชั่วโมง
ต้องข้ามช่องเขา ดอลมา-ลา ซึ่งสูงราว 5,630 เมตร ชาวแสวงบุญเชื่อว่าการข้ามจุดนี้เปรียบเสมือนการละทิ้งบาปและเริ่มต้นชีวิตใหม่
ระหว่างทางจะได้เห็นทิวทัศน์ภูเขาหิมะ ธงมนต์ และภูมิประเทศสูงชันอันยิ่งใหญ่ ก่อนลงสู่ที่พักบริเวณ ซุลท์ริปุก
ที่พัก: ซุลท์ริปุก / เกสต์เฮาส์อย่างง่าย

Day 9: ซุลท์ริปุก – ดาร์เชน

เดินเท้าช่วงสุดท้ายของการแสวงบุญ ระยะประมาณ 10–14 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 3–5 ชั่วโมง
เส้นทางวันนี้ค่อนข้างง่ายกว่า เดินผ่านลำธารและที่ราบก่อนกลับถึง ดาร์เชน
เป็นวันแห่งความสำเร็จของการพิชิตเส้นทาง Kora รอบเขาไคลาสครบสมบูรณ์ ซึ่งตามความเชื่อถือว่าเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ และเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
ที่พัก: ดาร์เชน

Day 10: ดาร์เชน – กู่เก้อ – วัดโทหลิง – อาลี

เดินทางประมาณ 250–300 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–8 ชั่วโมง เพื่อสำรวจดินแดนอันลึกลับของ อาณาจักรกู่เก้อ
อาณาจักรโบราณแห่งนี้รุ่งเรืองหลังยุคจักรวรรดิทิเบต และมีชื่อเสียงด้านศิลปกรรมพุทธแบบผสมผสานอินเดีย เนปาล และทิเบต
ชม วัดโทหลิง ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาสำคัญในแถบตะวันตกของทิเบต และซากเมืองกู่เก้อ เมืองถ้ำกลางหุบเขาดินสีทองที่ยังคงบรรยากาศแห่งอารยธรรมที่สูญหาย
ที่พัก: อาลี

Day 11: อาลี – ลาซา – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบิน Gunsa Airport เพื่อบินกลับ ลาซา แล้วต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 7–10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับตารางบิน
ปิดท้ายการเดินทางสู่ดินแดนหลังคาโลก พร้อมความประทับใจจากลาซา เอเวอเรสต์ เขาไคลาส และอารยธรรมโบราณแห่งตะวันตกของทิเบต

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic Trip-Hightlight

นอร์เวย์เทรค Trolltunga Preikestolen

Add Your Heading Text Here
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • พิชิต Kjeragbolten
    ก้อนหินลอยบนหน้าผาสูงกว่า 1,000 เมตร เส้นทางเดินสุดท้าทาย ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง
  • ยืนบน Preikestolen
    แท่นหินธรรมชาติกลางอากาศ มองเห็นวิวฟยอร์ดยาวสุดสายตา ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
  • ท้าทาย Trolltunga
    ลิ้นโทรลล์เหนือทะเลสาบสีมรกต ใช้เวลาเดินประมาณ 10–12 ชั่วโมง เหนื่อยแต่ภูมิใจ
  • นั่งรถไฟ Flåmsbana
    ผ่านน้ำตก Kjosfossen และขึ้นชมวิวที่ Stegastein Viewpoint เหนือหุบเขา
  • ล่องเรือ Nærøyfjord
    ฟยอร์ดมรดกโลก UNESCO ที่มีชื่อเสียงเรื่องความแคบ ลึก และผาสูงชัน
  • ปิดทริปที่เบอร์เกน
    เดินเล่นย่าน Bryggen บ้านไม้สีสัน แวะตลาดปลา และขึ้นกระเช้า Mount Fløyen ชมวิวเมือง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พบกันที่สนามบิน ออกเดินทางสู่ ออสโล โดยสายการบิน Thai Airways

วันที่ 2: ออสโล – สตาวังเกอร์ – ลีเซบ็อตน์

เดินทางถึงออสโล ต่อเครื่องสู่ สตาวังเกอร์
เที่ยวชมย่านเมืองเก่าและมหาวิหาร ก่อนเดินทางต่อสู่ ลีเซบ็อตน์

วันที่ 3: ลีเซบ็อตน์ – Kjeragbolten

เดินเทรคพิชิต Kjeragbolten ก้อนหินมหัศจรรย์บนหน้าผา
ใช้เวลาเดินประมาณ 7–8 ชั่วโมง

วันที่ 4: ลีเซบ็อตน์ – Jørpeland

เดินทางสู่ Jørpeland
แวะชมวิว Øygardstøl และเดินเล่นบรรยากาศเมืองเก่า

วันที่ 5: Jørpeland – Preikestolen – Odda

พิชิตหน้าผา Preikestolen ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
แวะชมน้ำตก Låtefossen ก่อนเข้าพักที่ Odda

วันที่ 6: Odda – Trolltunga

ท้าทายเส้นทางเดินป่าพิชิต Trolltunga
ใช้เวลาเดินประมาณ 10–12 ชั่วโมง

วันที่ 7: Odda – Flåm – Aurland

นั่งรถไฟสาย Flåmsbana ชมน้ำตก Kjosfossen
และแวะจุดชมวิว Stegastein

วันที่ 8: Aurland – เบอร์เกน

ล่องเรือชม Nærøyfjord
แวะชมน้ำตก Tvindefossen ก่อนเดินทางสู่ เบอร์เกน
เที่ยวชมย่าน Bryggen, ตลาดปลา และขึ้นกระเช้า Mount Fløyen

วันที่ 9: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

บินภายในประเทศจาก เบอร์เกน สู่ออสโล
จากนั้นต่อเครื่องเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางสู่กรุง ออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยสายการบิน Thai Airways เพื่อเริ่มต้นทริปฟยอร์ดและเส้นทางเดินเขาชื่อดังของนอร์เวย์

วันที่ 2: ออสโล – สตาวังเกอร์ – ลีเซบ็อตน์

เดินทางถึงออสโล แล้วต่อเครื่องภายในประเทศสู่เมือง สตาวังเกอร์ ใช้เวลาบินราว 50–60 นาที
จากนั้นเที่ยวชมย่านเมืองเก่า Stavanger Old Town ซึ่งโดดเด่นด้วยบ้านไม้สีขาวอายุกว่า 200 ปี และแวะชม Stavanger Cathedral โบสถ์เก่าแก่จากศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุดของนอร์เวย์
ก่อนเดินทางต่อสู่ Lysebotn ใช้เวลาราว 2.5–3.5 ชั่วโมง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการพิชิต Kjerag ในวันถัดไป
พัก: Kjerag Lysebotn Camping

วันที่ 3: ลีเซบ็อตน์ – Kjeragbolten

ออกเดินเท้าพิชิต Kjeragbolten ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง
เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของนอร์เวย์ เพราะมีก้อนหินมหัศจรรย์ขนาดใหญ่ค้างอยู่ระหว่างหน้าผาสูงเหนือ Lysefjord อย่างน่าหวาดเสียว เป็นจุดถ่ายภาพระดับโลก และสื่อถึงพลังของธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งที่หล่อหลอมภูมิประเทศแห่งนี้
ระหว่างทางสามารถชมวิวฟยอร์ดและภูเขาสูงอันยิ่งใหญ่ได้ตลอดเส้นทาง
พัก: Kjerag Lysebotn Camping

วันที่ 4: ลีเซบ็อตน์ – Jørpeland

เดินทางจาก Lysebotn สู่เมือง Jørpeland ใช้เวลารวมราว 3–4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางและเรือเฟอร์รี
ระหว่างทางแวะชมวิวที่ Øygardstøl จุดชมทิวทัศน์เหนือ Lysefjord และเป็นทางขึ้นสำคัญสู่ Kjerag
จากนั้นเดินเล่นในตัวเมือง Jørpeland เมืองเล็กสงบริมฟยอร์ดที่เป็นประตูสู่ Preikestolen เหมาะสำหรับพักผ่อนก่อนเดินเขาในวันรุ่งขึ้น
พัก: Jørpeland

วันที่ 5: Jørpeland – Preikestolen – Odda

ออกเดินทางพิชิต Preikestolen หรือ Pulpit Rock ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
จุดเด่นคือหน้าผาหินแกรนิตทรงสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกเหนือ Lysefjord สูงราว 604 เมตร ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดในนอร์เวย์
จากนั้นเดินทางไกลต่อไปยังน้ำตก Låtefossen ใช้เวลาราว 3.5–4.5 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้มีเอกลักษณ์ตรงสายน้ำคู่ที่ไหลมาบรรจบกันใต้สะพานหินเก่า
ก่อนเดินทางต่อสู่เมือง Odda ใช้เวลาอีกประมาณ 20 นาที เมืองเล็กกลางหุบเขาซึ่งเป็นฐานสำคัญของนักเดินเขา
พัก: Odda

วันที่ 6: Odda – Trolltunga

ท้าทายเส้นทางเดินป่า Trolltunga ใช้เวลาประมาณ 10–12 ชั่วโมง
จุดหมายคือโขดหินยื่นออกจากภูเขาคล้ายลิ้น จึงมีชื่อว่า “ลิ้นโทรลล์” ตามตำนานพื้นบ้านนอร์สที่เกี่ยวข้องกับโทรลล์ สิ่งมีชีวิตในตำนานของสแกนดิเนเวีย
พื้นที่นี้โด่งดังจากวิวทะเลสาบ Ringedalsvatnet และทัศนียภาพภูเขาสูงแบบนอร์เวย์แท้ ๆ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ
พัก: Odda

วันที่ 7: Odda – Flåm – Aurland

เดินทางจาก Odda สู่เขต Flåm / Aurland ใช้เวลารวมราว 4.5–6 ชั่วโมง
นั่งรถไฟสาย Flåmsbana หนึ่งในเส้นทางรถไฟชมวิวที่สวยที่สุดในโลก ผ่านหุบเขาสูงชัน น้ำตก และภูมิประเทศแบบฟยอร์ด
แวะชมน้ำตก Kjosfossen ซึ่งมีเรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับหญิงป่าในตำนานที่มักปรากฏตัวท่ามกลางม่านน้ำ
จากนั้นขึ้นไปยัง Stegastein Viewpoint จุดชมวิวสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ยื่นออกไปเหนือ Aurlandsfjord ให้มุมมองกว้างไกลและสวยงามมาก
พัก: Aurland

วันที่ 8: Aurland – เบอร์เกน

ล่องเรือชม Nærøyfjord ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ฟยอร์ดสายนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เพราะมีความงดงามของผาสูงชันและสายน้ำแคบลึกที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง
ต่อด้วยแวะชมน้ำตก Tvindefossen น้ำตกหลายชั้นที่มีชื่อเสียง และเคยมีความเชื่อท้องถิ่นว่าน้ำจากที่นี่มีพลังแห่งความเยาว์วัย
จากนั้นเดินทางสู่เมือง Bergen ใช้เวลาราว 3–4 ชั่วโมง เที่ยวชมย่าน Bryggen เขตท่าเรือเก่าอันเป็นมรดกโลก UNESCO ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์การค้าของชาวฮันเซอาติก
แวะตลาดปลา และขึ้นกระเช้า/รถรางสู่ Mount Fløyen เพื่อชมวิวเมืองเบอร์เกนจากมุมสูง
พัก: Bergen

วันที่ 9: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบิน และบินภายในประเทศจาก Bergen กลับ Oslo ใช้เวลาบินประมาณ 50–60 นาที
จากนั้นเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปนอร์เวย์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติระดับโลก ฟยอร์ดอันยิ่งใหญ่ และเส้นทางเดินเขาสุดประทับใจ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ
พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งฟยอร์ด หน้าผา และภูเขาอันยิ่งใหญ่ของนอร์เวย์

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
08 Africa Trip-Hightlight

มาดากัสการ์

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม