Categories
14 South Asia

ภูฏาน แกรนด์

Add Your Heading Text Here
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ไฮไลท์
สรุปแผนเดินทาง

โปรแกรม

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
14 South Asia

อินเดีย แคชเมียร์ เลห์ ซันสกา

อินเดีย แคชเมียร์ เลห์ ซันสกา
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Shanti Stupa: ชมวิวเมืองเลห์มุมสูงจากเจดีย์สีขาว ปล่อยใจดูพระอาทิตย์ตกดินรับลมเย็นๆ แบบสงบและชิลสุดๆ
  • Thiksey Monastery: สัมผัสความขลังของทิเบตน้อยแห่งอินเดีย เดินชมสถาปัตยกรรมสวยงามบนเนินเขาที่ทำให้ใจเรานิ่งขึ้น
  • Khardung La Pass: ท้าทายตัวเองบนถนนที่สูงที่สุดในโลก เก็บภาพเทือกเขาหิมะสุดอลังการที่สวยจนลืมความเหนื่อย
  • Nubra Valley: ขี่อูฐสองโหนกย่ำทรายนุ่มๆ ท่ามกลางทะเลทรายสีทองที่มีภูเขาสูงใหญ่โอบกอดเราไว้
  • Turtuk Village: เดินเล่นช้าๆ ในหมู่บ้านชายแดนสุดน่ารัก สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและรอยยิ้มจริงใจของชาวบ้าน
  • Pangong Lake: นอนเต็นท์ริมทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ นั่งทอดสายตามองผิวน้ำที่เปลี่ยนสีตามแสงแดดและฮีลใจไปกับธรรมชาติ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1 : สนามบิน – เดลี
พบกันที่สนามบิน และออกเดินทางสู่กรุงเดลี

วันที่ 2 : เดลี – เลห์ – Leh Market – Shanti Stupa
บินต่อไปยังเมืองเลห์ พักผ่อนปรับสภาพร่างกาย ช่วงเย็นเดินเล่นตลาดและชมเจดีย์สีขาว

วันที่ 3 : Shey Palace – Thiksey – Stok Palace – Sindhu Ghat – คาร์กิล
เที่ยวชมพระราชวังและวัดสำคัญ พร้อมแวะจุดชมวิว ก่อนเดินทางไปพักที่คาร์กิล

วันที่ 4 : Nubra Valley – Khardung La Pass – Diskit Village – Sand Dunes
เดินทางสู่นูบร้าวัลเลย์ ชมวิวเส้นทางสูงสวยงาม เที่ยวหมู่บ้านดิสกิตและเนินทราย

วันที่ 5 : Turtuk Village – Diskit – คาร์กิล
เที่ยวหมู่บ้านทูร์ตุก แล้วเดินทางกลับผ่านดิสกิต ก่อนเข้าพักที่คาร์กิล

วันที่ 6 : ทะเลสาบแปงกอง
เดินทางสู่ทะเลสาบแปงกอง สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและพักแบบกระโจม

วันที่ 7 : ทะเลสาบแปงกอง – เลห์
ชมวิวรอบทะเลสาบในช่วงเช้า แล้วเดินทางกลับเมืองเลห์เพื่อพักผ่อน

วันที่ 8 : เลห์ – สนามบิน
อิสระช่วงเช้า ก่อนเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับ

วันที่ 9 : กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ minibus สไตล์ อินเดีย

  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว (อินเดีย)

  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุในโปรแกรม

  • อาหารครบทุกมื้อ

  • วีซ่า

  • ทิปไกด์ท้องถิ่นและคนขับ

  • ประกันอุบัติเหตุการเดินทาง (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ทิปหัวหน้าทัวร์ (ตามสมัครใจในบริการ ไม่มีบังคับ)

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เดลี

พบกันที่สนามบินและออกเดินทางสู่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อเตรียมต่อเที่ยวบินสู่ลาดักห์ในวันถัดไป เมืองเดลีเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานหลายยุคสมัย และเป็นประตูสำคัญสู่เส้นทางหิมาลัย

ที่พัก: พักค้างคืนที่เดลี

วันที่ 2: เดลี – เลห์ – Leh Market – Shanti Stupa

บินต่อไปยังเมืองเลห์ ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง เมืองเลห์ตั้งอยู่บนที่สูงกว่า 3,500 เมตร จึงควรพักผ่อนเพื่อปรับสภาพร่างกายให้คุ้นกับระดับความสูง ช่วงเย็นเดินเล่นที่ Leh Market ซึ่งเป็นย่านตลาดท้องถิ่นใจกลางเมือง เหมาะสำหรับสัมผัสวิถีชีวิตชาวลาดักห์และเลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง จากนั้นชม Shanti Stupa เจดีย์สีขาวบนเนินเขา สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ และเป็นจุดชมวิวเมืองเลห์ที่สวยมากโดยเฉพาะช่วงเย็น

ที่พัก: พักที่เลห์

วันที่ 3: เลห์ – Shey Palace – Thiksey Monastery – Stok Palace – Sindhu Ghat – คาร์กิล

ออกเดินทางเที่ยวชมรอบเลห์ โดยแต่ละจุดอยู่ห่างกันไม่มาก และรวมการเดินทางทั้งวันก่อนถึงคาร์กิลราว 220–230 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5–6 ชั่วโมง เริ่มที่ Shey Palace อดีตพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์ลาดักห์ โดดเด่นด้วยพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ ต่อด้วยวัด Thiksey วัดพุทธนิกายทิเบตที่มีสถาปัตยกรรมลดหลั่นคล้ายพระราชวังโปตาลาในลาซา เป็นหนึ่งในวัดที่สวยและสำคัญที่สุดของลาดักห์ จากนั้นชม Stok Palace พระราชวังของราชวงศ์ลาดักห์ที่ปัจจุบันยังเก็บของสะสม เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไว้ ต่อด้วย Sindhu Ghat ริมแม่น้ำสินธุ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายสำคัญซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “India” ในทางประวัติศาสตร์ ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองคาร์กิล

ที่พัก: พักที่คาร์กิล

วันที่ 4: คาร์กิล – Khardung La – Diskit – Sand Dunes – Nubra Valley

เดินทางไกลสู่ Nubra Valley ระยะทางรวมประมาณ 230–280 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับเส้นทาง ใช้เวลาประมาณ 7–9 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะ Khardung La Pass หนึ่งในเส้นทางรถยนต์ที่สูงมากแห่งหนึ่งของโลก และเป็นจุดชมวิวเทือกเขาหิมาลัยที่ยิ่งใหญ่ จากนั้นลงสู่เขต Nubra Valley ดินแดนที่มีทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเลทรายสูง ชม Diskit Village หมู่บ้านสำคัญของหุบเขา ซึ่งมีบรรยากาศเงียบสงบและเห็นวิถีชีวิตแบบชาวลาดักห์ดั้งเดิม แล้วเดินทางต่อไปยัง Sand Dunes ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องเนินทรายท่ามกลางฉากหลังเป็นภูเขา และอูฐสองโหนกอันเป็นเอกลักษณ์ของเส้นทางการค้าโบราณสายเอเชียกลาง

ที่พัก: พักที่นูบร้าวัลเลย์ / ดิสกิต

วันที่ 5: Nubra Valley – Turtuk Village – Diskit – คาร์กิล

ออกเดินทางไป Turtuk Village ระยะทางจากเขตดิสกิตประมาณ 85–95 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 2.5–3 ชั่วโมง และเดินทางต่อกลับคาร์กิลรวมทั้งวันค่อนข้างไกล อาจใช้เวลาประมาณ 8–10 ชั่วโมง Turtuk เป็นหมู่บ้านชายแดนเก่าแก่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ไม่นาน มีเอกลักษณ์ต่างจากหมู่บ้านลาดักห์ทั่วไป เพราะได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมบัลติ ทั้งภาษา อาหาร และสถาปัตยกรรม นักท่องเที่ยวมักมาเพื่อชมสวนแอปริคอต บ้านหินแบบดั้งเดิม และบรรยากาศของหมู่บ้านกลางหุบเขาที่งดงาม จากนั้นเดินทางกลับผ่าน Diskit และมุ่งหน้าสู่คาร์กิล

ที่พัก: พักที่คาร์กิล

วันที่ 6: คาร์กิล – ทะเลสาบแปงกอง

วันนี้เดินทางไกลสู่ Pangong Lake ระยะทางค่อนข้างมาก หากออกจากคาร์กิลอาจใช้เวลาประมาณ 9–11 ชั่วโมงตามสภาพถนน ทะเลสาบแปงกองเป็นทะเลสาบน้ำเค็มบนที่สูงที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของลาดักห์ จุดเด่นคือสีของน้ำที่เปลี่ยนเฉดไปตามแสงแดดตั้งแต่น้ำเงินเข้มจนถึงฟ้าอมเขียว และมีฉากหลังเป็นภูเขาสลับชั้นอย่างงดงาม ทะเลสาบแห่งนี้ทอดยาวข้ามพรมแดนอินเดีย–ทิเบต จึงเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่มีทั้งความสวยงามและความสำคัญทางภูมิศาสตร์

ที่พัก: พักเต็นท์ที่แปงกอง

วันที่ 7: แปงกอง – เลห์

ช่วงเช้าชื่นชมบรรยากาศรอบทะเลสาบแปงกอง ก่อนเดินทางกลับเมืองเลห์ ระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 5–6 ชั่วโมง ระหว่างเช้าจะได้เห็นแสงแดดสะท้อนผืนน้ำและภูเขาอย่างสวยงาม เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการเก็บภาพความประทับใจมากที่สุด จากนั้นเดินทางกลับเลห์เพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย

ที่พัก: พักที่เลห์

วันที่ 8: เลห์ – เดลี – กรุงเทพฯ

อิสระช่วงเช้าในเมืองเลห์ สามารถพักผ่อนหรือเดินเล่นเก็บบรรยากาศครั้งสุดท้าย ก่อนเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับ โดยปกติจะต่อเครื่องผ่านเดลี เมืองเลห์จึงเป็นจุดปิดท้ายการเดินทางในดินแดนแห่งวัดพุทธ ภูเขาสูง และวัฒนธรรมทิเบตอันโดดเด่น

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากลาดักห์ ดินแดนแห่งขุนเขา ทะเลสาบ และวัฒนธรรมบนหลังคาโลก

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
14 South Asia

ปากีสถาน ฮุนซ่า สการ์ดู ที่สุดแห่งใบไม้เปลี่ยนสี

ปากีสถาน ฮุนซ่า สการ์ดู ใบไม้เปลี่ยนสี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ทะเลสาบ Attabad: ชมผืนน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์จากรอยแผลแผ่นดินถล่มที่งดงามจนสะกดทุกสายตา
  • สะพานแขวน Hussaini: ก้าวข้ามความกลัวบนสะพานเชือกที่หวาดเสียวที่สุดในโลกท่ามกลางวิวหุบเขายิ่งใหญ่
  • ทะเลทราย Sarfaranga: ปล่อยใจไปกับความมหัศจรรย์ของผืนทรายที่โอบล้อมด้วยยอดเขาหิมะขาวโพลน
  • หุบเขาฮุนซาและป้อม Baltit: ซึมซับความสงบของอารยธรรมโบราณพร้อมวิวภูเขาสวยเหมือนหลุดไปในนิทาน
  • มัสยิด Faisal: สัมผัสความยิ่งใหญ่ของมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในปากีสถานด้วยสถาปัตยกรรมที่สง่างาม
  • พิธีปิดด่านพรมแดนละฮอร์: ชมการแสดงเปลี่ยนเวรยามปากีสถานและอินเดียที่เต็มไปด้วยพลังและความภาคภูมิใจ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: อิสลามาบัด
เดินทางถึงเมืองหลวงของปากีสถาน จุดเริ่มต้นสู่การท่องเที่ยวตอนเหนือ

วันที่ 2: อิสลามาบัด – กิลกิต – ฮุนซา
เดินทางขึ้นเหนือ แวะชมวิวภูเขา Rakaposhi และเมืองกิลกิต ก่อนเข้าพักที่ฮุนซา

วันที่ 3: ฮุนซา – ฮอปเปอร์/นาการ์ – ฮุสไซนี – พาสสุ
ชมวิว Lady Finger, ป้อม Altit และ Baltit, หุบเขา Hopper/Nagar และสะพาน Hussaini ก่อนพักที่พาสสุ

วันที่ 4: พาสสุ – อัตตาบัด – ฮุนซา
ชมธารน้ำแข็ง Passu/Batura และทะเลสาบ Attabad สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ก่อนกลับพักฮุนซา

วันที่ 5: ฮุนซา – สกาดุ – ชิการ์
เดินทางกลับสกาดุ แวะชมทะเลสาบ Kachura แล้วเข้าพักที่ชิการ์

วันที่ 6: ชิการ์ – ซาฟรารังกา – คัปปู
เที่ยวทะเลทรายซาฟรารังกา ชมหมู่บ้าน Khaplu และ Khaplu Fort ก่อนพักที่คัปปู

วันที่ 7: คัปปู – Kharmang – Manthokha – สกาดุ
เดินทางสู่หุบเขา Kharmang ชมน้ำตก Manthokha และกลับพักสกาดุ

วันที่ 8: สกาดุ
ชมทะเลทราย Katpana และหุบเขา Chunda ที่โดดเด่นด้วยวิวธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสี

– วันที่ 9: สกาดุ – อิสลามาบัด
บินกลับอิสลามาบัด แวะชมพิพิธภัณฑ์ตักศิลาและมัสยิด Faisal

วันที่ 10: อิสลามาบัด – ละฮอร์
เดินทางสู่ละฮอร์ เมืองวัฒนธรรมสำคัญ และชมพิธีปิดด่านพรมแดนปากีสถาน–อินเดีย

วันที่ 11: ละฮอร์ – กรุงเทพฯ
เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ Minibus
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว (หรือดีที่สุดที่มีในเมืองนั้น)
  • อาหารทุกมื้อ มีอาหารไทยเสริม
  • วีซ่า
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ทิป

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: อิสลามาบัด

เดินทางถึงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับการเดินทางสู่ภูมิภาคตอนเหนือของประเทศ ช่วงนี้เหมาะสำหรับพักผ่อน ปรับตัว และเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเส้นทางภูเขา

ที่พัก: อิสลามาบัด

วันที่ 2: อิสลามาบัด – กิลกิต – ราคาร์โปชิ – ฮุนซา

เดินทางสู่ฮุนซา โดยใช้เวลาเดินทางรวมค่อนข้างยาวประมาณ 12–14 ชั่วโมงทางถนน ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางและจุดแวะ ระหว่างทางแวะชมภูเขาราคาโปชิ (Rakaposhi) ยอดเขาสูง 7,788 เมตร หนึ่งในยอดเขาเด่นของเทือกเขาคาราโครัม มีชื่อเสียงจากรูปทรงสง่างามคล้ายปิรามิด และเป็นภูเขาที่มองเห็นได้ชัดจากถนนสายคาราโครัม จากนั้นผ่านกิลกิต เมืองประวัติศาสตร์บนเส้นทางสายไหมโบราณ ซึ่งเคยเป็นจุดพักของพ่อค้าและคาราวานที่เดินทางผ่านเอเชียกลาง

ที่พัก: ฮุนซา

วันที่ 3: ฮุนซา – Altit – Baltit – Hopper/Nagar – Hussaini – พาสสุ

เริ่มเที่ยวในเขตหุบเขาฮุนซา ชมวิว Lady Finger ยอดเขาทรงแหลมโดดเด่นที่มีรูปร่างคล้ายนิ้วมือ และเป็นหนึ่งในภาพจำของฮุนซา แวะป้อม Altit Fort ป้อมเก่าแก่ที่มีอายุกกว่า 900 ปี เคยเป็นที่ประทับของผู้ปกครองฮุนซา จากนั้นชม Baltit Fort ป้อมปราการโบราณบนเนินเขาที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมทิเบตและเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐฮุนซา ต่อด้วยหุบเขา Hopper/Nagar ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องธารน้ำแข็งและวิวภูเขายิ่งใหญ่ ก่อนแวะสะพาน Hussaini สะพานแขวนชื่อดังที่ข้ามแม่น้ำฮุนซาและเป็นที่รู้จักในความหวาดเสียว จากฮุนซาไปพาสสุ ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง

ที่พัก: พาสสุ

วันที่ 4: พาสสุ – ธารน้ำแข็ง Passu/Batura – ทะเลสาบ Attabad – ฮุนซา

ชมธารน้ำแข็ง Passu และ Batura ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เห็นได้ชัดจากถนนสายคาราโครัม โดยเฉพาะบริเวณพาสสุที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาแหลมสวยแปลกตา จากนั้นแวะทะเลสาบ Attabad ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่เกิดจากเหตุแผ่นดินถล่มครั้งใหญ่ในปี 2010 จนปิดกั้นลำน้ำและกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่สวยที่สุดของกิลกิต-บัลติสถาน เดินทางกลับฮุนซา ใช้เวลารวมประมาณ 2–3 ชั่วโมง

ที่พัก: ฮุนซา

วันที่ 5: ฮุนซา – สกาดุ – ทะเลสาบ Kachura – ชิการ์

เดินทางกลับสู่เขตสกาดุ ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 7–9 ชั่วโมง แล้วแวะชมทะเลสาบ Kachura ซึ่งประกอบด้วย Lower Kachura และ Upper Kachura ทะเลสาบน้ำใสท่ามกลางภูเขา เป็นพื้นที่พักผ่อนที่มีทิวทัศน์สงบงามและมีชื่อเสียงมานานในหมู่นักเดินทาง ก่อนเข้าพักในเขตชิการ์

ที่พัก: ชิการ์

วันที่ 6: ชิการ์ – Sarfaranga – Khaplu – Khaplu Fort

เที่ยวทะเลทรายซาฟรารังกา (Sarfaranga Desert) ทะเลทรายกลางหุบเขาที่มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ เป็นภูมิประเทศหายากและโดดเด่นของสกาดุ จากนั้นเดินทางต่อสู่หมู่บ้าน Khaplu ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง หมู่บ้านเก่าแก่ของชาวบัลติที่ยังคงวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้ดี แล้วเข้าชม Khaplu Fort หรือ Yambsil House ป้อมโบราณที่เคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์ท้องถิ่น และเป็นหลักฐานสำคัญของอิทธิพลทิเบตและบัลติในภูมิภาคนี้

ที่พัก: คัปลู

วันที่ 7: คัปลู – หุบเขา Kharmang – น้ำตก Manthokha – สกาดุ

ออกเดินทางสู่หุบเขา Kharmang ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3–4 ชั่วโมง พื้นที่แห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องความเงียบสงบ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และทิวทัศน์ภูเขาที่ยังคงความบริสุทธิ์ จากนั้นแวะชมน้ำตก Manthokha น้ำตกขนาดใหญ่ที่เป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของคนท้องถิ่น เหมาะสำหรับชมบรรยากาศธรรมชาติและพักระหว่างเส้นทาง ก่อนเดินทางกลับสกาดุ

ที่พัก: สกาดุ

วันที่ 8: สกาดุ – Katpana – Chunda

เที่ยวทะเลทราย Katpana ทะเลทรายสูงที่มีชื่อเสียงมากของสกาดุ โดดเด่นด้วยเนินทรายที่รายล้อมด้วยยอดเขาหิมะ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทะเลทรายที่แปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากนั้นชมหุบเขา Chunda ซึ่งเป็นจุดชมวิวสวยของสกาดุ และในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะเต็มไปด้วยเฉดสีส้ม แดง และทอง เหมาะสำหรับชมวิวเมืองและหุบเขาโดยรอบ

ที่พัก: สกาดุ

วันที่ 9: สกาดุ – อิสลามาบัด – ตักศิลา – มัสยิด Faisal

บินกลับสู่อิสลามาบัด จากนั้นเดินทางไปตักศิลา ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อชมพิพิธภัณฑ์ตักศิลา ซึ่งเก็บรวบรวมโบราณวัตถุจากเมืองโบราณตักศิลา อดีตศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาและอารยธรรมคันธาระที่รุ่งเรืองมานานหลายศตวรรษ ต่อด้วยมัสยิด Faisal มัสยิดขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงคล้ายเต็นท์กลางทะเลทราย ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตุรกี และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงอิสลามาบัด

ที่พัก: อิสลามาบัด

วันที่ 10: อิสลามาบัด – ละฮอร์ – พิธีปิดด่านพรมแดน

เดินทางสู่ละฮอร์ โดยใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมงทางถนน หรือประมาณ 1 ชั่วโมงโดยเครื่องบิน ละฮอร์เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของปากีสถาน โดดเด่นด้วยมรดกสถาปัตยกรรมแบบโมกุล ศิลปะ อาหาร และบรรยากาศเมืองประวัติศาสตร์ ช่วงเย็นชมพิธีปิดด่านพรมแดน Wagah ระหว่างปากีสถานและอินเดีย ซึ่งเป็นพิธีการทางทหารที่เต็มไปด้วยสีสัน ความพร้อมเพรียง และความภาคภูมิใจของทั้งสองชาติ

ที่พัก: ละฮอร์

วันที่ 11: ละฮอร์ – กรุงเทพฯ

เดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายการเดินทางในปากีสถานด้วยประสบการณ์ทั้งธรรมชาติ ภูเขา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ของเส้นทางตอนเหนือ ที่พัก: บนเครื่องบิน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
14 South Asia

อินเดีย สปีติวัลเลย์

อินเดีย สปีติวัลเลย์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ชิมลา: พาไปเดินเล่นรับลมเย็นในเมืองตากอากาศยุคอาณานิคมอังกฤษ คลาสสิกเหมือนหลุดไปอีกยุค
  • หมู่บ้านจิตกุล: ไปสูดอากาศที่หมู่บ้านสุดท้ายริมชายแดนจีน สงบและวิวสวยจนอยากหยุดเวลาไว้
  • คัลปา: นั่งพักสายตามองยอดเขาศักดิ์สิทธิ์คินเนอร์ไคลาส ปล่อยให้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติช่วยฮีลใจ
  • อารามทาโบ: แวะเติมพลังบวกที่วัดเก่าแก่อายุพันปี สัมผัสความขลังและศรัทธาที่อยู่เหนือกาลเวลา
  • วัดคีย์: ตื่นตากับอารามทิเบตสุดอลังการบนยอดเขาในหุบเขาสปิติ สวยสะกดเหมือนภาพวาดที่มีชีวิต
  • อุโมงค์อะตัล: นั่งรถทะลุภูเขาผ่านอุโมงค์บนที่สูงที่ยาวที่สุดในโลก ประสบการณ์เดินทางที่ต้องลองสักครั้ง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ • เดลี • Chandigarh • พักเดลี
พบกันที่สนามบิน เดินทางสู่เดลี ต่อไป Chandigarh แล้วเข้าพักที่เมืองเดลี

วันที่ 2: เดลี • Chandigarh • Shimla
เดินทางผ่าน Chandigarh ไปยัง Shimla เมืองหลวงของรัฐหิมาจัลประเทศ อดีตเมืองหลวงฤดูร้อนของอังกฤษ

วันที่ 3: Shimla • Sangla
เดินทาง 8–9 ชั่วโมงสู่หุบเขาสังลา ชมวิวภูเขาและแม่น้ำบาสปา บรรยากาศธรรมชาติสวยงาม

วันที่ 4: Sangla • Chitkul • Kalpa
เที่ยวหมู่บ้านจิตกุล หมู่บ้านสุดท้ายก่อนพรมแดนจีน แล้วเดินทางต่อสู่ Kalpa ชมวิว Kinnaur Kailash

วันที่ 5: Kalpa • Nako
ขับรถ 4–5 ชั่วโมงสู่นาโก หมู่บ้านเล็กริมทะเลสาบบนที่สูง ท่ามกลางวิวภูเขาและต้นสน

วันที่ 6: Nako • Tabo • Kaza
แวะชมหมู่บ้านทาโบ อารามเก่าแก่กว่า 1,000 ปี และถ้ำโบราณ ก่อนเดินทางถึง Kaza

วันที่ 7: Kaza • Kye Monastery • Kibber • Gete • Kaza
เที่ยววัดคีย์ วัดใหญ่แห่งสปิติ ต่อด้วยหมู่บ้าน Kibber และ Gete ชมวิถีชีวิตบนที่สูง

วันที่ 8: Kaza • Dhankar • Komic/Langza • Kaza
เยี่ยมชมหมู่บ้าน Dhankar และวัดบนหน้าผา จากนั้นเที่ยว Komic หรือ Langza ท่ามกลางวิวหุบเขา

วันที่ 9: Kaza • Manali
เดินทาง 7–8 ชั่วโมงสู่มะนาลี ผ่านอุโมงค์อะตัล อุโมงค์ถนนบนที่สูงที่ยาวที่สุดในโลก

วันที่ 10: Manali • Chandigarh
เดินทางกลับ Chandigarh ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนก่อนเดินทางกลับ

วันที่ 11: Chandigarh • กรุงเทพฯ
เดินทางไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ minibus สไตล์ อินเดีย
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว (อินเดีย)
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • วีซ่า
  • ทิปไกด์ท้องถิ่นและคนขับ
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ทิปหัวหน้าทัวร์ (ตามสมัครใจในบริการ ไม่มีบังคับ)

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ • เดลี

เดินทางถึงอินเดียและต่อรถเข้าสู่เดลี เพื่อเตรียมตัวก่อนขึ้นสู่เส้นทางภูเขาทางตอนเหนือ

พักที่ เดลี

วันที่ 2: เดลี • Chandigarh • Shimla

ออกเดินทางผ่าน Chandigarh เมืองที่วางผังอย่างเป็นระเบียบและเป็นเมืองหลวงร่วมของรัฐปัญจาบและหรยาณา จากนั้นขึ้นสู่ Shimla เมืองตากอากาศบนความสูงราว 2,213 เมตร อดีตเมืองหลวงฤดูร้อนของอังกฤษในสมัยอาณานิคม มีเสน่ห์จากอาคารสไตล์ยุโรปและบรรยากาศภูเขา ใช้เวลาเดินทางรวมค่อนข้างยาวตลอดวัน

พักที่ Shimla

วันที่ 3: Shimla • Sangla

เดินทางจากชิมลาสู่หุบเขาสังลา ใช้เวลาประมาณ 8–9 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ ไต่เข้าสู่เขตคินเนาร์ที่มีภูเขาสูงและวิวแม่น้ำบาสปาอันงดงาม Sangla มีชื่อเสียงเรื่องธรรมชาติที่สงบ อากาศบริสุทธิ์ และทัศนียภาพของหุบเขาในระดับความสูงประมาณ 2,700 เมตร

พักที่ Sangla

วันที่ 4: Sangla • Chitkul • Kalpa

เดินทางไปหมู่บ้านจิตกุล ที่ความสูงราว 3,455 เมตร หมู่บ้านสุดท้ายของอินเดียก่อนเขตพรมแดนจีน โดดเด่นด้วยบ้านไม้แบบดั้งเดิมและวิวภูเขาที่เงียบสงบ ก่อนเดินทางต่อสู่ Kalpa เมืองที่มีชื่อเสียงจากมุมมองของยอดเขา Kinnaur Kailash ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพระศิวะ

พักที่ Kalpa

วันที่ 5: Kalpa • Nako

ขับรถจากคัลปาสู่นาโก ใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง Nako เป็นหมู่บ้านเล็กกลางภูเขาสูง รายล้อมด้วยภูมิประเทศแบบทิเบตและทะเลสาบนาโกอันเงียบสงบ เหมาะสำหรับชมวิถีชีวิตเรียบง่ายของชุมชนบนที่สูง

พักที่ Nako

วันที่ 6: Nako • Tabo • Kaza

ออกเดินทางสู่อารามทาโบ แวะชม Tabo Monastery วัดโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ซึ่งมักได้รับการขนานนามว่าเป็น “อชันตาแห่งหิมาลัย” เพราะมีจิตรกรรมฝาผนังและศิลปะพุทธโบราณล้ำค่า รวมถึงถ้ำปฏิบัติธรรมที่ใช้โดยพระลามะในอดีต จากนั้นเดินทางต่อสู่ Kaza เมืองศูนย์กลางของหุบเขาสปิติ

พักที่ Kaza

วันที่ 7: Kaza • Kye Monastery • Kibber • Gete • Kaza

เที่ยวชมวัดคีย์ วัดที่ใหญ่ที่สุดในหุบเขาสปิติ ตั้งอยู่บนเนินเขาอย่างโดดเด่น มีลักษณะคล้ายป้อมและเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนานิกายทิเบต จากนั้นไป Kibber อดีตหนึ่งในหมู่บ้านที่สูงที่สุดในโลกที่รถเข้าถึงได้ และแวะ Gete หมู่บ้านเล็กบนที่สูงซึ่งให้วิวกว้างของภูมิประเทศแบบทะเลทรายภูเขา

พักที่ Kaza

วันที่ 8: Kaza • Dhankar • Komic หรือ Langza • Kaza

เดินทางไป Dhankar หมู่บ้านโบราณที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของสปิติ และมีวัดดังการ์ตั้งอยู่บนหน้าผาอย่างน่าทึ่ง ราวกับแขวนอยู่เหนือหุบเขา จากนั้นเลือกเที่ยว Komic ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สูงที่สุดในโลกที่มีถนนเข้าถึง หรือ Langza หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงเรื่องพระพุทธรูปขนาดใหญ่และการค้นพบซากดึกดำบรรพ์จากยุคที่พื้นที่นี้เคยอยู่ใต้ทะเล

พักที่ Kaza

วันที่ 9: Kaza • Manali

เดินทางจากคาซ่าสู่มะนาลี ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง ผ่านเส้นทางภูเขาสูงและอุโมงค์อะตัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุโมงค์ถนนบนที่สูงที่ยาวที่สุดในโลก ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างลาดักห์–ลาฮูล–มันนาลีอย่างมาก

พักที่ Manali

วันที่ 10: Manali • Chandigarh

ออกเดินทางจากมะนาลีกลับสู่จัณฑีครห์ ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง Chandigarh เป็นเมืองสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียงด้านการออกแบบผังเมืองโดยสถาปนิกชื่อดัง Le Corbusier และถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นระเบียบที่สุดของอินเดีย

พักที่ Chandigarh

วันที่ 11: Chandigarh • สนามบิน • กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสรุปทริปนี้ครอบคลุมทั้งเมืองอาณานิคมเก่า หมู่บ้านหิมาลัย วัดพุทธโบราณ และภูมิประเทศสูงแบบทะเลทรายของสปิติ

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
14 South Asia

ภูฏาน ไฮไลท์

Categories
14 South Asia

อินเดีย เลห์ ลาดักห์ ปุกเตา Unseen

อินเดีย Unseen เลห์ ปุกเตา มะนาลี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • พิชิตถนนคาร์ดุงลา หนึ่งในเส้นทางรถวิ่งที่สูงที่สุดในโลก ปล่อยใจให้โลดแล่นไปกับวิวเทือกเขาหิมาลัยสุดอลังการ
  • ขี่อูฐสองหนอกกลางทะเลทรายฮุนเดอร์ แล้วไปซึมซับวิถีชีวิตเรียบง่ายที่หมู่บ้านเทอร์ทุคสุดขอบชายแดนปากีสถาน
  • ปล่อยใจริมทะเลสาบแปงกอง ชมผืนน้ำเค็มบนที่สูงเปลี่ยนสีตามแสงแดด ตามรอยหนัง 3 Idiots ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบกอดเรา
  • เดินเล่นบนดินแดนพระจันทร์ลามะยูรู ชมภูมิประเทศแปลกตาที่เหมือนพาเราหลุดไปเดินอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์จริงๆ
  • ตื่นตากับวัดพุกตาล อารามเก่าแก่ที่สร้างแนบชิดติดหน้าผาสูงชัน สัมผัสพลังแห่งศรัทธาที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก
  • สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดที่มะนาลี เมืองตากอากาศสุดชิลที่โอบล้อมด้วยป่าสนและภูเขาสีเขียวขจีฮีลใจขั้นสุด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เดลี – Leh
พบกันที่สนามบิน เดินทางสู่เดลีและต่อเครื่องไป Leh เพื่อพักผ่อนและปรับร่างกายกับระดับความสูง

วันที่ 2: Leh – Nubra Valley
ออกเดินทางจาก Leh สู่ Nubra Valley ผ่าน Khardung La Pass หนึ่งในถนนที่สูงที่สุดในโลก พร้อมชมวิวภูเขาสูงของลาดัก

วันที่ 3: Nubra – Hunder – Turtuk – Thang – Nubra
เที่ยวชมเนินทรายและอูฐสองหนอกที่ Hunder เยือนหมู่บ้าน Turtuk และ Thang ใกล้ชายแดนปากีสถาน ก่อนกลับพักที่ Nubra

วันที่ 4: Nubra – Pangong Lake
เดินทางสู่ Pangong Lake ผ่านเส้นทาง Shyok River Road ชมทะเลสาบน้ำเค็มสีสันงดงามกลางหุบเขาสูง

วันที่ 5: Pangong Lake – Leh
เดินทางกลับ Leh พร้อมชมทิวทัศน์ธรรมชาติของลาดักตลอดเส้นทาง

วันที่ 6: Leh – Lamayuru – Sham Valley
ออกเดินทางสู่ Lamayuru หรือ Moonland ชมภูมิประเทศแปลกตาและอารามเก่าแก่ ก่อนพักที่ Sham Valley

วันที่ 7: Sham Valley – Lingshed – Padum
เดินทางผ่านหมู่บ้านห่างไกลอย่าง Lingshed สู่ Padum ศูนย์กลางสำคัญของหุบเขาซันสการ์

วันที่ 8: Padum
เที่ยวชมเมือง Padum เยี่ยมชมวัด หมู่บ้าน และเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นของชาวซันสการ์

วันที่ 9: Padum – Phuktal Gompa – Jispa
ออกเดินทางจาก Padum แวะชมวัด Phuktal Gompa อารามริมหน้าผาอันโดดเด่น ก่อนเดินทางต่อไปยัง Jispa

วันที่ 10: Jispa – Manali
เดินทางสู่ Manali เมืองท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติสวยงามของรัฐหิมาจัลประเทศ

วันที่ 11: Manali – Leh – Delhi
เดินทางออกจาก Manali มุ่งหน้าสู่ Leh และต่อเครื่องไปยัง Delhi

วันที่ 12: Delhi – กรุงเทพฯ
เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากการเดินทางในลาดักและซันสการ์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ minibus สไตล์ อินเดีย
  • โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว (อินเดีย)
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • อาหารครบทุกมื้อ
  • วีซ่า
  • ทิปไกด์ท้องถิ่นและคนขับ
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • ทิปหัวหน้าทัวร์ (ตามสมัครใจในบริการ ไม่มีบังคับ)

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – เดลี – Leh

เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเดลี และต่อเครื่องสู่เมือง Leh เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรลาดัก ตั้งอยู่กลางหุบเขาสูง รายล้อมด้วยภูเขาสีน้ำตาลสลับหิมะ เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมพุทธแบบทิเบตและจุดเริ่มต้นสำคัญของการเดินทางในลาดัก

ที่พัก: Leh

Day 2: Leh – Khardung La Pass – Nubra Valley

ออกเดินทางจาก Leh ไป Nubra Valley ระยะทางประมาณ 120–130 กม. ใช้เวลาราว 5–6 ชม. ผ่าน Khardung La Pass ช่องเขาสูงชื่อดังที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าคาราวานสายโบราณ เชื่อมลาดักกับเอเชียกลาง จากนั้นลงสู่ Nubra Valley หุบเขาที่ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งดอกไม้” โอบล้อมด้วยภูเขาและแม่น้ำ

ที่พัก: Nubra

Day 3: Hunder – Turtuk – Thang – Nubra

เที่ยว Hunder หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงจากเนินทรายกลางหุบเขาและอูฐสองหนอก ซึ่งเป็นมรดกจากเส้นทางสายไหมในอดีต จากนั้นไป Turtuk ระยะทางจาก Hunder ราว 85–90 กม. ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชม. หมู่บ้านเก่าใกล้ชายแดนปากีสถาน มีวัฒนธรรมแบบบัลติที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นในลาดัก และต่อไป Thัง อีกประมาณ 10–15 กม. เป็นหมู่บ้านชายแดนที่สามารถมองเห็นแนวเขตแดนได้ ก่อนเดินทางกลับ Nubra

ที่พัก: Nubra

Day 4: Nubra – Shyok River Road – Pangong Lake

เดินทางจาก Nubra ไป Pangong Lake ระยะทางประมาณ 170–180 กม. ใช้เวลาราว 6–7 ชม. โดยใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำ Shyok ซึ่งให้ทิวทัศน์สวยแปลกตา Pangong Lake เป็นทะเลสาบน้ำเค็มบนที่สูงที่ทอดยาวข้ามพรมแดนอินเดีย–ทิเบต มีชื่อเสียงจากสีของน้ำที่เปลี่ยนไปตามแสงแดดและช่วงเวลา และเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากภาพยนตร์ 3 Idiots

ที่พัก: Pangong Lake

Day 5: Pangong Lake – Leh

เดินทางกลับ Leh ระยะทางประมาณ 160 กม. ใช้เวลาประมาณ 5–6 ชม. ระหว่างทางชมภูมิประเทศที่เปลี่ยนจากทะเลสาบสีฟ้าเข้มสู่แนวเขาหินสูง เมือง Leh เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าเก่าและชุมชนสำคัญของชาวลาดักที่ยังคงกลิ่นอายทิเบตไวอย่างชัดเจน

ที่พัก: Leh

Day 6: Leh – Lamayuru – Sham Valley

ออกเดินทางจาก Leh ไป Lamayuru ระยะทางประมาณ 115–125 กม. ใช้เวลาราว 3–4 ชม. Lamayuru มีชื่อเล่นว่า “Moonland” เพราะภูมิประเทศรอบอารามมีลักษณะขรุขระคล้ายพื้นผิวดวงจันทร์ และเป็นที่ตั้งของ Lamayuru Monastery หนึ่งในอารามที่เก่าแก่ที่สุดในลาดัก มีตำนานเล่าว่าพื้นที่นี้เคยเป็นทะเลสาบใหญ่ก่อนพระอาจารย์มาทำให้แห้ง ต่อจากนั้นเที่ยว Sham Valley พื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องหมู่บ้านสีเขียว อารามเก่า และวิถีชีวิตท้องถิ่น

ที่พัก: Sham

Day 7: Sham Valley – Lingshed – Padum

วันนี้เป็นวันเดินทางไกล มุ่งหน้าสู่ Lingshed และต่อไป Padum ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 8–10 ชม. ตามสภาพถนนและเส้นทางภูเขา Lingshed เป็นหมู่บ้านห่างไกลที่มีชื่อเสียงด้านการเดินเทรคและบรรยากาศสงบแบบดั้งเดิม ก่อนเข้าสู่ Padum เมืองสำคัญที่สุดของหุบเขา Zanskar ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าและศาสนาของภูมิภาค

ที่พัก: Padum

Day 8: เที่ยว Padum

เที่ยวชมเมือง Padum และหมู่บ้านรอบๆ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของชาวซันสการ์ ซึ่งดำรงวัฒนธรรมพุทธแบบทิเบตไว้อย่างเข้มแข็ง ชมวัดเก่า บ้านเรือนท้องถิ่น และภูมิประเทศหุบเขาสูงที่ทำให้พื้นที่นี้เคยถูกตัดขาดจากโลกภายนอกในฤดูหนาวอยู่เป็นเวลานาน

ที่พัก: Padum

Day 9: Padum – Phuktal Gompa – Jispa

ออกเดินทางจาก Padum ไป Jispa เป็นวันเดินทางยาวประมาณ 10–12 ชม. แล้วแต่สภาพถนนและจุดแวะ ระหว่างทางผ่าน Phuktal Gompa อารามชื่อดังที่สร้างเกาะอยู่กับหน้าผาอย่างน่าอัศจรรย์ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ปลีกวิเวกของนักบวชมาตั้งแต่โบราณ ก่อนเดินทางต่อสู่ Jispa หมู่บ้านเล็กริมแม่น้ำ Bhaga ที่มีวิวภูเขาสวยและอากาศสงบ

ที่พัก: Jispa

Day 10: Jispa – Manali

เดินทางจาก Jispa ไป Manali ระยะทางประมาณ 135–140 กม. ใช้เวลาราว 5–6 ชม. ผ่านเส้นทางภูเขาสูงอันงดงาม Manali เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของรัฐหิมาจัลประเทศ รายล้อมด้วยป่าสน แม่น้ำ และยอดเขา เป็นเมืองพักผ่อนยอดนิยมมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมอังกฤษ

ที่พัก: Manali

Day 11: Manali – Leh – Delhi

เดินทางออกจาก Manali เพื่อไปยัง Leh และต่อเครื่องไป Delhi เป็นวันสำหรับการเดินทางเชื่อมต่อกลับเข้าสู่เมืองใหญ่ ปิดท้ายเส้นทางจากดินแดนภูเขาสูงของลาดักและซันสการ์สู่เมืองหลวงของอินเดีย 

Day 12: Delhi – กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ สิ้นสุดการเดินทางผ่านลาดัก นูบร้า ปางกอง ซันสการ์ และหิมาลัยตอนเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางที่โดดเด่นทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรมพุทธทิเบต และหมู่บ้านห่างไกลอันมีเอกลักษณ์ ที่พัก: –

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม