Categories
Trip-Hightlight 02 Iceland-Greenland-Faroe

กรีนแลนด์ ตามหาภูเขาน้ำแข็งยักษ์

กรีนแลนด์ ตามหาภูเขาน้ำแข็งยักษ์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เดินเล่น Nuuk เมืองหลวงเล็ก ๆ ชมบ้านไม้สีสันสดใสและโบสถ์แดงริมท่าเรือ
  • ล่องเรือไป Kangeq หมู่บ้านร้างกลางฟยอร์ด สัมผัสบรรยากาศเงียบสงบและชมมัมมี่ Qilakitsoq อายุ 500 ปีที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
  • บินต่อสู่ Ilulissat เมืองภูเขาน้ำแข็ง ล่องเรือชมวาฬและภูเขาน้ำแข็งยักษ์
  • ล่องเรือชมธารน้ำแข็ง Eqi Sermia และ Ilulissat Icefjord มรดกโลก ช่วงแสงเย็นน้ำแข็งเปลี่ยนสีสวยงาม
  • เดินเทรล Blue Trail เลียบ Icefjord ชมวิวภูเขาน้ำแข็งและทุ่งทุนดรา
  • ปิดท้ายด้วยการเดินเล่นใน Ilulissat ก่อนบินกลับโคเปนเฮเกนและกรุงเทพฯ ทริปนี้เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความทรงจำที่ไม่ลืม
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ → โคเปนเฮเกน
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน → Nuuk
ต่อเครื่องสู่เมืองหลวงกรีนแลนด์ เที่ยว Old Colonial Harbour ถ่ายรูป Hans Egede Statue และชม Nuuk Cathedral

วันที่ 3: Nuuk – Kangeq
ล่องเรือสู่หมู่บ้านร้าง Kangeq ชมร่องรอยอดีต และเข้าชม Greenland National Museum ดู Qilakitsoq Mummies

วันที่ 4: Nuuk → Ilulissat
บินสู่ Ilulissat ชมเมือง แวะ Zion Church และ Ilulissat Art Museum ก่อนล่องเรือชมวาฬท่ามกลางภูเขาน้ำแข็ง

วันที่ 5: Ilulissat – Eqi Sermia – Icefjord
ล่องเรือสู่ธารน้ำแข็ง Eqi Sermia ชมปรากฏการณ์น้ำแข็งถล่ม และล่องเรือชม Ilulissat Icefjord ยามเย็น

วันที่ 6: Ilulissat
เดินเทรล Blue Trail เต็มวัน ชมวิว Icefjord และภูเขาน้ำแข็งตระการตาตลอดเส้นทาง

วันที่ 7: Ilulissat → โคเปนเฮเกน
อิสระช่วงเช้า ก่อนเดินทางกลับโคเปนเฮเกน และเข้าที่พักพักผ่อน

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน → กรุงเทพฯ
อิสระช่วงเช้า ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับประเทศไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากแดนขั้วโลก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • ค่าเรือ และรถรับส่ง ตลอดทริป
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Day 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

ออกเดินทางจาก กรุงเทพฯ สู่กรุง โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–18 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาแวะต่อเครื่อง เป็นวันเริ่มต้นของทริปสแกนดิเนเวียเพื่อเชื่อมต่อสู่ กรีนแลนด์

ที่พัก: พักบนเครื่อง / ตามเที่ยวบิน

Day 2: โคเปนเฮเกน – Nuuk

เดินทางถึง โคเปนเฮเกน แล้วต่อเครื่องบินสู่เมือง Nuuk เมืองหลวงของ กรีนแลนด์ ใช้เวลาบินประมาณ 4.5–5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองหลวงที่อยู่ใกล้เขตอาร์กติกมากที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชาวกรีนแลนด์

เที่ยวชม Old Colonial Harbour ท่าเรือเก่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองในยุคอาณานิคมเดนมาร์ก รายล้อมด้วยบ้านไม้หลากสีแบบดั้งเดิม
แวะถ่ายรูปกับ Hans Egede Statue มิชชันนารีชาวนอร์เวย์-เดนมาร์กผู้ก่อตั้งนิคม Nuuk ในปี 1728
ชม Nuuk Cathedral หรือโบสถ์สีแดง สัญลักษณ์สำคัญของเมือง สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเรียบง่ายแบบลูเธอรัน

ที่พัก: Nuuk

Day 3: Kangeq – Greenland National Museum

นั่งเรือลัดเลาะฟยอร์ดจาก Nuuk สู่ Kangeq ใช้เวลาประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง หมู่บ้านประมงเก่าที่ถูกทิ้งร้าง บริเวณนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะเป็นพื้นที่ที่ Hans Egede เดินทางมาถึง กรีนแลนด์ ครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18
เดินชมซากบ้านไม้เก่าและบรรยากาศเงียบสงบของชุมชนริมทะเลอาร์กติก เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอินูอิต

กลับเข้าเมืองและเข้าชม Greenland National Museum พิพิธภัณฑ์สำคัญที่สุดของประเทศ จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดีของชาวกรีนแลนด์
ไฮไลต์คือ Qilakitsoq Mummies มัมมี่หญิงและเด็กชาวอินูอิตอายุกว่า 500 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในอาร์กติก และช่วยให้เข้าใจการแต่งกาย ความเชื่อ และชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต

ที่พัก: Nuuk

Day 4: Nuuk – Ilulissat

เดินทางโดยเครื่องบินจาก Nuuk สู่เมือง Ilulissat ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ไหลออกมาจากธารน้ำแข็ง Sermeq Kujalleq

เที่ยวชมตัวเมือง Ilulissat เมืองเล็กริมอ่าวที่มีบ้านสีสดตัดกับภูมิประเทศน้ำแข็ง
แวะชม Zion Church โบสถ์ไม้สีน้ำตาลแดงริมอ่าว สร้างขึ้นในปี 1779 ถือเป็นหนึ่งในอาคารเก่าแก่และเป็นภาพจำของเมือง
เข้าชม Ilulissat Art Museum ซึ่งตั้งอยู่ในบ้านเดิมของ Knud Rasmussen นักสำรวจขั้วโลกผู้มีชื่อเสียง และจัดแสดงศิลปะที่สะท้อนชีวิตและธรรมชาติของกรีนแลนด์

ช่วงเย็นล่องเรือ Whale Watching ออกสู่ทะเลใกล้เมือง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อตามหา วาฬหลังค่อม และ วาฬมิงค์ ซึ่งมักปรากฏตัวในช่วงฤดูร้อนท่ามกลางฉากหลังของภูเขาน้ำแข็ง

ที่พัก: Ilulissat

Day 5: Eqi Sermia Glacier – Ilulissat Icefjord

ออกเดินทางล่องเรือเต็มวันสู่ Eqi Sermia Glacier ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 3–5 ชั่วโมงต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและชนิดเรือ ธารน้ำแข็งแห่งนี้มีชื่อเสียงจากปรากฏการณ์ calving หรือการแตกถล่มของผืนน้ำแข็งลงสู่ทะเล เสียงแตกดังสนั่นเป็นหนึ่งในภาพธรรมชาติที่น่าประทับใจที่สุดของกรีนแลนด์

ช่วงบ่ายหรือเย็น ล่องเรือชม Ilulissat Icefjord อย่างใกล้ชิด เขตฟยอร์ดน้ำแข็งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก เพราะเป็นพื้นที่ที่ธารน้ำแข็งผลิตภูเขาน้ำแข็งจำนวนมหาศาลตลอดปี
จุดเด่นคือภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์รูปร่างแปลกตาที่ลอยเต็มผืนน้ำ โดยเฉพาะช่วงแสงเย็นที่ผิวน้ำแข็งจะสะท้อนสีทองสวยงามมาก

ที่พัก: Ilulissat

Day 6: Blue Trail Trekking

เดินเทรลเส้นทาง Blue Trail แบบเต็มวัน ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 3–5 ชั่วโมง ตามจังหวะการเดินและเวลาหยุดชมวิว เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่สวยที่สุดของ Ilulissat

ระหว่างทางจะได้ชมวิวชายฝั่งของ Icefjord ทุ่งทุนดรา เนินหิน และภูเขาน้ำแข็งที่อัดแน่นอยู่ในปากอ่าว เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสภูมิประเทศอาร์กติกอย่างใกล้ชิด
ความสำคัญของพื้นที่นี้อยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบธารน้ำแข็งที่เคลื่อนตัวเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสะท้อนพลังของธรรมชาติในเขตขั้วโลกได้อย่างชัดเจน

ที่พัก: Ilulissat

Day 7: Ilulissat – โคเปนเฮเกน

ช่วงเช้าอิสระเก็บภาพบรรยากาศสุดท้ายของเมืองน้ำแข็ง ก่อนเดินทางสู่สนามบิน
บินจาก Ilulissat กลับ โคเปนเฮเกน โดยใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 6–8 ชั่วโมง และมักมีการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทาง เป็นวันสำหรับอำลาดินแดนอาร์กติกและกลับเข้าสู่เมืองหลวงของเดนมาร์ก

ที่พัก: โคเปนเฮเกน

Day 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ช่วงเช้าอิสระสำหรับพักผ่อนหรือเลือกซื้อของฝากใน โคเปนเฮเกน ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับ กรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–18 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเที่ยวบินและเวลาเปลี่ยนเครื่อง

ที่พัก: พักบนเครื่อง / ตามเที่ยวบิน

Day 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจาก กรีนแลนด์ ดินแดนแห่งฟยอร์ด ภูเขาน้ำแข็ง และประวัติศาสตร์ของชาวอินูอิต

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

ไอซ์แลนด์แกรนด์ รอบเกาะ

ไอซ์แลนด์แกรนด์ รอบเกาะ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกสุดไอคอนิก มุมถ่ายรูปมหาชนที่ให้เราได้หยุดพักสายตาและซึมซับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
  • Dettifoss น้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป ลองไปยืนฟังเสียงน้ำคำรามแล้วจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์ที่เติมเต็มหัวใจ
  • Jokulsarlon และ Diamond Beach ชมก้อนน้ำแข็งใสเปล่งประกายบนหาดทรายดำ ความงามชั่วคราวที่สอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน
  • Reynisfjara หาดทรายดำและแท่งหินบะซอลต์สุดเท่ เดินทอดน่องฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ปล่อยใจให้กลมกลืนไปกับความลึกลับของธรรมชาติ
  • Golden Circle รวบตึงความมหัศจรรย์ของน้ำพุร้อน Geysir และน้ำตก Gullfoss เส้นทางคลาสสิกที่ปลุกความตื่นเต้นในตัวเราได้เสมอ
  • Blue Lagoon แช่น้ำแร่สีฟ้าพาสเทลอุ่นๆ ท่ามกลางอากาศหนาว เป็นการฮีลลิ่งร่างกายและจิตใจปิดท้ายทริปอย่างสมบูรณ์แบบ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน เพื่อเตรียมต่อเครื่องไปยังประเทศไอซ์แลนด์

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður

เดินทางถึงโคเปนเฮเกนและต่อเครื่องสู่เคฟลาวิก จากนั้นออกเดินทางไปชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กดังที่สุดของไอซ์แลนด์ โดดเด่นด้วยรูปทรงสวยแปลกตาและเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður

วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri

เดินทางสู่ Hvitserkur โขดหินกลางทะเลรูปทรงคล้ายสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นจุดเด่นของชายฝั่งทางเหนือและเหมาะกับการถ่ายภาพธรรมชาติ จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมือง Akureyri เมืองสำคัญทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์

วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir

ชม Godafoss หรือ “น้ำตกแห่งพระเจ้า” น้ำตกที่มีรูปทรงโค้งงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต่อด้วย Hverarönd/Hverir พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ไอร้อน และสีสันของแร่ธาตุ จากนั้นชม Dettifoss น้ำตกขนาดใหญ่ทรงพลังที่ขึ้นชื่อเรื่องความยิ่งใหญ่ ก่อนเดินทางเข้าสู่เมือง Egilsstaðir เพื่อพักค้างคืน

วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn

เดินทางไปชม Hengifoss น้ำตกที่มีเอกลักษณ์จากชั้นหินสีแดงสลับดำด้านข้างหน้าผา จากนั้นผ่านเส้นทาง Eastfjords ซึ่งโดดเด่นด้วยวิวฟยอร์ด ชายฝั่ง และหมู่บ้านเล็กสงบสวยงาม แวะถ่ายรูปที่ Vestrahorn ภูเขาทรงคมเข้มริมทะเลที่มีฉากหลังโดดเด่นจนได้ฉายาว่า The Batman Mountain ก่อนเข้าพักที่เมือง Höfn

วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik

ชม Jökulsárlón ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ท่ามกลางวิวสุดอลังการ ต่อด้วย Diamond Beach ชายหาดทรายดำที่มีก้อนน้ำแข็งใสราวเพชรเกยฝั่ง ระหว่างทางผ่านเขตอุทยานแห่งชาติ Skaftafell ซึ่งมีภูมิประเทศธารน้ำแข็งและธรรมชาติอันโดดเด่น รวมถึงทุ่งมอสบนลาวาที่เป็นภาพจำของไอซ์แลนด์ จากนั้นเข้าสู่เมือง Vik ชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดัง และ Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่มีลวดลายธรรมชาติสวยแปลกตา พักที่ Vik

วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik

เริ่มต้นด้วยการชม Skogafoss น้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยสง่าและมักเห็นสายรุ้งในวันที่อากาศดี ต่อด้วย Seljalandsfoss น้ำตกชื่อดังที่สามารถเดินชมด้านหลังม่านน้ำได้ จากนั้นเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle แวะชม Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติ, Gullfoss น้ำตกทองคำขนาดใหญ่ที่ไหลลดหลั่นอย่างสวยงาม และ Thingvellir อุทยานแห่งชาติมรดกโลก จุดสำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ของประเทศ ก่อนพักที่เมืองเรคยาวิก

วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik

ล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก สัมผัสอีกหนึ่งกิจกรรมเด่นของไอซ์แลนด์ จากนั้นเที่ยวชมเมือง โดยแวะ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงที่สุดและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง, Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลที่สื่อถึงการเดินทางและการค้นพบ, และ Harpa อาคารคอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์โดดเด่น ก่อนปิดท้ายด้วยการแช่น้ำแร่ที่ Blue Lagoon บ่อน้ำพุร้อนชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แล้วเข้าพักที่ Keflavik

วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok

เดินทางจากเคฟลาวิกกลับสู่โคเปนเฮเกน และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของไอซ์แลนด์

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งไฟ น้ำแข็ง น้ำตก ธารน้ำแข็ง และภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างนุ่มนวลจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินของ Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาเดินทางราว 11 ชั่วโมง ก่อนจะต่อเครื่องสู่ดินแดนที่ถูกขนานนามว่าเป็น “เกาะแห่งไฟและน้ำแข็ง” อย่างไอซ์แลนด์ วันแรกจึงเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปล่อยใจออกจากชีวิตประจำวัน แล้วเตรียมเปิดรับภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์ที่รออยู่เบื้องหน้า

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður

หลังต่อเครื่องจากโคเปนเฮเกนสู่สนามบินเคฟลาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที เราเริ่มต้นการเดินทางบนถนนสายไอซ์แลนด์อย่างแท้จริง โดยขับรถต่อไปยัง Kirkjufell ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ภูเขาทรงหมวกอันโด่งดังที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนน้ำและทุ่งหญ้าแห่งคาบสมุทรสไนแฟลซเนส

Kirkjufell ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในภูเขาที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในไอซ์แลนด์ เพราะรูปทรงที่สมบูรณ์ราวกับภาพวาด และยังเป็นฉากที่แฟนซีรีส์หลายคนจดจำได้ดี ความงดงามของที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ตัวภูเขา แต่อยู่ที่บรรยากาศรอบด้านที่เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แบบเหนือจริง ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður เมืองเล็กริมฟยอร์ดที่ใช้เวลาเดินทางจากจุดชมวิวเพียงไม่กี่นาที เหมาะกับการพักใจในค่ำคืนแรกอย่างแท้จริง

วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri

เช้าวันนี้ออกเดินทางจาก Grundarfjörður ไปยัง Hvitserkur ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที เส้นทางทอดผ่านทุ่งโล่ง ภูเขาเตี้ย และชายฝั่งที่ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างอย่างงดงาม

Hvitserkur คือโขดหินบะซอลต์ขนาดใหญ่กลางทะเล สูงราว 15 เมตร รูปร่างคล้ายมังกรหรือสัตว์ยักษ์กำลังก้มดื่มน้ำ ตามตำนานเล่าว่าเดิมทีคือโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์จนกลายเป็นหิน จุดนี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายภาพสวย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติและเรื่องเล่าพื้นถิ่นหลอมรวมกันอย่างน่าหลงใหล

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Akureyri ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที เมืองสำคัญทางตอนเหนือของประเทศที่มักถูกเรียกว่า “เมืองหลวงแห่งนอร์ทไอซ์แลนด์” บรรยากาศอบอุ่นกว่าที่คิด มีทั้งท่าเรือ โบสถ์ และบ้านเรือนเรียบง่ายที่ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์น่าพักค้าง

วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir

ออกจาก Akureyri ไปยัง Godafoss ใช้เวลาประมาณ 40–45 นาที น้ำตกแห่งนี้มีชื่อแปลว่า “น้ำตกแห่งพระเจ้า” และมีเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ไอซ์แลนด์ เมื่อครั้งผู้นำท้องถิ่นตัดสินใจรับศาสนาคริสต์และโยนรูปเคารพเทพเจ้านอร์สลงสู่น้ำตกแห่งนี้ จึงทำให้ Godafoss ไม่ได้งดงามเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Hverir ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ควันไอน้ำ และผืนดินสีสนิมสลับเหลืองราวกับอีกดาวเคราะห์ กลิ่นกำมะถันในอากาศและไอร้อนที่ลอยขึ้นจากพื้นดิน ย้ำเตือนว่าไอซ์แลนด์คือดินแดนที่โลกยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ขับต่อไปยัง Dettifoss ราว 1 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป มวลน้ำมหาศาลที่พุ่งกระแทกหน้าผาอย่างดุดัน ทำให้ผู้มาเยือนไม่ได้เพียง “เห็น” แต่รู้สึกได้ถึงพลังของธรรมชาติอย่างแท้จริง

ช่วงบ่ายเดินทางเข้าเมือง Egilsstaðir ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อพักค้างคืน เมืองนี้ถือเป็นศูนย์กลางของฝั่งตะวันออก รายล้อมด้วยภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติที่เงียบสงบ

วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn

จาก Egilsstaðir เดินทางไปยังจุดเริ่มต้นทางเดินสู่ Hengifoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ก่อนเดินเท้าขึ้นไป-กลับราว 1.5–2 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้โดดเด่นด้วยชั้นหินสีแดงสลับดำบนหน้าผา ซึ่งเกิดจากเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกันมานับล้านปี เป็นภาพธรรมชาติที่ทั้งแปลกตาและสง่างาม

จากนั้นเริ่มเดินทางเลียบเส้นทาง Eastfjords ช่วงหนึ่งไปยัง Vestrahorn รวมเวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง รวมแวะพักระหว่างทาง เส้นทางฝั่งตะวันออกนี้คือหนึ่งในช่วงถนนที่สวยที่สุดของไอซ์แลนด์ ฟยอร์ดเว้าโค้ง ชายฝั่งทอดยาว หมู่บ้านประมงเล็ก ๆ และภูเขาที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลอย่างเงียบงาม ทำให้การขับรถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

Vestrahorn คือภูเขาทรงแหลมคมสีเข้มริมทะเลที่โด่งดังมากในหมู่ช่างภาพ ด้วยแนวสันเขาดุดันและเงาสะท้อนบนหาดเปียก จนหลายคนเรียกที่นี่ว่า The Batman Mountain เป็นจุดที่ทำให้รู้สึกว่าไอซ์แลนด์ไม่ใช่เพียงสวย แต่ยังมีบุคลิกเข้มขรึมและน่าค้นหา

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยัง Höfn ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เมืองเล็กริมทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล และเป็นจุดพักยอดนิยมของนักเดินทางสายริงโรด

วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik

ออกจาก Höfn ไปยัง Jökulsárlón ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบธารน้ำแข็งแห่งนี้เป็นเหมือนภาพฝันของไอซ์แลนด์ ก้อนน้ำแข็งสีฟ้าขาวลอยนิ่งอยู่บนผืนน้ำ ท่ามกลางฉากหลังของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ ความงามของที่นี่เปลี่ยนไปทุกชั่วโมงตามแสง ฟ้า และการเคลื่อนตัวของน้ำแข็ง

ฝั่งตรงข้ามคือ Diamond Beach ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก้อนน้ำแข็งที่ถูกคลื่นพัดขึ้นมาเกยหาดทรายดำสะท้อนแสงระยิบระยับราวอัญมณี จึงเป็นจุดที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในภาพจำที่งดงามที่สุดของไอซ์แลนด์

เดินทางต่อไปยัง Skaftafell ใช้เวลาประมาณ 45 นาที พื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull ที่ขึ้นชื่อเรื่องธารน้ำแข็ง ทุ่งมอส และภูมิประเทศที่เกิดจากไฟและน้ำแข็งร่วมกันอย่างน่าทึ่ง แม้เพียงขับรถผ่านก็ยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมือง Vik ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างทางวิวลาวามอสทอดยาวราวพรมสีเขียว

เมื่อถึง Vik แวะชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดังที่มีคลื่นแอตแลนติกซัดเข้าฝั่งอย่างทรงพลัง และเสาหินทะเล Reynisdrangar ที่มีตำนานเล่าว่าเป็นโทรลล์ที่กลายเป็นหินเมื่อโดนแสงอาทิตย์ ส่วน Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่เรียงตัวเป็นลวดลายเรขาคณิตอย่างน่ามหัศจรรย์ คืออีกหนึ่งหลักฐานว่าธรรมชาติของไอซ์แลนด์มีทั้งความดิบและความประณีตในเวลาเดียวกัน

วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik

เช้านี้ออกจาก Vik ไปยัง Skogafoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที น้ำตกขนาดใหญ่ที่ทิ้งตัวตรงลงมาจากหน้าผากว้างอย่างสง่างาม วันที่อากาศดีมักมีสายรุ้งพาดผ่านละอองน้ำ ตามตำนานท้องถิ่นยังเชื่อว่ามีหีบสมบัติซ่อนอยู่หลังน้ำตก ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ที่นี่ดูโรแมนติกและลึกลับ

จากนั้นไปยัง Seljalandsfoss ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จุดเด่นคือสามารถเดินอ้อมไปด้านหลังม่านน้ำได้ ทำให้เห็นมุมมองของน้ำตกที่แตกต่างและมีชีวิตชีวา

เดินทางต่อเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีไปยังเขต Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่งเป็นต้นกำเนิดคำว่า “geyser” ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนพุ่งทั่วโลก แม้ Geysir เดิมจะปะทุไม่สม่ำเสมอแล้ว แต่ Strokkur ที่อยู่ใกล้กันยังพ่นน้ำร้อนขึ้นฟ้าทุกไม่กี่นาที

จากนั้นไปยัง Gullfoss ใช้เวลาราว 10 นาที น้ำตกทองคำที่ไหลลดหลั่นลงสู่แคนยอนอย่างยิ่งใหญ่ สวยทั้งในวันที่แดดออกและวันที่หมอกน้ำปกคลุม

ต่อไปยัง Thingvellir ใช้เวลาประมาณ 50 นาที อุทยานแห่งชาติที่สำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเซียแยกออกจากกัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งรัฐสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10

ช่วงเย็นเดินทางเข้า Reykjavik ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เมืองหลวงเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของศิลปะ การออกแบบ และวิถีชีวิตเรียบง่าย

วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik

เช้าวันนี้เริ่มต้นอย่างสดชื่นกับกิจกรรมล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง นี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติของไอซ์แลนด์ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งปลาวาฬหลังค่อม โลมา หรือแม้แต่นกทะเลที่บินเคียงเรือ ทุกอย่างทำให้ผืนน้ำเย็นของแอตแลนติกดูมีชีวิตขึ้นอย่างน่าประทับใจ

หลังจากนั้นใช้เวลาเที่ยวชมเมืองอย่างสบาย ๆ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงเด่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของลาวาบะซอลต์ คือสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ขณะที่ Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลสื่อถึงความหวัง การเดินทาง และการค้นพบ ส่วน Harpa คอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์ร่วมสมัยก็สะท้อนบุคลิกของเรคยาวิกได้อย่างดี—เล็กแต่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์

ช่วงบ่ายเดินทางไป Blue Lagoon ใช้เวลาประมาณ 50 นาที สปาน้ำแร่ชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แม้จะเป็นสถานที่ยอดนิยมมาก แต่เมื่อได้แช่อยู่ในน้ำสีฟ้าน้ำนมอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศเย็น ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงเป็นเหมือนพิธีปิดท้ายทริปไอซ์แลนด์ที่หลายคนไม่อยากพลาด
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Keflavik ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพื่อพักผ่อนในคืนสุดท้าย

วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok

ได้เวลาบอกลาไอซ์แลนด์ เดินทางจากเคฟลาวิกสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที ก่อนต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง แม้การเดินทางกลับจะยาวนาน แต่ภาพของภูเขา ฟยอร์ด น้ำตก ธารน้ำแข็ง และหาดทรายดำยังคงติดอยู่ในใจอย่างชัดเจน

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนที่ธรรมชาติดูเหมือนยังสร้างโลกไม่เสร็จ ไอซ์แลนด์ไม่ใช่แค่จุดหมายสำหรับการไป “เช็กอิน” แต่เป็นประเทศที่ทำให้เราอยากเดินทางให้ช้าลง มองให้ลึกขึ้น และปล่อยให้ความเงียบของธรรมชาติค่อย ๆ ทำงานกับความรู้สึกภายในอย่างอ่อนโยน
นี่จึงไม่ใช่เพียงทริปท่องเที่ยว แต่เป็นการเดินทางที่ทั้งงดงาม สงบ และน่าจดจำไปอีกนาน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

ไอซ์แลนด์ Winter ไฮไลท์​

ไอซ์แลนด์ Winter ไฮไลท์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • น้ำตกกูลล์ฟอสส์และเกย์เซอร์: ปล่อยใจรับพลังธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ และลุ้นระทึกไปกับน้ำพุร้อนที่พุ่งทะยานสู่ฟ้า
  • หาดทรายดำ Reynisfjara: เดินทอดน่องฟังเสียงคลื่นกระทบแท่งหินบะซอลต์ สัมผัสความลึกลับและงดงามที่ธรรมชาติปั้นแต่ง
  • ทะเลสาบ Jokulsarlon และ Diamond Beach: นั่งมองธารน้ำแข็งยักษ์ลอยล่อง และชมก้อนน้ำแข็งส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรบนหาดทราย
  • ถ้ำน้ำแข็งคริสตัล: ก้าวสู่โลกสีฟ้าครามใต้ธารน้ำแข็ง สัมผัสความมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวอยู่ตามธรรมชาติแบบเอ็กซ์คลูซีฟ
  • บลูลากูน: ทิ้งความเหนื่อยล้าตลอดทริป แล้วลงแช่น้ำแร่สีฟ้าละมุนให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1 – กรุงเทพฯ > โคเปน
เดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่กรุงโคเปน

วันที่ 2 – เคฟลาวิก > ธิงเควลลิร์ > กูลล์ฟอสส์
เดินทางถึงไอซ์แลนด์ ชมอุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ และพักค้างคืนบริเวณกูลล์ฟอสส์

วันที่ 3 – กูลล์ฟอสส์ > เกย์เซอร์ > Kerid Crater > เซลฟอสส์
เที่ยวชมน้ำตกกูลล์ฟอสส์ น้ำพุร้อนเกย์เซอร์ และแวะปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ก่อนเข้าพักที่เซลฟอสส์

วันที่ 4 – เซลฟอสส์ > Seljalandsfoss > Skógafoss > Dyrhólaey > Reynisfjara > Vík
ชมสองน้ำตกชื่อดัง เที่ยวแหลม Dyrhólaey หาดทรายดำ Reynisfjara และโขดหิน Reynisdrangar ก่อนพักที่ Vík

วันที่ 5 – Vík > Lava Field > Jökulsárlón > Diamond Beach
ผ่านทุ่งหญ้ามอสบนลาวาฟิลด์ ชมทะเลสาบธารน้ำแข็ง Jökulsárlón และ Diamond Beach แล้วพักค้างคืนบริเวณ Jökulsárlón

วันที่ 6 – Jökulsárlón > Ice Cave > Vík
เข้าชมถ้ำคริสตัลหรือถ้ำน้ำแข็งตามสภาพอากาศ และเดินทางกลับมาพักที่ Vík

วันที่ 7 – Vík > เรคยาวิก > Blue Lagoon > เคฟลาวิก
เดินทางกลับเรคยาวิก ชม Hallgrímskirkja, Sun Voyager และ Harpa ก่อนแช่น้ำแร่ Blue Lagoon และพักที่เคฟลาวิก

วันที่ 8 – เคฟลาวิก > โคเปนเฮเกน > กรุงเทพฯ
ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่โคเปนเฮเกน

วันที่ 9 – กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่กรุงโคเปนเฮเกน เพื่อเตรียมต่อเที่ยวบินไปไอซ์แลนด์ เป็นวันเดินทางระยะไกล เหมาะสำหรับพักผ่อนบนเครื่องและจัดเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับทริปธรรมชาติในวันถัดไป 

วันที่ 2: ปารีส – เคฟลาวิก – อุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ – กูลล์ฟอสส์

เดินทางถึงสนามบินเคฟลาวิก แล้วออกเดินทางสู่เส้นทาง Golden Circle ระยะทางรวมคร่าวๆ ประมาณ 170–200 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถรวมประมาณ 3–4 ชั่วโมง

แวะชม อุทยานแห่งชาติธิงเควลลิร์ (Þingvellir National Park) สถานที่สำคัญทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเซียค่อยๆ แยกออกจากกัน และยังเป็นที่ตั้งรัฐสภาโบราณของไอซ์แลนด์ซึ่งถือว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากนั้นเดินทางต่อไปยังกูลล์ฟอสส์ หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ น้ำไหลตกลงเป็น 2 ชั้นอย่างทรงพลังในหุบเขาลึก จนได้รับฉายาว่า “น้ำตกทองคำ”

ที่พัก: กูลล์ฟอสส์

วันที่ 3: กูลล์ฟอสส์ – เกย์เซอร์ – Kerid Crater – เซลฟอสส์

เดินทางเที่ยวต่อในเขต Golden Circle ระยะทางรวมประมาณ 120–150 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถรวมประมาณ 2–3 ชั่วโมง

เริ่มจากชมน้ำตกกูลล์ฟอสส์ในช่วงเช้า ซึ่งแสงและสภาพอากาศยามเช้ามักให้บรรยากาศต่างจากวันก่อน

ต่อด้วยเขตน้ำพุร้อนเกย์เซอร์ (Geysir Geothermal Area) พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เป็นต้นกำเนิดคำว่า “geyser” ในภาษาอังกฤษ ปัจจุบันแม้เกย์เซอร์ดั้งเดิมจะปะทุไม่บ่อย แต่ Strokkur ที่อยู่ใกล้กันยังพ่นน้ำร้อนสูงขึ้นฟ้าเป็นระยะ สร้างภาพจำอันโดดเด่นของไอซ์แลนด์

แวะปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ซึ่งมีลักษณะเด่นเป็นแอ่งภูเขาไฟสีแดงล้อมทะเลสาบสีฟ้า เชื่อกันว่าเกิดจากการยุบตัวหลังการปะทุในอดีต ทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยแปลกตา

จากนั้นเดินทางเข้าสู่เมืองเซลฟอสส์

ที่พัก: เซลฟอสส์

วันที่ 4: เซลฟอสส์ – เซลยาลันส์ฟอสส์ – สโกก้าฟอสส์ – Dyrhólaey – Reynisfjara – Reynisdrangar – Vík

วันนี้เป็นการเดินทางเลียบชายฝั่งทางใต้ ระยะทางประมาณ 160–180 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 2.5–3.5 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาแวะเที่ยว

แวะชมน้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ น้ำตกชื่อดังที่สามารถเดินอ้อมไปด้านหลังม่านน้ำได้ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เห็นพลังธรรมชาติในมุมไม่เหมือนที่อื่น

ต่อไปยังสโกก้าฟอสส์ น้ำตกขนาดใหญ่ที่ตกลงจากหน้าผาเกือบเป็นเส้นตรง ตำนานท้องถิ่นเล่าว่ามีหีบสมบัติของชาวไวกิ้งซ่อนอยู่หลังน้ำตกแห่งนี้

จากนั้นเที่ยวแหลม Dyrhólaey จุดชมวิวชายฝั่งและซุ้มหินธรรมชาติกลางทะเล ซึ่งเป็นแหล่งดูนกทะเลในบางฤดู

ต่อด้วยหาดทรายดำ Reynisfjara ชายหาดที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟเย็นตัวจนกลายเป็นทรายสีดำ โดดเด่นด้วยแท่งหินบะซอลต์เรียงตัวสวยงาม

ส่วนโขดหิน Reynisdrangar ที่ตั้งตระหง่านกลางทะเล มีตำนานเล่าว่าเป็นโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์จนกลายเป็นหิน

ที่พัก: Vík

วันที่ 5: Vík – Lava Field – Jökulsárlón – Diamond Beach – Jökulsárlón

ออกเดินทางต่อสู่ฝั่งตะวันออกของชายฝั่งใต้ ระยะทางประมาณ 190–220 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง

ระหว่างทางชมทุ่งหญ้ามอส Lava Field ภูมิประเทศลาวาเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยมอสสีเขียวหนานุ่ม เกิดจากการปะทุครั้งใหญ่ in อดีตและค่อยๆ ฟื้นคืนโดยธรรมชาติอย่างช้าๆ

จากนั้นถึงทะเลสาบธารน้ำแข็ง Jökulsárlón หนึ่งในจุดไฮไลต์ของไอซ์แลนด์ ที่นี่ก้อนน้ำแข็งขนาดต่างๆ แตกตัวจากธารน้ำแข็งแล้วลอยอยู่ในทะเลสาบ ก่อนค่อยๆ ไหลออกสู่ทะเล เป็นภาพที่สวยและเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ใกล้กันคือ Diamond Beach ชายหาดที่ก้อนน้ำแข็งใสถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนทรายสีดำ จนดูเหมือนเพชรกระจายอยู่ริมทะเล

ที่พัก: Jökulsárlón

วันที่ 6: Jökulsárlón – ถ้ำคริสตัล – Vík

วันนี้เข้าชมถ้ำคริสตัล (Ice Cave) โดยการเข้าชมขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความปลอดภัย ใช้เวลาเที่ยวรวมคร่าวๆ ครึ่งวันถึง 1 วัน จากนั้นเดินทางกลับ Vík ระยะทางประมาณ 190–220 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง

ถ้ำคริสตัลเป็นโพรงน้ำแข็งธรรมชาติภายในธารน้ำแข็ง ผนังน้ำแข็งสีฟ้าใสเกิดจากการอัดตัวของหิมะเป็นเวลายาวนาน จึงเป็นสถานที่ที่หลายคนอยากมาชมความงามที่เกิดขึ้นชั่วคราวและเปลี่ยนรูปไปทุกฤดูกาล

หลังจบทัวร์เดินทางย้อนกลับไปพักที่เมือง Vík

ที่พัก: Vík

วันที่ 7: Vík – เรคยาวิก – Blue Lagoon – เคฟลาวิก

เป็นวันเดินทางค่อนข้างไกล ระยะทางรวมประมาณ 230–280 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมง

เดินทางกลับสู่กรุงเรคยาวิก เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ แล้วเที่ยวชมโบสถ์ Hallgrímskirkja โบสถ์ทรงสูงที่ออกแบบให้คล้ายแท่งลาวาบะซอลต์ สะท้อนเอกลักษณ์ธรรมชาติของประเทศ

แวะชม Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลที่มีลักษณะคล้ายเรือไวกิ้ง สื่อถึงการเดินทาง ความหวัง และการค้นพบดินแดนใหม่

ต่อด้วยอาคาร Harpa อาคารคอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์โดดเด่น ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงผลึกและภูมิประเทศของไอซ์แลนด์

จากนั้นไปผ่อนคลายที่ Blue Lagoon บ่อน้ำแร่ร้อนชื่อดัง น้ำสีฟ้าน้ำนมแห่งนี้เกิดจากแร่ธาตุซิลิกาและพลังงานความร้อนใต้พิภพ จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ

ที่พัก: เคฟลาวิก

วันที่ 8: เคฟลาวิก – โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ออกเดินทางจากเคฟลาวิก เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยแวะต่อเครื่องที่โคเปนเฮเกน เป็นวันเดินทางไกลรวมหลายช่วง ควรเผื่อเวลาเปลี่ยนเครื่องและพักผ่อนระหว่างทาง

วันที่ 9: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ปิดท้ายทริปไอซ์แลนด์ที่เต็มไปด้วยภูมิประเทศภูเขาไฟ น้ำตก ธารน้ำแข็ง และเรื่องราวธรรมชาติอันโดดเด่นของดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

หมู่เกาะแฟโร ทะเลสาบมายา นกพัฟฟิน บ้านหลังคาหญ้า

เกาะแฟโร ทะเลสาบมายา และพัฟฟิน
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • สัมผัสธรรมชาติแฟโรที่ยิ่งใหญ่และเงียบสงบ ทั้งเสาหิน Trøllkonufingur หมู่บ้าน Kirkjubøur และเมืองหลวง Tórshavn
  • ล่องเรือชมฝูงนกพัฟฟินที่ Mykines เดินเทรลชมวิวหน้าผาและทะเลชมทะเลสาบลอยฟ้า Trælanípa น้ำตก Bøsdalafossur และซุ้มประตูหิน Drangarnir
  • เที่ยวหมู่บ้าน Saksun, Gjógv, Eiði และ Vestmanna สัมผัสวิถีชีวิตชาวเกาะ
  • ตามรอย James Bond ที่ Kalsoy ชมวิวประภาคาร Kallur Lighthouse และรูปปั้น Seal Woman
  • ปิดท้ายที่ Gasadalur น้ำตก Múlafossur และเดินเล่นชิล ๆ ในโคเปนเฮเกน
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ บินตรงสู่โคเปนเฮเกนด้วยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG950 เพื่อเตรียมต่อสู่ดินแดนธรรมชาติอันโดดเด่นของหมู่เกาะแฟโร

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – หมู่เกาะแฟโร – Tórshavn

เดินทางเข้าสู่หมู่เกาะแฟโร ดินแดนแห่งธรรมชาติบริสุทธิ์และหมู่บ้านเก่าแก่

Trøllkonufingur: เสาหินกลางทะเลชื่อดังที่มีรูปร่างแปลกตา พร้อมตำนานพื้นบ้านที่น่าสนใจ

Kirkjubøur: หมู่บ้านประวัติศาสตร์สำคัญของแฟโร ชมโบสถ์หินและบรรยากาศย้อนยุค

Tórshavn: เมืองหลวงขนาดเล็กที่เงียบสงบ เหมาะกับการเดินเล่นและสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น

วันที่ 3: เกาะ Mykines

ออกเดินทางสู่หนึ่งในเกาะที่มีชื่อเสียงด้านธรรมชาติและสัตว์ป่า

Ferry to Mykines: นั่งเรือชมวิวทะเลและหน้าผาระหว่างทางสู่เกาะ

Puffin Watching: ไฮไลต์สำคัญของเกาะ ชมฝูงนกพัฟฟินจำนวนมากในถิ่นอาศัยธรรมชาติ

Coastal Trekking: เดินเทรลเลียบชายฝั่ง ชมวิวหน้าผาสูงและมหาสมุทรกว้างสุดสายตา

วันที่ 4: Trælanípa และ Drangarnir

สัมผัสเส้นทางธรรมชาติที่เป็นภาพจำของหมู่เกาะแฟโร

Trælanípa: จุดชมวิวทะเลสาบเหนือหน้าผาที่ดูเหมือนลอยอยู่เหนือมหาสมุทร

Bøsdalafossur: น้ำตกสวยงามที่ไหลจากทะเลสาบลงสู่ทะเลโดยตรง

Drangarnir: ซุ้มประตูหินกลางทะเลอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของแฟโร

วันที่ 5: หมู่บ้านเทพนิยาย

สำรวจหมู่บ้านเล็กแสนมีเสน่ห์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแฟโร

Saksun: หมู่บ้านเงียบสงบ รายล้อมด้วยภูเขาและบ้านหลังคาหญ้าในวิวอ่าวสวยงาม

Gjógv: หมู่บ้านชาวประมงที่มีร่องหินธรรมชาติใช้เป็นท่าเรือ จุดเด่นไม่เหมือนที่ใด

Eiði & Vestmanna: ชมวิวภูเขา ทะเล และบรรยากาศท้องถิ่นของชุมชนริมชายฝั่ง

วันที่ 6: เกาะ Kalsoy

ตามรอยแลนด์สเคปสุดอลังการและเรื่องเล่าพื้นบ้านของแฟโร

Kalsoy: เกาะที่มีภูมิประเทศสูงชันและมีชื่อเสียงจากการเป็นโลเคชันในภาพยนตร์ James Bond

Kallur Lighthouse: จุดชมวิวประภาคารปลายเกาะที่มองเห็นทิวทัศน์ทะเลและหน้าผาแบบพาโนรามา

Mikladalur: หมู่บ้านเล็กที่มีรูปปั้น Seal Woman สื่อถึงตำนานพื้นบ้านอันโด่งดังของแฟโร

วันที่ 7: Gasadalur – โคเปนเฮเกน

เก็บภาพสถานที่ไฮไลต์ก่อนเดินทางกลับสู่เดนมาร์ก

Gasadalur: หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาที่มีวิวธรรมชาติสวยและเงียบสงบ

Múlafossur: น้ำตกชื่อดังที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทร เป็นมุมถ่ายภาพสัญลักษณ์ของแฟโร

Flight to Copenhagen: เดินทางกลับโคเปนเฮเกนเพื่อพักผ่อนก่อนบินกลับไทย

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ใช้เวลาส่งท้ายในเมืองหลวงของเดนมาร์กก่อนออกเดินทางกลับ

Nyhavn: ย่านริมน้ำชื่อดังที่มีอาคารหลากสี เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายรูป

Shopping: อิสระเลือกซื้อของฝากและสินค้าดีไซน์สแกนดิเนเวีย

Thai Airways เที่ยวบิน TG951: เดินทางกลับสู่ประเทศไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และหมู่บ้านแสนมีเสน่ห์ของหมู่เกาะแฟโร

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

วันแรกของการเดินทางเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินตรง Thai Airways TG950 มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ประตูสำคัญก่อนเข้าสู่หมู่เกาะแฟโร ดินแดนเล็กกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นชื่อ แต่กลับเต็มไปด้วยภูมิประเทศดิบงาม หมู่บ้านหลังคาหญ้า และเรื่องเล่าที่ทำให้ทุกเส้นทางมีชีวิต ระยะเวลาบินจากกรุงเทพฯ สู่โคเปนเฮเกนประมาณ 11 ชั่วโมงเศษ วันนี้จึงเป็นวันของการค่อย ๆ ปรับจังหวะร่างกายและหัวใจให้พร้อมสำหรับการเดินทางแบบ slow travel ที่จะไม่เร่งรีบ แต่ค่อย ๆ ซึมซับความงามของธรรมชาติทีละน้อย

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – หมู่เกาะแฟโร – Tórshavn

จากโคเปนเฮเกน บินต่อสู่หมู่เกาะแฟโร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที เมื่อเครื่องบินลดระดับลงเหนือเกาะน้อยใหญ่ที่กระจัดกระจายกลางทะเล ภาพภูเขาสีเขียวเข้ม หน้าผาสูง และหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ทำให้รู้ทันทีว่าที่นี่แตกต่างจากยุโรปที่คุ้นเคย

จุดหมายแรกคือ Trøllkonufingur เสาหินกลางทะเลทางฝั่งตะวันตกของเกาะ Vágar ซึ่งสามารถชมได้จากจุดวิวริมถนน ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินราว 15–20 นาที ชื่อของมันแปลได้ประมาณว่า “นิ้วของหญิงยักษ์” มาจากตำนานพื้นบ้านแฟโรที่เล่าถึงโทรลล์หรือยักษ์ในโลกเหนือ ธรรมชาติของแฟโรจึงไม่ใช่เพียงสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยจินตนาการและเรื่องเล่าที่ผูกพันกับภูเขา ผา และทะเลแทบทุกแห่ง

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Kirkjubøur ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีจาก Tórshavn หมู่บ้านประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแฟโร เคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและวัฒนธรรมในยุคกลาง ไฮไลต์คือซากมหาวิหาร Magnus Cathedral และโบสถ์ไม้เก่าแก่ที่ยังใช้งานอยู่ ที่นี่ให้ความรู้สึกราวกับเวลาหยุดนิ่ง บ้านไม้หลังคาหญ้าและลมทะเลเย็น ๆ ทำให้การเดินเล่นเงียบสงบเป็นพิเศษ

ช่วงเย็นเข้าสู่ Tórshavn เมืองหลวงเล็กที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จาก Kirkjubøur ใช้เวลาเพียง 15 นาที เมืองนี้ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์ตรงความเรียบง่าย ท่าเรือเล็ก บ้านสีแดงดำ และย่านเก่า Tinganes ที่เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในเขตรัฐสภาเก่าแก่ที่สุดในโลก เหมาะกับการเดินทอดน่องในจังหวะช้า ๆ แล้วปล่อยให้เมืองค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเอง

วันที่ 3: เกาะ Mykines

วันนี้เป็นวันของธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ออกเดินทางจาก Tórshavn ไปท่าเรือ Sørvágur ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก่อนนั่งเรือเฟอร์รี่ต่อไปเกาะ Mykines ราว 45–50 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เกาะเล็กแห่งนี้คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนรักธรรมชาติตกหลุมรักแฟโร

Mykines ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนกทะเล โดยเฉพาะนกพัฟฟินที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะในช่วงฤดูร้อน ภาพนกตัวเล็กจะงอยปากสีสดบินวนอยู่เหนือหน้าผา เป็นภาพที่ทั้งน่ารักและน่าประทับใจอย่างมาก การได้เห็นพวกมันในถิ่นอาศัยจริง ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมคนจำนวนมากยอมเดินทางไกลเพื่อมาที่นี่

หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการเดินเทรลเลียบชายฝั่ง เส้นทางบนเกาะให้ภาพของทุ่งหญ้า หน้าผาสูง และทะเลกว้างสุดสายตา การเดินไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่เป็นประสบการณ์ของการอยู่กับลม กับเสียงคลื่น และกับความเงียบที่หาได้ยากในโลกปัจจุบัน Mykines จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรากลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง

วันที่ 4: Trælanípa และ Drangarnir

อีกหนึ่งวันไฮไลต์ของแฟโร เริ่มจาก Trælanípa บนเกาะ Vágar ใช้เวลาเดินทางจาก Tórshavn ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที จุดนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากมุมมองที่ทำให้ทะเลสาบ Sørvágsvatn ดูราวกับลอยอยู่เหนือมหาสมุทร เป็นภาพลวงตาทางธรรมชาติที่ทั้งแปลกและน่าทึ่ง ชื่อ Trælanípa แปลว่า “หน้าผาทาส” ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าเก่าแก่ของดินแดนนี้

เดินต่อไปยัง Bøsdalafossur น้ำตกที่ไหลจากทะเลสาบลงสู่ทะเลโดยตรง ใช้เวลาเดินเทรลจากจุดเริ่มต้นรวมประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงแบบไม่รีบ เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนว่าทำไมแฟโรจึงเหมาะกับ slow travel เพราะความงามไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่อยู่ระหว่างทางทุกย่างก้าว

จากนั้นไปสัมผัส Drangarnir ซุ้มประตูหินกลางทะเลขนาดใหญ่ หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของแฟโร การเข้าชมอาจใช้เรือหรือเดินเทรลแบบมีไกด์ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมงพอสมควร แต่เมื่อไปถึง ภาพแท่งหินทะยานจากทะเลและซุ้มหินธรรมชาติที่ถูกลมและคลื่นกัดเซาะมานานนับพันปี จะทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติคือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของที่นี่

วันที่ 5: หมู่บ้านเทพนิยาย

วันนี้เป็นวันที่แฟโรเผยเสน่ห์อีกด้าน ผ่านหมู่บ้านเล็กที่ดูราวกับหลุดจากหนังสือนิทาน เริ่มจาก Saksun ใช้เวลาเดินทางจาก Tórshavn ประมาณ 50 นาที หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและลากูนที่เคยเป็นอ่าวทะเลมาก่อน ก่อนตะกอนทรายจะค่อย ๆ ปิดทางน้ำจนเกิดภูมิทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ บ้านหลังคาหญ้า โบสถ์เล็ก และความเงียบที่ห่มคลุมทั้งหมู่บ้าน ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศละมุนและน่าจดจำมาก

จากนั้นเดินทางต่อไป Gjógv ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง 15 นาที ชื่อหมู่บ้านมาจากร่องหินธรรมชาติที่ยาวลึกซึ่งชาวบ้านใช้เป็นท่าเรือมาตั้งแต่โบราณ ที่นี่จึงไม่ใช่แค่หมู่บ้านสวย แต่เป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกับภูมิประเทศอันแข็งแกร่งของแฟโรอย่างชาญฉลาด บ้านสีสันอ่อน ๆ กับภูเขาและทะเลที่โอบล้อม ทำให้ทุกมุมดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์

ระหว่างทางแวะ Eiði และ Vestmanna ซึ่งใช้เวลาเดินทางต่อกันประมาณ 30–40 นาที แต่ละชุมชนมีเสน่ห์ต่างกัน Eiði โดดเด่นด้วยทิวทัศน์ภูเขาและทะเลเปิด ส่วน Vestmanna มีบรรยากาศเมืองชายฝั่งที่ยังคงวิถีท้องถิ่นไว้ได้ดี วันที่เหมือนธรรมดานี้กลับกลายเป็นวันที่ทำให้เห็นหัวใจของแฟโรอย่างชัดเจนที่สุด เพราะบางครั้งความน่าประทับใจ ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ดัง แต่อยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ยังใช้ชีวิตช้า ๆ ไปพร้อมกับลมทะเล

วันที่ 6: เกาะ Kalsoy

ออกเดินทางแต่เช้าสู่เกาะ Kalsoy หนึ่งในเกาะที่มีภูมิประเทศโดดเด่นที่สุดของแฟโร จาก Tórshavn ไปท่าเรือ Klaksvík ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที จากนั้นนั่งเฟอร์รี่ไปเกาะ Kalsoy ราว 20 นาที เกาะนี้มีรูปร่างยาวแคบ เต็มไปด้วยภูเขาชันและอุโมงค์เชื่อมหมู่บ้านเล็ก ๆ หลายแห่ง จนถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเกาะที่มีบรรยากาศลึกลับและน่าค้นหาที่สุด

ไฮไลต์สำคัญคือ Kallur Lighthouse ปลายเกาะด้านเหนือ จุดชมวิวนี้ใช้เวลาเดินเทรลจากจุดเริ่มต้นประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แม้เส้นทางไม่ยาวมาก แต่ภาพที่รออยู่คือวิวพาโนรามาของหน้าผา ทะเล และสันเขาที่ทอดตัวออกไปอย่างน่าตื่นตา สถานที่แห่งนี้ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ James Bond แต่ความจริงแล้วเสน่ห์ของ Kalsoy ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงจากภาพยนตร์เท่านั้น หากอยู่ที่ความรู้สึกเหมือนได้ยืนอยู่ตรงขอบโลก

ขากลับแวะ Mikladalur หมู่บ้านเล็กริมผาอันเงียบสงบ เพื่อชมรูปปั้น Seal Woman หรือหญิงแมวน้ำ ซึ่งมาจากตำนานพื้นบ้านที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของแฟโร เรื่องเล่าว่ามีแมวน้ำที่สามารถถอดหนังและกลายเป็นหญิงสาวได้เพียงปีละครั้ง ตำนานนี้ทั้งงดงามและเศร้า และสะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับทะเลได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้การมาเยือนที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการชมวิว แต่เหมือนการได้ฟังเสียงของความเชื่อโบราณที่ยังคงอยู่ในภูมิทัศน์

วันที่ 7: Gasadalur – โคเปนเฮเกน

วันสุดท้ายบนหมู่เกาะแฟโร เริ่มต้นด้วยการเดินทางจาก Tórshavn ไปยัง Gásadalur ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที หมู่บ้านเล็กแห่งนี้เคยเป็นชุมชนที่เข้าถึงยากมากในอดีต ต้องเดินข้ามภูเขาหรือใช้เฮลิคอปเตอร์ จนกระทั่งมีการเจาะอุโมงค์เชื่อมต่อ ทำให้ผู้คนได้เห็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดของแฟโรมากขึ้น

ไฮไลต์คือ Múlafossur น้ำตกชื่อดังที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทรโดยมีหมู่บ้านและภูเขาเป็นฉากหลัง ภาพนี้แทบจะกลายเป็นโปสการ์ดประจำแฟโร และเป็นจุดที่ทำให้หลายคนอยากออกเดินทางมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง เหตุผลที่ควรมาที่นี่ไม่ใช่แค่เพื่อถ่ายภาพ แต่เพื่อยืนอยู่ท่ามกลางลมแรง เสียงน้ำตก และผืนหญ้าเขียวที่พลิ้วไปกับอากาศ แล้วรับรู้ว่าความงามบางอย่างไม่สามารถแทนได้ด้วยภาพเพียงอย่างเดียว

จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ก่อนบินกลับโคเปนเฮเกนราว 2 ชั่วโมง 15 นาที ค่ำคืนนี้จึงเป็นเหมือนช่วงพักหายใจเบา ๆ หลังจากหลายวันที่อยู่กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของหมู่เกาะแฟโร

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

เช้าวันนี้ปิดท้ายทริปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ในโคเปนเฮเกน เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบสแกนดิเนเวีย สามารถแวะเดินเล่นที่ Nyhavn จากตัวเมืองใช้เวลาไม่นาน ย่านริมน้ำที่เรียงรายด้วยอาคารสีสดใสและเรือไม้เก่า เป็นภาพคลาสสิกที่ทำให้เช้าวันสุดท้ายดูนุ่มนวลและผ่อนคลาย

จากนั้นมีเวลาอิสระสำหรับเลือกซื้อของฝาก ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ ของแต่งบ้าน หรือสินค้าสไตล์นอร์ดิกที่เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อขึ้น Thai Airways เที่ยวบิน TG951 กลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาบินประมาณ 10–11 ชั่วโมง

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากหมู่เกาะแฟโร ดินแดนที่ไม่ได้ดึงดูดด้วยความหรูหราหรือความคึกคัก แต่ชนะใจด้วยความเงียบงามของภูเขา หน้าผา หมู่บ้านเล็ก และเรื่องเล่าที่แทรกอยู่ในทุกเส้นทาง ทริปนี้จึงไม่ใช่เพียงการไปเยือนสถานที่สวยงาม แต่เป็นการเดินทางไปยังจังหวะชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ช้าลง ลึกขึ้น และน่าจดจำกว่าที่คิด

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม