Categories
Northernlight Road Trip

ทัวร์ไอซ์แลนด์

ทัวร์ไอซ์แลนด์

จากประสบการณ์การเดินทางสู่ไอซ์แลนด์ของเรามากกว่า 5 ปี เราจึงสามารถออกแบบโปรแกรมทัวร์ไอซ์แลนด์ได้หลากหลาย หากต้องการจัดกลุ่มส่วนตัว (4 ท่านขึ้นไป) นสามารถใช้ตัวอย่างทริปด้านล่างของเรา หรือให้เราปรับโปรแกรมตามที่สนใจได้

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1: Bangkok  

  • ัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  

DAY 2 :  Reykjavik – Thingvellir National Park  Golden Circle  

  •  ต่อเครื่องไปยัง Iceland 
  • พาชม ุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ มีความสำคัญคือ เป็นรอยเชื่อมระหว่างทวีปยูเรเซีย และทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีฐานะเป็นสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์  
  • ชม น้ำตกกูลฟอสส หรือ ไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 3 ที่ไอซ์แลนด์จัดให้อยู่ในเส้นทาง “วงกลมทองคำ” ที่ผู้มาเยือนต้องมาเที่ยวชม  สำหรับ ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มาจากคำว่า Gull ที่แปลว่าทองคำและ Foss ที่แปลว่าน้ำตก เมื่อรวมกันหมายถึงน้ำตกทองคำ  
  • ชม น้ำพุร้อนหรือเกย์เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นสูงกว่า 180 ฟุต ทุกๆ 7-10 นาที  สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนดังกล่าวเนื่องมาจากน้ำในโพรงหินใต้ดิน ได้รับความร้อนจากพลังงานที่อยู่ใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือด จึงขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมา ให้กลายเป็นน้ำพุร้อน  
  • ชมปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ปล่องภูเขาไฟสีเลือดที่มีทะเลสาบสีเขียวมรกตปรากฏอยู่บริเวณปากปล่อง  ซึ่งแม้ว่าจะมีอายุกว่า 3 พันปีแล้วก็ตาม แต่ยังมีสภาพที่สมบูรณ์อยู่  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss  

DAY 3 : Seljalansfoss – Skoga – Dyrholaey – Vik – Klaustur  

  • ชม น้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ (Seljalansfoss) มีความสูง 60 เมตร และถือเป็นอีกหนึ่ง Highlihgt ของน้ำตกแห่งนี้ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปด้านหลังได้  
  • ชม น้ำตกสโกก้าฟอสส์ (Skogarfossอันมีมวลน้ำขนาดใหญ่ตกมาจากหน้าผาสูง 62 m ความสวยงามตระการตาของน้ำตกที่เห็นอยู่นั้นเกิดจากองค์ประกอบรอบๆ ของตัวน้ำตกและโตรกผาที่สอดประสานกัน  
  • ชม แหลม Dyrholaey (เดิมเรียกว่าเคปพอร์ตแลนด์โดยชาวอังกฤษตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดลาวาสีดำสนิท ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตร โดดเด่นที่บริเวณริมผาจะเห็นประติมากรรมอันถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ เป็นลักษณะแหลมหินที่มีรูขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล เมื่อมองกลับไปด้านหลังจะพบกับธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull glacier  
  • Reynisfjara Beach หาดทรายสีดำที่ดังที่สุดในเส้นทางIceland ภาคใต้ มี landmark ที่สำคัญคือหน้าผาหิน บะซอลท์ที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนมาถ่ายรูป  
  • ชม Trolls in Reynisdrangar ที่มีตำนานอันลึกลับกล่าวขานว่า พวกปีศาจพยายามแอบลากเรือออกจากฝั่งของเมือง Vik แต่ถูกจับได้ โดยเทพเจ้าแห่งแสงแดดในยามรุ่งสาง เหล่าปีศาจร้ายจึงถูกสาปให้กลายเป็นหินรูปทรงแปลกประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวตั้งอยู่กลางท้องทะเล  
  • เดินทางต่อสู่เส้นทางเลียบชายหาด แวะชม LavaField ซึ่งเป็นทุ่งหญ้ามอสที่ปกคลุมอยู่บนหินลาวา เมื่อถ่ายภาพออกมา จะกลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Klaustur  

Day 4 : Skaftafell –  Svartifoss –  SvinafellsJokull – Vatnajokull  Jokulsarlon – Hofn  

  • ชม อุทยานแห่งชาติ Skaftafell อันมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเทือกเขา Alp  มีลักษณะเป็นเขตธารน้ำแข็งที่ก่อต่อขึ้นมาหลายพันปีจากอิทธิพลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งที่ทำให้เกิด Glacier Floods  
  • ชม ธารน้ำแข็ง SvinafellsJokull อันมีลักษณะเป็นกราเซียที่เกิดจากธารน้ำแข็ง Vatnajokul ผู้มาเยือนสามารถถ่ายภาพกับวิวกลาเซียและก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบเบื้องล่างอันแสนพิเศษนี้  
  • ธารน้ำแข็งเรียกว่า Vatnajokull มีขนาด 8,300 ตร.กมเท่ากับธารน้ำแข็งทั้งหมดในทวีปยุโรปรวมกัน และขนาดความหนามากที่สุดประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป  
  • ชม โจกุลซาลอน (Jokulsarlon) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1934-1935 ต่อมาจึงเกิดการละลายเรื่อยๆ จนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในทุกๆ ปี  
  • ชม AMPHIBIAN BOAT TOUR  ล่องเรือชมความงามของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตา ตื่นตากับธารน้ำแข็ง 1000 ปี หากโชคดีอาจจะเจอแมวน้ำรอต้อนรับ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Hofn  

Day 5 : Hofn – Dettifoss – Hverarondor Hverir – Goda foss Akureyri  

  • เตรียมตัวเดินทางสู่ใจกลางประเทศไอซ์แลนด์ วันนี้เราจะลัดเลาะไปตามแนว East Fjord มีหน้าผาสูงชันและเลียบไปตามทะเล  แวะถ่ายรูปทัศนียภาพอันแปลกตา ที่น่ามองอีกจุดหนึ่งของ Iceland  
  • เดินทางข้าม Pass Modradalsfjallgurdar อันมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาวตลอดเส้นทาง เราจะเห็นทัศนียภาพเป็นหุบเขาสีขาวสวยงามตระการตา พร้อมมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทางตะวันออกที่ชื่อเมือง Egilstadir  
  • ชม น้ำตก Dettifoss อันเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนต์เรื่อง Prometeus น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull  
  • ชม สถานีพลังงาน Krafla เป็นสถานีพลังงานความร้อนใต้พิภพใหญ่ที่สุดของประเทศ ขนาด 60 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Krafla ในไอซ์แลนด์  
  • Hverarondor Hverir อันเป็นทางออกของพลังงานความร้อนจากใต้พิภพ เกิดเป็นบ่อโคลนเดือดและควันกำมะถันพวยพุ่งออกมาจากหลุม เดินทางผ่านชมทะเลสาบสีเทอควอยต์ที่มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพ่นควันฉุยตั้งอยู่เคียงข้าง  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Myvatn  

Day 6 : Myvatn – Godafoss – Akureyri  

  • ชม Hverfjall ซึ่งเป็นภูเขาไฟรูปทรงโคลนและมีขนาดความกว้างของปล่องประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเดินเท้าขึ้นไปที่ปากปล่องเพื่อ ชมวิวของ Lake Myvatn และความอลังการของปล่องภูเขาไฟได้ ซึ่งปากปล่องสูงถึง 463 เมตร   
  • ชม น้ำตก Godafoss ที่ได้รับฉายาว่า น้ำตกแห่งพระเจ้า “Waterfall of the Gods”  
  • (เมษายน– กันยายนพาล่องเรือ ชมปลาวาฬ จะมีโอกาสเห็นวาฬมิงค์  
  • ชม เมืองอาคูเรย์ริ (Akureyriเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไอซ์เเลนด์ และยังเป็นศูนย์กลางการทำประมง โบสถ์อาคูเรย์รี่ (Akureyrakirkjaสัญลักษณ์ของเมือง สถาปนิกผู้ก่อสร้างโบสถ์นี้คือ Gudjon Samuelsson เป็นคนเดียวกับผู้ออกแบบ Hallgrimskirkja โบสถ์ลูเธอรันนี้ออกแบบเสร็จในปี 1940 ภายในโบสถ์ประกอบด้วยท่อออร์แกน 3200 อันที่นำมาจากประเทศเยอรมันในปี 1961 มีภาพของพระเยซูและเรือทำมือที่แขวนจากเพดาน ตามความเชื่อของชาวนอร์ดิกโบราณ  
  • อิสระแก่ทุกท่านเพื่อช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าบนถนนคนเดินเกเรอโตรกาตา (Gerartogata 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Akureyri  

Day 7 : Akureyri – Snæfellsjökull – Kirkjufell –  Grundafjord  

  • เดินทางสู่ Snæfellsjökull เขตภูเขาไฟอายุ 700000 ปีที่มีกลาเซียปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ  และภูเขาไฟแห่งนี้ ยังเป็นฉากในนวนิยายเรื่อง Journey to the Center of the Earth  
  • เข้าสู่เขตเมือง Grundafjordur เมืองเล็กๆริมทะเล อยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทร Snæfellsnes Peninsula ทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์ อาคารแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย มีฉากหลังเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ  
  • ชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวก และน้ำตก Kirkjufellsfoss อันเป็นสถานที่สำคัญเลื่องชื่อ ที่หากมาเยือน Iceland แล้ว ต้องห้ามพลาดถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Grundafjord  

DAY 8 : Grundafjord – BlueLagoon – Keflavik  

  •  หลังอาหารเช้าชม ถ้ำลาวา 1 หมื่นล้านปี อันเกิดจากลาวาที่ไหลลงมาสู่ชายฝั่งทะเล และแข็งตัวไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน  
  • เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเรยาวิค ชม ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja) โบสถ์ใจกลางเมืองที่มีความสูง 73 เมตร เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ โดยโบสถ์แห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของ ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน (1614 – 1674) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์  เพราะคำว่า “ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” ตามศัพท์แปลว่า “โบสถ์ของฮัลล์กรีมูร์”  
  • ชม Harpa อันเป็น Concert Hall และ Conference Center มีที่ตั้งอยู่ริมอ่าว โดยอาคารแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกระจก 6 เหลี่ยม เมื่อยามสะท้อนแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเป็นประกาย หลากสีสันแตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เรายืนชมอยู่ นับเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่หาดูได้ยากในโลก  
  • ถ่ายรูปกับ Sun Voyager (Solar) สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 ชนะเลิศจากการประกวดประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเรคยาวิกครบ 200 ปี Sun Voyeger แทนความหมายของเรือแห่งความฝันที่ออกเดินทางไปตามทิศทางแห่งดวงอาทิตย์ ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ  
  • มุ่งหน้าสู่ เมือง Keflavik แวะผ่อนคลายกันที่ บลูลากูน (BlueLagoon) หรือทะเลสาบสีฟ้า ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ สามารถลงไปแหวกว่าย นอนแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างสบายๆ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตัวน้ำพุร้อนอันบริสุทธิ์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย (กรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยครับ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Keflavik  

DAY 9 : Keflavik – Copenhagen  

  • ออกเดินทางจาก Icelane สู่โคเปนเฮเกน (พาเที่ยวโคเปน ด้วยรถไฟ)  
  • พาท่านไปถ่ายรูปกับเงือกน้อย little mermaid ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโคเปนฮาเก้น ที่กำลังนั่งรอเจ้าชายตามเทพนิยายอันเลื่องชื่อ ของนักเล่านิทานระดับโลกฮันส์คริสเตียน-แอนเดอร์สัน 
  • Amalianborg Castle พระราชวังที่สร้างขึ้นสำหรับประทับช่วงฤดูหนาว ประกอบด้วยอาคารสี่หลังใหญ่ ล้อมรอบพื้นที่ทรงแปดเหลี่ยม ตรงกลางด้านในนั้นประดิษฐานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าของผู้ก่อตั้ง Amalienborg ของกษัตริย์เฟรเดอริที่ 5  
  • พักที่ Copenhagen  

DAY 10 : Copenhagen – Bangkok  

  • เช้า อิสระตามอัธยาศัย ช่วงบ่ายเตรียมกลับไทย 

DAY 11 : Bangkok  

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

DAY 1: Bangkok  

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 

DAY 2 : Copenhagen Sightseeing – Reykjavik 

  • เดินทางถึงประเทศเดนมาร์ก นำเที่ยวโดยรถไฟ
  • พาท่านไปถ่ายรูปกับเงือกน้อย little mermaid ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโคเปนฮาเกน ที่กำลังนั่งรอเจ้าชายตามเทพนิยายอันเลื่องชื่อ ของนักเล่านิทานระดับโลกฮันส์คริสเตียน-แอนเดอร์สัน  
  • Amalianborg Castle พระราชวังที่สร้างขึ้นสำหรับประทับช่วงฤดูหนาว ประกอบด้วยอาคารสี่หลังใหญ่ ล้อมรอบพื้นที่ทรงแปดเหลี่ยม ตรงกลางด้านในนั้นประดิษฐานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าของผู้ก่อตั้ง Amalienborg ของกษัตริย์เฟรเดอริที่ 5   
  • ท่าเรือ Nyhavn ที่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลากสีสัน เพราะรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ผสานไปด้วยบ้านเรือนสไตล์แดนิชหลากสีสันที่สร้างขึ้นได้อย่างสวยงาม  
  • เดินทางต่อสู่เมืองเรคยาวิก
  • ชม ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja) โบสถ์ใจกลางเมืองที่มีความสูง 73 เมตร เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ โดยโบสถ์แห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของ ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน (1614 – 1674) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์  เพราะคำว่า “ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” ตามศัพท์แปลว่า “โบสถ์ของฮัลล์กรีมูร์”  
  • ชม Harpa อันเป็น Concert Hall และ Conference Center มีที่ตั้งอยู่ริมอ่าว โดยอาคารแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกระจก 6 เหลี่ยม เมื่อยามสะท้อนแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเป็นประกาย หลากสีสันแตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เรายืนชมอยู่ นับเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่หาดูได้ยากในโลก  
  • ถ่ายรูปกับ Sun Voyager (Solar) สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 ชนะเลิศจากการประกวดประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเรคยาวิกครบ 200 ปี Sun Voyeger แทนความหมายของเรือแห่งความฝันที่ออกเดินทางไปตามทิศทางแห่งดวงอาทิตย์ ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองเรคยาวิก 

DAY 3 : Thingvellir National Park – Golden Circle  

  • พาชม อุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ มีความสำคัญคือ เป็นรอยเชื่อมระหว่างทวีปยูเรเซีย และทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีฐานะเป็นสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์  
  • ชม น้ำตกกูลฟอสส์ หรือ ไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 3 ที่ไอซ์แลนด์จัดให้อยู่ในเส้นทาง “วงกลมทองคำ” ที่ผู้มาเยือนต้องมาเที่ยวชม  สำหรับ ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มาจากคำว่า Gull ที่แปลว่าทองคำและ Foss ที่แปลว่าน้ำตก เมื่อรวมกันหมายถึงน้ำตกทองคำ  
  • ชม น้ำพุร้อนหรือเกย์เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นสูงกว่า 180 ฟุต ทุกๆ 7-10 นาที  สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนดังกล่าวเนื่องมาจากน้ำในโพรงหินใต้ดิน ได้รับความร้อนจากพลังงานที่อยู่ใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือด จึงขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมา ให้กลายเป็นน้ำพุร้อน  
  • ชมปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ปล่องภูเขาไฟสีเลือดที่มีทะเลสาบสีเขียวมรกตปรากฏอยู่บริเวณปากปล่อง  ซึ่งแม้ว่าจะมีอายุกว่า 3 พันปีแล้วก็ตาม แต่ยังมีสภาพที่สมบูรณ์อยู่  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss 

DAY 4 : Seljalansfoss – Skoga – Dyrholaey – Vik – Klaustur  

  • ชม น้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์(Seljalansfoss) มีความสูง 60 เมตร และถือเป็นอีกหนึ่ง Highlihgt ของน้ำตกแห่งนี้ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปด้านหลังได้  
  • ชม น้ำตกสโกก้าฟอสส์ (Skogarfoss) อันมีมวลน้ำขนาดใหญ่ตกมาจากหน้าผาสูง 62 m ความสวยงามตระการตาของน้ำตกที่เห็นอยู่นั้น  เกิดจากองค์ประกอบรอบๆ ของตัวน้ำตกและโตรกผาที่สอดประสานกัน  
  • ชม แหลม Dyrholaey (เดิมเรียกว่าเคปพอร์ตแลนด์โดยชาวอังกฤษ) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดลาวาสีดำสนิท ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตร โดดเด่นที่บริเวณริมผาจะเห็นประติมากรรมอันถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ เป็นลักษณะแหลมหินที่มีรูขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล เมื่อมองกลับไปด้านหลังจะพบกับธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull glacier  
  • Reynisfjara Beach หาดทรายสีดำที่ดังที่สุดในเส้นทางIceland ภาคใต้ มี landmark ที่สำคัญคือหน้าผาหิน บะซอลท์ที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนมาถ่ายรูป  
  • ชม Trolls in Reynisdrangar ที่มีตำนานอันลึกลับกล่าวขานว่า พวกปีศาจพยายามแอบลากเรือออกจากฝั่งของเมือง Vik แต่ถูกจับได้ โดยเทพเจ้าแห่งแสงแดดในยามรุ่งสาง เหล่าปีศาจร้ายจึงถูกสาปให้กลายเป็นหินรูปทรงแปลกประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวตั้งอยู่กลางท้องทะเล  
  • เดินทางต่อสู่เส้นทางเลียบชายหาด แวะชม LavaField ซึ่งเป็นทุ่งหญ้ามอสที่ปกคลุมอยู่บนหินลาวา เมื่อถ่ายภาพออกมา จะกลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Klaustur   

Day 5 : Skaftafell –  Svartifoss –  SvinafellsJokull – Vatnajokull  Jokulsarlon– Hofn   

  • ชม อุทยานแห่งชาติ Skaftafell อันมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเทือกเขา Alp  มีลักษณะเป็นเขตธารน้ำแข็งที่ก่อต่อขึ้นมาหลายพันปีจากอิทธิพลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งที่ทำให้เกิด Glacier Floods  
  • ชม ธารน้ำแข็ง SvinafellsJokull อันมีลักษณะเป็นกราเซียที่เกิดจากธารน้ำแข็ง Vatnajokul ผู้มาเยือนสามารถถ่ายภาพกับวิวกลาเซียและก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบเบื้องล่างอันแสนพิเศษนี้  
  • ธารน้ำแข็งเรียกว่า Vatnajokull มีขนาด 8,300 ตร.กม. เท่ากับธารน้ำแข็งทั้งหมดในทวีปยุโรปรวมกัน และขนาดความหนามากที่สุดประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป  
  • ชม โจกุลซาลอน (Jokulsarlon) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1934-1935 ต่อมาจึงเกิดการละลายเรื่อยๆ จนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในทุกๆ ปี  
  • ชม AMPHIBIAN BOAT TOUR  ล่องเรือชมความงามของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตา ตื่นตากับธารน้ำแข็ง 1000 ปี หากโชคดีอาจจะเจอแมวน้ำรอต้อนรับ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Hofn  

Day 6 : Hofn – Dettifoss – Hverarondor Hverir – Myvatn  

  • เตรียมตัวเดินทางสู่ใจกลางประเทศไอซ์แลนด์ วันนี้เราจะลัดเลาะไปตามแนว East Fjord มีหน้าผาสูงชันและเลียบไปตามทะเล  แวะถ่ายรูปทัศนียภาพอันแปลกตา ที่น่ามองอีกจุดหนึ่งของ Iceland  
  • เดินทางข้าม Pass Modradalsfjallgurdar อันมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาวตลอดเส้นทาง เราจะเห็นทัศนียภาพเป็นหุบเขาสีขาวสวยงามตระการตา พร้อมมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทางตะวันออกที่ชื่อเมือง Egilstadir  
  • ชม น้ำตก Dettifoss อันเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนต์เรื่อง Prometeus น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull  
  • ชม สถานีพลังงาน Krafla เป็นสถานีพลังงานความร้อนใต้พิภพใหญ่ที่สุดของประเทศ ขนาด 60 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Krafla ในไอซ์แลนด์   
  • Hverarondor Hverir อันเป็นทางออกของพลังงานความร้อนจากใต้พิภพ เกิดเป็นบ่อโคลนเดือดและควันกำมะถันพวยพุ่งออกมาจากหลุม เดินทางผ่านชมทะเลสาบสีเทอควอยซ์ที่มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพ่นควันฉุยตั้งอยู่เคียงข้าง 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Myvatn  

Day 7 : Myvatn – Godafoss – Akureyri  

  • ชม Hverfjall ซึ่งเป็นภูเขาไฟรูปทรงโคนและมีขนาดความกว้างของปล่องประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเดินเท้าขึ้นไปที่ปากปล่องเพื่อ ชมวิวของ Lake Myvatn และความอลังการของปล่องภูเขาไฟได้ ซึ่งปากปล่องสูงถึง 463 เมตร  
  • ชม น้ำตก Godafoss ที่ได้รับฉายาว่า น้ำตกแห่งพระเจ้า “Waterfall of the Gods”  
  • ชม เมืองอาคูเรย์ริ (Akureyri) เมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไอซ์เเลนด์ และยังเป็นศูนย์กลางการทำประมง โบสถ์อาคูเรย์รี่ (Akureyrakirkja) สัญลักษณ์ของเมือง สถาปนิกผู้ก่อสร้างโบสถ์นี้คือ Gudjon Samuelsson เป็นคนเดียวกับผู้ออกแบบ Hallgrimskirkja โบสถ์ลูเธอรันนี้ออกแบบเสร็จในปี 1940 ภายในโบสถ์ประกอบด้วยท่อออร์แกน 3200 อันที่นำมาจากประเทศเยอรมันในปี 1961 มีภาพของพระเยซูและเรือทำมือที่แขวนจากเพดาน ตามความเชื่อของชาวนอร์ดิกโบราณ 
  • (เมษายน- กันยายน) พาล่องเรือ ชมปลาวาฬ จะมีโอกาสเห็นวาฬมิงค์  
  • อิสระแก่ทุกท่านเพื่อช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าบนถนนคนเดินเกเรอโตรกาตา (Gerartogata)  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Akureyri  

Day 8 : Akureyri – Snæfellsjökull – Kirkjufell –  Grundafjord  

  • เดินทางสู่ Snæfellsjökull เขตภูเขาไฟอายุ 700000 ปีที่มีกลาเซียปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ  และภูเขาไฟแห่งนี้ ยังเป็นฉากในนวนิยายเรื่อง Journey to the Center of the Earth  
  • เข้าสู่เขตเมือง Grundafjordur เมืองเล็กๆริมทะเล อยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทร Snæfellsnes Peninsula ทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์ อาคารแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย มีฉากหลังเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ  
  • ชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวก และน้ำตก Kirkjufellsfoss อันเป็นสถานที่สำคัญเลื่องชื่อ ที่หากมาเยือน iceland แล้วต้องห้ามพลาดถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Grundafjord  

DAY 9 : Grundafjord – BlueLagoon – Keflavik  

  • หลังอาหารเช้าชม ถ้ำลาวา 1 หมื่นล้านปี อันเกิดจากลาวาที่ไหลลงมาสู่ชายฝั่งทะเล และแข็งตัวไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน  
  • มุ่งหน้าสู่ เมือง Keflavik แวะผ่อนคลายกันที่ บลูลากูน (BlueLagoon) หรือทะเลสาบสีฟ้า ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ สามารถลงไปแหวกว่าย นอนแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างสบายๆ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตัวน้ำพุร้อนอันบริสุทธิ์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย (กรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยครับ) 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Keflavik    

DAY 10 : Keflavik – Amsterdam   

  • ใน Amsterdam เดินทางโดยรถไฟ และ รถราง  
  • ออกเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเคฟลาวิก เช็คอินสายการบิน Iceland Air เพื่อออกเดินทางสู่เมือง Amsterdam (FI500 07.40-11.55) ***เวลาบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับฤดูกาล***  
  • เดินทางถึง Amsterdam เก็บของเข้าที่พัก จากนั้นพาชมเมือง Amsterdam เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอัมสเทล (AMSTEL) เริ่มก่อตั้งประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ มีประชากรประมาณ 1.5 ล้านคน เป็นเมืองศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป โดยเฉพาะช่วงคริสต์ศตวรรษที่17 ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของเนเธอร์แลนด์  
  • ชมสวนดอกไม้ Keukenhof สวนแห่งนี้ริเริ่มโดยนายกเทศมนตรีเมืองลิซเซ่ในปี 1949 ได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งเสริมการปลูกดอกไม้จน  เกิดเป็นแนวคิดที่จะมีงานแสดงไม้ดอกประจำปีแบบกลางแจ้ง จัดว่าเป็นแหล่งปลูกทิวลิปที่ใหญ่และ สำคัญที่สุดของประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งดอกไม้อื่นๆ เช่น ลิลลี่ แดฟโฟดิล ไฮยาซินธ์   
  • ล่องเรือชมเมือง Canal Sightseeing Amsterdam ชมความงามของสองฝั่งคลอง อัมสเตอร์ดัมนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของคลอง จึงทำให้การสัญจรในน้ำเป็นที่นิยมมาตั้งแต่อดีต ท่านจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวเมือง และชมความงามของสถานที่เที่ยวในมุมที่ต่างออกไป  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่มือง Amsterdam  

DAY 11 : Giethoorn – Zaanse Schans  

  • ชม หมู่บ้านกังหันลม (Zaanse Schans) สัมผัสและถ่ายรูปกับกังหันลมแบบดัดซ์ หมู่บ้านนี้ได้อนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่และวิถีชีวิตของชาวเนเธอร์แลนด์สมัยก่อนที่มีกลิ่นอายหรือสัญลักษณ์ของความเป็นเนเธอร์แลนด์ไว้ได้อย่างครบถ้วน อดีตในหมู่บ้านนี้มีกังหันลมกว่า 800 ตัวที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งอาจจะลดน้อยลงไปบ้างในปัจจุบันและได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนได้เข้าชม นอกจากหมู่บ้านซานส์ สคันส์ ยังมีโรงสาธิตวิธีการทำชีส และทำรองเท้าไม้ให้ท่านได้เข้าชม อิสระให้ท่านเที่ยวชมหมู่บ้านน่ารักแห่งนี้  
  • ช่วงบ่ายเดินชมเมือง Amsterdam ตามอัธยาศัย ได้เวลาอันสมควร เดินทางสู่สนามบิน Amsterdam เชคอินสายการบิน Eva air เที่ยวบิน BR76 เที่ยวเวลา 21.30 น. บินตรงสู่ กรุงเทพมหานคร  

DAY 12 : Bangkok  

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ   

DAY 1: Bangkok 

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถวH/J ประตู4 ทีมงานอำนวยความสะดวกเช็คอินสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG950 ออกเดินทางเวลา 01.20 น. บินสู่ โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใช้เวลาเดินทางสู่ โคเปนเฮเกน ประมาณ 12 ชั่วโมง

DAY 2 : Copenhegen – Reykjavik

  • เดินทางถึงประเทศเดนมาร์กผ่านการตรวจคนเข้าเมือง เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองโคเปนเฮเกนโดยใช้รถไฟ โดยจะสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างง่ายดาย
  • พาท่านไปถ่ายรูปกับเงือกน้อย little mermaid ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโคเปนฮาเก้น ที่กำลังนั่งรอเจ้าชายตามเทพนิยายอันเลื่องชื่อ ของนักเล่านิทานระดับโลกฮันส์คริสเตียน-แอนเดอร์สัน
  • Amalianborg Castle พระราชวังที่สร้างขึ้นสำหรับประทับช่วงฤดูหนาว ประกอบด้วยอาคารสี่หลังใหญ่ ล้อมรอบพื้นที่ทรงแปดเหลี่ยม ตรงกลางด้านในนั้นประดิษฐานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าของผู้ก่อตั้ง Amalienborg ของกษัตริย์เฟรเดอริที่ 5
  • ท่าเรือ Nyhavn ที่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลากสีสัน เพราะรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ผสานไปด้วยบ้านเรือนสไตล์แดนิชหลากสีสันที่สร้างขึ้นได้อย่างสวยงาม
  • เดินทางกลับสู่สนามบินเตรียมตัวบอร์ดดิ้งสายการบิน Iceland Air เดินทางสู่ประเทศไอซ์แลนด์ ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง (FI205 14.10-15.25) ***เวลาเที่ยวบินภายในอาจมีการเปลี่ยนแปลง ตามฤดูกาล***
  • เดินทางถึงเมืองเรคยาวิกประเทศไอซ์แลนด์รับสัมภาระแล้วเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองประมาณ 40 นาที
  • ชม ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja) โบสถ์ใจกลางเมืองที่มีความสูง 73 เมตร เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ โดยโบสถ์แห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของ ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน (1614 – 1674) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์ เพราะคำว่า “ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” ตามศัพท์แปลว่า “โบสถ์ของฮัลล์กรีมูร์”
  • ชม Harpa อันเป็น Concert Hall และ Conference Center มีที่ตั้งอยู่ริมอ่าว โดยอาคารแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกระจก 6 เหลี่ยม เมื่อยามสะท้อนแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเป็นประกาย หลากสีสันแตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เรายืนชมอยู่ นับเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่หาดูได้ยากในโลก
  • ถ่ายรูปกับ Sun Voyager (Solar) สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 ชนะเลิศจากการประกวดประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเรคยาวิกครบ 200 ปี Sun Voyeger แทนความหมายของเรือแห่งความฝันที่ออกเดินทางไปตามทิศทางแห่งดวงอาทิตย์ ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองเรคยาวิก

DAY 3 : Thingvellir – Gullfoss – Geysir – Haifoss

  • พาชม อุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ มีความสำคัญคือ เป็นรอยเชื่อมระหว่างทวีปยูเรเซีย และทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีฐานะเป็นสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์
  • ชม น้ำตกกูลฟอสส์ หรือ ไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 3 ที่ไอซ์แลนด์จัดให้อยู่ในเส้นทาง “วงกลมทองคำ” ที่ผู้มาเยือนต้องมาเที่ยวชม  สำหรับ ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มาจากคำว่า Gull ที่แปลว่าทองคำและ Foss ที่แปลว่าน้ำตก เมื่อรวมกันหมายถึงน้ำตกทองคำ
  • ชม น้ำพุร้อนหรือเกย์เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นสูงกว่า 180 ฟุต ทุกๆ 7-10 นาที สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนดังกล่าวเนื่องมาจากน้ำในโพรงหินใต้ดิน ได้รับความร้อนจากพลังงานที่อยู่ใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือด จึงขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมา ให้กลายเป็นน้ำพุร้อน
  • พาท่านชม น้ำตก Haifoss น้ำตกที่สูงติดอันดับ Top 5 ใน Iceland เข้าถึงได้เฉพาะช่วงที่ไม่มีหิมะปกคลุม เป็นน้ำตกที่ใหญ่และอลังการมาก ตัวหนังตกแบ่งออกเป็น 2 สายไหลลงจากหน้าผาสูงกว่า 200 เมตรตกกระทบเบื้องล่างแล้วไหลลงไปในทางน้ำในหุบเขาหน้าผาสูงชัน
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss

DAY 4 : Seljalansfoss – Skoga – Dyrholaey – Vik – Klaustur

  • ชม น้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ (Seljalansfoss) มีความสูง 60 เมตร และถือเป็นอีกหนึ่ง Highlihgt ของน้ำตกแห่งนี้ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปด้านหลังได้
  • ชม น้ำตกสโกก้าฟอสส์ (Skogarfoss) อันมีมวลน้ำขนาดใหญ่ตกมาจากหน้าผาสูง 62 m ความสวยงามตระการตาของน้ำตกที่เห็นอยู่นั้น เกิดจากองค์ประกอบรอบๆ ของตัวน้ำตกและโตรกผาที่สอดประสานกัน
  • เดินทางต่อไปตามเส้นทาง South Shore ทัศนียภาพสองข้างทางเว้นระยะไปด้วยฟาร์มปศุสัตว์ ฉากหลังเป็นภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ที่มีความสูงถึง 1,491 m เหนือระดับน้ำทะเลและมีชื่อเสียงที่สุดในไอซ์แลนด์ ผ่านการระเบิดมาแล้วถึง 18 ครั้งล่าสุดในปี 2000
  • ชม แหลม Dyrholaey (เดิมเรียกว่าเคปพอร์ตแลนด์โดยชาวอังกฤษ) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดลาวาสีดำสนิท ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตร โดดเด่นที่บริเวณริมผาจะเห็นประติมากรรมอันถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ เป็นลักษณะแหลมหินที่มีรูขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล เมื่อมองกลับไปด้านหลังจะพบกับธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull glacier
  • ชม Trolls in Reynisdrangar ที่มีตำนานอันลึกลับกล่าวขานว่า พวกปีศาจพยายามแอบลากเรือออกจากฝั่งของเมือง Vik แต่ถูกจับได้ โดยเทพเจ้าแห่งแสงแดดในยามรุ่งสาง เหล่าปีศาจร้ายจึงถูกสาปให้กลายเป็นหินรูปทรงแปลกประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวตั้งอยู่กลางท้องทะเล
  • เดินทางต่อสู่เส้นทางเลียบชายหาด แวะชม LavaField ซึ่งเป็นทุ่งหญ้ามอสที่ปกคลุมอยู่บนหินลาวา เมื่อถ่ายภาพออกมา จะกลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Klaustur

 Day 5 : Skaftafell –  Svartifoss –  SvinafellsJokull – Vatnajokull  Jokulsarlon – Hofn

  • ชม อุทยานแห่งชาติ Skaftafell อันมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเทือกเขา Alp มีลักษณะเป็นเขตธารน้ำแข็งที่ก่อต่อขึ้นมาหลายพันปีจากอิทธิพลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งที่ทำให้เกิด Glacier Floods
  • ชม ธารน้ำแข็ง SvinafellsJokull อันมีลักษณะเป็นกราเซียที่เกิดจากธารน้ำแข็ง Vatnajokul ผู้มาเยือนสามารถถ่ายภาพกับวิวกลาเซียและก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบเบื้องล่างอันแสนพิเศษนี้
  • ชมน้ำตกดำ หรือ Black waterfall ที่ตกลงมาจากหน้าผาหินบะซอลท์ ที่มีรูปร่างแปลกตา (เดิน 30 นาที)
  • ชม ธารน้ำแข็งเรียกว่า VATNAJOKULL มีขนาด 8,300 ตร.กม. เท่ากับธารน้ำแข็งทั้งหมดในทวีปยุโรปรวมกัน และขนาดความหนามากที่สุดประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป
  • ชม Jallsárlón ทะเลสาบอันเกิดจากธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาบรรจบกับแอ่งน้ำเบื้องล่าง อยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติ Vatnajökull
  • ชม โจกุลซาลอน (Jokulsarlon) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1934-1935 ต่อมาจึงเกิดการละลายเรื่อยๆ จนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในทุกๆ ปี
  • AMPHIBIAN BOAT TOUR ล่องเรือชมความงามของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตา ตื่นตากับธารน้ำแข็ง 1000 ปี หากโชคดีอาจจะเจอแมวน้ำรอต้อนรับ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Hofn

 

Day 6 : Hofn – vesturhorn – Dettifoss – Hverarondor Hverir – Myvatn

  • เตรียมตัวเดินทางสู่ใจกลางประเทศไอซ์แลนด์ วันนี้เราจะลัดเลาะไปตามแนว East Fjord มีหน้าผาสูงชันและเลียบไปตามทะเล  แวะถ่ายรูปทัศนียภาพอันแปลกตา ที่น่ามองอีกจุดหนึ่งของ Iceland
  • ชม Vesturhorn ภูเขารูปทรงแปลกตาตั้งยื่นออกไปในท้องทะเลสีตัดกับหาดทรายสีดำสนิทอยู่ริมทะเลดูลึกลับอย่างยิ่ง
  • เดินทางข้าม Pass Modradalsfjallgurdar อันมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาวตลอดเส้นทาง เราจะเห็นทัศนียภาพเป็นหุบเขาสีขาวสวยงามตระการตา พร้อมมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทางตะวันออกที่ชื่อเมือง Egilstadir
  • น้ำตก Dettifoss อันเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนต์เรื่อง Prometeus น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull
  • ชม สถานีพลังงาน Krafla เป็นสถานีพลังงานความร้อนใต้พิภพใหญ่ที่สุดของประเทศ ขนาด 60 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Krafla ในไอซ์แลนด์
  • Hverarondor Hverir อันเป็นทางออกของพลังงานความร้อนจากใต้พิภพ เกิดเป็นบ่อโคลนเดือดและควันกำมะถันพวยพุ่งออกมาจากหลุม เดินทางผ่านชมทะเลสาบสีเทอควอยต์ที่มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพ่นควันฉุยตั้งอยู่เคียงข้าง
  • ชม Hverfjall ซึ่งเป็นภูเขาไฟรูปทรงโคลนและมีขนาดความกว้างของปล่องประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเดินเท้าขึ้นไปที่ปากปล่องเพื่อ ชมวิวของ Lake Myvatn และความอลังการของปล่องภูเขาไฟได้ ซึ่งปากปล่องสูงถึง 463 เมตร
  • น้ำตก Godafoss ที่ได้รับฉายาว่า น้ำตกแห่งพระเจ้า “Waterfall of the Gods”
  • เมืองอาคูเรย์รี (Akureyri) เมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไอซ์เเลนด์ และยังเป็นศูนย์กลางการทำประมง โบสถ์อาคูเรย์รี (Akureyrakirkja) สัญลักษณ์ของเมือง สถาปนิกผู้ก่อสร้างโบสถ์นี้คือ Gudjon Samuelsson เป็นคนเดียวกับผู้ออกแบบ Hallgrimskirkja โบสถ์ลูเธอรันนี้ออกแบบเสร็จในปี 1940 ภายในโบสถ์ประกอบด้วยท่อออร์แกน 3200 อันที่นำมาจากประเทศเยอรมันในปี 1961 มีภาพของพระเยซูและเรือทำมือที่แขวนจากเพดาน ตามความเชื่อของชาวนอร์ดิกโบราณ
  • อิสระแก่ทุกท่านเพื่อช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าบนถนนคนเดินเกเรอโตรกาตา (Gerartogata)
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Akureyri

Day 7 : Whale Watching – Holmavik – Drangsnes

  • ล่องเรือ ชมปลาวาฬ จะมีโอกาสเห็นวาฬมิงค์
  • เดินทางสู่ Holmavik เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดใน Strandir เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเกี่ยวกับคาถาการไล่แม่มดและเวทมนตร์ มีพิพิธภัณฑ์ไสยศาสตร์ ประชากรส่วนใหญ่ใน Holmavik ทำอาชีพเลี้ยงแกะและทำประมง
  • Drangsnes เป็นหมู่บ้านชาวประมงอยู่ใกล้กับเมือง Holmavik ที่เป็นหมู่บ้านชาวประมงเช่นเดียวกัน ตำนานบอกไว้ว่ามียักษ์พยายามจะขุด Westfjords และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดใน Drangsnes อีกด้วย นอกจากนั้นที่นี่ยังเต็มไปด้วยนก Puffins รวมไปถึงการทำฟาร์มสุนัขจิ้งจอก
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Drangsnes

DAY 8 : Grímsey  Island – Puffin Paradise – Ísafjörður – Latrar Air Station

  • นำท่านสู่เกาะ Grímsey เป็นเกาะเล็กๆโรแมนติก อยู่ทางเหนือของประเทศไอซ์แลนด์ สามารถชมพระอาทิตย์เที่ยงคืน ได้ในช่วงฤดูร้อน และที่นี่ยังเต็มไปด้วยนกมายมายหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะนกพัพฟินส์ ที่จะบินมาวางไข่ในช่วงฤดูร้อน
  • นำท่านสู่ Isafjörður เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทร Westfjords มีผู้อยู่อาศัย 2600 คน การเติบโตของเมืองนี้เกิดจากการผลิตปลาเค็มและนับตั้งแต่นั้นมาอุตสาหกรรมการประมงก็มีความสำคัญสำหรับชุมชน
  • Latrar Air Station ก่อตั้งขึ้นเป็นสถานีเรดาร์องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในปี 1992 สถานีนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาชื่อ Bolafjall ในวันอากาศดีเราจะมองเห็นไปได้ถึงเกาะกรีนแลนด์
  • คืนนี้เราพักกันที่ Ísafjörður

Day 9 : Ísafjörður – Dynjandi – Látrabjarg – Ferry  Grundarfjordur

  • Dynjandi น้ำตกแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์  น้ำตก ดีนจันดิ (Dynjandi) ในประเทศไอซ์แลนด์ มีความสูงกว่า 100 เมตร หรือสูงเท่าตึก 20 ชั้น มีขนาดกว้างกว่า 60 เมตร แม้จะไม่ใช่น้ำตกใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็มีขนาดใหญ่มาก เมื่อนักท่องเที่ยวไปยืนอยู่ฐานน้ำตก ทำให้ดูเหมือนตัวเล็กลงไปทันที ภายในรายล้อมไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ป่านานาพรรณ สามารถเก็บภาพความสวยงามได้ตลอดทาง 
  • Látrabjarg เป็นหน้าผารังนกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นหน้าผาอันเป็นที่อยู่ของนกนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกพัพฟิน, นกแกนแนทเหนือ, gulliemots, razorbills เป็นผาที่มีความสูง 440 เมตรและยาวถึง 14 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความสวยงามของฝารังนก ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งไอซ์แลนด์
  • เดินทางกลับสู่ Snæfells peninsular โดยเรือ Ferry (3hrs)
  • ชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวก และน้ำตก Kirkjufellsfoss อันเป็นสถานที่สำคัญเลื่องชื่อ ที่หากมาเยือน iceland แล้ว ต้องห้ามพลาดถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้
  • พักที่ Grundarfjordur

DAY 10 : Reykjavik – Bluelagoon

  • มุ่งหน้าสู่ เมือง Keflavik แวะผ่อนคลายกันที่ บลูลากูน (BlueLagoon) หรือทะเลสาบสีฟ้า ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ สามารถลงไปแหวกว่าย นอนแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างสบายๆ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตัวน้ำพุร้อนอันบริสุทธิ์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย (กรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยครับ)
  • ออกเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเคฟลาวิก อำลาเมืองไอซ์แลนด์ เช็คอินสายการบิน Iceland Air เที่ยวบินที่ FI202 เวลา 18.55 เพื่อออกเดินทางสู่เมือง Copenhagen ถึงเวลา 23.55 น. 

      ***เวลาเที่ยวบินภายในอาจมีการเปลี่ยนแปลง ตามฤดูกาล***

  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Copenhegen

DAY 11 : Copenhegen – Bangkok

  • หลังอาหารเช้า พักผ่อนตามอัธยาศัย 12.00 น. นำเชคอินสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG951 ออกเดินทางเวลา 14.25 น. บินจาก โคเปนเฮเกน กลับสู่ กทม

DAY 12 : Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ
  •  

*** โปรแกรมอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ***

DAY 1: Bangkok

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถวH/J ประตู4 ทีมงานอำนวยความสะดวกเช็คอินสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG950 ออกเดินทางเวลา 00.20 น. บินสู่ ออสโลว ประเทศนอร์เวย์ ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 12.30 ชั่วโมง

DAY 2 : Oslo – Reykjavik

  • เดินทางถึงประเทศนอร์เวย์ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง
  • เตรียมตัวบอร์ดดิ้งสายการบิน Scanidavian Airlines เดินทางสู่ประเทศไอซ์แลนด์ ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง (SK4787 09.20-11.15)

      ***เวลาบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับฤดูกาล***

  • เดินทางถึงเมืองเรคยาวิกประเทศไอซ์แลนด์รับสัมภาระแล้วเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองประมาณ 40 นาที
  • ชม ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja) โบสถ์ใจกลางเมืองที่มีความสูง 73 เมตร เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ โดยโบสถ์แห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของ ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน (1614 – 1674) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์ เพราะคำว่า “ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” ตามศัพท์แปลว่า “โบสถ์ของฮัลล์กรีมูร์”
  • ชม Harpa อันเป็น Concert Hall และ Conference Center มีที่ตั้งอยู่ริมอ่าว โดยอาคารแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกระจก 6 เหลี่ยม เมื่อยามสะท้อนแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเป็นประกาย หลากสีสันแตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เรายืนชมอยู่ นับเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่หาดูได้ยากในโลก
  • ถ่ายรูปกับ Sun Voyager (Solar) สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 ชนะเลิศจากการประกวดประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเรคยาวิกครบ 200 ปี Sun Voyeger แทนความหมายของเรือแห่งความฝันที่ออกเดินทางไปตามทิศทางแห่งดวงอาทิตย์ ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองเรคยาวิก

DAY 3 : Thingvellir National Park – Golden Circle

  • พาชม อุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก มีความสำคัญคือ เป็นรอยเชื่อมระหว่างทวีปยูเรเซีย และทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีฐานะเป็นสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์
  • ชม น้ำตกกูลฟอสส์ หรือ ไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 3 ที่ไอซ์แลนด์จัดให้อยู่ในเส้นทาง “วงกลมทองคำ” ที่ผู้มาเยือนต้องมาเที่ยวชม สำหรับ ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มาจากคำว่า Gull ที่แปลว่าทองคำและ Foss ที่แปลว่าน้ำตก เมื่อรวมกันหมายถึงน้ำตกทองคำ
  • ชม น้ำพุร้อนหรือเกย์เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นสูงกว่า 180 ฟุต ทุกๆ 7-10 นาที สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนดังกล่าวเนื่องมาจากน้ำในโพรงหินใต้ดิน ได้รับความร้อนจากพลังงานที่อยู่ใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือด จึงขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมา ให้กลายเป็นน้ำพุร้อน
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss

DAY 4 : Seljalansfoss – Skoga – Dyrholaey – Vik – Klaustur

  • ชม น้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ (Seljalansfoss) มีความสูง 60 เมตร และถือเป็นอีกหนึ่ง Highlihgt ของน้ำตกแห่งนี้ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปด้านหลังได้
  • ชม น้ำตกสโกก้าฟอสส์ (Skogarfoss) อันมีมวลน้ำขนาดใหญ่ตกมาจากหน้าผาสูง 62 m ความสวยงามตระการตาของน้ำตกที่เห็นอยู่นั้น เกิดจากองค์ประกอบรอบๆ ของตัวน้ำตกและโตรกผาที่สอดประสานกัน
  • ชม แหลม Dyrholaey (เดิมเรียกว่าเคปพอร์ตแลนด์โดยชาวอังกฤษ) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดลาวาสีดำสนิท ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตร โดดเด่นที่บริเวณริมผาจะเห็นประติมากรรมอันถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ เป็นลักษณะแหลมหินที่มีรูขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล เมื่อมองกลับไปด้านหลังจะพบกับธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull glacier
  • Reynisfjara Beach หาดทรายสีดำที่ดังที่สุดในเส้นทางIceland ภาคใต้ มี landmark ที่สำคัญคือหน้าผาหิน บะซอลท์ที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนมาถ่ายรูป
  • เดินทางต่อสู่เส้นทางเลียบชายหาด แวะชม LavaField ซึ่งเป็นทุ่งหญ้ามอสที่ปกคลุมอยู่บนหินลาวา เมื่อถ่ายภาพออกมา จะกลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Klaustur

Day 5 : Skaftafell –  Svartifoss –  SvinafellsJokull – Vatnajokull  Jokulsarlon 

  • ชม อุทยานแห่งชาติ Skaftafell อันมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเทือกเขา Alp มีลักษณะเป็นเขตธารน้ำแข็งที่ก่อต่อขึ้นมาหลายพันปีจากอิทธิพลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งที่ทำให้เกิด Glacier Floods
  • ชม ธารน้ำแข็ง SvinafellsJokull อันมีลักษณะเป็นกราเซียที่เกิดจากธารน้ำแข็ง Vatnajokul ผู้มาเยือนสามารถถ่ายภาพกับวิวกลาเซียและก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบเบื้องล่างอันแสนพิเศษนี้
  • ธารน้ำแข็งเรียกว่า Vatnajokull มีขนาด 8,300 ตร.กม. เท่ากับธารน้ำแข็งทั้งหมดในทวีปยุโรปรวมกัน และขนาดความหนามากที่สุดประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป
  • ชม โจกุลซาลอน (Jokulsarlon) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1934-1935 ต่อมาจึงเกิดการละลายเรื่อยๆ จนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในทุกๆ ปี
  • ชม AMPHIBIAN BOAT TOUR ล่องเรือชมความงามของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตา ตื่นตากับธารน้ำแข็ง 1000 ปี หากโชคดีอาจจะเจอแมวน้ำรอต้อนรับ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Glacier Lagoon

Day 6 : Vik – Selfoss

  • เข้าชม ถ้ำคริสตัล (Ice Cave) (ขึ้นกับสภาพอากาศ) เป็นถ้ำในทะเลสาบแช่แข็งที่เกิดจากธารน้ำแข็ง สวีนาเฟลล์โจกุล (Svinafellsjokull Glacier) ถ้ำแห่งนี้มีปากถ้ำที่เป็นปล่องน้ำแข็งสูงประมาณ 22 ฟุต ความความโดดเด่นของถ้ำแห่งนี้ก็คือ ผนังน้ำแข็งคือก้อนน้ำแข็งสีฟ้าอ่อนเหมือนกับก้อนคริสตัล ให้ความรู้สึกเหมือนเราท่องไปในดินแดนพิศวง จากนั้นเดินทางกลับสู่เมือง Selfoss
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss

 Day 7 : Selfoss- Kikjufell

  • หลังอาหารเดินทางสู่ เดินทางสู่ Snæfellsjökull เขตภูเขาไฟอายุ 700000 ปีที่มีกลาเซียปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ และภูเขาไฟแห่งนี้ ยังเป็นฉากในนวนิยายเรื่อง Journey to the Center of the Earth /  เช้าชม ถ้ำลาวา 1 หมื่นล้านปี อันเกิดจากลาวาที่ไหลลงมาสู่ชายฝั่งทะเล และแข็งตัวไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน
  • เข้าสู่เขตเมือง Grundafjordur เมืองเล็กๆริมทะเล อยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทร Snæfellsnes Peninsula ทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์ อาคารแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย มีฉากหลังเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
  • ชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวก และน้ำตก Kirkjufellsfoss อันเป็นสถานที่สำคัญเลื่องชื่อ ที่หากมาเยือน iceland แล้ว ต้องห้ามพลาดถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Grundafjord

DAY 8 : Grundafjord – BlueLagoon – Keflavik

  • มุ่งหน้าสู่ เมือง Keflavik แวะผ่อนคลายกันที่ บลูลากูน (BlueLagoon) หรือทะเลสาบสีฟ้า ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ สามารถลงไปแหวกว่าย นอนแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างสบายๆ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตัวน้ำพุร้อนอันบริสุทธิ์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย (กรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยครับ)
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Keflavik

DAY 9 : Keflavik – Oslo – Bangkok

  • ออกเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเคฟลาวิก เช็คอินสายการบิน Iceland Air เพื่อออกเดินทางสู่เมือง Oslo (07.50-11.35 น.)
  • จากนั้นต่อเครื่องกลับกรุงเทพโดย สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG955 ออกเดินทางเวลา 13.30 น.

DAY 10 : Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

*** โปรแกรมอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip

ทัวร์โดโลไมท์

ทัวร์โดโลไมท์ อิตาลี

ทัวร์โดโลไมท์ เราจัดแบบ combination เน้นเส้นทางตอนเหนือ จนมาถึงภาคกลางที่น่าสนใจ มีตัวอย่างโปรแกรม ลงไว้ให้เป็น Standard Trip หรือหากต้องการปรับเปลี่ยนโปรแกรมแบบใดสามารถแจ้งทีมงานได้เลย

จุดเด่น

โดโลไมท์

ชิงเคว่ เตเร่

ทัสคานี่

โปรแกรมเต็ม

Day : Bangkok – Milan 

  • นัดพบกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ  

Day : Milan – Bergarmo – Stelvio National park – Stelvio – Sulden 

  • ถึงเมืองมิลาน เดินทางสู่เมือง เบอร์กาโม (BERGAMO) เมืองในยุคกลางอีกครั้ง สถาปัตยกรรมที่ผสานระหว่างศิลปะยุคกลางและยุคเรเนสซองส์ไว้ด้วยกัน  
  •  ชมย่านเมืองเก่า Citta Alta” ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองนั้นล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองแบบเวนิส ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17  
  • ชมย่านจัตุรัสเก่า เปียสซ่า เว็คเคียร์ (Piazza Vecchia ,Old square) ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองเก่าที่แวดล้อมไปด้วยเหล่าอาคารที่แสดงออกถึงการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมของยุคกลางและเรเนสซองส์ 
  • นำท่านเข้าชม มหาวิหารซานต้า มาเรีย มายอเร” (Santa Maria Maggiore) อีกหนึ่งมหาวิหารที่มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรม  สิ่งที่โดดเด่นของมหาวิหารก็คงจะเป็นรูปปั้นสิงโตคู่ ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับซุ้มประตูโค้งด้านหน้ามหาวิหาร 
  • ชื่นชมความมหัศจรรย์ของอุทยานแห่งชาติ Stelvio National park ก่อตั้งขึ้นในปี 2478 อุทยานนี้จะติดกับอุทยานแห่งชาติสวิสด้วย และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดที่หายาก
  • ออกเดินทางสู่เมือง Stelvio โดยใช้เส้นทาง Stelvio Pass ลักษณะถนนจะคดโค้ง วกไปวนมาแวะถ่ายรูปบนจุดสูงสุดของ Pass ที่ความสูงประมาณ 2757 เมตร
  • จากนั้นนำท่านสู่ เมือง Sulden เป็นชุมชนเก่าแก่ขนาดกลางใจกลางเทือกเขาแอลป์ ล้อมรอบด้วยยอดเขาหิมะสูงชัน ทิวทัศน์ของเมืองก็งดงามน่าประทับใจ นับเป็นปลายแดนที่ชาวยุโรปนิยมขึ้นมาพักผ่อน 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Sulden 

Day : Sulden – Brixen – Val di Funnes – Santa Magdalena  Ortisei 

  • เดินทางไปเมืองบรีเซ่น (Brixen) เมืองที่เก่าแก่ที่สุดในแคว้น Tyrol มีเทือกเขา Dolomite เป็นฉากหลัง ความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่จึงอิงแอบกับธรรมชาติ  
  • ชมความมหัศจรรย์ของ Culture Landscape ซึ่งเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของธรรมชาติ โดยฉากหลังเป็นภูเขาอันยิ่งใหญ่ตระการตา เบื้องหน้าของเราเป็นหมู่บ้านสงบๆ Val di Funes พร้อมถ่ายรูป ณ จุดถ่ายรูปมุมพิเศษที่เราสรรหามาให้คุณ 
  • ไปยังจุดชมวิว Santa Magdalena อันเป็นเอกลักษณ์ ในยามอาทิตย์อัสดง แสงแดดทองละเลียดริมหน้าผา ฉากเบื้องหน้าเป็นโบสถ์และหมู่บ้านอันแสนสงบ 
  • เดินทางไปยังเมือง Ortisei 
  • นำท่านสู่  Val Gardena ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา โดยมีที่ตั้งอยู่ที่ความสูง 1236 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ท่านสามารถเดินเล่นชมเมืองได้เล็กน้อย  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Ortisei 

Day : Ortisei – Secade – Alp de Suisi 

  • นำท่านขึ้นกระเช้าสู่ Secada ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ท่านจะได้เห็นกลุ่มภูเขา Sella group และ  Sussolungo เที่ยวถ่ายรูปกันจนอิ่ม  
  • พาท่านไปขึ้นกระเช้าอีกฝั่ง ชมวิว Alpe di Siusi เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่สามารถเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของกลุ่มเขาใน Dolomite ได้  (option ไม่รวมค่ากระเช้าในทริป 
  • Urlaub Seis am Schlern หมู่บ้านเล็กๆแสนสวย ที่อยู่เชิงภูเขา Seiser Alm ในปัจจุบันที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสำรวจทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปและกิจกรรม Adventure ต่างๆ  มีเทรลเดินศึกษาธรรมชาติและรีสอร์ทสวยๆแบบลักชัวรี่ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Ortisei 

Day : Ortisei – Sella pass – Pass gardena – Pass Falzarego – Cortina  

  • ขับรถผ่าน Sella pass มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไม่แพ้กัน เป็นหนึ่งในเส้นทางของภูเขาโดโลไมท์  
  • ผ่านเส้นทาง Passo Gardena (ปาสโซ่ การ์เดน่าหรือ Gardena Pass เป็นอีกหนึ่งเส้นทางคดเคี้ยวผ่านภูเขาในเส้นทางสาย Great Dolomite Road อีกหนึ่งสายที่งดงามอลังการ ด้วยทิวทัศน์ทุ่งหญ้าและภูเขาสูงใหญ่แห่งเทือกเขาโดโลไมท์   
  • เดินทางผ่าน Pass Falzarego ท่านจะได้เห็นวิวภูเขาใหญ่โตจนต้องแวะถ่ายรูปเลยทีเดียว 
  • จากนั้นจึงเดินทางกันต่อ มุ่งสู่เมือง Cortina d’ Ampezzo เป็นเมืองสกีรีสอร์ทที่อยู่ในตอนกลางของหุบเขาอัมเปซโซ ในทิวเขา Dolomites  อีกทั้งยังเป็นสถานที่ไว้ใช้จัดโอลิมปิกในฤดูหนาวอีกด้วย  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง  Cortina  

Day : Cotina – Tri Cime – Misurina – Braies – Cortina 

  • ชม Tri Cime di Lavaredo ยอดภูเขาหินปูนสามลูกที่เรียงติดกัน ว่ากันว่าเป็นยอดเขาที่ดังและสวยที่สุดของ Dolomites ฝั่งตะวันออก 
  • ทะเลสาบ Misurina ณ เมืองเบลลูโน่ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีความยาวถึง 2.6 กิโลเมตร ลึกกว่า เมตร แวดล้อมด้วยทัศนียภาพอันสวยงามและอากาศอันบริสุทธิ์
  • ชมความงามของ ทะเลสาบบรายเอียซ (Braies) เขตอุทยานแห่งชาติ FANES SENNES BRAIES ตามตำนานกล่าวว่าที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์ ที่คอยคุ้มครองดูแลเหมืองทองคำใต้พิภพอีกด้วย  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง  Cortina  

Day :  Cortina – Pass giau – Pordoi Karesee – Bolzano 

  • Giau Pass จุดชมวิวที่อยู่บน Mountain Pass สูงกว่า 2236 เมตร เห็นวิวรอบด้าน 360 องศา ภาพที่ถ่ายบ่อยมากเป็นมุมทางด้านทิศเหนือ เห็นทุ่งหญ้ากับภูเขารูปทรงสามเหลี่ยม
  • เราจะข้ามผ่าน Pordoi pass อยู่ระหว่าง กลุ่ม ella-Marmolada  ที่ยิ่งใหญ่ โดยมีระดับความสูงถึง 2239 เมตร 
  • ชม Lake of Karezza เป็นอีกหนึ่งจุดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและช่างภาพ เป็นภาพทะเลสาบและทิวต้นสนฉากหลังเป็นภูเขาหิมะอันสวยงาม
  • เดินทางต่อไปยังเมือง Bolzano เมืองชนบทที่เงียบสงบ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคไทโรลใต้  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Bolzano 

Day : Bolzana – Duomo – Milan 

  • เดินเล่นชมเมือง วิวทิวเขาแปลกตารอบๆเมือง  ชมวิหาร Duomo โบสถ์ Chiesa dei Domenican และอนุสาวรีย์ที่จัตุรัสกลางเมือง Piazza delle Erbe แถบถนนคนเดิน Piazza Walther และย่านอาณาเขตโบลซาโน และสามารถช้อปปิ้งจุใจไปกับแฟชั่นต่างประเทศและสินค้าที่ระลึกท้องถิ่น 
  • เดินทางไปยังเมืองมิลาน ชมโบสถ์ Duomo แบบกอธิคที่ขึ้นชื่อว่ามีความสวยงามตระการตามากที่สุดในอิตาลี สร้างในปี ค..1386 มีรูปปั้นหินอ่อนจากทุกยุคทุกสมัย ด้านบนสุดมีรูปปั้นทองของ พระแม่มาดอนน่า 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Milan 

Day : Milan Airport 

  • เดินทางไปยังสนามบิน เดินทางกลับกรุงเทพฯ  

Day 10 : Bangkok 

  • ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ 

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม*** 

Day 1 : Bangkok – Milan

  • พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางสู่เมืองมิลาน

Day 2 : Milan – Sirmione – Lake Garda – Bolzano – Canazei

  • ไปยังเมือง Sirmione เมืองอันเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 2000 ปี มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแหลมที่ยื่นออกไป ในทะเลสาบการ์ด้าซึ่งมีความยาวกว่า 55 กิโลเมตร เมืองนี้จึงถูกขนาบข้างด้วยทะเลสาบ ชมร่องรอยประวัติศาสตร์ ซากปรักหักพังของตึก และอาคารต่างๆ ตั้งแต่สมัยยุคโรมัน
  • เดินทางสู่เมือง Bolzano เป็นเมืองหลวงของภูมิภาค South Tyrol ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมัน รองลงมาเป็น ภาษาอิตาลี เราสามารถรับประทานไส้กรอกเยอรมันแสนอร่อยและจิบกาแฟอิตาเลียนได้ที่เมืองนี้ แวะชมวิหาร Chiesa dei Domenican ย่านใจกลางเมือง และอนุสาวรีย์ที่จัตุรัสกลางเมือง Pizza delle Erbe พร้อมเดินเล่นแถบถนนคนเดิน Pizza Walther
  • เดินทางสู่ เมือง Canazei จุดเริ่มต้นสำหรับ ไปยัง Sella, Marmolada และ Sassolungo กลุ่ม Pordoi เราจะข้ามผ่าน pordoi pass อยู่ระหว่าง กลุ่ม ella-Marmolada  ที่ยิ่งใหญ่ โดยมีระดับความสูงถึง 2239 เมตร
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Ortisei

Day 3 : Val Gardena – Val di Funes – Santa Magdalena – Lake Braies – Lake Misurina – Cortina d’ Ampezzo

  • เส้นทาง Passo Gardena (ปาสโซ่ การ์เดน่า) หรือ Gardena Pass เป็นอีกหนึ่งเส้นทางคดเคี้ยวผ่านภูเขาในเส้นทางสาย Great Dolomite Road อีกหนึ่งสายที่งดงามอลังการ ด้วยทิวทัศน์ทุ่งหญ้าและภูเขาสูงใหญ่แห่งเทือกเขาโดโลไมท์ ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงปลายฤดูร้อนเส้นทางเส้นนี้จัดได้ว่าเป็นเส้นทางยอดนิยมของนักปั่นจักรยาน นักขี่มอเตอร์ไซค์ Big Bike และนักเดินเขาเป็นอย่างมาก
  • ชมวิว Santa Magdalena อันเป็นเอกลักษณ์ของ Dolomite แสงแดดทองละเลียดริมหน้าผา ฉากเบื้องหน้าเป็นโบสถ์และหมู่บ้านอันแสนสงบ ปล่อยกายปล่อยใจไปกับช่วงเวลาแสนพิเศษนี้
  • ชมความมหัศจรรย์ของ Culture Landscape ซึ่งเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของธรรมชาติ โดยฉากหลังเป็นภูเขาอันยิ่งใหญ่ตระการตา เบื้องหน้าของเราเป็นหมู่บ้านสงบๆ Val di Funes พร้อมถ่ายรูป ณ จุดถ่ายรูปมุมพิเศษที่เราสรรหามาให้คุณ
  • ชมความงามของ ทะเลสาบบรายเอียซ (Braies) เขตอุทยานแห่งชาติ FANES SENNES BRAIES ตามตำนานกล่าวว่าที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์ ที่คอยคุ้มครองดูแลเหมืองทองคำใต้พิภพอีกด้วย
  • เยี่ยมชม ทะเลสาบ Misurina ณ เมืองเบลลูโน่ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีความยาวถึง 6 กิโลเมตร ลึกกว่า 5 เมตร แวดล้อมด้วยทัศนียภาพอันสวยงามและอากาศอันบริสุทธิ์ให้ทุกท่านได้สัมผัส สูดลมหายใจลึกๆ พร้อมชมความงามของทะเลสาบอันกว้างใหญ่ไพศาล กระแสน้ำที่ใสสะอาด เป็นเงาสะท้อนเห็นวิวภูเขาลดหลั่นไปมาอย่างน่าอัศจรรย์  มีฉากหน้าเป็นโรงแรมสีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีครามสวยงามจับใจ
  • มุ่งสู่เมือง Cortina d’ Ampezzo เป็นเมืองสกีรีสอร์ทที่อยู่ในตอนกลางของหุบเขาอัมเปซโซ ในทิวเขา Dolomites อีกทั้งยังเป็นสถานที่ไว้ใช้จัดโอลิมปิกในฤดูหนาวอีกด้วย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง ortisie

Day 4 : Great Dolomite Road – Passo Pordoi – Passo Falzarego – Verona

  • นำชมเส้นทาง Great Dolomite Road บนเส้นทางสายมหัศจรรย์แห่งนี้ คุณจะทึ่งในความยิ่งใหญ่ตระการตาของขุนเขาอีกครั้ง ค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้
  • ชมสองจุดสำคัญคือ Passo Pordoi และ Passo Falzarego แวะถ่ายรูปกับถนนงูเลื้อย ซึ่งเป็น 1 ใน 7 pass ของการแข่งขัน จักรยานในอิตาลีอันยิ่งใหญ่เที่ยบเท่า Tour de France
  • เมือง Verona เมืองแห่งตำนานรักของโรมิโอจูเรียต ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเวนิส แต่มีความโรแมนติคที่ไม่แพ้กันเลย ทั้งทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม โรงละคร งานจัดแสดงต่างๆ และที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีเลยนั่นคือ เรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มสาว โรมีโอจูเลียต ที่ถูกนำมาเรียงร้อยเรื่องราว
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Verona

Day 5 : Tuscany – San Gimignano

  • เยี่ยมชม San Gimignano เมืองเล็กๆ ที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดในแคว้นทัสคานี ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองโบราณ เป็นเมืองแห่งสุดยอดสถาปัตยกรรมยุคกลาง เป็นเมืองเดียวในอิตาลีที่สามารถอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างและสถาปัตยกรรมยุคกลางไว้ได้อย่างครบถ้วน จนได้รับการประกาศเป็นเมืองมรดกโลกโดย UNESCO
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Montalcino

Day 6 : Sant’ Antimo – Siena – Duomo – Pienza-San Quirico d’Orcia – Bagno Vignoni – Montalcino

  • โบสถ์ซานต์ อานติโม (Sant’ Antimo) ได้เวลาพาทุกท่านเข้าสู่ เมืองเซียน่า (SIENA) แคว้นทัสคานี ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในสมัยช่วงยุคกลางของประเทศอิตาลี เซียน่า ซึ่งเป็นเมืองคู่แข่งสำคัญของฟลอเรนซ์ในอดีต แต่ตอนหลังถูกยึดรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟลอเรนซ์ เป็นเมือง UNESCO อีกเมืองหนึ่งของแคว้นทัสคานี่
  • ชมวิหารดูโอโม ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ในสถาปัตยกรรมแบบโกธิกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ มีความงดงามทั้งภายนอกโบสถ์และภายในโบสถ์ที่ออกแบบได้อย่างวิจิตร เพราะถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนภายใต้ศิลปะแบบเซียน่า
  • ชม จัตุรัสกลางเมือง ที่มีศาลาว่าการกลางสไตล์โกธิคตั้งตระหง่านอยู่จนเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้
  • เมือง Pienza และ San Quirico d’Orcia เนินหญ้าที่สวยงามตลอดข้างทาง ถือได้ว่าเป็นทิวทัศน์ในแบบฉบับแคว้นทัสคานีแท้ๆ
  • แวะชมเมือง Bagno Vignoni เมืองแห่งน้ำพุร้อนและสปาโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง ที่นี่เป็นจุดแวะพักสำหรับผู้แสวงบุญก่อนที่จะเดินทางไปยังกรุงโรม
  • Montalcino เมืองน่ารักๆ ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องไวน์
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Montalcino

Day 7 :  Pisa – Cinque Terre

  • ชม หอเอนปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก “หอเอนเมืองปิซ่า” หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 8 ชั้น อดีตเป็นที่ตั้งของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
  • เดินทางสู่เมือง La spezia จากนั้นพาท่านนั่งรถไฟท้องถิ่น เลียบชายฝั่งของหมู่บ้าน Cinque Terre ที่มีความหมายว่า 5 แผ่นดิน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานย้อนกลับไปถึงศรตวรรษที่ 11 โดยมี VERNAZZA และ MANAROLA เป็นสองหมู่บ้านแรกก่อนหมู่บ้านอื่นๆจะเติบโตตามมา หมู่บ้านเหล่านี้ได้เสื่อมโทรมลงในศตวรรษที่ 16 เมื่อมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อจาก La spezia ผ่านหมู่บ้านเหล่านี้ คนในหมู่บ้านนี้จึงได้อพยพย้ายถิ่นฐานออกไปจากที่นี่ จนกระทั้งการท่องเที่ยวกลับมาสร้างความคึกคักอีกครั้งในช่วงปี 1970 เมืองมรดกโลกแห่งนี้ประกอบด้วยหมู่บ้านทั้งหมด 5 แห่ง Monterosso al Mare , Vernazza , Corniglia , Manarola และ Riomaggiore
  • MANAROLA เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองใน Cinque Terre เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1338 ภาษาถิ่นคือ Manaroles ซึ่งแตกต่างจากภาษาถิ่นในพื้นที่ใกล้เคียง ชื่อ “Manarola” มีรากจากภาษาลาติน แปลว่า “ล้อใหญ่” ซึ่งหมายถึงล้อกังหันในเมืองอุตสาหกรรมหลักของมานาโรลาเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมคือการประมงและทำไวน์ ไวน์ท้องถิ่นในชื่อ Sciacchetrà มีชื่อเสียงเป็นพิเศษ
  • VERNAZZA มีการกล่าวถึงย้อนไปถึงปี 1080 อ้างถึงฐานทัพเรือของชาวท้องถิ่นที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการป้องกันโจรสลัด ปัจจุบันที่นี่กลายเป้นแหล่งท่่องเที่ยวสำคัญรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียง
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง La spezia

Day 8 : Portofino – Divo Martino – Serravalle Outlet

  • เดินทางสู่ เมืองปอร์โตฟิโน่ (PORTOFINO) หมู่บ้านประมงเล็กๆ ในอิตาลีที่น่าเที่ยวชมอีกแห่งหนึ่ง โดยหมู่บ้านแห่งนี้ ยังถือเป็นรีสอร์ทเมืองสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวในเมืองเจนัวอีกด้วย
  • อ่าวเรือยอร์ช (YATCH) ที่จอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ความสวยงามของที่นี่นั้นถึงกับทำให้บริษัทในเครือวอลท์ดิสนีย์ (WALT DISNEY) ต้องขอจำลองไปไว้ที่สวนสนุกดิสนีย์ซี (DISNEYSEA) ในประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว เยี่ยมชม โบสถ์เซนต์มาร์ติน (DIVO MARTINO) สร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11
  • Serravalle Outlet แวะช้อปปิ้งสินค้าแบรนเนมราคาถูก จากนั้นเดินทางเข้าสู่ Milan เมืองสำคัญของประเทศอิตาลี มีชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ โดยถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชั่นในระดับเดียวกับ นิวยอร์ค ปารีส ลอนดอน และ โรม
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Milan

Day 9 : Duomo – Milan Airport

  • ชมดูโอโม จากนั้นมุ่งหน้าสู่สนามบิน เป็นมหาวิหารประจำเมืองสร้างในสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เป็นมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอับดับสองรองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงวาติกัน
  • เตรียมตัวเดินทางไปยังสนามบิน เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG941 เวลา 05 น.

Day 10 : Bangkok

  • เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไม่รวม

แกลลอรี่ ทัวร์โดโลไมท์

แกลลอรี่ ทัวร์โดโลไมท์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Northernlight Road Trip

ทัวร์โลโฟเทน นอร์เวย์

ทัวร์โลโฟเทน

หมู่เกาะอันเป็นเอกลักษณ์ บ้านเรือนสีแดงเจ็บตา เราพาไปถึงไหนถึงกัน แวะถ่ายรูปตามสะดวกสามารถเลือกเดินทางไปกับทริปที่เราออกแบบไว้ทั้ง 3 แบบ ตามใจชอบ หรือถ้าให้จัดส่วนตัว จะให้เราปรับเปลี่ยนอะไรแบบไหน ทักมาได้เลย

จุดเด่นทริป

โลโฟเท่น เซนจา ทรอมโซ

โลโฟเทน เซนจา ทรอมโซ แลปแลนด์ มูรมันสค์

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok

  • พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 2 : Oslo – Leknes – Haukland Beach – Uttakleiv Beach  Hamnoy

  • ถึง Oslo จากนั้นนำท่านต่อเครื่อง ไปยังเมือง Leknes โดยสายการบินในประเทศ
  • ชมหาด Haukland Beach เป็นอีกหาดยอดนิยม เป็นทั้งจุดถ่ายแสงเหนือ จุดถ่าย Seascape และเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินเขา
  • ชมหาด Uttakleiv Beach ซึ่งเป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดใน Lofoten เป็นหาดที่มีโขดหินน้อยใหญ่เรียงรายเป็นรูปร่างต่างๆ
  • ชม Hamnoy ซึ่งมีอาชีพหลักๆ คือ การเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาคอดในฟาร์ม เดิมจะเชื่อมกับหมู่บ้าน Reine โดยเรือข้ามฟาก แต่ปัจจุบันมีสะพานเป็นทางเชื่อม บนเส้นทาง E10
  • เข้าที่พัก หมู่บ้าน Hamnoy

Day 3 : Reine – Sakrisøy – Å village – Fishing village

  • หมู่บ้าน Reine หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศนอร์เวย์
  • ชม Sakrisøy หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีบ้านสีสันแตกต่างจากหมู่บ้านอื่น
  • ชมเมือง Å เมืองที่อยู่ปลายสุดของถนนสาย E10 ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงนอร์เวย์
  • เข้าชม Norwegian Fisherman Village สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะลอฟโฟเทน ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 250 ปี
  • พักกันที่บ้านชาวประมงริมน้ำในหมู่บ้าน Reine

Day 4 : Fredvang – Eggum – Nusfjord

  • เดินทางสู่หมู่บ้าน Fredvang ชมสะพาน Fredvang ที่มีลักษณะเฉพาะตัวของนอร์เวย์ และชมหาด Sandbotnen
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ EGGUM ป้อมปราการขนาดใหญ่และซากปรักหักพังตั้งแต่สมัยสงครามโลก
  • หมู่บ้านนุสฟยอร์ด (Nusfjord) เป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ที่มีชื่อเดียวกับฟยอร์ดอันงดงาม
  • คีนนี้เราจะพักกันที่เมือง Svolvaer

Day 5 : Svolvaer – Henningsvaer – Kabelvag – Narvik

  • ชม Henningsvaer เป็นเมืองท่าและหมู่บ้านชาวประมงที่ปัจจุบันชาวบ้านยังคงประมงกันอย่างคึกคัก
  • ชมเมือง Kabelvag ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่อีกที่หนึ่ง พาท่านเดินเล่นรอบเมือง
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Narvik

Day 6 : Narvik – Senja – Gryllefjord Fishing Village

  • เดินทางสู่ Senja (ประมาณ 3 ชม) ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศนอร์เวย์
  • ชมจุดชมวิวเมดฟยอร์ดโบทน์ (Medfjordbotn) ของเส้นทางธรรมชาติอันรายล้อมไปด้วยขุนเขากับฟยอร์ด
  • จากนั้นนำเดินทางต่อไป ตุงเกอเนสเซท (Tungeneset) อีกหนึ่งจุดชมวิวที่เป็นทางเดินเรียบชายทะเลพร้อมวิว ของเทือกเขาโอคชอร์นัน (Okshornan)
  • เดินทางสู่ เบิร์กโบทน์ (Bergsbotn) จุดชมวิวที่เป็นสะพานไม้ยาว 44 เมตร รายล้อมด้วยขุนเขาและสามารถชมวิวของเบิร์กฟยอร์ด (Bergsfjord) ที่อยู่เบื้องล่างแบบพาโนรามา
  • แวะชม หมู่บ้านชาวประมงกริลล์ฟยอร์ด (Gryllefjord Fishing Village) ซึ่งมีประชากรอยู่ราวๆ 400 คน
  • เดินทางต่อสู่ อ่าวแฮมน์ไอเซนญา (Hamn I Senja) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะเซนญาความงามของธรรมชาติและแสงเหนือ
  • คืนนี้พักที่ Senja*หากอากาศเปิดพาออกล่าแสงเหนือ

Day 7 : Senja – Arctic Cathedral – Storsteinen mountain

  • ไปยัง เมืองทรอมโซ (TROMSO) เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของนอร์เวย์ อีกทั้งยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุด ในเขตอาร์คติกเซอร์เคิลอีกด้วย
  • ชมมหาวิหารทรอมโซ (Tromso Cathedral) มหาวิหารไม้ที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเก่าแก่ที่สุด
  • นั่งเคเบิ้ลคาร์สู่ ยอดเขาสโตรสไตเนิน เป็นยอดเขาสูง
  • ชม มหาวิหารอาร์คติก (ARCTIC CATHEDRAL) มหาวิหารที่สร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สร้างขึ้นในปี 1965 มีภาพประดับกระจกใหญ่ที่สุดในยุโรป
  • จากนั้นอิสระให้ท่านเดินเล่นชมเมือง ทรอมโซตามอัธยาศัย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Tromso

Day 8 : Sami village – Reindeer Farm

  • ไปยัง หมู่บ้านชาวซามิ (SAMI VILLAGE) ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณ เมืองทรอม
  • เดินทางสู่ ฟาร์มกวางเรนเดียร์ (REINDEER FARM) ยานพาหนะของซานตาครอส โดยท่านสามารถสัมผัส ให้อาหาร และถ่ายรูปกับกวางเรนเดียร์ได้อย่างใกล้ชิด
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Tromso

Day 9 : Day 9 Tromso – Oslo

  • นำท่านเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางกลับออสโล โดยสายการบิน ในประเทศ
  • เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

Day 10 : Day 10 Arrive Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

Day1 : Bangkok

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  • ออกเดินทางไปยังเมืองมูร์มันสค์ ประเทศรัสเซีย
  • ถึงสนามบินมูร์มันสค์
  • จากนั้นนำท่านเข้าพักที่โรงแรม

Day 2 : Murmansk – Teriberka

  • นำท่านเดินทางเข้าสู่เมือง เทอริเบอก้า (Teriberka) ตั้งอยู่ในแคว้นมูร์มันสค์ แถบชายผั่งทะเลบาร์เร้นทส์ (Barents Sea)
  • เที่ยวชมบริเวณ อ่าวเทอริเบอก้า ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ
  • พาท่านเที่ยวชม เมืองเทอริเบอก้า จนได้เวลาอันสมควร จึงนำท่านเดินทางกลับสู่เมืองมูร์มันสค์
  • นำท่านล่าแสงออโรร่า โดยปรากฏการณ์ แสงออโรร่านั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในขณะนั้นด้วย

*** หากเส้นทางไปเทอริเบอก้า ไม่สามารถเดินทางได้ เช่นหิมะตกหนัก ถนนปิด เราจะเปลี่ยนเส้นทางไปที่  Safari Snow Village แทน ***

  • คืนนี้เราจะพักกันที่ AZIMUT Hotel Murmansk หรือเทียบเท่า

Day 3  : Murmansk – Sami Village – Alyosha Memorial

  • เดินทางไปยัง หมู่บ้านซามี่ (Saami Village) ประมาณ 2 ชมหมู่บ้านเล็กๆของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอาชีพล่าสัตว์ โดยลักษณะของหมู่บ้านได้สร้างคล้ายกับพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตชนเผ่า
  • Majestic Idols ประติมากรรมอันเป็นตัวแทนของธรรมชาติ ได้แก่ ไฟ โลก น้ำ อากาศ โดยมีความเชื่อว่าหากมาอธิษฐานขอพรกับประติมากรรมชิ้นนี้ จะทำให้เกิดความโชคดีแก่ตนเอง
  • ฟาร์มกวางเรนเดียร์ ภายในหมู่บ้านจะเห็นชนเผ่าเลี้ยงกวางเรนเดียร์ไว้สำหรับลากเลื่อน และมีสัตว์อื่นๆอีกมากเช่น สุนัขจิ้งจอก กระต่ายป่า
  • ชมอนุสาวรีย์อโลชา (Alyosha Memorial) ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเหล่าทหารกองทัพของโซเวียต
  • นำท่านล่าแสงออโรร่า โดยปรากฏการณ์ แสงออโรร่านั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในขณะนั้นด้ว
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง AZIMUT Hotel Murmansk หรือเทียบเท่า

Day 4: Murmansk — Ivalo – Saarieselka

  • เดินทางสู่ เมือง ซาลิเซก้า (Saariselka) ประมาณ 5 ชม. เมืองท่องเที่ยวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของฟินแลนด์มีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะหมู่บ้านอิกลูแคคสลอตทาเนน (IGLOO VILLAGE KAKSLAUTTANEN)
  • พักผ่อนนอนรอคอยแสงเหนือในบ้านเรือนกระจกที่สร้างด้วยเทคโนโลยีพิเศษ ทำให้รักษาอุณหภูมิภายในห้องไว้ได้ และไม่ถูกน้ำแข็งเกาะแม้ว่าอุณหภูมิภายนอกจะติดลบก็ตาม
  • พักผ่อนเอาแรง รอคอยสัญญาณปลุกเพื่อชมแสงเหนือภายในห้องของท่าน ที่ KAKSLAUTTANEN RESORT

***หากต้องการออกล่าแสงเหนือ โดยการนั่ง Snow Mobileสามารถซื้อกิจกรรมเพิ่มได้***

Day 5  : Rovaniemi – Santa Claus Village

  • เดินทางสู่ Rovaniemi ประมาณ 3 ชม. เมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจหลักของฟินแลนด์ตอนเหนือ (แลปแลนด์)
  • เยี่ยมชม หมู่บ้าซานตาคลอส SANTA CLAUS VILLAGE ตั้งอยู่บนเส้นอาร์คติกเซอร์เคิล ภายในหมู่บ้านมีที่ทำการไปรษณีย์ สำหรับท่านที่ต้องการส่งของขวัญไปยังคนที่ท่านรัก
  • อิสระให้ท่านเดินเล่นเที่ยวชมในหมู่บ้าซานตาคลอส
  • เดินทางเข้าสู่ที่พักที่ Lapland Hotels Ounasvaara Chalets หรือเทียบเท่า

Day 6 : Rovaniemi  – Kiruna

  • ข้ามพรมแดนฟินแลนด์ผ่านสู่สวีเดน ประมาณ 5 ชม.
  • เดินทางสู่ Kiruna เมืองที่อยู่เหนือที่สุดในประเทศสวีเดนที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 18,000 คน ในอดีตเป็นเมืองที่ผลิตแร่เหล็กที่มีชื่อเสียงของประเทศ
  • แวะชม Icehotel Jukkasjarvi โรงแรมน้ำแข็งแห่งแรกของโลกและใหญ่ที่สุดของโลกด้วยเช่นกัน
  • ชม โบสถ์ Kiruna Church โบสถ์เมืองคิรูน่า ซึ่งเป็นโบสถ์ไม้สักทั้งหลัง และสมบูรณ์ที่สุดในสวีเดนตอนเหนือ
  • พาท่านไปดูแสงเหนือแบบพิเศษไม่เหมือนใครที่ Aurora Sky Station โดยการนั่ง Chair Lift ขึ้นไปด้านบน ให้มืดที่สุด เพื่อจะได้เห็นแสงเหนือได้ชัดเจนที่สุด (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)

***กระเช้าเปิดให้บริการในช่วงที่มีหิมะหนาเพียงพอสำหรับเล่นสกีเท่านั้น***

  • พักที่ Abisko Mountain Lodge หรือเทียบเท่า

Day 7  : Kiruna – Svolvær – Henningsvaer

  • เดินทางไปยังเมือง Svolvaer เมืองหลวงแห่ง Lofoten และเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนานถึงการตั้งถิ่นฐานในเขต Nordland
  • เดินทางต่อสู่เมือง Henningsvaer ซึ่งจุดเด่นของเมืองนี้คือบ้านชาวประมงสีแดง (RORBUER) ตั้งอยู่ริมทะเลมีอ่าวจอดเรือประมงเรียงรายอยู่มากมายเป็นภาพที่สวยงาม
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Scandic Svolvær หรือเทียบเท่า

Day 8 : Henningsvaer – Fredvang village – Kvalvika Beach – Hamnoy – Sakrisøy – Reine

  • หมู่บ้าน Fredvang ประมาณ 2 ชม. ชมสะพาน Fredvang ที่มีลักษณะเฉพาะตัวของนอร์เวย์ และชมหาด Sandbotnen
  • ชมหาด Kvalvika Beach เป็นหาด 1 ใน 3 หาดที่ดีที่สุดของ Lofoten เป็นชายหาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เดินเข้าถึงได้ไม่ยากนัก
  • ชม Hamnoy ซึ่งมีอาชีพหลักๆ คือ การเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาคอดในฟาร์ม เดิมจะเชื่อมกับหมู่บ้าน Reine โดยเรือข้ามฟาก แต่ปัจจุบันมีสะพานเป็นทางเชื่อม บนเส้นทาง E10 ที่นี่เป้นจุก hightlight ที่เมื่อพูดถึง Lofoten เราจะต้องมาที่ตรงนี้
  • ชม Sakrisøy หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีบ้านสีสันแตกต่างจากหมู่บ้านอื่น ตั้งอยู่ที่เชิงเขา Olstind ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สำคัญแห่งหนึ่งของ Lofoten
  • หมู่บ้าน Reine หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศนอร์เวย์ ท่านจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของหมู่บ้านชาวประมง
  • พักที่ Lofoten

Day 9 : Å village – Fishing village Museum -Nusfjord

  • ชมเมือง Å เมืองที่อยู่ปลายสุดของถนนสาย E10 ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงนอร์เวย์
  • เข้าชม Norwegian Fisherman Village สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะลอฟโฟเทน ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 250 ปี
  • เดินทางสู่หมู่บ้านนุสฟยอร์ด (Nusfjord) เป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ที่มีชื่อเดียวกับฟยอร์ดอันงดงาม เพียงแค่ได้เดินเที่ยวชมหมู่บ้านแห่งนี้ก็คุ้มค่ากับการเดินทางมาเยือนแล้ว
  • พักที่ Lofoten

Day 10 : Haukland Beach – Uttakleiv Beach – Narvik

  • ชมหาด Haukland Beach ประมาณ 1 ชม. เป็นอีกหาดยอดนิยม เป็นทั้งจุดถ่ายแสงเหนือ จุดถ่าย Seascape และเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินเขา
  • ชมหาด Uttakleiv Beach ซึ่งเป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดใน Lofoten เป็นหาดที่มีโขดหินน้อยใหญ่เรียงรายเป็นรูปร่างต่างๆ
  • เดินทางไปชมเมือง Kabelvag ประมาณ 30 ชม ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่อีกที่หนึ่ง พาท่านเดินเล่นรอบเมือง
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Quality Hotel Grand Royal หรือเทียบเท่า

Day 11 : Narvik – Tromso – Tromso Cathedral

  • นำท่านเดินทางไปยัง เมืองทรอมโซ (TROMSO) ประมาณ 4 ชม เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของนอร์เวย์
  • ชมมหาวิหารทรอมโซ (Tromso Cathedral)มหาวิหารไม้ที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเก่าแก่ที่สุด
  • จากนั้นนำท่าน นั่งเคเบิ้ลคาร์สู่ ยอดเขาสโตรสไตเนิน (STORSTEINEN MOUNTAIN) เป็นยอดเขาสูงที่มีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองทรอมโซ
  • ชม มหาวิหารอาร์คติก (ARCTIC CATHEDRAL) มหาวิหารที่สร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สร้างขึ้นในปี 1965 มีภาพประดับกระจกใหญ่ที่สุดในยุโรป
  • จากนั้นอิสระให้ท่านเดินเล่นชมเมือง ทรอมโซตามอัธยาศัย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Quality Hotel Saga หรือเทียบเท่า

Day 12 : Fjord Cruise & Whale Safari  –  Storsteinen Mountain

  • Fjord Cruise & Whale Safari ล่องเรือในอ่าว Tromso ที่อยู่ในเขต Arctic polar ชมภูเขาสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีเข้ม หากโชคดี จะพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปลาวาฬที่พบบ่อยที่สุดคือวาฬเพชรฆาต วาฬหลังค่อม และเหล่าปลาโลมาบ้างเป็นบางคราว
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Quality Hotel Saga หรือเทียบเท่า

Day 13 : Tromso – Oslo

  • เดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางกลับออสโล โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

Day 14 : Arrive Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือสลับได้ตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip

ทัวร์แคนาดา

ทัวร์แคนาดา

Exclusive Trip บนเส้นทางเทือกเขา Rocky

จุดเด่นทริป

Canada on the rock 11 วัน

Extra TripCanada Grand 16 วัน

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok – Vancouver

  • พบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เช็คอินสายการบิน EVA Air เที่ยวบิน BR68 25-21.15 แวะไทเปเปลี่ยนเครื่องเป็น BR10 (23.55-19.25)
  • คืนนี้เราพักกันที่ Vancouver

Day 2 : Victoria – Capilano – Granville Island – Gastown Stream Clock 

  • หลังอาหารเช้า พาชมเมือง Vancouver เป็นเมืองท่าชายฝั่งที่มีชื่อเสียงทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ และในภูมิภาคแปซิฟิก
  • ชม สะพาน capilano bridge แรกเริ่มเดิมทีสะพานนี้ทำจากแผ่นกระดานไม้สนและเชือกปอ สร้างขึ้นในปี 1889 โดยวิศวกรสก็อตแลนด์ เพื่อทำทางเดินเชื่อมไปยังป่าด้านใน สะพานนี้อยู่ท่ามกลางยอดต้นไม้ที่อยู่รอบตัว ทดสอบความกล้าบนสะพานแขวนที่สูงและยาวแห่งนี้
  • Stanley Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง สวนสาธารณะแห่งนี้อยู่ติดทะเลที่ English Bay อันเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญของแคนาดา Stanley Park นับเป็นโอเอซิสสีเขียวที่สวยงามท่ามกลางภูมิทัศน์เมืองที่มีความหนาแน่น
  • Granville Island เกาะกลางแม่น้ำ Granville Island ที่มี Art Galleries ชาวคณะแปลงร่างเป็นศิลปินเดินดูงานศิลปะและของที่ระลึก เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะเป็นอย่างยิ่ง และมีตลาดสดรวมถึงร้านอาหารที่หลากหลายให้เลือกชิม
  • เมืองเก่า Gastown เมืองที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม และมี ถนนหินที่ชื่อว่า obbled-Stone Streets
  • Stream Clock ท่านจะได้พบนาฬิกาไอน้ำของแท้ดั้งเดิมที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เรือนบนโลก
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Vancouver

Day 3 : Vancouver – Calgary – Emeral lake – lake louis  

  • เดินทางสู่สนามบินเช็คอินสายการบิน Air Canada* เดินทางสู่เมืองแคลกาลี เที่ยวบินที่ AC210 (11.30-13.55) *เที่ยวบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
  • ถึงเมืองแคลการีออกเดินทางไปยังเส้นทางไฮเวย์หมายเลข 1 มุ่งหน้าผ่านเลคหลุยส์ ชม Emerald Lake อันมีน้ำสีเขียวมรกตเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบ โอบล้อมโดยเทือกเขา President Range, Mount Burgess, Wapta Mountain น้ำในทะเลสาบเกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาด้านบน ผสมกับแร่ธาติไลมสโตนจึงทำให้น้ำมีสีแปลกตา สวยงาม ชวนมอง
  • ชม Lake Louise ทะเลสาบที่โด่งดังแห่งเทือกเขา Rocky ด้วยน้ำที่เขียวใสราวกับมรกต สะท้อนยอดเขา รายล้อมด้วยทิวสนยอดสูง และเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี Landmark ที่สำคัญของโลก ตามประวัติกล่าวว่าเมื่อปี 882 นักสำรวจทางรถไฟชาวผิวขาวชื่อว่า Tom Willson ได้ค้นพบทะเลสาบแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า ทะเลสาบมรกต ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นทะเลสาบหลุยส์ (Lake Louise) ตามพระนามพระราชธิดา ในสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Lake Louise

Day 4 : Morien lake – Ice field park way – Jasper

  • ชม Moraine Lake ตั้งอยู่ใน Valley of ten peak หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในแคนาดา ทะเลสาบแห่งนี้มักปรากฎภาพในของที่ระลึกต่างๆ เช่น โปสการ์ด ปฏิทิน และโฆษณาต่างๆ
  • Columbia Icefields ทุ่งน้ำแข็งที่ใหญ่สุดในเทือกเขาร็อกกี้สถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยธารน้ำแข็งถึง 6 แห่งเดินทางสู่ลานน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยรถล้อโตของอุทยาน
  • ชม Glacier Skywalk ทางเดินยื่นไปในหน้าผามองเห็นวิวกลาเซียและขุนเขาอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาร็อกกี้อยู่เบื้องหน้า ท้าทายความกล้าในการเดินบนทางเดินพื้นกระจก
  • Sunwapta Falls อยู่ในอุทยานแห่งชาติ Banff จะมีน้ำตกชั้นบนและล่าง ไหลมาจากธารน้ำแข็ง Athabasca เราสามารถชมน้ำตกด้านบนได้จากจุดชมวิวที่มีความสูงถึง 18 เมตร
  • อุทยานแห่งชาติ Jasper มลรัฐอัลเบอร์ตา อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในเขตเทือกเขาร็อกกี้แคนาดา เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศแคนาดา
  • เย็นย่ำค่ำลง เดินเล่นในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ช๊อปปิ้งของฝากเล็กๆน้อยๆตามอัธยาศัย สูดอากาศดีๆ สบายๆ ให้เต็มปอด
  • ค่ำคืนนี้พักกันที่เมือง Jasper

Day 5 : Jasper – around jasper – Pyramid Lake – Jasper tramway  Athabasca Falls tramway – Jasper

  • ชม Pyramid Lake ทะเลสาบที่น้ำใสและนิ่งเรียบราวกระจก จนสามารถเห็นเงาของภูเขาที่สะท้อนมาได้ชัดเจน
  • ชม Maligne Lake เป็นทะเลสาบที่มีคนไปถ่ายรูปมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำในทะเลสาบสีเขียวเงียบสงบนิ่งสะท้อนฉากหลังที่เป็นภูเขาสูงชันรอบทิศทาง รวมถึงเกาะ spirit Island อันเป็น signature ของทะเลสาบแห่งนี้
  • Medicine Lake ทะเลสาบอัศจรรย์ที่จะมีน้ำแต่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่เมื่อย่างเข้าเดือนตุลาคม ทะเลสาบแห่งนี้จะอันตรธานหายไปอย่างลึกลับ ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ทะเลสาบวิเศษของชาวอินเดียนแดง
  • Jasper Tramway ขึ้นกระเช้า Jasper Tramway กระเช้าที่จะพาเราสู่ยอดเขา สัมผัสกับเทือกเขาร๊อคกี้ในมุมสูง เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่ควรพลาด
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Jasper

Day 6 : Jasper  – Payto lake  – Banff

  • Athabasca Falls ชมน้ำตกแอทธาบาสก้าที่มีความงดงามและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
  • Herbert Lake และ Bow Lake ทะเลสาบอันสวยงามที่อยู่บนเส้นทางสายทรานแคนาดา น้ำใสราวกระจกมีฉากหลังเป็นภูเขาอันสูงชันของเทือกเขาร็อกกี้พลาดไม่ได้ที่จะต้องแวะชมถ่ายรูป
  • Peyto Lake ที่มีผืนน้ำเหมือนสีมรกต (Glacier Milk) เกิดจากดินร่วนปนทรายรวมกับแร่ธาตุ เมื่อหน้าร้อนมาเยือน ดินทรายและแร่ธาตุเหล่านี้จะละลายลงมาในทะเลสาบ ทำให้น้ำมีลักษณะเหมือนนมสีมรกต น่าตื่นตาตื่นใจ
  • ชมเมือง Banff เดินเล่นยามเย็นในเมืองเล็กๆ น่ารักๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเทือกเขาร็อกกี้ ในเมืองมีร้านค้าให้เดินชมสินค้าหลากหลายรูปแบบทั้งสินค้าพื้นเมืองสไตล์คันทรี่สินค้าประเภทเครื่องแต่งกายสำหรับกีฬาแอดเวนเจอร์และอื่นๆอีกมาก
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Banff

Day 7 : Banff – Minewanka Lake – Calgary – Toronto

  • ขึ้นกระเช้าชมยอดเขาซัลเฟอร์ โดยยอดเขานี้จะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2000 เมตร สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของเทือกเขาแคนาเดี้ยน ร้อกกี้ โดยการขึ้นกระเช้าสู่ยอดเขา ขึ้นไปเก็บภาพความสวยงามจนจุใจ ยืดเส้นยืดสายพร้อมชมวิวแบบพาโนรามาจากเขา Tunnel Mountain เมื่อมองลงมาจะเห็นแม่น้ำ Bow River คดเคี้ยวเป็นสายยาวอยู่เบื้องล่าง
  • ชมทะเลสาบ Minnewanka เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ ภาษาท้องถิ่นของคนอินเดียนแดงมีความหมายว่าทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณ ทะเลสาบแห่งนี้ลึกสูงสุดถึง 140 เมตรมีน้ำใสราวกระจกรวมถึงมีเส้นทาง treking รอบๆภูเขา
  • เดินทางสู่สนามบิน เตรียมตัวเดินทางสู่โตรอนโต โดยสายการบิน Air canada* เที่ยวบินที่ AC194 (17.45-23.36) *อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Toronto

Day 8 : Niagara City

  • เดินทางสู่น้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกน้ำตกไนแอการาตั้งอยู่พรมแดนระหว่างแคนาดาและอเมริกาพาทุกท่านล่องเรือ Hornblower เพื่อชมความงามของน้ำตกอย่างใกล้ชิด 
  • ช๊อปปิ๊งกันที่ Canada One Outlet สวรรค์ของนักช้อป จากนั้น เดินทางสู่ไนแองการ่าออน เดอเลค เป็นเมืองชุมชนของชาวแคนาดาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของออนตาริโอ้ (Ontario) เป็นที่ ๆแม่น้ำไนเองการาไหลมา บรรจบกับทะเสสาบออนตาริโอ้ และได้ชื่อว่าน่ารักที่สุดของมณรัฐ Ontario อีกด้วย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ ไนแองการ่าออน เดอเลค

Day 9 : Niagara – Toronto 

  • เดินทางกลับเมืองโตรอนโต ขึ้นชมหอคอย CN Tower ซึ่งนับเป็น landmark ของเมืองโตรอนโต ใช้เป็นหอคอยและหอสังเกตการณ์เคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกยาวนานถึง 32 ปีแต่ถูกแทนที่ด้วยอาคารเบิร์จคาลิฟา(ดูไบ) ตอนนี้หอคอยแห่งนี้สูงเป็นอันดับที่ 3 ในโลก
  • Graffiti Alley เกาะที่มีภาพวาดกษิติน่าสนใจอยู่มากมายถ่ายรูปกับกาแฟติดระดับโลกที่นี่กันอย่างจุใจ
  • Toronto’s First Post Office ตั้งขึ้นมาเกือบ 200 ปี ยังนับว่าเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบันปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วย
  • Lawrence Market ตลาดอาหารเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในย่าน old Town มีความคึกคักแบบดั้งเดิมมีสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งของสด ทั้งผลไม้รวมไปถึงอาหารทะเล นิตยสาร National Geographic ได้มอบให้ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดอาหารที่ดีที่สุดในโลก
  • เดินทางสู่สนามบินโตรอนโต

Day 10 : Toronto – Bangkok

  • ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน EVA Air เที่ยวบิน BR35 (แวะเปลี่ยนเครื่องที่ไทเป เวลา 05.00 น.)

Day 11 : Bangkok

  • ออกเดินทางต่อสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน EVA Air เที่ยวบิน BR211
  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม***

Day 1 : Bangkok – Vancouver

  • พบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางไปยัง Vancouver
  • คืนนี้เราพักกันที่ Vancouver

Day 2 : Victoria – Capilano – Granville IslandGastown – Stream Clock

  • พาชมเมือง Vancouver เป็นเมืองท่าชายฝั่งที่มีชื่อเสียงทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐบริติชโคลัมเบีย
  • สะพาน Capilano bridge สร้างขึ้นในปี 1889
  • Stanley Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง
  • Granville Island เกาะกลางแม่น้ำ Granville Island ที่มี Art Galleries ชาวคณะแปลงร่างเป็นศิลปินเดินดูงานศิลปะและของที่ระลึก เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะเป็นอย่างยิ่ง
  • เมืองเก่า Gastown เมืองที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม และมีถนนหินที่ชื่อว่า obbled-Stone Streets Stream Clock ท่านจะได้พบนาฬิกาไอน้ำของแท้ดั้งเดิมที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เรือนบนโลก
  • พักที่ Vancouver

 

Day 3 : Vancouver – Calgary – Emeral lake – lake louis

  • เดินทางสู่เมืองแคลกาลี โดยสายการบินภายในประเทศ
  • ถึงเมืองคาลการีออกเดินทางไปยังเส้นทางไฮเวย์หมายเลข 1 มุ่งหน้าผ่านเลคหลุยส์
  • ชม Emerald Lake อันมีน้ำสีเขียวมรกตเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบ
  • ชม Lake Louise ทะเลสาบที่โด่งดังแห่งเทือกเขา
  • พักที่ Lake Louise

Day 4 : Moraine lake – Ice Field Park Way – Jasper

  • ชม Moraine Lake ตั้งอยู่ใน Valley of ten peak หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในแคนาดา
  • Columbia Icefields ทุ่งน้ำแข็งที่ใหญ่สุดในเทือกเขาร๊อกกี้สถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยธารน้ำแข็งถึง 6 แห่งเดินทางสู่ลานน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยรถล้อโตของอุทยาน
  • ชม Glacier Skywalk ทางเดินยื่นไปในหน้าผามองเห็นวิวกลาเซียและขุนเขาอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาร็อกกี้อยู่เบื้องหน้า
  • Sunwapta Falls อยู่ในอุทยานแห่งชาติ Banff จะมีน้ำตกชั้นบนและล่าง ไหลมาจากธารน้ำแข็ง Athabasca
  • อุทยานแห่งชาติ Jasper อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในเขตเทือกเขาร็อกกี้แคนาดา
  • เย็นย่ำค่ำลง เดินเล่นในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ช๊อปปิ้งของฝากเล็กๆน้อยๆตามอัธยาศัย
  • พักที่ Jasper

Day 5 : Jasper – Pyramid Lake – Maligne Lake -Jasper Tramway  Jasper

  • ชม Pyramid Lake ทะเลสาบที่น้ำใสและนิ่งเรียบราวกระจก
  • ชม Maligne Lake เป็นทะเลสาบที่มีคนไปถ่ายรูปมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
  • Medicine Lake ทะเลสาบอัศจรรย์ที่จะมีน้ำแต่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่เมื่อย่างเข้าเดือนตุลาคม ทะเลสาบแห่งนี้จะอันตรธานหายไปอย่างลึกลับ
  • ขึ้นกระเช้า Jasper Tramway กระเช้าที่จะพาเราสู่ยอดเขา สัมผัสกับเทือกเขาร๊อคกี้ในมุมสูง
  • พักที่ Jasper

Day 6 : Jasper  – Athabasca Falls – Payto lake  – Banff

  • Athabasca Falls ชมน้ำตกแอทธาบาสก้าที่มีความงดงามและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
  • Herbert Lake และ Bow Lake ทะเลสาบอันสวยงามที่อยู่บนเส้นทางสายทรานแคนาดา
  • Peyto Lake ที่มีผืนน้ำเหมือนสีมรกต (Glacier Milk)
  • ชมเมือง Banff เดินเล่นยามเย็นในเมืองเล็กๆ น่ารักๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเทือกเขาร็อกกี้
  • พักที่ Banff

Day 7 : Banff – Sulphur Mountain – Minewanka Lake – Calgary

  • ขึ้นกระเช้าชมยอดเขาซัลเฟอร์ โดยยอดเขานี้จะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2000 เมตร
  • ชมทะเลสาบ Minnewanka Lake เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์
  • พักที่ Calgary

Day 8 : Calgary – Quebec

  • ไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อเดินทางไปยังเมือง Quebec โดยสายการบิน ภายในประเทศ
  • เมือง Quebec ย่านที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พื้นที่ที่เป็นมรดกโลก
  • พักที่ Quebec

Day 9 : Upper Town (Haute-Ville) – Lower Town (Basse-Ville)  Terrasse Dufferin – Old Quebec – Montreal

  • Upper Town (Haute-Ville) เมืองที่มีความสวยงามของสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย
  • Lower Town (Basse-Ville) เมืองที่มีเสน่ห์ของตัวเอง ย่านประวัติศาสตร์โบราณที่มีชุมชนเมือง
  • Terrasse Dufferin ศาลาน่ารักๆ ที่ตั้งอยู่ใน Lower Town ของควิเบก ถูกสร้างขึ้นในปี 1879 มีระเบียงทางเดินยาวที่มองเห็นแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ เเละทิวทิศน์ที่สวยงาม
  • Basilique Cathedrale-Notre-Dame-de-Quebe มหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุด ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1647
  • Terrasse Dufferin เป็นศาลาน่ารักๆ ที่ตั้งอยู่ใน Lower Town ของควิเบก ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1879 มีระเบียงทางเดินยาว
  • Old Quebec ย่านที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และยังถือเป็นพื้นที่มรดกโลกที่น่าชมอย่างมาก
  • พักที่ Quebec

Day 10 : Quebec – Notre  Dame Basilica – Old Montreal –  St. Joseph’s  Vieux Montreal – Ottawa

  • เดินทางสู่เมือง มอนทรีออล
  • Notre-Dame Basilica มหาวิหารแบบกอธิค ในย่านประวัติศาสตร์ของมอนทรีออล สถาปัตยกรรมที่เป็นหนึ่งในที่น่าทึ่งที่สุดในโลก
  • Old Montreal พบกับรูปแบบอาคารที่ย้อนไปในศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมและถนนที่ปูด้วยหิน พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และ Riverfront ท่าเรือเก่า
  • Joseph’s Oratory of Mount Royal สถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกสำหรับการเดินทางไปแสวง
  • Vieux-Montreal เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบดื่มด่ำกับไลฟ์สไตล์ชิลล์ๆ
  • คืนนี้พักที่เมือง Montral

Day 11 : Montral – Ottawa – By Ward Market Ottawa River Cruise – Parliament Hill

  • เดินทางสู่เมือง Ottawa เมืองหลวงปัจจุบันของแคนาดา
  • เดินตลาด By Ward Market ตลาดจับจ่ายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยว
  • Ottawa River ชมความงามของสองฝั่งน้ำด้วยการเปิดประสบการณ์ให้ได้ล่องเรือ Ottawa River Cruise (Parliament Buildings • Supreme Court • Museum of Civilization • National Art Gallery • Rideau Falls • Residence of the Prime Minister)
  • อาคาร Parliament Hill เป็นอาคารรัฐสภาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ที่ผู้เข้าชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
  • พักที่ Montreal

Day 12 :  Kingston – Niagara on the lake

  • เดินทางสู่เมืองคิงส์ตัน (Kingston) ซึ่งเป็นเมืองเล็กเมืองหนึ่งของแคนาดา
  • เดินทางสู่เมือง ไนแองการ่าออนเดอะเลค
  • คืนนี้พักกันที่เมือง Niagara on the lake

Day 13 :  Niagara – Toronto

  • ชมน้ำตกไนแองการ่า ชมความงดงามของน้ำตก ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
  • ล่องเรือ Hornblower เพื่อชมความงามของน้ำตก ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงาม
  • เดินทางกลับสู่เมือง โตรอนโต
  • ค่ำคืนนี้พักที่เมืองโตรอนโต

 Day 14 : CN Tower – Toronto Premium Outlet – St.Lawrence Market

  • ขึ้นชมหอคอย CN Tower ซึ่งนับเป็น landmark ของเมืองโตรอนโต
  • Graffiti Alley เกาะที่มีภาพวาดกษิติน่าสนใจอยู่มากมาย
  • Toronto’s First Post Office ตั้งขึ้นมาเกือบ 200 ปี ยังนับว่าเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบันปัจจุบัน
  • Lawrence Market ตลาดอาหารเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในย่าน old
  • เดินทางสู่สนามบินโตรอนโต

Day 15 : Toronto – Bangkok

  • ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ

Day 16 : Bangkok

  • ถึงกรุงเทพ โดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip

ทัวร์ออสเตรีย เชค

ทัวร์ออสเตรีย

ทัวร์ออสเตรีย เชค

ยุโรปอันแสนโรแมนติก ทะเลสาบงามกับ เมืองเทพนิยาย  Exclusive ทริป เดินทางลัดเลาะผ่านเมืองเล็กๆ แวะจอดถ่ายรูปได้เป็นระยะไม่เร่งรีบ หรือ ถ้ามาเฉพาะกลุ่มสามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ตามต้องการ

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok – Munich

  • นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 2 : Munich – Salzburg – Salzach -Staatsbrucke – Alter Market – Residenzplatz – Hohensalzburg Fortress

  • เดินทางถึงกรุงมิวนิค จากนั้น รับสัมภาระแล้วเดินทางสู่ Salzburg
  • แวะชม สวนมิราเบล อันเป็นวังฤดูร้อนตั้งอยู่ริมแม่น้ำซาล
  • เดินเลียบ แม่น้ำ Salzach
  • สะพาน Staatsbrucke ที่มีกุญแจคู่รักคล้องอยู่เต็มราวสะพาน
  • พาทุกท่านช้อปปิ้งเบาๆเพลินๆ ที่ ตลาดเก่า Alter
  • จากนั้นนั่งรถรางสู่ ป้อมปราการโบราณ Hohensalzburg Fortress ที่ถูกสร้างขึ้นมากว่า 1000
  • คืนนี้เข้าที่พักที่ Salzburg

Day 3 : Hallstatt – Hallstatt Salt Mine

  • เดินทางสู่เมือง Hallstatt แวะถ่ายรูปกับทะเลสาบ Mond see
  • นำทุกท่านสู่จุดชมวิวมุมสูงด้วย Cable Car
  • ชม Hallstatt Salt Mine ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO
  • อิสระเดินชมหมู่บ้าน มีมุมถ่ายรูปต่างๆมากมายให้ได้ครีเอทและเก็บเป็นที่ระลึก
  • นำทุกท่านเข้าสู่ที่พัก Hallstatt

Day 4 : Hallstatt – Krumlov

  • แวะถ่ายรูปกับเขตเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า Traunkirchen และทะเลสาบ Traunsee
  • เดินทางถึง เชสกี้ ครุมลอฟ ซึ่งถือเป็นเมืองมรดกโลกอันเก่าแก่ จนกระทั่ง ในปี 1992 UNESCO จึงยกให้เป็นเมืองมรดกโลก
  • ชมวิวเมืองจาก หอคอยชมเมือง บนหอคอยที่สูงที่สุดอันดับสองของประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดชมวิวที่จะได้ภาพเมืองตุ๊กตาหลังคาสีส้ม ที่เคยได้เห็นตาม Postcard
  • ชม ปราสาทครุมลอฟ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากปราสาทปราก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ไข่มุกเม็ดงามแห่งโบฮีเมียให้ทุกท่านได้ชมความงามกันอย่างเต็มตา
  • เดินชมเมืองเก่า เมืองที่น่ารักที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
  • เดินทางสู่มิวนิค
  • คืนนี้พักที่เมือง ครุมลอฟ

Day 5 : Krumlov – Prague  – St. Vitus – Lesser Town

  • เก็บตกสำหรับเมืองแห่งนี้กันอีกสักหน่อยก่อนเดินทางต่อสู่ Prague
  • ปราสาทแห่งปราก (Prague Castle)
  • มหาวิหาร Vitus สถาปัตยกรรมแบบโกธิค
  • พระราชวังหลวง (Royal Palace) ที่เป็นหนึ่งในส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของปราสาทใช้เป็นที่ประทับของเจ้าชายโบฮีเมียนทั้งหลาย
  • ย่านช่างทองโบราณ (Golden Lane) ถนนเล็กๆ ที่ในอดีตเป็นที่อยู่ของนักเขียนและศิลปินระดับเทพของชาวเช็ก
  • พาชม จุดชมวิว 3 สะพาน มุม Unseen ที่มองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำวัลตาวา
  • คีนนี้พักผ่อนกันที่ปราก

Day 6 : Charles Bridge – Old Town – Town Hall Clock Telc – Melk

  • พาไป สะพานชาร์ลส์ อันสวยงามและมีชื่อเสียง
  • เดินเล่นย่าน Lesser Town ที่มีบรรยากาศของเมืองเก่าคลาสสิกและนิยมใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์
  • ชม เมืองเก่า “โอลด์ทาวน์” ตามรอยเส้นทางพระราชดำเนินของเจ้าผู้ครองกรุงปรากในอดีตซึ่งมีจตุรัสเมืองเก่าอยู่ใจกลางเมือง
  • ชม หอนาฬิกาดาราศาสตร์ อันเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปี
  • ชม Church of St.Nicholas และ Church of Our Ladybefore Tyn และชมตึกแถวอาคารโบราณ สีหวานสไตล์ร็อคโคโค
  • จากนั้นไปชมวิวสูงของโอลด์ทาว์นบนหอคอย
  • เดินทางสู่ เมือง Telc เมืองมรดกโลกอีกแห่งของประเทศเช็ก
  • เดินทางต่อสู่ เมือง Melk
  • คืนนี้จะพักที่เมือง Melk

Day 7 : Melk – Vienna

  • ชม วิหารสตีฟท์เมลค์ (Stift Melk) ที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาริมแม่น้ำดานูป
  • ไป กรินซิ่ง Grinzing หมู่บ้านประวัติศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางไร่องุ่นในหุบเขาติดกับป่า
  • เดินทางกลับโดยรถรางในเส้นทาง Old ring road ผ่าน พระราชวัง Hofburg รัฐสภาและศาลาว่าการกลางเมือง
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่เวียนนา

Day 8 : Vienna

  • เยี่ยมชม พระราชวังเชินบรุน ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก
  • จากนั้นพาทุกท่านเยี่ยมชม โบสถ์ Karlskircheซึ่งเป็นโบสถ์สุดสวยสไตล์ไบเซนไทน์และบารอก
  • พระราชวัง พิพิธภัณฑ์เวียนนา โรงโอเปร่า โรงแรมซ่าเค่อร์ Sacher Hotel (เจ้าของเค้กช็อคโกแล็ต Sachertorte ชื่อดังที่เป็นหนึ่งในตำนานของเวียนนาที่ใครมาเวียนนาต้องลิ้มลอง)
  • เดินเล่นในสวนสตัดปาร์ค แวะทักทายโยฮันน์ สเตราสส์ คีตกวีเอกชาวออสเตรียผู้ประพันธ์เพลงวอลท์อันโด่งดัง
  • เดินชมความหรูหราของร้านค้าสองฟาก ถนน Karntnerstrasse
  • ชม Stephan Cathedral วิหารโรมันคาทอลิกตั้งอยู่ใจกลางกรุงเวียนนา
  • เดินเข้า ย่านGraben อิสระชอปปิ้งตามอัทธยาศัย
  • คืนนี้พักผ่อนกันที่เวียนนา

Day 9 : Hundertwasserhaus  – Vienna Airport

  • ชมกลุ่มบ้านสีสันสดใส ที่ Hundertwasserhaus ออกแบบโดยสถาปนิกผู้รังเกียจเส้นตรง Hundertwasser’s Strange Architecture
  • ออกเดินทางสู่สนามบิน เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย

Day 10 : Bangkok

  • ถึงกรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip

ทัวร์กรีซ คอร์ฟู ซาคินทอส ซานโตรินี มิโคนอส

ทัวร์กรีซ ซานโตรินี่

หมู่เกาะโรแมนติกของดินแดนเทพนิยาย

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1 : Bangkok  

  • พบกันที่ สนามบินสุวรรณ เดินทางสู่เอเธนส์

DAY 2 : Bangkok – Athens – Corfu

  • เดินทางไปยังเมืองคอร์ฟู โดยสายการบินโดยสายการบินในประเทศเมืองคอร์ฟู รู้จักกันดีในนาม เกาะมรกต เนื่องด้วยความเขียวชะอุ่มและสวยงาม
  • ชม Paleokastritsa สู่จุดชมวิวบนยอดเขาที่สามารถมองเห็นตัวเมืองเก่าและทะเลไอโอเนี่ย อันเป็นที่มาของเทพนิยายกรีกของการพบกันระหว่าง Odysseus และ Nausica ระหว่างทางชมวิถีชีวิตของชาวท้องถิ่นโดยเฉพาะการปลูกต้นมะกอกและต้น Cyprus
  • ชมโบสถ์ Monastery of the Virgin โบสถ์เล็กๆบนยอดผาสไตล์กรีก Byzantine ที่มีระฆังสองอันแขวนอยู่บนยอด
  • ชม Achilleion Palace ที่สวยงามซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Gastouri คฤหาสน์ที่สร้างขึ้นในปี 1891 โดยจักรพรรดิแห่งออสเตรียที่รู้จักกันในชื่อ Sisi และต่อมาได้ตกเป็นของไกเซอร์ Wilhelm II แห่งเยอรมนี
  • ชมเมืองเก่าคอร์ฟู เป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ.2007
  • ชมป้อม Palaio Frourio ซึ่งมีความเก่าแก่ แม้ว่าบางส่วนจะถูกกัดเซาะจากน้ําและลมทะเล ไปบ้างแล้วก็ตาม ตัวป้อมได้รับการบูรณะมาเป็นอย่างดีปัจจุบันถูกใช้เป็นสถานที่สําหรับกิจกรรมหลายอย่าง เช่น งานคอนเสิร์ตและอื่นๆ นําท่านชมอาคารบ้านเรือนแบบนีโอคลาสสิค ส่วนหนึ่งสร้างขึ้นจากยุคเวนิส อีกส่วนเป็น การก่อสร้างยุคหลัง
  • คืนนี้เราจะพักที่ Corfu

DAY 3 : Corfu – Ferry to Igoumenitsa – Meteora

  • เดินทางไปยังท่าเรือ เพื่อเดินทางไปยังเมือง Igoumenitsa โดยเรือเฟอร์รี่ จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยัง Meteora
  • เยี่ยมชม Meteora หนึ่งในสถานที่พิเศษสุดและไม่เหมือนใคร ป่าหิน Meteora เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่น่าประทับใจ ชม Meteora Klöster วัดหรือสำนักสงฆ์ ตั้งอยู่บนยอดเขาหิน โดยยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทั้งทางศาสนาและความสำคัญของธรรมชาติ

         คืนนี้เราจะพักที่เมือง Meteora

 

DAY 4 :  Meteora – Lefkada Sight seeing

  • ออกเดินทางไปยังเมือง Lefkada เมืองเก่าที่รายล้อมด้วยถนนในย่านช้อปปิ้ง และสถานที่เที่ยวมากมาย
  • ชมเมืองและเดินเล่นรอบๆ ชื่นชมสถาปัตยกรรมแบบเวนิสโบราณ ชมโบสถ์ Pantokratoras , ชมพิพิธภัณฑ์ และเยี่ยมชม Monastery of Panagia Faneromeny
  • เดินชมหมู่บ้าน Karya มีชื่อเสียงในด้านงานปักลูกไม้คุณภาพ ซึ่งเลียนแบบลูกไม้ลายดั้งเดิม
  • ชมหมู่บ้าน Eglouvi เป็นหนึ่งในหมู่บ้านบนภูเขาที่สวยที่สุดของ Lefkada ทุกวันนี้มีผู้อาศัยอยู่ 180 คนซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเกษตร หมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ขนาดเล็กแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในการผลิตถั่วเลนทิลและสถาปัตยกรรมดั้งเดิม
  • คืนนี้เราจะพักที่เมือง Lefkada

DAY 5 : Lefkada – Kyllini – Ferry to Zakynthos

  • ออกเดินทางไปยังเมือง Kyllini จากนั้นไปยังท่าเรือเฟอรี่ เพื่อเดินทางต่อไปยังเกาะ Zakynthos
  • ชมหาด Navagio หาดชื่อดังที่สุดของเกาะซาคินทอส ล้อมรอบด้วยหน้าผาสีขาวสูงชันหาดทรายขาวดุจไข่มุกห้อมล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าแจ่ม
  • คืนนี้เราจะพักที่เมือง Zakynthos

DAY 6 : Zakynthos

  • นำเที่ยวเกาะ Zakynthos โดยการล่องเรือ เยี่ยมชมถ้ำ Blue Cave และ ชมซากเรือเก่าที่เกยขึ้นมาอยู่บนฝั่ง เป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งคือ หาดเรือแตก เรือนี้ขึ้นมาเกยฝั่งตั้งแต่ปีค.ศ.1981 เกิดเป็นสิ่งที่น่าสนใจบนเกาะที่เข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด ทำให้ผู้คนมากมายให้ความสนใจกับซากเรือโบราณ ถ่ายรูปกับต้นมะกอก 2000 ปี
  • ไปยังเกาะเต่า Turtles Island ที่เต็มไปด้วยเต่าทะเลขนาดใหญ่ที่เป็นมิตร สามารถลงเล่นน้ำได้
  • ชมพระอาทิตย์ตกที่บริเวณ Keri  ชมพระอาทิตย์ตกแบบพาโนรามา
  • คืนนี้เราจะพักที่เมือง Zakynthos

DAY 7 : Zakynthos – Kyllin –  Athens – Santorini – Oia

  • เดินทางไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อไปยัง Santorini โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางถึงเกาะซานโตรินี ชมหมู่บ้านเอีย (Oia) หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางตอนบนสุดของซานโตรินี่ ชาวบ้านในเมืองนี้มักสร้างบ้านทรงกลมสีขาว หลังคาเป็นรูปโดมทาด้วยสีน้ำเงินเข้ม และบ้านที่มีโครงไม้เหมือนกังหันลมติดอยู่ที่ตัวบ้าน ซึ่งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของเมืองนี้
  • จุดชมพระอาทิตย์ตก ฉากหน้าเป็นเมืองเอียอันคุ้นตา แต่งแต้มด้วยสีชมพูพาสเทลหวานจับใจ รอคอยตะวันตกลงสู่ทะเลอีเจี้ยน ดังภาพวาดอันยิ่งใหญ่ที่ได้มาเห็นด้วยตาตนเอง
  • คืนนี้เราจะพักที่เมือง Santorini

DAY 8 : Santorini – Fira – Ferry to Mykonos

  • ตื่นแต่เช้ารับลมทะเลงามกันอีกวัน ตลอดวันแวะจุดถ่ายภาพสวยๆที่เราจะพาไปชมแบบ Exclusive Santorini ที่ดังไปทั่วโลก
  • เดินทางไป หมู่บ้านฟีร่า เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดบนเกาะ Santorini ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูงจากทะเล 250 เมตร มองเห็นวิวพาโนราม่าของทะเลเมดิเตอเรเนียนได้อย่างสุดลูกหูลูกตา อิสระให้ท่านเดินเล่นดื่มด่ำบรรยากาศอาทิตย์อัสดงลาลับขอบฟ้าสีคราม
  • นำท่านไปยังท่าเรือเพื่อไปยังเกาะ Mykonos โดยเรือ Speed Ferry SEAJETS สู่เกาะมิโคนอส เกาะที่อยู่ในกลุ่มเกาะ Cyclades ในตอนกลางของกลุ่มหมู่เกาะกรีซ
  • เดินเล่นชมเมือง Mykonos ลัดเลาะซอกซอยเล็กๆ ถ่ายรูปกับบ้านเรือนขาวตัดฟ้า และร้านเก๋ๆ ริมทาง
  • คืนนี้เราจะพักที่ Mykonos

DAY 9 : Mykonos – Athens

  • เดินทางถึงเกาะมิโคนอส ชมเมืองเก่ามิโคนอส เอกลักษณ์อาคารบ้านเรือนทาสีขาวสะอาด ตัดกับประตูหน้าต่างที่ทาสีฟ้าสด และโบสถ์ที่ทาสีหลังคาโดมโค้งด้วยสีแดงจัด ในช่วงแสงอาทิตย์สีอ่อนๆ กำลังพาดผ่านประตูสีฟ้าและผนังบ้านสีขาว
  • เยี่ยมชม Little Venice คล้ายกับที่เมืองเวนิซ อิตาลี เดินเที่ยวคอร่า (Chora) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเกาะ ประกอบไปด้วยร้านค้าและบ้านเรือนมากมายซึ่งเชื่อมกันด้วยทางเดินแคบๆ บางช่วงให้เฉพาะคนเดินเท่านั้น
  • สะดุดตากับ กังหันลม 5 หลัง Mykonos Famous Windmill ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะนี้อันโดดเด่นให้คนทั่วทุกมุมโลกได้จดจำ
  • เย็นเหินฟ้ากลับสู่เอเธนส์ โดยสายการบินภายในประเทศ
  • คืนนี้เราจะพักที่ Athens

DAY 10 : Athens – Bangkok

  • เที่ยวชม อะโครโพลิส (Acropolis) ป้อมปราการหรือเมืองบนเทือกเขาสูงมีสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่
  • เยี่ยมชมมหาวิหารพาเธนอน (Parthenon) เป็นวิหารที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในด้านความงดงาม
  • ชม ย่าน Plaka เป็นย่านตลาดเก่าแก่ที่สุดของกรุงเอเธนส์ ได้รับการปิดการจราจรของรถยนต์ มีเพียงรถจักรยานยนต์หรือการส่งมอบสินค้าของรถบรรทุกเท่านั้น
  • ชมจัตุรัสซินตักมา (Sintagmar Square) เป็นที่ตั้งของอาคารที่ทำการรัฐบาลและอาคารรัฐสภาซึ่งสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวรูปเกือกม้า สร้างโดยจักรพรรดิเฮรอด อัตติคุส บริเวณนี้ทุกๆ ชั่วโมงจะมีการเปลี่ยนการ์ดทหารกรีก
  • จากนั้นแวะเดินเลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย
  • ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ

DAY 11 : กรุงเทพฯ

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

****รายการอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบ

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip

ทัวร์ไอร์แลนด์

ทัวร์ไอร์แลนด์

Exclusive Road Trip เที่ยวกลุ่มเล็กๆ 4-6 คน สไตล์เราเอง พาเที่ยวโดยคนไทย แวะถ่ายรูปได้ทุกที่

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok

  • พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 2 : London – Belfast – City tour

  • ออกเดินทางสู่ London
  • เดินทางถึงลอนดอน จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง Belfast City โดยสายการบินภายในประเทศ
  • นำท่านเดินทางไปยังเมือง Belfast เมืองแห่งท่าเรือ เก็บภาพกับไฮไลท์กับ Titanic Museum เรื่องราวโศกนาฏกรรมอันก้องโลก
  • พาท่านไปเดินเล่นย่าน George Market มีสินค้าหลากหลายทั้งงานฝีมือ อาหาร เครื่องดื่ม ร้านบูติก ฯลฯ
  • จากนั้นชม Belfast City Hall ศาลาว่าการเมืองเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของที่นี่
  • เดินไปชม Belfast Cathedral กันต่อ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1899 แต่มาสิ้นสุดที่ปี 1981 ในด้านทิศใต้ของโบสถ์เป็นหลุมฝังศพของวีรบุรุษสหภาพแรงงาน Sir Edward
  • เดินชมกำแพงสันติภาพ Peace Wall เริ่มก่อสร้างกำแพงสันติภาพแห่งแรกขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ส่วนประกอบของกำแพงมีทั้งอิฐ เหล็ก และเหล็กกล้า บางแห่งยังมีตาข่ายเหล็กหรือลวดหนามเสริมขึ้นไปเหนือขอบกำแพงอีกด้วย
  • เก็บภาพกับไฮไลท์ของชนบทกับ The Dark Hedges หรือ อุโมงค์ต้นบีชอายุราว 200 ปี
  • จากนั้นชม Carrick-a-Rede Rope Bridge หรือสะพานเชือก เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
  • ชม Giant’s Causeway ซึ่งเป็นหินทรงหกเหลี่ยมที่เรียงตัวกันราวแท่งดินสอ ตั้งอยู่ที่เกาะไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งจัดอยู่ใน 1 ใน 100 สถานที่ที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย
  • เมือง Portrush ชม Dunluce Castle ซึ่งเป็นปราสาทยุคกลาง ตอนนี้จะเห็นแค่ปรักหักพัง ตั้งอยู่บนขอบของหินบะซอลต์ ใน County Artrim
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Bushmills

Day 3 : Bushmills –  Londonderry – Sligo

  • ชมชายหาด Downhill Beach ซึ่งยาวกว่า 11 กิโลเมตรนี้นั้นเป็นที่รู้จักในฐานะที่ตั้งของวัด The Mussenden Temple ทั้งชายหาด
  • เดินชมโบสถ์ Columb Cathedral และ เสา War Memorial tower
  • นำท่านไปยังเมือง Londonderry ชม The Guildhall ตั้งอยู่บริเวณริมเขตกำแพงเมืองเก่า อาคารหินทรายสีแดงสไตล์นีโอโกธิคและทิวดอร์ (Tudor) นี้ ถูกสร้างขึ้นในปี 1887 โดยกลุ่ม The Honorable The Irish Society
  • ชมบริเวณ Mullaghmore Head เห็นหาดลักษณะเป็นหินแผ่นใหญ่เอียงรับคลื่นจากมหาสมุทรแอตแลนติก โดยมีฉากหลังเป็น Benbulben Mountain เห็นอยู่ไกลๆ
  • นำท่านไปยังเมือง Sligo ชม Benbulben Mountain เป็นภูเขาที่โดดเด่นที่สุดของไอร์แลนด์
  • ระหว่างทาง ชม Killary fjord
  • Kylemore Abbey Kylemore Abbey ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามของ Connemara บริเวณริมทะเลสาบ Pollacapall และทะเลสาบ Kylemore ตัวปราสาทถูกสร้างขึ้นในปี 1867-1871
  • คืนนี้พักที่ เมือง Sligo

Day 4 : Clifden – Galway – Doolin

  • ชม Galway Cathedral ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Corrib ใจกลางเมือง Galway ถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายของยุค 1950 โดยนับเป็นมหาวิหารที่สร้างจากหินที่ใหม่ที่สุดของยุโรป
  • ปราสาท Dunguaire Castle ซึ่งอยู่บริเวณหมู่บ้าน Kinvara ปัจจุบันปราสาทได้ตกเป็นทรัพย์สินของ Shannon Development
  • ชมหมู่บ้านชาวประมง Kinvara ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่สวยงามแปลกตา และขึ้นชื่อในเรื่องเพลงไอริช
  • ไปยัง The Burren National Park สถานที่นี้เป็นที่รวบรวมและแสดงพันธุ์ไม้ หิน และสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อาศัยอยู่ใน The Burren
  • เยี่ยมชมหอคอย O’Brien’s Tower พร้อมชมวิดีโอแบบ Interactive ที่ Visitor’s Center และเดินเล่นบนคลิฟบอร์ดโดยชมทัศนียภาพอันงดงามของทะเลและหมู่เกาะอารัน
  • Clift of Moher หน้าผาที่ตั้งตระหง่านริมมหาสมุทรแอตแลนติกอายุกว่า 350 ล้านปี และยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกอีกด้วย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Doolin

Day 5 : Doolin – Dingle

  • ชม Adare Desmond Castle ปราสาทที่เป็นป้อมปราการ เชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12
  • Limerick City เมืองริมฝั่งแม่น้ำแชนนอน เมืองนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม (City of Culture) และมีชื่อเสียงในฐานะสวรรค์ของคนที่หลงใหลด้านศิลปะ
  • ชม Ballydavid หมู่บ้านพื้นเมืองบริเวณคาบสมุทร Dingle ในปี ค.ศ. 2003 ได้ยกเลิกชื่อภาษาอังกฤษและใช้ชื่อในภาษาไอริชเป็นทางการคือ Baile na nGall
  • ปราสาท Gallarus (Gallarus Castle) สร้างโดยอัศวินแห่ง Kerry ผู้สืบทอดราชวงศ์ Geraldine ในศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันยังเป็นมรดกของชาวไอริชอีกด้วย
  • ชม King John’s Castle ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Limerrick ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ช่วงหนึ่ง ปราสาทถูกใช้เป็นฐานทัพและศูนย์บัญชาการทางทหารสำหรับภูมิภาค Shannon ปัจจุบัน King John’s Castle ได้รับการบูรณะและเปิดให้เข้าชมนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุต่างๆตลอดปี
  • เดินทางไปยัง Slea Head แวะถ่ายรูปที่แหลม Dunmore Head และ Dunquin
  • ชม Ballyferriter หมู่บ้านพื้นเมืองที่ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาไอริช
  • ชมเมือง Dingle เมืองเล็กๆในเขต Dingle peninsula มีเส้นทางเลียบชายฝั่ง จะพบกับวัดเก่าแก่ และซากปรักหักพัง และโบสถ์โบราณ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Dingle

Day 6 : Dingle – Ring of kerry

  • เดินทางไปยังเมือง Killarney เมืองที่สวยที่สุดในไอร์แลนด์และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
  • จากนั้นเดินทางไปยัง Waterville หมู่บ้านเล็กๆน่ารัก เป็นหมู่บ้านที่ชาร์ลี แชปลิน (Chalis Chaplin) นักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกชอบมาพักผ่อนตากอากาศ
  • เมือง Caherdaniel เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณริมชายฝั่งของ Derrynane Bay เมืองแห่งนี้ยังเป็นที่ที่ Daniel O’Connell ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายด้วย
  • ผ่านชม หมู่บ้าน Sneem หมู่บ้านที่มีสีสันสดใสเหมือนลูกกวาดหลากสีอยู่รวมกัน เมือง Kenmare เมืองเล็กๆที่มีชื่อหมายถึง “หัวของทะเล” หรือก็คือ Killarney Bay ขับผ่านเส้นทาง Moll’Gap ถนนสาย N71 ที่เชื่อมระหว่างเมือง Kenmare กับเมือง Killarney นั่นเอง
  • เดินทางไปยัง จุดชมวิว Ladies View อยู่กึ่งกลางของ Ring of Kerry หัวใจของอุทยานแห่งนี้เลยก็ว่าได้
  • อุทยานแห่งชาติคิลลาร์นีย์ (Killarney National Park) อุทยานที่เต็มไปด้วยป่าไม้ เทือกเขา ทะเลสาบ มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 10,236 เฮกเตอร์
  • ไปยัง ปราสาทรอสส์ (Ross Castle) ปราสาทรอสส์ เป็นปราสาทในสมัยศตวรรษที่ 15 เป็นบ้านของบรรพบุรุษครอบครัว O’Donoghue clan
  • ชม โบสถ์แดเนียลโอคอร์เนล (Daniel O’Connell Memorial Church) โบสถ์ประจำเมือง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 เพื่อเป็นเกียรติแก่ Daniel O’Connell ผู้นำการปลดแอคคาทอลิก มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิคยุคกลาง
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Portmagee

Day 7 :  Skellig Michael – Killarney

  • นั่งเรือชมเกาะ Skellig Michael** หากใครเป็นแฟนภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ก็คงจะคุ้นกันไม่ใช่น้อย เพราะเกาะแห่งนี้ถูกใช้ถ่ายทำเป็นดาว Arch-To ที่ซ่อนตัวของลุค สกายวอคเกอร์นั่นเอง เกาะแห่งนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียน UNESCO อีกด้วย

*ขึ้นกับสภาพอากาศ หากลมแรงเรืออาจยกเลิกได้

  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Killarney

Day 8 :  Killarney – Cobh

  • นำท่านเที่ยวชม Mary’s Cathedral โบสถ์เก่าแก่ ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 สร้างในพื้นที่ของกษัตริย์ Donal Mor O’Brien กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มันสเตอร์
  • ชม ปราสาทบลาร์นีย์ (Blarney Castle) ปราสาทหินที่ถูกสร้างโดย Cormac McCarthy กษัตริย์แห่งมันสเตอร์ในสมัยนั้น ที่
  • ปราสาทแบล็คร็อค (Blackrock Castle) ปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู หลังจากในยุคที่กษัตริย์อังกฤษส่งผู้แทนมายึดครองบริเวณนี้ ก็ได้คืนปราสาทให้ชาวเมืองในปี ค.ศ. 1608
  • จากนั้นเดินทางไปยัง เมือง Cobh นำท่านชม มหาวิหารเซนท์โคลมาน ( Colman’s Cathedral) หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อโบสถ์แห่งโคฟ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1868 สไตล์กอธิค สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาวิหารแห่งนี้คือกระดิ่งที่ประดับรอบทั้ง 49 ใบ
  • พักกันที่เมือง Cobh

Day 9 :   Cobh – Dublin 

  • ร็อค ออฟ คาเชล (Rock of Cashel) หนึ่งในโบราณสถานที่สำคัญของไอร์แลนด์ เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งมันสเตอร์ จนในปี ค.ศ. 1101 Muirchertach Ua Briain กษัตริย์แห่งมันสเตอร์ก็ได้บริจาคโบสถ์แห่งนี้ให้กับคริสตจักร
  • ไปยัง Thomastown เมืองในเขต Kilkenny ชม โบสถ์เจอร์พอยต์ (Jerpoint Abbey) ศาสนสถานที่สวยที่สุดในไอร์แลนด์ แต่เดิมเป็นที่พำนักอาศัยของพระกลุ่มคริสเตียน
  • นำชม โบสถ์เซนท์คานิซ (Canice’s Cathedral) ศาสนสถานสำคัญในเมืองคิลเคนนีย์ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 เป็นโบสถ์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองมาจากโบสถ์เซนท์แพททริคในเมืองดับลิน
  • ปราสาทคิลเคนนีย์ (Kilkenny Castle) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1195 ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์สำคัญริมฝั่งแม่น้ำ Nore
  • เดินทางไปยังเมือง Dublin เมืองหลวงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไอร์แลนด์ ชมทิวทัศน์บนสะพานที่แสนจะโรแมนติก และจิบเบียร์พร้อมเดินชมย่านถนนคนเดินที่คึกคักในยามค่ำคืน
  • ชม The Guinness Storehouse โรงงานผลิตเบียร์ดำที่มีชื่อเสียงที่สุดในไอร์แลนด์และของโลกมากกว่า 200 ปี
  • พักกันที่ Dublin

Day 10 : Dublin – London – Bangkok

  • ชมมหาวิหารเซนต์แพทริค (Patrick’s Cathedral) ซึ่งเดิมเป็นโบสถ์ไม้ สร้างขึ้นในปี 1191 และได้รับการขนานนามให้เป็นมหาวิหารในปี 1224 มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่เซ็นต์แพททริค ปัจจุบันมหาวิหารแห่งนี้ได้กลายมาเป็นมหาวิหารแห่งชาติของไอร์แลนด์
  • ชม The Custom House ในดับลิน เป็นอาคารสมัยศตวรรษที่ 18 แบบนีโอคลาสสิกซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมสิ่งแวดล้อมมรดกและรัฐบาลท้องถิ่น
  • เดินทางกลับลอนดอน โดยสายการบิน ภายในประเทศ
  • เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ

Day 11 : Bangkok

  • เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา