Categories
01 Nordic

นอร์เวย์ ล่าแสงเหนือ – โลโฟเทน ทรอมโซ

Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

ไอซ์แลนด์ แกรนด์ รอบเกาะ

ไอซ์แลนด์ แกรนด์ รอบเกาะ (เน้นแสงเหนือ)
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกสุดไอคอนิก มุมถ่ายรูปมหาชนที่ให้เราได้หยุดพักสายตาและซึมซับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
  • Dettifoss น้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป ลองไปยืนฟังเสียงน้ำคำรามแล้วจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์ที่เติมเต็มหัวใจ
  • Jokulsarlon และ Diamond Beach ชมก้อนน้ำแข็งใสเปล่งประกายบนหาดทรายดำ ความงามชั่วคราวที่สอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน
  • Reynisfjara หาดทรายดำและแท่งหินบะซอลต์สุดเท่ เดินทอดน่องฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ปล่อยใจให้กลมกลืนไปกับความลึกลับของธรรมชาติ
  • Golden Circle รวบตึงความมหัศจรรย์ของน้ำพุร้อน Geysir และน้ำตก Gullfoss เส้นทางคลาสสิกที่ปลุกความตื่นเต้นในตัวเราได้เสมอ
  • Blue Lagoon แช่น้ำแร่สีฟ้าพาสเทลอุ่นๆ ท่ามกลางอากาศหนาว เป็นการฮีลลิ่งร่างกายและจิตใจปิดท้ายทริปอย่างสมบูรณ์แบบ
แผนการเดินทางโดยย่อ

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน เพื่อเตรียมต่อเครื่องไปยังประเทศไอซ์แลนด์

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður

เดินทางถึงโคเปนเฮเกนและต่อเครื่องสู่เคฟลาวิก จากนั้นออกเดินทางไปชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กดังที่สุดของไอซ์แลนด์ โดดเด่นด้วยรูปทรงสวยแปลกตาและเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður

วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri

เดินทางสู่ Hvitserkur โขดหินกลางทะเลรูปทรงคล้ายสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นจุดเด่นของชายฝั่งทางเหนือและเหมาะกับการถ่ายภาพธรรมชาติ จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมือง Akureyri เมืองสำคัญทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์

วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir

ชม Godafoss หรือ “น้ำตกแห่งพระเจ้า” น้ำตกที่มีรูปทรงโค้งงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต่อด้วย Hverarönd/Hverir พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ไอร้อน และสีสันของแร่ธาตุ จากนั้นชม Dettifoss น้ำตกขนาดใหญ่ทรงพลังที่ขึ้นชื่อเรื่องความยิ่งใหญ่ ก่อนเดินทางเข้าสู่เมือง Egilsstaðir เพื่อพักค้างคืน

วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn

เดินทางไปชม Hengifoss น้ำตกที่มีเอกลักษณ์จากชั้นหินสีแดงสลับดำด้านข้างหน้าผา จากนั้นผ่านเส้นทาง Eastfjords ซึ่งโดดเด่นด้วยวิวฟยอร์ด ชายฝั่ง และหมู่บ้านเล็กสงบสวยงาม แวะถ่ายรูปที่ Vestrahorn ภูเขาทรงคมเข้มริมทะเลที่มีฉากหลังโดดเด่นจนได้ฉายาว่า The Batman Mountain ก่อนเข้าพักที่เมือง Höfn

วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik

ชม Jökulsárlón ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ท่ามกลางวิวสุดอลังการ ต่อด้วย Diamond Beach ชายหาดทรายดำที่มีก้อนน้ำแข็งใสราวเพชรเกยฝั่ง ระหว่างทางผ่านเขตอุทยานแห่งชาติ Skaftafell ซึ่งมีภูมิประเทศธารน้ำแข็งและธรรมชาติอันโดดเด่น รวมถึงทุ่งมอสบนลาวาที่เป็นภาพจำของไอซ์แลนด์ จากนั้นเข้าสู่เมือง Vik ชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดัง และ Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่มีลวดลายธรรมชาติสวยแปลกตา พักที่ Vik

วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik

เริ่มต้นด้วยการชม Skogafoss น้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยสง่าและมักเห็นสายรุ้งในวันที่อากาศดี ต่อด้วย Seljalandsfoss น้ำตกชื่อดังที่สามารถเดินชมด้านหลังม่านน้ำได้ จากนั้นเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle แวะชม Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติ, Gullfoss น้ำตกทองคำขนาดใหญ่ที่ไหลลดหลั่นอย่างสวยงาม และ Thingvellir อุทยานแห่งชาติมรดกโลก จุดสำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ของประเทศ ก่อนพักที่เมืองเรคยาวิก

วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik

ล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก สัมผัสอีกหนึ่งกิจกรรมเด่นของไอซ์แลนด์ จากนั้นเที่ยวชมเมือง โดยแวะ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงที่สุดและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง, Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลที่สื่อถึงการเดินทางและการค้นพบ, และ Harpa อาคารคอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์โดดเด่น ก่อนปิดท้ายด้วยการแช่น้ำแร่ที่ Blue Lagoon บ่อน้ำพุร้อนชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แล้วเข้าพักที่ Keflavik

วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok

เดินทางจากเคฟลาวิกกลับสู่โคเปนเฮเกน และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของไอซ์แลนด์

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งไฟ น้ำแข็ง น้ำตก ธารน้ำแข็ง และภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📋 เงื่อนไขการยกเลิก

  • ยกเลิกก่อน 30 วัน → คืนมัดจำ (หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง)
  • ยกเลิกก่อน 15-29 วัน → ยึดเงิน 50% / ส่วนที่เหลือหักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกน้อยกว่า 15 วัน → ไม่คืนเงินทั้งหมด

📞 สนใจจองทริป ติดต่อ

จัดทริปในนาม

บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811

ตัวอย่างโรงแรม

Hamnoy : Eliassen Rorbuer

สำหรับคบชอบอ่าน

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างนุ่มนวลจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินของ Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาเดินทางราว 11 ชั่วโมง ก่อนจะต่อเครื่องสู่ดินแดนที่ถูกขนานนามว่าเป็น “เกาะแห่งไฟและน้ำแข็ง” อย่างไอซ์แลนด์ วันแรกจึงเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปล่อยใจออกจากชีวิตประจำวัน แล้วเตรียมเปิดรับภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์ที่รออยู่เบื้องหน้า

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður

หลังต่อเครื่องจากโคเปนเฮเกนสู่สนามบินเคฟลาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที เราเริ่มต้นการเดินทางบนถนนสายไอซ์แลนด์อย่างแท้จริง โดยขับรถต่อไปยัง Kirkjufell ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ภูเขาทรงหมวกอันโด่งดังที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนน้ำและทุ่งหญ้าแห่งคาบสมุทรสไนแฟลซเนส

Kirkjufell ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในภูเขาที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในไอซ์แลนด์ เพราะรูปทรงที่สมบูรณ์ราวกับภาพวาด และยังเป็นฉากที่แฟนซีรีส์หลายคนจดจำได้ดี ความงดงามของที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ตัวภูเขา แต่อยู่ที่บรรยากาศรอบด้านที่เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แบบเหนือจริง ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður เมืองเล็กริมฟยอร์ดที่ใช้เวลาเดินทางจากจุดชมวิวเพียงไม่กี่นาที เหมาะกับการพักใจในค่ำคืนแรกอย่างแท้จริง

วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri

เช้าวันนี้ออกเดินทางจาก Grundarfjörður ไปยัง Hvitserkur ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที เส้นทางทอดผ่านทุ่งโล่ง ภูเขาเตี้ย และชายฝั่งที่ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างอย่างงดงาม

Hvitserkur คือโขดหินบะซอลต์ขนาดใหญ่กลางทะเล สูงราว 15 เมตร รูปร่างคล้ายมังกรหรือสัตว์ยักษ์กำลังก้มดื่มน้ำ ตามตำนานเล่าว่าเดิมทีคือโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์จนกลายเป็นหิน จุดนี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายภาพสวย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติและเรื่องเล่าพื้นถิ่นหลอมรวมกันอย่างน่าหลงใหล

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Akureyri ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที เมืองสำคัญทางตอนเหนือของประเทศที่มักถูกเรียกว่า “เมืองหลวงแห่งนอร์ทไอซ์แลนด์” บรรยากาศอบอุ่นกว่าที่คิด มีทั้งท่าเรือ โบสถ์ และบ้านเรือนเรียบง่ายที่ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์น่าพักค้าง

วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir

ออกจาก Akureyri ไปยัง Godafoss ใช้เวลาประมาณ 40–45 นาที น้ำตกแห่งนี้มีชื่อแปลว่า “น้ำตกแห่งพระเจ้า” และมีเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ไอซ์แลนด์ เมื่อครั้งผู้นำท้องถิ่นตัดสินใจรับศาสนาคริสต์และโยนรูปเคารพเทพเจ้านอร์สลงสู่น้ำตกแห่งนี้ จึงทำให้ Godafoss ไม่ได้งดงามเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Hverir ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ควันไอน้ำ และผืนดินสีสนิมสลับเหลืองราวกับอีกดาวเคราะห์ กลิ่นกำมะถันในอากาศและไอร้อนที่ลอยขึ้นจากพื้นดิน ย้ำเตือนว่าไอซ์แลนด์คือดินแดนที่โลกยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ขับต่อไปยัง Dettifoss ราว 1 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป มวลน้ำมหาศาลที่พุ่งกระแทกหน้าผาอย่างดุดัน ทำให้ผู้มาเยือนไม่ได้เพียง “เห็น” แต่รู้สึกได้ถึงพลังของธรรมชาติอย่างแท้จริง

ช่วงบ่ายเดินทางเข้าเมือง Egilsstaðir ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อพักค้างคืน เมืองนี้ถือเป็นศูนย์กลางของฝั่งตะวันออก รายล้อมด้วยภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติที่เงียบสงบ

วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn

จาก Egilsstaðir เดินทางไปยังจุดเริ่มต้นทางเดินสู่ Hengifoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ก่อนเดินเท้าขึ้นไป-กลับราว 1.5–2 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้โดดเด่นด้วยชั้นหินสีแดงสลับดำบนหน้าผา ซึ่งเกิดจากเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกันมานับล้านปี เป็นภาพธรรมชาติที่ทั้งแปลกตาและสง่างาม

จากนั้นเริ่มเดินทางเลียบเส้นทาง Eastfjords ช่วงหนึ่งไปยัง Vestrahorn รวมเวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง รวมแวะพักระหว่างทาง เส้นทางฝั่งตะวันออกนี้คือหนึ่งในช่วงถนนที่สวยที่สุดของไอซ์แลนด์ ฟยอร์ดเว้าโค้ง ชายฝั่งทอดยาว หมู่บ้านประมงเล็ก ๆ และภูเขาที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลอย่างเงียบงาม ทำให้การขับรถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

Vestrahorn คือภูเขาทรงแหลมคมสีเข้มริมทะเลที่โด่งดังมากในหมู่ช่างภาพ ด้วยแนวสันเขาดุดันและเงาสะท้อนบนหาดเปียก จนหลายคนเรียกที่นี่ว่า The Batman Mountain เป็นจุดที่ทำให้รู้สึกว่าไอซ์แลนด์ไม่ใช่เพียงสวย แต่ยังมีบุคลิกเข้มขรึมและน่าค้นหา

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยัง Höfn ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เมืองเล็กริมทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล และเป็นจุดพักยอดนิยมของนักเดินทางสายริงโรด

วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik

ออกจาก Höfn ไปยัง Jökulsárlón ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบธารน้ำแข็งแห่งนี้เป็นเหมือนภาพฝันของไอซ์แลนด์ ก้อนน้ำแข็งสีฟ้าขาวลอยนิ่งอยู่บนผืนน้ำ ท่ามกลางฉากหลังของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ ความงามของที่นี่เปลี่ยนไปทุกชั่วโมงตามแสง ฟ้า และการเคลื่อนตัวของน้ำแข็ง

ฝั่งตรงข้ามคือ Diamond Beach ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก้อนน้ำแข็งที่ถูกคลื่นพัดขึ้นมาเกยหาดทรายดำสะท้อนแสงระยิบระยับราวอัญมณี จึงเป็นจุดที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในภาพจำที่งดงามที่สุดของไอซ์แลนด์

เดินทางต่อไปยัง Skaftafell ใช้เวลาประมาณ 45 นาที พื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull ที่ขึ้นชื่อเรื่องธารน้ำแข็ง ทุ่งมอส และภูมิประเทศที่เกิดจากไฟและน้ำแข็งร่วมกันอย่างน่าทึ่ง แม้เพียงขับรถผ่านก็ยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมือง Vik ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างทางวิวลาวามอสทอดยาวราวพรมสีเขียว

เมื่อถึง Vik แวะชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดังที่มีคลื่นแอตแลนติกซัดเข้าฝั่งอย่างทรงพลัง และเสาหินทะเล Reynisdrangar ที่มีตำนานเล่าว่าเป็นโทรลล์ที่กลายเป็นหินเมื่อโดนแสงอาทิตย์ ส่วน Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่เรียงตัวเป็นลวดลายเรขาคณิตอย่างน่ามหัศจรรย์ คืออีกหนึ่งหลักฐานว่าธรรมชาติของไอซ์แลนด์มีทั้งความดิบและความประณีตในเวลาเดียวกัน

วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik

เช้านี้ออกจาก Vik ไปยัง Skogafoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที น้ำตกขนาดใหญ่ที่ทิ้งตัวตรงลงมาจากหน้าผากว้างอย่างสง่างาม วันที่อากาศดีมักมีสายรุ้งพาดผ่านละอองน้ำ ตามตำนานท้องถิ่นยังเชื่อว่ามีหีบสมบัติซ่อนอยู่หลังน้ำตก ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ที่นี่ดูโรแมนติกและลึกลับ

จากนั้นไปยัง Seljalandsfoss ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จุดเด่นคือสามารถเดินอ้อมไปด้านหลังม่านน้ำได้ ทำให้เห็นมุมมองของน้ำตกที่แตกต่างและมีชีวิตชีวา

เดินทางต่อเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีไปยังเขต Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่งเป็นต้นกำเนิดคำว่า “geyser” ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนพุ่งทั่วโลก แม้ Geysir เดิมจะปะทุไม่สม่ำเสมอแล้ว แต่ Strokkur ที่อยู่ใกล้กันยังพ่นน้ำร้อนขึ้นฟ้าทุกไม่กี่นาที

จากนั้นไปยัง Gullfoss ใช้เวลาราว 10 นาที น้ำตกทองคำที่ไหลลดหลั่นลงสู่แคนยอนอย่างยิ่งใหญ่ สวยทั้งในวันที่แดดออกและวันที่หมอกน้ำปกคลุม

ต่อไปยัง Thingvellir ใช้เวลาประมาณ 50 นาที อุทยานแห่งชาติที่สำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเซียแยกออกจากกัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งรัฐสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10

ช่วงเย็นเดินทางเข้า Reykjavik ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เมืองหลวงเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของศิลปะ การออกแบบ และวิถีชีวิตเรียบง่าย

วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik

เช้าวันนี้เริ่มต้นอย่างสดชื่นกับกิจกรรมล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง นี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติของไอซ์แลนด์ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งปลาวาฬหลังค่อม โลมา หรือแม้แต่นกทะเลที่บินเคียงเรือ ทุกอย่างทำให้ผืนน้ำเย็นของแอตแลนติกดูมีชีวิตขึ้นอย่างน่าประทับใจ

หลังจากนั้นใช้เวลาเที่ยวชมเมืองอย่างสบาย ๆ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงเด่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของลาวาบะซอลต์ คือสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ขณะที่ Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลสื่อถึงความหวัง การเดินทาง และการค้นพบ ส่วน Harpa คอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์ร่วมสมัยก็สะท้อนบุคลิกของเรคยาวิกได้อย่างดี—เล็กแต่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์

ช่วงบ่ายเดินทางไป Blue Lagoon ใช้เวลาประมาณ 50 นาที สปาน้ำแร่ชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แม้จะเป็นสถานที่ยอดนิยมมาก แต่เมื่อได้แช่อยู่ในน้ำสีฟ้าน้ำนมอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศเย็น ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงเป็นเหมือนพิธีปิดท้ายทริปไอซ์แลนด์ที่หลายคนไม่อยากพลาด
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Keflavik ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพื่อพักผ่อนในคืนสุดท้าย

วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok

ได้เวลาบอกลาไอซ์แลนด์ เดินทางจากเคฟลาวิกสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที ก่อนต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง แม้การเดินทางกลับจะยาวนาน แต่ภาพของภูเขา ฟยอร์ด น้ำตก ธารน้ำแข็ง และหาดทรายดำยังคงติดอยู่ในใจอย่างชัดเจน

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนที่ธรรมชาติดูเหมือนยังสร้างโลกไม่เสร็จ ไอซ์แลนด์ไม่ใช่แค่จุดหมายสำหรับการไป “เช็กอิน” แต่เป็นประเทศที่ทำให้เราอยากเดินทางให้ช้าลง มองให้ลึกขึ้น และปล่อยให้ความเงียบของธรรมชาติค่อย ๆ ทำงานกับความรู้สึกภายในอย่างอ่อนโยน
นี่จึงไม่ใช่เพียงทริปท่องเที่ยว แต่เป็นการเดินทางที่ทั้งงดงาม สงบ และน่าจดจำไปอีกนาน

Categories
04 Europe next trend

ทัวร์ Road Trip กรีซ ซานโตรินี นาวาจิโอ

ทัวร์ Road Trip กรีซ ซานโตรินี นาวาจิโอ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เมทิโอรา (Meteora): ปล่อยใจไปกับความศรัทธา ชมอารามนักบุญบนยอดเขาหินทรายที่สร้างขึ้นราวกับลอยอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆ
  • หาดปอร์โต คัตซิกิ (Porto Katsiki): ทิ้งความเหนื่อยล้า นั่งมองหน้าผาหินปูนสีขาวอลังการที่ตัดกับน้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์ใสราวคริสตัล
  • หาดนาวาจิโอ (Navagio Beach): ล่องเรือค้นหาอ่าวเรือแตกในตำนานที่ซ่อนตัวในหุบเขา สัมผัสน้ำทะเลสีฟ้าจัดจ้านที่สวยจนเหมือนหยุดเวลาไว้
  • หมู่บ้านเอีย (Oia) ซานโตรินี: เดินทอดน่องชมบ้านสีขาวโดมน้ำเงินริมหน้าผา แล้วรอดื่มด่ำกับโมเมนต์พระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก
  • เมืองมิโคนอส (Mykonos Town): ปล่อยให้ตัวเองหลงทางในตรอกสีขาวสไตล์เขาวงกต แล้วไปนั่งรับลมชมวิวที่กังหันลมริมทะเลสุดคลาสสิก
  • อะโครโพลิส (Acropolis) เอเธนส์: ก้าวเดินย้อนรอยอารยธรรมตะวันตกที่วิหารพาร์เธนอน สัมผัสความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ
แผนการเดินทางโดยย่อ

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อิสตันบูล – เอเธนส์

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล เป็นวันเริ่มต้นของทริปสู่ดินแดนอารยธรรมกรีก

วันที่ 2: เอเธนส์ – Kalabaka – Meteora

เดินทางสู่เมือง Kalabaka เพื่อชม Meteora กลุ่มอารามเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนยอดผาหินสูงโดดเด่น ราวกับลอยอยู่กลางอากาศ จุดเด่นคือทิวทัศน์แปลกตาและความสำคัญทางศาสนาจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
พักที่ Kalabaka

วันที่ 3: Lefkada – Porto Katsiki

เดินทางสู่เกาะ Lefkada แวะชม Lefkada Town เมืองเล็กบรรยากาศน่ารักที่มีบ้านเรือนสีสันสดใส จากนั้นไป Porto Katsiki ชายหาดชื่อดังที่โดดเด่นด้วยหน้าผาหินปูนสีขาวและน้ำทะเลสีฟ้าใส เป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยที่สุดของกรีซ
พักที่ Lefkada

วันที่ 4: Zakynthos – Navagio Beach

เดินทางสู่เกาะ Zakynthos และล่องเรือไปยัง Navagio Beach หรือ Shipwreck Beach จุดไฮไลท์ระดับโลกที่มีซากเรืออับปางตั้งอยู่บนหาดทรายขาว ล้อมด้วยหน้าผาสูงและน้ำทะเลสีฟ้าเข้ม ช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกที่ Cape Skinari จุดชมวิวสวยของเกาะ
พักที่ Zakynthos

วันที่ 5: เอเธนส์ – Plaka District

เดินทางกลับเอเธนส์ ช่วงบ่ายเดินเล่นที่ย่าน Plaka เขตเมืองเก่าใต้เงาอะโครโพลิส มีเสน่ห์ด้วยถนนหิน บรรยากาศคลาสสิก ร้านคาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก เหมาะสำหรับพักผ่อนแบบสบายๆ
พักที่ Athens

วันที่ 6: เอเธนส์ – ซานโตรินี – Oia

เดินทางสู่เกาะซานโตรินี เยือนหมู่บ้าน Oia ที่มีชื่อเสียงจากบ้านสีขาวและโดมสีน้ำเงินเรียงตัวตามหน้าผา จุดเด่นคือวิวทะเลอีเจียนและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
พักที่ Santorini

วันที่ 7: Fira – มิโคนอส

เที่ยวชม Fira เมืองหลักของซานโตรินี เด่นด้วยวิว Caldera แบบพาโนรามา ร้านค้า และงานศิลปะท้องถิ่น จากนั้นนั่งเรือข้ามฟากสู่เกาะมิโคนอส เกาะที่มีบรรยากาศคึกคักและมีเสน่ห์เฉพาะตัว
พักที่ Mykonos

วันที่ 8: Mykonos Town

สำรวจ Mykonos Town หรือ Chora เมืองสีขาวที่มีตรอกซอยคดเคี้ยวเป็นเอกลักษณ์ ชมกังหันลมมิโคนอสซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเกาะ และเดินเล่นย่าน Little Venice ที่มีอาคารสวยริมทะเล
พักที่ Athens

วันที่ 9: เอเธนส์ – Acropolis – Monastiraki

กลับสู่เอเธนส์เพื่อเยี่ยมชม Acropolis โบราณสถานสำคัญของกรีซและที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอน สัญลักษณ์แห่งอารยธรรมกรีก จากนั้นแวะ Monastiraki แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมสำหรับของฝาก ของเก่า และสินค้าท้องถิ่น ก่อนเดินทางสู่สนามบิน

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจและภาพสวยงามจากการเดินทางครั้งนี้

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📋 เงื่อนไขการยกเลิก

  • ยกเลิกก่อน 30 วัน → คืนมัดจำ (หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง)
  • ยกเลิกก่อน 15-29 วัน → ยึดเงิน 50% / ส่วนที่เหลือหักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกน้อยกว่า 15 วัน → ไม่คืนเงินทั้งหมด

📞 สนใจจองทริป ติดต่อ

จัดทริปในนาม

บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811

ตัวอย่างโรงแรม

Hamnoy : Eliassen Rorbuer

สำหรับคบชอบอ่าน

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อิสตันบูล – เอเธนส์ – เริ่มต้นการเดินทางสู่หัวใจแห่งอารยธรรมกรีกโบราณ

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงที่เปรียบเสมือนหัวใจของอารยธรรมกรีก โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 12-15 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับไฟลต์และเวลารอต่อเครื่อง วันแรกจึงเป็นเหมือนบทเปิดของไดอารี่การเดินทางครั้งนี้ ค่อยๆ ปล่อยใจออกจากความคุ้นเคย แล้วก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เรื่องเล่าของเทพเจ้า ปรัชญา และประวัติศาสตร์ยังคงมีลมหายใจอยู่ในทุกมุมเมือง

วันที่ 2: เอเธนส์ – Kalabaka – Meteora – ตื่นตากลุ่มอารามลอยฟ้าบนยอดเสาหินมหึมา

เช้าวันถัดมาออกเดินทางจากเอเธนส์สู่เมือง Kalabaka ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงโดยรถไฟหรือรถยนต์ เส้นทางค่อยๆ พาออกจากเมืองใหญ่เข้าสู่ทิวทัศน์ชนบทของกรีซ ก่อนจะไปถึง Meteora สถานที่ที่แทบไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง กลุ่มอารามโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหินสูงชันราวกับลอยอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน

ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และมีประวัติย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เมื่อพระสงฆ์เลือกสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งนี้เป็นที่ปลีกวิเวกเพื่อแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ความน่าทึ่งของ Meteora ไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรม แต่รวมถึงความรู้สึกเมื่อยืนมองผาหินมหึมาท่ามกลางแสงเย็นที่ค่อยๆ เปลี่ยนสี ทุกอย่างดูเงียบ งาม และขรึมอย่างน่าประทับใจ

พักที่ Kalabaka

วันที่ 3: Kalabaka – Lefkada – Porto Katsiki – ล่องใต้สู่เกาะฝั่งตะวันตกและชายหาดผาหินปูนระดับโลก

ออกเดินทางต่อสู่เกาะ Lefkada ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงโดยรถยนต์ Lefkada เป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะของกรีซที่สามารถขับรถเข้าไปได้โดยไม่ต้องนั่งเรือ ทำให้จังหวะของการเดินทางยังคงต่อเนื่องและสบายแบบ slow travel ระหว่างทางอาจแวะพักและค่อยๆ ซึมซับวิวชนบทและชายฝั่งไปเรื่อยๆ

เมื่อถึง Lefkada Town เมืองเล็กๆ ที่เปี่ยมเสน่ห์ด้วยบ้านสีสดและบรรยากาศเรียบง่าย จะสัมผัสได้ถึงความละมุนของชีวิตบนเกาะ ก่อนเดินทางต่อไปยัง Porto Katsiki ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง ชายหาดแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่งดงามที่สุดของกรีซ ด้วยหน้าผาหินปูนสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าเข้มและฟ้าใสราวภาพวาด ชื่อ Porto Katsiki มีความหมายเกี่ยวโยงกับ “ท่าแพะ” ตามตำนานท้องถิ่นที่เล่าว่าในอดีตมีเพียงแพะเท่านั้นที่ลงไปถึงชายหาดแห่งนี้ได้

พักที่ Lefkada

วันที่ 4: Lefkada – Zakynthos – Navagio Beach – เดินทางสู่ชายหาดเรืออับปางในตำนานและชมแสงเย็นแห่งทะเลไอโอเนียน

ออกเดินทางสู่เกาะ Zakynthos ใช้เวลารวมประมาณ 5-7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางรถและเรือข้ามฟาก แม้จะเป็นวันที่มีการเดินทางค่อนข้างยาว แต่ปลายทางนั้นคุ้มค่าอย่างมาก เพราะ Zakynthos คือเกาะที่มีเสน่ห์ทั้งจากธรรมชาติและสีของทะเลที่สดลึกจนแทบละสายตาไม่ได้

ไฮไลต์สำคัญคือ Navagio Beach หรือ Shipwreck Beach ชายหาดระดับตำนานที่ซ่อนตัวอยู่ในอ่าวล้อมหน้าผาสูง และมีซากเรืออับปางตั้งอยู่บนผืนทรายขาวกลางหาด เรื่องเล่าที่ทำให้ที่นี่ยิ่งน่าจดจำคือซากเรือลำนี้เชื่อกันว่าเป็นเรือขนของเถื่อนที่เกยตื้นจากพายุในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนจะกลายเป็นภาพจำของเกาะไปโดยปริยาย ช่วงเย็นไปต่อที่ Cape Skinari ใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมงจากโซนท่าเรือหรือเมืองหลัก เพื่อชมพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับลงเหนือทะเลไอโอเนียน เป็นฉากจบของวันที่ทั้งสดใสและนุ่มนวล

พักที่ Zakynthos

วันที่ 5: Zakynthos – เอเธนส์ – Plaka District – ย้อนคืนสู่เมืองหลวงเพื่อเดินทอดน่องในย่านแห่งวิญญาณเอเธนส์

เดินทางกลับสู่เอเธนส์ โดยหากใช้เที่ยวบินภายในประเทศจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เมื่อรวมเวลาเดินทางไปสนามบินและขั้นตอนต่างๆ ควรเผื่อไว้ราว 3-4 ชั่วโมง เมื่อกลับถึงเมืองหลวงในช่วงบ่าย จังหวะของทริปจะค่อยๆ ผ่อนลงอีกครั้งที่ย่าน Plaka เขตเมืองเก่าใต้เงาของอะโครโพลิส

Plaka เป็นย่านที่เหมาะกับการเดินอย่างไม่รีบร้อน ถนนหินเล็กๆ ร้านกาแฟริมทาง บ้านเรือนสไตล์นีโอคลาสสิก และร้านขายของที่ระลึกทำให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนฉากในภาพยนตร์เก่าๆ หลายคนเรียก Plaka ว่าเป็น “ย่านแห่งวิญญาณเอเธนส์” เพราะแม้อยู่ใจกลางเมือง แต่กลับมีความอบอุ่น อ่อนโยน และชวนให้หลงอยู่กับเวลาช้าๆ

พักที่ Athens

วันที่ 6: เอเธนส์ – ซานโตรินี – Oia – สู่เกาะสวรรค์แห่งทะเลอีเจียนและชมพระอาทิตย์ตกดินที่หมู่บ้านหลังคาโดมฟ้า

ออกเดินทางสู่เกาะซานโตรินี ใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมงโดยเครื่องบิน หรือ 5-8 ชั่วโมงหากเลือกเรือเฟอร์รี่ เมื่อมาถึงเกาะที่หลายคนใฝ่ฝันจะมาเยือนสักครั้ง ภาพบ้านสีขาวสะอาดตาและโดมสีน้ำเงินที่เรียงรายอยู่บนหน้าผาก็ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทะเลอีเจียน

หมู่บ้าน Oia คือจุดหมายสำคัญของวันนี้ หมู่บ้านเล็กบนปลายเกาะที่มีชื่อเสียงเรื่องวิวพระอาทิตย์ตกอันงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เบื้องหลังความงามนั้นคือประวัติของเกาะภูเขาไฟ ซานโตรินีเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ในอดีตจนเกิดแอ่ง Caldera ขนาดมหึมา ทำให้ภูมิประเทศของที่นี่ไม่เหมือนที่ใดในโลก ยิ่งเมื่อแสงเย็นตกกระทบกำแพงสีขาวและผืนน้ำเบื้องล่าง ทุกอย่างยิ่งดูอ่อนหวานราวความฝัน

พักที่ Santorini

วันที่ 7: Fira – มิโคนอส – ชมวิวแอ่งภูเขาไฟ Caldera กว้างไกลและล่องเรือสู่เกาะแห่งสีสันริมหาด

เช้าวันนี้ใช้เวลาเที่ยวชม Fira เมืองหลักของซานโตรินี ซึ่งอยู่ห่างจาก Oia ประมาณ 20-30 นาที เมืองนี้มีเสน่ห์ต่างออกไป ด้วยวิว Caldera แบบเปิดกว้าง ร้านค้าเล็กๆ แกลเลอรี และมุมพักสายตาที่มองเห็นทะเลได้แทบทุกระยะก้าว Fira ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา แต่ยังคงละเมียดละไมตามแบบฉบับเกาะกรีก

จากนั้นเดินทางต่อด้วยเรือเฟอร์รี่สู่เกาะมิโคนอส ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง มิโคนอสมีชื่อเสียงในฐานะเกาะที่มีสีสันและบรรยากาศคึกคัก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความงามของหมู่บ้านสีขาวและวิถีชีวิตริมทะเลที่ชวนให้เดินเล่นไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องมีแผนมากนัก

พักที่ Mykonos

วันที่ 8: Mykonos Town – หลงทางอย่างเพลิดเพลินในเขาวงกตสีขาวและชมกังหันลมโบราณ

วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการปล่อยเวลาให้ไหลช้าๆ ใน Mykonos Town หรือ Chora เมืองสีขาวที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยคดเคี้ยวราวเขาวงกต ซึ่งในอดีตออกแบบไว้เพื่อป้องกันโจรสลัดจากทะเลอีเจียน เดินไปเรื่อยๆ จะพบระเบียงดอกไม้ หน้าต่างสีฟ้า ร้านเล็กน่ารัก และมุมถ่ายรูปที่สวยเหมือนถูกจัดวางไว้แล้วอย่างตั้งใจ

อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญคือกังหันลมมิโคนอส ที่เคยมีบทบาทในการโม่แป้งในยุครุ่งเรืองทางการค้า และย่าน Little Venice ที่อาคารปลูกชิดริมทะเลจนคลื่นแทบแตะระเบียง เป็นมุมที่โรแมนติกและมีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะ ช่วงเย็นสามารถเดินทางกลับเอเธนส์โดยเครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที

พักที่ Athens

วันที่ 9: เอเธนส์ – Acropolis – Monastiraki – ตื่นตาอารยธรรมโบราณ ณ วิหารพาร์เธนอน และแวะช้อปปิ้งทิ้งทวน

วันสุดท้ายในกรีซ เริ่มต้นที่ Acropolis ใช้เวลาเดินทางจากใจกลางเอเธนส์ไม่นาน ที่นี่ไม่ใช่เพียงโบราณสถานสำคัญ แต่คือสัญลักษณ์ของอารยธรรมตะวันตก และเป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอนอันสง่างามซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพีอาธีนา เทพีผู้ปกปักรักษาเมืองเอเธนส์

การได้มายืนอยู่บนเนินหินแห่งนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องในตำรา แต่กลายเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้จริง ทั้งความยิ่งใหญ่ของอดีต ความงดงามของสัดส่วนสถาปัตยกรรม และคำถามเงียบๆ ว่ามนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

จากนั้นไปต่อที่ Monastiraki ย่านช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจาก Acropolis ที่นี่เหมาะสำหรับเลือกซื้อของฝาก งานฝีมือ ของเก่า และสินค้าท้องถิ่น เป็นช่วงเวลาสบายๆ ก่อนปิดท้ายการเดินทางและมุ่งหน้าสู่สนามบิน โดยควรเผื่อเวลาเดินทางจากตัวเมืองสู่สนามบินประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง

วันที่ 10: กรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมไดอารี่ความทรงจำแสนอบอุ่น

เดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมภาพของหน้าผาสูงเหนือทะเล โดมสีฟ้ากลางแดดขาว เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า และความทรงจำของกรีซในจังหวะที่ไม่เร่งรีบ ทริปนี้จึงไม่ใช่แค่การไปเยือนหลายเมืองสวย แต่เป็นการค่อยๆ ซึมซับดินแดนที่เต็มไปด้วยตำนาน ประวัติศาสตร์ และความงามที่ชวนให้คิดถึงได้อีกนาน

Categories
03 Europe Hits

RoadTrip ออสเตรีย เช็ก 9 วัน เที่ยวเจาะลึก ดื่มด่ำแบบไม่เร่งรีบ

RoadTrip ออสเตรีย เช็ก 9 วัน เที่ยวเจาะลึก ดื่มด่ำแบบไม่เร่งรีบ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ซาลซ์บูร์ก: ปล่อยใจเดินเล่นในสวนมิราเบล แล้วขึ้นป้อมโบราณชมวิวเมืองมรดกโลกจากมุมสูงแบบเต็มตา
  • ฮัลล์สตัทท์: สัมผัสความโรแมนติกของหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก พร้อมนั่งรถรางสำรวจเหมืองเกลือโบราณ
  • เชสกี้ ครุมลอฟ: หลงรักเมืองเทพนิยายหลังคาสีแดงที่โอบล้อมด้วยโค้งแม่น้ำวัลตาวา เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือนิทาน
  • กรุงปราก: ทอดน่องข้ามสะพานชาร์ลส์ระดับโลก แล้วไปชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทปรากและนาฬิกาดาราศาสตร์สุดคลาสสิก
  • เวียนนา: ซึมซับความอลังการของพระราชวังเชินบรุนน์ ก่อนแวะไปนั่งชิลชมวิวแม่น้ำดานูปจากมุมสูงที่เขตไร่องุ่น
แผนการเดินทางโดยย่อ

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อเริ่มต้นทริปยุโรปกลางสุดคลาสสิก

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

เดินทางสู่เมืองซาลซ์บวร์ก เมืองมรดกโลกที่มีเสน่ห์ด้วยบรรยากาศเมืองเก่าและวิวเทือกเขาแอลป์ ขึ้นชมวิวจากป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่มองเห็นเมืองได้อย่างสวยงาม แวะสวนมิราเบล สวนบาโรกชื่อดังที่งดงามเป็นระเบียบ เดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach ชมวิวเมือง และเที่ยวถนน Getreidegasse ถนนสายเอกลักษณ์ของซาลซ์บวร์กที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าและร้านค้าสวยงาม พักที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ทะเลสาบงดงามที่โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติอันเงียบสงบ จากนั้นไปยัง Hallstatt หมู่บ้านริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยภาพบ้านเรือนสวยงามสะท้อนกับผืนน้ำและวิวภูเขา ขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองเห็นมุมพาโนรามาของหมู่บ้าน และเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พักที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

เดินทางสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ เมืองเทพนิยายมรดกโลกที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโบราณ หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวาที่โค้งล้อมรอบตัวเมืองอย่างสวยงาม เดินชมเมืองเก่าที่อบอวลด้วยบรรยากาศยุโรปยุคกลาง พักที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้าขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟ ชมวิว 360 องศาของตัวเมือง หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวา ช่วงบ่ายเดินทางเข้าสู่กรุงปราก เมืองหลวงที่มีเสน่ห์และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ พักที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

เที่ยวชมไฮไลต์สำคัญของกรุงปราก เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินประวัติศาสตร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของยุโรป ชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันเก่าแก่ที่โด่งดัง เดินเล่นย่าน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ จากนั้นขึ้น Petrin Tower เพื่อชมวิวกรุงปรากจากมุมสูง และแวะจุดชมวิว 3 สะพาน ที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาในมุมที่สวยโรแมนติก พักที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

เดินทางกลับสู่กรุงเวียนนา ชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสวนอันงดงาม จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดัง ชมบรรยากาศชานเมืองเวียนนาและวิวแม่น้ำดานูบจากมุมสูง พักที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เที่ยวชมย่านเมืองเก่าเวียนนา เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่สะท้อนความรุ่งเรืองของจักรวรรดิ เดินผ่านอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ และชมความสง่างามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรชื่อดังระดับโลก จากนั้นมีเวลาเดินเล่น ช้อปปิ้ง และชมบรรยากาศเมือง ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📋 เงื่อนไขการยกเลิก

  • ยกเลิกก่อน 30 วัน → คืนมัดจำ (หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง)
  • ยกเลิกก่อน 15-29 วัน → ยึดเงิน 50% / ส่วนที่เหลือหักค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ยกเลิกน้อยกว่า 15 วัน → ไม่คืนเงินทั้งหมด

📞 สนใจจองทริป ติดต่อ

จัดทริปในนาม

บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811

ตัวอย่างโรงแรม

Salzburg :

สำหรับคบชอบอ่าน

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในคืนที่หัวใจค่อย ๆ ปล่อยตัวจากความคุ้นเคย แล้วเปิดรับเรื่องราวบทใหม่สู่ยุโรปกลาง ดินแดนที่เต็มไปด้วยเมืองเก่า เสียงดนตรีคลาสสิก ภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านราวภาพฝัน ปลายทางแรกคือกรุงเวียนนา เมืองหลวงแห่งออสเตรีย เมืองที่ชื่อของมันผูกพันกับศิลปะ วัฒนธรรม และราชวงศ์ฮับส์บวร์กมายาวนาน การเดินทางโดยเที่ยวบินระหว่างประเทศใช้เวลาประมาณ 10–12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาต่อเครื่อง คืนนี้จึงเป็นคืนของการพักผ่อน ปล่อยใจค่อย ๆ ไหลไปกับความคาดหวังของวันพรุ่งนี้

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

หลังตื่นรับอากาศยุโรป เดินทางต่อสู่เมืองซาลซ์บวร์ก ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้มีความหมายมากกว่าความสวยงาม เพราะนี่คือบ้านเกิดของโมสาร์ท และเป็นเมืองที่เติบโตมาจาก “เกลือ” ทรัพยากรล้ำค่าที่เคยถูกเรียกว่า “ทองคำสีขาว” จนทำให้เมืองมั่งคั่งและรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต

ซาลซ์บวร์กเป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไป เมืองเก่าของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพราะยังคงรักษาเสน่ห์ของอาคารบาโรก โบสถ์เก่า และตรอกซอกซอยที่งดงามไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เราจะขึ้นไปยังป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองมานานนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จากด้านบนจะมองเห็นหลังคาเมืองเก่า แม่น้ำ Salzach และแนวเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ไกล ๆ เป็นภาพที่ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมเมืองนี้จึงถูกหลงรักจากคนทั่วโลก

จากนั้นแวะสวนมิราเบล สวนบาโรกที่งดงามราวฉากภาพยนตร์ ทุกมุมถูกจัดวางอย่างประณีตจนเหมือนธรรมชาติและศิลปะกำลังพูดคุยกันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach และต่อด้วยถนน Getreidegasse ถนนสายคลาสสิกที่เต็มไปด้วยอาคารโบราณ ป้ายเหล็กดัด และร้านค้าที่ชวนให้แวะมองอย่างไม่รีบร้อน ซาลซ์บวร์กไม่ใช่เมืองที่ต้องเร่งเก็บสถานที่ แต่เป็นเมืองที่ควรใช้เวลา “ซึมซับ” มากกว่า “เช็กอิน” พักค้างคืนที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เช้าวันนี้ออกเดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ใช้เวลาจากซาลซ์บวร์กประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้เงียบสงบ งดงาม และมีเสน่ห์แบบไม่เรียกร้องความสนใจเกินไป ภาพผืนน้ำสีฟ้าใสกับแนวภูเขาที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดแวะที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันอย่างละเมียดละไม นอกจากนี้ Mondsee ยังเป็นที่รู้จักจากโบสถ์ St. Michael ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ The Sound of Music ยิ่งเพิ่มกลิ่นอายโรแมนติกให้เมืองเล็กแห่งนี้

จากนั้นเดินทางต่อสู่ Hallstatt ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง หมู่บ้านริมทะเลสาบที่งดงามจนแทบเหมือนภาพวาด Hallstatt ไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะความสวย แต่ยังมีประวัติยาวนานมากกว่า 7,000 ปี และเป็นหนึ่งในชุมชนเก่าแก่ที่สุดของยุโรป วัฒนธรรมยุคเหล็กในพื้นที่นี้ยังถูกเรียกตามชื่อของหมู่บ้านว่า “Hallstatt Culture” ซึ่งสะท้อนความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

เมื่อมาถึง เราจะขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองภาพพาโนรามาของหมู่บ้าน บ้านไม้เล็ก ๆ ริมน้ำ โบสถ์ทรงแหลม และเทือกเขาที่รายล้อมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นวิวที่สวยจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง จากนั้นเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt หนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือร่องรอยของอารยธรรมที่สร้างความมั่งคั่งให้ภูมิภาคนี้มาหลายพันปี ทำไมต้องไป Hallstatt? เพราะที่นี่คือบทพิสูดน์ว่า บางสถานที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังมี “จิตวิญญาณ” ของประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ในทุกมุม พักค้างคืนที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

ออกเดินทางจากหมู่บ้านริมทะเลสาบอันเงียบงาม มุ่งหน้าสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ ในสาธารณรัฐเช็ก ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เมืองนี้คือหนึ่งในเมืองเล็กที่สวยที่สุดในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยผังเมืองยุคกลางที่ยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

เชสกี้ ครุมลอฟมีเสน่ห์ราวเมืองในเทพนิยาย ตัวเมืองถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำวัลตาวาที่คดโค้งเป็นรูปเกือกม้า ทำให้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เห็นภาพเมืองเก่าหลังคาสีแดงทอดตัวอย่างงดงาม เมืองนี้เติบโตขึ้นในยุคกลางจากการเป็นศูนย์กลางการค้า และต่อมาถูกอุปถัมภ์โดยตระกูลขุนนางผู้ทรงอิทธิพล จึงเต็มไปด้วยอาคารเก่า ปราสาท และบรรยากาศที่ชวนให้เดินเล่นแบบไม่ต้องมีจุดหมาย

การเดินชมเมืองเก่าที่นี่เป็นเหมือนการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ผ่านถนนหิน อาคารสีพาสเทล และหน้าต่างบานเล็ก ๆ ทุกอย่างดูเนิบช้า อบอุ่น และจริงใจ เชสกี้ ครุมลอฟจึงเป็นเมืองที่ไม่ได้โดดเด่นด้วยความยิ่งใหญ่ แต่ชนะใจด้วยความละมุนและสมบูรณ์ของบรรยากาศ พักค้างคืนที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้า ขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟเพื่อชมวิว 360 องศาเหนือหลังคาสีแดงและลำน้ำวัลตาวาเบื้องล่าง ภาพจากมุมสูงทำให้เห็นชัดว่าเหตุใดเมืองนี้จึงถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของยุโรปกลาง ความงดงามของเชสกี้ ครุมลอฟไม่ใช่ความหรูหรา หากเป็นความกลมกลืนของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และกาลเวลาที่เดินไปอย่างช้า ๆ

จากนั้นออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่ได้รับฉายาว่า “นครแห่งร้อยยอดปราสาท” ปรากเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา แต่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์เข้มข้น เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และผ่านเรื่องราวทางการเมือง ศาสนา และศิลปะมาหลายยุคหลายสมัย จนเกิดเป็นเสน่ห์ที่ซับซ้อนและน่าค้นหา พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

วันนี้เป็นวันของการทำความรู้จักปรากอย่างลึกซึ้ง เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินอันเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 4 สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางข้ามแม่น้ำ แต่คือสัญลักษณ์ของเมือง และเป็นฉากที่บอกเล่าความรุ่งเรืองในอดีตได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะในยามเช้า เมื่อผู้คนยังไม่พลุกพล่าน เราจะได้เห็นปรากในมุมที่นุ่มนวลและมีเสน่ห์ที่สุด

จากนั้นชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์โบฮีเมีย จักรพรรดิ และประธานาธิบดีเช็กในเวลาต่อมา ภายในพื้นที่เดียวกันอัดแน่นด้วยเรื่องราวทางการเมือง ศิลปะ และศาสนาอย่างมหาศาล แล้วจึงไปชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันโด่งดังในย่านเมืองเก่า นาฬิกานี้ติดตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1410 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังทำงานได้ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและความเชื่อของผู้คนในยุคกลางได้อย่างน่าทึ่ง

ช่วงบ่ายเดินเล่นใน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ คาเฟ่เล็ก ๆ และตรอกหินที่ชวนให้หลงทางอย่างเต็มใจ ก่อนขึ้น Petrin Tower หอคอยชมวิวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหอไอเฟล แม้จะไม่สูงเท่า แต่ให้มุมมองของเมืองที่สวยและอบอุ่นมากกว่าในแบบของปรากเอง ปิดท้ายด้วยจุดชมวิว 3 สะพาน มุมสวยที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาและสะพานทอดเรียงอย่างโรแมนติก เป็นภาพจำของปรากที่ทั้งอ่อนโยนและคลาสสิกในคราวเดียว พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

อำลาปรากในจังหวะที่กำลังผูกพัน แล้วเดินทางกลับสู่เวียนนา ใช้เวลาประมาณ 4–4.5 ชั่วโมง เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงแห่งเสียงเพลงและจักรวรรดิ เราจะไปชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออสเตรียได้ชัดเจนที่สุด ที่นี่เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา และเป็นสถานที่ที่เล่าถึงรสนิยม ศิลปะ และอำนาจของราชวงศ์ผ่านสถาปัตยกรรมและสวนอันโอ่อ่า

จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดังชานกรุงเวียนนา พื้นที่นี้ให้บรรยากาศต่างจากความหรูหราในตัวเมืองอย่างชัดเจน เป็นเวียนนาในมุมที่ผ่อนคลาย อบอุ่น และมีชีวิตแบบท้องถิ่น จากจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นแม่น้ำดานูบและแนวเมืองจากระยะไกล เป็นอีกหนึ่งคำตอบของคำถามว่า ทำไมเวียนนาจึงเป็นเมืองที่คนจำนวนมากอยากกลับมาอีกครั้ง เพราะนอกจากความคลาสสิกแล้ว เมืองนี้ยังมีมุมสงบที่ทำให้รู้สึกอยู่สบายอย่างน่าประหลาด พักค้างคืนที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เช้าวันสุดท้าย ใช้เวลาเดินชมย่านเมืองเก่าของเวียนนาอย่างไม่รีบร้อน เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ศูนย์กลางอำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของยุโรปทั้งทวีป ตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบสะท้อนความสง่างามของเมืองที่เคยเป็นหัวใจของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่

ระหว่างทางจะได้เห็นอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ ราวกับย้ำเตือนถึงอุดมคติเรื่องรัฐและประชาธิปไตยในโลกตะวันตก และไม่พลาดชมความงดงามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรระดับโลกที่ทำให้เวียนนาได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งดนตรีอย่างแท้จริง เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่เต็มไปด้วยรากวัฒนธรรมที่ลึกและทรงพลัง

ก่อนเดินทางสู่สนามบิน ยังมีเวลาสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกมุมนั่งนิ่ง ๆ กับกาแฟดีสักแก้วในคาเฟ่แบบเวียนนา เพราะบางครั้งช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเดินทาง อาจเป็นเพียงการได้นั่งมองเมืองตรงหน้า แล้วเก็บมันไว้ในความทรงจำอย่างเงียบ ๆ จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 30–40 นาที เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก ทริปนี้ไม่ได้พาเราไปเพียงเมืองสวย ๆ แต่พาไปสัมผัสจังหวะชีวิตที่ช้าลง มองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างงดงาม เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยว” แต่เหมือนได้ค่อย ๆ อ่านยุโรปกลางทีละหน้าอย่างละเมียดละไม และน่าจดจำในระยะยาว

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม