เกาะแฟโร ทะเลสาบมายา และพัฟฟิน
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • สัมผัสธรรมชาติแฟโรที่ยิ่งใหญ่และเงียบสงบ ทั้งเสาหิน Trøllkonufingur หมู่บ้าน Kirkjubøur และเมืองหลวง Tórshavn
  • ล่องเรือชมฝูงนกพัฟฟินที่ Mykines เดินเทรลชมวิวหน้าผาและทะเลชมทะเลสาบลอยฟ้า Trælanípa น้ำตก Bøsdalafossur และซุ้มประตูหิน Drangarnir
  • เที่ยวหมู่บ้าน Saksun, Gjógv, Eiði และ Vestmanna สัมผัสวิถีชีวิตชาวเกาะ
  • ตามรอย James Bond ที่ Kalsoy ชมวิวประภาคาร Kallur Lighthouse และรูปปั้น Seal Woman
  • ปิดท้ายที่ Gasadalur น้ำตก Múlafossur และเดินเล่นชิล ๆ ในโคเปนเฮเกน
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ บินตรงสู่โคเปนเฮเกนด้วยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG950 เพื่อเตรียมต่อสู่ดินแดนธรรมชาติอันโดดเด่นของหมู่เกาะแฟโร

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – หมู่เกาะแฟโร – Tórshavn

เดินทางเข้าสู่หมู่เกาะแฟโร ดินแดนแห่งธรรมชาติบริสุทธิ์และหมู่บ้านเก่าแก่

Trøllkonufingur: เสาหินกลางทะเลชื่อดังที่มีรูปร่างแปลกตา พร้อมตำนานพื้นบ้านที่น่าสนใจ

Kirkjubøur: หมู่บ้านประวัติศาสตร์สำคัญของแฟโร ชมโบสถ์หินและบรรยากาศย้อนยุค

Tórshavn: เมืองหลวงขนาดเล็กที่เงียบสงบ เหมาะกับการเดินเล่นและสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น

วันที่ 3: เกาะ Mykines

ออกเดินทางสู่หนึ่งในเกาะที่มีชื่อเสียงด้านธรรมชาติและสัตว์ป่า

Ferry to Mykines: นั่งเรือชมวิวทะเลและหน้าผาระหว่างทางสู่เกาะ

Puffin Watching: ไฮไลต์สำคัญของเกาะ ชมฝูงนกพัฟฟินจำนวนมากในถิ่นอาศัยธรรมชาติ

Coastal Trekking: เดินเทรลเลียบชายฝั่ง ชมวิวหน้าผาสูงและมหาสมุทรกว้างสุดสายตา

วันที่ 4: Trælanípa และ Drangarnir

สัมผัสเส้นทางธรรมชาติที่เป็นภาพจำของหมู่เกาะแฟโร

Trælanípa: จุดชมวิวทะเลสาบเหนือหน้าผาที่ดูเหมือนลอยอยู่เหนือมหาสมุทร

Bøsdalafossur: น้ำตกสวยงามที่ไหลจากทะเลสาบลงสู่ทะเลโดยตรง

Drangarnir: ซุ้มประตูหินกลางทะเลอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของแฟโร

วันที่ 5: หมู่บ้านเทพนิยาย

สำรวจหมู่บ้านเล็กแสนมีเสน่ห์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแฟโร

Saksun: หมู่บ้านเงียบสงบ รายล้อมด้วยภูเขาและบ้านหลังคาหญ้าในวิวอ่าวสวยงาม

Gjógv: หมู่บ้านชาวประมงที่มีร่องหินธรรมชาติใช้เป็นท่าเรือ จุดเด่นไม่เหมือนที่ใด

Eiði & Vestmanna: ชมวิวภูเขา ทะเล และบรรยากาศท้องถิ่นของชุมชนริมชายฝั่ง

วันที่ 6: เกาะ Kalsoy

ตามรอยแลนด์สเคปสุดอลังการและเรื่องเล่าพื้นบ้านของแฟโร

Kalsoy: เกาะที่มีภูมิประเทศสูงชันและมีชื่อเสียงจากการเป็นโลเคชันในภาพยนตร์ James Bond

Kallur Lighthouse: จุดชมวิวประภาคารปลายเกาะที่มองเห็นทิวทัศน์ทะเลและหน้าผาแบบพาโนรามา

Mikladalur: หมู่บ้านเล็กที่มีรูปปั้น Seal Woman สื่อถึงตำนานพื้นบ้านอันโด่งดังของแฟโร

วันที่ 7: Gasadalur – โคเปนเฮเกน

เก็บภาพสถานที่ไฮไลต์ก่อนเดินทางกลับสู่เดนมาร์ก

Gasadalur: หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาที่มีวิวธรรมชาติสวยและเงียบสงบ

Múlafossur: น้ำตกชื่อดังที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทร เป็นมุมถ่ายภาพสัญลักษณ์ของแฟโร

Flight to Copenhagen: เดินทางกลับโคเปนเฮเกนเพื่อพักผ่อนก่อนบินกลับไทย

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

ใช้เวลาส่งท้ายในเมืองหลวงของเดนมาร์กก่อนออกเดินทางกลับ

Nyhavn: ย่านริมน้ำชื่อดังที่มีอาคารหลากสี เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายรูป

Shopping: อิสระเลือกซื้อของฝากและสินค้าดีไซน์สแกนดิเนเวีย

Thai Airways เที่ยวบิน TG951: เดินทางกลับสู่ประเทศไทย

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และหมู่บ้านแสนมีเสน่ห์ของหมู่เกาะแฟโร

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โคเปนเฮเกน

วันแรกของการเดินทางเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินตรง Thai Airways TG950 มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ประตูสำคัญก่อนเข้าสู่หมู่เกาะแฟโร ดินแดนเล็กกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นชื่อ แต่กลับเต็มไปด้วยภูมิประเทศดิบงาม หมู่บ้านหลังคาหญ้า และเรื่องเล่าที่ทำให้ทุกเส้นทางมีชีวิต ระยะเวลาบินจากกรุงเทพฯ สู่โคเปนเฮเกนประมาณ 11 ชั่วโมงเศษ วันนี้จึงเป็นวันของการค่อย ๆ ปรับจังหวะร่างกายและหัวใจให้พร้อมสำหรับการเดินทางแบบ slow travel ที่จะไม่เร่งรีบ แต่ค่อย ๆ ซึมซับความงามของธรรมชาติทีละน้อย

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – หมู่เกาะแฟโร – Tórshavn

จากโคเปนเฮเกน บินต่อสู่หมู่เกาะแฟโร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที เมื่อเครื่องบินลดระดับลงเหนือเกาะน้อยใหญ่ที่กระจัดกระจายกลางทะเล ภาพภูเขาสีเขียวเข้ม หน้าผาสูง และหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ทำให้รู้ทันทีว่าที่นี่แตกต่างจากยุโรปที่คุ้นเคย

จุดหมายแรกคือ Trøllkonufingur เสาหินกลางทะเลทางฝั่งตะวันตกของเกาะ Vágar ซึ่งสามารถชมได้จากจุดวิวริมถนน ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินราว 15–20 นาที ชื่อของมันแปลได้ประมาณว่า “นิ้วของหญิงยักษ์” มาจากตำนานพื้นบ้านแฟโรที่เล่าถึงโทรลล์หรือยักษ์ในโลกเหนือ ธรรมชาติของแฟโรจึงไม่ใช่เพียงสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยจินตนาการและเรื่องเล่าที่ผูกพันกับภูเขา ผา และทะเลแทบทุกแห่ง

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Kirkjubøur ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีจาก Tórshavn หมู่บ้านประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแฟโร เคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและวัฒนธรรมในยุคกลาง ไฮไลต์คือซากมหาวิหาร Magnus Cathedral และโบสถ์ไม้เก่าแก่ที่ยังใช้งานอยู่ ที่นี่ให้ความรู้สึกราวกับเวลาหยุดนิ่ง บ้านไม้หลังคาหญ้าและลมทะเลเย็น ๆ ทำให้การเดินเล่นเงียบสงบเป็นพิเศษ

ช่วงเย็นเข้าสู่ Tórshavn เมืองหลวงเล็กที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จาก Kirkjubøur ใช้เวลาเพียง 15 นาที เมืองนี้ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์ตรงความเรียบง่าย ท่าเรือเล็ก บ้านสีแดงดำ และย่านเก่า Tinganes ที่เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในเขตรัฐสภาเก่าแก่ที่สุดในโลก เหมาะกับการเดินทอดน่องในจังหวะช้า ๆ แล้วปล่อยให้เมืองค่อย ๆ เล่าเรื่องของตัวเอง

วันที่ 3: เกาะ Mykines

วันนี้เป็นวันของธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ออกเดินทางจาก Tórshavn ไปท่าเรือ Sørvágur ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก่อนนั่งเรือเฟอร์รี่ต่อไปเกาะ Mykines ราว 45–50 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เกาะเล็กแห่งนี้คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนรักธรรมชาติตกหลุมรักแฟโร

Mykines ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนกทะเล โดยเฉพาะนกพัฟฟินที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะในช่วงฤดูร้อน ภาพนกตัวเล็กจะงอยปากสีสดบินวนอยู่เหนือหน้าผา เป็นภาพที่ทั้งน่ารักและน่าประทับใจอย่างมาก การได้เห็นพวกมันในถิ่นอาศัยจริง ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมคนจำนวนมากยอมเดินทางไกลเพื่อมาที่นี่

หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการเดินเทรลเลียบชายฝั่ง เส้นทางบนเกาะให้ภาพของทุ่งหญ้า หน้าผาสูง และทะเลกว้างสุดสายตา การเดินไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่เป็นประสบการณ์ของการอยู่กับลม กับเสียงคลื่น และกับความเงียบที่หาได้ยากในโลกปัจจุบัน Mykines จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรากลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง

วันที่ 4: Trælanípa และ Drangarnir

อีกหนึ่งวันไฮไลต์ของแฟโร เริ่มจาก Trælanípa บนเกาะ Vágar ใช้เวลาเดินทางจาก Tórshavn ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที จุดนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากมุมมองที่ทำให้ทะเลสาบ Sørvágsvatn ดูราวกับลอยอยู่เหนือมหาสมุทร เป็นภาพลวงตาทางธรรมชาติที่ทั้งแปลกและน่าทึ่ง ชื่อ Trælanípa แปลว่า “หน้าผาทาส” ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าเก่าแก่ของดินแดนนี้

เดินต่อไปยัง Bøsdalafossur น้ำตกที่ไหลจากทะเลสาบลงสู่ทะเลโดยตรง ใช้เวลาเดินเทรลจากจุดเริ่มต้นรวมประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงแบบไม่รีบ เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนว่าทำไมแฟโรจึงเหมาะกับ slow travel เพราะความงามไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่อยู่ระหว่างทางทุกย่างก้าว

จากนั้นไปสัมผัส Drangarnir ซุ้มประตูหินกลางทะเลขนาดใหญ่ หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โดดเด่นที่สุดของแฟโร การเข้าชมอาจใช้เรือหรือเดินเทรลแบบมีไกด์ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมงพอสมควร แต่เมื่อไปถึง ภาพแท่งหินทะยานจากทะเลและซุ้มหินธรรมชาติที่ถูกลมและคลื่นกัดเซาะมานานนับพันปี จะทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติคือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของที่นี่

วันที่ 5: หมู่บ้านเทพนิยาย

วันนี้เป็นวันที่แฟโรเผยเสน่ห์อีกด้าน ผ่านหมู่บ้านเล็กที่ดูราวกับหลุดจากหนังสือนิทาน เริ่มจาก Saksun ใช้เวลาเดินทางจาก Tórshavn ประมาณ 50 นาที หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและลากูนที่เคยเป็นอ่าวทะเลมาก่อน ก่อนตะกอนทรายจะค่อย ๆ ปิดทางน้ำจนเกิดภูมิทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ บ้านหลังคาหญ้า โบสถ์เล็ก และความเงียบที่ห่มคลุมทั้งหมู่บ้าน ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศละมุนและน่าจดจำมาก

จากนั้นเดินทางต่อไป Gjógv ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง 15 นาที ชื่อหมู่บ้านมาจากร่องหินธรรมชาติที่ยาวลึกซึ่งชาวบ้านใช้เป็นท่าเรือมาตั้งแต่โบราณ ที่นี่จึงไม่ใช่แค่หมู่บ้านสวย แต่เป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกับภูมิประเทศอันแข็งแกร่งของแฟโรอย่างชาญฉลาด บ้านสีสันอ่อน ๆ กับภูเขาและทะเลที่โอบล้อม ทำให้ทุกมุมดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์

ระหว่างทางแวะ Eiði และ Vestmanna ซึ่งใช้เวลาเดินทางต่อกันประมาณ 30–40 นาที แต่ละชุมชนมีเสน่ห์ต่างกัน Eiði โดดเด่นด้วยทิวทัศน์ภูเขาและทะเลเปิด ส่วน Vestmanna มีบรรยากาศเมืองชายฝั่งที่ยังคงวิถีท้องถิ่นไว้ได้ดี วันที่เหมือนธรรมดานี้กลับกลายเป็นวันที่ทำให้เห็นหัวใจของแฟโรอย่างชัดเจนที่สุด เพราะบางครั้งความน่าประทับใจ ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ดัง แต่อยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ยังใช้ชีวิตช้า ๆ ไปพร้อมกับลมทะเล

วันที่ 6: เกาะ Kalsoy

ออกเดินทางแต่เช้าสู่เกาะ Kalsoy หนึ่งในเกาะที่มีภูมิประเทศโดดเด่นที่สุดของแฟโร จาก Tórshavn ไปท่าเรือ Klaksvík ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที จากนั้นนั่งเฟอร์รี่ไปเกาะ Kalsoy ราว 20 นาที เกาะนี้มีรูปร่างยาวแคบ เต็มไปด้วยภูเขาชันและอุโมงค์เชื่อมหมู่บ้านเล็ก ๆ หลายแห่ง จนถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเกาะที่มีบรรยากาศลึกลับและน่าค้นหาที่สุด

ไฮไลต์สำคัญคือ Kallur Lighthouse ปลายเกาะด้านเหนือ จุดชมวิวนี้ใช้เวลาเดินเทรลจากจุดเริ่มต้นประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แม้เส้นทางไม่ยาวมาก แต่ภาพที่รออยู่คือวิวพาโนรามาของหน้าผา ทะเล และสันเขาที่ทอดตัวออกไปอย่างน่าตื่นตา สถานที่แห่งนี้ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ James Bond แต่ความจริงแล้วเสน่ห์ของ Kalsoy ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงจากภาพยนตร์เท่านั้น หากอยู่ที่ความรู้สึกเหมือนได้ยืนอยู่ตรงขอบโลก

ขากลับแวะ Mikladalur หมู่บ้านเล็กริมผาอันเงียบสงบ เพื่อชมรูปปั้น Seal Woman หรือหญิงแมวน้ำ ซึ่งมาจากตำนานพื้นบ้านที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของแฟโร เรื่องเล่าว่ามีแมวน้ำที่สามารถถอดหนังและกลายเป็นหญิงสาวได้เพียงปีละครั้ง ตำนานนี้ทั้งงดงามและเศร้า และสะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับทะเลได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้การมาเยือนที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการชมวิว แต่เหมือนการได้ฟังเสียงของความเชื่อโบราณที่ยังคงอยู่ในภูมิทัศน์

วันที่ 7: Gasadalur – โคเปนเฮเกน

วันสุดท้ายบนหมู่เกาะแฟโร เริ่มต้นด้วยการเดินทางจาก Tórshavn ไปยัง Gásadalur ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที หมู่บ้านเล็กแห่งนี้เคยเป็นชุมชนที่เข้าถึงยากมากในอดีต ต้องเดินข้ามภูเขาหรือใช้เฮลิคอปเตอร์ จนกระทั่งมีการเจาะอุโมงค์เชื่อมต่อ ทำให้ผู้คนได้เห็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดของแฟโรมากขึ้น

ไฮไลต์คือ Múlafossur น้ำตกชื่อดังที่ไหลจากหน้าผาลงสู่มหาสมุทรโดยมีหมู่บ้านและภูเขาเป็นฉากหลัง ภาพนี้แทบจะกลายเป็นโปสการ์ดประจำแฟโร และเป็นจุดที่ทำให้หลายคนอยากออกเดินทางมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง เหตุผลที่ควรมาที่นี่ไม่ใช่แค่เพื่อถ่ายภาพ แต่เพื่อยืนอยู่ท่ามกลางลมแรง เสียงน้ำตก และผืนหญ้าเขียวที่พลิ้วไปกับอากาศ แล้วรับรู้ว่าความงามบางอย่างไม่สามารถแทนได้ด้วยภาพเพียงอย่างเดียว

จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ก่อนบินกลับโคเปนเฮเกนราว 2 ชั่วโมง 15 นาที ค่ำคืนนี้จึงเป็นเหมือนช่วงพักหายใจเบา ๆ หลังจากหลายวันที่อยู่กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของหมู่เกาะแฟโร

วันที่ 8: โคเปนเฮเกน – กรุงเทพฯ

เช้าวันนี้ปิดท้ายทริปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ในโคเปนเฮเกน เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบสแกนดิเนเวีย สามารถแวะเดินเล่นที่ Nyhavn จากตัวเมืองใช้เวลาไม่นาน ย่านริมน้ำที่เรียงรายด้วยอาคารสีสดใสและเรือไม้เก่า เป็นภาพคลาสสิกที่ทำให้เช้าวันสุดท้ายดูนุ่มนวลและผ่อนคลาย

จากนั้นมีเวลาอิสระสำหรับเลือกซื้อของฝาก ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ ของแต่งบ้าน หรือสินค้าสไตล์นอร์ดิกที่เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อขึ้น Thai Airways เที่ยวบิน TG951 กลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาบินประมาณ 10–11 ชั่วโมง

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากหมู่เกาะแฟโร ดินแดนที่ไม่ได้ดึงดูดด้วยความหรูหราหรือความคึกคัก แต่ชนะใจด้วยความเงียบงามของภูเขา หน้าผา หมู่บ้านเล็ก และเรื่องเล่าที่แทรกอยู่ในทุกเส้นทาง ทริปนี้จึงไม่ใช่เพียงการไปเยือนสถานที่สวยงาม แต่เป็นการเดินทางไปยังจังหวะชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ช้าลง ลึกขึ้น และน่าจดจำกว่าที่คิด

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม