ออสเตรีย-เช็ค ฮอลสตัทท์ คลุมลอฟ ปราก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ซาลซ์บูร์ก: ปล่อยใจเดินเล่นในสวนมิราเบล แล้วขึ้นป้อมโบราณชมวิวเมืองมรดกโลกจากมุมสูงแบบเต็มตา
  • ฮัลล์สตัทท์: สัมผัสความโรแมนติกของหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก พร้อมนั่งรถรางสำรวจเหมืองเกลือโบราณ
  • เชสกี้ ครุมลอฟ: หลงรักเมืองเทพนิยายหลังคาสีแดงที่โอบล้อมด้วยโค้งแม่น้ำวัลตาวา เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือนิทาน
  • กรุงปราก: ทอดน่องข้ามสะพานชาร์ลส์ระดับโลก แล้วไปชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทปรากและนาฬิกาดาราศาสตร์สุดคลาสสิก
  • เวียนนา: ซึมซับความอลังการของพระราชวังเชินบรุนน์ ก่อนแวะไปนั่งชิลชมวิวแม่น้ำดานูปจากมุมสูงที่เขตไร่องุ่น
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อเริ่มต้นทริปยุโรปกลางสุดคลาสสิก

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

เดินทางสู่เมืองซาลซ์บวร์ก เมืองมรดกโลกที่มีเสน่ห์ด้วยบรรยากาศเมืองเก่าและวิวเทือกเขาแอลป์ ขึ้นชมวิวจากป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่มองเห็นเมืองได้อย่างสวยงาม แวะสวนมิราเบล สวนบาโรกชื่อดังที่งดงามเป็นระเบียบ เดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach ชมวิวเมือง และเที่ยวถนน Getreidegasse ถนนสายเอกลักษณ์ของซาลซ์บวร์กที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าและร้านค้าสวยงาม พักที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ทะเลสาบงดงามที่โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติอันเงียบสงบ จากนั้นไปยัง Hallstatt หมู่บ้านริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยภาพบ้านเรือนสวยงามสะท้อนกับผืนน้ำและวิวภูเขา ขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองเห็นมุมพาโนรามาของหมู่บ้าน และเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พักที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

เดินทางสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ เมืองเทพนิยายมรดกโลกที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโบราณ หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวาที่โค้งล้อมรอบตัวเมืองอย่างสวยงาม เดินชมเมืองเก่าที่อบอวลด้วยบรรยากาศยุโรปยุคกลาง พักที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้าขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟ ชมวิว 360 องศาของตัวเมือง หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวา ช่วงบ่ายเดินทางเข้าสู่กรุงปราก เมืองหลวงที่มีเสน่ห์และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ พักที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

เที่ยวชมไฮไลต์สำคัญของกรุงปราก เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินประวัติศาสตร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของยุโรป ชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันเก่าแก่ที่โด่งดัง เดินเล่นย่าน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ จากนั้นขึ้น Petrin Tower เพื่อชมวิวกรุงปรากจากมุมสูง และแวะจุดชมวิว 3 สะพาน ที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาในมุมที่สวยโรแมนติก พักที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

เดินทางกลับสู่กรุงเวียนนา ชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสวนอันงดงาม จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดัง ชมบรรยากาศชานเมืองเวียนนาและวิวแม่น้ำดานูบจากมุมสูง พักที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เที่ยวชมย่านเมืองเก่าเวียนนา เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่สะท้อนความรุ่งเรืองของจักรวรรดิ เดินผ่านอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ และชมความสง่างามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรชื่อดังระดับโลก จากนั้นมีเวลาเดินเล่น ช้อปปิ้ง และชมบรรยากาศเมือง ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในคืนที่หัวใจค่อย ๆ ปล่อยตัวจากความคุ้นเคย แล้วเปิดรับเรื่องราวบทใหม่สู่ยุโรปกลาง ดินแดนที่เต็มไปด้วยเมืองเก่า เสียงดนตรีคลาสสิก ภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านราวภาพฝัน ปลายทางแรกคือกรุงเวียนนา เมืองหลวงแห่งออสเตรีย เมืองที่ชื่อของมันผูกพันกับศิลปะ วัฒนธรรม และราชวงศ์ฮับส์บวร์กมายาวนาน การเดินทางโดยเที่ยวบินระหว่างประเทศใช้เวลาประมาณ 10–12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาต่อเครื่อง คืนนี้จึงเป็นคืนของการพักผ่อน ปล่อยใจค่อย ๆ ไหลไปกับความคาดหวังของวันพรุ่งนี้

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

หลังตื่นรับอากาศยุโรป เดินทางต่อสู่เมืองซาลซ์บวร์ก ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้มีความหมายมากกว่าความสวยงาม เพราะนี่คือบ้านเกิดของโมสาร์ท และเป็นเมืองที่เติบโตมาจาก “เกลือ” ทรัพยากรล้ำค่าที่เคยถูกเรียกว่า “ทองคำสีขาว” จนทำให้เมืองมั่งคั่งและรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต

ซาลซ์บวร์กเป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไป เมืองเก่าของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพราะยังคงรักษาเสน่ห์ของอาคารบาโรก โบสถ์เก่า และตรอกซอกซอยที่งดงามไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เราจะขึ้นไปยังป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองมานานนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จากด้านบนจะมองเห็นหลังคาเมืองเก่า แม่น้ำ Salzach และแนวเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ไกล ๆ เป็นภาพที่ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมเมืองนี้จึงถูกหลงรักจากคนทั่วโลก

จากนั้นแวะสวนมิราเบล สวนบาโรกที่งดงามราวฉากภาพยนตร์ ทุกมุมถูกจัดวางอย่างประณีตจนเหมือนธรรมชาติและศิลปะกำลังพูดคุยกันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach และต่อด้วยถนน Getreidegasse ถนนสายคลาสสิกที่เต็มไปด้วยอาคารโบราณ ป้ายเหล็กดัด และร้านค้าที่ชวนให้แวะมองอย่างไม่รีบร้อน ซาลซ์บวร์กไม่ใช่เมืองที่ต้องเร่งเก็บสถานที่ แต่เป็นเมืองที่ควรใช้เวลา “ซึมซับ” มากกว่า “เช็กอิน” พักค้างคืนที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เช้าวันนี้ออกเดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ใช้เวลาจากซาลซ์บวร์กประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้เงียบสงบ งดงาม และมีเสน่ห์แบบไม่เรียกร้องความสนใจเกินไป ภาพผืนน้ำสีฟ้าใสกับแนวภูเขาที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดแวะที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันอย่างละเมียดละไม นอกจากนี้ Mondsee ยังเป็นที่รู้จักจากโบสถ์ St. Michael ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ The Sound of Music ยิ่งเพิ่มกลิ่นอายโรแมนติกให้เมืองเล็กแห่งนี้

จากนั้นเดินทางต่อสู่ Hallstatt ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง หมู่บ้านริมทะเลสาบที่งดงามจนแทบเหมือนภาพวาด Hallstatt ไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะความสวย แต่ยังมีประวัติยาวนานมากกว่า 7,000 ปี และเป็นหนึ่งในชุมชนเก่าแก่ที่สุดของยุโรป วัฒนธรรมยุคเหล็กในพื้นที่นี้ยังถูกเรียกตามชื่อของหมู่บ้านว่า “Hallstatt Culture” ซึ่งสะท้อนความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

เมื่อมาถึง เราจะขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองภาพพาโนรามาของหมู่บ้าน บ้านไม้เล็ก ๆ ริมน้ำ โบสถ์ทรงแหลม และเทือกเขาที่รายล้อมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นวิวที่สวยจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง จากนั้นเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt หนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือร่องรอยของอารยธรรมที่สร้างความมั่งคั่งให้ภูมิภาคนี้มาหลายพันปี ทำไมต้องไป Hallstatt? เพราะที่นี่คือบทพิสูดน์ว่า บางสถานที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังมี “จิตวิญญาณ” ของประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ในทุกมุม พักค้างคืนที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

ออกเดินทางจากหมู่บ้านริมทะเลสาบอันเงียบงาม มุ่งหน้าสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ ในสาธารณรัฐเช็ก ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เมืองนี้คือหนึ่งในเมืองเล็กที่สวยที่สุดในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยผังเมืองยุคกลางที่ยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

เชสกี้ ครุมลอฟมีเสน่ห์ราวเมืองในเทพนิยาย ตัวเมืองถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำวัลตาวาที่คดโค้งเป็นรูปเกือกม้า ทำให้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เห็นภาพเมืองเก่าหลังคาสีแดงทอดตัวอย่างงดงาม เมืองนี้เติบโตขึ้นในยุคกลางจากการเป็นศูนย์กลางการค้า และต่อมาถูกอุปถัมภ์โดยตระกูลขุนนางผู้ทรงอิทธิพล จึงเต็มไปด้วยอาคารเก่า ปราสาท และบรรยากาศที่ชวนให้เดินเล่นแบบไม่ต้องมีจุดหมาย

การเดินชมเมืองเก่าที่นี่เป็นเหมือนการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ผ่านถนนหิน อาคารสีพาสเทล และหน้าต่างบานเล็ก ๆ ทุกอย่างดูเนิบช้า อบอุ่น และจริงใจ เชสกี้ ครุมลอฟจึงเป็นเมืองที่ไม่ได้โดดเด่นด้วยความยิ่งใหญ่ แต่ชนะใจด้วยความละมุนและสมบูรณ์ของบรรยากาศ พักค้างคืนที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้า ขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟเพื่อชมวิว 360 องศาเหนือหลังคาสีแดงและลำน้ำวัลตาวาเบื้องล่าง ภาพจากมุมสูงทำให้เห็นชัดว่าเหตุใดเมืองนี้จึงถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของยุโรปกลาง ความงดงามของเชสกี้ ครุมลอฟไม่ใช่ความหรูหรา หากเป็นความกลมกลืนของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และกาลเวลาที่เดินไปอย่างช้า ๆ

จากนั้นออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่ได้รับฉายาว่า “นครแห่งร้อยยอดปราสาท” ปรากเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา แต่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์เข้มข้น เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และผ่านเรื่องราวทางการเมือง ศาสนา และศิลปะมาหลายยุคหลายสมัย จนเกิดเป็นเสน่ห์ที่ซับซ้อนและน่าค้นหา พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

วันนี้เป็นวันของการทำความรู้จักปรากอย่างลึกซึ้ง เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินอันเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 4 สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางข้ามแม่น้ำ แต่คือสัญลักษณ์ของเมือง และเป็นฉากที่บอกเล่าความรุ่งเรืองในอดีตได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะในยามเช้า เมื่อผู้คนยังไม่พลุกพล่าน เราจะได้เห็นปรากในมุมที่นุ่มนวลและมีเสน่ห์ที่สุด

จากนั้นชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์โบฮีเมีย จักรพรรดิ และประธานาธิบดีเช็กในเวลาต่อมา ภายในพื้นที่เดียวกันอัดแน่นด้วยเรื่องราวทางการเมือง ศิลปะ และศาสนาอย่างมหาศาล แล้วจึงไปชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันโด่งดังในย่านเมืองเก่า นาฬิกานี้ติดตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1410 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังทำงานได้ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและความเชื่อของผู้คนในยุคกลางได้อย่างน่าทึ่ง

ช่วงบ่ายเดินเล่นใน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ คาเฟ่เล็ก ๆ และตรอกหินที่ชวนให้หลงทางอย่างเต็มใจ ก่อนขึ้น Petrin Tower หอคอยชมวิวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหอไอเฟล แม้จะไม่สูงเท่า แต่ให้มุมมองของเมืองที่สวยและอบอุ่นมากกว่าในแบบของปรากเอง ปิดท้ายด้วยจุดชมวิว 3 สะพาน มุมสวยที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาและสะพานทอดเรียงอย่างโรแมนติก เป็นภาพจำของปรากที่ทั้งอ่อนโยนและคลาสสิกในคราวเดียว พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

อำลาปรากในจังหวะที่กำลังผูกพัน แล้วเดินทางกลับสู่เวียนนา ใช้เวลาประมาณ 4–4.5 ชั่วโมง เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงแห่งเสียงเพลงและจักรวรรดิ เราจะไปชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออสเตรียได้ชัดเจนที่สุด ที่นี่เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา และเป็นสถานที่ที่เล่าถึงรสนิยม ศิลปะ และอำนาจของราชวงศ์ผ่านสถาปัตยกรรมและสวนอันโอ่อ่า

จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดังชานกรุงเวียนนา พื้นที่นี้ให้บรรยากาศต่างจากความหรูหราในตัวเมืองอย่างชัดเจน เป็นเวียนนาในมุมที่ผ่อนคลาย อบอุ่น และมีชีวิตแบบท้องถิ่น จากจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นแม่น้ำดานูบและแนวเมืองจากระยะไกล เป็นอีกหนึ่งคำตอบของคำถามว่า ทำไมเวียนนาจึงเป็นเมืองที่คนจำนวนมากอยากกลับมาอีกครั้ง เพราะนอกจากความคลาสสิกแล้ว เมืองนี้ยังมีมุมสงบที่ทำให้รู้สึกอยู่สบายอย่างน่าประหลาด พักค้างคืนที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เช้าวันสุดท้าย ใช้เวลาเดินชมย่านเมืองเก่าของเวียนนาอย่างไม่รีบร้อน เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ศูนย์กลางอำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของยุโรปทั้งทวีป ตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบสะท้อนความสง่างามของเมืองที่เคยเป็นหัวใจของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่

ระหว่างทางจะได้เห็นอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ ราวกับย้ำเตือนถึงอุดมคติเรื่องรัฐและประชาธิปไตยในโลกตะวันตก และไม่พลาดชมความงดงามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรระดับโลกที่ทำให้เวียนนาได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งดนตรีอย่างแท้จริง เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่เต็มไปด้วยรากวัฒนธรรมที่ลึกและทรงพลัง

ก่อนเดินทางสู่สนามบิน ยังมีเวลาสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกมุมนั่งนิ่ง ๆ กับกาแฟดีสักแก้วในคาเฟ่แบบเวียนนา เพราะบางครั้งช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเดินทาง อาจเป็นเพียงการได้นั่งมองเมืองตรงหน้า แล้วเก็บมันไว้ในความทรงจำอย่างเงียบ ๆ จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 30–40 นาที เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก ทริปนี้ไม่ได้พาเราไปเพียงเมืองสวย ๆ แต่พาไปสัมผัสจังหวะชีวิตที่ช้าลง มองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างงดงาม เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยว” แต่เหมือนได้ค่อย ๆ อ่านยุโรปกลางทีละหน้าอย่างละเมียดละไม และน่าจดจำในระยะยาว

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม