Categories
03 Europe Hits

สวิตเซอร์แลนด์ ไฮไลท์

สวิตเซอร์แลนด์ ไฮไลท์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • นั่งรถไฟ Glacier Express
    ปล่อยใจชมวิวพาโนรามาของเทือกเขาแอลป์ บนรถไฟด่วนที่ช้าที่สุดในโลก
  • นั่งรถไฟฟันเฟืองขึ้นยอดเขา Gornergrat
    ไปทักทายยอดเขา Matterhorn ทรงพีระมิดสุดอลังการ ที่คุ้นเคยจากกล่องช็อกโกแลต
  • นั่งกระเช้าล้ำสมัยสู่ Jungfraujoch
    สัมผัสความยิ่งใหญ่ของมรดกโลกและหิมะขาวโพลนตลอดทั้งปี บนจุดสูงสุดของยุโรป
  • เดินรับพลังธรรมชาติที่ Lauterbrunnen
    หุบเขาแห่งน้ำตก 72 สาย พร้อมฟังเสียงน้ำตกที่ไหลรินจากหน้าผาสูงชันแบบใกล้ชิด
  • แวะพักใจที่ Iseltwald
    หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบ Brienz ตามรอยซีรีส์ดังบนสะพานไม้ที่เงียบสงบและโรแมนติกสุด ๆ
  • เดินทอดน่องชมเมือง Lucerne
    ถ่ายรูปกับสะพานไม้สุดคลาสสิก ซึมซับบรรยากาศเมืองเก่าริมน้ำที่เต็มไปด้วยเรื่องราว
สรุปแผนเดินทาง
  • Day 1 — กรุงเทพฯ → ซูริค
    พร้อมกันที่สุวรรณภูมิช่วง 21:00 น. ออกเดินทางบินตรงสู่ซูริคด้วย Thai Airways พักผ่อนบนเครื่อง
  • Day 2 — ซูริค / Stein am Rhein / Appenzell
    เที่ยวเมืองเก่า Stein am Rhein ชมตึกเฟรสโกริมแม่น้ำไรน์ ก่อนต่อไปเดินเล่นเมืองน่ารัก Appenzell และพักผ่อนปรับเวลา
  • Day 3 — Appenzell / Andermatt / Zermatt
    ขับรถชมวิวสู่ Andermatt แล้วนั่ง Glacier Express เส้นทางพาโนรามาสุดสวยไป Zermatt โดยรถและสัมภาระไปจอดรอที่ Täsch
  • Day 4 — Zermatt / Gornergrat / Grindelwald
    ขึ้นรถไฟฟันเฟืองสู่ Gornergrat ชมวิว Matterhorn จากนั้นเดินทางต่อสู่ Grindelwald ผ่านประสบการณ์ Lötschberg Car Train
  • Day 5 — Jungfraujoch / Lauterbrunnen / Grindelwald
    ขึ้น Eiger Express สู่ Jungfraujoch ชมดินแดนหิมะ ก่อนแวะ Lauterbrunnen ถ่ายรูปน้ำตกและกลับมาพักผ่อนกับวิวสามยอดเขา
  • Day 6 — Grindelwald First / Bern
    นั่งกระเช้าขึ้น First เดิน First Cliff Walk หรือทำกิจกรรมสนุกๆ แล้วเดินทางต่อเข้า Bern ชมเมืองเก่ามรดกโลก
  • Day 7 — Iseltwald / Lucerne / Zurich
    แวะ Iseltwald ริมทะเลสาบ Brienz แล้วข้าม Brünig Pass สู่ Lucerne ชม Chapel Bridge และ Lion Monument ก่อนเข้าซูริค
  • Day 8 — Zurich / สนามบินซูริค
    อิสระเดินเล่นย่าน Old Town หรือชมโบสถ์ Grossmünster แล้วเดินทางไปสนามบินเพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ
  • Day 9 — กรุงเทพฯ
    เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำสุดประทับใจจากสวิตเซอร์แลนด์
การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม
วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค
  • 21:00 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่เมืองซูริคด้วยเที่ยวบินตรง Thai Airways (TG970) ใช้เวลาบินประมาณ 11–12 ชั่วโมง
  • พักผ่อนบนเครื่อง เตรียมตัวสำหรับการเดินทางในสวิตเซอร์แลนด์
  • พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 2: ซูริค – Stein am Rhein – Appenzell

  • เดินทางถึงซูริค แล้วนั่งรถต่อไป Stein am Rhein ระยะทางประมาณ 60 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • Stein am Rhein เป็นเมืองเก่าริมแม่น้ำไรน์ที่มีชื่อเสียงเรื่องอาคารโบราณสไตล์ยุคกลาง และภาพวาดเฟรสโกบนผนังที่สวยโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์
  • จากนั้นเดินทางต่อไป Appenzell ระยะทางประมาณ 70 กม. ใช้เวลาประมาณ 1–1.30 ชั่วโมง
  • Appenzell เป็นเมืองเล็กบรรยากาศอบอุ่น โดดเด่นด้วยบ้านไม้สีสดและวิถีชีวิตแบบสวิสดั้งเดิม เป็นพื้นที่ที่ยังคงเอกลักษณ์ท้องถิ่นไว้ได้อย่างดี
  • ช่วงเย็นพักผ่อน ปรับร่างกายให้เข้ากับเวลาท้องถิ่น
  • พัก: Appenzell

วันที่ 3: Appenzell – Andermatt – Zermatt

  • ออกเดินทางจาก Appenzell ไป Andermatt ระยะทางประมาณ 170–200 กม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
  • Andermatt เป็นเมืองภูเขาใจกลางเทือกเขาแอลป์ เคยเป็นจุดผ่านสำคัญของเส้นทางการค้าข้ามภูเขาในอดีต
  • จากนั้นขึ้นรถไฟ Glacier Express เส้นทาง Andermatt – Zermatt ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง
  • Glacier Express ได้ชื่อว่าเป็น “รถไฟด่วนที่ช้าที่สุดในโลก” เพราะเน้นการชมวิวพาโนรามาของหุบเขา สะพาน และเทือกเขาแอลป์อย่างเต็มอิ่ม
  • ฝั่งคนขับรถนำรถและสัมภาระไปจอดที่ Täsch แล้วรอรับคณะที่สถานี Zermatt
  • พัก: Zermatt

วันที่ 4: Zermatt – Gornergrat – Täsch – Grindelwald

  • ช่วงเช้าขึ้นรถไฟฟันเฟืองสู่ Gornergrat ใช้เวลาประมาณ 30–40 นาที
  • Gornergrat เป็นจุดชมวิว Matterhorn ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง ยอดเขาทรงพีระมิดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลก และเป็นแรงบันดาลใจของภาพภูเขาบนบรรจุภัณฑ์ Toblerone
  • ช่วงบ่ายลงรถไฟกลับสู่ Zermatt และเดินทางต่อไป Täsch เพื่อรับรถ
  • จากนั้นขับรถไป Grindelwald โดยใช้เส้นทางรถไฟลอดอุโมงค์ Lötschberg Car Train ช่วง Goppenstein – Kandersteg ช่วยย่นเวลาในการข้ามภูเขา โดยรวมใช้เวลาจาก Täsch ถึง Grindelwald ประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง
  • Grindelwald เป็นหมู่บ้านตากอากาศชื่อดังกลางหุบเขา รายล้อมด้วยวิวหน้าผาและยอดเขาแอลป์
  • พัก: Grindelwald

วันที่ 5: Grindelwald – Jungfraujoch – Lauterbrunnen – Grindelwald

  • ช่วงเช้าขึ้นกระเช้า Eiger Express และต่อรถไฟสู่ Jungfraujoch ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง
  • Jungfraujoch ได้รับสมญา Top of Europe เป็นจุดท่องเที่ยวบนที่สูงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป อยู่ในเขตมรดกโลก Jungfrau-Aletsch โดดเด่นด้วยธารน้ำแข็งและหิมะตลอดปี
  • ช่วงบ่ายลงจากเขาแล้วขับรถไป Lauterbrunnen ระยะทางประมาณ 20 กม. ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
  • Lauterbrunnen มีชื่อเสียงในฐานะหุบเขาแห่งน้ำตก 72 สาย และน้ำตก Staubbach เป็นหนึ่งในน้ำตกที่โด่งดังที่สุด ไหลลงมาจากหน้าผาสูงอย่างงดงาม จนเคยสร้างแรงบันดาลใจให้กวีและนักเดินทางจำนวนมาก
  • จากนั้นกลับ Grindelwald ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
  • พัก: Grindelwald

วันที่ 6: Grindelwald – First – Bern

  • ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าสู่ Grindelwald First ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
  • First เป็นจุดชมวิวภูเขาที่ได้รับความนิยมมาก มีทางเดิน First Cliff Walk ยื่นออกจากหน้าผา ให้ชมวิวเทือกเขาแอลป์แบบตื่นตา และยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมผจญภัยต่าง ๆ
  • ช่วงบ่ายเดินทางต่อสู่ Bern ระยะทางประมาณ 75 กม. ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง
  • Bern เป็นเมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ และเขตเมืองเก่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เด่นด้วยหอนาฬิกา Zytglogge ซึ่งมีประวัติย้อนไปถึงยุคกลาง บ่อหมีซึ่งเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ประจำเมือง และถนนอาเขตยาวที่เหมาะแก่การเดินเล่น
  • พัก: Bern

วันที่ 7: Bern – Iseltwald – Lucerne – Zurich

  • ช่วงเช้าออกเดินทางสู่ Iseltwald ระยะทางประมาณ 70 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • Iseltwald เป็นหมู่บ้านเล็กริมทะเลสาบ Brienz ที่มีเสน่ห์เงียบสงบ โด่งดังมากขึ้นจากฉากในซีรีส์เกาหลี Crash Landing on You โดยเฉพาะท่าเทียบเรือไม้ที่ยื่นออกไปกลางน้ำ
  • จากนั้นเดินทางต่อไป Lucerne ผ่านเส้นทาง Brünig Pass ระยะทางประมาณ 70 กม. ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง
  • Lucerne เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญริมทะเลสาบ โดดเด่นด้วย Chapel Bridge สะพานไม้เก่าแก่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง และ Lion Monument อนุสรณ์สิงโตหินที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารสวิสผู้เสียชีวิตในฝรั่งเศส จนได้รับคำชื่นชมว่าเป็นงานประติมากรรมที่สะเทือนอารมณ์มากชิ้นหนึ่ง
  • ช่วงเย็นเดินทางต่อสู่ Zurich ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • Zurich เป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ เหมาะสำหรับปิดท้ายทริปด้วยการเดินเล่นและช้อปปิ้งบนถนน Bahnhofstrasse
  • พัก: Zurich

วันที่ 8: Zurich – สนามบินซูริค

  • ช่วงเช้าอิสระเดินเล่นในย่านเมืองเก่า Old Town ริมแม่น้ำ Limmat
  • สามารถชมโบสถ์ Grossmünster ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง และมีความเกี่ยวข้องกับประวัติการปฏิรูปศาสนาในสวิตเซอร์แลนด์
  • เวลา 10:30 น. เดินทางสู่สนามบินซูริค ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที เพื่อเช็คอินเที่ยวบิน Thai Airways (TG971) เดินทางตรงกลับกรุงเทพฯ
  • พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากเมืองเก่า หมู่บ้านแอลป์ และวิวภูเขาสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์
นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
Trip-Hightlight 03 Europe Hits

อิตาลี โดโลไมท์ เทรค

อิตาลี โดโลไมท์ เทรคกิ้ง
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Alpe di Siusi: ทิ้งตัวลงบนทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ปล่อยใจให้สงบไปกับวิวภูเขาที่โอบล้อมเราไว้
  • Seceda: นั่งกระเช้าขึ้นไปตื่นตากับหน้าผาหินหยักสุดอลังการที่สวยแปลกตาเหมือนหลุดไปในโลกแห่งความฝัน
  • Lago di Sorapis: เดินเทรคเข้าไปค้นพบทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา คุ้มค่าเหนื่อยทุกก้าวเดิน
  • Lago di Braies: ซึมซับความเงียบสงบยามเช้า ชมเงาสะท้อนของภูเขาบนผิวน้ำใสราวกับกระจกที่ทะเลสาบสุดโรแมนติก
  • Tre Cime & Cadini di Misurina: นอนกระท่อมบนเขาเพื่อตื่นมาดูแสงแรกอาบยอดเขาสามยอด และเดินไปจุดชมวิวที่ยิ่งใหญ่จนลืมหายใจ
  • Forestis Dolomites: ให้รางวัลตัวเองด้วยการพักผ่อนขั้นสุด แช่สปาฮีลใจท่ามกลางวิวป่าสนและภูเขาที่เงียบสงบอย่างแท้จริง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เพื่อเริ่มทริปโดโลไมท์ โดยมิวนิคเป็นเมืองหลักที่เดินทางสะดวกและเหมาะสำหรับรับรถเช่าเพื่อขับต่อเข้าภูเขา

วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena

ช่วงเช้าขับรถลงใต้แวะเมือง Innsbruck เมืองเก่าสวยกลางหุบเขาแอลป์ เด่นด้วยย่าน Old Town และหลังคาทองคำ Golden Roof ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ
ช่วงบ่ายเดินทางต่อเข้าสู่ Val Gardena หนึ่งในฐานพักยอดนิยมของโดโลไมท์ บรรยากาศเป็นหมู่บ้านอัลไพน์สวยสงบ รายล้อมด้วยภูเขา
ช่วงเย็นเข้าพักใน Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อเตรียมเที่ยวโซนนี้ในวันถัดไป

วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes

ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าจาก Ortisei ไป Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นเรื่องวิวภูเขาเปิดกว้าง เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายภาพบรรยากาศโดโลไมท์แบบคลาสสิก
ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes จุดเด่นคือวิวโบสถ์ St. Magdalena ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและฉากหลังเป็นแนวเขาสุดสวย โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่แสงจะนุ่มและถ่ายรูปสวยมาก
พักในย่าน Ortisei / Val Gardena

วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo

ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าสู่ Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่มีหน้าผาหยักเป็นเอกลักษณ์ และเป็นภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก
ช่วงบ่ายขับรถผ่าน Sella Pass ไป Passo Pordoi เพื่อเดินเส้นทาง Viel del Pan ซึ่งเป็นเทรควิวสวย เดินไม่ยากมาก และมองเห็น Marmolada รวมถึงทะเลสาบ Fedaia ได้อย่างชัดเจน
ช่วงเย็นเดินทางต่อเข้าเมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์
พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Lago di Sorapis

ใช้เวลาทั้งวันเดินเทรคไป-กลับ Lago di Sorapis ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ เสน่ห์อยู่ที่สีน้ำซึ่งตัดกับภูเขาหินรอบด้านอย่างสวยมาก
ช่วงเย็นกลับมาพักผ่อนและทานอาหารในเมือง Cortina
พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime

ช่วงเช้าแวะ Lago di Braies ทะเลสาบชื่อดังที่มีผิวน้ำสะท้อนภูเขาและเรือนไม้ริมทะเลสาบ เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม โดยช่วงเช้าจะบรรยากาศสงบและคนยังไม่มาก
ช่วงบ่ายขับรถไป Rifugio Auronzo แล้วเริ่มเดินเข้าสู่ที่พักบนเขาแถว Tre Cime เช่นบริเวณใกล้ Rifugio Locatelli เพื่อสัมผัสบรรยากาศภูเขาแบบเต็มอารมณ์
ช่วงเย็นชมแสงพระอาทิตย์ตกบริเวณ Tre Cime ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ที่โด่งดังที่สุดของโดโลไมท์

วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites

ช่วงเช้าชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime และเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสันเขาแหลมเรียงตัวสวยแปลกตา เป็นอีกมุมถ่ายรูปไฮไลต์ของทริป
ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ที่พักหรูท่ามกลางป่าสนและวิวภูเขา เหมาะกับการพักฟื้นร่างกายหลังเที่ยวหนักหลายวัน
ช่วงเย็นเช็คอินและใช้เวลากับสปา อาหาร และบรรยากาศเงียบสงบของรีสอร์ต

วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich

ช่วงเช้าใช้เวลาพักผ่อนที่ Forestis ให้เต็มที่ พร้อมดื่มด่ำกับวิวและบรรยากาศของที่พัก
ช่วงบ่ายขับรถเข้าออสเตรีย แวะ Salzburg เมืองบาโรกสวยคลาสสิก เด่นด้วยย่านเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศโรแมนติก เดินเล่นสั้นๆ 2-3 ชั่วโมงกำลังดี
ช่วงเย็นขับรถกลับมิวนิคและเข้าพักในตัวเมือง

วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ

ช่วงเช้าเที่ยวมิวนิคแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ซึ่งเป็นจัตุรัสใจกลางเมือง รายล้อมด้วยอาคารเก่า ร้านค้า และคาเฟ่ เหมาะสำหรับซื้อของฝากหรือใช้เวลาส่งท้ายทริป
ช่วงบ่ายเดินทางไปสนามบินมิวนิคเพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติของโดโลไมต์ เมืองเล็กกลางหุบเขา และช่วงเวลาพักผ่อนที่ครบทั้งวิวสวยและความสบาย

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค – เริ่มต้นการเดินทางสู่ประตูแห่งแอลป์ยุโรปกลาง

การเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สู่มิวนิค เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่เปรียบเหมือนประตูสู่อัลป์ฝั่งยุโรปกลาง หลายคนเลือกเริ่มทริปโดโลไมท์ที่นี่เพราะไฟลต์สะดวก เมืองมีความพร้อม และเหมาะมากสำหรับรับรถเช่าแล้วค่อยๆ ขับไล่ระดับจากเมืองใหญ่เข้าสู่ภูเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ระยะเวลาบินรวมโดยมากอยู่ราว 13–16 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาแวะเปลี่ยนเครื่อง

คืนแรกอาจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกตื่นเต้นเงียบๆ ว่าพรุ่งนี้เป็นต้นไป วิวบนโปสการ์ดที่เคยเห็นกำลังจะกลายเป็นภาพตรงหน้า

วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena – ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทิโรลและมุ่งสู่โลกโดโลไมท์

เช้าวันนี้เป็นเหมือนบทเปิดของการเดินทางแบบ slow travel อย่างแท้จริง จากมิวนิคขับรถสู่ Innsbruck ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองเล็กกลางหุบเขาในแคว้นทิโรลของออสเตรียที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งภูเขาที่โอบล้อมและย่านเมืองเก่าที่ยังคงกลิ่นอายยุโรปคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างงดงาม

ใจกลางเมืองมีแลนด์มาร์กสำคัญคือ Golden Roof หรือหลังคาทองคำ อาคารระเบียงราชสำนักที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 หลังคาทำจากแผ่นทองแดงเคลือบทองราว 2,600 แผ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้ทอดพระเนตรงานพิธีและการแสดงด้านล่าง เป็นจุดเล็กๆ ที่เก็บเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุโรปไว้ได้อย่างสง่างาม

ช่วงบ่ายเดินทางต่อจาก Innsbruck เข้า Val Gardena ใช้เวลาราว 2.5–3 ชั่วโมง เส้นทางค่อยๆ พาเข้าสู่โลกของโดโลไมท์ ภูเขาหินปูนสีซีดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ทั้งแปลกตาและงดงามจนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเทือกเขาอื่นในยุโรป ค่ำนี้เข้าพักที่ Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง หมู่บ้านเล็กที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ และเป็นฐานพักที่ดีมากสำหรับสำรวจโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก

วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes – ทอดน่องทุ่งหญ้าอัลไพน์และชมโบสถ์งามใต้แนวเขา Odle

เช้านี้เริ่มแบบไม่เร่งรีบ ขึ้นกระเช้าจาก Ortisei สู่ Alpe di Siusi ใช้เวลาขึ้นไม่นาน ราว 15–20 นาที แต่ภาพที่เปิดออกเบื้องหน้ากลับกว้างใหญ่เกินคาด ที่นี่คือทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป จุดเด่นไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นความนิ่ง สงบ และเส้นสายของภูเขาที่ทอดตัวอยู่ไกลๆ แบบที่ยิ่งมองยิ่งเพลิน

พื้นที่แห่งนี้ผูกพันกับวิถีชีวิตบนภูเขามายาวนาน ในฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า กระท่อมไม้ และระฆังวัวที่ดังแผ่วๆ เป็นจังหวะของชนบทอัลไพน์แท้ๆ ความสวยของ Alpe di Siusi จึงไม่ใช่แค่เรื่องวิว แต่เป็นอารมณ์ของการได้อยู่กับภูเขาอย่างช้าๆ

ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ที่นี่โด่งดังจากวิวโบสถ์ St. Magdalena โบสถ์เล็กกลางทุ่งหญ้าที่มีฉากหลังเป็นแนวเขา Odle แบบที่ใครเห็นก็มักจำได้ทันที มีตำนานท้องถิ่นและเรื่องเล่าทางศาสนาผูกพันกับหุบเขาแห่งนี้อยู่มาก ทำให้บรรยากาศไม่ใช่แค่สวย แต่ยังให้ความรู้สึกสงบลึกและเก่าแก่ แสงช่วงบ่ายแก่ๆ มักทำให้ทั้งทุ่งหญ้าและผนังภูเขาดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ เป็นหนึ่งในมุมที่ถ่ายภาพออกมาสวยที่สุดของทริป

คืนนี้พักต่อในย่าน Ortisei / Val Gardena

วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo – ตื่นตาสันเขาหยักคมและเทรคกิ้งชมวิวราชินีแห่งโดโลไมท์

เช้าวันนี้ขึ้นกระเช้าสู่ Seceda ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้เป็นเหมือนภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก ด้วยแนวสันเขาหยักคมที่ดูราวกับประติมากรรมธรรมชาติ ความน่าสนใจของโดโลไมท์อยู่ตรงชั้นหินปูนและหินตะกอนที่ก่อตัวจากทะเลโบราณเมื่อหลายล้านปีก่อน จึงไม่น่าแปลกที่ภูเขาแถบนี้จะมีรูปร่างโดดเด่นราวกับโลกอีกใบ

จากนั้นขับรถผ่าน Sella Pass ไปยัง Passo Pordoi ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง เส้นทางคดเคี้ยวแต่สวยมาก เป็น…ถนนภูเขาที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ช่วงบ่ายเดินเทรคเส้น Viel del Pan เส้นทางนี้ไม่ยากมาก ใช้เวลาเดินประมาณ 2–3 ชั่วโมงแบบสบายๆ จุดเด่นคือวิวเปิดกว้าง เห็น Marmolada ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโดโลไมท์ และทะเลสาบ Fedaia อยู่เบื้องล่าง

Marmolada ยังถูกเรียกว่า “ราชินีแห่งโดโลไมท์” และมีความสำคัญทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เพราะบริเวณนี้เคยเป็นแนวรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ร่องรอยอดีตยังคงกระจายอยู่ทั่วภูเขาแถบนี้อย่างเงียบงัน

เย็นแล้วเดินทางต่อเข้า Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมืองรีสอร์ตชื่อดังที่มีเสน่ห์หรูหราแต่ไม่ห่างเหิน รายล้อมด้วยยอดเขาสวยทุกทิศทาง และมีประวัติเป็นเมืองพักผ่อนของชนชั้นสูงยุโรปมายาวนาน

พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Lago di Sorapis – ดื่มด่ำความมหัศจรรย์ของทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ลับตาคน

วันนี้ให้ทั้งวันกับ Lago di Sorapis หนึ่งในทะเลสาบที่สวยและมีเอกลักษณ์ที่สุดของโดโลไมท์ จุดเริ่มเดินจากบริเวณ Passo Tre Croci ใช้เวลาขับรถจาก Cortina เพียงประมาณ 20 นาที จากนั้นเดินเทรคไป-กลับรวมราว 4–5 ชั่วโมง แล้วแต่จังหวะการเดิน

ความพิเศษของทะเลสาบแห่งนี้คือสีน้ำฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่เกือบดูไม่จริง เกิดจากแร่ธาตุละเอียดจากธารน้ำแข็งที่สะท้อนแสงออกมาเป็นสีอ่อนนุ่มตัดกับหน้าผาหินสีเทาอย่างน่าทึ่ง ตลอดทางเดินจะมีทั้งทางแคบ ชายผา และเชือกช่วยจับบางช่วง จึงเป็นเส้นที่ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร แต่ไม่ถึงกับหนักสำหรับคนที่มีสภาพร่างกายพร้อม

เมื่อไปถึงทะเลสาบ ความเหนื่อยจะค่อยๆ หายไปเอง นี่ไม่ใช่แค่จุดเช็กอิน แต่เป็นปลายทางที่ทำให้เราอยากนั่งเงียบๆ มองสีของน้ำให้นานที่สุด ค่ำแล้วกลับมาใช้เวลาใน Cortina เดินเล่น ทานอาหาร และปล่อยให้เมืองภูเขาแห่งนี้ช่วยชะลอจังหวะของวันลงอีกนิด

พักที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime – ส่องกระจกเงาธรรมชาติและค้างคืนรับความสงบใต้สามยอดเขาหิน

เช้าออกเดินทางจาก Cortina ไป Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อภาษาเยอรมันว่า Pragser Wildsee และเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี ด้วยผิวน้ำที่นิ่งเหมือนกระจก เรือไม้ริมฝั่ง และแนวเขาที่โอบล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุดเพราะแสงนุ่ม คนยังไม่มาก และบรรยากาศสงบเป็นพิเศษ

ในตำนานพื้นบ้านแถบลาดิน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาณาจักรใต้ภูเขาและประตูสู่โลกเร้นลับ ทำให้ภูมิประเทศของโดโลไมท์หลายแห่งรวมถึงทะเลสาบนี้ยิ่งมีเสน่ห์แบบกึ่งจริงกึ่งนิยาย

ช่วงบ่ายขับรถต่อไปยัง Rifugio Auronzo ใช้เวลาจาก Lago di Braies ประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง จากนั้นเริ่มเดินเข้าสู่โซน Tre Cime ระยะทางและเวลาขึ้นอยู่กับที่พักบนเขา แต่หากไปแถว Rifugio Locatelli โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1.5–2.5 ชั่วโมง

Tre Cime di Lavaredo คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโดโลไมท์ ยอดหินสามยอดที่ตั้งเด่นกลางภูมิประเทศโล่งกว้าง ทำให้ที่นี่ดูสง่างามทั้งตอนกลางวันและยามแสงเย็น หลายคนจดจำโดโลไมท์ผ่านภาพของที่นี่โดยไม่รู้ตัว การได้ค้างคืนบนเขาจึงเป็นประสบการณ์ที่ต่างจากการมาเช้าเย็นกลับอย่างสิ้นเชิง เพราะทันทีที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทยอยลงเขา ความเงียบและแสงสุดท้ายจะทำให้ภูเขาทั้งผืนดูขลังขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites – ชมแสงอัลไพน์ยามเช้า ท่องคลื่นศิลา และพักผ่อนกลางป่าลึก

เช้ามืดตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime ช่วงเวลานี้คือรางวัลของการนอนบนเขา แสงแรกจะค่อยๆ แตะหน้าผาหินให้เปลี่ยนสีทีละน้อย เกิดเป็นปรากฏการณ์ alpenglow หรือแสงอัลไพน์ที่ทำให้ยอดเขาดูอมชมพูและทองอย่างนุ่มลึก

จากนั้นเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30–45 นาทีจากบริเวณใกล้ Rifugio Auronzo มุมนี้โดดเด่นด้วยสันเขาแหลมเรียงซ้อนกันอย่างแปลกตา ราวกับคลื่นหินที่หยุดเวลาไว้ เป็นหนึ่งในวิวที่ทั้งดิบ สวย และมีมิติที่สุดของทริป

ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนบนเนินสูง ให้บรรยากาศเงียบ สงบ และค่อนข้างแยกตัวออกจากความคึกคัก เป็นช่วงเวลาที่ดีในการพักร่างหลังจากหลายวันที่อยู่กับการขับรถ เดินเขา และตื่นเช้าเย็น

Forestis เองมีแนวคิดเรื่องการพักผ่อนที่ผูกกับธรรมชาติอัลไพน์ ทั้งอากาศ ป่า น้ำ และความเงียบ จึงเหมาะมากกับการปิดท้ายช่วงภูเขาแบบนุ่มนวล ใช้เวลากับสปา อาหารดีๆ และวิวที่ไม่จำเป็นต้องออกไปตามหา

วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich – ผ่อนคลายร่างกาย แวะชมเมืองโมสาร์ท และมุ่งหน้ากลับสู่มิวนิค

เช้าวันนี้ปล่อยเวลาให้ไหลไปช้าๆ อยู่กับที่พักให้เต็มที่ ก่อนออกเดินทางช่วงสายหรือบ่ายไป Salzburg ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่โรแมนติกที่สุดของออสเตรีย เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก โดม โบสถ์ และตรอกเก่าอันสง่างาม อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดของ Wolfgang Amadeus Mozart ทำให้ทั้งเมืองมีมิติทางศิลปะและดนตรีแทรกอยู่ในบรรยากาศอย่างแนบเนียน

เดินเล่นในย่านเมืองเก่าสัก 2–3 ชั่วโมงก็เพียงพอให้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองได้พอดี ไม่เร่ง ไม่แน่นจนเกินไป จากนั้นช่วงเย็นขับรถต่อกลับมิวนิค ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เข้าพักในตัวเมือง เป็นคืนสุดท้ายที่อารมณ์ของการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากการค้นพบ เป็นการค่อยๆ ทบทวนสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทาง

วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ – เดินทอดน่องจัตุรัสกลางเมืองหลวงบาวาเรียและเดินทางสู่สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายในยุโรป ใช้เวลาแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ใจกลางเมืองมิวนิค จัตุรัสแห่งนี้เป็นเหมือนหัวใจของเมือง รายล้อมด้วยอาคารประวัติศาสตร์ ร้านค้า คาเฟ่ และจังหวะชีวิตของผู้คน ความสวยของมิวนิคอาจไม่ใช่แบบดิบเถื่อนเหมือนภูเขา But เป็นความงามที่มีระเบียบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวา

จากตัวเมืองไปสนามบินมิวนิคใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที ควรเผื่อเวลาคืนรถเช่าและเช็กอินก่อนเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ ช่วงเวลาระหว่างนั่งมองเครื่องบินทะยานขึ้น อาจเป็นตอนที่ภาพภูเขา ทะเลสาบ และถนนคดเคี้ยวในโดโลไมท์ไหลย้อนกลับมาเงียบๆ อีกครั้ง

วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมความทรงจำแสนตราตรึง

เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ปิดทริปที่ไม่ได้มีเพียงวิวสวยระดับโปสการ์ด แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของภูเขาเก่าแก่ เมืองเล็กกลางหุบเขา และจังหวะการเดินทางที่ไม่เร่งรีบเกินไป โดโลไมท์เป็นปลายทางที่ไม่ได้ชนะใจคนด้วยความหวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่ชนะด้วยบรรยากาศ ด้วยแสงที่เปลี่ยนไปในแต่ละชั่วโมง และด้วยความรู้สึกว่าเราค่อยๆ ได้กลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริงอีกครั้ง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

อิตาลีใต้ คาปรี อมาลฟี เนเปิลส์

อิตาลีใต้ คาปรี อมาลฟี เนเปิลส์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ย่านเมืองเก่านาโปลี: เดินเล่นซึมซับสถาปัตยกรรมคลาสสิกและวิถีชีวิตสุดคึกคักของคนท้องถิ่น
  • เมืองโบราณปอมเปอี: ย้อนเวลาสัมผัสอดีตที่หยุดนิ่งใต้เถ้าถ่านภูเขาไฟวิสุเวียสแบบใกล้ชิด
  • ชายฝั่งอมาลฟีและโพสิตาโน: ปล่อยใจไปกับมนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านสีพาสเทลที่ไต่ระดับตามหน้าผาริมทะเล
  • เมืองราเวลโล: หลีกหนีความวุ่นวายมาพักใจในหมู่บ้านเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติและวิวทะเล
  • ซอร์เรนโต้และท่าเรือมารีน่ากรันเด: ทอดน่องชมวิวบนหน้าผาสูง แล้วแวะรับลมทะเลที่หมู่บ้านชาวประมงสุดคลาสสิก
  • เกาะคาปรีและจุดชมวิวทราการา: นั่งเรือข้ามเกาะไปชมความยิ่งใหญ่ของโขดหินกลางทะเลที่สวยจนลืมหายใจ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิก – นาโปลี
พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Lufthansa เปลี่ยนเครื่องที่มิวนิก แล้วเดินทางต่อสู่นาโปลี

วันที่ 2: นาโปลี
ถึงนาโปลี เดินชมย่านเมืองเก่า Centro Storico และชมปราสาทริมทะเล Ovo Castle พักที่ Naples

วันที่ 3: นาโปลี
เที่ยวชมเมืองเนเปิลส์ แวะชม Cappella Sansevero โรงสวดเก่าแก่ศตวรรษที่ 16 พักที่ Naples

วันที่ 4: ปอมเปอี – Amalfi Coast
เข้าชมเมืองโบราณปอมเปอี แล้วเดินทางต่อสู่ Amalfi Coast เดินเล่นชมบรรยากาศเมืองริมทะเล พักที่ Amalfi Coast

วันที่ 5: โพสิตาโน – ราเวลโล – ซอร์เรนโต
เที่ยวเมืองโพสิตาโน ราเวลโล และเดินทางต่อสู่ซอร์เรนโต เมืองตากอากาศชื่อดังริมผา พักที่ Sorrento

วันที่ 6: ซอร์เรนโต
ชมจัตุรัสทาซโซ่, Duomo, อาราม Chiostro di San Francesco และท่าเรือ Marina Grande พักที่ Sorrento

วันที่ 7: เกาะคาปรี
นั่งเรือเฟอร์รี่สู่เกาะคาปรี ชมวิวที่ Tragara และ Belvedere di Punta Cannone พร้อมขึ้นสู่ยอดเขาคาปรี พักที่ Sorrento

วันที่ 8: ซอร์เรนโต – นาโปลี – กรุงเทพฯ
เดินทางกลับเมือง Naples เพื่อไปสนามบิน และออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค – นาโปลี

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เคาน์เตอร์สายการบิน Lufthansa เพื่อเช็กอิน จากนั้นออกเดินทางสู่เมืองนาโปลี โดยเปลี่ยนเครื่องที่มิวนิค ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 15–18 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับไฟลท์และเวลาต่อเครื่อง

ที่พัก: พักบนเครื่อง / Naples

วันที่ 2: นาโปลี

ถึงเมืองนาโปลี เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของอิตาลี จากนั้นเดินชมย่านเมืองเก่า Centro Storico Naples ซึ่งเป็นหัวใจประวัติศาสตร์ของเมือง เต็มไปด้วยตรอกซอกซอย โบสถ์ และอาคารเก่าแก่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองหลายยุคหลายสมัย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ต่อด้วยชมปราสาทริมทะเล Castel dell’Ovo ปราสาทโบราณที่มีตำนานเล่าว่ากวีโรมันเวอร์จิลได้ซ่อนไข่วิเศษไว้ในฐานปราสาท หากไข่แตกเมืองจะประสบเคราะห์ร้าย จุดเด่นคือวิวอ่าวเนเปิลส์ที่สวยงาม

ที่พัก: Naples

วันที่ 3: เนเปิลส์

เที่ยวชมบรรยากาศเมืองเนเปิลส์ เมืองที่มีชีวิตชีวา สีสันจัดจ้าน และมีเอกลักษณ์แบบอิตาเลียนใต้ จากนั้นเข้าชม Cappella Sansevero โบสถ์น้อยชื่อดังจากศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีผลงานประติมากรรมระดับมาสเตอร์พีซคือ Veiled Christ รูปแกะสลักพระคริสต์ที่มีผ้าคลุมหินอ่อนอย่างน่าอัศจรรย์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานศิลป์ที่งดงามที่สุดของอิตาลี

ที่พัก: Naples

วันที่ 4: เนเปิลส์ – ปอมเปอี – อะมัลฟีโคสต์

ออกเดินทางสู่เมืองปอมเปอี ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 30–40 นาที เข้าชมเมืองโบราณปอมเปอี ซึ่งถูกเถ้าถ่านและหินภูเขาไฟจากการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสเมื่อ ค.ศ. 79 ฝังกลบไว้ทั้งเมือง ทำให้สิ่งปลูกสร้าง ถนน และวิถีชีวิตของชาวโรมันถูกเก็บรักษาไว้อย่างน่าทึ่ง
จากนั้นเดินทางต่อสู่อะมัลฟีโคสต์ ระยะทางประมาณ 35–40 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมงตามสภาพถนน ชมเมืองชายฝั่งที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วยทิวทัศน์หน้าผา บ้านเรือนสีพาสเทล และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันงดงาม

ที่พัก: Amalfi Coast

วันที่ 5: อะมัลฟีโคสต์ – โพสิตาโน – ราเวลโล – ซอร์เรนโต

เดินทางสู่เมืองโพสิตาโน ใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที เมืองเล็กแสนมีเสน่ห์ที่เรียงตัวลดหลั่นบนหน้าผาริมทะเล โดดเด่นด้วยบ้านสีสวยและบรรยากาศโรแมนติก จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่สวยที่สุดของอิตาลี
จากนั้นเดินทางต่อไปยังราเวลโล ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง หมู่บ้านเล็กบนเนินเขาในแคว้นคัมปาเนีย มีชื่อเสียงด้านสวนสวย วิลล่าเก่า และวิวทะเลที่กว้างไกล เคยเป็นที่พำนักและแรงบันดาลใจของศิลปินและนักประพันธ์จำนวนมาก
เดินทางต่อไปยังซอร์เรนโต ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองตากอากาศชื่อดังที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงเหนืออ่าวเนเปิลส์ มีชื่อเสียงเรื่องบรรยากาศสดใส วิวทะเล และมะนาวเลมอนคุณภาพดี

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 6: ซอร์เรนโต

เที่ยวชมเมืองซอร์เรนโต เริ่มที่ Piazza Tasso จัตุรัสสำคัญใจกลางเมือง รายล้อมด้วยร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหาร เป็นศูนย์กลางชีวิตประจำวันของชาวเมือง
ต่อด้วยชม Duomo di Sorrento มหาวิหารสำคัญของเมืองที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 11–12 ภายในตกแต่งอย่างงดงามและสะท้อนศิลปะหลายยุค
จากนั้นชม Chiostro di San Francesco อารามเก่าแก่ศตวรรษที่ 14 ที่มีซุ้มโค้งอันสงบงาม เป็นมุมที่ให้บรรยากาศร่มรื่นและคลาสสิก
ปิดท้ายที่ Marina Grande ท่าเรือเก่าและอดีตหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมของบ้านสีสดและร้านอาหารทะเลริมฝั่ง

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 7: ซอร์เรนโต – เกาะคาปรี – ซอร์เรนโต

นั่งเรือเฟอร์รี่จากซอร์เรนโตสู่เกาะคาปรี ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที เกาะคาปรีเป็นเกาะพักตากอากาศชื่อดังมาตั้งแต่สมัยโรมัน เพราะธรรมชาติสวยงาม น้ำทะเลใส และบรรยากาศหรูหรา
ขึ้นชมจุดชมวิว Tragara และ Belvedere di Punta Cannone ซึ่งสามารถมองเห็นโขดหิน Faraglioni สัญลักษณ์สำคัญของเกาะได้อย่างชัดเจน จากนั้นนั่งกระเช้าหรือรถรางขึ้นสู่จุดสูงของเกาะเพื่อชมทิวทัศน์ทะเลแบบพาโนรามาอันน่าประทับใจ
เดินทางกลับซอร์เรนโต

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 8: ซอร์เรนโต – นาโปลี – กรุงเทพฯ

ออกเดินทางกลับสู่เมืองนาโปลี ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไปยังสนามบินสำหรับเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ

ที่พัก: พักบนเครื่อง

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางชายฝั่งทางใต้ของอิตาลีที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และเสน่ห์ของเมืองทะเล

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

เยอรมัน คริสต์มาสต์มาร์เก็ต

เยอรมัน คริสต์มาสต์มาร์เก็ต
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • กอลมาร์ (Colmar) เดินทอดน่องในเมืองเทพนิยายลิตเติ้ลเวนิส ปล่อยใจไปกับบ้านเรือนสีพาสเทลริมน้ำที่ฮีลใจสุดๆ
  • มหาวิหารสตราสบูร์ก (Strasbourg) ตกหลุมรักความอลังการของวิหารหินทรายสีชมพูทั้งหลังที่งดงามจนต้องหยุดเวลาไว้
  • โรเธนเบิร์ก (Rothenburg) ย้อนเวลาสู่ยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติก แวะถ่ายรูปมุมมหาชนที่ Plönlein เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือนิทาน
  • เดรสเดิน (Dresden) ดื่มด่ำศิลปะบาโรกและชมสะพาน Rakotzbrücke ที่สะท้อนผิวน้ำเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบราวกับเวทมนตร์
  • ปราก (Prague) ซึมซับมนต์ขลังของเมืองเก่า เดินข้ามสะพานชาร์ลส์สุดคลาสสิก และรอดูนาฬิกาดาราศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านกาลเวลา
  • มิวนิก (Munich) ปิดท้ายทริปอย่างมีชีวิตชีวาที่จัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ที่ผสานความเก่าแก่และแหล่งช้อปปิ้งไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค

นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมตัวเดินทางสู่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเที่ยวบิน TG970 ของสายการบิน Thai Airways

วันที่ 2: ซูริค – กอลมาร์ – สตราสบูร์ก

เดินทางถึงซูริค แล้วออกเดินทางสู่เมืองกอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส เมืองเล็กบรรยากาศโรแมนติกที่มีชื่อเสียงเรื่องย่าน “ลิตเติ้ลเวนิส” โดดเด่นด้วยคลองเล็ก อาคารโบราณ และบ้านไม้สีสันสดใส จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองสตราสบูร์ก เมืองสำคัญริมพรมแดนฝรั่งเศส–เยอรมนี ชมมหาวิหารแห่งสตราสบูร์ก สถาปัตยกรรมโกธิกอันยิ่งใหญ่ที่สร้างจากหินทรายสีชมพู และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เด่นของเมือง พักค้างคืนที่สตราสบูร์ก

วันที่ 3: สตราสบูร์ก – ไฮเดลเบิร์ก – โรเธนเบิร์ก

เดินทางสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีเสน่ห์เหนือแม่น้ำเนคคาร์ ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก ซากปราสาทเรอเนสซองส์ที่มีชื่อเสียง และโบสถ์ Church of the Holy Spirit ใจกลางเขตเมืองเก่า จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองโรเธนเบิร์ก เมืองยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติกที่ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม เดินเล่นบริเวณ Market Square และถ่ายรูปกับ Plönlein มุมถ่ายภาพสัญลักษณ์ของเมือง พักค้างคืนที่โรเธนเบิร์ก

วันที่ 4: โรเธนเบิร์ก – นูเรมเบิร์ก

ออกเดินทางสู่เมืองนูเรมเบิร์ก เมืองประวัติศาสตร์สำคัญของเยอรมนีที่เกี่ยวข้องทั้งกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และเหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20 ชมปราสาท Nuremberg Castle ซึ่งตั้งเด่นบนเนินเขาและเป็นจุดชมวิวเมืองเก่าที่สวยงาม หากอยู่ในช่วงเทศกาล สามารถเดินชม Nuremberg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสชื่อดังที่มีบรรยากาศคึกคักและเก่าแก่แห่งหนึ่งของยุโรป พักค้างคืนที่นูเรมเบิร์ก

วันที่ 5: นูเรมเบิร์ก – แบมแบร์ก – เดรสเดิน

เดินทางแวะเที่ยวเมืองแบมแบร์ก เมืองมรดกโลกที่มีชื่อเสียงด้านผังเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศคลาสสิกริมแม่น้ำ จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองเดรสเดิน เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรกที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดของเยอรมนี ชมปราสาทเดรสเดน ซึ่งเป็นอดีตที่ประทับของราชวงศ์แซกโซนี พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 6: เดรสเดิน – Rakotzbrücke – เดรสเดิน

เที่ยวชมเมืองเดรสเดิน เริ่มจากพิพิธภัณฑ์ Green Vault ที่รวบรวมสมบัติและเครื่องราชูปโภคอันล้ำค่าของราชวงศ์ ต่อด้วยพระราชวังสวิงเกอร์ ผลงานสถาปัตยกรรมบาโรกอันงดงาม จากนั้นชมสะพาน Rakotzbrücke สะพานหินรูปโค้งอันมีชื่อเสียงที่เมื่อสะท้อนกับผิวน้ำจะดูคล้ายวงกลมเกือบสมบูรณ์ ปิดท้ายด้วยการชมโบสถ์ Dresden Frauenkirche ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูรณะเมืองหลังสงคราม และเดินเล่นที่ Brühl’s Terrace ริมแม่น้ำเอลเบอ พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 7: เดรสเดิน – ปราก

เดินทางสู่กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามและบรรยากาศคลาสสิก ชมปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตัส ศูนย์กลางอำนาจและศาสนาที่สำคัญของประเทศ เดินเล่นบนสะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่ที่เป็นหนึ่งในภาพจำของเมือง และชมความงดงามของนาฬิกาดาราศาสตร์บริเวณจัตุรัสเมืองเก่า พักค้างคืนที่ปราก

วันที่ 8: ปราก – มิวนิก

เดินทางสู่เมืองมิวนิก เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่ผสมผสานความทันสมัยกับเสน่ห์แบบบาวาเรียได้อย่างลงตัว จากนั้นเดินเล่นและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยบนถนนคนเดิน Neuhauser Strasse และ Kaufingerstrasse ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญใจกลางเมือง พักค้างคืนที่มิวนิก

วันที่ 9: มิวนิก – กรุงเทพฯ

เดินเล่นบริเวณจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ ใจกลางเมืองเก่าของมิวนิกที่รายล้อมด้วยอาคารสำคัญและบรรยากาศคึกคักของเมือง จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเที่ยวบิน TG925

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางท่องเที่ยวยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยเมืองเก่าแสนสวย มรดกทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางความตื่นเต้นของค่ำคืนก่อนออกเดินทางสู่ยุโรปกับเที่ยวบิน TG970 ของสายการบิน Thai Airways ปลายทางคือ “ซูริค” ประตูบานแรกของการเดินทางครั้งนี้ เมืองที่มักถูกจดจำในฐานะศูนย์กลางการเงินของสวิตเซอร์แลนด์ แต่สำหรับนักเดินทาง ซูริคคือจุดเริ่มต้นอันสง่างามของยุโรปกลาง เมืองที่มีทั้งความเนี้ยบ ความสงบ และเสน่ห์แบบคลาสสิก เป็นเหมือนการค่อย ๆ ปรับจังหวะหัวใจให้เข้าสู่โหมด slow travel อย่างนุ่มนวล

วันที่ 2: ซูริค – กอลมาร์ – สตราสบูร์ก

หลังเดินทางถึงซูริค เราออกเดินทางต่อสู่เมืองกอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองเล็กในแคว้นอาลซัสที่งดงามราวภาพประกอบในนิทาน กอลมาร์มีชื่อเสียงจากย่าน “ลิตเติ้ลเวนิส” ที่เต็มไปด้วยลำคลองเล็ก ๆ บ้านไม้โครงสีสด และอาคารเก่าแก่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ฝรั่งเศสผสมเยอรมันอย่างมีเสน่ห์ เมืองนี้แทบไม่ได้ชวนให้รีบเดิน แต่ชวนให้ค่อย ๆ ใช้สายตาเก็บรายละเอียดของหน้าต่างดอกไม้ ซุ้มประตูไม้ และบรรยากาศโรแมนติกที่ทำให้ทุกมุมดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองสตราสบูร์ก ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองสำคัญริมพรมแดนฝรั่งเศส–เยอรมนี ซึ่งมีประวัติยาวนานและผ่านการเปลี่ยนมือระหว่างสองวัฒนธรรมมาหลายครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่สตราสบูร์กจะมีบุคลิกเฉพาะตัว ทั้งสง่างามแบบฝรั่งเศสและเข้มขรึมแบบเยอรมัน ไไฮไลต์สำคัญคือมหาวิหารแห่งสตราสบูร์ก มหาวิหารโกธิกจากหินทรายสีชมพูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก ความละเอียดของลวดลาย การยืนตระหง่านกลางเมือง และเรื่องราวทางศาสนากับประวัติศาสตร์ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นหัวใจของเมืองอย่างแท้จริง

ค่ำคืนนี้พักค้างคืนที่สตราสบูร์ก

วันที่ 3: สตราสบูร์ก – ไฮเดลเบิร์ก – โรเธนเบิร์ก

เช้าวันใหม่เราออกจากฝรั่งเศสเข้าสู่เยอรมนี มุ่งหน้าสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเนคคาร์และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของเยอรมนี ด้วยภูมิทัศน์ของสะพานเก่า หลังคาเมืองโบราณ และเนินเขาที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ ไฮเดลเบิร์กเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กวี ศิลปิน และนักคิดมากมาย

ที่นี่เราจะได้ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก ซากปราสาทเรอเนสซองส์อันโด่งดังที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่กลับมีเสน่ห์ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เพราะร่องรอยความเสียหายจากสงครามและกาลเวลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความงาม นอกจากนี้ยังมี Church of the Holy Spirit ใจกลางเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมือง

จากนั้นเดินทางต่อสู่โรเธนเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงามจนเหมือนกาลเวลาเดินช้าลง เมื่อก้าวเข้าสู่ย่านเมืองเก่า จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของยุโรปในศตวรรษก่อนอย่างชัดเจน ทั้งกำแพงเมือง หอคอย ถนนหิน และบ้านหลังคาจั่ว เดินเล่นบริเวณ Market Square และไม่พลาดถ่ายรูปกับ Plönlein มุมเล็ก ๆ ที่กลายเป็นภาพจำของเมือง เพราะสวยเหมือนหลุดจากโปสการ์ด

พักค้างคืนที่โรเธนเบิร์ก

วันที่ 4: โรเธนเบิร์ก – นูเรมเบิร์ก

ออกเดินทางสู่เมืองนูเรมเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองที่มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เยอรมนี ทั้งในยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และในศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้เมืองนี้มีมิติที่น่าสนใจมากกว่าแค่ความสวยงามของเมืองเก่า นูเรมเบิร์กคือสถานที่ที่อดีตอันรุ่งเรืองและบทเรียนทางประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกันอย่างชัดเจน

ไฮไลต์ของวันนี้คือ Nuremberg Castle ปราสาทที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวเมืองเก่าได้อย่างสวยงาม ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในที่ประทับสำคัญของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความรุ่งเรืองของเมืองในอดีต และหากเดินทางมาในช่วงฤดูหนาว เมืองนี้ยังมี Nuremberg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของไวน์ร้อน ขนมอบ และบรรยากาศอบอุ่นที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก

พักค้างคืนที่นูเรมเบิร์ก

วันที่ 5: นูเรมเบิร์ก – แบมแบร์ก – เดรสเดิน

เช้านี้เราแวะเที่ยวเมืองแบมแบร์ก ใช้เวลาจากนูเรมเบิร์กประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองมรดกโลกที่ได้รับการยกย่องว่ามีผังเมืองเก่ายุคกลางสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ความโดดเด่นของแบมแบร์กอยู่ที่การวางตัวของอาคารโบราณริมแม่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบ และความงามที่ไม่พยายามอวดตัว เมืองนี้มีทั้งโบสถ์เก่า ศาลาว่าการกลางน้ำ และเสน่ห์แบบเมืองเล็กที่ชวนให้เดินช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียด

จากนั้นเดินทางต่อสู่เดรสเดิน ใช้เวลาประมาณ 3.5–4 ชั่วโมง เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรกที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญาว่าเป็น “ฟลอเรนซ์แห่งลุ่มแม่น้ำเอลเบอ” แม้เมืองจะเคยได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เดรสเดินก็ลุกขึ้นฟื้นคืนอย่างน่าทึ่ง จนกลายเป็นเมืองที่งดงามและทรงพลังทางความรู้สึกอย่างมาก เราจะได้ชมปราสาทเดรสเดน อดีตที่ประทับของราชวงศ์แซกโซนี ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางศิลปะและอำนาจของราชวงศ์ได้อย่างวิจิตร

พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 6: เดรสเดิน – Rakotzbrücke – เดรสเดิน

วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการใช้เวลาอย่างละเมียดละไมในเดรสเดิน เมืองที่ยิ่งดูยิ่งเห็นความงามซ่อนอยู่ในรายละเอียด เริ่มต้นด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ Green Vault สถานที่จัดแสดงสมบัติ เครื่องราชูปโภค และงานศิลป์ล้ำค่าของราชวงศ์แซกโซนี หนึ่งในคอลเลกชันที่งดงามที่สุดของยุโรป ที่นี่ไม่เพียงทำให้เราเห็นความหรูหรา แต่ยังสะท้อนยุคสมัยที่ศิลปะคือภาษาของอำนาจและศรัทธา

ต่อด้วยพระราชวังสวิงเกอร์ ผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมบาโรกที่ทั้งอ่อนช้อยและโอ่อ่าในเวลาเดียวกัน ลานกว้าง น้ำพุ และองค์ประกอบตกแต่งที่สมดุล ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนเวทีใหญ่ของศิลปะและความสง่างาม

จากนั้นออกเดินทางไปชมสะพาน Rakotzbrücke ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อเที่ยวจากเดรสเดิน สะพานหินรูปโค้งกลางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงจากภาพสะท้อนบนผืนน้ำจนดูคล้ายวงกลมเกือบสมบูรณ์ สะพานนี้มักถูกเรียกว่า “Devil’s Bridge” หรือสะพานปีศาจ ตามตำนานยุโรปที่เล่าว่าสะพานที่งดงามเกินมนุษย์จะสร้างได้ มักเป็นผลงานของปีศาจเอง เรื่องเล่าลักษณะนี้ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้สถานที่ดูน่าค้นหาและลึกลับมากขึ้น

กลับเข้าสู่เดรสเดินเพื่อชม Dresden Frauenkirche โบสถ์สำคัญที่เคยพังทลายในสงคราม ก่อนจะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเยียวยา การให้อภัย และการเริ่มต้นอีกครั้ง ปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นบน Brühl’s Terrace ริมแม่น้ำเอลเบอ จุดที่ได้รับฉายาว่า “ระเบียงแห่งยุโรป” เพราะเปิดมุมมองอันงดงามของสายน้ำและเส้นขอบฟ้าเมืองเก่า

พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 7: เดรสเดิน – ปราก

ออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในยุโรป ปรากมีเสน่ห์แบบที่ไม่ต้องพยายามมาก ถนนหิน อาคารยอดแหลม หอคอย และแสงสีทองที่ตกกระทบบนผิวอาคารเก่า ล้วนทำให้เมืองนี้ดูเหมือนฉากในนิยายแฟนตาซี

เราเริ่มต้นด้วยปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตัส ศูนย์กลางอำนาจและศาสนาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ปราสาทแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่สำคัญทางการเมือง แต่ยังเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติเช็กที่สืบทอดมายาวนานหลายศตวรรษ ต่อด้วยการเดินเล่นบนสะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่เหนือแม่น้ำวัลตาวาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นนักบุญและเรื่องเล่าทางศาสนา ทุกย่างก้าวบนสะพานเหมือนกำลังเดินผ่านประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนปิดท้ายด้วยนาฬิกาดาราศาสตร์ที่จัตุรัสเมืองเก่า ผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมยุคกลางที่ไม่เพียงบอกเวลา แต่ยังบอกถึงมุมมองจักรวาลของผู้คนในอดีต

พักค้างคืนที่ปราก

วันที่ 8: ปราก – มิวนิก

ออกเดินทางสู่เมืองมิวนิก ใช้เวลาประมาณ 4.5–5 ชั่วโมง เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่มีความมีชีวิตชีวาแบบเมืองสมัยใหม่ แต่ยังรักษาเสน่ห์แบบบาวาเรียไว้ได้อย่างชัดเจน มิวนิกไม่ใช่เมืองที่เร่งรีบเกินไป แต่เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม ทั้งในเรื่องสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ร้านค้า และจังหวะชีวิตของผู้คน

เมื่อมาถึงแล้ว สามารถเดินเล่นและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยบนถนนคนเดิน Neuhauser Strasse และ Kaufingerstrasse ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญใจกลางเมือง บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ และผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย การเดินในมิวนิกจึงไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง แต่เป็นการสัมผัสวิถีชีวิตของเมืองที่สมดุลระหว่างความคลาสสิกและความร่วมสมัย

พักค้างคืนที่มิวนิก

วันที่ 9: มิวนิก – กรุงเทพฯ

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง ใช้เวลาเดินเล่นบริเวณจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ หัวใจของเมืองเก่ามิวนิก ที่รายล้อมด้วยอาคารสำคัญและเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักของผู้คน เมืองนี้อาจไม่หวือหวาในแบบเมืองแฟนตาซีอย่างปราก หรือโรแมนติกละมุนแบบกอลมาร์ แต่มีความสง่างาม มั่นคง และน่าจดจำในแบบของตัวเอง เป็นบทสรุปที่ลงตัวของทริปยุโรปกลางครั้งนี้

จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเที่ยวบิน TG925 พร้อมความทรงจำที่ค่อย ๆ ถูกเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้านไปทีละภาพ ทีละเมือง ทีละความรู้สึก

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ปิดท้ายเส้นทางท่องเที่ยวยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยเมืองเก่าแสนสวย เรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ มหาวิหาร ปราสาท สะพาน และถนนหินที่ยังเก็บกลิ่นอายของวันวานไว้อย่างงดงาม ทริปนี้ไม่ใช่เพียงการเดินทางผ่านหลายประเทศ แต่คือการค่อย ๆ เปิดหน้าต่างบานเล็กบานน้อยไปสู่โลกอีกใบ โลกที่ทำให้เราอยากเดินช้าลง มองนานขึ้น และจำทุกช่วงเวลาได้ชัดเจนกว่าเดิม

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

ออสเตรีย-เช็ค ฮอลสตัด คลุมลอฟ ปราก

ออสเตรีย-เช็ค ฮอลสตัทท์ คลุมลอฟ ปราก
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ซาลซ์บูร์ก: ปล่อยใจเดินเล่นในสวนมิราเบล แล้วขึ้นป้อมโบราณชมวิวเมืองมรดกโลกจากมุมสูงแบบเต็มตา
  • ฮัลล์สตัทท์: สัมผัสความโรแมนติกของหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก พร้อมนั่งรถรางสำรวจเหมืองเกลือโบราณ
  • เชสกี้ ครุมลอฟ: หลงรักเมืองเทพนิยายหลังคาสีแดงที่โอบล้อมด้วยโค้งแม่น้ำวัลตาวา เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือนิทาน
  • กรุงปราก: ทอดน่องข้ามสะพานชาร์ลส์ระดับโลก แล้วไปชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทปรากและนาฬิกาดาราศาสตร์สุดคลาสสิก
  • เวียนนา: ซึมซับความอลังการของพระราชวังเชินบรุนน์ ก่อนแวะไปนั่งชิลชมวิวแม่น้ำดานูปจากมุมสูงที่เขตไร่องุ่น
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อเริ่มต้นทริปยุโรปกลางสุดคลาสสิก

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

เดินทางสู่เมืองซาลซ์บวร์ก เมืองมรดกโลกที่มีเสน่ห์ด้วยบรรยากาศเมืองเก่าและวิวเทือกเขาแอลป์ ขึ้นชมวิวจากป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่มองเห็นเมืองได้อย่างสวยงาม แวะสวนมิราเบล สวนบาโรกชื่อดังที่งดงามเป็นระเบียบ เดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach ชมวิวเมือง และเที่ยวถนน Getreidegasse ถนนสายเอกลักษณ์ของซาลซ์บวร์กที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าและร้านค้าสวยงาม พักที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ทะเลสาบงดงามที่โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติอันเงียบสงบ จากนั้นไปยัง Hallstatt หมู่บ้านริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยภาพบ้านเรือนสวยงามสะท้อนกับผืนน้ำและวิวภูเขา ขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองเห็นมุมพาโนรามาของหมู่บ้าน และเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พักที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

เดินทางสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ เมืองเทพนิยายมรดกโลกที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโบราณ หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวาที่โค้งล้อมรอบตัวเมืองอย่างสวยงาม เดินชมเมืองเก่าที่อบอวลด้วยบรรยากาศยุโรปยุคกลาง พักที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้าขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟ ชมวิว 360 องศาของตัวเมือง หลังคาสีแดง และแม่น้ำวัลตาวา ช่วงบ่ายเดินทางเข้าสู่กรุงปราก เมืองหลวงที่มีเสน่ห์และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ พักที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

เที่ยวชมไฮไลต์สำคัญของกรุงปราก เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินประวัติศาสตร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของยุโรป ชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันเก่าแก่ที่โด่งดัง เดินเล่นย่าน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ จากนั้นขึ้น Petrin Tower เพื่อชมวิวกรุงปรากจากมุมสูง และแวะจุดชมวิว 3 สะพาน ที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาในมุมที่สวยโรแมนติก พักที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

เดินทางกลับสู่กรุงเวียนนา ชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสวนอันงดงาม จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดัง ชมบรรยากาศชานเมืองเวียนนาและวิวแม่น้ำดานูบจากมุมสูง พักที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เที่ยวชมย่านเมืองเก่าเวียนนา เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์กที่สะท้อนความรุ่งเรืองของจักรวรรดิ เดินผ่านอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ และชมความสง่างามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรชื่อดังระดับโลก จากนั้นมีเวลาเดินเล่น ช้อปปิ้ง และชมบรรยากาศเมือง ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – เวียนนา

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในคืนที่หัวใจค่อย ๆ ปล่อยตัวจากความคุ้นเคย แล้วเปิดรับเรื่องราวบทใหม่สู่ยุโรปกลาง ดินแดนที่เต็มไปด้วยเมืองเก่า เสียงดนตรีคลาสสิก ภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านราวภาพฝัน ปลายทางแรกคือกรุงเวียนนา เมืองหลวงแห่งออสเตรีย เมืองที่ชื่อของมันผูกพันกับศิลปะ วัฒนธรรม และราชวงศ์ฮับส์บวร์กมายาวนาน การเดินทางโดยเที่ยวบินระหว่างประเทศใช้เวลาประมาณ 10–12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาต่อเครื่อง คืนนี้จึงเป็นคืนของการพักผ่อน ปล่อยใจค่อย ๆ ไหลไปกับความคาดหวังของวันพรุ่งนี้

วันที่ 2: เวียนนา – ซาลซ์บวร์ก

หลังตื่นรับอากาศยุโรป เดินทางต่อสู่เมืองซาลซ์บวร์ก ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้มีความหมายมากกว่าความสวยงาม เพราะนี่คือบ้านเกิดของโมสาร์ท และเป็นเมืองที่เติบโตมาจาก “เกลือ” ทรัพยากรล้ำค่าที่เคยถูกเรียกว่า “ทองคำสีขาว” จนทำให้เมืองมั่งคั่งและรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต

ซาลซ์บวร์กเป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไป เมืองเก่าของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพราะยังคงรักษาเสน่ห์ของอาคารบาโรก โบสถ์เก่า และตรอกซอกซอยที่งดงามไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เราจะขึ้นไปยังป้อม Hohensalzburg ป้อมปราการสำคัญที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองมานานนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จากด้านบนจะมองเห็นหลังคาเมืองเก่า แม่น้ำ Salzach และแนวเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ไกล ๆ เป็นภาพที่ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมเมืองนี้จึงถูกหลงรักจากคนทั่วโลก

จากนั้นแวะสวนมิราเบล สวนบาโรกที่งดงามราวฉากภาพยนตร์ ทุกมุมถูกจัดวางอย่างประณีตจนเหมือนธรรมชาติและศิลปะกำลังพูดคุยกันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินเล่นริมแม่น้ำ Salzach และต่อด้วยถนน Getreidegasse ถนนสายคลาสสิกที่เต็มไปด้วยอาคารโบราณ ป้ายเหล็กดัด และร้านค้าที่ชวนให้แวะมองอย่างไม่รีบร้อน ซาลซ์บวร์กไม่ใช่เมืองที่ต้องเร่งเก็บสถานที่ แต่เป็นเมืองที่ควรใช้เวลา “ซึมซับ” มากกว่า “เช็กอิน” พักค้างคืนที่ Salzburg

วันที่ 3: Mondsee – Hallstatt

เช้าวันนี้ออกเดินทางสู่ทะเลสาบ Mondsee ใช้เวลาจากซาลซ์บวร์กประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้เงียบสงบ งดงาม และมีเสน่ห์แบบไม่เรียกร้องความสนใจเกินไป ภาพผืนน้ำสีฟ้าใสกับแนวภูเขาที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดแวะที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันอย่างละเมียดละไม นอกจากนี้ Mondsee ยังเป็นที่รู้จักจากโบสถ์ St. Michael ที่โด่งดังจากภาพยนตร์ The Sound of Music ยิ่งเพิ่มกลิ่นอายโรแมนติกให้เมืองเล็กแห่งนี้

จากนั้นเดินทางต่อสู่ Hallstatt ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง หมู่บ้านริมทะเลสาบที่งดงามจนแทบเหมือนภาพวาด Hallstatt ไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะความสวย แต่ยังมีประวัติยาวนานมากกว่า 7,000 ปี และเป็นหนึ่งในชุมชนเก่าแก่ที่สุดของยุโรป วัฒนธรรมยุคเหล็กในพื้นที่นี้ยังถูกเรียกตามชื่อของหมู่บ้านว่า “Hallstatt Culture” ซึ่งสะท้อนความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

เมื่อมาถึง เราจะขึ้นรถรางสู่จุดชมวิวเพื่อมองภาพพาโนรามาของหมู่บ้าน บ้านไม้เล็ก ๆ ริมน้ำ โบสถ์ทรงแหลม และเทือกเขาที่รายล้อมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นวิวที่สวยจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง จากนั้นเยี่ยมชมเหมืองเกลือ Hallstatt หนึ่งในเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือร่องรอยของอารยธรรมที่สร้างความมั่งคั่งให้ภูมิภาคนี้มาหลายพันปี ทำไมต้องไป Hallstatt? เพราะที่นี่คือบทพิสูดน์ว่า บางสถานที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังมี “จิตวิญญาณ” ของประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ในทุกมุม พักค้างคืนที่ Hallstatt

วันที่ 4: Hallstatt – เชสกี้ ครุมลอฟ

ออกเดินทางจากหมู่บ้านริมทะเลสาบอันเงียบงาม มุ่งหน้าสู่เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ ในสาธารณรัฐเช็ก ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เมืองนี้คือหนึ่งในเมืองเล็กที่สวยที่สุดในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยผังเมืองยุคกลางที่ยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

เชสกี้ ครุมลอฟมีเสน่ห์ราวเมืองในเทพนิยาย ตัวเมืองถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำวัลตาวาที่คดโค้งเป็นรูปเกือกม้า ทำให้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เห็นภาพเมืองเก่าหลังคาสีแดงทอดตัวอย่างงดงาม เมืองนี้เติบโตขึ้นในยุคกลางจากการเป็นศูนย์กลางการค้า และต่อมาถูกอุปถัมภ์โดยตระกูลขุนนางผู้ทรงอิทธิพล จึงเต็มไปด้วยอาคารเก่า ปราสาท และบรรยากาศที่ชวนให้เดินเล่นแบบไม่ต้องมีจุดหมาย

การเดินชมเมืองเก่าที่นี่เป็นเหมือนการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ผ่านถนนหิน อาคารสีพาสเทล และหน้าต่างบานเล็ก ๆ ทุกอย่างดูเนิบช้า อบอุ่น และจริงใจ เชสกี้ ครุมลอฟจึงเป็นเมืองที่ไม่ได้โดดเด่นด้วยความยิ่งใหญ่ แต่ชนะใจด้วยความละมุนและสมบูรณ์ของบรรยากาศ พักค้างคืนที่ Cesky Krumlov

วันที่ 5: เชสกี้ ครุมลอฟ – ปราก

ช่วงเช้า ขึ้นหอคอยประจำเมืองครุมลอฟเพื่อชมวิว 360 องศาเหนือหลังคาสีแดงและลำน้ำวัลตาวาเบื้องล่าง ภาพจากมุมสูงทำให้เห็นชัดว่าเหตุใดเมืองนี้จึงถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของยุโรปกลาง ความงดงามของเชสกี้ ครุมลอฟไม่ใช่ความหรูหรา หากเป็นความกลมกลืนของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และกาลเวลาที่เดินไปอย่างช้า ๆ

จากนั้นออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่ได้รับฉายาว่า “นครแห่งร้อยยอดปราสาท” ปรากเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา แต่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์เข้มข้น เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และผ่านเรื่องราวทางการเมือง ศาสนา และศิลปะมาหลายยุคหลายสมัย จนเกิดเป็นเสน่ห์ที่ซับซ้อนและน่าค้นหา พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 6: กรุงปราก

วันนี้เป็นวันของการทำความรู้จักปรากอย่างลึกซึ้ง เริ่มจากสะพานชาร์ลส์ สะพานหินอันเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 4 สะพานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางข้ามแม่น้ำ แต่คือสัญลักษณ์ของเมือง และเป็นฉากที่บอกเล่าความรุ่งเรืองในอดีตได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะในยามเช้า เมื่อผู้คนยังไม่พลุกพล่าน เราจะได้เห็นปรากในมุมที่นุ่มนวลและมีเสน่ห์ที่สุด

จากนั้นชม Prague Castle หนึ่งในปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์โบฮีเมีย จักรพรรดิ และประธานาธิบดีเช็กในเวลาต่อมา ภายในพื้นที่เดียวกันอัดแน่นด้วยเรื่องราวทางการเมือง ศิลปะ และศาสนาอย่างมหาศาล แล้วจึงไปชมนาฬิกาดาราศาสตร์อันโด่งดังในย่านเมืองเก่า นาฬิกานี้ติดตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1410 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังทำงานได้ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและความเชื่อของผู้คนในยุคกลางได้อย่างน่าทึ่ง

ช่วงบ่ายเดินเล่นใน Old Town ที่เต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ คาเฟ่เล็ก ๆ และตรอกหินที่ชวนให้หลงทางอย่างเต็มใจ ก่อนขึ้น Petrin Tower หอคอยชมวิวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหอไอเฟล แม้จะไม่สูงเท่า แต่ให้มุมมองของเมืองที่สวยและอบอุ่นมากกว่าในแบบของปรากเอง ปิดท้ายด้วยจุดชมวิว 3 สะพาน มุมสวยที่มองเห็นคุ้งแม่น้ำวัลตาวาและสะพานทอดเรียงอย่างโรแมนติก เป็นภาพจำของปรากที่ทั้งอ่อนโยนและคลาสสิกในคราวเดียว พักค้างคืนที่ Prague

วันที่ 7: ปราก – เวียนนา

อำลาปรากในจังหวะที่กำลังผูกพัน แล้วเดินทางกลับสู่เวียนนา ใช้เวลาประมาณ 4–4.5 ชั่วโมง เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงแห่งเสียงเพลงและจักรวรรดิ เราจะไปชมพระราชวัง Schönbrunn Palace พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออสเตรียได้ชัดเจนที่สุด ที่นี่เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา และเป็นสถานที่ที่เล่าถึงรสนิยม ศิลปะ และอำนาจของราชวงศ์ผ่านสถาปัตยกรรมและสวนอันโอ่อ่า

จากนั้นไปยังย่าน Grinzing เขตไร่องุ่นชื่อดังชานกรุงเวียนนา พื้นที่นี้ให้บรรยากาศต่างจากความหรูหราในตัวเมืองอย่างชัดเจน เป็นเวียนนาในมุมที่ผ่อนคลาย อบอุ่น และมีชีวิตแบบท้องถิ่น จากจุดชมวิวจะสามารถมองเห็นแม่น้ำดานูบและแนวเมืองจากระยะไกล เป็นอีกหนึ่งคำตอบของคำถามว่า ทำไมเวียนนาจึงเป็นเมืองที่คนจำนวนมากอยากกลับมาอีกครั้ง เพราะนอกจากความคลาสสิกแล้ว เมืองนี้ยังมีมุมสงบที่ทำให้รู้สึกอยู่สบายอย่างน่าประหลาด พักค้างคืนที่ Vienna

วันที่ 8: เวียนนา – สนามบิน

เช้าวันสุดท้าย ใช้เวลาเดินชมย่านเมืองเก่าของเวียนนาอย่างไม่รีบร้อน เริ่มที่พระราชวังฮอฟบวร์ก อดีตพระราชวังฤดูหนาวของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ศูนย์กลางอำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของยุโรปทั้งทวีป ตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบสะท้อนความสง่างามของเมืองที่เคยเป็นหัวใจของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่

ระหว่างทางจะได้เห็นอาคารรัฐสภาออสเตรียที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณ ราวกับย้ำเตือนถึงอุดมคติเรื่องรัฐและประชาธิปไตยในโลกตะวันตก และไม่พลาดชมความงดงามของ Vienna State Opera โรงอุปรากรระดับโลกที่ทำให้เวียนนาได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งดนตรีอย่างแท้จริง เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่เต็มไปด้วยรากวัฒนธรรมที่ลึกและทรงพลัง

ก่อนเดินทางสู่สนามบิน ยังมีเวลาสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือเลือกมุมนั่งนิ่ง ๆ กับกาแฟดีสักแก้วในคาเฟ่แบบเวียนนา เพราะบางครั้งช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเดินทาง อาจเป็นเพียงการได้นั่งมองเมืองตรงหน้า แล้วเก็บมันไว้ในความทรงจำอย่างเงียบ ๆ จากนั้นเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 30–40 นาที เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางสายโรแมนติกแห่งออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก ทริปนี้ไม่ได้พาเราไปเพียงเมืองสวย ๆ แต่พาไปสัมผัสจังหวะชีวิตที่ช้าลง มองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างงดงาม เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยว” แต่เหมือนได้ค่อย ๆ อ่านยุโรปกลางทีละหน้าอย่างละเมียดละไม และน่าจดจำในระยะยาว

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

ทัวร์ Road Trip อิตาลี โดโลไมท์ ชิงเควเทเร โคโม

อิตาลี โดโลไมท์ ชิงเควเทเร โคโม
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Val di Funes: ดื่มด่ำแสงเช้าและเย็นที่สาดส่องทุ่งหญ้าตัดกับยอดเขา เป็นภาพจำแห่งโดโลไมท์ที่ฮีลใจสุดๆ
  • Tre Cime & Cadini di Misurina: เดินเทรคสัมผัสความยิ่งใหญ่ของยอดเขาสามยอด และลัดเลาะเส้นทางใหม่สุดฮิตที่วิวอลังการเหมือนหลุดไปอีกโลก
  • Seceda & Alpe di Siusi: นั่งกระเช้าลอยฟ้าไปทอดสายตาชมวิวพาโนรามา และตื่นตากับยอดเขาสามเหลี่ยมสุดยูนีคที่ธรรมชาติปั้นแต่งมาอย่างดี
  • Cinque Terre: นั่งรถไฟเลียบหน้าผาชมหมู่บ้านสีพาสเทลทั้ง 5 ริมชายฝั่ง มรดกโลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และไวบ์ความน่ารักแบบอิตาเลียนแท้ๆ
  • Lake Como: ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสงบของราชินีแห่งทะเลสาบ ซึมซับบรรยากาศสุดโรแมนติกที่โอบล้อมด้วยสายน้ำและขุนเขา
  • Duomo di Milano: ปิดทริปด้วยความวิจิตรของมหาวิหารโกธิคที่ยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง เดินเล่นเสพงานศิลป์และซึมซับไวบ์เก๋ๆ ของเมืองแฟชั่น
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิลาน

นัดพบที่สนามบินเพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG940 ของสายการบิน Thai Airways ออกเดินทางสู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมืองศูนย์กลางแฟชั่น ศิลปะ และประตูสู่การท่องเที่ยวทางตอนเหนือของอิตาลี

วันที่ 2: มิลาน – โบลซาโน – Val di Funes – Chiusa

เดินทางถึงมิลาน จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองโบลซาโน เมืองเสน่ห์กลางหุบเขาโดโลไมท์ แวะชม Chiesa dei Domenicani โบสถ์เก่าแก่ที่สะท้อนสถาปัตยกรรมและศิลปะศาสนาคริสต์ของเมือง ก่อนเดินเล่นที่ Piazza Walther จัตุรัสหลักใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยอาคารสวยงามและบรรยากาศคึกคัก จากนั้นเดินทางสู่ Val di Funes จุดชมวิวชนบทชื่อดังของโดโลไมท์ โดดเด่นด้วยทุ่งหญ้า โบสถ์เล็ก และฉากหลังเป็นแนวเขาสุดอลังการ เหมาะสำหรับเก็บแสงเย็น แล้วพักค้างคืนที่ Chiusa

วันที่ 3: Val di Funes – Lago di Braies – Lake Misurina – Giau Pass – Cortina d’Ampezzo

เก็บแสงเช้าที่ Val di Funes ก่อนเดินทางสู่ทะเลสาบบรายเอียซ ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ ต่อด้วยทะเลสาบมิซูรินา ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เงียบสงบและสะท้อนภาพภูเขาได้งดงาม แวะ Giau Pass จุดชมวิวพาโนรามา 360 องศา ซึ่งเป็นหนึ่งในพาสที่สวยที่สุดของภูมิภาค จากนั้นเข้าสู่เมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตหรูท่ามกลางเทือกเขาโดโลไมท์และศูนย์กลางกิจกรรมกลางแจ้ง พักค้างคืนที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 4: Tre Cime di Lavaredo – Cadini di Misurina – Cortina d’Ampezzo

เดินเทรคที่ Tre Cime di Lavaredo เส้นทางไฮไลต์ของโดโลไมท์ โด่งดังจากภูเขาหินสามยอดขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาค จากนั้นพาเดินต่อที่ Cadini di Misurina เส้นทางชมวิวที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยแนวสันเขาแหลมคมและมุมมองภูเขาที่แปลกตาไม่เหมือนที่อื่น เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการถ่ายภาพ พักค้างคืนที่ Cortina d’Ampezzo

วันที่ 5: Alpe di Siusi – Seceda – Val Gardena

ขึ้นกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดดเด่นด้วยวิวภูเขาแบบเปิดกว้างและบรรยากาศสงบ จากนั้นเดินเทรลสั้นๆ ชมธรรมชาติ ก่อนขึ้นกระเช้าต่อไปยัง Seceda จุดชมวิวชื่อดังของโดโลไมท์ ที่มีแนวสันเขาทรงแหลมเป็นเอกลักษณ์และทิวทัศน์อลังการรอบด้าน จากนั้นพักค้างคืนที่ Val Gardena

วันที่ 6: Pordoi Pass – Lake Carezza – Verona – La Spezia

เดินทางข้าม Pordoi Pass เส้นทางภูเขาที่เต็มไปด้วยวิวสวยตลอดทาง ก่อนแวะทะเลสาบคาเรซซ่า ทะเลสาบสีมรกตใสที่มีชื่อเสียงจากผิวน้ำสะท้อนแนวป่าสนและภูเขาอย่างงดงาม จากนั้นเดินทางสู่เมืองเวโรนา เมืองประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากเรื่องราวโรมิโอและจูเลียต แวะชม Casa di Giulietta สถานที่ที่เชื่อมโยงกับตำนานรักอันโด่งดัง ก่อนเดินทางต่อสู่เมืองลา สเปเซีย เมืองท่าสำคัญและประตูสู่เขตชิงเกว แตร์เร พักค้างคืนที่ La Spezia

วันที่ 7: Cinque Terre – มิลาน

นั่งรถไฟเที่ยวชมชิงเกว แตร์เร กลุ่มหมู่บ้านชายฝั่ง 5 แห่งที่มีเอกลักษณ์จากบ้านเรือนสีสันสดใส หน้าผาริมทะเล และบรรยากาศหมู่บ้านประมงดั้งเดิม พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สวยที่สุดของอิตาลี จากนั้นเดินทางกลับสู่เมืองมิลาน และพักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 8: Lake Como – มิลาน

เดินทางสู่ทะเลสาบโคโม ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องทัศนียภาพสวยหรู โอบล้อมด้วยหมู่บ้านริมทะเลสาบและภูเขา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่งดงามที่สุดของอิตาลี จากนั้นกลับสู่เมืองมิลาน เพื่อชมมหาวิหารแห่งมิลาน หรือ Duomo di Milano มหาวิหารสไตล์โกธิคอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง พักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 9: มิลาน – สนามบิน

อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย หรือเดินเล่นเก็บบรรยากาศเมืองมิลานเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG941 ของสายการบิน Thai Airways สำหรับการเดินทางกลับประเทศไทย

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของโดโลไมท์ เมืองสวยคลาสสิก และเสน่ห์ของอิตาลีตอนเหนือ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิลาน

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในบรรยากาศของความตื่นเต้นปนความคาดหวัง เมื่อทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนจากความคุ้นเคยของกรุงเทพฯ ไปสู่ภาพฝันของอิตาลีตอนเหนือ เที่ยวบิน TG940 ของ Thai Airways จะพาคุณบินตรงสู่มิลาน ใช้เวลาประมาณ 11–12 ชั่วโมง เมืองใหญ่ที่ไม่ได้เป็นเพียงเมืองแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นประตูบานสำคัญสู่เส้นทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และหมู่บ้านงามราวภาพวาดของแถบโดโลไมท์ การเริ่มต้นที่นี่จึงเหมือนเปิดบทแรกของการเดินทางที่ค่อยๆ พาใจให้ช้าลง และมองโลกงดงามขึ้นทีละน้อย

วันที่ 2: มิลาน – โบลซาโน – Val di Funes – Chiusa

เมื่อเครื่องแตะรันเวย์ที่มิลาน เราจะค่อยๆ ออกจากเมืองใหญ่ แล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่โบลซาโน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.5–4 ชั่วโมง เมืองเล็กที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเป็นจุดบรรจบระหว่างวัฒนธรรมอิตาเลียนและออสเตรียอย่างกลมกลืน อาคาร บ้านเรือน ภาษา และอาหาร ล้วนมีอารมณ์แบบสองโลกอยู่ในเมืองเดียวกัน แวะชม Chiesa dei Domenicani โบสถ์เก่าแก่ที่สะท้อนร่องรอยศิลปะคริสต์ยุคกลาง ก่อนเดินเล่นต่อที่ Piazza Walther จัตุรัสหลักของเมืองที่เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตเรียบง่าย ผู้คนมานั่งกาแฟ พูดคุย และปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างไม่เร่งรีบ

จากนั้นเดินทางต่ออีกประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง สู่ Val di Funes หนึ่งในหุบเขาที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์ ที่นี่คือภาพจำของอิตาลีในแบบชนบทแท้จริง ทุ่งหญ้าสีเขียว โบสถ์เล็กกลางหุบเขา และฉากหลังเป็นแนวเขา Odle ที่แหลมคมราวประติมากรรมธรรมชาติ ความงามของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสงบและจังหวะที่ชวนให้เราอยากยืนนิ่งๆ มองแสงเย็นค่อยๆ ทาทับภูเขาทีละชั้น ก่อนปิดวันด้วยการพักค้างคืนที่เมือง Chiusa เมืองเล็กเก่าแก่ริมทาง ซึ่งอบอุ่นและเงียบพอจะทำให้ค่ำคืนแรกในโดโลไมท์น่าจดจำ

วันที่ 3: Val di Funes – Lago di Braies – Lake Misurina – Giau Pass – Cortina d’Ampezzo

เช้านี้เริ่มต้นอย่างนุ่มนวลด้วยการกลับไปเก็บแสงเช้าที่ Val di Funes เพราะช่วงเวลาเช้าคือโมงยามที่หุบเขาแห่งนี้งดงามเป็นพิเศษ หมอกบาง แสงอ่อน และความเงียบ ทำให้ทุกภาพตรงหน้าคล้ายหลุดออกมาจากโปสต์การ์ด จากนั้นเดินทางสู่ Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สวยที่สุดในโดโลไมท์ ด้วยผิวน้ำใสที่สะท้อนแนวเขาอย่างสงบงาม จนได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งโดโลไมท์” ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ใช่แค่สีของน้ำ แต่คือบรรยากาศที่ทำให้เรารู้สึกอยากเดินช้าๆ หายใจลึกๆ และปล่อยให้ธรรมชาติพูดแทนทุกอย่าง

จากนั้นเดินทางต่อราว 35–45 นาที สู่ Lake Misurina ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เงียบ สะอาด และเปี่ยมเสน่ห์ มีตำนานเล่าว่าน้ำ in ทะเลสาบแห่งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเจ้าหญิงผู้เอาแต่ใจ จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าพื้นบ้านที่ทำให้ภูมิทัศน์ตรงหน้ายิ่งมีชีวิตขึ้นอีกชั้น ต่อด้วย Giau Pass ใช้เวลาเดินทางอีกราว 45 นาที–1 ชั่วโมง จุดชมวิวพาโนรามาที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในแถบนี้ เบื้องหน้าเป็นภูเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ให้ความรู้สึกทั้งยิ่งใหญ่และเงียบงามในเวลาเดียวกัน ก่อนเข้าสู่ Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์ที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว และยังคงมีเสน่ห์ของเมืองภูเขาที่หรูแต่ไม่ห่างเหิน พักค้างคืนที่นี่ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและบรรยากาศแสนโรแมนติก

วันที่ 4: Tre Cime di Lavaredo – Cadini di Misurina – Cortina d’Ampezzo

วันนี้เป็นวันที่ธรรมชาติของโดโลไมท์จะเผยด้านที่น่าตื่นตาที่สุด เริ่มต้นออกเดินทางจาก Cortina ไปยัง Tre Cime di Lavaredo ใช้เวลาประมาณ 50 นาที–1.15 ชั่วโมง พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของโดโลไมท์ ด้วยยอดเขาหินสามยอดขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่น ราวกับเป็นประตูสู่โลกของนักเดินเขาและคนรักภูเขาจากทั่วโลก เส้นทางเทรคที่นี่ไม่ใช่เพียงการเดินชมวิว แต่คือการค่อยๆ ซึมซับความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศที่ถูกสร้างขึ้นมาหลายล้านปี จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก

หลังจากนั้นไปต่อยัง Cadini di Misurina ซึ่งอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเพียงประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้กำลังเป็นที่รักของนักเดินทางรุ่นใหม่ ด้วยแนวสันเขาคมกริบราวใบมีดและมุมมองที่แตกต่างจากภูเขาในยุโรปทั่วไป ที่นี่ให้ความรู้สึกดิบ เท่ และน่าหลงใหลในแบบที่กล้องอาจเก็บได้ไม่หมด การได้มายืนตรงนั้นจริงๆ จะทำให้เข้าใจว่าทำไมหลายคนจึงยอมเดินทางไกลเพื่อมาเห็นภาพนี้ด้วยตาตัวเอง ก่อนกลับมาพักที่ Cortina d’Ampezzo อีกคืน ปล่อยให้ร่างกายได้พัก และให้ภาพภูเขาทั้งวันค่อยๆ ซึมลึกลงในความทรงจำ

วันที่ 5: Alpe di Siusi – Seceda – Val Gardena

ออกเดินทางจาก Cortina มุ่งสู่โซน Val Gardena ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง ก่อนขึ้นกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ความพิเศษของที่นี่อยู่ที่ความโปร่งโล่งของภูมิทัศน์ ทุ่งหญ้าเนินอ่อน บ้านไม้หลังเล็ก และแนวเขา Sassolungo ที่ตั้งเด่นอยู่ไกลๆ ทุกอย่างดูละมุนและสงบ จนเหมือนโลกทั้งใบเบาลงอย่างประหลาด การเดินเทรลสั้นๆ ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องของระยะทาง แต่คือการได้ใช้เวลากับธรรมชาติอย่างแท้จริง

จากนั้นขึ้นกระเช้าต่อไปยัง Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่เป็นภาพแทนของโดโลไมท์มากที่สุด ด้วยแนวสันเขาทรงแหลมที่ทอดตัวยาวอย่างน่าทึ่ง จนดูเหมือนธรรมชาติสลักภูเขาไว้ด้วยมืออย่างประณีต ภาพของ Seceda มักทำให้คนอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะไม่มีภาพไหนถ่ายทอดความอลังการของพื้นที่จริงได้ครบถ้วน ที่นี่คือจุดหมายของคนที่รักภูเขา รักแสง และรักความรู้สึกเล็กๆ ของการได้ยืนอยู่ต่อหน้าความยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ก่อนพักค้างคืนที่ Val Gardena ดินแดนกลางหุบเขาที่มีบรรยากาศอบอุ่นและมีเสน่ห์ในแบบหมู่บ้านอัลไพน์แท้ๆ

วันที่ 6: Pordoi Pass – Lake Carezza – Verona – La Spezia

เช้านี้ออกเดินทางข้าม Pordoi Pass ใช้เวลาจาก Val Gardena ประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เส้นทางสายนี้คือหนึ่งในถนนภูเขาที่งดงามที่สุดของโดโลไมท์ โค้งถนนค่อยๆ พาเราผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปตลอดทาง ก่อนแวะ Lake Carezza อีกราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบสีมรกตใสที่มีชื่อเสียงจากเงาสะท้อนของป่าสนและแนวเขา จนได้รับฉายาว่า Rainbow Lake ตามตำนานพื้นบ้านที่เล่าถึงนางเงือกและสายรุ้ง ความสวยของที่นี่มีลักษณะอ่อนหวาน ต่างจากความยิ่งใหญ่แบบดุดันของภูเขาหลายแห่งในโดโลไมท์

จากนั้นออกเดินทางสู่ Verona ใช้เวลาค่อนข้างยาวประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคลาสสิก และเป็นที่รู้จักทั่วโลกจากเรื่องราวของ Romeo and Juliet แม้ว่าตำนานความรักนี้จะเป็นวรรณกรรมของเชกสเปียร์ แต่ Casa di Giulietta ก็กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากมาเยือน เพราะเมืองนี้มีเสน่ห์ของความรักปะปนอยู่ในหินเก่า ถนนเล็ก และสถาปัตยกรรมทุกมุม หลังจากแวะซึมซับบรรยากาศแล้ว เดินทางต่อไปยัง La Spezia ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองท่าสำคัญริมทะเลลิกูเรีย ซึ่งเป็นประตูสู่ Cinque Terre พักค้างคืนที่นี่เพื่อเตรียมตัวสำหรับเช้าวันถัดไป

วันที่ 7: Cinque Terre – มิลาน

วันนี้เปลี่ยนอารมณ์จากภูเขาสู่ทะเล ด้วยการนั่งรถไฟเที่ยวชม Cinque Terre จาก La Spezia ไปยังแต่ละหมู่บ้านใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆ ราว 5–15 นาทีต่อสถานี แต่ทุกหมู่บ้านกลับมีบุคลิกต่างกันอย่างชัดเจน พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้โดดเด่นด้วยบ้านเรือนสีสดที่เกาะอยู่บนหน้าผาริมทะเล วิวทะเลสีคราม ทางเดินเล็กๆ และบรรยากาศหมู่บ้านประมงที่ยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่ารัก ความพิเศษของ Cinque Terre ไม่ได้อยู่แค่ความสวย แต่คือความรู้สึกว่ามนุษย์กับธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างพอดีมาหลายร้อยปี

หลังจากใช้เวลาเดินเล่น เก็บภาพ และนั่งมองทะเลอย่างไม่ต้องรีบร้อนแล้ว จึงเดินทางกลับมิลาน ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองใหญ่ที่เรากลับมาอีกครั้งในอารมณ์ที่ต่างออกไป เพราะหลังผ่านภูเขา ทะเลสาบ และหมู่บ้านเล็กๆ มาแล้ว มิลานจะดูมีมิติขึ้นกว่าตอนแรก พักค้างคืนที่ Milan เพื่อปิดท้ายการเดินทางอย่างสบายๆ

วันที่ 8: Lake Como – มิลาน

ออกเดินทางจากมิลานสู่ Lake Como ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบโคโมคืออีกหนึ่งภาพฝันของอิตาลีตอนเหนือ ที่นี่มีชื่อเสียงมายาวนานตั้งแต่ยุคชนชั้นสูงยุโรปนิยมมาพักผ่อนริมทะเลสาบ เพราะความงามของผืนน้ำสีเข้มที่โอบล้อมด้วยหมู่บ้านหรู วิลล่าสวย และแนวเขาที่ทอดตัวอยู่รอบด้าน บรรยากาศของโคโมไม่เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยความละเมียดละไม เหมาะกับการเดินเล่น นั่งมองเรือเล็กแล่นผ่าน หรือจิบกาแฟพร้อมชมวิวเงียบๆ

จากนั้นกลับสู่มิลานอีกประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อชม Duomo di Milano มหาวิหารโกธิคอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจของเมือง ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานหลายศตวรรษ จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมที่งามตระการตา แต่ยังเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของเมืองมิลานที่สะสมผ่านกาลเวลา การมายืนอยู่ตรงลานด้านหน้าแล้วเงยหน้ามองยอดแหลมสีขาวจำนวนมาก คือหนึ่งในภาพปิดท้ายที่สง่างามที่สุดของทริปนี้ พักค้างคืนที่ Milan

วันที่ 9: มิลาน – สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายในมิลาน เป็นเวลาของการเดินช้าๆ อีกครั้ง อาจเลือกจิบกาแฟแก้วสุดท้าย เดินผ่านถนนสายเดิม หรือเก็บภาพบรรยากาศเมืองไว้ในความทรงจำ ก่อนออกเดินทางสู่สนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเช็กอินเที่ยวบิน TG941 ของ Thai Airways สำหรับเดินทางกลับประเทศไทย ช่วงเวลาระหว่างนั่งรถไปสนามบินอาจเป็นช่วงที่เราได้ค่อยๆ ทบทวนว่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อิตาลีไม่ได้มอบเพียงภาพสวยๆ แต่ยังมอบจังหวะชีวิตที่อ่อนโยนและช้าลงอย่างน่าประทับใจ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากภูเขาหินยิ่งใหญ่ของโดโลไมท์ ทะเลสาบสีมรกต หมู่บ้านริมทะเล และเมืองคลาสสิกที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ทริปนี้ไม่ใช่แค่การไปเห็นสถานที่สวยงามของอิตาลีตอนเหนือ แต่คือการค่อยๆ ใช้เวลาเดินทางผ่านภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอารมณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน เป็นการเดินทางแบบ slow travel ที่ทำให้เราไม่ได้เพียง “ไปถึง” แต่ได้ “รู้สึกถึง” ทุกสถานที่อย่างแท้จริง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม