Categories
03 Europe Hits

อิตาลีใต้ คาปรี อมาลฟี เนเปิลส์

อิตาลีใต้ คาปรี อมาลฟี เนเปิลส์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ย่านเมืองเก่านาโปลี: เดินเล่นซึมซับสถาปัตยกรรมคลาสสิกและวิถีชีวิตสุดคึกคักของคนท้องถิ่น
  • เมืองโบราณปอมเปอี: ย้อนเวลาสัมผัสอดีตที่หยุดนิ่งใต้เถ้าถ่านภูเขาไฟวิสุเวียสแบบใกล้ชิด
  • ชายฝั่งอมาลฟีและโพสิตาโน: ปล่อยใจไปกับมนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านสีพาสเทลที่ไต่ระดับตามหน้าผาริมทะเล
  • เมืองราเวลโล: หลีกหนีความวุ่นวายมาพักใจในหมู่บ้านเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติและวิวทะเล
  • ซอร์เรนโต้และท่าเรือมารีน่ากรันเด: ทอดน่องชมวิวบนหน้าผาสูง แล้วแวะรับลมทะเลที่หมู่บ้านชาวประมงสุดคลาสสิก
  • เกาะคาปรีและจุดชมวิวทราการา: นั่งเรือข้ามเกาะไปชมความยิ่งใหญ่ของโขดหินกลางทะเลที่สวยจนลืมหายใจ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิก – นาโปลี
พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Lufthansa เปลี่ยนเครื่องที่มิวนิก แล้วเดินทางต่อสู่นาโปลี

วันที่ 2: นาโปลี
ถึงนาโปลี เดินชมย่านเมืองเก่า Centro Storico และชมปราสาทริมทะเล Ovo Castle พักที่ Naples

วันที่ 3: นาโปลี
เที่ยวชมเมืองเนเปิลส์ แวะชม Cappella Sansevero โรงสวดเก่าแก่ศตวรรษที่ 16 พักที่ Naples

วันที่ 4: ปอมเปอี – Amalfi Coast
เข้าชมเมืองโบราณปอมเปอี แล้วเดินทางต่อสู่ Amalfi Coast เดินเล่นชมบรรยากาศเมืองริมทะเล พักที่ Amalfi Coast

วันที่ 5: โพสิตาโน – ราเวลโล – ซอร์เรนโต
เที่ยวเมืองโพสิตาโน ราเวลโล และเดินทางต่อสู่ซอร์เรนโต เมืองตากอากาศชื่อดังริมผา พักที่ Sorrento

วันที่ 6: ซอร์เรนโต
ชมจัตุรัสทาซโซ่, Duomo, อาราม Chiostro di San Francesco และท่าเรือ Marina Grande พักที่ Sorrento

วันที่ 7: เกาะคาปรี
นั่งเรือเฟอร์รี่สู่เกาะคาปรี ชมวิวที่ Tragara และ Belvedere di Punta Cannone พร้อมขึ้นสู่ยอดเขาคาปรี พักที่ Sorrento

วันที่ 8: ซอร์เรนโต – นาโปลี – กรุงเทพฯ
เดินทางกลับเมือง Naples เพื่อไปสนามบิน และออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 9: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค – นาโปลี

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เคาน์เตอร์สายการบิน Lufthansa เพื่อเช็กอิน จากนั้นออกเดินทางสู่เมืองนาโปลี โดยเปลี่ยนเครื่องที่มิวนิค ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 15–18 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับไฟลท์และเวลาต่อเครื่อง

ที่พัก: พักบนเครื่อง / Naples

วันที่ 2: นาโปลี

ถึงเมืองนาโปลี เมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของอิตาลี จากนั้นเดินชมย่านเมืองเก่า Centro Storico Naples ซึ่งเป็นหัวใจประวัติศาสตร์ของเมือง เต็มไปด้วยตรอกซอกซอย โบสถ์ และอาคารเก่าแก่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองหลายยุคหลายสมัย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ต่อด้วยชมปราสาทริมทะเล Castel dell’Ovo ปราสาทโบราณที่มีตำนานเล่าว่ากวีโรมันเวอร์จิลได้ซ่อนไข่วิเศษไว้ในฐานปราสาท หากไข่แตกเมืองจะประสบเคราะห์ร้าย จุดเด่นคือวิวอ่าวเนเปิลส์ที่สวยงาม

ที่พัก: Naples

วันที่ 3: เนเปิลส์

เที่ยวชมบรรยากาศเมืองเนเปิลส์ เมืองที่มีชีวิตชีวา สีสันจัดจ้าน และมีเอกลักษณ์แบบอิตาเลียนใต้ จากนั้นเข้าชม Cappella Sansevero โบสถ์น้อยชื่อดังจากศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีผลงานประติมากรรมระดับมาสเตอร์พีซคือ Veiled Christ รูปแกะสลักพระคริสต์ที่มีผ้าคลุมหินอ่อนอย่างน่าอัศจรรย์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานศิลป์ที่งดงามที่สุดของอิตาลี

ที่พัก: Naples

วันที่ 4: เนเปิลส์ – ปอมเปอี – อะมัลฟีโคสต์

ออกเดินทางสู่เมืองปอมเปอี ระยะทางประมาณ 25 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 30–40 นาที เข้าชมเมืองโบราณปอมเปอี ซึ่งถูกเถ้าถ่านและหินภูเขาไฟจากการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสเมื่อ ค.ศ. 79 ฝังกลบไว้ทั้งเมือง ทำให้สิ่งปลูกสร้าง ถนน และวิถีชีวิตของชาวโรมันถูกเก็บรักษาไว้อย่างน่าทึ่ง
จากนั้นเดินทางต่อสู่อะมัลฟีโคสต์ ระยะทางประมาณ 35–40 กม. ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมงตามสภาพถนน ชมเมืองชายฝั่งที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วยทิวทัศน์หน้าผา บ้านเรือนสีพาสเทล และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันงดงาม

ที่พัก: Amalfi Coast

วันที่ 5: อะมัลฟีโคสต์ – โพสิตาโน – ราเวลโล – ซอร์เรนโต

เดินทางสู่เมืองโพสิตาโน ใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที เมืองเล็กแสนมีเสน่ห์ที่เรียงตัวลดหลั่นบนหน้าผาริมทะเล โดดเด่นด้วยบ้านสีสวยและบรรยากาศโรแมนติก จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่สวยที่สุดของอิตาลี
จากนั้นเดินทางต่อไปยังราเวลโล ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง หมู่บ้านเล็กบนเนินเขาในแคว้นคัมปาเนีย มีชื่อเสียงด้านสวนสวย วิลล่าเก่า และวิวทะเลที่กว้างไกล เคยเป็นที่พำนักและแรงบันดาลใจของศิลปินและนักประพันธ์จำนวนมาก
เดินทางต่อไปยังซอร์เรนโต ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองตากอากาศชื่อดังที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงเหนืออ่าวเนเปิลส์ มีชื่อเสียงเรื่องบรรยากาศสดใส วิวทะเล และมะนาวเลมอนคุณภาพดี

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 6: ซอร์เรนโต

เที่ยวชมเมืองซอร์เรนโต เริ่มที่ Piazza Tasso จัตุรัสสำคัญใจกลางเมือง รายล้อมด้วยร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหาร เป็นศูนย์กลางชีวิตประจำวันของชาวเมือง
ต่อด้วยชม Duomo di Sorrento มหาวิหารสำคัญของเมืองที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 11–12 ภายในตกแต่งอย่างงดงามและสะท้อนศิลปะหลายยุค
จากนั้นชม Chiostro di San Francesco อารามเก่าแก่ศตวรรษที่ 14 ที่มีซุ้มโค้งอันสงบงาม เป็นมุมที่ให้บรรยากาศร่มรื่นและคลาสสิก
ปิดท้ายที่ Marina Grande ท่าเรือเก่าและอดีตหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมของบ้านสีสดและร้านอาหารทะเลริมฝั่ง

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 7: ซอร์เรนโต – เกาะคาปรี – ซอร์เรนโต

นั่งเรือเฟอร์รี่จากซอร์เรนโตสู่เกาะคาปรี ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที เกาะคาปรีเป็นเกาะพักตากอากาศชื่อดังมาตั้งแต่สมัยโรมัน เพราะธรรมชาติสวยงาม น้ำทะเลใส และบรรยากาศหรูหรา
ขึ้นชมจุดชมวิว Tragara และ Belvedere di Punta Cannone ซึ่งสามารถมองเห็นโขดหิน Faraglioni สัญลักษณ์สำคัญของเกาะได้อย่างชัดเจน จากนั้นนั่งกระเช้าหรือรถรางขึ้นสู่จุดสูงของเกาะเพื่อชมทิวทัศน์ทะเลแบบพาโนรามาอันน่าประทับใจ
เดินทางกลับซอร์เรนโต

ที่พัก: Sorrento

วันที่ 8: ซอร์เรนโต – นาโปลี – กรุงเทพฯ

ออกเดินทางกลับสู่เมืองนาโปลี ระยะทางประมาณ 50 กม. ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไปยังสนามบินสำหรับเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ

ที่พัก: พักบนเครื่อง

วันที่ 9: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางชายฝั่งทางใต้ของอิตาลีที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และเสน่ห์ของเมืองทะเล

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
07 USA & Canada

อเมริกา นิวอิงแลนด์ นิวแฮมเชียร์ ใบไม้เปลี่ยนสี

อเมริกา นิวอิงแลนด์ นิวแฮมเชียร์ ใบไม้เปลี่ยนสี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ปล่อยใจไปกับเส้นทาง Kancamagus Highway ขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยสะกดสายตาเหมือนหลุดเข้าไปในภาพวาด
  • เดินทอดน่องสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ Flume Gorge โตรกผาแคบพร้อมทางเดินไม้เลียบสายน้ำตกที่ให้ธรรมชาติโอบกอดเราอย่างใกล้ชิด
  • นั่งพักหย่อนใจริม Mirror Lake ในเมือง Lake Placid ซึมซับความสงบเงียบของเมืองน่ารักที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว
  • ฟังเสียงน้ำตก Kaaterskill Falls ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา Catskills ความงามอลังการที่ชวนให้เราได้หยุดพักและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
  • ทอดสายตาชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีริมแม่น้ำฮัดสันแบบพาโนรามาบน Walkway Over the Hudson สะพานคนเดินที่ยาวที่สุดในโลก
  • ปิดทริปที่นิวยอร์ก สัมผัสความมีชีวิตชีวาบนสะพาน Brooklyn Bridge และแวะชาร์จพลังในปอดยักษ์ใจกลางเมืองอย่าง Central Park
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โดฮา
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่โดฮา

วันที่ 2: Portsmouth, New Hampshire
เดินทางถึงพอร์ตสมัท เมืองท่าเก่าแก่ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเข้าพัก

วันที่ 3: Portsmouth – White Mountains – North Conway
เที่ยวชมเมืองพอร์ตสมัท และชมวิวเทือกเขา White Mountains ก่อนเข้าพักที่นอร์ทคอนเวย์

วันที่ 4: North Conway – Kancamagus Highway – Franconia Notch
ชมสะพานไม้ Albany Covered Bridge ขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสี แวะ Sabbaday Falls และ Flume Gorge

วันที่ 5: Vermont – Stowe – Burlington
เดินทางสู่รัฐเวอร์มอนต์ ผ่านเส้นทาง Smugglers’ Notch และชมบรรยากาศที่ Stowe Mountain Resort

วันที่ 6: Burlington, Vermont
สำรวจเมืองเบอร์ลิงตันริมทะเลสาบ Lake Champlain และพักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่ 7: Lake Placid, New York
เดินทางสู่เลกเพลซิด ชม Mirror Lake และธรรมชาติสวยงามที่ High Falls Gorge

วันที่ 8: Saratoga Springs, New York
เที่ยวเมืองน้ำแร่ซาราโตกาสปริงส์ ชม Congress Park และ Saratoga Spa State Park

วันที่ 9: Catskills – Storm King – Kingston
ชมวิว Catskills Mountains และ Kaaterskill Falls ก่อนแวะชมงานศิลป์กลางแจ้งที่ Storm King Art Center

วันที่ 10: Hudson Valley – New York City
ชมใบไม้เปลี่ยนสีใน Hudson Valley เดินเล่นบน Walkway Over the Hudson แล้วเดินทางเข้า New York City

วันที่ 11: New York City
เที่ยว Central Park, Fifth Avenue, St. Patrick’s Cathedral, Times Square และ Brooklyn Bridge

วันที่ 12: New York City
ชมงานศิลปะที่ Metropolitan Museum of Art ขึ้นตึก Empire State และเดินเล่น The High Line กับ Chelsea Market

วันที่ 13: SoHo – Greenwich Village – เดินทางกลับ
เดินเล่นย่าน SoHo, Greenwich Village และ Washington Square Park ก่อนออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 14: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 7 ที่นั่ง สำหรับคณะ 4-5 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – โดฮา

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ แวะเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 9–12 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับเที่ยวบิน เป็นวันเริ่มต้นของทริปสู่ฝั่งนิวอิงแลนด์และนิวยอร์ก

ที่พัก: บนเครื่องบิน / พักระหว่างเดินทาง

วันที่ 2: โดฮา – Portsmouth, New Hampshire

เดินทางต่อสู่สหรัฐฯ และเข้าสู่เมือง Portsmouth ใช้เวลาเดินทางรวมจากโดฮาถึงฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ราว 12–14 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถเข้า Portsmouth ประมาณ 1–2 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองท่าเก่าแก่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก มีประวัติย้อนไปถึงยุคอาณานิคม และเคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของนิวแฮมป์เชียร์

ที่พัก: Portsmouth

วันที่ 3: Portsmouth – White Mountains – North Conway

เที่ยวชมย่านเมืองเก่า Portsmouth ดูบรรยากาศบ้านเรือนประวัติศาสตร์ ท่าเรือ และเสน่ห์ของเมืองชายฝั่งที่ยังคงกลิ่นอายยุคอาณานิคม จากนั้นเดินทางสู่เขต White Mountains ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เพื่อชมวิวเทือกเขาสูงอันโดดเด่นของนิวแฮมป์เชียร์ พื้นที่นี้ขึ้นชื่อเรื่องป่าไม้หนาแน่นและสีสันใบไม้เปลี่ยนฤดูที่สวยมาก

ที่พัก: North Conway

วันที่ 4: Albany Covered Bridge – Kancamagus Highway – Sabbaday Falls – Franconia Notch – Flume Gorge

ออกเดินทางท่องธรรมชาติในเขต White Mountains เริ่มที่ Albany Covered Bridge สะพานไม้โบราณข้ามแม่น้ำ Swift ซึ่งเป็นภาพแทนของนิวอิงแลนด์ในอดีต ต่อด้วยขับรถชมวิวบน Kancamagus Highway เส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงที่สุดสายหนึ่งของภูมิภาค แวะ Sabbaday Falls น้ำตกสวยกลางป่า จากนั้นไป Franconia Notch State Park ช่องเขาธรรมชาติสำคัญของรัฐ และชม Flume Gorge โตรกผาแคบที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งและสายน้ำ มีทางเดินไม้เลียบหน้าผาและน้ำตกอย่างงดงาม ใช้เวลาเดินทางรวมตลอดวันราว 3–5 ชั่วโมง

ที่พัก: North Conway

วันที่ 5: North Conway – Stowe – Burlington, Vermont

เดินทางเข้าสู่รัฐเวอร์มอนต์ ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ระหว่างทางผ่าน Smugglers’ Notch ช่องเขาคดเคี้ยวที่ในอดีตมีตำนานเกี่ยวกับการลักลอบขนสินค้าข้ามพรมแดนในยุคการค้าเข้มงวด ก่อนแวะชม Stowe Mountain Resort พื้นที่ภูเขาชื่อดังที่มีวิวป่าและหุบเขาสวยมากในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จากนั้นเดินทางต่อสู่ Burlington

ที่พัก: Burlington

วันที่ 6: Burlington – Lake Champlain

สำรวจเมือง Burlington เมืองเล็กบรรยากาศดีริม Lake Champlain ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กั้นพรมแดนระหว่างรัฐเวอร์มอนต์กับนิวยอร์ก เมืองนี้มีเสน่ห์จากวิวทะเลสาบ ทางเดินริมน้ำ และย่านใจกลางเมืองที่คึกคักแต่ไม่วุ่นวาย เหมาะสำหรับพักผ่อนและสัมผัสวิถีชีวิตเมืองมหาวิทยาลัย

ที่พัก: Burlington

วันที่ 7: Burlington – Lake Placid, New York

เดินทางสู่ Lake Placid ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว 2 ครั้ง ชม Mirror Lake ทะเลสาบเงียบสงบกลางเมืองที่สะท้อนภาพภูเขาได้สวยงาม และแวะ High Falls Gorge ช่องเขาธรรมชาติที่มีน้ำตกไหลผ่านโตรกหินอย่างน่าตื่นตา

ที่พัก: Lake Placid

วันที่ 8: Lake Placid – Saratoga Springs

เดินทางสู่ Saratoga Springs ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ที่รุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จากชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำแร่ธรรมชาติและสถาปัตยกรรมวิกตอเรียน แวะ Congress Park สวนกลางเมืองที่มีน้ำพุน้ำแร่หลายจุด และ Saratoga Spa State Park ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น National Historic Landmark เพราะเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพของอเมริกา

ที่พัก: Saratoga Springs

วันที่ 9: Saratoga Springs – Catskills – Storm King Art Center – Kingston

ออกเดินทางสู่เขต Catskills Mountains ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง เทือกเขานี้มีชื่อเสียงในฐานะพื้นที่พักผ่อนของชาวนิวยอร์กมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินภูมิทัศน์อเมริกัน ชม Kaaterskill Falls หนึ่งในน้ำตกที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดของรัฐนิวยอร์ก จากนั้นเดินทางต่อไป Storm King Art Center ใช้เวลารวมทั้งวัน โดยที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยประติมากรรมร่วมสมัยขนาดยักษ์ท่ามกลางธรรมชาติ ก่อนเข้าพักที่ Kingston

ที่พัก: Kingston

วันที่ 10: Kingston – Hudson Valley – New York City

เดินทางผ่านเขต Hudson Valley ชมทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีอันเลื่องชื่อของลุ่มแม่น้ำฮัดสัน แวะ Walkway Over the Hudson สะพานคนเดินบนโครงสร้างทางรถไฟเก่าที่ยาวมากและเปิดมุมมองแม่น้ำได้กว้างไกล จากนั้นเดินทางเข้าสู่ New York City ใช้เวลารวมประมาณ 2–3 ชั่วโมง มหานครแห่งวัฒนธรรม การเงิน และศิลปะที่มีอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ที่พัก: New York City

วันที่ 11: New York City – Central Park – Fifth Avenue – St. Patrick’s Cathedral – Times Square – Brooklyn Bridge

เที่ยวแมนฮัตตัน เริ่มที่ Central Park สวนใหญ่ใจกลางเมืองซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับชาวนิวยอร์ก ต่อด้วย Fifth Avenue ถนนสายหรูที่รวมทั้งร้านแบรนด์ดังและอาคารสำคัญ แวะชม St. Patrick’s Cathedral โบสถ์สไตล์นีโอโกธิคอันงดงามซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนคาทอลิกในนิวยอร์ก จากนั้นไป Times Square ย่านไฟนีออนและโรงละครบรอดเวย์ ก่อนปิดท้ายด้วยการเดินข้าม Brooklyn Bridge สะพานประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของอเมริกา

ที่พัก: New York City

วันที่ 12: New York City – Metropolitan Museum of Art – Empire State Building – The High Line – Chelsea Market

เข้าชม Metropolitan Museum of Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกที่รวบรวมผลงานจากอียิปต์ กรีก ยุโรป จนถึงเอเชีย จากนั้นขึ้น Empire State Building อาคารอาร์ตเดโคสัญลักษณ์ของนิวยอร์กที่เคยเป็นตึกสูงที่สุดในโลก เดินเล่นต่อที่ The High Line สวนลอยฟ้าที่ดัดแปลงจากทางรถไฟเก่า สะท้อนแนวคิดฟื้นฟูเมืองอย่างสร้างสรรค์ แล้วแวะ Chelsea Market แหล่งรวมอาหารและร้านค้าบรรยากาศเก๋

ที่พัก: New York City

วันที่ 13: New York City – SoHo – Greenwich Village – Washington Square Park – เดินทางกลับ

เที่ยวชมย่าน SoHo ที่มีชื่อเสียงเรื่องอาคารเหล็กหล่อ แกลเลอรี และร้านบูติก จากนั้นไป Greenwich Village ย่านศิลปินและวัฒนธรรมเสรีที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีและแนวคิดก้าวหน้าของนิวยอร์ก เดินเล่นที่ Washington Square Park สวนสาธารณะใจกลางย่านซึ่งมีซุ้มประตูอันเป็นสัญลักษณ์ ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางกลับรวมประมาณ 18–24 ชั่วโมงแล้วแต่เส้นทางบิน

ที่พัก: บนเครื่องบิน

วันที่ 14: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเมืองประวัติศาสตร์ ธรรมชาติใบไม้เปลี่ยนสี และมหานครนิวยอร์ก

ที่พัก: สิ้นสุดการเดินทาง

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic

นอร์เวย์ ล่าแสงเหนือ – โลโฟเทน ทรอมโซ

นอร์เวย์ โลโฟเทน ทรอมโซ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ไฮไลท์
สรุปแผนเดินทาง

โปรแกรม

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic Trip-Hightlight

นอร์เวย์เทรค Trolltunga Kjerag Preikestolen

นอร์เวย์เทรค Trolltunga Kjerag Preikestolen
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • พิชิต Kjeragbolten
    ก้อนหินลอยบนหน้าผาสูงกว่า 1,000 เมตร เส้นทางเดินสุดท้าทาย ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง
  • ยืนบน Preikestolen
    แท่นหินธรรมชาติกลางอากาศ มองเห็นวิวฟยอร์ดยาวสุดสายตา ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
  • ท้าทาย Trolltunga
    ลิ้นโทรลล์เหนือทะเลสาบสีมรกต ใช้เวลาเดินประมาณ 10–12 ชั่วโมง เหนื่อยแต่ภูมิใจ
  • นั่งรถไฟ Flåmsbana
    ผ่านน้ำตก Kjosfossen และขึ้นชมวิวที่ Stegastein Viewpoint เหนือหุบเขา
  • ล่องเรือ Nærøyfjord
    ฟยอร์ดมรดกโลก UNESCO ที่มีชื่อเสียงเรื่องความแคบ ลึก และผาสูงชัน
  • ปิดทริปที่เบอร์เกน
    เดินเล่นย่าน Bryggen บ้านไม้สีสัน แวะตลาดปลา และขึ้นกระเช้า Mount Fløyen ชมวิวเมือง
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พบกันที่สนามบิน ออกเดินทางสู่ ออสโล โดยสายการบิน Thai Airways

วันที่ 2: ออสโล – สตาวังเกอร์ – ลีเซบ็อตน์

เดินทางถึงออสโล ต่อเครื่องสู่ สตาวังเกอร์
เที่ยวชมย่านเมืองเก่าและมหาวิหาร ก่อนเดินทางต่อสู่ ลีเซบ็อตน์

วันที่ 3: ลีเซบ็อตน์ – Kjeragbolten

เดินเทรคพิชิต Kjeragbolten ก้อนหินมหัศจรรย์บนหน้าผา
ใช้เวลาเดินประมาณ 7–8 ชั่วโมง

วันที่ 4: ลีเซบ็อตน์ – Jørpeland

เดินทางสู่ Jørpeland
แวะชมวิว Øygardstøl และเดินเล่นบรรยากาศเมืองเก่า

วันที่ 5: Jørpeland – Preikestolen – Odda

พิชิตหน้าผา Preikestolen ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
แวะชมน้ำตก Låtefossen ก่อนเข้าพักที่ Odda

วันที่ 6: Odda – Trolltunga

ท้าทายเส้นทางเดินป่าพิชิต Trolltunga
ใช้เวลาเดินประมาณ 10–12 ชั่วโมง

วันที่ 7: Odda – Flåm – Aurland

นั่งรถไฟสาย Flåmsbana ชมน้ำตก Kjosfossen
และแวะจุดชมวิว Stegastein

วันที่ 8: Aurland – เบอร์เกน

ล่องเรือชม Nærøyfjord
แวะชมน้ำตก Tvindefossen ก่อนเดินทางสู่ เบอร์เกน
เที่ยวชมย่าน Bryggen, ตลาดปลา และขึ้นกระเช้า Mount Fløyen

วันที่ 9: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

บินภายในประเทศจาก เบอร์เกน สู่ออสโล
จากนั้นต่อเครื่องเดินทางกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางสู่กรุง ออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยสายการบิน Thai Airways เพื่อเริ่มต้นทริปฟยอร์ดและเส้นทางเดินเขาชื่อดังของนอร์เวย์

วันที่ 2: ออสโล – สตาวังเกอร์ – ลีเซบ็อตน์

เดินทางถึงออสโล แล้วต่อเครื่องภายในประเทศสู่เมือง สตาวังเกอร์ ใช้เวลาบินราว 50–60 นาที
จากนั้นเที่ยวชมย่านเมืองเก่า Stavanger Old Town ซึ่งโดดเด่นด้วยบ้านไม้สีขาวอายุกว่า 200 ปี และแวะชม Stavanger Cathedral โบสถ์เก่าแก่จากศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุดของนอร์เวย์
ก่อนเดินทางต่อสู่ Lysebotn ใช้เวลาราว 2.5–3.5 ชั่วโมง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการพิชิต Kjerag ในวันถัดไป
พัก: Kjerag Lysebotn Camping

วันที่ 3: ลีเซบ็อตน์ – Kjeragbolten

ออกเดินเท้าพิชิต Kjeragbolten ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง
เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของนอร์เวย์ เพราะมีก้อนหินมหัศจรรย์ขนาดใหญ่ค้างอยู่ระหว่างหน้าผาสูงเหนือ Lysefjord อย่างน่าหวาดเสียว เป็นจุดถ่ายภาพระดับโลก และสื่อถึงพลังของธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งที่หล่อหลอมภูมิประเทศแห่งนี้
ระหว่างทางสามารถชมวิวฟยอร์ดและภูเขาสูงอันยิ่งใหญ่ได้ตลอดเส้นทาง
พัก: Kjerag Lysebotn Camping

วันที่ 4: ลีเซบ็อตน์ – Jørpeland

เดินทางจาก Lysebotn สู่เมือง Jørpeland ใช้เวลารวมราว 3–4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางและเรือเฟอร์รี
ระหว่างทางแวะชมวิวที่ Øygardstøl จุดชมทิวทัศน์เหนือ Lysefjord และเป็นทางขึ้นสำคัญสู่ Kjerag
จากนั้นเดินเล่นในตัวเมือง Jørpeland เมืองเล็กสงบริมฟยอร์ดที่เป็นประตูสู่ Preikestolen เหมาะสำหรับพักผ่อนก่อนเดินเขาในวันรุ่งขึ้น
พัก: Jørpeland

วันที่ 5: Jørpeland – Preikestolen – Odda

ออกเดินทางพิชิต Preikestolen หรือ Pulpit Rock ใช้เวลาเดินประมาณ 4–5 ชั่วโมง
จุดเด่นคือหน้าผาหินแกรนิตทรงสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกเหนือ Lysefjord สูงราว 604 เมตร ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดในนอร์เวย์
จากนั้นเดินทางไกลต่อไปยังน้ำตก Låtefossen ใช้เวลาราว 3.5–4.5 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้มีเอกลักษณ์ตรงสายน้ำคู่ที่ไหลมาบรรจบกันใต้สะพานหินเก่า
ก่อนเดินทางต่อสู่เมือง Odda ใช้เวลาอีกประมาณ 20 นาที เมืองเล็กกลางหุบเขาซึ่งเป็นฐานสำคัญของนักเดินเขา
พัก: Odda

วันที่ 6: Odda – Trolltunga

ท้าทายเส้นทางเดินป่า Trolltunga ใช้เวลาประมาณ 10–12 ชั่วโมง
จุดหมายคือโขดหินยื่นออกจากภูเขาคล้ายลิ้น จึงมีชื่อว่า “ลิ้นโทรลล์” ตามตำนานพื้นบ้านนอร์สที่เกี่ยวข้องกับโทรลล์ สิ่งมีชีวิตในตำนานของสแกนดิเนเวีย
พื้นที่นี้โด่งดังจากวิวทะเลสาบ Ringedalsvatnet และทัศนียภาพภูเขาสูงแบบนอร์เวย์แท้ ๆ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ
พัก: Odda

วันที่ 7: Odda – Flåm – Aurland

เดินทางจาก Odda สู่เขต Flåm / Aurland ใช้เวลารวมราว 4.5–6 ชั่วโมง
นั่งรถไฟสาย Flåmsbana หนึ่งในเส้นทางรถไฟชมวิวที่สวยที่สุดในโลก ผ่านหุบเขาสูงชัน น้ำตก และภูมิประเทศแบบฟยอร์ด
แวะชมน้ำตก Kjosfossen ซึ่งมีเรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับหญิงป่าในตำนานที่มักปรากฏตัวท่ามกลางม่านน้ำ
จากนั้นขึ้นไปยัง Stegastein Viewpoint จุดชมวิวสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ยื่นออกไปเหนือ Aurlandsfjord ให้มุมมองกว้างไกลและสวยงามมาก
พัก: Aurland

วันที่ 8: Aurland – เบอร์เกน

ล่องเรือชม Nærøyfjord ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ฟยอร์ดสายนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เพราะมีความงดงามของผาสูงชันและสายน้ำแคบลึกที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง
ต่อด้วยแวะชมน้ำตก Tvindefossen น้ำตกหลายชั้นที่มีชื่อเสียง และเคยมีความเชื่อท้องถิ่นว่าน้ำจากที่นี่มีพลังแห่งความเยาว์วัย
จากนั้นเดินทางสู่เมือง Bergen ใช้เวลาราว 3–4 ชั่วโมง เที่ยวชมย่าน Bryggen เขตท่าเรือเก่าอันเป็นมรดกโลก UNESCO ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์การค้าของชาวฮันเซอาติก
แวะตลาดปลา และขึ้นกระเช้า/รถรางสู่ Mount Fløyen เพื่อชมวิวเมืองเบอร์เกนจากมุมสูง
พัก: Bergen

วันที่ 9: เบอร์เกน – ออสโล – กรุงเทพฯ

เดินทางสู่สนามบิน และบินภายในประเทศจาก Bergen กลับ Oslo ใช้เวลาบินประมาณ 50–60 นาที
จากนั้นเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปนอร์เวย์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติระดับโลก ฟยอร์ดอันยิ่งใหญ่ และเส้นทางเดินเขาสุดประทับใจ

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ
พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งฟยอร์ด หน้าผา และภูเขาอันยิ่งใหญ่ของนอร์เวย์

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
01 Nordic

นอร์เวย์ เบอร์เกน ฟลอม ไกแรงเกอร์

นอร์เวย์ เบอร์เกน ฟลอม ไกแรงเกอร์
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Bergen & Bryggen Wharf — เดินเล่นย่านบ้านไม้สีสดริมฟยอร์ดในเมืองท่าที่มีเสน่ห์ที่สุดของนอร์เวย์
  • Flåmsbana — นั่งรถไฟสายโรแมนติกผ่านหุบเขา น้ำตก และวิวธรรมชาติสุดอลังการ
  • Stegastein Viewpoint— จุดชมวิวฟยอร์ดที่ยื่นออกไปกลางธรรมชาติ เห็นภูเขาและสายน้ำกว้างใหญ่
  • Geirangerfjord Cruise — ล่องเรือชมฟยอร์ดมรดกโลก รายล้อมด้วยหน้าผาสูงและน้ำตกสวย
  • Atlantic Ocean Road — ขับรถบนถนนข้ามเกาะและสะพานกลางทะเล วิวสวยระดับโลก
  • Trondheim — เมืองประวัติศาสตร์ เดินชมมหาวิหาร Nidaros และสะพานไม้แดง Gamle Bybro ปิดท้ายทริปแบบคลาสสิก
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

เดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ออสโล เตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยในนอร์เวย์

วันที่ 2: ออสโล – Bergen – Voss

บินสู่เมือง Bergen เมืองท่าประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขนานนามว่า “ประตูสู่ฟยอร์ด” แวะชม Bryggen Wharf ย่านท่าเรือฮันเซียติกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO เต็มไปด้วยบ้านไม้สีสันสดใสเรียงรายริมน้ำที่มีอายุกว่าพันปี เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเมือง จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง Voss

วันที่ 3: Voss – Flåm – Aurland

ชมน้ำตก Tvindefossen หนึ่งในน้ำตกที่สูงและสวยงามที่สุดในนอร์เวย์ ก่อนนั่งรถไฟสาย Flåmsbana เส้นทางรถไฟที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในโลก วิ่งผ่านหุบเขา น้ำตก และภูเขาสูงชันตลอด 20 กิโลเมตร ปิดท้ายด้วยจุดชมวิว Stegastein ที่ยื่นออกไปเหนือฟยอร์ดสูงกว่า 650 เมตร วิวอลังการไม่มีที่ติ พักที่ Aurland

วันที่ 4: Aurland – Stryn – Loen

แวะชมเมือง Stryn เมืองเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและทะเลสาบสีเขียวมรกตอันเงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติแบบนอร์เวย์แท้ๆ จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง Loen

วันที่ 5: Loen – Geirangerfjord – Ålesund

ล่องเรือชม Geirangerfjord ฟยอร์ดมรดกโลก UNESCO ที่ขึ้นชื่อเรื่องหน้าผาสูงชัน น้ำตกหลายสาย อาทิ Seven Sisters และ Suitor รวมถึงฟาร์มเก่าแก่ที่เกาะอยู่บนหน้าผา ถือเป็นหนึ่งในฟยอร์ดที่งดงามที่สุดในโลก จากนั้นเดินทางสู่ Ålesund เมืองที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์อาร์ตนูโวสวยงามเป็นเอกลักษณ์

วันที่ 6: Ålesund – Atlantic Ocean Road – Kristiansund

ขับรถบน Atlantic Ocean Road เส้นทางระยะ 8.3 กิโลเมตรที่ได้รับการโหวตให้เป็นถนนที่สวยงามที่สุดในโลก ทอดยาวข้ามสะพานหลายแห่งเชื่อมเกาะเล็กๆ กลางทะเล ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถอยู่บนผิวน้ำ พักที่ Kristiansund

วันที่ 7: Kristiansund – Trondheim

เดินทางสู่ Trondheim เมืองหลวงเก่าแก่ของนอร์เวย์ เยี่ยมชม Nidaros Cathedral มหาวิหารโกธิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย สร้างขึ้นเหนือสุสานของ St. Olav นักบุญอุปถัมภ์ของนอร์เวย์ และเดินเล่นบนสะพาน Gamle Bybro สะพานไม้สีแดงเก่าแก่ที่มีวิวแม่น้ำ Nidelva สวยงามโรแมนติก พักที่ Trondheim

วันที่ 8: Trondheim – Oslo

เดินทางกลับสู่ออสโล

วันที่ 9: Oslo – กรุงเทพฯ

เดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งฟยอร์ดและธรรมชาติอันงดงาม

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ออสโล

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สู่กรุงออสโล เมืองหลวงแสนสงบของนอร์เวย์ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–17 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาเปลี่ยนเครื่อง วันแรกอาจยังไม่มีโปรแกรมหนักนัก แต่เพียงแค่ได้สูดอากาศเย็นๆ ของสแกนดิเนเวีย ก็เหมือนร่างกายค่อยๆ ปรับจังหวะเข้าสู่โหมด slow travel อย่างเป็นธรรมชาติ นอร์เวย์ไม่ใช่ประเทศที่ต้องรีบเที่ยว แต่เป็นดินแดนที่ยิ่งเดินทางช้าเท่าไร ยิ่งซึมซับความงามได้ลึกเท่านั้น

วันที่ 2: ออสโล – Bergen – Voss

เช้าวันนี้ออกเดินทางโดยเครื่องบินจากออสโลสู่ Bergen ใช้เวลาประมาณ 50–55 นาที เมืองนี้ได้รับฉายาว่า “ประตูสู่ฟยอร์ด” และเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของนอร์เวย์มาตั้งแต่ยุคกลาง เสน่ห์แรกของ Bergen อยู่ที่ Bryggen Wharf ท่าเรือเก่าแก่ที่เรียงรายด้วยอาคารไม้สีสันสดใส มรดกโลก UNESCO ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าของพ่อค้าฮันเซียติกจากยุโรปเหนือ แม้จะผ่านกาลเวลา ไฟไหม้ และการบูรณะมาหลายครั้ง แต่บรรยากาศของย่านนี้ยังคงอบอุ่น คลาสสิก และมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด

จาก Bergen เดินทางต่อสู่ Voss ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองเล็กกลางหุบเขาที่รายล้อมด้วยทะเลสาบและภูเขา เป็นเหมือนประตูอีกบานก่อนเข้าสู่ความงามของฟยอร์ดฝั่งตะวันตก คืนนี้เหมาะกับการพักผ่อนเงียบๆ ปล่อยใจให้ช้าลง และฟังเสียงธรรมชาติแทนเสียงเมือง

วันที่ 3: Voss – Flåm – Aurland

วันนี้คือหนึ่งในวันที่สวยที่สุดของทริป จาก Voss แวะชมน้ำตก Tvindefossen ใช้เวลาเดินทางราว 15–20 นาที น้ำตกสายนี้สูงราว 110 เมตร และเคยมีตำนานเล่าว่าน้ำจากที่นี่มีพลังแห่งความเยาว์วัย จึงเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ทั้งสวยและมีเรื่องเล่าชวนจินตนาการ

จากนั้นมุ่งหน้าสู่ Flåm ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เพื่อขึ้นรถไฟสาย Flåmsbana เส้นทางรถไฟระยะสั้นเพียงราว 20 กิโลเมตร แต่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดสายหนึ่งของโลก เพราะทุกนาทีที่รถไฟเคลื่อนไปข้างหน้า คือภาพของหุบเขาลึก ภูเขาสูง น้ำตก และหมู่บ้านเล็กๆ ที่ดูราวกับฉากในนิทานนอร์ดิก

หลังจากนั้นเดินทางต่อสู่ Aurland ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที และขึ้นไปยังจุดชมวิว Stegastein ที่ยื่นตัวออกจากไหล่เขาสูงเหนือ Aurlandsfjord ราว 650 เมตร จุดนี้ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังทำให้เข้าใจว่าทำไมฟยอร์ดของนอร์เวย์จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ค่ำคืนนี้พักใน Aurland เมืองเล็กเงียบสงบริมฟยอร์ด ที่ความงามไม่ต้องพยายามอวดตัวเลยแม้แต่น้อย

วันที่ 4: Aurland – Stryn – Loen

ออกเดินทางจาก Aurland สู่ Stryn ใช้เวลาประมาณ 4.5–5.5 ชั่วโมง แม้จะเป็นวันเดินทางไกล แต่เส้นทางนี้เต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่ทำให้ไม่รู้สึกเร่งรีบ Stryn คือเมืองเล็กที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขา ธารน้ำแข็ง และทะเลสาบสีเขียวใส บรรยากาศของที่นี่มีความสงบอย่างแท้จริง เป็นนอร์เวย์ในแบบที่หลายคนเฝ้าฝันถึง—เรียบง่าย บริสุทธิ์ และงดงามโดยไม่ต้องปรุงแต่ง

จาก Stryn เดินทางต่อสู่ Loen ใช้เวลาประมาณ 10–20 นาที หมู่บ้านเล็กริม Nordfjord ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงและผืนน้ำเรียบนิ่ง Loen เป็นจุดหมายที่เหมาะกับการพักกายพักใจอย่างแท้จริง เพราะที่นี่ไม่ได้มีไว้เพื่อ “ทำกิจกรรมให้ครบ” แต่มีไว้เพื่อให้เราได้นั่งมองวิวตรงหน้าอย่างเต็มที่

วันที่ 5: Loen – Geirangerfjord – Ålesund

จาก Loen เดินทางสู่พื้นที่ Geirangerfjord ใช้เวลาประมาณ 2.5–3.5 ชั่วโมง แล้วออกล่องเรือในฟยอร์ดที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก Geirangerfjord ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO เพราะเป็นตัวแทนความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบนอร์เวย์อย่างแท้จริง ทั้งหน้าผาสูงชัน น้ำลึกสีเขียวเข้ม และน้ำตกชื่อดังอย่าง Seven Sisters และ Suitor ที่มาพร้อมตำนานโรแมนติกเล่าว่า ชายหนุ่มผู้มาสู่ขอหญิงสาวทั้งเจ็ดไม่เคยสมหวัง จนกลายเป็นสายน้ำตกที่ไหลเคียงกันมาจนถึงทุกวันนี้

ระหว่างล่องเรือจะเห็นฟาร์มโบราณที่เกาะอยู่บนไหล่ผาสูง สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนที่เคยอยู่ร่วมกับภูมิประเทศแสนท้าทายนี้อย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากนั้นเดินทางต่อสู่ Ålesund ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองปลายทางของวันนี้มีเสน่ห์ต่างจากเมืองอื่น เพราะหลังเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1904 เมืองทั้งเมืองถูกสร้างขึ้นใหม่ในสไตล์อาร์ตนูโว จึงเต็มไปด้วยอาคารสีพาสเทล หอคอยโค้งมน และรายละเอียดสถาปัตยกรรมที่งดงามราวกับเมืองในยุโรปตอนกลาง

วันที่ 6: Ålesund – Atlantic Ocean Road – Kristiansund

วันนี้เป็นวันที่ถนนจะกลายเป็นไฮไลต์สำคัญ ออกเดินทางจาก Ålesund ผ่านเส้นทางเลียบชายฝั่งและมุ่งสู่ Atlantic Ocean Road ใช้เวลารวมประมาณ 3.5–4.5 ชั่วโมงก่อนถึงช่วงถนนไฮไลต์ เส้นทางสายนี้ยาวประมาณ 8.3 กิโลเมตร เชื่อมเกาะเล็กๆ ด้วยสะพานหลายช่วงทอดตัวเหนือทะเลเปิด จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก

ความน่าสนใจของถนนเส้นนี้ไม่ใช่เพียงวิว แต่คือประสบการณ์—บางวันทะเลสงบจนดูราวกระจก บางวันคลื่นลมแรงจนรู้สึกถึงพลังดิบของมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างใกล้ชิด ถนนสายนี้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของนอร์เวย์ ที่มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเคารพและเข้าใจ

จากนั้นเดินทางต่อสู่ Kristiansund ใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที เมืองท่าขนาดกะทัดรัดที่มีประวัติผูกพันกับการประมงและปลาคอดแห้งมายาวนาน พักค้างคืนท่ามกลางบรรยากาศเมืองชายทะเลที่เงียบและจริงใจ

วันที่ 7: Kristiansund – Trondheim

ออกเดินทางสู่ Trondheim ใช้เวลาประมาณ 4.5–5.5 ชั่วโมง เมืองนี้เคยเป็นราชธานีเก่าของนอร์เวย์ และยังคงมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน ไฮไลต์สำคัญคือ Nidaros Cathedral มหาวิหารโกธิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย สร้างขึ้นเหนือสถานที่ฝังพระศพของ St. Olav กษัตริย์ผู้กลายเป็นนักบุญองค์สำคัญของประเทศ จึงถือเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณของนอร์เวย์มาหลายศตวรรษ

อีกมุมที่ไม่ควรพลาดคือ Gamle Bybro สะพานไม้สีแดงเก่าแก่ที่ทอดข้ามแม่น้ำ Nidelva เมื่อยืนมองย้อนกลับไปจะเห็นแถวโกดังไม้ริมน้ำอันเป็นภาพจำของเมืองเก่า Trondheim เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกละมุน อบอุ่น และมีชีวิตชีวาในแบบไม่โอ้อวด เหมาะกับการเดินเล่นช้าๆ มากกว่าการวิ่งเก็บสถานที่

วันที่ 8: Trondheim – Oslo

ออกเดินทางกลับสู่ออสโล โดยสามารถเลือกบินใช้เวลาประมาณ 55 นาที หรือเดินทางทางรถไฟซึ่งใช้เวลาประมาณ 6.5–7 ชั่วโมง หากมีเวลา การนั่งรถไฟถือเป็นอีกวิธีที่สวยมาก เพราะจะได้เห็นภูมิประเทศของนอร์เวย์ค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากเมืองประวัติศาสตร์สู่ทุ่ง ป่า และภูเขา ก่อนกลับเข้าสู่เมืองหลวง ช่วงเวลานี้เหมาะกับการทบทวนภาพทั้งหมดของทริป—ฟยอร์ดที่นิ่งสงบ น้ำตกที่ทรงพลัง ถนนเลียบทะเล และเมืองเล็กๆ ที่สอนให้เราเดินทางช้าลงอย่างมีความหมาย

วันที่ 9: Oslo – กรุงเทพฯ

ได้เวลาบอกลานอร์เวย์ และออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 14–17 ชั่วโมง แม้ทริปจะจบลง แต่ความรู้สึกจากดินแดนแห่งฟยอร์ดยังคงอยู่—ไม่ใช่แค่ภาพวิวสวยงาม หากคือจังหวะของการเดินทางที่ค่อยเป็นค่อยไป ได้มอง ได้ฟัง และได้อยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง นี่คือเสน่ห์ของนอร์เวย์ ประเทศที่ไม่ได้ชวนให้เที่ยวอย่างรีบร้อน แต่ชวนให้ค่อยๆ ตกหลุมรักทีละวัน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
11 Japan

ญี่ปุ่น โทโฮขุ ใบไม้เปลี่ยนสี

ญี่ปุ่น โทโฮขุ ใบไม้เปลี่ยนสี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • ทุ่งโคเกีย Hitachi Kaihin Kōen: ปล่อยใจเดินเล่นกลางทุ่งพุ่มไม้สีแดงละมุนที่ย้อมภูเขาทั้งลูกให้ดูอบอุ่น
  • เมืองมรดกโลก Nikko: ซึมซับความขลังของศาลเจ้าโทโชกุ ท่ามกลางธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีที่โอบกอดเราไว้
  • หมู่บ้านโบราณ Ouchi-juku: ย้อนเวลาไปเดินเล่นในหมู่บ้านหลังคามุงฟางสุดคลาสสิก อดีตจุดพักของเหล่าซามูไร
  • วัดบนยอดเขา Yamadera: ค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นเขาไปไหว้พระ พร้อมชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีจากมุมสูงที่สวยคุ้มค่าเหนื่อย
  • โตรกผา Naruko: รอชมไฮไลต์รถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์กลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีเหมือนหลุดมาจากภาพวาด
  • ลำธาร Oirase: ฟังเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ทอดน่องชมใบไม้เปลี่ยนสีตลอดสายน้ำที่ช่วยฮีลใจจากความเหนื่อยล้าได้ดีที่สุด
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: สนามบินสุวรรณภูมิ
นัดพบและเตรียมตัวออกเดินทาง

วันที่ 2: Tokyo – Hitachi Kaihin Kōen – Nikko
ชมโคเกียสีแดงทั่วเนินเขา เที่ยวเมืองมรดกโลกนิกโกะ พร้อมศาลเจ้าและวัดสำคัญ พักเมือง Nikko

วันที่ 3: Nikko – Lake Chuzenji – Kegon Waterfall – Ryuzu Falls – Kinugawa
ชมทะเลสาบซูเซนจิ น้ำตกเคงอน และน้ำตกริวซุ ท่ามกลางวิวใบไม้เปลี่ยนสี พักเมือง Kinugawa

วันที่ 4: Kinugawa – Ouchi-juku – Urabandai – Yamagata
เที่ยวหมู่บ้านโบราณโออุจิจูกุ ชมธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีที่อุราบันได ก่อนเข้าพักเมือง Yamagata

วันที่ 5: Yamagata – Yamadera – Naruko
สักการะวัดยามาเดระบนเขาพร้อมจุดชมวิวสวยงาม แล้วชมโตรกผานารุโกะที่เต็มไปด้วยสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พักที่ Naruko

วันที่ 6: Naruko – Hachimantai National Park – Hachimantai
เดินทางผ่านอุทยานแห่งชาติฮาจิมันไต แวะถ่ายรูปธรรมชาติและวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ระหว่างทาง พักเมือง Hachimantai

วันที่ 7: Hachimantai – Towada Lake – Oirase – Aomori
ชมทะเลสาบโทวาดะและลำธารโออิราเสะที่มีน้ำตกน้อยใหญ่และป่าไม้สวยงาม ก่อนเข้าพักเมือง Aomori

วันที่ 8: Aomori – Tokyo – สนามบิน
เดินทางกลับโตเกียว และเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถตู้ สำหรับคณะ 6-7 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ

พร้อมเช็กอินและเตรียมตัวออกเดินทางสู่ญี่ปุ่น เพื่อเริ่มทริปชมธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู

วันที่ 2: Tokyo – Hitachi Kaihin Kōen – Nikko

เดินทางจากโตเกียวไป Hitachi Kaihin Kōen ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง สวนริมทะเลขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องทุ่งดอกไม้ตามฤดูกาล โดยช่วงฤดูใบไม้ร่วงไฮไลต์คือ “โคเกีย” พุ่มกลมสีแดงสดที่ปกคลุมเนินเขาอย่างสวยงาม จากนั้นเดินทางต่อสู่ Nikko ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองมรดกโลกท่ามกลางขุนเขา เป็นศูนย์กลางศาสนาและธรรมชาติสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ศาลเจ้าโทโชกุ ศาลเจ้าหรูหราที่สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานโชกุนโทกูงาวะ อิเอยาสุ ผู้ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนเอโดะ โดดเด่นด้วยงานแกะสลักละเอียดและลวดลายสีทอง ศาลเจ้าฟูตาราซัน ศาลเจ้าเก่าแก่ที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาต่อภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของนิกโกะ สะพานชินเคียว สะพานสีแดงโบราณอันเป็นสัญลักษณ์ของนิกโกะ มีตำนานเล่าว่าสร้างขึ้น ณ จุดที่พระโชโด โชนินข้ามแม่น้ำได้อย่างอัศจรรย์ วัดรินโนจิ วัดสำคัญของนิกโกะ ก่อตั้งโดยพระโชโด โชนิน ผู้บุกเบิกพุทธศาสนาในพื้นที่นี้

ที่พัก: Nikko

วันที่ 3: Nikko – Lake Chuzenji – Kegon Waterfall – Ryuzu Falls – Kinugawa

ทะเลสาบซูเซนจิ เดินทางจากตัวเมืองนิกโกะประมาณ 40 นาที ทะเลสาบบนภูเขาที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟนันไตเมื่อหลายพันปีก่อน เป็นจุดชมวิวธรรมชาติและสีสันใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงาม Kegon Waterfall น้ำตกสูงประมาณ 97 เมตร หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น เกิดจากน้ำจากทะเลสาบซูเซนจิไหลตกลงจากหน้าผาสูงอย่างอลังการ น้ำตก Ryuzu ใช้เวลาเดินทางจาก Kegon ประมาณ 15–20 นาที น้ำตกที่ชื่อแปลว่า “หัวมังกร” เพราะสายน้ำแยกเป็นสองทางคล้ายเขามังกร รอบบริเวณโดดเด่นมากในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เดินทางสู่เมือง Kinugawa ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองออนเซ็นชื่อดังริมแม่น้ำ เหมาะแก่การพักผ่อนหลังเที่ยวธรรมชาติทั้งวัน

ที่พัก: Kinugawa

วันที่ 4: Kinugawa – Ouchi-juku – Urabandai – Yamagata

เดินทางจาก Kinugawa ไป Ouchi-juku ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง หมู่บ้านโบราณหลังคามุงฟางที่เคยเป็นเมืองพักแรมบนเส้นทางการค้าในสมัยเอโดะ บรรยากาศเหมือนย้อนเวลากลับไปยุคซามูไร เดินทางต่อสู่ Urabandai ประมาณ 2 ชั่วโมง พื้นที่ธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ Bandai-Asahi เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟบันไดในปี 1888 จนเกิดทะเลสาบ หนองน้ำ และภูมิประเทศที่สวยแปลกตา เหมาะกับการชมใบไม้เปลี่ยนสี เดินทางต่อไป Yamagata ประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองเงียบสงบกลางหุบเขา มีชื่อเสียงด้านบ่อน้ำพุร้อนและธรรมชาติสี่ฤดู

ที่พัก: Yamagata

วันที่ 5: Yamagata – Yamadera – Naruko

วัด Yamadera เดินทางจากตัวเมือง Yamagataประมาณ 30 นาที วัดเก่าแก่บนภูเขาที่ก่อตั้งมากว่า 1,000 ปี ผู้มาเยือนต้องเดินขึ้นบันไดหินท่ามกลางป่าและใบไม้เปลี่ยนสี ด้านบนมีจุดชมวิวสวยมาก จากนั้นเดินทางสู่ Naruko Gorge ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง โตรกผาสีสันสด in ฤดูใบไม้ร่วง เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงของภูมิภาคโทโฮคุ ไฮไลต์คือสะพานและแนวรถไฟที่ตัดผ่านหุบเขา เมือง Naruko เมืองออนเซ็นเก่าแก่ที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ทั้งยังมีชื่อเสียงเรื่องตุ๊กตาไม้โคเคชิพื้นเมือง

ที่พัก: Naruko

วันที่ 6: Naruko – Hachimantai National Park – Hachimantai

ออกเดินทางจาก Naruko สู่เขตอุทยานแห่งชาติ Hachimantai ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะถ่ายภาพวิวธรรมชาติและภูเขา พื้นที่ Hachimantai เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีภูมิประเทศแบบภูเขาไฟ ที่ราบสูง บึง และป่าไม้กว้างใหญ่ มีเสน่ห์มากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเพราะสีแดง ส้ม เหลือง ตัดกับแนวภูเขาอย่างสวยงาม เข้าพักในเมือง Hachimantai เมืองสงบกลางธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและสัมผัสบรรยากาศภูเขาของโทโฮคุ

ที่พัก: Hachimantai

วันที่ 7: Hachimantai – Towada Lake – Oirase Stream – Aomori

เดินทางไปทะเลสาบ Towada ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างเกือบกลม ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดอาโอโมริและอากิตะ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น ลำธาร Oirase ลำธารสายสวยที่ไหลออกจากทะเลสาบโทวาดะ ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร ตลอดทางมีน้ำตกเล็กใหญ่ โขดหิน ป่าไม้ และทางเดินธรรมชาติ เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีบรรยากาศโรแมนติกมาก เดินทางต่อสู่เมือง Aomori ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองปลายทางทางเหนือของเกาะฮอนชู โดดเด่นด้วยธรรมชาติ ออนเซ็น และวัฒนธรรมท้องถิ่น

ที่พัก: Aomori

วันที่ 8: Aomori – Tokyo – สนามบิน – กรุงเทพฯ

เดินทางจาก Aomori กลับ Tokyo โดยชินคันเซ็น ใช้เวลาประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง หรือหากเดินทางทางอากาศใช้เวลาบินประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางต่อสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ ปิดท้ายทริปชมใบไม้เปลี่ยนสี เส้นทางธรรมชาติ ศาลเจ้าโบราณ และเมืองออนเซ็นที่สวยงามของญี่ปุ่น

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
11 Japan

ญี่ปุ่น คิวชู ใบไม้เปลี่ยนสี Unseen

ญี่ปุ่น คิวชู ใบไม้เปลี่ยนสี Unseen
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • วัด Nomiyama Kannonji ปล่อยใจให้สงบไปกับจุดชมใบไม้แดงที่สวยที่สุดในฟุกุโอกะ
  • วัด Raizansennyoji Taihioin รับพลังจากต้นเมเปิ้ลยักษ์ 400 ปีที่แผ่กิ่งก้านโอบกอดทั่วทั้งวัด
  • สวน Kunenan Garden เดินเล่นในสวนลับสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดให้เข้าชมเพียง 9 วันต่อปี
  • หุบเขา Takachiho Gorge ซึมซับความยิ่งใหญ่ของโตรกผาและสายน้ำตกที่สวยเหมือนหลุดไปอีกโลก
  • Kurokawa Onsen ฮีลใจในหมู่บ้านออนเซนโบราณกลางหุบเขาที่ทำให้เวลาเดินช้าลง
  • Sakurai Futamigaura นั่งฟังเสียงคลื่นชมวิวหินคู่รักศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลสุดโรแมนติก
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: สนามบินสุวรรณภูมิ
นัดพบและเตรียมตัวออกเดินทาง

วันที่ 2: Tokyo – Hitachi Kaihin Kōen – Nikko
ชมโคเกียสีแดงทั่วเนินเขา เที่ยวเมืองมรดกโลกนิกโกะ พร้อมศาลเจ้าและวัดสำคัญ พักเมือง Nikko

วันที่ 3: Nikko – Lake Chuzenji – Kegon Waterfall – Ryuzu Falls – Kinugawa
ชมทะเลสาบซูเซนจิ น้ำตกเคงอน และน้ำตกริวซุ ท่ามกลางวิวใบไม้เปลี่ยนสี พักเมือง Kinugawa

วันที่ 4: Kinugawa – Ouchi-juku – Urabandai – Yamagata
เที่ยวหมู่บ้านโบราณโออุจิจูกุ ชมธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีที่อุราบันได ก่อนเข้าพักเมือง Yamagata

วันที่ 5: Yamagata – Yamadera – Naruko
สักการะวัดยามาเดระบนเขาพร้อมจุดชมวิวสวยงาม แล้วชมโตรกผานารุโกะที่เต็มไปด้วยสีสันของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พักที่ Naruko

วันที่ 6: Naruko – Hachimantai National Park – Hachimantai
เดินทางผ่านอุทยานแห่งชาติฮาจิมันไต แวะถ่ายรูปธรรมชาติและวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ระหว่างทาง พักเมือง Hachimantai

วันที่ 7: Hachimantai – Towada Lake – Oirase – Aomori
ชมทะเลสาบโทวาดะและลำธารโออิราเสะที่มีน้ำตกน้อยใหญ่และป่าไม้สวยงาม ก่อนเข้าพักเมือง Aomori

วันที่ 8: Aomori – Tokyo – สนามบิน
เดินทางกลับโตเกียว และเดินทางสู่สนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถตู้ สำหรับคณะ 6-7 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1

นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประตู 4 เคาน์เตอร์ H สายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG648 เวลา 01.00–08.10 น. เดินทางสู่ฟุกุโอกะ พักผ่อนตามอัธยาศัยหลังถึงญี่ปุ่น

วันที่ 2 Fukuoka – Itoshima

Nomiyama Kannonji Temple วัดดังสำหรับชมใบไม้แดง รายล้อมด้วยธรรมชาติสงบสวย และมีชื่อเสียงเรื่องบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง

Kamado Shrine ศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นนิยมมาขอพรเรื่องความรัก เชื่อกันว่าเป็นศาลเจ้าแห่งคู่รัก และยังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยมาก

Yusentei Park สวนญี่ปุ่นเก่าแก่ บรรยากาศร่มรื่น มีบ่อน้ำและมุมชมสวนแบบดั้งเดิม เหมาะกับการสัมผัสความงามแบบญี่ปุ่นแท

เดินทางจาก Fukuoka ไป Itoshima ระยะทางประมาณ 30–40 กม. ใช้เวลาราว 45 นาที–1 ชั่วโมง

ที่พัก: Itoshima

วันที่ 3 Itoshima – Saga – Kurume

Sakurai Futamigaura จุดชมวิวริมทะเลชื่อดัง มีหินคู่รักกลางทะเลผูกด้วยเชือกศักดิ์สิทธิ์ สื่อถึงความรักและความเป็นสิริมงคล

Raizansennyoji Taihioin Temple วัดเก่าแก่ที่มีต้นเมเปิ้ลอายุกกว่า 400 ปี เป็นไฮไลต์สำคัญของฤดูใบไม้แดง

Kankyo Geijutsu No Mori Park สวนศิลปะท่ามกลางธรรมชาติ งดงามด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี

Kunenan Garden สวนลับที่เปิดให้เข้าชมเพียง 9 วันต่อปี เดิมเป็นสวนส่วนตัว จึงมีความพิเศษและหาชมได้ยาก

เดินทางรวมค่อนข้างมากจาก Itoshima ผ่านหลายจุดจนถึง Kurume ระยะทางรวมประมาณ 140–180 กม. ใช้เวลารวมราว 3–4 ชั่วโมง

ที่พัก: Kurume

วันที่ 4 Kurume – Kumamoto

Daikozenji วัดเก่าแก่ที่มีชื่อเรื่องสวนสวย โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ทั่วบริเวณจะเต็มไปด้วยสีแดง เหลือง และส้ม

Kiyomizudera Honbo Garden สวนญี่ปุ่นที่สามารถชมวิวจากระเบียงพร้อมดื่มชาสไตล์ญี่ปุ่น ให้บรรยากาศสงบและคลาสสิก

Kumamoto เมืองสำคัญของภูมิภาคคิวชู และเป็นบ้านเกิดของคุมะมง มาสคอตชื่อดังของญี่ปุ่น

Takachiho Gorge หุบเขาธรรมชาติสวยงาม มีลำน้ำไหลผ่านกลางโตรกผา และมีน้ำตกมานาอิโนทาคิ ซึ่งมีตำนานเกี่ยวข้องกับดินแดนเทพเจ้าในความเชื่อญี่ปุ่นโบราณ

เดินทางจาก Kurume ลงสู่ Kumamoto และต่อไป Takachiho รวมระยะทางประมาณ 220–260 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ที่พัก: Kumamoto

วันที่ 5 Kumamoto – Kirishima – Miyazaki

Kumamoto Castle ปราสาทสำคัญของญี่ปุ่น สัญลักษณ์ประจำเมืองคุมาโมโตะ เด่นด้วยสถาปัตยกรรมแข็งแกร่งและประวัติศาสตร์ยุคซามูไร

Kirishima Jingu ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติ มีอุโมงค์ต้นไม้เปลี่ยนสีสวยงาม และเกี่ยวข้องกับตำนานเทพเจ้าญี่ปุ่น

Miyazaki เมืองชายทะเลบรรยากาศผ่อนคลาย มีชื่อเรื่องอาหารทะเลสดอร่อย

วันนี้เดินทางไกลจาก Kumamoto ผ่าน Kirishima ไป Miyazaki ระยะทางรวมประมาณ 220–250 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ที่พัก: Miyazaki

วันที่ 6 Miyazaki – Takachiho – Kurokawa Onsen

Takachiho Gorge ชมหุบเขาสวยอีกครั้งในบรรยากาศที่แตกต่าง โดดเด่นด้วยผาสูงชันและสายน้ำใส เป็นหนึ่งในสถานที่ธรรมชาติที่งดงามที่สุดของคิวชู

Kurokawa Onsen เมืองออนเซนโบราณเล็กๆ กลางหุบเขา ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและภูเขาไฟอาโซะ มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำร้อนบรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิม

เดินทางจาก Miyazaki ไป Takachiho และต่อไป Kurokawa Onsen ระยะทางรวมประมาณ 200–230 กม. ใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมง

ที่พัก: Kurokawa Onsen

วันที่ 7 Kurokawa Onsen – Yufuin – Beppu – Fukuoka

Yufuin เมืองเล็กน่ารักที่มีบรรยากาศอบอุ่น รายล้อมด้วยภูเขา เหมาะกับการเดินเล่น ถ่ายรูป และชมร้านรวงน่ารักๆ

Beppu เมืองออนเซนชื่อดังระดับโลก ได้รับฉายาว่าเมืองบ่อน้ำร้อนหรือบ่อนรก เพราะมีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติสีสันแปลกตาหลายแห่ง

Fukuoka เมืองใหญ่ของคิวชู เหมาะสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง และพักผ่อนตามอัธยาศัยก่อนเดินทางกลับ

เดินทางจาก Kurokawa ผ่าน Yufuin และ Beppu เข้าสู่ Fukuoka ระยะทางรวมประมาณ 170–200 กม. ใช้เวลาราว 3.5–4.5 ชั่วโมง

ที่พัก: Fukuoka

วันที่ 8

เดินทางไปสนามบินเพื่อกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG649 เวลา 11.40–15.40 น.

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
03 Europe Hits

เยอรมัน คริสต์มาสต์มาร์เก็ต

เยอรมัน คริสต์มาสต์มาร์เก็ต
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • กอลมาร์ (Colmar) เดินทอดน่องในเมืองเทพนิยายลิตเติ้ลเวนิส ปล่อยใจไปกับบ้านเรือนสีพาสเทลริมน้ำที่ฮีลใจสุดๆ
  • มหาวิหารสตราสบูร์ก (Strasbourg) ตกหลุมรักความอลังการของวิหารหินทรายสีชมพูทั้งหลังที่งดงามจนต้องหยุดเวลาไว้
  • โรเธนเบิร์ก (Rothenburg) ย้อนเวลาสู่ยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติก แวะถ่ายรูปมุมมหาชนที่ Plönlein เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือนิทาน
  • เดรสเดิน (Dresden) ดื่มด่ำศิลปะบาโรกและชมสะพาน Rakotzbrücke ที่สะท้อนผิวน้ำเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบราวกับเวทมนตร์
  • ปราก (Prague) ซึมซับมนต์ขลังของเมืองเก่า เดินข้ามสะพานชาร์ลส์สุดคลาสสิก และรอดูนาฬิกาดาราศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านกาลเวลา
  • มิวนิก (Munich) ปิดท้ายทริปอย่างมีชีวิตชีวาที่จัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ที่ผสานความเก่าแก่และแหล่งช้อปปิ้งไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค

นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมตัวเดินทางสู่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเที่ยวบิน TG970 ของสายการบิน Thai Airways

วันที่ 2: ซูริค – กอลมาร์ – สตราสบูร์ก

เดินทางถึงซูริค แล้วออกเดินทางสู่เมืองกอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส เมืองเล็กบรรยากาศโรแมนติกที่มีชื่อเสียงเรื่องย่าน “ลิตเติ้ลเวนิส” โดดเด่นด้วยคลองเล็ก อาคารโบราณ และบ้านไม้สีสันสดใส จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองสตราสบูร์ก เมืองสำคัญริมพรมแดนฝรั่งเศส–เยอรมนี ชมมหาวิหารแห่งสตราสบูร์ก สถาปัตยกรรมโกธิกอันยิ่งใหญ่ที่สร้างจากหินทรายสีชมพู และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เด่นของเมือง พักค้างคืนที่สตราสบูร์ก

วันที่ 3: สตราสบูร์ก – ไฮเดลเบิร์ก – โรเธนเบิร์ก

เดินทางสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีเสน่ห์เหนือแม่น้ำเนคคาร์ ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก ซากปราสาทเรอเนสซองส์ที่มีชื่อเสียง และโบสถ์ Church of the Holy Spirit ใจกลางเขตเมืองเก่า จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองโรเธนเบิร์ก เมืองยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติกที่ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม เดินเล่นบริเวณ Market Square และถ่ายรูปกับ Plönlein มุมถ่ายภาพสัญลักษณ์ของเมือง พักค้างคืนที่โรเธนเบิร์ก

วันที่ 4: โรเธนเบิร์ก – นูเรมเบิร์ก

ออกเดินทางสู่เมืองนูเรมเบิร์ก เมืองประวัติศาสตร์สำคัญของเยอรมนีที่เกี่ยวข้องทั้งกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และเหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20 ชมปราสาท Nuremberg Castle ซึ่งตั้งเด่นบนเนินเขาและเป็นจุดชมวิวเมืองเก่าที่สวยงาม หากอยู่ในช่วงเทศกาล สามารถเดินชม Nuremberg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสชื่อดังที่มีบรรยากาศคึกคักและเก่าแก่แห่งหนึ่งของยุโรป พักค้างคืนที่นูเรมเบิร์ก

วันที่ 5: นูเรมเบิร์ก – แบมแบร์ก – เดรสเดิน

เดินทางแวะเที่ยวเมืองแบมแบร์ก เมืองมรดกโลกที่มีชื่อเสียงด้านผังเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศคลาสสิกริมแม่น้ำ จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองเดรสเดิน เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรกที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดของเยอรมนี ชมปราสาทเดรสเดน ซึ่งเป็นอดีตที่ประทับของราชวงศ์แซกโซนี พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 6: เดรสเดิน – Rakotzbrücke – เดรสเดิน

เที่ยวชมเมืองเดรสเดิน เริ่มจากพิพิธภัณฑ์ Green Vault ที่รวบรวมสมบัติและเครื่องราชูปโภคอันล้ำค่าของราชวงศ์ ต่อด้วยพระราชวังสวิงเกอร์ ผลงานสถาปัตยกรรมบาโรกอันงดงาม จากนั้นชมสะพาน Rakotzbrücke สะพานหินรูปโค้งอันมีชื่อเสียงที่เมื่อสะท้อนกับผิวน้ำจะดูคล้ายวงกลมเกือบสมบูรณ์ ปิดท้ายด้วยการชมโบสถ์ Dresden Frauenkirche ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูรณะเมืองหลังสงคราม และเดินเล่นที่ Brühl’s Terrace ริมแม่น้ำเอลเบอ พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 7: เดรสเดิน – ปราก

เดินทางสู่กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามและบรรยากาศคลาสสิก ชมปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตัส ศูนย์กลางอำนาจและศาสนาที่สำคัญของประเทศ เดินเล่นบนสะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่ที่เป็นหนึ่งในภาพจำของเมือง และชมความงดงามของนาฬิกาดาราศาสตร์บริเวณจัตุรัสเมืองเก่า พักค้างคืนที่ปราก

วันที่ 8: ปราก – มิวนิก

เดินทางสู่เมืองมิวนิก เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่ผสมผสานความทันสมัยกับเสน่ห์แบบบาวาเรียได้อย่างลงตัว จากนั้นเดินเล่นและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยบนถนนคนเดิน Neuhauser Strasse และ Kaufingerstrasse ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญใจกลางเมือง พักค้างคืนที่มิวนิก

วันที่ 9: มิวนิก – กรุงเทพฯ

เดินเล่นบริเวณจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ ใจกลางเมืองเก่าของมิวนิกที่รายล้อมด้วยอาคารสำคัญและบรรยากาศคึกคักของเมือง จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเที่ยวบิน TG925

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางท่องเที่ยวยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยเมืองเก่าแสนสวย มรดกทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางความตื่นเต้นของค่ำคืนก่อนออกเดินทางสู่ยุโรปกับเที่ยวบิน TG970 ของสายการบิน Thai Airways ปลายทางคือ “ซูริค” ประตูบานแรกของการเดินทางครั้งนี้ เมืองที่มักถูกจดจำในฐานะศูนย์กลางการเงินของสวิตเซอร์แลนด์ แต่สำหรับนักเดินทาง ซูริคคือจุดเริ่มต้นอันสง่างามของยุโรปกลาง เมืองที่มีทั้งความเนี้ยบ ความสงบ และเสน่ห์แบบคลาสสิก เป็นเหมือนการค่อย ๆ ปรับจังหวะหัวใจให้เข้าสู่โหมด slow travel อย่างนุ่มนวล

วันที่ 2: ซูริค – กอลมาร์ – สตราสบูร์ก

หลังเดินทางถึงซูริค เราออกเดินทางต่อสู่เมืองกอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองเล็กในแคว้นอาลซัสที่งดงามราวภาพประกอบในนิทาน กอลมาร์มีชื่อเสียงจากย่าน “ลิตเติ้ลเวนิส” ที่เต็มไปด้วยลำคลองเล็ก ๆ บ้านไม้โครงสีสด และอาคารเก่าแก่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ฝรั่งเศสผสมเยอรมันอย่างมีเสน่ห์ เมืองนี้แทบไม่ได้ชวนให้รีบเดิน แต่ชวนให้ค่อย ๆ ใช้สายตาเก็บรายละเอียดของหน้าต่างดอกไม้ ซุ้มประตูไม้ และบรรยากาศโรแมนติกที่ทำให้ทุกมุมดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองสตราสบูร์ก ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองสำคัญริมพรมแดนฝรั่งเศส–เยอรมนี ซึ่งมีประวัติยาวนานและผ่านการเปลี่ยนมือระหว่างสองวัฒนธรรมมาหลายครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่สตราสบูร์กจะมีบุคลิกเฉพาะตัว ทั้งสง่างามแบบฝรั่งเศสและเข้มขรึมแบบเยอรมัน ไไฮไลต์สำคัญคือมหาวิหารแห่งสตราสบูร์ก มหาวิหารโกธิกจากหินทรายสีชมพูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก ความละเอียดของลวดลาย การยืนตระหง่านกลางเมือง และเรื่องราวทางศาสนากับประวัติศาสตร์ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นหัวใจของเมืองอย่างแท้จริง

ค่ำคืนนี้พักค้างคืนที่สตราสบูร์ก

วันที่ 3: สตราสบูร์ก – ไฮเดลเบิร์ก – โรเธนเบิร์ก

เช้าวันใหม่เราออกจากฝรั่งเศสเข้าสู่เยอรมนี มุ่งหน้าสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเนคคาร์และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของเยอรมนี ด้วยภูมิทัศน์ของสะพานเก่า หลังคาเมืองโบราณ และเนินเขาที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ ไฮเดลเบิร์กเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กวี ศิลปิน และนักคิดมากมาย

ที่นี่เราจะได้ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก ซากปราสาทเรอเนสซองส์อันโด่งดังที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่กลับมีเสน่ห์ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เพราะร่องรอยความเสียหายจากสงครามและกาลเวลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความงาม นอกจากนี้ยังมี Church of the Holy Spirit ใจกลางเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมือง

จากนั้นเดินทางต่อสู่โรเธนเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงามจนเหมือนกาลเวลาเดินช้าลง เมื่อก้าวเข้าสู่ย่านเมืองเก่า จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของยุโรปในศตวรรษก่อนอย่างชัดเจน ทั้งกำแพงเมือง หอคอย ถนนหิน และบ้านหลังคาจั่ว เดินเล่นบริเวณ Market Square และไม่พลาดถ่ายรูปกับ Plönlein มุมเล็ก ๆ ที่กลายเป็นภาพจำของเมือง เพราะสวยเหมือนหลุดจากโปสการ์ด

พักค้างคืนที่โรเธนเบิร์ก

วันที่ 4: โรเธนเบิร์ก – นูเรมเบิร์ก

ออกเดินทางสู่เมืองนูเรมเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองที่มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เยอรมนี ทั้งในยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และในศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้เมืองนี้มีมิติที่น่าสนใจมากกว่าแค่ความสวยงามของเมืองเก่า นูเรมเบิร์กคือสถานที่ที่อดีตอันรุ่งเรืองและบทเรียนทางประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกันอย่างชัดเจน

ไฮไลต์ของวันนี้คือ Nuremberg Castle ปราสาทที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวเมืองเก่าได้อย่างสวยงาม ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในที่ประทับสำคัญของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความรุ่งเรืองของเมืองในอดีต และหากเดินทางมาในช่วงฤดูหนาว เมืองนี้ยังมี Nuremberg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของไวน์ร้อน ขนมอบ และบรรยากาศอบอุ่นที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก

พักค้างคืนที่นูเรมเบิร์ก

วันที่ 5: นูเรมเบิร์ก – แบมแบร์ก – เดรสเดิน

เช้านี้เราแวะเที่ยวเมืองแบมแบร์ก ใช้เวลาจากนูเรมเบิร์กประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองมรดกโลกที่ได้รับการยกย่องว่ามีผังเมืองเก่ายุคกลางสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ความโดดเด่นของแบมแบร์กอยู่ที่การวางตัวของอาคารโบราณริมแม่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบ และความงามที่ไม่พยายามอวดตัว เมืองนี้มีทั้งโบสถ์เก่า ศาลาว่าการกลางน้ำ และเสน่ห์แบบเมืองเล็กที่ชวนให้เดินช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียด

จากนั้นเดินทางต่อสู่เดรสเดิน ใช้เวลาประมาณ 3.5–4 ชั่วโมง เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรกที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญาว่าเป็น “ฟลอเรนซ์แห่งลุ่มแม่น้ำเอลเบอ” แม้เมืองจะเคยได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เดรสเดินก็ลุกขึ้นฟื้นคืนอย่างน่าทึ่ง จนกลายเป็นเมืองที่งดงามและทรงพลังทางความรู้สึกอย่างมาก เราจะได้ชมปราสาทเดรสเดน อดีตที่ประทับของราชวงศ์แซกโซนี ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางศิลปะและอำนาจของราชวงศ์ได้อย่างวิจิตร

พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 6: เดรสเดิน – Rakotzbrücke – เดรสเดิน

วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการใช้เวลาอย่างละเมียดละไมในเดรสเดิน เมืองที่ยิ่งดูยิ่งเห็นความงามซ่อนอยู่ในรายละเอียด เริ่มต้นด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ Green Vault สถานที่จัดแสดงสมบัติ เครื่องราชูปโภค และงานศิลป์ล้ำค่าของราชวงศ์แซกโซนี หนึ่งในคอลเลกชันที่งดงามที่สุดของยุโรป ที่นี่ไม่เพียงทำให้เราเห็นความหรูหรา แต่ยังสะท้อนยุคสมัยที่ศิลปะคือภาษาของอำนาจและศรัทธา

ต่อด้วยพระราชวังสวิงเกอร์ ผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมบาโรกที่ทั้งอ่อนช้อยและโอ่อ่าในเวลาเดียวกัน ลานกว้าง น้ำพุ และองค์ประกอบตกแต่งที่สมดุล ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนเวทีใหญ่ของศิลปะและความสง่างาม

จากนั้นออกเดินทางไปชมสะพาน Rakotzbrücke ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อเที่ยวจากเดรสเดิน สะพานหินรูปโค้งกลางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงจากภาพสะท้อนบนผืนน้ำจนดูคล้ายวงกลมเกือบสมบูรณ์ สะพานนี้มักถูกเรียกว่า “Devil’s Bridge” หรือสะพานปีศาจ ตามตำนานยุโรปที่เล่าว่าสะพานที่งดงามเกินมนุษย์จะสร้างได้ มักเป็นผลงานของปีศาจเอง เรื่องเล่าลักษณะนี้ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้สถานที่ดูน่าค้นหาและลึกลับมากขึ้น

กลับเข้าสู่เดรสเดินเพื่อชม Dresden Frauenkirche โบสถ์สำคัญที่เคยพังทลายในสงคราม ก่อนจะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเยียวยา การให้อภัย และการเริ่มต้นอีกครั้ง ปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นบน Brühl’s Terrace ริมแม่น้ำเอลเบอ จุดที่ได้รับฉายาว่า “ระเบียงแห่งยุโรป” เพราะเปิดมุมมองอันงดงามของสายน้ำและเส้นขอบฟ้าเมืองเก่า

พักค้างคืนที่เดรสเดิน

วันที่ 7: เดรสเดิน – ปราก

ออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในยุโรป ปรากมีเสน่ห์แบบที่ไม่ต้องพยายามมาก ถนนหิน อาคารยอดแหลม หอคอย และแสงสีทองที่ตกกระทบบนผิวอาคารเก่า ล้วนทำให้เมืองนี้ดูเหมือนฉากในนิยายแฟนตาซี

เราเริ่มต้นด้วยปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตัส ศูนย์กลางอำนาจและศาสนาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ปราสาทแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่สำคัญทางการเมือง แต่ยังเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติเช็กที่สืบทอดมายาวนานหลายศตวรรษ ต่อด้วยการเดินเล่นบนสะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่เหนือแม่น้ำวัลตาวาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นนักบุญและเรื่องเล่าทางศาสนา ทุกย่างก้าวบนสะพานเหมือนกำลังเดินผ่านประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนปิดท้ายด้วยนาฬิกาดาราศาสตร์ที่จัตุรัสเมืองเก่า ผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมยุคกลางที่ไม่เพียงบอกเวลา แต่ยังบอกถึงมุมมองจักรวาลของผู้คนในอดีต

พักค้างคืนที่ปราก

วันที่ 8: ปราก – มิวนิก

ออกเดินทางสู่เมืองมิวนิก ใช้เวลาประมาณ 4.5–5 ชั่วโมง เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่มีความมีชีวิตชีวาแบบเมืองสมัยใหม่ แต่ยังรักษาเสน่ห์แบบบาวาเรียไว้ได้อย่างชัดเจน มิวนิกไม่ใช่เมืองที่เร่งรีบเกินไป แต่เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม ทั้งในเรื่องสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ร้านค้า และจังหวะชีวิตของผู้คน

เมื่อมาถึงแล้ว สามารถเดินเล่นและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยบนถนนคนเดิน Neuhauser Strasse และ Kaufingerstrasse ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญใจกลางเมือง บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ และผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย การเดินในมิวนิกจึงไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง แต่เป็นการสัมผัสวิถีชีวิตของเมืองที่สมดุลระหว่างความคลาสสิกและความร่วมสมัย

พักค้างคืนที่มิวนิก

วันที่ 9: มิวนิก – กรุงเทพฯ

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง ใช้เวลาเดินเล่นบริเวณจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ หัวใจของเมืองเก่ามิวนิก ที่รายล้อมด้วยอาคารสำคัญและเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักของผู้คน เมืองนี้อาจไม่หวือหวาในแบบเมืองแฟนตาซีอย่างปราก หรือโรแมนติกละมุนแบบกอลมาร์ แต่มีความสง่างาม มั่นคง และน่าจดจำในแบบของตัวเอง เป็นบทสรุปที่ลงตัวของทริปยุโรปกลางครั้งนี้

จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเที่ยวบิน TG925 พร้อมความทรงจำที่ค่อย ๆ ถูกเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้านไปทีละภาพ ทีละเมือง ทีละความรู้สึก

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ปิดท้ายเส้นทางท่องเที่ยวยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยเมืองเก่าแสนสวย เรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ มหาวิหาร ปราสาท สะพาน และถนนหินที่ยังเก็บกลิ่นอายของวันวานไว้อย่างงดงาม ทริปนี้ไม่ใช่เพียงการเดินทางผ่านหลายประเทศ แต่คือการค่อย ๆ เปิดหน้าต่างบานเล็กบานน้อยไปสู่โลกอีกใบ โลกที่ทำให้เราอยากเดินช้าลง มองนานขึ้น และจำทุกช่วงเวลาได้ชัดเจนกว่าเดิม

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
02 Iceland-Greenland-Faroe

ไอซ์แลนด์แกรนด์ รอบเกาะ

ไอซ์แลนด์แกรนด์ รอบเกาะ
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกสุดไอคอนิก มุมถ่ายรูปมหาชนที่ให้เราได้หยุดพักสายตาและซึมซับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
  • Dettifoss น้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป ลองไปยืนฟังเสียงน้ำคำรามแล้วจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์ที่เติมเต็มหัวใจ
  • Jokulsarlon และ Diamond Beach ชมก้อนน้ำแข็งใสเปล่งประกายบนหาดทรายดำ ความงามชั่วคราวที่สอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน
  • Reynisfjara หาดทรายดำและแท่งหินบะซอลต์สุดเท่ เดินทอดน่องฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ปล่อยใจให้กลมกลืนไปกับความลึกลับของธรรมชาติ
  • Golden Circle รวบตึงความมหัศจรรย์ของน้ำพุร้อน Geysir และน้ำตก Gullfoss เส้นทางคลาสสิกที่ปลุกความตื่นเต้นในตัวเราได้เสมอ
  • Blue Lagoon แช่น้ำแร่สีฟ้าพาสเทลอุ่นๆ ท่ามกลางอากาศหนาว เป็นการฮีลลิ่งร่างกายและจิตใจปิดท้ายทริปอย่างสมบูรณ์แบบ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน เพื่อเตรียมต่อเครื่องไปยังประเทศไอซ์แลนด์

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður

เดินทางถึงโคเปนเฮเกนและต่อเครื่องสู่เคฟลาวิก จากนั้นออกเดินทางไปชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กดังที่สุดของไอซ์แลนด์ โดดเด่นด้วยรูปทรงสวยแปลกตาและเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður

วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri

เดินทางสู่ Hvitserkur โขดหินกลางทะเลรูปทรงคล้ายสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นจุดเด่นของชายฝั่งทางเหนือและเหมาะกับการถ่ายภาพธรรมชาติ จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมือง Akureyri เมืองสำคัญทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์

วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir

ชม Godafoss หรือ “น้ำตกแห่งพระเจ้า” น้ำตกที่มีรูปทรงโค้งงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต่อด้วย Hverarönd/Hverir พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ไอร้อน และสีสันของแร่ธาตุ จากนั้นชม Dettifoss น้ำตกขนาดใหญ่ทรงพลังที่ขึ้นชื่อเรื่องความยิ่งใหญ่ ก่อนเดินทางเข้าสู่เมือง Egilsstaðir เพื่อพักค้างคืน

วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn

เดินทางไปชม Hengifoss น้ำตกที่มีเอกลักษณ์จากชั้นหินสีแดงสลับดำด้านข้างหน้าผา จากนั้นผ่านเส้นทาง Eastfjords ซึ่งโดดเด่นด้วยวิวฟยอร์ด ชายฝั่ง และหมู่บ้านเล็กสงบสวยงาม แวะถ่ายรูปที่ Vestrahorn ภูเขาทรงคมเข้มริมทะเลที่มีฉากหลังโดดเด่นจนได้ฉายาว่า The Batman Mountain ก่อนเข้าพักที่เมือง Höfn

วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik

ชม Jökulsárlón ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ท่ามกลางวิวสุดอลังการ ต่อด้วย Diamond Beach ชายหาดทรายดำที่มีก้อนน้ำแข็งใสราวเพชรเกยฝั่ง ระหว่างทางผ่านเขตอุทยานแห่งชาติ Skaftafell ซึ่งมีภูมิประเทศธารน้ำแข็งและธรรมชาติอันโดดเด่น รวมถึงทุ่งมอสบนลาวาที่เป็นภาพจำของไอซ์แลนด์ จากนั้นเข้าสู่เมือง Vik ชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดัง และ Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่มีลวดลายธรรมชาติสวยแปลกตา พักที่ Vik

วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik

เริ่มต้นด้วยการชม Skogafoss น้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยสง่าและมักเห็นสายรุ้งในวันที่อากาศดี ต่อด้วย Seljalandsfoss น้ำตกชื่อดังที่สามารถเดินชมด้านหลังม่านน้ำได้ จากนั้นเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle แวะชม Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติ, Gullfoss น้ำตกทองคำขนาดใหญ่ที่ไหลลดหลั่นอย่างสวยงาม และ Thingvellir อุทยานแห่งชาติมรดกโลก จุดสำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ของประเทศ ก่อนพักที่เมืองเรคยาวิก

วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik

ล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก สัมผัสอีกหนึ่งกิจกรรมเด่นของไอซ์แลนด์ จากนั้นเที่ยวชมเมือง โดยแวะ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงที่สุดและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง, Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลที่สื่อถึงการเดินทางและการค้นพบ, และ Harpa อาคารคอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์โดดเด่น ก่อนปิดท้ายด้วยการแช่น้ำแร่ที่ Blue Lagoon บ่อน้ำพุร้อนชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แล้วเข้าพักที่ Keflavik

วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok

เดินทางจากเคฟลาวิกกลับสู่โคเปนเฮเกน และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของไอซ์แลนด์

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งไฟ น้ำแข็ง น้ำตก ธารน้ำแข็ง และภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างนุ่มนวลจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินของ Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาเดินทางราว 11 ชั่วโมง ก่อนจะต่อเครื่องสู่ดินแดนที่ถูกขนานนามว่าเป็น “เกาะแห่งไฟและน้ำแข็ง” อย่างไอซ์แลนด์ วันแรกจึงเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปล่อยใจออกจากชีวิตประจำวัน แล้วเตรียมเปิดรับภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์ที่รออยู่เบื้องหน้า

วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður

หลังต่อเครื่องจากโคเปนเฮเกนสู่สนามบินเคฟลาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที เราเริ่มต้นการเดินทางบนถนนสายไอซ์แลนด์อย่างแท้จริง โดยขับรถต่อไปยัง Kirkjufell ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ภูเขาทรงหมวกอันโด่งดังที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนน้ำและทุ่งหญ้าแห่งคาบสมุทรสไนแฟลซเนส

Kirkjufell ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในภูเขาที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในไอซ์แลนด์ เพราะรูปทรงที่สมบูรณ์ราวกับภาพวาด และยังเป็นฉากที่แฟนซีรีส์หลายคนจดจำได้ดี ความงดงามของที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ตัวภูเขา แต่อยู่ที่บรรยากาศรอบด้านที่เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แบบเหนือจริง ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður เมืองเล็กริมฟยอร์ดที่ใช้เวลาเดินทางจากจุดชมวิวเพียงไม่กี่นาที เหมาะกับการพักใจในค่ำคืนแรกอย่างแท้จริง

วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri

เช้าวันนี้ออกเดินทางจาก Grundarfjörður ไปยัง Hvitserkur ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที เส้นทางทอดผ่านทุ่งโล่ง ภูเขาเตี้ย และชายฝั่งที่ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างอย่างงดงาม

Hvitserkur คือโขดหินบะซอลต์ขนาดใหญ่กลางทะเล สูงราว 15 เมตร รูปร่างคล้ายมังกรหรือสัตว์ยักษ์กำลังก้มดื่มน้ำ ตามตำนานเล่าว่าเดิมทีคือโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์จนกลายเป็นหิน จุดนี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายภาพสวย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติและเรื่องเล่าพื้นถิ่นหลอมรวมกันอย่างน่าหลงใหล

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Akureyri ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที เมืองสำคัญทางตอนเหนือของประเทศที่มักถูกเรียกว่า “เมืองหลวงแห่งนอร์ทไอซ์แลนด์” บรรยากาศอบอุ่นกว่าที่คิด มีทั้งท่าเรือ โบสถ์ และบ้านเรือนเรียบง่ายที่ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์น่าพักค้าง

วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir

ออกจาก Akureyri ไปยัง Godafoss ใช้เวลาประมาณ 40–45 นาที น้ำตกแห่งนี้มีชื่อแปลว่า “น้ำตกแห่งพระเจ้า” และมีเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ไอซ์แลนด์ เมื่อครั้งผู้นำท้องถิ่นตัดสินใจรับศาสนาคริสต์และโยนรูปเคารพเทพเจ้านอร์สลงสู่น้ำตกแห่งนี้ จึงทำให้ Godafoss ไม่ได้งดงามเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Hverir ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ควันไอน้ำ และผืนดินสีสนิมสลับเหลืองราวกับอีกดาวเคราะห์ กลิ่นกำมะถันในอากาศและไอร้อนที่ลอยขึ้นจากพื้นดิน ย้ำเตือนว่าไอซ์แลนด์คือดินแดนที่โลกยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ขับต่อไปยัง Dettifoss ราว 1 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป มวลน้ำมหาศาลที่พุ่งกระแทกหน้าผาอย่างดุดัน ทำให้ผู้มาเยือนไม่ได้เพียง “เห็น” แต่รู้สึกได้ถึงพลังของธรรมชาติอย่างแท้จริง

ช่วงบ่ายเดินทางเข้าเมือง Egilsstaðir ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อพักค้างคืน เมืองนี้ถือเป็นศูนย์กลางของฝั่งตะวันออก รายล้อมด้วยภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติที่เงียบสงบ

วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn

จาก Egilsstaðir เดินทางไปยังจุดเริ่มต้นทางเดินสู่ Hengifoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ก่อนเดินเท้าขึ้นไป-กลับราว 1.5–2 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้โดดเด่นด้วยชั้นหินสีแดงสลับดำบนหน้าผา ซึ่งเกิดจากเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกันมานับล้านปี เป็นภาพธรรมชาติที่ทั้งแปลกตาและสง่างาม

จากนั้นเริ่มเดินทางเลียบเส้นทาง Eastfjords ช่วงหนึ่งไปยัง Vestrahorn รวมเวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง รวมแวะพักระหว่างทาง เส้นทางฝั่งตะวันออกนี้คือหนึ่งในช่วงถนนที่สวยที่สุดของไอซ์แลนด์ ฟยอร์ดเว้าโค้ง ชายฝั่งทอดยาว หมู่บ้านประมงเล็ก ๆ และภูเขาที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลอย่างเงียบงาม ทำให้การขับรถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

Vestrahorn คือภูเขาทรงแหลมคมสีเข้มริมทะเลที่โด่งดังมากในหมู่ช่างภาพ ด้วยแนวสันเขาดุดันและเงาสะท้อนบนหาดเปียก จนหลายคนเรียกที่นี่ว่า The Batman Mountain เป็นจุดที่ทำให้รู้สึกว่าไอซ์แลนด์ไม่ใช่เพียงสวย แต่ยังมีบุคลิกเข้มขรึมและน่าค้นหา

หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยัง Höfn ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เมืองเล็กริมทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล และเป็นจุดพักยอดนิยมของนักเดินทางสายริงโรด

วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik

ออกจาก Höfn ไปยัง Jökulsárlón ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบธารน้ำแข็งแห่งนี้เป็นเหมือนภาพฝันของไอซ์แลนด์ ก้อนน้ำแข็งสีฟ้าขาวลอยนิ่งอยู่บนผืนน้ำ ท่ามกลางฉากหลังของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ ความงามของที่นี่เปลี่ยนไปทุกชั่วโมงตามแสง ฟ้า และการเคลื่อนตัวของน้ำแข็ง

ฝั่งตรงข้ามคือ Diamond Beach ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก้อนน้ำแข็งที่ถูกคลื่นพัดขึ้นมาเกยหาดทรายดำสะท้อนแสงระยิบระยับราวอัญมณี จึงเป็นจุดที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในภาพจำที่งดงามที่สุดของไอซ์แลนด์

เดินทางต่อไปยัง Skaftafell ใช้เวลาประมาณ 45 นาที พื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull ที่ขึ้นชื่อเรื่องธารน้ำแข็ง ทุ่งมอส และภูมิประเทศที่เกิดจากไฟและน้ำแข็งร่วมกันอย่างน่าทึ่ง แม้เพียงขับรถผ่านก็ยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมือง Vik ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างทางวิวลาวามอสทอดยาวราวพรมสีเขียว

เมื่อถึง Vik แวะชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดังที่มีคลื่นแอตแลนติกซัดเข้าฝั่งอย่างทรงพลัง และเสาหินทะเล Reynisdrangar ที่มีตำนานเล่าว่าเป็นโทรลล์ที่กลายเป็นหินเมื่อโดนแสงอาทิตย์ ส่วน Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่เรียงตัวเป็นลวดลายเรขาคณิตอย่างน่ามหัศจรรย์ คืออีกหนึ่งหลักฐานว่าธรรมชาติของไอซ์แลนด์มีทั้งความดิบและความประณีตในเวลาเดียวกัน

วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik

เช้านี้ออกจาก Vik ไปยัง Skogafoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที น้ำตกขนาดใหญ่ที่ทิ้งตัวตรงลงมาจากหน้าผากว้างอย่างสง่างาม วันที่อากาศดีมักมีสายรุ้งพาดผ่านละอองน้ำ ตามตำนานท้องถิ่นยังเชื่อว่ามีหีบสมบัติซ่อนอยู่หลังน้ำตก ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ที่นี่ดูโรแมนติกและลึกลับ

จากนั้นไปยัง Seljalandsfoss ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จุดเด่นคือสามารถเดินอ้อมไปด้านหลังม่านน้ำได้ ทำให้เห็นมุมมองของน้ำตกที่แตกต่างและมีชีวิตชีวา

เดินทางต่อเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีไปยังเขต Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่งเป็นต้นกำเนิดคำว่า “geyser” ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนพุ่งทั่วโลก แม้ Geysir เดิมจะปะทุไม่สม่ำเสมอแล้ว แต่ Strokkur ที่อยู่ใกล้กันยังพ่นน้ำร้อนขึ้นฟ้าทุกไม่กี่นาที

จากนั้นไปยัง Gullfoss ใช้เวลาราว 10 นาที น้ำตกทองคำที่ไหลลดหลั่นลงสู่แคนยอนอย่างยิ่งใหญ่ สวยทั้งในวันที่แดดออกและวันที่หมอกน้ำปกคลุม

ต่อไปยัง Thingvellir ใช้เวลาประมาณ 50 นาที อุทยานแห่งชาติที่สำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเซียแยกออกจากกัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งรัฐสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10

ช่วงเย็นเดินทางเข้า Reykjavik ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เมืองหลวงเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของศิลปะ การออกแบบ และวิถีชีวิตเรียบง่าย

วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik

เช้าวันนี้เริ่มต้นอย่างสดชื่นกับกิจกรรมล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง นี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติของไอซ์แลนด์ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งปลาวาฬหลังค่อม โลมา หรือแม้แต่นกทะเลที่บินเคียงเรือ ทุกอย่างทำให้ผืนน้ำเย็นของแอตแลนติกดูมีชีวิตขึ้นอย่างน่าประทับใจ

หลังจากนั้นใช้เวลาเที่ยวชมเมืองอย่างสบาย ๆ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงเด่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของลาวาบะซอลต์ คือสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ขณะที่ Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลสื่อถึงความหวัง การเดินทาง และการค้นพบ ส่วน Harpa คอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์ร่วมสมัยก็สะท้อนบุคลิกของเรคยาวิกได้อย่างดี—เล็กแต่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์

ช่วงบ่ายเดินทางไป Blue Lagoon ใช้เวลาประมาณ 50 นาที สปาน้ำแร่ชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แม้จะเป็นสถานที่ยอดนิยมมาก แต่เมื่อได้แช่อยู่ในน้ำสีฟ้าน้ำนมอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศเย็น ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงเป็นเหมือนพิธีปิดท้ายทริปไอซ์แลนด์ที่หลายคนไม่อยากพลาด
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Keflavik ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพื่อพักผ่อนในคืนสุดท้าย

วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok

ได้เวลาบอกลาไอซ์แลนด์ เดินทางจากเคฟลาวิกสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที ก่อนต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง แม้การเดินทางกลับจะยาวนาน แต่ภาพของภูเขา ฟยอร์ด น้ำตก ธารน้ำแข็ง และหาดทรายดำยังคงติดอยู่ในใจอย่างชัดเจน

วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ

ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนที่ธรรมชาติดูเหมือนยังสร้างโลกไม่เสร็จ ไอซ์แลนด์ไม่ใช่แค่จุดหมายสำหรับการไป “เช็กอิน” แต่เป็นประเทศที่ทำให้เราอยากเดินทางให้ช้าลง มองให้ลึกขึ้น และปล่อยให้ความเงียบของธรรมชาติค่อย ๆ ทำงานกับความรู้สึกภายในอย่างอ่อนโยน
นี่จึงไม่ใช่เพียงทริปท่องเที่ยว แต่เป็นการเดินทางที่ทั้งงดงาม สงบ และน่าจดจำไปอีกนาน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
Categories
04 Europe next trend

กรีซ ซาคินทอส นาวาจิโอ ซานโตรินี

กรีซ ซาคินทอส นาวาจิโอ ซานโตรินี
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • เมทิโอรา (Meteora): ปล่อยใจไปกับความศรัทธา ชมอารามนักบุญบนยอดเขาหินทรายที่สร้างขึ้นราวกับลอยอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆ
  • หาดปอร์โต คัตซิกิ (Porto Katsiki): ทิ้งความเหนื่อยล้า นั่งมองหน้าผาหินปูนสีขาวอลังการที่ตัดกับน้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์ใสราวคริสตัล
  • หาดนาวาจิโอ (Navagio Beach): ล่องเรือค้นหาอ่าวเรือแตกในตำนานที่ซ่อนตัวในหุบเขา สัมผัสน้ำทะเลสีฟ้าจัดจ้านที่สวยจนเหมือนหยุดเวลาไว้
  • หมู่บ้านเอีย (Oia) ซานโตรินี: เดินทอดน่องชมบ้านสีขาวโดมน้ำเงินริมหน้าผา แล้วรอดื่มด่ำกับโมเมนต์พระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก
  • เมืองมิโคนอส (Mykonos Town): ปล่อยให้ตัวเองหลงทางในตรอกสีขาวสไตล์เขาวงกต แล้วไปนั่งรับลมชมวิวที่กังหันลมริมทะเลสุดคลาสสิก
  • อะโครโพลิส (Acropolis) เอเธนส์: ก้าวเดินย้อนรอยอารยธรรมตะวันตกที่วิหารพาร์เธนอน สัมผัสความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ
สรุปแผนเดินทาง

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อิสตันบูล – เอเธนส์

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล เป็นวันเริ่มต้นของทริปสู่ดินแดนอารยธรรมกรีก

วันที่ 2: เอเธนส์ – Kalabaka – Meteora

เดินทางสู่เมือง Kalabaka เพื่อชม Meteora กลุ่มอารามเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนยอดผาหินสูงโดดเด่น ราวกับลอยอยู่กลางอากาศ จุดเด่นคือทิวทัศน์แปลกตาและความสำคัญทางศาสนาจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
พักที่ Kalabaka

วันที่ 3: Lefkada – Porto Katsiki

เดินทางสู่เกาะ Lefkada แวะชม Lefkada Town เมืองเล็กบรรยากาศน่ารักที่มีบ้านเรือนสีสันสดใส จากนั้นไป Porto Katsiki ชายหาดชื่อดังที่โดดเด่นด้วยหน้าผาหินปูนสีขาวและน้ำทะเลสีฟ้าใส เป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยที่สุดของกรีซ
พักที่ Lefkada

วันที่ 4: Zakynthos – Navagio Beach

เดินทางสู่เกาะ Zakynthos และล่องเรือไปยัง Navagio Beach หรือ Shipwreck Beach จุดไฮไลท์ระดับโลกที่มีซากเรืออับปางตั้งอยู่บนหาดทรายขาว ล้อมด้วยหน้าผาสูงและน้ำทะเลสีฟ้าเข้ม ช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกที่ Cape Skinari จุดชมวิวสวยของเกาะ
พักที่ Zakynthos

วันที่ 5: เอเธนส์ – Plaka District

เดินทางกลับเอเธนส์ ช่วงบ่ายเดินเล่นที่ย่าน Plaka เขตเมืองเก่าใต้เงาอะโครโพลิส มีเสน่ห์ด้วยถนนหิน บรรยากาศคลาสสิก ร้านคาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก เหมาะสำหรับพักผ่อนแบบสบายๆ
พักที่ Athens

วันที่ 6: เอเธนส์ – ซานโตรินี – Oia

เดินทางสู่เกาะซานโตรินี เยือนหมู่บ้าน Oia ที่มีชื่อเสียงจากบ้านสีขาวและโดมสีน้ำเงินเรียงตัวตามหน้าผา จุดเด่นคือวิวทะเลอีเจียนและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
พักที่ Santorini

วันที่ 7: Fira – มิโคนอส

เที่ยวชม Fira เมืองหลักของซานโตรินี เด่นด้วยวิว Caldera แบบพาโนรามา ร้านค้า และงานศิลปะท้องถิ่น จากนั้นนั่งเรือข้ามฟากสู่เกาะมิโคนอส เกาะที่มีบรรยากาศคึกคักและมีเสน่ห์เฉพาะตัว
พักที่ Mykonos

วันที่ 8: Mykonos Town

สำรวจ Mykonos Town หรือ Chora เมืองสีขาวที่มีตรอกซอยคดเคี้ยวเป็นเอกลักษณ์ ชมกังหันลมมิโคนอสซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเกาะ และเดินเล่นย่าน Little Venice ที่มีอาคารสวยริมทะเล
พักที่ Athens

วันที่ 9: เอเธนส์ – Acropolis – Monastiraki

กลับสู่เอเธนส์เพื่อเยี่ยมชม Acropolis โบราณสถานสำคัญของกรีซและที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอน สัญลักษณ์แห่งอารยธรรมกรีก จากนั้นแวะ Monastiraki แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมสำหรับของฝาก ของเก่า และสินค้าท้องถิ่น ก่อนเดินทางสู่สนามบิน

วันที่ 10: กรุงเทพฯ

เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจและภาพสวยงามจากการเดินทางครั้งนี้

การจองทริป​

💵ค่าทริป

  • สอบถามทีมงาน

✅ ราคานี้รวม

  • รถ 9 ที่นั่ง สำหรับคณะ 6 ท่าน พร้อมคนขับคนไทยชำนาญเส้นทาง
  • ค่าน้ำมัน ที่จอด และทางด่วนทั้งหมด
  • โรงแรมที่พักระดับ 3-4 ดาว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุในโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขของสถานทูต (สามารถซื้อ Option เพิ่มได้)

❌ ราคานี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินทั้งหมด
  • อาหารกลางวันและเย็น
  • ค่าวีซ่า

📞 จองทริป/สอบถาม

  • คุณลานนี่
  • Tel: 089-478-9334
  • Line OA: @painaima
  • Email: painaima@gmail.com
  • จัดทริปในนาม บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
ตัวอย่างโรงแรม
ภาพถ่าย
โปรแกรมเต็ม

วันที่ 1: กรุงเทพฯ – อิสตันบูล – เอเธนส์ – เริ่มต้นการเดินทางสู่หัวใจแห่งอารยธรรมกรีกโบราณ

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงที่เปรียบเสมือนหัวใจของอารยธรรมกรีก โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 12-15 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับไฟลต์และเวลารอต่อเครื่อง วันแรกจึงเป็นเหมือนบทเปิดของไดอารี่การเดินทางครั้งนี้ ค่อยๆ ปล่อยใจออกจากความคุ้นเคย แล้วก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เรื่องเล่าของเทพเจ้า ปรัชญา และประวัติศาสตร์ยังคงมีลมหายใจอยู่ในทุกมุมเมือง

วันที่ 2: เอเธนส์ – Kalabaka – Meteora – ตื่นตากลุ่มอารามลอยฟ้าบนยอดเสาหินมหึมา

เช้าวันถัดมาออกเดินทางจากเอเธนส์สู่เมือง Kalabaka ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงโดยรถไฟหรือรถยนต์ เส้นทางค่อยๆ พาออกจากเมืองใหญ่เข้าสู่ทิวทัศน์ชนบทของกรีซ ก่อนจะไปถึง Meteora สถานที่ที่แทบไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง กลุ่มอารามโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหินสูงชันราวกับลอยอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน

ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และมีประวัติย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เมื่อพระสงฆ์เลือกสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งนี้เป็นที่ปลีกวิเวกเพื่อแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ความน่าทึ่งของ Meteora ไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรม แต่รวมถึงความรู้สึกเมื่อยืนมองผาหินมหึมาท่ามกลางแสงเย็นที่ค่อยๆ เปลี่ยนสี ทุกอย่างดูเงียบ งาม และขรึมอย่างน่าประทับใจ

พักที่ Kalabaka

วันที่ 3: Kalabaka – Lefkada – Porto Katsiki – ล่องใต้สู่เกาะฝั่งตะวันตกและชายหาดผาหินปูนระดับโลก

ออกเดินทางต่อสู่เกาะ Lefkada ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงโดยรถยนต์ Lefkada เป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะของกรีซที่สามารถขับรถเข้าไปได้โดยไม่ต้องนั่งเรือ ทำให้จังหวะของการเดินทางยังคงต่อเนื่องและสบายแบบ slow travel ระหว่างทางอาจแวะพักและค่อยๆ ซึมซับวิวชนบทและชายฝั่งไปเรื่อยๆ

เมื่อถึง Lefkada Town เมืองเล็กๆ ที่เปี่ยมเสน่ห์ด้วยบ้านสีสดและบรรยากาศเรียบง่าย จะสัมผัสได้ถึงความละมุนของชีวิตบนเกาะ ก่อนเดินทางต่อไปยัง Porto Katsiki ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง ชายหาดแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่งดงามที่สุดของกรีซ ด้วยหน้าผาหินปูนสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าเข้มและฟ้าใสราวภาพวาด ชื่อ Porto Katsiki มีความหมายเกี่ยวโยงกับ “ท่าแพะ” ตามตำนานท้องถิ่นที่เล่าว่าในอดีตมีเพียงแพะเท่านั้นที่ลงไปถึงชายหาดแห่งนี้ได้

พักที่ Lefkada

วันที่ 4: Lefkada – Zakynthos – Navagio Beach – เดินทางสู่ชายหาดเรืออับปางในตำนานและชมแสงเย็นแห่งทะเลไอโอเนียน

ออกเดินทางสู่เกาะ Zakynthos ใช้เวลารวมประมาณ 5-7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางรถและเรือข้ามฟาก แม้จะเป็นวันที่มีการเดินทางค่อนข้างยาว แต่ปลายทางนั้นคุ้มค่าอย่างมาก เพราะ Zakynthos คือเกาะที่มีเสน่ห์ทั้งจากธรรมชาติและสีของทะเลที่สดลึกจนแทบละสายตาไม่ได้

ไฮไลต์สำคัญคือ Navagio Beach หรือ Shipwreck Beach ชายหาดระดับตำนานที่ซ่อนตัวอยู่ในอ่าวล้อมหน้าผาสูง และมีซากเรืออับปางตั้งอยู่บนผืนทรายขาวกลางหาด เรื่องเล่าที่ทำให้ที่นี่ยิ่งน่าจดจำคือซากเรือลำนี้เชื่อกันว่าเป็นเรือขนของเถื่อนที่เกยตื้นจากพายุในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนจะกลายเป็นภาพจำของเกาะไปโดยปริยาย ช่วงเย็นไปต่อที่ Cape Skinari ใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมงจากโซนท่าเรือหรือเมืองหลัก เพื่อชมพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับลงเหนือทะเลไอโอเนียน เป็นฉากจบของวันที่ทั้งสดใสและนุ่มนวล

พักที่ Zakynthos

วันที่ 5: Zakynthos – เอเธนส์ – Plaka District – ย้อนคืนสู่เมืองหลวงเพื่อเดินทอดน่องในย่านแห่งวิญญาณเอเธนส์

เดินทางกลับสู่เอเธนส์ โดยหากใช้เที่ยวบินภายในประเทศจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เมื่อรวมเวลาเดินทางไปสนามบินและขั้นตอนต่างๆ ควรเผื่อไว้ราว 3-4 ชั่วโมง เมื่อกลับถึงเมืองหลวงในช่วงบ่าย จังหวะของทริปจะค่อยๆ ผ่อนลงอีกครั้งที่ย่าน Plaka เขตเมืองเก่าใต้เงาของอะโครโพลิส

Plaka เป็นย่านที่เหมาะกับการเดินอย่างไม่รีบร้อน ถนนหินเล็กๆ ร้านกาแฟริมทาง บ้านเรือนสไตล์นีโอคลาสสิก และร้านขายของที่ระลึกทำให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนฉากในภาพยนตร์เก่าๆ หลายคนเรียก Plaka ว่าเป็น “ย่านแห่งวิญญาณเอเธนส์” เพราะแม้อยู่ใจกลางเมือง แต่กลับมีความอบอุ่น อ่อนโยน และชวนให้หลงอยู่กับเวลาช้าๆ

พักที่ Athens

วันที่ 6: เอเธนส์ – ซานโตรินี – Oia – สู่เกาะสวรรค์แห่งทะเลอีเจียนและชมพระอาทิตย์ตกดินที่หมู่บ้านหลังคาโดมฟ้า

ออกเดินทางสู่เกาะซานโตรินี ใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมงโดยเครื่องบิน หรือ 5-8 ชั่วโมงหากเลือกเรือเฟอร์รี่ เมื่อมาถึงเกาะที่หลายคนใฝ่ฝันจะมาเยือนสักครั้ง ภาพบ้านสีขาวสะอาดตาและโดมสีน้ำเงินที่เรียงรายอยู่บนหน้าผาก็ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทะเลอีเจียน

หมู่บ้าน Oia คือจุดหมายสำคัญของวันนี้ หมู่บ้านเล็กบนปลายเกาะที่มีชื่อเสียงเรื่องวิวพระอาทิตย์ตกอันงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เบื้องหลังความงามนั้นคือประวัติของเกาะภูเขาไฟ ซานโตรินีเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ในอดีตจนเกิดแอ่ง Caldera ขนาดมหึมา ทำให้ภูมิประเทศของที่นี่ไม่เหมือนที่ใดในโลก ยิ่งเมื่อแสงเย็นตกกระทบกำแพงสีขาวและผืนน้ำเบื้องล่าง ทุกอย่างยิ่งดูอ่อนหวานราวความฝัน

พักที่ Santorini

วันที่ 7: Fira – มิโคนอส – ชมวิวแอ่งภูเขาไฟ Caldera กว้างไกลและล่องเรือสู่เกาะแห่งสีสันริมหาด

เช้าวันนี้ใช้เวลาเที่ยวชม Fira เมืองหลักของซานโตรินี ซึ่งอยู่ห่างจาก Oia ประมาณ 20-30 นาที เมืองนี้มีเสน่ห์ต่างออกไป ด้วยวิว Caldera แบบเปิดกว้าง ร้านค้าเล็กๆ แกลเลอรี และมุมพักสายตาที่มองเห็นทะเลได้แทบทุกระยะก้าว Fira ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา แต่ยังคงละเมียดละไมตามแบบฉบับเกาะกรีก

จากนั้นเดินทางต่อด้วยเรือเฟอร์รี่สู่เกาะมิโคนอส ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง มิโคนอสมีชื่อเสียงในฐานะเกาะที่มีสีสันและบรรยากาศคึกคัก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความงามของหมู่บ้านสีขาวและวิถีชีวิตริมทะเลที่ชวนให้เดินเล่นไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องมีแผนมากนัก

พักที่ Mykonos

วันที่ 8: Mykonos Town – หลงทางอย่างเพลิดเพลินในเขาวงกตสีขาวและชมกังหันลมโบราณ

วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการปล่อยเวลาให้ไหลช้าๆ ใน Mykonos Town หรือ Chora เมืองสีขาวที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยคดเคี้ยวราวเขาวงกต ซึ่งในอดีตออกแบบไว้เพื่อป้องกันโจรสลัดจากทะเลอีเจียน เดินไปเรื่อยๆ จะพบระเบียงดอกไม้ หน้าต่างสีฟ้า ร้านเล็กน่ารัก และมุมถ่ายรูปที่สวยเหมือนถูกจัดวางไว้แล้วอย่างตั้งใจ

อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญคือกังหันลมมิโคนอส ที่เคยมีบทบาทในการโม่แป้งในยุครุ่งเรืองทางการค้า และย่าน Little Venice ที่อาคารปลูกชิดริมทะเลจนคลื่นแทบแตะระเบียง เป็นมุมที่โรแมนติกและมีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะ ช่วงเย็นสามารถเดินทางกลับเอเธนส์โดยเครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที

พักที่ Athens

วันที่ 9: เอเธนส์ – Acropolis – Monastiraki – ตื่นตาอารยธรรมโบราณ ณ วิหารพาร์เธนอน และแวะช้อปปิ้งทิ้งทวน

วันสุดท้ายในกรีซ เริ่มต้นที่ Acropolis ใช้เวลาเดินทางจากใจกลางเอเธนส์ไม่นาน ที่นี่ไม่ใช่เพียงโบราณสถานสำคัญ แต่คือสัญลักษณ์ของอารยธรรมตะวันตก และเป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอนอันสง่างามซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพีอาธีนา เทพีผู้ปกปักรักษาเมืองเอเธนส์

การได้มายืนอยู่บนเนินหินแห่งนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องในตำรา แต่กลายเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้จริง ทั้งความยิ่งใหญ่ของอดีต ความงดงามของสัดส่วนสถาปัตยกรรม และคำถามเงียบๆ ว่ามนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

จากนั้นไปต่อที่ Monastiraki ย่านช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจาก Acropolis ที่นี่เหมาะสำหรับเลือกซื้อของฝาก งานฝีมือ ของเก่า และสินค้าท้องถิ่น เป็นช่วงเวลาสบายๆ ก่อนปิดท้ายการเดินทางและมุ่งหน้าสู่สนามบิน โดยควรเผื่อเวลาเดินทางจากตัวเมืองสู่สนามบินประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง

วันที่ 10: กรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมไดอารี่ความทรงจำแสนอบอุ่น

เดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมภาพของหน้าผาสูงเหนือทะเล โดมสีฟ้ากลางแดดขาว เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า และความทรงจำของกรีซในจังหวะที่ไม่เร่งรีบ ทริปนี้จึงไม่ใช่แค่การไปเยือนหลายเมืองสวย แต่เป็นการค่อยๆ ซึมซับดินแดนที่เต็มไปด้วยตำนาน ประวัติศาสตร์ และความงามที่ชวนให้คิดถึงได้อีกนาน

นโยบายการยกเลิก / รูปแบบที่พัก
ประเภทห้องและเตียงในโรงแรม
error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม