วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เพื่อเริ่มทริปโดโลไมท์ โดยมิวนิคเป็นเมืองหลักที่เดินทางสะดวกและเหมาะสำหรับรับรถเช่าเพื่อขับต่อเข้าภูเขา
วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena
ช่วงเช้าขับรถลงใต้แวะเมือง Innsbruck เมืองเก่าสวยกลางหุบเขาแอลป์ เด่นด้วยย่าน Old Town และหลังคาทองคำ Golden Roof ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ
ช่วงบ่ายเดินทางต่อเข้าสู่ Val Gardena หนึ่งในฐานพักยอดนิยมของโดโลไมท์ บรรยากาศเป็นหมู่บ้านอัลไพน์สวยสงบ รายล้อมด้วยภูเขา
ช่วงเย็นเข้าพักใน Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อเตรียมเที่ยวโซนนี้ในวันถัดไป
วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes
ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าจาก Ortisei ไป Alpe di Siusi ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นเรื่องวิวภูเขาเปิดกว้าง เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายภาพบรรยากาศโดโลไมท์แบบคลาสสิก
ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes จุดเด่นคือวิวโบสถ์ St. Magdalena ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและฉากหลังเป็นแนวเขาสุดสวย โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่แสงจะนุ่มและถ่ายรูปสวยมาก
พักในย่าน Ortisei / Val Gardena
วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo
ช่วงเช้าขึ้นกระเช้าสู่ Seceda หนึ่งในจุดชมวิวที่มีหน้าผาหยักเป็นเอกลักษณ์ และเป็นภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก
ช่วงบ่ายขับรถผ่าน Sella Pass ไป Passo Pordoi เพื่อเดินเส้นทาง Viel del Pan ซึ่งเป็นเทรควิวสวย เดินไม่ยากมาก และมองเห็น Marmolada รวมถึงทะเลสาบ Fedaia ได้อย่างชัดเจน
ช่วงเย็นเดินทางต่อเข้าเมือง Cortina d’Ampezzo เมืองรีสอร์ตชื่อดังของโดโลไมท์
พักที่ Cortina d’Ampezzo
วันที่ 5: Lago di Sorapis
ใช้เวลาทั้งวันเดินเทรคไป-กลับ Lago di Sorapis ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในโดโลไมท์ เสน่ห์อยู่ที่สีน้ำซึ่งตัดกับภูเขาหินรอบด้านอย่างสวยมาก
ช่วงเย็นกลับมาพักผ่อนและทานอาหารในเมือง Cortina
พักที่ Cortina d’Ampezzo
วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime
ช่วงเช้าแวะ Lago di Braies ทะเลสาบชื่อดังที่มีผิวน้ำสะท้อนภูเขาและเรือนไม้ริมทะเลสาบ เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม โดยช่วงเช้าจะบรรยากาศสงบและคนยังไม่มาก
ช่วงบ่ายขับรถไป Rifugio Auronzo แล้วเริ่มเดินเข้าสู่ที่พักบนเขาแถว Tre Cime เช่นบริเวณใกล้ Rifugio Locatelli เพื่อสัมผัสบรรยากาศภูเขาแบบเต็มอารมณ์
ช่วงเย็นชมแสงพระอาทิตย์ตกบริเวณ Tre Cime ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ที่โด่งดังที่สุดของโดโลไมท์
วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites
ช่วงเช้าชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime และเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสันเขาแหลมเรียงตัวสวยแปลกตา เป็นอีกมุมถ่ายรูปไฮไลต์ของทริป
ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ที่พักหรูท่ามกลางป่าสนและวิวภูเขา เหมาะกับการพักฟื้นร่างกายหลังเที่ยวหนักหลายวัน
ช่วงเย็นเช็คอินและใช้เวลากับสปา อาหาร และบรรยากาศเงียบสงบของรีสอร์ต
วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich
ช่วงเช้าใช้เวลาพักผ่อนที่ Forestis ให้เต็มที่ พร้อมดื่มด่ำกับวิวและบรรยากาศของที่พัก
ช่วงบ่ายขับรถเข้าออสเตรีย แวะ Salzburg เมืองบาโรกสวยคลาสสิก เด่นด้วยย่านเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศโรแมนติก เดินเล่นสั้นๆ 2-3 ชั่วโมงกำลังดี
ช่วงเย็นขับรถกลับมิวนิคและเข้าพักในตัวเมือง
วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ
ช่วงเช้าเที่ยวมิวนิคแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ซึ่งเป็นจัตุรัสใจกลางเมือง รายล้อมด้วยอาคารเก่า ร้านค้า และคาเฟ่ เหมาะสำหรับซื้อของฝากหรือใช้เวลาส่งท้ายทริป
ช่วงบ่ายเดินทางไปสนามบินมิวนิคเพื่อเช็คอินเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ
วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ
เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติของโดโลไมต์ เมืองเล็กกลางหุบเขา และช่วงเวลาพักผ่อนที่ครบทั้งวิวสวยและความสบาย
💵ค่าทริป
ราคานี้รวม
ราคานี้ไม่รวม
เงื่อนไขการยกเลิก
สนใจจองทริป ติดต่อ
จัดทริปในนาม
บริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 11/08811
วันที่ 1: กรุงเทพฯ – มิวนิค – เริ่มต้นการเดินทางสู่ประตูแห่งแอลป์ยุโรปกลาง
การเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ สู่มิวนิค เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่เปรียบเหมือนประตูสู่อัลป์ฝั่งยุโรปกลาง หลายคนเลือกเริ่มทริปโดโลไมท์ที่นี่เพราะไฟลต์สะดวก เมืองมีความพร้อม และเหมาะมากสำหรับรับรถเช่าแล้วค่อยๆ ขับไล่ระดับจากเมืองใหญ่เข้าสู่ภูเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ระยะเวลาบินรวมโดยมากอยู่ราว 13–16 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและเวลาแวะเปลี่ยนเครื่อง
คืนแรกอาจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกตื่นเต้นเงียบๆ ว่าพรุ่งนี้เป็นต้นไป วิวบนโปสการ์ดที่เคยเห็นกำลังจะกลายเป็นภาพตรงหน้า
วันที่ 2: มิวนิค – Innsbruck – Ortisei / Val Gardena – ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทิโรลและมุ่งสู่โลกโดโลไมท์
เช้าวันนี้เป็นเหมือนบทเปิดของการเดินทางแบบ slow travel อย่างแท้จริง จากมิวนิคขับรถสู่ Innsbruck ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองเล็กกลางหุบเขาในแคว้นทิโรลของออสเตรียที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งภูเขาที่โอบล้อมและย่านเมืองเก่าที่ยังคงกลิ่นอายยุโรปคลาสสิกเอาไว้ได้อย่างงดงาม
ใจกลางเมืองมีแลนด์มาร์กสำคัญคือ Golden Roof หรือหลังคาทองคำ อาคารระเบียงราชสำนักที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 หลังคาทำจากแผ่นทองแดงเคลือบทองราว 2,600 แผ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้ทอดพระเนตรงานพิธีและการแสดงด้านล่าง เป็นจุดเล็กๆ ที่เก็บเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุโรปไว้ได้อย่างสง่างาม
ช่วงบ่ายเดินทางต่อจาก Innsbruck เข้า Val Gardena ใช้เวลาราว 2.5–3 ชั่วโมง เส้นทางค่อยๆ พาเข้าสู่โลกของโดโลไมท์ ภูเขาหินปูนสีซีดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ทั้งแปลกตาและงดงามจนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเทือกเขาอื่นในยุโรป ค่ำนี้เข้าพักที่ Ortisei หรือหมู่บ้านใกล้เคียง หมู่บ้านเล็กที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ และเป็นฐานพักที่ดีมากสำหรับสำรวจโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก
วันที่ 3: Alpe di Siusi – Val di Funes – ทอดน่องทุ่งหญ้าอัลไพน์และชมโบสถ์งามใต้แนวเขา Odle
เช้านี้เริ่มแบบไม่เร่งรีบ ขึ้นกระเช้าจาก Ortisei สู่ Alpe di Siusi ใช้เวลาขึ้นไม่นาน ราว 15–20 นาที แต่ภาพที่เปิดออกเบื้องหน้ากลับกว้างใหญ่เกินคาด ที่นี่คือทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป จุดเด่นไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นความนิ่ง สงบ และเส้นสายของภูเขาที่ทอดตัวอยู่ไกลๆ แบบที่ยิ่งมองยิ่งเพลิน
พื้นที่แห่งนี้ผูกพันกับวิถีชีวิตบนภูเขามายาวนาน ในฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า กระท่อมไม้ และระฆังวัวที่ดังแผ่วๆ เป็นจังหวะของชนบทอัลไพน์แท้ๆ ความสวยของ Alpe di Siusi จึงไม่ใช่แค่เรื่องวิว แต่เป็นอารมณ์ของการได้อยู่กับภูเขาอย่างช้าๆ
ช่วงบ่ายขับรถไป Val di Funes ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ที่นี่โด่งดังจากวิวโบสถ์ St. Magdalena โบสถ์เล็กกลางทุ่งหญ้าที่มีฉากหลังเป็นแนวเขา Odle แบบที่ใครเห็นก็มักจำได้ทันที มีตำนานท้องถิ่นและเรื่องเล่าทางศาสนาผูกพันกับหุบเขาแห่งนี้อยู่มาก ทำให้บรรยากาศไม่ใช่แค่สวย แต่ยังให้ความรู้สึกสงบลึกและเก่าแก่ แสงช่วงบ่ายแก่ๆ มักทำให้ทั้งทุ่งหญ้าและผนังภูเขาดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ เป็นหนึ่งในมุมที่ถ่ายภาพออกมาสวยที่สุดของทริป
คืนนี้พักต่อในย่าน Ortisei / Val Gardena
วันที่ 4: Seceda – Viel del Pan – Cortina d’Ampezzo – ตื่นตาสันเขาหยักคมและเทรคกิ้งชมวิวราชินีแห่งโดโลไมท์
เช้าวันนี้ขึ้นกระเช้าสู่ Seceda ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที จุดชมวิวแห่งนี้เป็นเหมือนภาพจำของโดโลไมท์ฝั่งตะวันตก ด้วยแนวสันเขาหยักคมที่ดูราวกับประติมากรรมธรรมชาติ ความน่าสนใจของโดโลไมท์อยู่ตรงชั้นหินปูนและหินตะกอนที่ก่อตัวจากทะเลโบราณเมื่อหลายล้านปีก่อน จึงไม่น่าแปลกที่ภูเขาแถบนี้จะมีรูปร่างโดดเด่นราวกับโลกอีกใบ
จากนั้นขับรถผ่าน Sella Pass ไปยัง Passo Pordoi ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมง เส้นทางคดเคี้ยวแต่สวยมาก เป็น…ถนนภูเขาที่ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ช่วงบ่ายเดินเทรคเส้น Viel del Pan เส้นทางนี้ไม่ยากมาก ใช้เวลาเดินประมาณ 2–3 ชั่วโมงแบบสบายๆ จุดเด่นคือวิวเปิดกว้าง เห็น Marmolada ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโดโลไมท์ และทะเลสาบ Fedaia อยู่เบื้องล่าง
Marmolada ยังถูกเรียกว่า “ราชินีแห่งโดโลไมท์” และมีความสำคัญทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เพราะบริเวณนี้เคยเป็นแนวรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ร่องรอยอดีตยังคงกระจายอยู่ทั่วภูเขาแถบนี้อย่างเงียบงัน
เย็นแล้วเดินทางต่อเข้า Cortina d’Ampezzo ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมืองรีสอร์ตชื่อดังที่มีเสน่ห์หรูหราแต่ไม่ห่างเหิน รายล้อมด้วยยอดเขาสวยทุกทิศทาง และมีประวัติเป็นเมืองพักผ่อนของชนชั้นสูงยุโรปมายาวนาน
พักที่ Cortina d’Ampezzo
วันที่ 5: Lago di Sorapis – ดื่มด่ำความมหัศจรรย์ของทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ลับตาคน
วันนี้ให้ทั้งวันกับ Lago di Sorapis หนึ่งในทะเลสาบที่สวยและมีเอกลักษณ์ที่สุดของโดโลไมท์ จุดเริ่มเดินจากบริเวณ Passo Tre Croci ใช้เวลาขับรถจาก Cortina เพียงประมาณ 20 นาที จากนั้นเดินเทรคไป-กลับรวมราว 4–5 ชั่วโมง แล้วแต่จังหวะการเดิน
ความพิเศษของทะเลสาบแห่งนี้คือสีน้ำฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่เกือบดูไม่จริง เกิดจากแร่ธาตุละเอียดจากธารน้ำแข็งที่สะท้อนแสงออกมาเป็นสีอ่อนนุ่มตัดกับหน้าผาหินสีเทาอย่างน่าทึ่ง ตลอดทางเดินจะมีทั้งทางแคบ ชายผา และเชือกช่วยจับบางช่วง จึงเป็นเส้นที่ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร แต่ไม่ถึงกับหนักสำหรับคนที่มีสภาพร่างกายพร้อม
เมื่อไปถึงทะเลสาบ ความเหนื่อยจะค่อยๆ หายไปเอง นี่ไม่ใช่แค่จุดเช็กอิน แต่เป็นปลายทางที่ทำให้เราอยากนั่งเงียบๆ มองสีของน้ำให้นานที่สุด ค่ำแล้วกลับมาใช้เวลาใน Cortina เดินเล่น ทานอาหาร และปล่อยให้เมืองภูเขาแห่งนี้ช่วยชะลอจังหวะของวันลงอีกนิด
พักที่ Cortina d’Ampezzo
วันที่ 6: Lago di Braies – Tre Cime – ส่องกระจกเงาธรรมชาติและค้างคืนรับความสงบใต้สามยอดเขาหิน
เช้าออกเดินทางจาก Cortina ไป Lago di Braies ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อภาษาเยอรมันว่า Pragser Wildsee และเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี ด้วยผิวน้ำที่นิ่งเหมือนกระจก เรือไม้ริมฝั่ง และแนวเขาที่โอบล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุดเพราะแสงนุ่ม คนยังไม่มาก และบรรยากาศสงบเป็นพิเศษ
ในตำนานพื้นบ้านแถบลาดิน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาณาจักรใต้ภูเขาและประตูสู่โลกเร้นลับ ทำให้ภูมิประเทศของโดโลไมท์หลายแห่งรวมถึงทะเลสาบนี้ยิ่งมีเสน่ห์แบบกึ่งจริงกึ่งนิยาย
ช่วงบ่ายขับรถต่อไปยัง Rifugio Auronzo ใช้เวลาจาก Lago di Braies ประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง จากนั้นเริ่มเดินเข้าสู่โซน Tre Cime ระยะทางและเวลาขึ้นอยู่กับที่พักบนเขา แต่หากไปแถว Rifugio Locatelli โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1.5–2.5 ชั่วโมง
Tre Cime di Lavaredo คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโดโลไมท์ ยอดหินสามยอดที่ตั้งเด่นกลางภูมิประเทศโล่งกว้าง ทำให้ที่นี่ดูสง่างามทั้งตอนกลางวันและยามแสงเย็น หลายคนจดจำโดโลไมท์ผ่านภาพของที่นี่โดยไม่รู้ตัว การได้ค้างคืนบนเขาจึงเป็นประสบการณ์ที่ต่างจากการมาเช้าเย็นกลับอย่างสิ้นเชิง เพราะทันทีที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ทยอยลงเขา ความเงียบและแสงสุดท้ายจะทำให้ภูเขาทั้งผืนดูขลังขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
วันที่ 7: Tre Cime – Cadini di Misurina – Forestis Dolomites – ชมแสงอัลไพน์ยามเช้า ท่องคลื่นศิลา และพักผ่อนกลางป่าลึก
เช้ามืดตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tre Cime ช่วงเวลานี้คือรางวัลของการนอนบนเขา แสงแรกจะค่อยๆ แตะหน้าผาหินให้เปลี่ยนสีทีละน้อย เกิดเป็นปรากฏการณ์ alpenglow หรือแสงอัลไพน์ที่ทำให้ยอดเขาดูอมชมพูและทองอย่างนุ่มลึก
จากนั้นเดินไปจุดชมวิว Cadini di Misurina ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30–45 นาทีจากบริเวณใกล้ Rifugio Auronzo มุมนี้โดดเด่นด้วยสันเขาแหลมเรียงซ้อนกันอย่างแปลกตา ราวกับคลื่นหินที่หยุดเวลาไว้ เป็นหนึ่งในวิวที่ทั้งดิบ สวย และมีมิติที่สุดของทริป
ช่วงบ่ายขับรถออกจากเขตภูเขาไปยัง Forestis Dolomites แถว Bressanone ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนบนเนินสูง ให้บรรยากาศเงียบ สงบ และค่อนข้างแยกตัวออกจากความคึกคัก เป็นช่วงเวลาที่ดีในการพักร่างหลังจากหลายวันที่อยู่กับการขับรถ เดินเขา และตื่นเช้าเย็น
Forestis เองมีแนวคิดเรื่องการพักผ่อนที่ผูกกับธรรมชาติอัลไพน์ ทั้งอากาศ ป่า น้ำ และความเงียบ จึงเหมาะมากกับการปิดท้ายช่วงภูเขาแบบนุ่มนวล ใช้เวลากับสปา อาหารดีๆ และวิวที่ไม่จำเป็นต้องออกไปตามหา
วันที่ 8: Forestis – Salzburg – Munich – ผ่อนคลายร่างกาย แวะชมเมืองโมสาร์ท และมุ่งหน้ากลับสู่มิวนิค
เช้าวันนี้ปล่อยเวลาให้ไหลไปช้าๆ อยู่กับที่พักให้เต็มที่ ก่อนออกเดินทางช่วงสายหรือบ่ายไป Salzburg ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–3.5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่โรแมนติกที่สุดของออสเตรีย เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก โดม โบสถ์ และตรอกเก่าอันสง่างาม อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดของ Wolfgang Amadeus Mozart ทำให้ทั้งเมืองมีมิติทางศิลปะและดนตรีแทรกอยู่ในบรรยากาศอย่างแนบเนียน
เดินเล่นในย่านเมืองเก่าสัก 2–3 ชั่วโมงก็เพียงพอให้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองได้พอดี ไม่เร่ง ไม่แน่นจนเกินไป จากนั้นช่วงเย็นขับรถต่อกลับมิวนิค ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เข้าพักในตัวเมือง เป็นคืนสุดท้ายที่อารมณ์ของการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากการค้นพบ เป็นการค่อยๆ ทบทวนสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทาง
วันที่ 9: มิวนิค – บินกลับ – เดินทอดน่องจัตุรัสกลางเมืองหลวงบาวาเรียและเดินทางสู่สนามบิน
เช้าวันสุดท้ายในยุโรป ใช้เวลาแบบสบายๆ เดินเล่นแถว Marienplatz ใจกลางเมืองมิวนิค จัตุรัสแห่งนี้เป็นเหมือนหัวใจของเมือง รายล้อมด้วยอาคารประวัติศาสตร์ ร้านค้า คาเฟ่ และจังหวะชีวิตของผู้คน ความสวยของมิวนิคอาจไม่ใช่แบบดิบเถื่อนเหมือนภูเขา But เป็นความงามที่มีระเบียบ อบอุ่น และมีชีวิตชีวา
จากตัวเมืองไปสนามบินมิวนิคใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที ควรเผื่อเวลาคืนรถเช่าและเช็กอินก่อนเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ ช่วงเวลาระหว่างนั่งมองเครื่องบินทะยานขึ้น อาจเป็นตอนที่ภาพภูเขา ทะเลสาบ และถนนคดเคี้ยวในโดโลไมท์ไหลย้อนกลับมาเงียบๆ อีกครั้ง
วันที่ 10: ถึงกรุงเทพฯ – เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพพร้อมความทรงจำแสนตราตรึง
เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ปิดทริปที่ไม่ได้มีเพียงวิวสวยระดับโปสการ์ด แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของภูเขาเก่าแก่ เมืองเล็กกลางหุบเขา และจังหวะการเดินทางที่ไม่เร่งรีบเกินไป โดโลไมท์เป็นปลายทางที่ไม่ได้ชนะใจคนด้วยความหวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่ชนะด้วยบรรยากาศ ด้วยแสงที่เปลี่ยนไปในแต่ละชั่วโมง และด้วยความรู้สึกว่าเราค่อยๆ ได้กลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริงอีกครั้ง