นอร์เวย์ ล่าแสงเหนือ - ฟินแลนด์ แลปแลนด์ โลโฟเทน
ไฮไลท์และรูปแบบทริป
  • นอน Glass Igloo ที่ Kakslauttanen ลุ้นแสงเหนือจากเตียง
  • นั่งเลื่อนกวางเรนเดียร์กลางป่าสนหิมะ
  • ขับสโนว์โมบิลผจญภัยในอาร์กติก
  • Husky Safari & Santa Claus Village สัมผัส Lapland แท้
  • ขึ้นกระเช้า Fjellheisen ชมวิว Tromsø และลุ้นแสงเหนือ
  • เที่ยวหมู่บ้านชาวประมง Hamnøy, Reine, Sakrisøy ในโลโฟเทน วิวสวยเหมือนโปสการ์ด
แผนการเดินทางโดยย่อ

วันที่ 1: กรุงเทพฯ สู่ เฮลซิงกิ

เดินทางถึงเฮลซิงกิ เช็คอินและพักผ่อน

วันที่ 2: เฮลซิงกิ – อิวาโล – Kakslauttanen Arctic Resort

บินสู่ Ivalo แล้วเดินทางต่อสู่ Kakslauttanen Arctic Resort รีสอร์ตชื่อดังระดับโลกในแลปแลนด์ ตั้งอยู่ในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล ล้อมรอบด้วยป่าสนและทุ่งหิมะ ไฮไลต์คือการนอนใน Glass Igloo ที่มีหลังคากระจกให้นอนชมแสงเหนือจากภายในห้องพัก ช่วงบ่ายสัมผัสกิจกรรม Reindeer Sledge นั่งเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์ผ่านป่าสน เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวซามิ

วันที่ 3: Kakslauttanen – โรวาเนียมิ (Rovaniemi)

เช้าขับ Snowmobile Safari ซิ่งผ่านทุ่งหิมะและป่าอาร์กติก จากนั้นเดินทางสู่โรวาเนียมิ แวะฟาร์มฮัสกี้ทำกิจกรรม Husky Safari นั่งเลื่อนลากโดยสุนัขฮัสกี้ ก่อนเข้าชม Santa Claus Village หมู่บ้านซานตาคลอสอย่างเป็นทางการ ตั้งอยู่บนเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลพอดี เป็นสถานที่เดียวในโลกที่สามารถพบซานตาคลอสได้ตลอดทั้งปี

วันที่ 4: โรวาเนียมิ – ทรอมโซ (Tromsø)

บินสู่ทรอมโซ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์เหนือ ขึ้นกระเช้า Fjellheisen สู่ยอดเขา Storsteinen สูง 421 เมตร ชมวิวพาโนรามาของเมืองและฟยอร์ด ถือเป็นจุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุดในทรอมโซ

วันที่ 5: ทรอมโซ – นาร์วิก (Narvik)

ขับรถลงใต้สู่นาร์วิก แวะ Polar Park สวนสัตว์ที่อยู่เหนือสุดในโลก เป็นที่เดียวที่สามารถพบสัตว์นักล่าแห่งอาร์กติกอย่างหมาป่า หมีสีน้ำตาล ลิงซ์ และวูล์ฟเวอรีน ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

วันที่ 6: นาร์วิก – สโวลแวร์ (Svolvær) – หมู่เกาะโลโฟเทน

เดินทางเข้าสู่หมู่เกาะโลโฟเทน ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยภูเขาสูงชันตัดกับทะเลสีฟ้า Svolvær คือเมืองหลักของโลโฟเทน เดินเล่นชมท่าเรือและบรรยากาศเมืองประมงที่มีชีวิตชีวา

วันที่ 7: เฮนนิ่งสแวร์ (Henningsvær) – นุสฟยอร์ด (Nusfjord) – ฮามนอย (Hamnøy)

Henningsvær คือหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กหลายเกาะ มีสนามฟุตบอลริมทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก Nusfjord เป็นหมู่บ้านประมงเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จากนั้นเช็คอินที่ Hamnøy พักในบ้านชาวประมง Rorbuer สีแดงริมน้ำ ซึ่งเป็นภาพสัญลักษณ์ของโลโฟเทน

วันที่ 8: หมู่บ้าน Å – เรเน่ (Reine) – Sakrisøy

Å คือหมู่บ้านปลายสุดของโลโฟเทน เงียบสงบและดั้งเดิม Reine คือจุดถ่ายภาพที่ได้รับการโหวตว่าสวยที่สุดในนอร์เวย์ ด้วยภูเขาสูงสะท้อนในน้ำ Sakrisøy เป็นหมู่บ้านเล็กสีเหลืองสดใสที่น่ารักมาก ตอนเย็นรอชมแสงเหนือหน้าบ้านพักที่ Hamnøy

วันที่ 9: ชายหาด Haukland & Uttakleiv – ออสโล (Oslo)

ชมชายหาดทรายขาวน้ำใสที่ Haukland และ Uttakleiv ซึ่งหาดุได้ยากในเขตอาร์กติก ก่อนเดินทางสู่สนามบินเพื่อบินเข้าออสโล

วันที่ 10: ออสโล – กรุงเทพฯ

เวลาอิสระในออสโล เดินเล่นย่าน Karl Johans gate ชม Opera House หรือนั่งจิบกาแฟที่ท่าเรือ Aker Brygge ก่อนเดินทางสู่สนามบิน Oslo Gardermoen เพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

วันที่ 11: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

ค่าทริปและการจองทริป​
  • ค่าทริป
    • สอบถามทีมงาน
  • วันเดินทาง
    • สอบถามทีมงาน
  • สนใจจองทริป
    • Tel 0894789334 คุณโสมลักษณ์
    • Line OA @painaima
    • Email painaima@gmail.com
เงื่อนไขทริป

✅️ รูปแบบการเดินทาง Roadtrip Style
✅️ โรงแรมที่พัก 3-4 ดาว พร้อมอาหารเช้า
✅️ กลุ่มเล็ก 6 ท่าน เที่ยวโดยรถตู้
✅️ นำทริปโดยคนไทย ถ่ายรูปสวยๆ ให้
✅️ ประกันการเดินทาง วงเงิน 2 ล้าน

ค่าทริป ไม่รวม

⛔ วีซ่า (มีบริการรับทำ)
⛔ ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน (เราจัดหาให้ได้)
⛔ ไม่รวมอาหารกลางวันและเย็น
⛔ อาหารเช้า หากโรงแรมเป็นลักษณะ Apartment

จัดทริปในนามบริษัท ฟีลโซกู๊ด จำกัด
ใบอนุญาติ เลขที่ 11/08811

ตัวอย่างโรงแรม
สำหรับคบชอบอ่าน

วันที่ 1: กรุงเทพฯ สู่ เฮลซิงกิ

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เฮลซิงกิ เมืองหลวงริมทะเลบอลติกของฟินแลนด์ เมืองที่ให้ความรู้สึกสงบ เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวแบบนอร์ดิกแท้ ๆ หลังเครื่องลงจอด ใช้เวลาจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองราว 30–40 นาที วันแรกจึงเหมาะกับการเช็คอิน พักผ่อน และค่อย ๆ ปรับร่างกายให้เข้ากับอากาศเย็นและจังหวะชีวิตที่ช้าลง ราวกับเป็นการตั้งต้นลมหายใจใหม่ ก่อนออกเดินทางขึ้นเหนือไปสู่ดินแดนแห่งหิมะและแสงเหนือ

วันที่ 2: เฮลซิงกิ – อิวาโล – Kakslauttanen Arctic Resort

เช้านี้ออกเดินทางโดยเที่ยวบินภายในประเทศจากเฮลซิงกิสู่ Ivalo ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที จากนั้นนั่งรถต่อไปยัง Kakslauttanen Arctic Resort ราว 30–40 นาที รีสอร์ตระดับตำนานแห่งแลปแลนด์ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าสนและทุ่งหิมะในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงที่พัก แต่คือประสบการณ์ที่หลายคนใฝ่ฝัน — การนอนใน Glass Igloo ใต้หลังคากระจกใส เฝ้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเงียบงัน และอาจได้เห็นแสงเหนือเต้นระบำอยู่เหนือเตียงนอนของตัวเอง

ช่วงบ่าย สัมผัสกิจกรรม Reindeer Sledge การนั่งเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์ผ่านป่าหิมะอย่างเนิบช้า กวางเรนเดียร์ไม่ใช่เพียงสัตว์สัญลักษณ์ของคริสต์มาส แต่คือวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวซามิ ชนพื้นเมืองแห่งดินแดนเหนือสุดของยุโรป การได้นั่งอยู่บนเลื่อน ฟังเสียงหิมะใต้ล้อ และมองแนวสนขาวโพลนเคลื่อนผ่านไปช้า ๆ คือช่วงเวลาที่ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่า slow travel ได้อย่างแท้จริง

วันที่ 3: Kakslauttanen – โรวาเนียมิ (Rovaniemi)

เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความตื่นเต้นของ Snowmobile Safari ขับสโนว์โมบิลฝ่าป่าอาร์กติกและลานหิมะกว้างสุดสายตา เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนชีวิตฤดูหนาวของผู้คนในแลปแลนด์อย่างชัดเจน จากนั้นออกเดินทางสู่โรวาเนียมิ ใช้เวลาประมาณ 3.5–4 ชั่วโมงโดยรถยนต์ ระหว่างทางแวะฟาร์มฮัสกี้เพื่อทำกิจกรรม Husky Safari การนั่งเลื่อนที่ลากโดยสุนัขฮัสกี้ให้ความรู้สึกต่างจากกวางเรนเดียร์โดยสิ้นเชิง — เร็ว สนุก มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยพลัง

เมื่อถึงโรวาเนียมิ เมืองหลวงแห่งแลปแลนด์ฟินแลนด์ จะได้เข้าชม Santa Claus Village หมู่บ้านซานตาคลอสที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ตั้งอยู่บนเส้น Arctic Circle พอดี ตำนานซานตาคลอสที่ผูกโยงกับแลปแลนด์ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าสำหรับเด็ก แต่เป็นภาพแทนของดินแดนแห่งฤดูหนาว ความอบอุ่น และจินตนาการที่มีอยู่จริง การได้มายืนอยู่ตรงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลจึงเหมือนเป็นหมุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

วันที่ 4: โรวาเนียมิ – ทรอมโซ (Tromsø)

ออกเดินทางโดยเครื่องบินจากโรวาเนียมิไปยังทรอมโซ ใช้เวลาประมาณ 3–5 ชั่วโมงรวมเวลาต่อเครื่อง ขึ้นอยู่กับตารางบิน ทรอมโซคือเมืองใหญ่ที่สุดของนอร์เวย์เหนือ และได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแห่งแสงเหนือของโลก เมืองนี้มีทั้งภูเขา ฟยอร์ด ทะเล และบรรยากาศแบบขั้วโลกที่ยังคงมีชีวิตชีวา

ช่วงบ่ายขึ้นกระเช้า Fjellheisen ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีสู่ยอดเขา Storsteinen ที่ระดับความสูง 421 เมตร เบื้องหน้าคือวิวพาโนรามาของเมือง ทะเล และภูเขาที่โอบล้อมกันอย่างงดงาม หากท้องฟ้าเปิด ที่นี่คือหนึ่งในจุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุดของทรอมโซ เพราะอยู่สูงพ้นแสงไฟบางส่วนและเปิดรับขอบฟ้ากว้างสุดสายตา เมืองนี้จึงไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่ยังเป็นหนึ่งในประตูสู่โลกอาร์กติกที่คนรักธรรมชาติไม่ควรพลาด

วันที่ 5: ทรอมโซ – นาร์วิก (Narvik)

เช้าวันนี้ออกเดินทางด้วยรถยนต์จากทรอมโซสู่นาร์วิก ใช้เวลาประมาณ 4–4.5 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ พาเราลงใต้ผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างนุ่มนวล ทั้งภูเขาหิมะ ทะเลสาบ และฟยอร์ดเงียบงัน ระหว่างทางแวะ Polar Park สวนสัตว์ที่ได้ชื่อว่าอยู่เหนือสุดในโลก ที่นี่แตกต่างจากสวนสัตว์ทั่วไป เพราะออกแบบให้สัตว์อาศัยอยู่ในพื้นที่กว้างใกล้เคียงธรรมชาติจริงมากที่สุด

เสน่ห์ของ Polar Park คือโอกาสที่จะได้เห็นสัตว์นักล่าแห่งอาร์กติก เช่น หมาป่า หมีสีน้ำตาล ลิงซ์ และวูล์ฟเวอรีน ในบรรยากาศที่ไม่เร่งรีบ การได้เห็นสัตว์เหล่านี้ท่ามกลางหิมะและป่าสน ทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติของโลกเหนือยังคงดิบ งดงาม และน่าเกรงขามเพียงใด ก่อนเข้าสู่นาร์วิก เมืองเล็กที่รายล้อมด้วยภูเขาและมีประวัติสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจากการเป็นเมืองท่าแร่เหล็กที่ยุทธศาสตร์ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค

วันที่ 6: นาร์วิก – สโวลแวร์ (Svolvær) – หมู่เกาะโลโฟเทน

วันนี้เริ่มเข้าสู่หนึ่งในช่วงที่งดงามที่สุดของการเดินทาง ขับรถจากนาร์วิกสู่สโวลแวร์ ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง เส้นทางค่อย ๆ เปิดเผยภาพของหมู่เกาะโลโฟเทน ดินแดนที่ได้รับการยกย่องว่ามีภูมิทัศน์สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยภูเขาหินแหลมคมที่พุ่งขึ้นจากทะเลสีคราม หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ และแสงเหนือที่มักมาเยือนในฤดูหนาว

สโวลแวร์คือเมืองหลักของโลโฟเทน เต็มไปด้วยท่าเรือ เรือประมง และบ้านไม้สีสด บรรยากาศมีทั้งความคึกคักและความอบอุ่นในแบบเมืองชายฝั่งนอร์เวย์ เมืองนี้เติบโตจากวัฒนธรรมประมงปลาค็อดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโลโฟเทนมาหลายร้อยปี การเดินเล่นช้า ๆ ริมท่าเรือในอากาศเย็นจัด จึงไม่ใช่แค่การชมวิว แต่เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์ผ่านชีวิตจริงของผู้คนที่ยังผูกพันกับทะเลเสมอมา

วันที่ 7: เฮนนิ่งสแวร์ (Henningsvær) – นุสฟยอร์ด (Nusfjord) – ฮามนอย (Hamnøy)

วันนี้คือวันของการซึมซับเสน่ห์โลโฟเทนอย่างเต็มที่ จากสโวลแวร์ไป Henningsvær ใช้เวลาราว 30–40 นาที หมู่บ้านชาวประมงบนเกาะเล็กหลายเกาะแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องสนามฟุตบอลริมทะเลที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่ความน่ารักของที่นี่อยู่ที่จังหวะชีวิตเรียบง่าย แกลเลอรีเล็ก ๆ คาเฟ่เงียบ ๆ และบ้านไม้ที่ตั้งรับลมหนาวอยู่ริมน้ำ

จากนั้นเดินทางต่อไป Nusfjord ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง หมู่บ้านประมงโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนเหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่นี่ทำให้เห็นภาพโลโฟเทนในอดีตอย่างชัดเจน ทั้งท่าเรือ บ้านชาวประมง และโครงสร้างชุมชนที่เติบโตมาจากทะเล ปลายทางของวันคือ Hamnøy ใช้เวลาอีกประมาณ 45 นาที–1 ชั่วโมง ที่นี่คือหนึ่งในจุดภาพจำของโลโฟเทน กับบ้านชาวประมง Rorbuer สีแดงที่ตั้งเรียงอยู่ริมน้ำ ฉากหลังเป็นภูเขาสูงชันราวกับภาพวาด การได้พักค้างคืนที่นี่ไม่ใช่แค่สวย แต่เป็นการได้อยู่ “ข้างใน” ภาพของโลโฟเทนจริง ๆ

วันที่ 8: หมู่บ้าน Å – เรเน่ (Reine) – Sakrisøy

เช้าวันนี้ออกสำรวจตอนใต้ของโลโฟเทนอย่างสบาย ๆ จาก Hamnøy ไป Å ใช้เวลาประมาณ 20–25 นาที หมู่บ้านชื่อสั้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นปลายทางสุดถนนของหมู่เกาะโลโฟเทน Å ยังคงบรรยากาศดั้งเดิม เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แบบหมู่บ้านประมงแท้ ๆ ราวกับเวลาที่นี่เดินช้ากว่าที่อื่น

จากนั้นเดินทางต่อไป Reine ใช้เวลาเพียง 10 นาที หมู่บ้านที่มักได้รับการโหวตว่าสวยที่สุดในนอร์เวย์ ด้วยภาพภูเขาสูงตระหง่านสะท้อนผืนน้ำ และบ้านสีแดงเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมฟยอร์ด ชื่อของ Reine จึงกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความฝันสำหรับนักเดินทางทั่วโลก ก่อนแวะ Sakrisøy หมู่บ้านเล็กสีเหลืองสดใสที่อยู่ไม่ไกล ใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที ความน่ารักของที่นี่อยู่ที่สีสันสดตัดกับภูเขาและหิมะอย่างงดงาม ตอนเย็นกลับมาที่ Hamnøy และรอชมแสงเหนือหน้าที่พัก ช่วงเวลานี้ไม่มีอะไรต้องรีบ มีเพียงความเงียบ ความหนาว และสายตาที่เฝ้ารอแสงสีเขียวบนท้องฟ้าอย่างอ่อนโยน

วันที่ 9: ชายหาด Haukland & Uttakleiv – ออสโล (Oslo)

ออกเดินทางจาก Hamnøy สู่หาด Haukland ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง และต่อไป Uttakleiv เพียง 10–15 นาที ทั้งสองชายหาดคืออีกด้านของโลโฟเทนที่หลายคนคาดไม่ถึง — ทรายขาว น้ำทะเลใส และวิวภูเขาที่รายล้อมอยู่รอบด้าน แม้อยู่ในเขตอาร์กติก แต่กลับให้บรรยากาศงดงามแปลกตาราวกับชายฝั่งในอีกโลกหนึ่ง

จากนั้นเดินทางต่อสู่สนามบิน Leknes หรือ Svolvær ตามตารางบิน โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที–2.5 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับสนามบินที่เลือก และบินเข้าออสโล ใช้เวลารวมประมาณ 3–5 ชั่วโมงรวมต่อเครื่อง เมืองหลวงของนอร์เวย์ให้ความรู้สึกต่างจากหลายวันที่ผ่านมาอย่างชัดเจน จากธรรมชาติอันเวิ้งว้างกลับสู่เมืองที่ทันสมัย เรียบเท่ และมีจังหวะชีวิตแบบสแกนดิเนเวียนร่วมสมัย เป็นเหมือนบทสรุปที่นุ่มนวลก่อนการเดินทางสิ้นสุดลง

วันที่ 10: ออสโล – กรุงเทพฯ

วันสุดท้ายในยุโรปเหนือ ปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างสบายในออสโล จะเดินเล่นบนถนน Karl Johans gate ชมอาคารสำคัญของเมือง แวะ Opera House ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมมินิมอลราวภูเขาน้ำแข็ง หรือจะนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ ที่ Aker Brygge ริมน้ำก็ล้วนเหมาะกับจังหวะปิดท้ายทริปนี้ทั้งสิ้น ออสโลอาจไม่ได้หวือหวาเท่าเมืองใหญ่ในยุโรปอื่น แต่มีเสน่ห์ตรงความพอดี — เมืองที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ศิลปะ และคุณภาพชีวิตอย่างลงตัว

ก่อนถึงเวลาเดินทางไปสนามบิน Oslo Gardermoen ใช้เวลาจากตัวเมืองประมาณ 20–30 นาทีโดยรถไฟด่วน หรือราว 40–50 นาทีโดยรถยนต์ แล้วออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมความทรงจำของป่าสน หิมะ ฟยอร์ด หมู่บ้านชาวประมง และคืนที่เฝ้ามองฟ้าอย่างมีความหวัง

วันที่ 11: เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

การเดินทางครั้งนี้อาจจบลงเมื่อเครื่องแตะพื้น แต่ความรู้สึกของโลโฟเทน แลปแลนด์ และโลกอาร์กติกจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน เพราะนี่ไม่ใช่แค่ทริปดูแสงเหนือ แต่คือการค่อย ๆ เดินทางผ่านดินแดนที่สอนให้เรามองเห็นความงามของความเงียบ ความเรียบง่าย และธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม