เรื่องแล้วเรื่องเล่า \ ไดอารี่ • สัมภาษณ์ • แรงบันดาลใจ • เรื่องเล่า

Valtava River

สายน้ำที่เฝ้ามอง

ริมแม่น้ำวัลตาว่า วันนั้นปรากหนาวกว่าที่คิด
.
หนาวแบบปลายฤดูใบไม้ร่วง
ใบไม้ลาจากต้นไปเกือบหมดแล้ว
เหลือแค่กิ่งไม้เปลือย ๆ ยื่นออกไปเหนือทางเดิน
เหมือนเส้นดินสอบาง ๆ ที่วาดทับอยู่บนท้องฟ้าสีอ่อน
.
บางคนหยุดถ่ายรูปกับรูปปั้น
บางคนยืนฟังเสียงดนตรีริมทาง
บางคู่เดินเบียดกันใต้เสื้อโค้ตหนา ๆ
บางคนถือแก้วกาแฟร้อน เดินไปพร้อมไอสีขาวที่ลอยออกมาตอนหายใจ
.
สะพานชาล์ลในเย็นวันนั้นคึกคักคราคร่ำอยากเช่นเคย
แม้คนจะเยอะแค่ไหน แต่มันก็นับเป็นเสน่ห์ในแบบของมัน
ทุกคนตั้งใจมารอดูช่วงเวลาสั้น ๆ ช่วงเดียวกัน
ช่วงที่อาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
และปรากกำลังเปลี่ยนสี
.
แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ ทอลงบนหลังคาแดง
ยอดหอคอย
ผนังตึกเก่า
และเงาของปราสาทปรากที่อยู่ไกลออกไปบนเนิน
.
ผมเดินออกจากความแน่นของผู้คน
เลี้ยวลงมาเดินเลียบ แม่น้ำวัลตาว่า
.
ตรงนี้เองที่เมืองเริ่มเบาลง
.
เสียงคนบนสะพานค่อย ๆ ห่างออกไป
แทนที่ด้วยเสียงน้ำ เสียงเรือ เสียงรถรางกำลังวิ่ง
ลมเย็นพัดมาจากแม่น้ำจนต้องดึงเสื้อให้กระชับขึ้นอีกนิด
.
แม่น้ำวัลตาว่าในวันหนาว ๆ ดูนิ่งกว่าปกติ
ไม่ใช่นิ่งแบบเงียบสนิท
แต่นิ่งแบบคนที่อยู่กับเมืองนี้มานานพอ
เห็นทั้งฤดูที่ใบไม้ผลิใบ
ฤดูร้อนที่ผู้คนออกมานั่งริมฝั่ง
และฤดูใบไม้ร่วงที่ต้นไม้เหลือแต่กิ่ง
.
ผมเดินคิดไปเรื่อย ค่ำนี้จะฝากท้องไว้ที่ไหนดี
.
สองฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยภาพที่เหมือนถูกจัดวางไว้พอดี
สะพานเก่า
เรือล่องแม่น้ำ
อาคารสีครีม
หลังคาส้มหม่น
ปราสาทบนเนิน
และกิ่งไม้โล่ง ๆ ที่ทำให้ภาพทั้งหมดดูโปร่งขึ้นอย่างน่าแปลก
.
บางทีพอใบไม้หายไป
เรากลับเห็นเมืองชัดขึ้น
.
เห็นแนวหลังคา
เห็นรายละเอียดของหอคอย
เห็นแสงเย็นที่ลอดผ่านกิ่งไม้
เห็นเงาสะพานตกลงบนผิวน้ำ
เห็นปรากในแบบที่ไม่ต้องแต่งตัวมาก แต่ยังมีเสน่ห์
.
ปรากไม่ได้สวยแบบตะโกน
แต่สวยแบบค่อย ๆ ซึมเข้ามาแต่ต่อต้านได้ยาก
.
สวยตรงที่เราหยุดมองแม่น้ำนานกว่าที่ตั้งใจ
สวยตรงอาทิตย์ที่กำลังหายไปหลังแนวตึก
สวยตรงไฟดวงแรก ๆ ที่เริ่มติดขึ้นริมฝั่ง
สวยตรงไม่ต้องเร่งให้ตัวเองอิน
ไม่ต้องพยายามโรแมนติก
ไม่ต้องทำให้ทุกนาทีมีความหมายใหญ่โต
.
ปล่อยให้แม่น้ำวัลตาว่าดูแลปรากผ่านห้วงเวลา
จนกว่าเราจะพบกันใหม่

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม