เรื่องแล้วเรื่องเล่า \ ไดอารี่ • สัมภาษณ์ • แรงบันดาลใจ • เรื่องเล่า

ลาวเหนือ 10 วัน 10 พันโค้ง

เพราะมันเปลี่ยนแปลง

ลาวเหนือไม่ได้รีบให้ใครเข้าใจมันในวันเดียว

บางเส้นทางไม่ได้จำได้เพราะวิวสวยที่สุด
แต่จำได้เพราะก้นไม่เคยอยู่ติดเบาะเลยสักครึ่งชั่วโมง

ผมเริ่มเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่ข้ามจากเชียงของไปห้วยทราย

เช้าวันนั้นผ่านแดน แลกเงิน แล้วนั่งรอคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันบนรถทัวร์จากกรุงเทพฯ
เขาบอกว่าจะเหมารถไปทางเดียวกัน
เราก็รออย่างคนมีความหวัง

เกือบสิบเอ็ดโมง ความหวังยังไม่ข้ามแม่น้ำโขงมา

ตรงห้วยทรายมีป้ายบอกราคาเรือไปหลวงพระบางเต็มไปหมด
เรือเร็วประมาณ 800-1,000 บาท
เรือช้าประมาณ 400-500 บาท
หลายคนคงเลือกลงน้ำ แล้วปล่อยตัวเองให้แม่น้ำพาไป

แต่เรากลับเลือกถนน

ถนนจากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา ระยะทางราว 195 กิโลเมตร
ในแผนที่มันดูเป็นเส้นธรรมดา
ในชีวิตจริงมันคือการฝึกศรัทธาในระบบช่วงล่างของรถสองแถว

รถประจำทางมีถึงราวสิบโมงเช้าเท่านั้น
ถ้าพลาด ก็ต้องเหมารถ
และถ้าจะเหมารถ ก็ต้องต่อรองเหมือนกำลังเจรจาสันติภาพขนาดย่อม

สุดท้ายเราได้รถในราคา 2,100 บาท
พี่คนขับเติมน้ำมัน แวะรับเมียกับลูก เพราะบ้านเขาอยู่หลวงน้ำทา
แล้วเราก็ออกจากห้วยทรายตอนบ่ายโมงกว่า

ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็เลิกถามว่าอีกกี่กิโลเมตร

ในลาวเหนือ คำถามที่เหมาะกว่าคือ
“อีกนานไหม”
และคำตอบมักจะเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร

ถนนลูกลังแคบ ๆ หลุมบ่อกว้าง ๆ ทำให้ร่างกายเริ่มรู้จักมุมใหม่ของตัวเอง
โค้งซ้ายมา
โค้งขวามา
แล้วก็ซ้ายอีก
แล้วก็ขวาอีก

เรียบง่ายดี
มีอยู่แค่นี้
แต่ซ้ำจนชีวิตเริ่มมีปรัชญา

บ่ายสามกว่าเราถึงเมืองเงิน
จุดพักรถเล็ก ๆ มีตลาด มีร้านเฝอ ตั้งอยู่ประปราย
ลงจากรถด้วยอาการเอียงซ้ายเล็กน้อย เอียงขวาปานกลาง
กินอะไรเร็ว ๆ แล้วกลับขึ้นรถไปโยกต่อ

ระหว่างทาง พี่คนขับบอกว่าเส้นนี้มีโครงการลาดยาง
จากห้วยทรายถึงหลวงน้ำทา
ตั้งเป้าเสร็จในปี 2006
ฟังดูเป็นข่าวดีมากในตอนนั้น
ดีเสียจนผมเกือบลืมไปว่า ตอนนี้เรายังนั่งอยู่บนฝุ่นจริง หลุมจริง และแรงกระแทกจริง

เย็นลง อากาศเริ่มเย็นจัด
แสงสีทองวางตัวบนภูเขา
ลมลอดเข้ามาตามช่องของรถสองแถว
ผมหาเสื้อหนาว หมวกไอ้โม่ง ถุงมือ แล้วนอนในท่าที่ดูคล้ายคนกำลังเตรียมคลอดลูก

ทุ่มครึ่ง ถนนเริ่มเรียบขึ้น
แสงไฟบ้านเรือนเริ่มปรากฏ
รถเข้าเขตหลวงน้ำทา

พอถึงเกสต์เฮาส์ เราขนของลงจากรถ
ร่างกายเหมือนเพิ่งถูกนำไปซักด้วยโหมดปั่นแห้ง
จ่ายค่ารถ 525,000 กีบ
แล้วกล่าวลาพี่คนขับด้วยความจริงใจปนงุนงง

คืนนั้นหลวงน้ำทาเย็นถึง 12 องศา

เป็นความหนาวแบบไม่ต้องมีคำอธิบาย
มือมันจะรู้เองว่าควรไปซุกตรงไหน
และใจมันจะรู้เองว่าผ้าห่มบางผืนมีคุณค่ากว่าคำปลอบใจ

วันต่อมาเราไปเมืองสิงห์

รถออกจากคิวรถตลาดเช้า
ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาราวสองชั่วโมงครึ่ง
ถนนบางช่วงดี บางช่วงเหมือนยังไม่ตัดสินใจว่าจะเป็นถนนดีหรือไม่

ระหว่างทาง รถไต่ขึ้นเขา
เบื้องล่างคือหุบลำน้ำทา
ไกลออกไปมีโครงการเขื่อนที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ถนน ไฟฟ้า เขื่อน
คำพวกนี้ฟังเหมือนความเจริญ
แต่พอมาอยู่กลางภูเขาจริง ๆ
มันก็ทำให้คนเดินทางเงียบลงได้เหมือนกัน

เมืองสิงห์มีหมู่บ้านชาวเผ่าอยู่มาก
ทั้งม้ง ไทลื้อ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ
เจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวบอกว่า หมู่บ้านที่งามหน่อยก็ไกลหน่อย
แต่เวลาของเราน้อย
จึงได้ดูแบบใกล้ ๆ เท่าที่ชีวิตจะอนุญาต

บางครั้งการเดินทางก็ไม่ได้พาเราไปถึงที่ที่ควรไป
มันแค่พาเราไปยืนอยู่ตรงขอบของความเสียดาย
แล้วบอกว่า คราวหน้าค่อยมาใหม่

จากหลวงน้ำทา เราเดินทางต่อไปอุดมไซ
เมืองศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมของลาวเหนือ
แล้วต่อรถไปหนองเขียว

ทางจากอุดมไซไปหนองเขียวโค้งจัด
ภูเขาเปิดออกเป็นชั้น ๆ
บางลูกมีแต่หญ้าหัวโล้น
บางช่วงถนนไร้รั้วกั้น
พี่คนขับชี้จุดที่เคยมีรถตกเหวให้ดูแบบน้ำเสียงธรรมดา

ผมชะโงกไปมอง
เห็นแต่ความลึก

บางทีธรรมชาติก็ไม่ต้องทำอะไรเยอะ
แค่ยืนเฉย ๆ ให้เรารู้ว่าตัวเองเล็กแค่ไหนก็พอ

ใกล้หนองเขียว แดดบ่ายเริ่มอ่อนลง
ภูผาสูงตั้งอยู่กลางท้องทุ่ง
น้ำอูไหลอยู่เงียบ ๆ ใต้แสงสีทอง
เด็กคนหนึ่งยืนให้ถ่ายรูปบนสะพาน
เงาราวสะพานพาดผ่านตัวเขาเป็นเส้น ๆ

แดดบ่ายส่องลำน้ำ
ส่องเรือลำเล็ก
ส่องผาหินจนกลายเป็นสีทอง
แล้วค่อย ๆ หมดไปหลังเหลี่ยมเขา

เราพักที่เกสต์เฮาส์ริมน้ำอู
เงียบจนได้ยินความมืด
ไฟฟ้าไม่มี ต้องอาศัยตะเกียง
น้ำเย็นจนการอาบน้ำกลายเป็นกีฬาความเร็ว

ราดขันแรกลงไป
ผมกลายเป็นนักวิ่งลมกรดทันที

เช้าวันถัดมา หนองเขียวจมอยู่ใต้หมอก
แสงแดดไม่ค่อยอยากเข้ามายุ่ง
เรานั่งเรือทวนน้ำอูไปเมืองง้อยเหนือ

เมืองง้อยเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำ
สมัยหนึ่งไปถึงได้ทางเรือเท่านั้น
เรือประจำทางจากหนองเขียวใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง
น้ำอูดูเอื่อย แต่มีแก่งให้รู้ว่าเขาไม่ได้ใจเย็นเสมอไป

สายน้ำนี้ไหลลงมาจากทางพงสาลี
ก่อนจะไปรวมกับแม่น้ำโขง
ระหว่างนั้นมันผ่านหมู่บ้าน ภูเขา สงคราม ความเงียบ และชีวิตเล็ก ๆ ของคนจำนวนมาก

เมืองง้อยเองก็เคยผ่านสงคราม
ระเบิดลูกใหญ่ ๆ บางลูกไม่ได้หายไปไหน
มันกลายเป็นรั้ว
กลายเป็นเสาบ้าน
กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน

เป็นของธรรมดาที่ไม่ควรจะธรรมดาเลย

จากหมู่บ้านเดินไปถ้ำกลางและถ้ำแก้วได้ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
ทางเดินผ่านทุ่ง ผ่านดิน ผ่านป้ายไม้ที่ชี้ไปหมู่บ้าน น้ำตก และเส้นทางอื่น ๆ
ป้ายเหล่านั้นเหมือนชวนไปต่อ
แต่เรามีเวลาไม่มากนัก
จึงเดินเท่าที่เดินได้ แล้วปล่อยส่วนที่เหลือให้ค้างอยู่ในหัว

เย็นนั้น เด็ก ๆ ริมน้ำเล่นกับกล้องอย่างไม่กลัวอะไร
กระโดดน้ำ ตีลังกา แปลงร่าง
หัวเราะกันเสียงดัง
ผมนั่งมองแล้วขำในความกล้า
ขำในความบ้าพลัง
และอิจฉาเล็กน้อยที่พวกเขายังไม่ต้องรู้จักคำว่าแผนสำรอง

คืนนั้นเป็นคืนส่งท้ายปี
ฝั่งหนึ่งมีตะเกียงและเทียน
อีกฝั่งมีไฟฟ้าและเสียงคาราโอเกะลอยข้ามน้ำมาเบา ๆ

เจ้าของร้านบอกว่า อีกไม่นานฝั่งนี้ก็จะมีไฟฟ้าใช้

ผมนึกถึงแสงเทียนที่ไหวไปตามลม
นึกถึงเด็ก ๆ ที่กระโดดลงน้ำ
แล้วนึกไม่ออกว่า เมื่อแสงไฟมาถึง
อะไรจะสว่างขึ้น
และอะไรจะค่อย ๆ หายไป

หลังจากนั้นเรามาถึงหลวงพระบาง

หลายคนอาจใช้เวลาไม่นานจากชายแดนเพื่อมุ่งมาที่นี่
แต่เรามาถึงหลังจากอยู่ในลาวมาเกือบ 96 ชั่วโมง
เพราะเราเชื่อแบบดื้อ ๆ ว่า ลาวไม่ได้มีแค่หลวงพระบาง

เมืองนี้มีชื่อเสียงมานาน
วัดวา บ้านเก่า ถนนเงียบ แม่น้ำโขง และจังหวะชีวิตที่คนเดินทางจำนวนมากเคยตกหลุมรัก

แต่ผมเพิ่งมาครั้งแรก
จึงไม่มีหลวงพระบางในความทรงจำเก่าให้เปรียบเทียบ
มีแค่ภาพใหม่ที่ค่อย ๆ ถูกบันทึกลงไป
เผื่อวันหนึ่งกลับมาอีกครั้ง แล้วจะรู้ว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

จากหลวงพระบาง เราเดินทางต่อไปโพนสะหวัน เมืองหลวงของแขวงเซียงขวาง
เพื่อไปทุ่งไหหิน

รถออกเช้าประมาณแปดโมง
ใช้เวลาราวเจ็ดชั่วโมง
โค้งระหว่างทางไม่ใช่โค้งแบบน็อกทีเดียว
แต่เป็นโค้งแบบแย็บสะสม
เบา ๆ ถี่ ๆ
จนสุดท้ายก็ทำเอาคนแพ้ทางยอมแพ้ได้เหมือนกัน

ถึงแยกภูคูน
ถ้าตรงไปคือทางเวียงจันทน์
ถ้าเลี้ยวซ้ายคือทางเซียงขวาง
ตรงนั้นอากาศเย็น วิวกว้าง
เป็นห้องน้ำธรรมชาติที่วิวดีเกินหน้าที่ของมันมาก

ระหว่างทางมีดินถล่ม
รถจอดรอแบคโฮตักดินเกือบชั่วโมง
แล้วจึงไปต่อ

โพนสะหวันตอนเย็นหนาวประมาณ 12 องศา
เมืองนี้ดูเป็นเมืองใหม่ บ้านเรือนส่วนมากเป็นอิฐเป็นปูน
แต่ความใหม่นั้นมีเงาของสงครามอยู่ข้างหลัง
เพราะเซียงขวางเคยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
อยู่ใกล้เวียดนาม และเคยถูกทิ้งระเบิดอย่างหนัก

วันต่อมาเราไปทุ่งไหหิน

ทุ่งไหหินมีทั้งหมดหลายสิบไซต์
แต่จุดที่นักเดินทางมักไปคือไซต์หลักสามแห่ง
ไซต์แรกมีไหจำนวนมากที่สุด ราว 250-300 ใบ
บางใบเล็ก บางใบใหญ่จนหนักหลายตัน
กระจายอยู่กลางทุ่งอย่างเงียบงัน

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าไหเหล่านี้มีไว้ทำอะไร
นักโบราณคดีบางแนวทางเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับพิธีศพโบราณ
แต่ตำนานท้องถิ่นเล่าอีกแบบ

เขาว่าขุนเจียงนำทัพชนะศึกมาพักแรมแถบนี้
แล้วให้ชาวบ้านทั้ง 19 หมู่บ้านต้มเหล้าเพื่อฉลองชัย
เวลาผ่านไปนับพันปี
เหล้าเหือดหาย
เหลือแต่ไหให้คนรุ่นหลังยืนมอง

ผมฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้
ถ้าจะต้มเหล้าจริง ๆ ทำไมต้องสร้างไหเยอะขนาดนั้น
กว่าจะทำเสร็จ ทหารอาจเลิกอยากดื่มไปก่อนก็ได้

เราเดินดูไหใบแล้วใบเล่า
หินนิ่งมาก
นิ่งจนเหมือนมันไม่สนใจคำอธิบายของมนุษย์
จะตำนาน จะโบราณคดี จะสงคราม
ทั้งหมดเหมือนผ่านมาวางตัวอยู่รอบ ๆ
แต่ไหก็ยังเป็นไห
วางอยู่กลางลมเย็น
กลางทุ่ง
กลางคำถาม

หลังจากนั้นเรากลับลงมาทางวังเวียง
ฝนตกตอนเย็น
พื้นเจิ่งน้ำ ฟ้าเจิ่งเมฆ
เรามีเวลาแค่เดินตลาด กินกล้วยปิ้ง และคุยกันเรื่องแผนวันสุดท้าย

เสียงฝนกระทบพื้นดังจ้อกแจ้ก
เหมือนเป็นการบอกลาแบบไม่จัดพิธี

เช้าวันถัดมา รถกระบะสามแถวออกจากวังเวียง
มุ่งหน้าเวียงจันทน์
อีกไม่นานเราจะข้ามกลับฝั่งไทย
กลับไปหาถนนเรียบ ไฟฟ้า น้ำอุ่น และความสะดวกที่เราเคยบ่นใส่มัน

แผนที่ลาวเหนือที่เราโหลดมาจากอินเทอร์เน็ต
ถูกขีดแดงจนเละตั้งแต่หลายวันก่อน
ตอนนี้มันแทบไม่จำเป็นแล้ว

เพราะบางเส้นทางไม่ได้อยู่บนกระดาษตั้งแต่แรก

มันอยู่ในฝุ่นที่ติดรองเท้า
ในลมเย็นที่ลอดเข้ามาในรถสองแถว
ในแสงตะเกียงริมน้ำอู
ในเสียงเด็กกระโดดน้ำ
ในไหหินที่ไม่พูดอะไรเลย

และในคำถามเล็ก ๆ ที่ติดกลับมาด้วยว่า
ความเจริญที่เราวิ่งกลับไปหาอยู่ทุกวันนั้น
จริง ๆ แล้วมันพาอะไรกลับมาจากเราไปบ้าง.

 
 

ลองปรับภาษาให้ smooth กว่านี้
 
 

ได้ครับ ผมปรับให้ลื่นขึ้น ลดความสะดุดของประโยค เชื่อมจังหวะให้เนียนกว่าเดิม แต่ยังคงน้ำเสียงนิ่ง ๆ แบบไดอารี่เดินทาง และเก็บอารมณ์ขันแห้งไว้บางจุด


ลาวเหนือไม่ได้รีบให้ใครเข้าใจมันในวันเดียว

บางเส้นทางไม่ได้อยู่ในความทรงจำเพราะมันสวยที่สุด
แต่อยู่เพราะร่างกายจำได้ก่อนใจ

จำได้จากแรงกระแทกของถนน
จากลมเย็นที่ลอดเข้ามาในรถสองแถว
จากโค้งซ้าย โค้งขวา
และจากความรู้สึกว่า ก้นของเรากับเบาะรถเหมือนกำลังมีปัญหาส่วนตัวกันอย่างลึกซึ้ง

ผมเริ่มเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่เช้าวันที่ข้ามจากเชียงของไปห้วยทราย

หลังจากผ่านแดน แลกเงิน และจัดการเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เสร็จเรียบร้อย เรานั่งรอพี่ชายคนหนึ่งที่เจอกันบนรถทัวร์จากกรุงเทพฯ เขามีจุดหมายเดียวกัน และบอกว่าอาจจะติดรถที่เหมาไว้ไปด้วยกันได้

เราก็รอ

รออย่างคนที่ยังเชื่อในมิตรภาพบนถนน
รอจนเกือบสิบเอ็ดโมง
แต่เขายังไม่ข้ามฟากมาจากฝั่งไทย

สุดท้ายเราจึงตัดสินใจออกไปหารถเอง
เพราะถ้าช้ากว่านี้อีกนิด อาจต้องค้างอยู่ห้วยทรายไปอีกหนึ่งคืน ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย

ที่ห้วยทรายมีป้ายบอกราคาเรือไปหลวงพระบางให้เห็นอยู่ทั่วไป
ทั้งเรือเร็วและเรือช้า
เรือเร็วราคาประมาณ 800–1,000 บาท
เรือช้าประมาณ 400–500 บาท

หลายคนคงเลือกลงเรือ แล้วปล่อยให้แม่น้ำโขงพาไปถึงหลวงพระบางอย่างค่อยเป็นค่อยไป

แต่เรากลับเลือกถนน

หรือพูดให้ถูกกว่านั้น
เราเลือกสิ่งที่ตอนนั้นยังไม่แน่ใจนักว่าควรเรียกว่าถนนดีไหม

เส้นทางจากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา ระยะทางราว 195 กิโลเมตร
ในแผนที่มันดูเป็นเส้นธรรมดาเส้นหนึ่ง
แต่ในชีวิตจริง มันคือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เบาะรถ และราวเหล็ก

รถประจำทางจากห้วยทรายไปหลวงน้ำทามีถึงประมาณสิบโมงเช้าเท่านั้น
ถ้าไปทัน ก็ต้องรีบขึ้น
ถ้าไปช้า ก็อย่าหวังว่าจะมีที่นั่ง
และถ้าไม่มีที่นั่ง ผมคิดว่าการนอนห้วยทรายอีกคืนอาจเป็นทางเลือกที่เมตตาต่อกระดูกสันหลังมากกว่า

แต่เราไม่มีเวลามากขนาดนั้น

หลังจากต่อรองอยู่พักใหญ่ เราได้รถเหมาในราคา 2,100 บาท
พี่คนขับเติมน้ำมัน แวะรับเมียกับลูก เพราะบ้านเขาอยู่หลวงน้ำทา
แล้วเราก็ออกจากห้วยทรายตอนบ่ายโมงกว่า

ไม่นานหลังจากรถออก ผมก็เลิกถามว่า “อีกกี่กิโลเมตร”

ในลาวเหนือ คำถามนั้นแทบไม่มีประโยชน์
คำถามที่ตรงกว่าคือ “อีกนานไหม”

และคำตอบก็มักจะเป็นรอยยิ้ม
ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรสั้นลงเลย

ถนนลูกลังแคบ ๆ พาเราผ่านหลุมบ่อที่ดูเหมือนตั้งใจขุดไว้ทดสอบศรัทธา
รถโยนตัวไปมา
โค้งซ้ายมา
โค้งขวามา
แล้วก็ซ้ายอีก
แล้วก็ขวาอีก

รูปแบบเรียบง่าย
แต่ทำซ้ำอย่างจริงจัง

ผ่านไปไม่นาน ร่างกายเริ่มรู้จักท่าใหม่ ๆ ของตัวเอง
บางจังหวะก้นลอยจากเบาะ
บางจังหวะมือจับราวแน่น
บางจังหวะใจเริ่มเจรจากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบไม่เป็นทางการ

บ่ายสามกว่า เราถึงเมืองเงิน

เป็นจุดพักรถเล็ก ๆ มีตลาดและร้านเฝอตั้งอยู่ประปราย
เราลงจากรถด้วยอาการเอียงซ้ายเล็กน้อย เอียงขวาปานกลาง
รีบกิน รีบจ่าย แล้วรีบกลับขึ้นรถ

ยังมีทางอีกยาว
หรือถ้าจะพูดให้แม่นกว่า
ยังมีเวลาอีกนาน

พี่คนขับบอกว่าเส้นทางนี้มีโครงการลาดยางจากห้วยทรายถึงหลวงน้ำทา
ระยะทาง 195 กิโลเมตร
คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2006

ข่าวนั้นฟังดูอบอุ่นมากในตอนที่ตัวเรายังถูกโยนอยู่บนถนนฝุ่น
อบอุ่นจนเกือบลืมไปว่า ความหวังเป็นคนละอย่างกับความจริง

ตอนนั้นถนนยังเป็นดิน
หลุมยังเป็นหลุม
และรถยังคงกระเด้งด้วยความสม่ำเสมอราวกับมีตารางงานของตัวเอง

พอเย็นลง อากาศเริ่มเย็นจัด
แสงสีทองวางตัวลงบนภูเขา
ลมพัดลอดเข้ามาตามช่องของรถสองแถว
ค่อย ๆ จับแขน จับขา จับต้นคอ จนร่างกายเริ่มยอมแพ้

ผมควานหาเสื้อหนาว หมวกไอ้โม่ง และถุงมือ
ใส่ทุกอย่างที่มี แล้วล้มตัวลงนอนในท่าที่ดูคล้ายคนกำลังเตรียมคลอดลูก

เป็นท่าที่อาจไม่สง่างาม
แต่ช่วยให้มีชีวิตรอดบนเบาะได้พอสมควร

ทุ่มครึ่ง ถนนเริ่มเรียบขึ้น
แสงไฟบ้านเรือนเริ่มปรากฏ
รถรามากขึ้น
พี่คนขับเริ่มแซงรถคันอื่น ทั้งที่ตลอดหลายชั่วโมงก่อนหน้าแทบไม่เห็นใครบนถนนเลย

พอเข้าเขตหลวงน้ำทา ความมืดก็คลายตัวลงเล็กน้อย

เราจอดหน้ามณีจันทร์เกสต์เฮาส์
ขนของลงจากรถ
ร่างกายเหมือนเพิ่งผ่านการซักด้วยโหมดปั่นแห้ง
จ่ายค่ารถ 525,000 กีบ
แล้วกล่าวลาพี่คนขับด้วยความจริงใจปนงง ๆ

คืนนั้นหลวงน้ำทาเย็นถึง 12 องศา

เป็นความหนาวแบบไม่ต้องอธิบายมาก
มือจะรู้เองว่าควรซุกไว้ตรงไหน
และใจจะเข้าใจทันทีว่าผ้าห่มบางผืนมีคุณค่ากว่าคำปลอบใจ

วันต่อมา เราไปเมืองสิงห์

รถออกจากคิวรถแถวตลาดเช้า
ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาราวสองชั่วโมงครึ่ง
เป็นรถกระบะสองแถวที่วิ่งผ่านถนนดีบ้าง แย่บ้าง
เหมือนถนนเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะรับบทเป็นถนนเต็มตัวหรือไม่

รถไต่ขึ้นเขาช้า ๆ
เบื้องล่างคือหุบลำน้ำทา
ไกลออกไปมีโครงการเขื่อนที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ถนน ไฟฟ้า เขื่อน
คำเหล่านี้ฟังเหมือนความเจริญ
แต่พอมาเห็นมันตั้งอยู่กลางภูเขา
มันกลับทำให้คนเดินทางเงียบลงได้ง่าย ๆ

เพราะความเจริญไม่เคยมาคนเดียว
มันมักพาอะไรบางอย่างมาด้วย
และบางทีก็พาอะไรบางอย่างจากไปพร้อมกัน

เมืองสิงห์เป็นเมืองเล็กใกล้ชายแดนจีนและพม่า
มีหมู่บ้านชาวเผ่าหลายกลุ่มอยู่รอบ ๆ ทั้งม้ง ไทลื้อ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ
เราตั้งใจจะไปดูหมู่บ้านให้มากกว่านี้
แต่เวลาที่มีน้อยกว่าความอยากเสมอ

เจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวบอกว่า หมู่บ้านที่งามหน่อยก็ไกลหน่อย
ส่วนเวลาน้อย ๆ ของเรา
ก็คงต้องดูแบบงามน้อย ๆ หน่อย

ฟังแล้วก็ยุติธรรมดี

เราเหมารถเล็กไปดูหมู่บ้านม้งใกล้ ๆ
เดินดูเท่าที่เดินได้
มองเท่าที่สายตาจะเก็บทัน
ก่อนจะกลับลงเขาในช่วงบ่าย

ตอนแรกคิดว่าจะกลับถึงหลวงน้ำทาทันปั่นจักรยานเล่น
แต่คนขับถนอมรถมาก
ถนอมจนบางช่วงผมสงสัยว่าเขาสตาร์ตเครื่องไว้เฉย ๆ แล้วปล่อยให้รถไหลลงเขาเองหรือเปล่า

แผนปั่นจักรยานจึงล่มไปอย่างสุภาพ

เย็นนั้นเราได้แค่เหมาสองแถวไปเมืองเก่า
เดินดูน้ำทาอีกเล็กน้อย
แล้วปล่อยให้วันหนึ่งจบลงแบบไม่ครบตามแผน
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการเดินทาง

จากหลวงน้ำทา เราเดินทางต่อไปอุดมไซ

ถนนดีขึ้นบ้าง
แต่คำว่า “ดีขึ้น” ในที่นี้ ต้องอ่านด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
เพราะยังโยกเยกอยู่ เพียงแต่ไม่ถึงขั้นทำให้ชีวิตสั่นคลอนเท่าวันแรก

อุดมไซเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมของลาวเหนือ
ใครจะไปหลวงพระบาง หนองเขียว ปากแบ่ง หรือเมืองอื่น ๆ ก็มักต้องผ่านที่นี่

เราไม่ได้มีเวลามากพอจะอยู่กับเมืองนี้นาน
แค่ลงรถ หาอะไรใส่ท้อง แล้วต่อรถไปหนองเขียว

จากอุดมไซไปหนองเขียว ถนนไต่ขึ้นเขา
โค้งซ้ายคล้ายแม่ฮ่องสอน
โค้งขวาคล้ายแม่สอด
แต่บางจังหวะก็ไม่เหมือนที่ไหนเลย นอกจากเหมือนการทดลองว่ามนุษย์จะทนเวียนหัวได้แค่ไหน

พี่คนขับเล่าให้ฟังว่า ปีก่อนมีรถคาราวานคนไทยตกเหวแถวนี้
แล้วก็ชี้จุดให้ดูด้วยน้ำเสียงธรรมดา

ผมชะโงกไปมอง
เห็นแต่ความลึก

บางทีธรรมชาติก็ไม่ต้องทำอะไรมาก
แค่ปล่อยให้เรามองลงไป
เราก็เข้าใจเองว่าตัวเองเล็กแค่ไหน

ใกล้หนองเขียว แดดบ่ายเริ่มอ่อนลง
ภูผาสูงตั้งอยู่กลางท้องทุ่ง
น้ำอูไหลอยู่เงียบ ๆ ใต้แสงสีทอง
เด็กคนหนึ่งยืนอยู่บนสะพาน ให้เราถ่ายรูปอย่างตั้งใจ
เงาราวสะพานทอดผ่านตัวเขาเป็นเส้น ๆ

แดดบ่ายส่องลำน้ำ
ส่องเรือลำเล็ก
ส่องผาหินจนกลายเป็นสีทอง
แล้วค่อย ๆ หลบไปหลังเหลี่ยมเขา

ผมถ่ายรูปไม่ยั้ง
ถ่ายจนแสงหมด
ถ่ายจนเงาเริ่มกลืนหมู่บ้าน
แล้วจึงค่อยรู้ตัวว่าเพื่อนหายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้

เราพักที่เกสต์เฮาส์ริมน้ำอู
เงียบจนได้ยินความมืด
ไฟฟ้าไม่มี ต้องอาศัยตะเกียง
อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ
และน้ำอาบเย็นจนราดขันแรกลงไปแล้วผมกลายเป็นนักวิ่งลมกรดทันที

ไม่ต้องอธิบายมาก
คนเคยอาบน้ำเย็นบนภูเขาจะเข้าใจเอง

เช้าวันถัดมา หนองเขียวจมอยู่ใต้หมอก

เมฆหมอกหนาทึบบังแสงอาทิตย์จนหมด
ทั้งเมืองเหมือนอยู่ใต้ผ้าห่มสีเทา
เงียบ ชื้น และช้า

สาย ๆ เราติดต่อเรือไปเมืองง้อยเหนือ
หมู่บ้านริมแม่น้ำที่อยู่เหนือหนองเขียวขึ้นไป
และในตอนนั้นยังเดินทางไปถึงได้โดยทางเรือเท่านั้น

เรือประจำทางใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
ค่าเรือเที่ยวละ 9,000 กีบ
จะเรือหรือรถก็เหมือนกันอย่างหนึ่ง
คือรอคนเต็มก่อนจึงออก

เรือค่อย ๆ ทวนน้ำอู
สายน้ำดูเอื่อย แต่ไม่ได้นิ่ง
มีแก่งเล็ก ๆ ให้เรือสะดุ้งบ้าง
พอให้รู้ว่าน้ำสายนี้ไม่ได้ใจเย็นอย่างหน้าตา

น้ำอูไหลลงมาจากทางพงสาลี
ก่อนจะเดินทางไปรวมกับแม่น้ำโขง
ระหว่างทาง มันผ่านภูเขา หมู่บ้าน ความหนาว สงคราม และชีวิตเล็ก ๆ ของผู้คนจำนวนมาก

เมืองง้อยเป็นหมู่บ้านเล็กที่ไม่เล็กนัก
มีที่พัก มีร้านอาหาร มีนักเดินทางต่างชาติ
และมีร่องรอยสงครามที่ถูกใช้ชีวิตทับอยู่ทุกวัน

ระเบิดบางลูกที่เคยตกลงมาที่นี่
สุดท้ายกลายเป็นรั้ว
กลายเป็นเสาบ้าน
กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน

เป็นของธรรมดาที่ไม่ควรจะธรรมดาเลย

จากหมู่บ้าน เดินไปถ้ำกลางและถ้ำแก้วได้ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
ทางเดินผ่านดิน ผ่านทุ่ง ผ่านป้ายไม้ที่ชี้ไปหมู่บ้าน น้ำตก และเส้นทางอื่น ๆ
ป้ายเหล่านั้นเหมือนชวนให้ไปต่อ
แต่เวลาของเรามีน้อย
เราจึงเดินเท่าที่เดินได้
แล้วปล่อยส่วนที่เหลือให้ค้างอยู่ในหัว

เย็นนั้น พระอาทิตย์กลับมาอีกครั้ง

เด็ก ๆ ริมน้ำกลุ่มหนึ่งเล่นกับกล้องอย่างไม่กลัวอะไร
ให้ทำอะไรก็ทำ
กระโดดน้ำ
ตีลังกา
แปลงร่าง
หัวเราะเสียงดังจนเย็นวันนั้นดูมีชีวิตขึ้นมา

ผมนั่งมองแล้วขำ
ขำในความบ้า
ขำในความกล้า
และอิจฉาเล็กน้อยที่พวกเขายังไม่ต้องรู้จักคำว่าแผนสำรอง

คืนนั้นเป็นคืนส่งท้ายปี

ฝั่งหนึ่งมีตะเกียงและแสงเทียน
อีกฝั่งมีไฟฟ้าและเสียงคาราโอเกะลอยข้ามน้ำมาเบา ๆ

เจ้าของร้านบอกว่า อีกไม่นานฝั่งนี้ก็จะมีไฟฟ้าใช้

ผมนึกถึงแสงเทียนสีเหลืองที่ไหวไปตามลม
นึกถึงเด็ก ๆ ที่กระโดดน้ำ
นึกถึงหมู่บ้านที่ยังมืดพอให้เห็นกลางคืนจริง ๆ

แล้วก็นึกไม่ออกว่า
เมื่อแสงไฟมาถึง
อะไรจะสว่างขึ้น
และอะไรจะค่อย ๆ หายไป

หลังจากนั้นเรามาถึงหลวงพระบาง

บางคนอาจใช้เวลาไม่นานจากชายแดนเพื่อมุ่งตรงมาที่นี่
แต่เราใช้เวลาเกือบ 96 ชั่วโมงในลาวก่อนจะมาถึง
เพราะเราเชื่อแบบดื้อ ๆ ว่า ลาวไม่ได้มีแค่หลวงพระบาง

เมืองนี้มีชื่อเสียงมานาน
วัดเก่า บ้านไม้ ถนนเงียบ แม่น้ำโขง และจังหวะชีวิตที่นักเดินทางจำนวนมากเคยตกหลุมรัก

แต่ผมเพิ่งมาครั้งแรก
จึงไม่มีหลวงพระบางในความทรงจำเก่าให้เปรียบเทียบ
มีแต่ภาพใหม่ที่ค่อย ๆ ถูกบันทึกลงไป
เผื่อวันหนึ่งกลับมาอีกครั้ง
แล้วจะรู้ว่าอะไรยังอยู่ และอะไรเปลี่ยนไปแล้ว

จากหลวงพระบาง เราเดินทางต่อไปโพนสะหวัน
เมืองหลวงของแขวงเซียงขวาง
เพื่อไปดูทุ่งไหหิน

รถออกเช้าประมาณแปดโมง
ใช้เวลาราวเจ็ดชั่วโมง
โค้งระหว่างทางไม่ใช่โค้งแบบน็อกทีเดียว
แต่เป็นโค้งแบบแย็บสะสม
เบา ๆ ถี่ ๆ
จนสุดท้ายคนแพ้ทางก็แพ้อยู่ดี

ถึงแยกภูคูน
ถ้าตรงไปคือทางเวียงจันทน์
ถ้าเลี้ยวซ้ายคือทางเซียงขวาง
ตรงนั้นอากาศเย็น วิวกว้าง
เป็นจุดพักที่ทำให้การเข้าห้องน้ำกลางทางดูมีศักดิ์ศรีขึ้นอย่างประหลาด

ระหว่างทางมีดินถล่ม
รถจอดรอแบคโฮตักดินเกือบชั่วโมง
จากนั้นจึงไปต่อ

โพนสะหวันตอนเย็นหนาวประมาณ 12 องศา
เมืองนี้ดูเป็นเมืองใหม่ บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นอิฐเป็นปูน
แต่ความใหม่นั้นมีเงาของสงครามอยู่ข้างหลัง

เซียงขวางเคยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
อยู่ใกล้เวียดนาม และเคยถูกทิ้งระเบิดอย่างหนัก
ภูเขารอบเมืองดูโล่ง มีต้นสนขึ้นประปราย
จะเป็นธรรมชาติ หรือเป็นร่องรอยของสงคราม
บางครั้งสายตาคนเดินทางก็แยกไม่ออก

วันต่อมาเราไปทุ่งไหหิน

ทุ่งไหหินมีหลายไซต์
แต่จุดที่นักเดินทางมักไปคือไซต์หลักสามแห่ง
ไซต์แรกมีไหจำนวนมากที่สุด ราว 250–300 ใบ
บางใบเล็ก
บางใบใหญ่จนหนักหลายตัน
ทั้งหมดวางกระจายอยู่กลางทุ่งอย่างเงียบงัน

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าไหเหล่านี้มีไว้ทำอะไร
นักโบราณคดีบางแนวทางเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับพิธีศพโบราณ
แต่ตำนานท้องถิ่นเล่าอีกแบบ

เขาว่าขุนเจียงนำทัพชนะศึกมาพักแรมบริเวณนี้
แล้วให้ชาวบ้านทั้ง 19 หมู่บ้านต้มเหล้าเพื่อฉลองชัย
เวลาผ่านไปนับพันปี
เหล้าเหือดหาย
เหลือไว้เพียงไหให้คนรุ่นหลังยืนมอง

ผมฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้
ถ้าจะต้มเหล้าจริง ๆ ทำไมต้องสร้างไหเยอะขนาดนั้น
กว่าจะทำเสร็จ ทหารอาจหายอยากไปก่อนก็ได้

เราเดินดูไหใบแล้วใบเล่า
ดูจนเริ่มเมาไห
หินทุกใบวางนิ่ง
นิ่งเหมือนไม่สนใจคำอธิบายของมนุษย์

จะตำนาน
จะโบราณคดี
จะสงคราม
ทั้งหมดเหมือนผ่านมาวางอยู่รอบ ๆ
แต่ไหก็ยังเป็นไห
อยู่กลางลมเย็น
กลางทุ่งกว้าง
กลางคำถามที่ไม่มีใครตอบได้หมด

หลังจากนั้นเรากลับลงมาทางวังเวียง

ถึงตอนเย็น
ฝนตก
พื้นเจิ่งน้ำ
ฟ้าเจิ่งเมฆ
เราไม่มีเวลาทำอะไรมากนัก
เดินตลาด กินกล้วยปิ้ง แลกความหิวกับเงินกีบที่เหลืออยู่ แล้วคุยกันเรื่องแผนวันสุดท้าย

เสียงฝนกระทบพื้นดังจ้อกแจ้ก
เหมือนเป็นการบอกลาแบบไม่ต้องจัดพิธี

เช้าวันต่อมา รถกระบะสามแถวออกจากวังเวียง
มุ่งหน้าเวียงจันทน์
อีกไม่นานเราจะข้ามกลับฝั่งไทย
กลับไปหาถนนเรียบ ไฟฟ้า น้ำอุ่น และความสะดวกที่เราเคยบ่นใส่มันอยู่บ่อย ๆ

แผนที่ลาวเหนือที่โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต
ถูกขีดแดงจนเละตั้งแต่หลายวันก่อน
ตอนนี้มันแทบไม่จำเป็นแล้ว

เพราะบางเส้นทางไม่ได้อยู่บนกระดาษตั้งแต่แรก

มันอยู่ในฝุ่นที่ติดรองเท้า
ในลมเย็นที่ลอดเข้ามาในรถสองแถว
ในแสงตะเกียงริมแม่น้ำอู
ในเสียงเด็กกระโดดน้ำ
ในไหหินที่ไม่พูดอะไรเลย

และในคำถามเล็ก ๆ ที่ติดกลับมาด้วยว่า
ความเจริญที่เราวิ่งกลับไปหาอยู่ทุกวันนั้น
จริง ๆ แล้วมันพาอะไรกลับมาจากเราไปบ้าง.

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม