เรื่องแล้วเรื่องเล่า \ ไดอารี่ • สัมภาษณ์ • แรงบันดาลใจ • เรื่องเล่า

Tongariro Crossing 

ยิ่งเดินนาน ยิ่งเบาลง

บางครั้งภูเขาไม่ได้ท้าทายเราด้วยความสูง

แต่มันท้าทายเราด้วยระยะทางที่มองไม่เห็นปลาย

.

เช้าวันนั้นที่ National Park Village อากาศยังเย็นอยู่ ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกครึ่งหนึ่งคืออยากเดิน อีกครึ่งหนึ่งคืออยากกลับไปนอนต่อในถุงนอนบาง ๆ อย่างคนมีเหตุผล

แต่รถรับส่งมารอแล้ว และเหตุผลของคนเดินทางก็มักแพ้รถที่จองไว้เสมอ

.

Tongariro Alpine Crossing เป็นเส้นทางเดินหนึ่งวันใน Tongariro National Park บนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ อุทยานแห่งนี้เป็นพื้นที่ภูเขาไฟสำคัญของประเทศ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทั้งในแง่ธรรมชาติและความหมายทางวัฒนธรรมของชาวเมารี

หลายคนรู้จักที่นี่จากภาพภูเขาไฟทรงกรวยโดด ๆ กลางภูมิประเทศโล่งกว้าง บางคนรู้จักจากชื่อ Mt Ngauruhoe บางคนอาจจำได้ว่า มันเคยถูกใช้เป็นฉากของ Mount Doom ใน The Lord of the Rings

ส่วนผมรู้จักมันในเช้าวันนั้นในฐานะ “ทางเดินอีกประมาณแปดชั่วโมง”

.

รถออกจากที่พักตอนเช้า พาเราไปยังจุดเริ่มต้นของเส้นทาง นักเดินหลายสิบคนลงจากรถทีละคน บางคนแต่งตัวพร้อมมากเหมือนจะไปพิชิตโลก บางคนดูเหมือนเพิ่งรู้ว่าต้องเดินไกล ผมอยู่ตรงกลางระหว่างสองกลุ่มนั้น คือเตรียมของมาแล้ว แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองเตรียมใจมาหรือยัง

ข้างหน้าเป็นภูมิประเทศโล่ง พื้นดินแห้ง ลมเย็น และภูเขาไฟยืนอยู่เฉย ๆ เหมือนไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเหนื่อยของใครทั้งนั้น

.

ช่วงแรกของเส้นทางยังเดินง่าย ทางค่อย ๆ พาเราเข้าไปใกล้ภูเขามากขึ้นทีละนิด พื้นเป็นกรวด หินภูเขาไฟ และดินสีหม่น ต้นไม้แทบไม่มี เหลือเพียงกอหญ้าเตี้ย ๆ กระจายอยู่ประปราย

มันไม่ใช่ความเขียวแบบนิวซีแลนด์ที่เห็นในโปสการ์ด แต่เป็นความแห้ง เปลือย และตรงไปตรงมา

.

ยิ่งเดินเข้าไป ภูเขายิ่งขยายตัวอยู่ในสายตา Mt Ngauruhoe สูง 2,291 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหนึ่ง เป็นกรวยภูเขาไฟที่สมบูรณ์จนดูเหมือนใครวาดขึ้นมาให้เกินจริง ส่วนไกลออกไปคือ Mt Ruapehu สูง 2,797 เมตร ยอดเขาที่ยังมีหิมะหลงเหลือ และในฤดูหนาวจะกลายเป็นลานสกี

ภูเขาไฟเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ฉากหลังของรูปถ่าย มันคือเครื่องเตือนใจว่าใต้เท้าเรามีโลกอีกชั้นหนึ่งที่ยังอุ่น ยังขยับ และยังไม่เคยหยุดทำงาน

.

นิวซีแลนด์ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก ธรรมชาติจึงไม่ได้วางตัวนิ่งนัก แผ่นดินไหว ภูเขาไฟ น้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด และพื้นที่ความร้อนใต้พิภพ ล้วนเป็นผลจากการที่โลกใต้พื้นดินยังมีเรื่องต้องสะสางกันอยู่เรื่อย ๆ

พูดแบบไม่เป็นวิชาการนัก ประเทศนี้เหมือนวางอยู่บนเตาไฟที่ยังไม่ปิดแก๊ส

.

ทางเริ่มชันขึ้นเมื่อเข้าใกล้ช่วงที่เรียกว่า Devil’s Staircase ชื่อบันไดปีศาจฟังดูเกินจริงไปนิด จนกระทั่งเราเริ่มเดินขึ้นจริง ๆ

แล้วก็เข้าใจ ปีศาจอาจไม่ได้มีเขา บางทีมันมาในรูปของบันไดหินยาว ๆ และลมที่พัดเข้าหน้า

.

ผมค่อย ๆ เดินขึ้นไปทีละก้าว คนรอบตัวเริ่มเงียบลง เสียงคุยตอนต้นทางหายไป เหลือแต่เสียงหายใจ เสียงรองเท้าขูดกรวด และเสียงไม้เท้ากระทบหินเป็นจังหวะ

ไม่มีใครพูดเรื่องวิวมากนักในช่วงนั้น ทุกคนกำลังเจรจากับปอดของตัวเองอยู่

.

พอขึ้นมาถึงพื้นที่ราบสูงด้านบน ภูมิประเทศเปิดออกเหมือนอีกโลกหนึ่ง South Crater แผ่กว้างอยู่ตรงหน้า เป็นที่ราบสีหม่นระหว่างภูเขาไฟ รอบตัวไม่มีต้นไม้ ไม่มีบ้าน ไม่มีเสาไฟ มีแต่ลม หิน และความเงียบแบบที่ทำให้คนรู้สึกตัวเล็กลงอย่างสุภาพ

ผมหยุดยืนพัก หันกลับไปมองทางที่เดินมา แล้วพบว่าความเหนื่อยมักดูมีเหตุผลขึ้นเมื่อมองจากที่สูง

.

จากตรงนั้น เส้นทางยังไม่จบ และที่จริงเหมือนเพิ่งเริ่มเอาจริง ทางพาเราขึ้นต่อไปยัง Red Crater จุดสูงสุดของ Tongariro Crossing สูงราว 1,886 เมตร พื้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ บางช่วงมีไอน้ำหรือกลิ่นกำมะถันเจืออยู่ในอากาศเบา ๆ

สีแดงของหินไม่ได้แดงสดแบบสีทาบ้าน แต่มันเป็นแดงเก่า ๆ แดงที่เกิดจากความร้อน แร่ธาตุ และเวลาที่ยาวนานกว่าชีวิตมนุษย์มาก

.

บนสันเขา ลมแรงจนต้องตั้งใจยืน ไม่ใช่ยืนเฉย ๆ

ด้านหนึ่งเห็น Mt Ngauruhoe ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ทรงกรวยของมันชัดเจนในแสงกลางวัน อีกด้านหนึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟและภูมิประเทศที่ดูไม่ค่อยสนใจว่ามนุษย์จะตั้งชื่อให้มันว่าอะไร

ผมยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้นานมาก เพราะลมไม่ค่อยสนับสนุนการซาบซึ้งเกินจำเป็น

.

จาก Red Crater ทางเริ่มลงชันไปยัง Emerald Lakes ทะเลสาบสีเขียวอมฟ้าที่เป็นภาพจำสำคัญของเส้นทางนี้ ช่วงลงเป็นกรวดภูเขาไฟร่วน ๆ เดินยากกว่าที่ตาเห็นมาก ทุกก้าวเหมือนพื้นกำลังตัดสินใจใหม่ว่าจะให้เรายืนได้หรือไม่

บางคนเดินลงอย่างมั่นใจ บางคนไถลลงอย่างมีศิลปะ ผมอยู่ในประเภทที่พยายามทำเหมือนควบคุมได้ ทั้งที่จริงแล้วพื้นเป็นฝ่ายควบคุมบทสนทนาทั้งหมด

.

Emerald Lakes ปรากฏอยู่ด้านล่าง สีของมันตัดกับหินสีดำ แดง และน้ำตาลรอบ ๆ อย่างประหลาด น้ำสีเขียวครามนิ่งอยู่ในแอ่งภูเขาไฟ มีกลิ่นกำมะถันลอยมาเป็นระยะ คล้ายธรรมชาติอยากเตือนว่า สวยแต่รูปจูบบ่หอม

ผมนั่งพักตรงนั้น หยิบอะไรกินง่าย ๆ ออกมา แซนด์วิชธรรมดา ๆ ในวันที่เดินเหนื่อย มักอร่อยกว่ามื้อใหญ่ในร้านอาหารบางร้านอย่างน่าโมโห

.

รอบตัวมีคนจากหลายประเทศนั่งกระจายกันอยู่ บางคนถ่ายรูป บางคนนอนหงาย บางคนถอดรองเท้าแล้วมองเท้าตัวเองด้วยสายตาเห็นใจ

ไม่มีใครรีบมากนัก เพราะทุกคนรู้ว่ารีบไปก็ยังต้องเดินต่ออยู่ดี

.

หลังจาก Emerald Lakes เส้นทางผ่าน Central Crater ก่อนจะมองเห็น Blue Lake อยู่ไกลออกไป ทะเลสาบสีน้ำเงินเข้มนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมารี จึงไม่ควรลงไปแตะน้ำหรือกินอาหารบริเวณริมทะเลสาบ การเดินผ่านตรงนั้นทำให้จังหวะของวันช้าลงเล็กน้อย เหมือนเรากำลังผ่านพื้นที่ที่ไม่ใช่แค่สวย แต่มีความหมายของคนอื่นวางอยู่ก่อนแล้ว

บางสถานที่เราเป็นเพียงแขก และแขกที่ดีควรรู้จักเดินผ่านอย่างเบาเสียง

.

จากนั้นทางเริ่มเปลี่ยนบุคลิกอีกครั้ง จากโลกภูเขาไฟโล่ง ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นทางเดินยาวที่ไหลลงไปตามไหล่เขา ทิวทัศน์เปิดออกไปกว้าง เห็นทะเลสาบและที่ราบไกล ๆ อากาศเริ่มอุ่นขึ้น แสงแดดเริ่มทำงานเต็มเวลา

ช่วงนี้ดูเหมือนง่ายกว่า แต่ก็เป็นความง่ายที่ยาวมาก

.

หลังจากเดินผ่านความชันและลมแรงมาแล้ว ร่างกายมักเริ่มคิดว่าใกล้จบ ทั้งที่ป้ายระยะทางยังไม่เห็นด้วย ความเหนื่อยช่วงท้ายไม่ใช่เหนื่อยแบบดราม่า แต่มาแบบเงียบ ๆ เจ็บเข่าเล็กน้อย เมื่อยน่องหน่อย ๆ น้ำในขวดลดลง และบทสนทนาในหัวเริ่มเหลือแค่คำว่า “อีกไกลไหม”

.

ทางค่อย ๆ ลดระดับลง ผ่านพื้นที่พุ่มไม้เตี้ย ๆ แล้วเข้าสู่เขตที่เริ่มมีต้นไม้มากขึ้น เสียงลมบนภูเขาค่อย ๆ หายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงใบไม้ เสียงนก และเสียงรองเท้าที่เริ่มลากพื้นมากกว่ายกเท้า

ความเขียวกลับมา หลังจากหายไปเกือบทั้งวัน

ผมไม่แน่ใจว่าคิดถึงต้นไม้ หรือแค่ดีใจที่ทางเดินเริ่มเหมือนโลกปกติอีกครั้ง

.

ช่วงสุดท้ายก่อนถึงปลายทางเป็นทางเดินในป่า แสงลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นหย่อม ๆ อากาศชื้นขึ้น กลิ่นดินเริ่มชัดขึ้น ต่างจากกลิ่นหินร้อนและกำมะถันในช่วงบนภูเขาอย่างสิ้นเชิง

มันเหมือนเราเดินผ่านหลายฤดูกาลในวันเดียว จากความแห้งแล้งของภูเขาไฟ ผ่านทะเลสาบสีแปลก ลงมาสู่ป่าที่ดูเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรกับภูเขาข้างบนเลย

.

เมื่อถึงปลายทาง รถรับส่งจอดรออยู่แล้ว นักเดินแต่ละคนทยอยมาถึงด้วยสภาพคล้ายกัน คือหน้าแดง ผมยุ่ง รองเท้าเปื้อน และแววตาของคนที่เพิ่งเข้าใจระยะทางด้วยร่างกาย ไม่ใช่ด้วยตัวเลขบนแผนที่

Tongariro Crossing ใช้เวลาราวเจ็ดถึงแปดชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจังหวะเดิน สภาพอากาศ และจำนวนครั้งที่เรายอมแพ้ให้กับวิวระหว่างทาง

.

ผมนั่งลงบนรถ ถอดเป้ออก แล้วเพิ่งรู้สึกว่าไหล่ตัวเองมีอยู่จริง

ระหว่างรถวิ่งกลับที่พัก ภูเขาค่อย ๆ ถอยออกไปทางหน้าต่าง มันกลับไปยืนเงียบเหมือนตอนเช้า เหมือนไม่เคยทำให้ใครเหนื่อย เหมือนไม่เคยเห็นคนหอบอยู่บนบันไดปีศาจ เหมือนไม่เคยมีใครลื่นลงเนินกรวดด้วยท่าทางเสียศักดิ์ศรีเล็กน้อย

.

ผมหันไปมองมันอีกครั้ง แล้วคิดว่า ภูเขาอาจไม่ได้ต้องการให้เราพิชิตอะไร

มันแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ให้เราเดินผ่าน ให้เราเหนื่อย ให้เราเงียบ แล้วให้เรากลับออกมาโดยรู้จักขนาดของตัวเองมากขึ้นนิดหนึ่ง

.

บางเส้นทางไม่ได้สวยเพราะพาเราไปถึงปลายทาง

แต่มันสวยเพราะระหว่างทาง เราค่อย ๆ เหลือสิ่งจำเป็นน้อยลง

ลมหายใจ
น้ำในขวด
ก้าวต่อไป
และคำถามเงียบ ๆ ว่า

 

เราเดินมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร.

error: บทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของไปไหนมาดอทคอม