เรื่องแล้วเรื่องเล่า \ ไดอารี่ • สัมภาษณ์ • แรงบันดาลใจ • เรื่องเล่า
เพราะมันเปลี่ยนแปลง
“ความไม่แน่นอน อาจเป็นชื่อเล่นอีกชื่อหนึ่งของกรีนแลนด์”
เราคิดถึงประโยคนี้ตอนยืนรอรถอยู่ใน Kangerlussuaq เมืองเล็ก ๆ กลางความเวิ้งว้างของเกาะใหญ่ที่สุดในโลก สัญญาณมือถือไม่ค่อยดี ข้อความที่ส่งไปไม่รู้ว่าถึงหรือเปล่า และเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคนขับรถที่จะพาไปเดินบน Ice Cap ที่ Point 660 และ Russell Glacier จะมารับจริงไหม
Kangerlussuaq เป็นเมืองที่เงียบกว่าคำว่าเมืองในความคุ้นเคยของเรา
ถ้าเปิดแผนที่ดู ที่นี่เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ กลางภูมิประเทศกว้างใหญ่ของกรีนแลนด์ รอบตัวมีภูเขาเตี้ย ๆ สีน้ำตาลเทา ถนนลูกรังยาว ๆ และท้องฟ้าที่กว้างจนทำให้ทุกอย่างบนพื้นดินดูเล็กลงไปหมด ไม่มีตึกสูง ไม่มีเสียงรถ ไม่มีความคึกคักแบบเมืองท่องเที่ยว มีเพียงชุมชนเล็ก ๆ สนามบิน ถนนไม่กี่สาย บ้านที่ตั้งห่างกัน และความเงียบที่เหมือนจะดังขึ้นเมื่อเราเดินออกไปไกลจากอาคารผู้โดยสาร
ครั้งหนึ่ง Kangerlussuaq เคยเป็นประตูสำคัญของกรีนแลนด์ ผู้คนจำนวนมากที่เดินทางเข้าออกเกาะแห่งนี้ต้องผ่านที่นี่ก่อนต่อเครื่องไปเมืองอื่น ๆ แต่หลังจาก Nuuk เปิดสนามบินใหม่ บทบาทของ Kangerlussuaq ก็ค่อย ๆ ลดลง เมืองที่เคยเป็นทางผ่านใหญ่ของประเทศเริ่มเงียบกว่าเดิม เหมือนสถานีเก่าที่เคยมีผู้คนแวะเวียนอยู่เสมอ แล้ววันหนึ่งตารางเวลาของโลกก็เปลี่ยนไป
“ความเงียบของที่นี่จึงไม่ใช่ความเงียบธรรมดา แต่มันมีร่องรอยของอดีตปะปนอยู่ด้วย”
เช้าวันนั้น เรามีนัดกับคนขับรถเพื่อไปทาง Ice Cap ที่ Point 660 และ Russell Glacier แต่คำว่า “นัด” ในกรีนแลนด์ดูจะมีความยืดหยุ่นกว่าที่อื่นเล็กน้อย สัญญาณมือถือมา ๆ หาย ๆ ข้อความที่ส่งไปไม่แน่ใจว่าถึงหรือเปล่า โทรศัพท์เงียบเป็นพัก ๆ และเราเริ่มทำใจครึ่งหนึ่งว่าอาจไม่มีใครมารับ
“การเดินทางบางครั้งไม่ได้เริ่มต้นจากการออกเดิน แต่เริ่มจากการรอ”
เรายืนอยู่ท่ามกลางลมเย็น มองถนนว่าง ๆ ที่ทอดออกไปจากชุมชนเล็ก ๆ ของ Kangerlussuaq ถนนเส้นนั้นดูเหมือนจะพาเราออกจากโลกมนุษย์มากกว่าพาไปสถานที่ท่องเที่ยว ไม่มีป้ายใหญ่ ไม่มีเสียงประกาศ ไม่มีใครมายืนถือธงเรียกชื่อ มีแต่ความเวิ้งว้างกับความสงสัยว่าอีกสักพักจะมีรถเลี้ยวเข้ามาจริงไหม
แล้วรถก็มาจริง ๆ
คนขับเป็นเด็กหนุ่ม หน้าตายังมีความเป็นวัยรุ่นมากกว่าความเป็นไกด์ เขาบอกว่าเขามาจากอิตาลี ทุกฤดูร้อนที่เป็นช่วงท่องเที่ยว จะมีวัยรุ่นจำนวนมากเดินทางมาทำงานชั่วคราวบนเกาะนี้ บางคนขับรถ บางคนพาเดิน บางคนทำงานกับที่พักหรือบริษัทท่องเที่ยว ฟังแล้วรู้สึกแปลกดี กรีนแลนด์ที่เรานึกว่าเป็นดินแดนห่างไกล กลับมีจังหวะชีวิตแบบฤดูกาล มีผู้คนจากที่อื่นไหลเข้ามาเมื่ออากาศเปิด แล้วค่อย ๆ หายไปเมื่อฤดูหนาวกลับมา
หลังจากคนขับรถมาถึง เขายังไม่พาเราออกไปทาง Ice Cap ทันที แต่เลี้ยวรถเข้าไปยังชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งไม่ไกลจากสนามบิน ที่นั่นให้ความรู้สึกเหมือนฐานทัพเก่ามากกว่าเมือง มีอาคารขนาดใหญ่คล้ายโรงเก็บเครื่องบิน ตั้งอยู่นิ่ง ๆ ท่ามกลางลมหนาวและพื้นที่โล่ง ด้านในมีร้านอาหารเล็ก ๆ แทรกอยู่ในโครงสร้างเหล็กและผนังทึบ ๆ บรรยากาศทำให้นึกถึงฉากในหนังสงครามยุคเก่า สถานที่ที่ครั้งหนึ่งอาจเคยมีเสียงเครื่องยนต์ เสียงคำสั่ง หรือผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบ แต่ตอนนี้เหลือเพียงความเงียบแบบเมืองชายขอบ
เราคุยกับคนแถวนั้นอยู่พักหนึ่ง พอเขารู้ว่าเรามาจากไทย เขาก็ยิ้มแล้วบอกว่า “ที่นี่เคยมีพ่อครัวคนไทยทำงานอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่แล้ว”
ประโยคนั้นทำให้ Kangerlussuaq ที่ดูไกลจากบ้านจนแทบจินตนาการไม่ออก ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นนิดหนึ่ง เราเริ่มนึกถึงครัวเล็ก ๆ ในอาคารเก่ากลางอากาศหนาว กลิ่นอาหารไทยที่อาจเคยลอยอยู่ในฐานทัพเก่าแห่งนี้ เสียงภาษาไทยที่เคยดังขึ้นสั้น ๆ ในเมืองอาร์กติก แล้วค่อย ๆ เงียบหายไปตามฤดูกาล เหลือไว้เพียงเรื่องเล่าของคนที่เคยผ่านมา
รถวิ่งออกจากชุมชนไปตามถนนลูกรัง เส้นทางค่อย ๆ ไต่ผ่านภูมิประเทศโล่งกว้าง สองข้างทางไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีแต่พื้นดินสีน้ำตาล เหลือง เทา และพุ่มไม้เตี้ย ๆ ที่เกาะอยู่กับพื้นเหมือนพยายามประหยัดแรงของตัวเองไว้สู้กับลม เราผ่านพื้นที่ที่ดูแห้งแล้ง แต่ไม่ไร้ชีวิต บางจุดมีสีแดงสนิมของพืชอาร์กติก บางจุดมีหินกระจัดกระจายเหมือนมีใครโปรยไว้ตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง
“ยิ่งรถวิ่งไปไกล เมืองก็ยิ่งหายไปจากความรู้สึก”
คนขับเล่าว่าเส้นทางนี้ต้องใช้รถที่เหมาะกับถนนลูกรัง บางช่วงมีหลุม มีฝุ่น มีโค้งยาว ๆ และมีพื้นที่ที่ดูคล้ายกันไปหมด หากไม่มีคนรู้ทาง เราอาจไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ากำลังเข้าใกล้น้ำแข็ง หรือหลงเข้าไปในความว่างเปล่า
แต่แล้วขอบสีขาวก็เริ่มปรากฏขึ้นที่ปลายสายตา
ตอนแรกมันดูเหมือนเมฆที่ตกลงมาอยู่บนพื้น จากนั้นจึงค่อย ๆ กลายเป็นผนังน้ำแข็งขนาดใหญ่ สีขาวปนฟ้า มีเส้นริ้ว มีรอยแตก มีเงาสีน้ำเงินซ่อนอยู่ในรอยลึก Russell Glacier ตั้งอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ แต่ความเงียบของมันไม่เหมือนความเงียบของเมือง มันเป็นความเงียบที่ใหญ่กว่า หนักกว่า เหมือนสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเราไม่ได้ต้องการให้ใครเข้าใจ เพียงแค่อยู่มาตั้งนานก่อนเรา และจะยังอยู่ต่อไปในแบบของมัน
แถวนี้มีเรื่องเล่าเก่า ๆ ของชาว Inuit เกี่ยวกับธรรมชาติอยู่มากมาย หลายเรื่องไม่ได้เล่าธรรมชาติในฐานะฉากหลัง แต่เล่าในฐานะสิ่งมีชีวิต สิ่งที่มีวิญญาณ มีอารมณ์ และต้องได้รับความเคารพ ทะเล น้ำแข็ง สัตว์ ลม และภูเขา ล้วนมีที่ทางของตัวเองในโลกใบนั้น พอได้มายืนอยู่ต่อหน้าธารน้ำแข็งจริง ๆ เราเริ่มเข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องสร้างเรื่องเล่าให้กับสถานที่แบบนี้ เพราะบางภูมิประเทศใหญ่เกินกว่าจะอธิบายด้วยข้อมูลอย่างเดียว
จาก Russell Glacier เส้นทางยังไปต่อถึง Point 660 จุดที่นักเดินทางสามารถเข้าไปสัมผัสส่วนหนึ่งของพื้นน้ำแข็งกรีนแลนด์ได้ ในภาพจำของเรา ถนนสายนั้นยาวและเงียบ รถคันเล็กมากเมื่อเทียบกับภูเขาและท้องฟ้า เรานั่งอยู่ในรถ มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นโลกค่อย ๆ ลดรายละเอียดของมนุษย์ลงทีละน้อย เหลือแค่ถนน หิน น้ำแข็ง เมฆ และลม
สิ่งที่น่าสนใจของ Kangerlussuaq อาจไม่ใช่แค่ว่ามันพาเราไปถึงน้ำแข็งได้ แต่มันทำให้เรารู้สึกถึง “ระหว่างทาง” อย่างชัดเจน ตั้งแต่การลุ้นว่าสัญญาณมือถือจะพอใช้ไหม คนขับจะมารับหรือเปล่า เด็กหนุ่มจากอิตาลีจะพาเราไปเจอภูมิประเทศแบบไหน ไปจนถึงการมองเห็นเมืองเล็ก ๆ ที่เคยเป็นศูนย์กลางการเดินทางของทั้งประเทศค่อย ๆ ถอยไปอยู่ข้างหลัง
“บางเมืองไม่ได้โดดเด่นเพราะสิ่งที่มีมากมาย แต่เพราะสิ่งที่เหลืออยู่น้อยมากจนเราเริ่มมองเห็นมันชัดขึ้น”
Kangerlussuaq เหลือความเงียบ เหลือถนนลูกรัง เหลือชุมชนเล็ก ๆ เหลือเรื่องของคนไทยคนหนึ่งที่เคยมาเป็นพ่อครัว เหลือเด็กหนุ่มต่างชาติที่มารับจ๊อบในฤดูร้อน เหลือธารน้ำแข็งที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบกิโลเมตร และเหลือความรู้สึกแปลก ๆ ว่าโลกยังมีบางมุมที่ไม่จำเป็นต้องรีบ ไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเองให้ใครฟัง
เราออกจากที่นั่นพร้อมภาพถนนสีขาวที่คดไปบนพื้นดินสีน้ำตาล และน้ำแข็งสีฟ้าที่รออยู่ปลายทาง