วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค
นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมตัวเดินทางสู่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเที่ยวบิน TG970 ของสายการบิน Thai Airways
วันที่ 2: ซูริค – กอลมาร์ – สตราสบูร์ก
เดินทางถึงซูริค แล้วออกเดินทางสู่เมืองกอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส เมืองเล็กบรรยากาศโรแมนติกที่มีชื่อเสียงเรื่องย่าน “ลิตเติ้ลเวนิส” โดดเด่นด้วยคลองเล็ก อาคารโบราณ และบ้านไม้สีสันสดใส จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองสตราสบูร์ก เมืองสำคัญริมพรมแดนฝรั่งเศส–เยอรมนี ชมมหาวิหารแห่งสตราสบูร์ก สถาปัตยกรรมโกธิกอันยิ่งใหญ่ที่สร้างจากหินทรายสีชมพู และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เด่นของเมือง พักค้างคืนที่สตราสบูร์ก
วันที่ 3: สตราสบูร์ก – ไฮเดลเบิร์ก – โรเธนเบิร์ก
เดินทางสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีเสน่ห์เหนือแม่น้ำเนคคาร์ ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก ซากปราสาทเรอเนสซองส์ที่มีชื่อเสียง และโบสถ์ Church of the Holy Spirit ใจกลางเขตเมืองเก่า จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองโรเธนเบิร์ก เมืองยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติกที่ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม เดินเล่นบริเวณ Market Square และถ่ายรูปกับ Plönlein มุมถ่ายภาพสัญลักษณ์ของเมือง พักค้างคืนที่โรเธนเบิร์ก
วันที่ 4: โรเธนเบิร์ก – นูเรมเบิร์ก
ออกเดินทางสู่เมืองนูเรมเบิร์ก เมืองประวัติศาสตร์สำคัญของเยอรมนีที่เกี่ยวข้องทั้งกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และเหตุการณ์สำคัญในศตวรรษที่ 20 ชมปราสาท Nuremberg Castle ซึ่งตั้งเด่นบนเนินเขาและเป็นจุดชมวิวเมืองเก่าที่สวยงาม หากอยู่ในช่วงเทศกาล สามารถเดินชม Nuremberg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสชื่อดังที่มีบรรยากาศคึกคักและเก่าแก่แห่งหนึ่งของยุโรป พักค้างคืนที่นูเรมเบิร์ก
วันที่ 5: นูเรมเบิร์ก – แบมแบร์ก – เดรสเดิน
เดินทางแวะเที่ยวเมืองแบมแบร์ก เมืองมรดกโลกที่มีชื่อเสียงด้านผังเมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และบรรยากาศคลาสสิกริมแม่น้ำ จากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองเดรสเดิน เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรกที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดของเยอรมนี ชมปราสาทเดรสเดน ซึ่งเป็นอดีตที่ประทับของราชวงศ์แซกโซนี พักค้างคืนที่เดรสเดิน
วันที่ 6: เดรสเดิน – Rakotzbrücke – เดรสเดิน
เที่ยวชมเมืองเดรสเดิน เริ่มจากพิพิธภัณฑ์ Green Vault ที่รวบรวมสมบัติและเครื่องราชูปโภคอันล้ำค่าของราชวงศ์ ต่อด้วยพระราชวังสวิงเกอร์ ผลงานสถาปัตยกรรมบาโรกอันงดงาม จากนั้นชมสะพาน Rakotzbrücke สะพานหินรูปโค้งอันมีชื่อเสียงที่เมื่อสะท้อนกับผิวน้ำจะดูคล้ายวงกลมเกือบสมบูรณ์ ปิดท้ายด้วยการชมโบสถ์ Dresden Frauenkirche ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูรณะเมืองหลังสงคราม และเดินเล่นที่ Brühl’s Terrace ริมแม่น้ำเอลเบอ พักค้างคืนที่เดรสเดิน
วันที่ 7: เดรสเดิน – ปราก
เดินทางสู่กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก เมืองประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามและบรรยากาศคลาสสิก ชมปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตัส ศูนย์กลางอำนาจและศาสนาที่สำคัญของประเทศ เดินเล่นบนสะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่ที่เป็นหนึ่งในภาพจำของเมือง และชมความงดงามของนาฬิกาดาราศาสตร์บริเวณจัตุรัสเมืองเก่า พักค้างคืนที่ปราก
วันที่ 8: ปราก – มิวนิก
เดินทางสู่เมืองมิวนิก เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่ผสมผสานความทันสมัยกับเสน่ห์แบบบาวาเรียได้อย่างลงตัว จากนั้นเดินเล่นและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยบนถนนคนเดิน Neuhauser Strasse และ Kaufingerstrasse ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญใจกลางเมือง พักค้างคืนที่มิวนิก
วันที่ 9: มิวนิก – กรุงเทพฯ
เดินเล่นบริเวณจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ ใจกลางเมืองเก่าของมิวนิกที่รายล้อมด้วยอาคารสำคัญและบรรยากาศคึกคักของเมือง จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเที่ยวบิน TG925
วันที่ 10: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจจากเส้นทางท่องเที่ยวยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยเมืองเก่าแสนสวย มรดกทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น
ค่าทริป
ราคานี้รวม
ราคานี้ไม่รวม
จองทริป/สอบถาม
วันที่ 1: กรุงเทพฯ – ซูริค
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางความตื่นเต้นของค่ำคืนก่อนออกเดินทางสู่ยุโรปกับเที่ยวบิน TG970 ของสายการบิน Thai Airways ปลายทางคือ “ซูริค” ประตูบานแรกของการเดินทางครั้งนี้ เมืองที่มักถูกจดจำในฐานะศูนย์กลางการเงินของสวิตเซอร์แลนด์ แต่สำหรับนักเดินทาง ซูริคคือจุดเริ่มต้นอันสง่างามของยุโรปกลาง เมืองที่มีทั้งความเนี้ยบ ความสงบ และเสน่ห์แบบคลาสสิก เป็นเหมือนการค่อย ๆ ปรับจังหวะหัวใจให้เข้าสู่โหมด slow travel อย่างนุ่มนวล
วันที่ 2: ซูริค – กอลมาร์ – สตราสบูร์ก
หลังเดินทางถึงซูริค เราออกเดินทางต่อสู่เมืองกอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองเล็กในแคว้นอาลซัสที่งดงามราวภาพประกอบในนิทาน กอลมาร์มีชื่อเสียงจากย่าน “ลิตเติ้ลเวนิส” ที่เต็มไปด้วยลำคลองเล็ก ๆ บ้านไม้โครงสีสด และอาคารเก่าแก่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ฝรั่งเศสผสมเยอรมันอย่างมีเสน่ห์ เมืองนี้แทบไม่ได้ชวนให้รีบเดิน แต่ชวนให้ค่อย ๆ ใช้สายตาเก็บรายละเอียดของหน้าต่างดอกไม้ ซุ้มประตูไม้ และบรรยากาศโรแมนติกที่ทำให้ทุกมุมดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองสตราสบูร์ก ใช้เวลาประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง เมืองสำคัญริมพรมแดนฝรั่งเศส–เยอรมนี ซึ่งมีประวัติยาวนานและผ่านการเปลี่ยนมือระหว่างสองวัฒนธรรมมาหลายครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่สตราสบูร์กจะมีบุคลิกเฉพาะตัว ทั้งสง่างามแบบฝรั่งเศสและเข้มขรึมแบบเยอรมัน ไไฮไลต์สำคัญคือมหาวิหารแห่งสตราสบูร์ก มหาวิหารโกธิกจากหินทรายสีชมพูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก ความละเอียดของลวดลาย การยืนตระหง่านกลางเมือง และเรื่องราวทางศาสนากับประวัติศาสตร์ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นหัวใจของเมืองอย่างแท้จริง
ค่ำคืนนี้พักค้างคืนที่สตราสบูร์ก
วันที่ 3: สตราสบูร์ก – ไฮเดลเบิร์ก – โรเธนเบิร์ก
เช้าวันใหม่เราออกจากฝรั่งเศสเข้าสู่เยอรมนี มุ่งหน้าสู่เมืองไฮเดลเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเนคคาร์และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติกที่สุดของเยอรมนี ด้วยภูมิทัศน์ของสะพานเก่า หลังคาเมืองโบราณ และเนินเขาที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ ไฮเดลเบิร์กเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กวี ศิลปิน และนักคิดมากมาย
ที่นี่เราจะได้ชมปราสาทไฮเดลเบิร์ก ซากปราสาทเรอเนสซองส์อันโด่งดังที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่กลับมีเสน่ห์ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เพราะร่องรอยความเสียหายจากสงครามและกาลเวลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความงาม นอกจากนี้ยังมี Church of the Holy Spirit ใจกลางเขตเมืองเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมือง
จากนั้นเดินทางต่อสู่โรเธนเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง เมืองยุคกลางบนเส้นทางสายโรแมนติกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงามจนเหมือนกาลเวลาเดินช้าลง เมื่อก้าวเข้าสู่ย่านเมืองเก่า จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของยุโรปในศตวรรษก่อนอย่างชัดเจน ทั้งกำแพงเมือง หอคอย ถนนหิน และบ้านหลังคาจั่ว เดินเล่นบริเวณ Market Square และไม่พลาดถ่ายรูปกับ Plönlein มุมเล็ก ๆ ที่กลายเป็นภาพจำของเมือง เพราะสวยเหมือนหลุดจากโปสการ์ด
พักค้างคืนที่โรเธนเบิร์ก
วันที่ 4: โรเธนเบิร์ก – นูเรมเบิร์ก
ออกเดินทางสู่เมืองนูเรมเบิร์ก ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมืองที่มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เยอรมนี ทั้งในยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และในศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้เมืองนี้มีมิติที่น่าสนใจมากกว่าแค่ความสวยงามของเมืองเก่า นูเรมเบิร์กคือสถานที่ที่อดีตอันรุ่งเรืองและบทเรียนทางประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกันอย่างชัดเจน
ไฮไลต์ของวันนี้คือ Nuremberg Castle ปราสาทที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวเมืองเก่าได้อย่างสวยงาม ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในที่ประทับสำคัญของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความรุ่งเรืองของเมืองในอดีต และหากเดินทางมาในช่วงฤดูหนาว เมืองนี้ยังมี Nuremberg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของไวน์ร้อน ขนมอบ และบรรยากาศอบอุ่นที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก
พักค้างคืนที่นูเรมเบิร์ก
วันที่ 5: นูเรมเบิร์ก – แบมแบร์ก – เดรสเดิน
เช้านี้เราแวะเที่ยวเมืองแบมแบร์ก ใช้เวลาจากนูเรมเบิร์กประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองมรดกโลกที่ได้รับการยกย่องว่ามีผังเมืองเก่ายุคกลางสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ความโดดเด่นของแบมแบร์กอยู่ที่การวางตัวของอาคารโบราณริมแม่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบ และความงามที่ไม่พยายามอวดตัว เมืองนี้มีทั้งโบสถ์เก่า ศาลาว่าการกลางน้ำ และเสน่ห์แบบเมืองเล็กที่ชวนให้เดินช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียด
จากนั้นเดินทางต่อสู่เดรสเดิน ใช้เวลาประมาณ 3.5–4 ชั่วโมง เมืองแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมบาโรกที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญาว่าเป็น “ฟลอเรนซ์แห่งลุ่มแม่น้ำเอลเบอ” แม้เมืองจะเคยได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เดรสเดินก็ลุกขึ้นฟื้นคืนอย่างน่าทึ่ง จนกลายเป็นเมืองที่งดงามและทรงพลังทางความรู้สึกอย่างมาก เราจะได้ชมปราสาทเดรสเดน อดีตที่ประทับของราชวงศ์แซกโซนี ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางศิลปะและอำนาจของราชวงศ์ได้อย่างวิจิตร
พักค้างคืนที่เดรสเดิน
วันที่ 6: เดรสเดิน – Rakotzbrücke – เดรสเดิน
วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการใช้เวลาอย่างละเมียดละไมในเดรสเดิน เมืองที่ยิ่งดูยิ่งเห็นความงามซ่อนอยู่ในรายละเอียด เริ่มต้นด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ Green Vault สถานที่จัดแสดงสมบัติ เครื่องราชูปโภค และงานศิลป์ล้ำค่าของราชวงศ์แซกโซนี หนึ่งในคอลเลกชันที่งดงามที่สุดของยุโรป ที่นี่ไม่เพียงทำให้เราเห็นความหรูหรา แต่ยังสะท้อนยุคสมัยที่ศิลปะคือภาษาของอำนาจและศรัทธา
ต่อด้วยพระราชวังสวิงเกอร์ ผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมบาโรกที่ทั้งอ่อนช้อยและโอ่อ่าในเวลาเดียวกัน ลานกว้าง น้ำพุ และองค์ประกอบตกแต่งที่สมดุล ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนเวทีใหญ่ของศิลปะและความสง่างาม
จากนั้นออกเดินทางไปชมสะพาน Rakotzbrücke ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อเที่ยวจากเดรสเดิน สะพานหินรูปโค้งกลางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงจากภาพสะท้อนบนผืนน้ำจนดูคล้ายวงกลมเกือบสมบูรณ์ สะพานนี้มักถูกเรียกว่า “Devil’s Bridge” หรือสะพานปีศาจ ตามตำนานยุโรปที่เล่าว่าสะพานที่งดงามเกินมนุษย์จะสร้างได้ มักเป็นผลงานของปีศาจเอง เรื่องเล่าลักษณะนี้ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้สถานที่ดูน่าค้นหาและลึกลับมากขึ้น
กลับเข้าสู่เดรสเดินเพื่อชม Dresden Frauenkirche โบสถ์สำคัญที่เคยพังทลายในสงคราม ก่อนจะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเยียวยา การให้อภัย และการเริ่มต้นอีกครั้ง ปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นบน Brühl’s Terrace ริมแม่น้ำเอลเบอ จุดที่ได้รับฉายาว่า “ระเบียงแห่งยุโรป” เพราะเปิดมุมมองอันงดงามของสายน้ำและเส้นขอบฟ้าเมืองเก่า
พักค้างคืนที่เดรสเดิน
วันที่ 7: เดรสเดิน – ปราก
ออกเดินทางสู่กรุงปราก ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็กที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในยุโรป ปรากมีเสน่ห์แบบที่ไม่ต้องพยายามมาก ถนนหิน อาคารยอดแหลม หอคอย และแสงสีทองที่ตกกระทบบนผิวอาคารเก่า ล้วนทำให้เมืองนี้ดูเหมือนฉากในนิยายแฟนตาซี
เราเริ่มต้นด้วยปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตัส ศูนย์กลางอำนาจและศาสนาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ปราสาทแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่สำคัญทางการเมือง แต่ยังเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติเช็กที่สืบทอดมายาวนานหลายศตวรรษ ต่อด้วยการเดินเล่นบนสะพานชาร์ลส์ สะพานหินเก่าแก่เหนือแม่น้ำวัลตาวาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นนักบุญและเรื่องเล่าทางศาสนา ทุกย่างก้าวบนสะพานเหมือนกำลังเดินผ่านประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนปิดท้ายด้วยนาฬิกาดาราศาสตร์ที่จัตุรัสเมืองเก่า ผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมยุคกลางที่ไม่เพียงบอกเวลา แต่ยังบอกถึงมุมมองจักรวาลของผู้คนในอดีต
พักค้างคืนที่ปราก
วันที่ 8: ปราก – มิวนิก
ออกเดินทางสู่เมืองมิวนิก ใช้เวลาประมาณ 4.5–5 ชั่วโมง เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเยอรมนีที่มีความมีชีวิตชีวาแบบเมืองสมัยใหม่ แต่ยังรักษาเสน่ห์แบบบาวาเรียไว้ได้อย่างชัดเจน มิวนิกไม่ใช่เมืองที่เร่งรีบเกินไป แต่เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม ทั้งในเรื่องสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ร้านค้า และจังหวะชีวิตของผู้คน
เมื่อมาถึงแล้ว สามารถเดินเล่นและช้อปปิ้งตามอัธยาศัยบนถนนคนเดิน Neuhauser Strasse และ Kaufingerstrasse ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญใจกลางเมือง บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ และผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย การเดินในมิวนิกจึงไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง แต่เป็นการสัมผัสวิถีชีวิตของเมืองที่สมดุลระหว่างความคลาสสิกและความร่วมสมัย
พักค้างคืนที่มิวนิก
วันที่ 9: มิวนิก – กรุงเทพฯ
เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง ใช้เวลาเดินเล่นบริเวณจัตุรัสมาเรียนพลัทซ์ หัวใจของเมืองเก่ามิวนิก ที่รายล้อมด้วยอาคารสำคัญและเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักของผู้คน เมืองนี้อาจไม่หวือหวาในแบบเมืองแฟนตาซีอย่างปราก หรือโรแมนติกละมุนแบบกอลมาร์ แต่มีความสง่างาม มั่นคง และน่าจดจำในแบบของตัวเอง เป็นบทสรุปที่ลงตัวของทริปยุโรปกลางครั้งนี้
จากนั้นเดินทางสู่สนามบินเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเที่ยวบิน TG925 พร้อมความทรงจำที่ค่อย ๆ ถูกเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้านไปทีละภาพ ทีละเมือง ทีละความรู้สึก
วันที่ 10: กรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ปิดท้ายเส้นทางท่องเที่ยวยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยเมืองเก่าแสนสวย เรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ มหาวิหาร ปราสาท สะพาน และถนนหินที่ยังเก็บกลิ่นอายของวันวานไว้อย่างงดงาม ทริปนี้ไม่ใช่เพียงการเดินทางผ่านหลายประเทศ แต่คือการค่อย ๆ เปิดหน้าต่างบานเล็กบานน้อยไปสู่โลกอีกใบ โลกที่ทำให้เราอยากเดินช้าลง มองนานขึ้น และจำทุกช่วงเวลาได้ชัดเจนกว่าเดิม