วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์
เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน เพื่อเตรียมต่อเครื่องไปยังประเทศไอซ์แลนด์
วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður
เดินทางถึงโคเปนเฮเกนและต่อเครื่องสู่เคฟลาวิก จากนั้นออกเดินทางไปชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวกที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กดังที่สุดของไอซ์แลนด์ โดดเด่นด้วยรูปทรงสวยแปลกตาและเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður
วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri
เดินทางสู่ Hvitserkur โขดหินกลางทะเลรูปทรงคล้ายสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นจุดเด่นของชายฝั่งทางเหนือและเหมาะกับการถ่ายภาพธรรมชาติ จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมือง Akureyri เมืองสำคัญทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์
วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir
ชม Godafoss หรือ “น้ำตกแห่งพระเจ้า” น้ำตกที่มีรูปทรงโค้งงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต่อด้วย Hverarönd/Hverir พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ไอร้อน และสีสันของแร่ธาตุ จากนั้นชม Dettifoss น้ำตกขนาดใหญ่ทรงพลังที่ขึ้นชื่อเรื่องความยิ่งใหญ่ ก่อนเดินทางเข้าสู่เมือง Egilsstaðir เพื่อพักค้างคืน
วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn
เดินทางไปชม Hengifoss น้ำตกที่มีเอกลักษณ์จากชั้นหินสีแดงสลับดำด้านข้างหน้าผา จากนั้นผ่านเส้นทาง Eastfjords ซึ่งโดดเด่นด้วยวิวฟยอร์ด ชายฝั่ง และหมู่บ้านเล็กสงบสวยงาม แวะถ่ายรูปที่ Vestrahorn ภูเขาทรงคมเข้มริมทะเลที่มีฉากหลังโดดเด่นจนได้ฉายาว่า The Batman Mountain ก่อนเข้าพักที่เมือง Höfn
วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik
ชม Jökulsárlón ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ท่ามกลางวิวสุดอลังการ ต่อด้วย Diamond Beach ชายหาดทรายดำที่มีก้อนน้ำแข็งใสราวเพชรเกยฝั่ง ระหว่างทางผ่านเขตอุทยานแห่งชาติ Skaftafell ซึ่งมีภูมิประเทศธารน้ำแข็งและธรรมชาติอันโดดเด่น รวมถึงทุ่งมอสบนลาวาที่เป็นภาพจำของไอซ์แลนด์ จากนั้นเข้าสู่เมือง Vik ชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดัง และ Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่มีลวดลายธรรมชาติสวยแปลกตา พักที่ Vik
วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik
เริ่มต้นด้วยการชม Skogafoss น้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยสง่าและมักเห็นสายรุ้งในวันที่อากาศดี ต่อด้วย Seljalandsfoss น้ำตกชื่อดังที่สามารถเดินชมด้านหลังม่านน้ำได้ จากนั้นเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle แวะชม Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติ, Gullfoss น้ำตกทองคำขนาดใหญ่ที่ไหลลดหลั่นอย่างสวยงาม และ Thingvellir อุทยานแห่งชาติมรดกโลก จุดสำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ของประเทศ ก่อนพักที่เมืองเรคยาวิก
วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik
ล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก สัมผัสอีกหนึ่งกิจกรรมเด่นของไอซ์แลนด์ จากนั้นเที่ยวชมเมือง โดยแวะ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงที่สุดและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง, Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลที่สื่อถึงการเดินทางและการค้นพบ, และ Harpa อาคารคอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์โดดเด่น ก่อนปิดท้ายด้วยการแช่น้ำแร่ที่ Blue Lagoon บ่อน้ำพุร้อนชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แล้วเข้าพักที่ Keflavik
วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok
เดินทางจากเคฟลาวิกกลับสู่โคเปนเฮเกน และต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ พร้อมความประทับใจจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของไอซ์แลนด์
วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ
เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนแห่งไฟ น้ำแข็ง น้ำตก ธารน้ำแข็ง และภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์
ค่าทริป
ราคานี้รวม
ราคานี้ไม่รวม
จองทริป/สอบถาม
วันที่ 1: ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ไอซ์แลนด์
การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างนุ่มนวลจากกรุงเทพฯ กับเที่ยวบินของ Thai Airways มุ่งหน้าสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาเดินทางราว 11 ชั่วโมง ก่อนจะต่อเครื่องสู่ดินแดนที่ถูกขนานนามว่าเป็น “เกาะแห่งไฟและน้ำแข็ง” อย่างไอซ์แลนด์ วันแรกจึงเหมือนเป็นการค่อย ๆ ปล่อยใจออกจากชีวิตประจำวัน แล้วเตรียมเปิดรับภูมิประเทศสุดมหัศจรรย์ที่รออยู่เบื้องหน้า
วันที่ 2: โคเปนเฮเกน – เคฟลาวิก – Kirkjufell – Grundarfjörður
หลังต่อเครื่องจากโคเปนเฮเกนสู่สนามบินเคฟลาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที เราเริ่มต้นการเดินทางบนถนนสายไอซ์แลนด์อย่างแท้จริง โดยขับรถต่อไปยัง Kirkjufell ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ภูเขาทรงหมวกอันโด่งดังที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนน้ำและทุ่งหญ้าแห่งคาบสมุทรสไนแฟลซเนส
Kirkjufell ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในภูเขาที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในไอซ์แลนด์ เพราะรูปทรงที่สมบูรณ์ราวกับภาพวาด และยังเป็นฉากที่แฟนซีรีส์หลายคนจดจำได้ดี ความงดงามของที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ตัวภูเขา แต่อยู่ที่บรรยากาศรอบด้านที่เงียบ สงบ และมีเสน่ห์แบบเหนือจริง ก่อนเข้าพักที่เมือง Grundarfjörður เมืองเล็กริมฟยอร์ดที่ใช้เวลาเดินทางจากจุดชมวิวเพียงไม่กี่นาที เหมาะกับการพักใจในค่ำคืนแรกอย่างแท้จริง
วันที่ 3: Grundarfjörður – Hvitserkur – Akureyri
เช้าวันนี้ออกเดินทางจาก Grundarfjörður ไปยัง Hvitserkur ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที เส้นทางทอดผ่านทุ่งโล่ง ภูเขาเตี้ย และชายฝั่งที่ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างอย่างงดงาม
Hvitserkur คือโขดหินบะซอลต์ขนาดใหญ่กลางทะเล สูงราว 15 เมตร รูปร่างคล้ายมังกรหรือสัตว์ยักษ์กำลังก้มดื่มน้ำ ตามตำนานเล่าว่าเดิมทีคือโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์จนกลายเป็นหิน จุดนี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายภาพสวย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติและเรื่องเล่าพื้นถิ่นหลอมรวมกันอย่างน่าหลงใหล
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Akureyri ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที เมืองสำคัญทางตอนเหนือของประเทศที่มักถูกเรียกว่า “เมืองหลวงแห่งนอร์ทไอซ์แลนด์” บรรยากาศอบอุ่นกว่าที่คิด มีทั้งท่าเรือ โบสถ์ และบ้านเรือนเรียบง่ายที่ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์น่าพักค้าง
วันที่ 4: Akureyri – Godafoss – Hverir – Dettifoss – Egilsstaðir
ออกจาก Akureyri ไปยัง Godafoss ใช้เวลาประมาณ 40–45 นาที น้ำตกแห่งนี้มีชื่อแปลว่า “น้ำตกแห่งพระเจ้า” และมีเรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ไอซ์แลนด์ เมื่อครั้งผู้นำท้องถิ่นตัดสินใจรับศาสนาคริสต์และโยนรูปเคารพเทพเจ้านอร์สลงสู่น้ำตกแห่งนี้ จึงทำให้ Godafoss ไม่ได้งดงามเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังเปี่ยมด้วยความหมายทางวัฒนธรรม
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Hverir ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที พื้นที่พลังงานความร้อนใต้พิภพที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนเดือด ควันไอน้ำ และผืนดินสีสนิมสลับเหลืองราวกับอีกดาวเคราะห์ กลิ่นกำมะถันในอากาศและไอร้อนที่ลอยขึ้นจากพื้นดิน ย้ำเตือนว่าไอซ์แลนด์คือดินแดนที่โลกยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ขับต่อไปยัง Dettifoss ราว 1 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป มวลน้ำมหาศาลที่พุ่งกระแทกหน้าผาอย่างดุดัน ทำให้ผู้มาเยือนไม่ได้เพียง “เห็น” แต่รู้สึกได้ถึงพลังของธรรมชาติอย่างแท้จริง
ช่วงบ่ายเดินทางเข้าเมือง Egilsstaðir ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อพักค้างคืน เมืองนี้ถือเป็นศูนย์กลางของฝั่งตะวันออก รายล้อมด้วยภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติที่เงียบสงบ
วันที่ 5: Egilsstaðir – Hengifoss – Eastfjords – Vestrahorn – Höfn
จาก Egilsstaðir เดินทางไปยังจุดเริ่มต้นทางเดินสู่ Hengifoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ก่อนเดินเท้าขึ้นไป-กลับราว 1.5–2 ชั่วโมง น้ำตกแห่งนี้โดดเด่นด้วยชั้นหินสีแดงสลับดำบนหน้าผา ซึ่งเกิดจากเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกันมานับล้านปี เป็นภาพธรรมชาติที่ทั้งแปลกตาและสง่างาม
จากนั้นเริ่มเดินทางเลียบเส้นทาง Eastfjords ช่วงหนึ่งไปยัง Vestrahorn รวมเวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง รวมแวะพักระหว่างทาง เส้นทางฝั่งตะวันออกนี้คือหนึ่งในช่วงถนนที่สวยที่สุดของไอซ์แลนด์ ฟยอร์ดเว้าโค้ง ชายฝั่งทอดยาว หมู่บ้านประมงเล็ก ๆ และภูเขาที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลอย่างเงียบงาม ทำให้การขับรถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
Vestrahorn คือภูเขาทรงแหลมคมสีเข้มริมทะเลที่โด่งดังมากในหมู่ช่างภาพ ด้วยแนวสันเขาดุดันและเงาสะท้อนบนหาดเปียก จนหลายคนเรียกที่นี่ว่า The Batman Mountain เป็นจุดที่ทำให้รู้สึกว่าไอซ์แลนด์ไม่ใช่เพียงสวย แต่ยังมีบุคลิกเข้มขรึมและน่าค้นหา
หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยัง Höfn ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เมืองเล็กริมทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล และเป็นจุดพักยอดนิยมของนักเดินทางสายริงโรด
วันที่ 6: Höfn – Jökulsárlón – Diamond Beach – Skaftafell – Vik
ออกจาก Höfn ไปยัง Jökulsárlón ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทะเลสาบธารน้ำแข็งแห่งนี้เป็นเหมือนภาพฝันของไอซ์แลนด์ ก้อนน้ำแข็งสีฟ้าขาวลอยนิ่งอยู่บนผืนน้ำ ท่ามกลางฉากหลังของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ ความงามของที่นี่เปลี่ยนไปทุกชั่วโมงตามแสง ฟ้า และการเคลื่อนตัวของน้ำแข็ง
ฝั่งตรงข้ามคือ Diamond Beach ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก้อนน้ำแข็งที่ถูกคลื่นพัดขึ้นมาเกยหาดทรายดำสะท้อนแสงระยิบระยับราวอัญมณี จึงเป็นจุดที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในภาพจำที่งดงามที่สุดของไอซ์แลนด์
เดินทางต่อไปยัง Skaftafell ใช้เวลาประมาณ 45 นาที พื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull ที่ขึ้นชื่อเรื่องธารน้ำแข็ง ทุ่งมอส และภูมิประเทศที่เกิดจากไฟและน้ำแข็งร่วมกันอย่างน่าทึ่ง แม้เพียงขับรถผ่านก็ยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมือง Vik ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างทางวิวลาวามอสทอดยาวราวพรมสีเขียว
เมื่อถึง Vik แวะชม Reynisfjara หาดทรายดำชื่อดังที่มีคลื่นแอตแลนติกซัดเข้าฝั่งอย่างทรงพลัง และเสาหินทะเล Reynisdrangar ที่มีตำนานเล่าว่าเป็นโทรลล์ที่กลายเป็นหินเมื่อโดนแสงอาทิตย์ ส่วน Hálsanefshellir Cave ถ้ำหินบะซอลต์ที่เรียงตัวเป็นลวดลายเรขาคณิตอย่างน่ามหัศจรรย์ คืออีกหนึ่งหลักฐานว่าธรรมชาติของไอซ์แลนด์มีทั้งความดิบและความประณีตในเวลาเดียวกัน
วันที่ 7: Vik – Skogafoss – Seljalandsfoss – Golden Circle – Reykjavik
เช้านี้ออกจาก Vik ไปยัง Skogafoss ใช้เวลาประมาณ 35 นาที น้ำตกขนาดใหญ่ที่ทิ้งตัวตรงลงมาจากหน้าผากว้างอย่างสง่างาม วันที่อากาศดีมักมีสายรุ้งพาดผ่านละอองน้ำ ตามตำนานท้องถิ่นยังเชื่อว่ามีหีบสมบัติซ่อนอยู่หลังน้ำตก ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ที่นี่ดูโรแมนติกและลึกลับ
จากนั้นไปยัง Seljalandsfoss ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จุดเด่นคือสามารถเดินอ้อมไปด้านหลังม่านน้ำได้ ทำให้เห็นมุมมองของน้ำตกที่แตกต่างและมีชีวิตชีวา
เดินทางต่อเข้าสู่เส้นทาง Golden Circle โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีไปยังเขต Geysir พื้นที่น้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่งเป็นต้นกำเนิดคำว่า “geyser” ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนพุ่งทั่วโลก แม้ Geysir เดิมจะปะทุไม่สม่ำเสมอแล้ว แต่ Strokkur ที่อยู่ใกล้กันยังพ่นน้ำร้อนขึ้นฟ้าทุกไม่กี่นาที
จากนั้นไปยัง Gullfoss ใช้เวลาราว 10 นาที น้ำตกทองคำที่ไหลลดหลั่นลงสู่แคนยอนอย่างยิ่งใหญ่ สวยทั้งในวันที่แดดออกและวันที่หมอกน้ำปกคลุม
ต่อไปยัง Thingvellir ใช้เวลาประมาณ 50 นาที อุทยานแห่งชาติที่สำคัญทั้งทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเซียแยกออกจากกัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งรัฐสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10
ช่วงเย็นเดินทางเข้า Reykjavik ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เมืองหลวงเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของศิลปะ การออกแบบ และวิถีชีวิตเรียบง่าย
วันที่ 8: Reykjavik – Whale Watching – Blue Lagoon – Keflavik
เช้าวันนี้เริ่มต้นอย่างสดชื่นกับกิจกรรมล่องเรือชมปลาวาฬจากเรคยาวิก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง นี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติของไอซ์แลนด์ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งปลาวาฬหลังค่อม โลมา หรือแม้แต่นกทะเลที่บินเคียงเรือ ทุกอย่างทำให้ผืนน้ำเย็นของแอตแลนติกดูมีชีวิตขึ้นอย่างน่าประทับใจ
หลังจากนั้นใช้เวลาเที่ยวชมเมืองอย่างสบาย ๆ Hallgrímskirkja โบสถ์สูงเด่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของลาวาบะซอลต์ คือสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ขณะที่ Sun Voyager ประติมากรรมริมทะเลสื่อถึงความหวัง การเดินทาง และการค้นพบ ส่วน Harpa คอนเสิร์ตฮอลล์กระจกดีไซน์ร่วมสมัยก็สะท้อนบุคลิกของเรคยาวิกได้อย่างดี—เล็กแต่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์
ช่วงบ่ายเดินทางไป Blue Lagoon ใช้เวลาประมาณ 50 นาที สปาน้ำแร่ชื่อดังท่ามกลางทุ่งลาวา แม้จะเป็นสถานที่ยอดนิยมมาก แต่เมื่อได้แช่อยู่ในน้ำสีฟ้าน้ำนมอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศเย็น ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่จึงเป็นเหมือนพิธีปิดท้ายทริปไอซ์แลนด์ที่หลายคนไม่อยากพลาด
จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Keflavik ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพื่อพักผ่อนในคืนสุดท้าย
วันที่ 9: Keflavik – Copenhagen – Bangkok
ได้เวลาบอกลาไอซ์แลนด์ เดินทางจากเคฟลาวิกสู่โคเปนเฮเกน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาที ก่อนต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง แม้การเดินทางกลับจะยาวนาน แต่ภาพของภูเขา ฟยอร์ด น้ำตก ธารน้ำแข็ง และหาดทรายดำยังคงติดอยู่ในใจอย่างชัดเจน
วันที่ 10: เดินทางถึงกรุงเทพฯ
ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำจากดินแดนที่ธรรมชาติดูเหมือนยังสร้างโลกไม่เสร็จ ไอซ์แลนด์ไม่ใช่แค่จุดหมายสำหรับการไป “เช็กอิน” แต่เป็นประเทศที่ทำให้เราอยากเดินทางให้ช้าลง มองให้ลึกขึ้น และปล่อยให้ความเงียบของธรรมชาติค่อย ๆ ทำงานกับความรู้สึกภายในอย่างอ่อนโยน
นี่จึงไม่ใช่เพียงทริปท่องเที่ยว แต่เป็นการเดินทางที่ทั้งงดงาม สงบ และน่าจดจำไปอีกนาน