Categories
Road Trip Uncategorized

ทัวร์ฟินแลนด์ บอลติก

ทัวร์ฟินแลนด์ บอลติก

เที่ยวบอลติก พักอิกลูนอนดูแสงเหนือ

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1: Bangkok  

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถว S ประตู 8 ทีมงานอำนวยความสะดวกเช็คอินสายการบิน Finnair เที่ยวบินที่ AY144 ออกเดินทางเวลา 23.05 น. ใช้เวลาบินประมาณ 10.25 ชม แวะเปลี่ยนเครื่องที่ เฮลซิงกิ

DAY 2 :  Helsinki – Ivalo – Kakslauttanen Arctic Resort 

  • เดินทางถึงสนามบินเฮลซิงกิ จากนั้นรอเวลาเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยังเมือง Ivalo โดยสายการบิน Finnair เที่ยวบินที่ AY601 (เวลา 07.00)

  • ถึงสนามบินอิวาโล จากนั้นนำท่านสู่ หมู่บ้านอิกลูแคคสลอตทาเนน (IGLOO VILLAGE KAKSLAUTTANEN) ตั้งอยู่เหนือเส้นเขตขั้วโลกเหนือเขตแลปแลนด์ (LAPLAND) ของประเทศฟินแลนด์ โดยสถานที่แห่งนี้อยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของอากาศที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ และยังมีวิวทิวทัศน์ให้ชื่นชมความสวยงามของป่าเขา ท่ามกลางหิมะขาวโพลนที่ท่านจะต้องประทับใจไม่มีวันลืม

  • นำท่านสัมผัสกิจกรรมอันดับหนึ่งของการท่องเที่ยวแบบตะลุยหิมะ ด้วยการขับขี่ สโนว์โมบิล (SNOWMOBILE) พาหนะที่คล่องตัวที่สุดในการเดินทางบนหิมะหรือน้ำแข็ง โดยท่านจะได้รับคำแนะนำในการขับขี่ที่ถูกต้อง สนุกสนาน และปลอดภัย จากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและชำนาญเส้นทางในการเดินทางท่องเที่ยวแบบสโนว์โมบิลซาฟารี โดยทางบริษัท ฯ จะมีการจัดเตรียมเครื่องกันหนาวให้ท่านอย่างครบถ้วนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

  • พักที่ Kakslauttanen Arctic Resort

DAY 3 : Ivalo – Rovaniemi – Santa Claus Village

  • นำท่านมุ่งหน้าสู่ เมืองโรวาเนียมิ (Rovaniemi) ให้ท่านได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพทุ่งหิมะแห่งแลปแลนด์ และหากโชคดีท่านอาจได้พบเห็นฝูงกวางเรนเดียร์ที่ออกหากินในเวลากลางวัน ตลอดเส้นทางท่านจะได้เห็นภูมิประเทศอันแปลกตา หิมะ สลับกับทิวสน
  • ชม หมู่บ้านซานตาคลอส (Santa Claus Village) ตั้งอยู่บนเส้นอาร์คติกเซอร์เคิล ภายในหมู่บ้านมีที่ทำการไปรษณีย์ สำหรับท่านที่ต้องการส่งของขวัญไปยังคนที่ท่านรัก และยังมีร้านขายของที่ระลึก ให้ท่านได้เลือกซื้อของฝาก หรือถ่ายรูปกับคุณลุงซานต้าที่ใจดีเป็นที่ระลึกในการมาเยือน อิสระให้ท่านเดินเล่นเที่ยวชมในหมู่บ้าซานตาคลอส
  • นำท่านแวะชม ที่ทำการไปรษณีย์ซานตาคลอส (Santa Claus Main post office) ท่านสามารถเลือกซื้อไปรษณียบัตรหลากหลายสีสันเพื่อเขียนอวยพรครอบครัวและมิตรสหาย พร้อมทั้งฝากซานต้าคลอสส่งกลับมายังประเทศไทยได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์นี้
  • พักที่ Rovaniemi

Day 4 : Rovaniemi – Kemi – Sampo Icebreaker

  • เดินทางไปยังเมือง Kemi ประมาณ 1.30 ชมนำท่านเดินชมเมือง Kemi เมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ริมอ่าวน้ำลึกบอธเนีย (Gulf of Bothnia) บริเวณทางตอนเหนือของทะเลบอลติค (Baltic Sea) มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 22,000 คน แต่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่มีความสำคัญของแลปแลนด์
  • ถ่ายรูปกับโบสถ์ Kemi Church ซึ่งเป็นโบสถ์ ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ ที่ถูกสร้างและออกแบบตาม สถาปัตยกรรมแบบโกธิคโดยสถาปนิกชื่อ ดังชาวฟินแลนด์นาม Josef Stenback
  • นำท่าน ล่องเรือตัดน้ำแข็งซัมโป (Sampo Ice Breaker) ล่องบนน้ำทะเลซึ่งเย็นยะเยือกจนกลายเป็นน้ำแข็ง สัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าตื่นตาตื่นใจกับการลอยตัวในทะเลน้ำแข็ง ด้วยชุดความร้อนพิเศษ (Warm Impermeable Survival Suits) ซึ่งปกป้องร่างกายท่านจากความเย็นอันหนาวยะเยือกที่ระดับต่ำกว่าลบยี่สิบองศาเซลเซียส
  • พักที่ Kemi

Day 5 : Kemi – Snow Castle – Helsinki – Talinn

  • นำท่านชม Snow Castle อันเป็นผลงานประติมากรรมระดับโลก โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 19 ในทุก ๆ ปีของฤดูหนาว จะมีการรังสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่ ทีมงานผู้ชำนาญการจะเริ่มการแกะสลัก และนำเอาน้ำแข็งก้อนมหึมามาตกแต่งเป็นรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการจำลองแบบให้เป็นเมืองน้ำแข็งที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยฝีมือมนุษย์
  • นำท่านไปยังสถานีรถไฟ เพื่อนั่งรถไฟด่วนไปยังเมืองเฮลซิงกิ
    รอบ เวลา 16.39-23.35
  • พักที่ Helsinki

Day 6 : Helsinki – Rock Chruch – Aleksanterinkatu

  • นำท่านชม โบสถ์แห่งความรักเทมเปลิโอคิโอ หรือที่รู้จักกันในชื่อ โบสถ์หิน (ROCK CHURCH) เริ่มสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1968 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 1 ปีเต็ม ถือเป็นโบสถ์ที่แปลกตามาก แต่เดิมเป็นภูหินแกรนิตใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางเมือง สร้างขึ้นจากการระเบิดชั้นหินธรรมชาติ ออกแบบโดย Timo และ Tuomo Suomalainen สถาปนิกพี่น้องชาวฟินแลนด์ และเปิดอย่างเป็นทางการในปี 1969 ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้เป็นที่นิยมในการท่องเที่ยวมาก ผู้คนเชื่อว่าใครที่มาจุดเทียนอธิษฐานเกี่ยวกับความรัก จะสมหวังทุกประการ

  • ช้อปปิ้งยังถนน Aleksanterinkatu  เป็นถนนสายที่สำคัญของเมืองและบรรดาขาช้อปทั้งหลาย เป็นถนนที่มีความยาวที่สุดของเมือง อยู่ใกล้กับทำเนียบประธานาธิบดี และสถานที่ที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง ทั้งสองฝั่งถนนนั้นเต็มไปด้วยร้านค้าขายของแบรนด์ดังต่างๆ และร้านอาหารอีกมากมายที่ดึงดูดผู้คนเป็นจำนวนมาก นับเป็นถนนคนเดินที่มีชีวิตชีวา คึกคักไปกับแสงสี เหมาะแก่การพบปะ รวมตัว สังสรรค์ โดยจะเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน และทุกๆ ปีในเดือนพฤศจิกายน ช่วงวันคริสต์มาส นักท่องเที่ยวจะแห่มาชมการตกแต่งไฟคริสมาสต์ที่สวยงามตระการตา แต่ละร้านมีการประดับประดาด้วยแสงไฟอีกด้วย
  • เดินทางสู่ท่าเรือ FERRY เพื่อนั่งเรือไปยังเมือง Tallinn (ใช้เวลา 2 ชั่วโมง)
  • พักที่ Talinn

Day 7 : Tallinn – Parnu  

  • Tallinn เมืองหลวงของประเทศเอสโตเนีย เป็นเมืองหลวงที่เกิดใหม่หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต อดีตเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เดนมาร์ก สวีเดน และสหภาพโซเวียต  เมืองที่ร่ำรวยไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามที่ตั้งอยู่บริเวณยุโรปเหนือ ทาลลินน์ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเฉกเช่นเดียวกันกับริก้า และวิลนีอุสเมืองหลวงของของกลุ่มประเทศบอลติก
  • นำท่านชม เมืองเก่าของทาลลินน์ (TALLINN OLD TOWN SQUARE) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งยุคกลางที่สวยที่สุดในยุโรปเหนือ
  • เดินชม ย่านทุมเปีย TOOMPEA (เมืองบน) ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาททุมเปีย ปัจจุบันได้ใช้เป็นอาคารรัฐสภาและหน่วยงานราชการ
  • จากนั้นนำท่านชม โบสถ์อเล็กซานเดอร์เนฟสกี้ (ALEXANDER NEVSKY CATHEDRAL) โบสถ์รัสเซียนออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอสโทเนีย บันทึกภาพตัวเมืองเก่าแบบพาโนรามาจากจุดชมวิว
  • เดินลัดเลาะแนวกำแพงเมืองสู่จตุรัสกลางเมืองอันเป็นที่ตั้งของศาลากลางรายล้อมด้วยอาคารที่ต่างยุคสมัยกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 15-17 ให้ท่านอิสระช้อปปิ้งบน ถนนวีรู (VIRU STREET) ได้ตามอัธยาศัย
  • นำท่านเดินทางสู่ เมืองพาร์นู (Parnu) เมืองตากอากาศริมฝั่งทะเลบอลติกที่เป็นที่นิยมอันดับหนึ่งของประเทศ ระหว่างทางท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศกับอาคารบ้านเรือนที่ก่อสร้างในแบบเอสโทเนียนดั้งเดิมซึ่งไม่เหมือนที่ใดในยุโรป (ประมาณ 2 ชม.)
  • พักที่ Parnu

DAY 8 : Parnu – Riga Old Town Square

  • เดินเล่นย้านตัวเมืองที่มีถนนช้อปปิ้งสายสั้นๆแต่เป็นเสน่ห์เอกลักษณ์เฉพาะตัวเพราะสร้างด้วยศิลปะในยุคอาร์ตนูโว
  • นำท่านเดินทางไปยัง เมือง Riga เมืองหลวงของประเทศลัตเวีย(ประมาณ 3 ชม.)
  • ชมย่าน OLD TOWN SQUARE บันทึกภาพ อาคาร HOUSE OF BLACK HEAD อนุสาวรีย์โรแลนด์ โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ จัตุรัสโดมสแควร์ที่ตั้งของมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศบอลติก ก่อนพาท่านสุ่ตลาดกลางที่ขายสินค้าการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ประจำฤดูกาลราคาถูก โดยที่อาคารแห่งนี้ดัดแปลงมาจากสถานีจอดเรือเหาะ (ZEPPELIN) ที่เคยเปิดให้บริการในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ยังถือว่าอาคารสามหลังนี้ยังเป็นสัญญาลักษณ์ของกรุงริก้าอีกด้วย
  • พักที่ Riga

DAY 9 : Riga – Rundale – Trakai Castle

  • ชม เมืองริก้า (Riga) เมืองหลวงแห่งศิลปะอาร์ตนูโวที่เฟื่องฟูที่สุดในเขตบอลติก ผ่านชมย่านถนนอัลเบิร์ตและเอลิซาเบธที่ยังคงความงดงามของสถาปัตยกรรมในยุคนั้นได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
  • ชม พระราชวังรุนดาเล (RUNDALE PALACE) ที่สร้างในสมัยจักรพรรดินีแอนอิวาโนวาแห่งรัสเซีย เพื่อมอบให้กับชู้รักคนโปรด เคาน์ทไบรอนแห่งเคอร์แลนด์ ตัวพระราชวังออกแบบโดยบาโธเลมิว ราสเตลลี สถาปนิกชื่อดังชาวอิตาเลียน ที่รับใช้ราชสำนักรัสเซียในการออกแบบพระราชวังเฮอร์มิเทจที่นครเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ทำให้พระราชวังแห่งนี้มีความงดงามไม่แพ้ที่ใดในยุโรป นอกจากนี้พระราชวังรุนดาเลยังได้รับยกย่องให้เป็นสุดยอดของการออกแบบสถาปัตยกรรมทีเป็น การประยุกต์ของสองวัฒนธรรมระหว่างเยอรมันและรัสเซียได้อย่างลงตัวที่สุดในทวีปยุโรป
  • นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองทราไก (TRAKAI) เมืองเล็กๆที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ และอดีตเมืองหลวงเก่าของลิทัวเนีย ก่อนที่จะมีการสร้างกรุงวิลนีอุส ตัวเมืองถูกล้อมรอบด้วยทะเลสาบ
  • ชม ปราสาททราไก เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ภายในทะเลสาบ Galve เมืองTrakai ประเทศลิทัวเนีย ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 โดย Kestutis ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบโกธิค ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศลิทัวเนีย ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามทำให้ปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ในการจัดเทศกาลต่างๆ มากมาย
  • พักที่ Vilnius

DAY 10 : Vilnius Old Town – St. Anne’s Church – Bangkok

  • นำท่านชม เมืองเก่าวิลนีอุส เจ้าของสมญานาม “กรุงโรมแห่งบอลติก” เพราะเป็นศุนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก เมื่อครั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์
  • แวะเก็บภาพที่ โบสถ์เซนต์แอนน์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่สวยที่สุดในวิลนีอุส เป็นโบสถ์แบบโรมันคาทอลิกที่ตั้งอยู่ในเมืองเขตเก่า แต่เดิมในช่วงศตวรรษที่ 14 เคยเป็นโบสถ์ไม้ และในปี ค.ศ 1495-1500 มีพระฟรานซิสกันได้สร้างโบสถ์ที่ทำจากหินขึ้นมาในปี ค.ศ 1874 โบสถ์เซนแอนน์ได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกด้วย จากนั้นเดนิทางไปยังสนามบิน
  • เดินทางกลับสู่กรุงเทพ โดยสายการบิน FINNAIR เที่ยวบินที่ AY1108 แวะเปลี่ยนเครื่องที่เฮลซิงกิ ถึงเวลา 15.30 น.
  • ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน  FINNAIR เที่ยวบินที่ AY141

DAY 11 : Bangkok  

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

แกลลอรี่ทัวร์ฟินแลนด์ บอลติก

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip Uncategorized

ทัวร์อลาสก้า

ทัวร์อลาสก้า

เที่ยวชมธรรมชาติเน้นๆ จิบไวน์ ดูหมีที่ขั้วโลก ไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่าอลาสก้า

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1: Bangkok – Anchorage

  • นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ประตู …..  Row ……

DAY 2 :Anchorage – Byers Lake – Denali (4 Hrs.)

  • เดินทางต่อโดยสายการบิน Lufthansa Airlines เที่ยวบินที่ LH5428
  • ถึงสนามบิน ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว นำท่านเดินทางไปยัง Byers Lake ทะเลสาบขนาดเล็กใน Denali State Park เป็นทะเลสาบของคนที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งเนื่องจากมีการปีนเขาที่น่าตื่นตาตื่นใจ พายเรือแคนูพาย เรือคายัคและตั้งแคมป์ตลอดทั้งปี ยังเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเยี่ยมชมในช่วงฤดูหนาว เช่นการตกปลาน้ำแข็ง การเดินหิมะสกีนอร์ดิกและสโนว์โมบิลซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกด้วย
  • Denali ขับรถไป Denali National Park เพื่อไปดูภูเขา Denali ภูเขาที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ มีสัตว์ป่า หมี ธรรมชาติอลังการ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมืองใกล้ Denali

DAY 3 :Denali – Wonder Lake

  • Denali National Park เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามากเพื่อมาดูแสงเหนือ นอกจากนั้นยังมีธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงเอกลักษณ์ของสัตว์ป่าที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะหมี ที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน ได้แก่ หมีขั้วโลก Polar Bear หมีน้ำตาล Grizzly Bears และหมีดำ Black Bear
  • Wonder Lake สร้างจากธารน้ำแข็งโดยมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของ Denali และเทือกเขา Alaska
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมืองใกล้ Denali

Day 4 :  Denali – Fairbanks (2.5 Hrs.) – ชมกวางเรนเดียร์ที่ Running Reindeer Ranch – ชมสัตว์ท้องถิ่น Large Animal Research Station – Chena Hot Springs  

  • เมือง Fairbanks เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในรัฐอลาสกา สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่เมืองนี้มากที่สุดเห็นจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากสิ่งที่เรียกว่าปรากฏการณ์แสงเหนือออโรรา (Northern Light Aurora) เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่สามารถรับชมปรากฏการณ์นี้ได้สวยที่สุดในโลก
  • Running Reindeer Ranch เดินเท้าเข้าไปหนึ่งชั่วโมงเพื่อเยี่ยมชมกวางเรนเดียร์ที่จะมีให้เห็นระหว่างถ่าย นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปคูากับกวางได้
  • Large Animal Research Station แวะชมสัตว์ท้องถิ่นสถานีวิจัยสัตว์ใหญ่ของ UAF เป็นที่ตั้งของฝูงวิจัย Muskoxen เพียงแห่งเดียวในโลก รวมถึงการชมกวางเรนเดียร์และโค
  • Chena Hot Spring รีสอร์ท hot springs บ่อน้ำพุร้อนที่สามารถรักษาอาจเจ็บป่วยและโรคผิวหนังได้ เช่น โรคสะเก็ดเงินปวดกล้ามเนื้อและโรคไขข้อ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Fairbanks

Day 5 :Fairbanks – Santa Claus House – Summit Lake – Paxson Mountain – Simpson Hill – Horsetail Falls – Valdez (6.5 Hrs.)

  • Santa Claus House แวะเยี่ยมชมหมู่บ้านซานต้า ครอส เลือกซื้อของฝากตามอัธยาศัย
  • Summit Lake เป็นทะเลสาบวงกลมขนาดเล็กหรือผิวสีแทนซึ่งมีความลึกถึง 20 ฟุต วงกลมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของธารน้ำแข็งอัลไพน์ที่หายไปนาน เป็นที่นิยมในช่วงฤดูร้อนซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงาม Paragliders
  • แวะเยี่ยมชม Paxson Mountain
  • Simpson Hill
  • Horsetail Falls น้ำตกขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้จากในเมือง

Day 6 : Columbia Glacier – Valdez

  • Columbia Glacier ธารน้ำแข็งโคลัมเบียไหลลงมาจากพื้นน้ำแข็ง 10,000 ฟุต (3,050 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเลลงไปตามไหล่เขาของภูเขาชูกาคและเข้าสู่ทางเข้าแคบๆ เป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก
  • แวะเยี่ยมชมเมือง Valdez

Day 7 :Valdez – แวะชม Matanuska Glacier-Anchorage (5.5 Hrs.)

  • Matanuska Glacier เป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในอลาสกา
  • Anchorage

DAY 8 : Anchorage – Girdwood-Seward (2.5 Hrs.) – Alaska Wildlife Conservation Center

  • Girdwood-Seward
  • Alaska Wildlife Conservation Center

DAY 9 : Seward-ซื้อทัวร์ Kenai Fjords National Park

  • Seward  
  • Kendai Fjords National Park

DAY 10 : Seward – Exit Glacier-Anchorage (2.5 Hrs.)

  • Exit Glacier

DAY 11 : Anchorage – Frankfurt

  • เดินทางไปยังสนามบิน เพื่อกลับกรุงเทพ โดยสายการบิน Lufthansa Airlines เที่ยวบินที่ LH5429 (13.55-09.50) แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Frankfurt

DAY 12 : Frankfurt – Bangkok 

  • ถึง Frankfurt  รอต่อเครื่องกลับกรุงเทพ  โดยสายการบิน Lufthansa Airlines เที่ยวบินที่ LH772 เวลา 22.00 น.
  • เดินทางถึงกรุงเทพ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

DAY 13 : Bangkok 

  • เดินทางถึงกรุงเทพ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

แกลลอรี่ทัวร์อลาสก้า

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip Uncategorized

ทัวร์อเมริกา ยูท่าห์ เยลโล่สโตน

ทัวร์อเมริกา ยูท่าห์ เยลโล่สโตน

รวมอุทยานแห่งชาติ 6 แห่งชาติ จบครบในทริปเดียว สำหรับผู้โหยหาธรรมชาติอย่างเรา

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1: Bangkok – Las Vegas

  •  เดินทางถึงลอสแองเจลลิส จากนั้นเดินทางไปยังเมือง ลาสเวกัส

DAY 2 : Las Vegas – Grand Canyon

  • เดินทางไปยัง อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon National Park) ของมลรัฐแอริโซนา ซึ่งถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของมลรัฐแอริโซนา
  • เดินทางเข้าสู่ที่พัก Grand Canyon

DAY 3 :Grand canyon – Hourshoe bend – Lake powell – Page 

  • เดินทางไปสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของแกรนด์แคนยอน สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ตระการตากับการชมหุบเขาขนาดใหญ่ที่มีความสูงและลึก อันเกิดจากชั้นหินสูงและแม่น้ำโคโลราโด (Colorado River) ที่ไหลผ่านที่ราบสูงอย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดการสึกกร่อน และพังทลายของหินเป็นเวลากว่า 225 ล้านปีมาแล้ว
  • เดินทางไปเที่ยวชม Horseshoe Bend ซึ่งเป็นจุดโค้งของแม่น้ำ Colorado ที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยสถานที่แห่งนี้ เกิดขึ้นจากการกัดเซาะทำให้มีรูปร่างคล้ายเกือกม้า
  • Lake Powell เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่ง โดยสาเหตุของการเกิดแหล่งน้ำแห่งนี้  เนื่องจากการสร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนกันน้ำ Colorado
  • เข้าสู่ที่พักที่เมือง Page ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ใน Arizona ที่มีความพิเศษอย่างมาก  เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่างหลากหลาย จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ ซึ่งต้องมาเยือนให้ได้สักครั้ง
  • พักที่ Page

Day 4 : Upper Antelope – Lower Antelope – Page
 

  • เดินทางไปชม Upper Antelope Canyon หุบเขาที่น่าพิศวงและอันตรายที่สุด การจะเข้าไปชมนั้นต้องติดต่อขอนุญาตจากทางอุทยาน Navajo เท่านั้น โดยจะมีไกด์ ซึ่งเป็นชาว Navajo เป็นผู้นำทาง Navajo Sandstone จะเกิดภาพสะท้อนที่สวยงามแปลกตาที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละฤดูกาล เนื่องจากการหักเหของแสงอาทิตย์จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลต่างๆ เช่น ฤดูร้อน แสงอาทิตย์จะเจิดจ้าเป็นพิเศษ จึงทำให้แสงเป็นโทนสีส้ม สีแดง ส่วนฤดูใบไม้ร่วง แสงอาทิตย์จะอ่อนลง

  • Lower Antelope Canyon เพราะเป็นลักษณะของหุบเขาหินทรายสีแดง อันเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติที่ผ่านมาอย่างยาวนาน โดยมีการกัดเซาะของน้ำ ลม และแสงแดด จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้เกิดเป็นร่องหินต่างๆ ที่มากด้วยสีสัน
  • พักที่ Page

Day 5 : Monument Valley – Moab  

  • เดินทางไปยัง Monument valley  เป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยซากหินรูปร่างลักษณะแปลกตา ก่อตัวขึ้นเป็นรูปทรงต่างๆราวกับมนุษย์สร้าง เช่น หินรูปทรงปราสาท เป็นหินที่มีลักษณะยอดราบ และอื่นๆอีกหลายรูปแบบ  โดยหุบเขาของหินประหลาดแห่งนี้ จะถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขาหินทรายสีแดงที่มีอายุมากกว่า 50 ล้านปี

  • นำท่านเดินทางไปยังเมือง Moab ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆของรัฐยูท่าห์ แต่โดดเด่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวแนว Adventure จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัยให้มาเยือนอย่างไม่ขาดสาย
  • พักที่ Moab

Day 6 : Canyonlands – Moab

  • ชม Canyonlands อุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ ความโดดเด่นของอุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากมาสัมผัส มากไปด้วยสีสันที่เกิดจากการกัดเซาะของหิน ในหุบเขา Mesas และ Buttes โดยแม่น้ำ Colorado และ แม่น้ำ Green เอกลักษณ์ที่สำคัญของอุทยาน โดยเชื่อว่า ซุ้มหินโค้งเว้าเหล่านี้ ปรากฎอยู่เป็นระยะเวลานานมากกว่าล้านปีมาแล้ว

  • พักที่ Moab

Day 7 : Arches National Park – Moab

  • นำท่านไปยังอุทยานแห่งชาติ Arches National Park เป็นอุทยานที่มีความโดดเด่นและพิเศษอย่างมาก เพราะมากไปด้วยหินโค้งกว่า 200 แห่ง โดยเฉพาะ  Land Scape เป็นสะพานหินโค้งที่ยาวที่สุด มีความสูงเหนือแองหินขนาดใหญ่ เปรียบได้กับความสูงเท่าตึก 7 ชั้น จึงกลายเป็นจุดเด่นที่สุดในอุทยานแห่งนี้
  • Park Avenue ซึ่งเป็นชื่อของหน้าผา ที่เด่นระฟ้า ตลอดจนความน่าอัศจรรย์ใจของแท่งหินที่เรียกว่า  Three Gossips มีลักษณะเป็นรูปคล้ายกับคนสามคนยืนเรียงรายกันอยู่ , Balanced Rock เป็นต้น

  • สถานที่ที่เรียกว่า Windows Section สัมผัสกับซุ้มหินโค้ง North Window และ South Window  ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหน้าต่างบานใหญ่ๆ มองออกไปเห็นภาพทิวทัศน์จนสุดลูกหูลูกตา
  • Devil’s Garden เป็นสถานที่อันพิศวงและน่าค้นหา จนไม่อาจละสายตาได้เพราะคล้ายคลึงกับดินแดนในเทพนิยาย  เมื่อเดินเข้าไปประมาณ 1.5 กม. จะพบกับซุ้มหินโค้งที่มีขนาดความยาวมากกว่า 18 เมตร ได้แก่  Delicate Arch กับ Landscape Arch  ซึ่งเป็นซุ้มหินโค้งที่มีความยาวมากที่สุดในโลกอีกหนึ่งแห่งและมีชื่อเสียงโด่งดัง
  • พักที่ Moab

DAY 8 : Moab – Bryce Canyon National Park

  • มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติ ไบรซ์ แคนยอน (Bryce Canyon Nation Park) สิ่งที่ตื่นตาตื่นใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในไบรซ์แคนยอน คือ แท่งหินยอดแหลม หรือเรียกกันว่า ฮูดู (Hoodoos) เรียงรายกันเป็นแนวยาว สูงตระหง่านเสียดฟ้า ดูสวยแปลกตา เพราะมีรูปทรงที่แปลกประหลาดแต่น่าชวนมอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แท่งหินยอดแหลม กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของไบรซ์แคนยอน

  • พักที่ ใกล้กับ  Bryce Canyon

DAY 9 : Bryce Canyon – Zion National Park – Las Vegas

  • เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติ Zion National Park  แหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจนักเดินทาง ที่ชื่นชอบธรรมชาติ เดินป่า การผจญภัย และปีนเขาให้มาสัมผัสธรรมชาติและความท้าทาย โดยสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ มากไปด้วยทะเลทรายอันกว้างใหญ่

  • เดินทางกลับสู่เมทือง Las vegas คืนนี้พักที่ Las vegas

DAY 10 : Las Vegas – Idaho falls – Teton

  • เช้า อิสระตามอัธยาศัย ช่วงบ่ายเตรียมกลับไทย 
  • เดินทางไปยังเมือง Idaho Falls โดยสายการบินภายในประเทศ แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Salt Lake City 

  • เดินทางไปยัง อุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอน (Grand Teton National Park) สัมผัสความสวยงามของธรรมชาติกันอย่างจุใจ อีกทั้งอุทยานแห่งชาติไวโอมิง ยังถือเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง
  • พักที่ teton

DAY 11 : Teton – Yellowstone

  • ชมภูเขาแกรนด์ทีทอน (Grand Teton Mountain) เป็นอุทยานที่ยังคงความเป็นธรรมชาติได้อย่างลงตัว สภาพผืนป่าเป็นทะเลสาบ สลับกับทุ่งหญ้ากว้าง มีทัศนียภาพของภูเขาที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ที่โดดเด่นอย่างมากคือกวางมูส ซึ่งเป็นกวางขนาดใหญ่และยังมีชีวิตอยู่ในอุทยานแห่งนี้ ตลอดจนสัตว์ป่าสายพันธุ์อื่นๆ เช่น สิงโตภูเขา นกอินทรีหัวล้าน วัวกระทิง เป็นต้น
  • เดินทางสู่อุทยานแห่งแรกของโลก อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone Plateau)
  • คืนนี้พักที่ Yellow Stone

DAY 12 : Yellowstone National Park

  • อุทยานแห่งแรกของอเมริกา อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน (Yellowstone Plateau) อุทยานแห่งนี้มีความโดดเด่นอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ตั้งของทะเลสาบเยลโลวสโตน หนึ่งในทะเลสาบที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และสูงที่สุดในทวิปอเมริกาเหนืออีกด้วย
  • นำคณะชม แมมมอธ ฮอตสปริง (Mammoth Hot Springs) สัมผัสกับทัศนียภาพที่สวยงามตระการตาของบ่อน้ำพุร้อนอายุนับพันปีที่สลับซับซ้อนบนเนินเขา
  • นำท่านชม บ่อน้ำพุร้อนนอริส (Norris Gerser Basin) เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงบ่อยที่สุดในอุทยานและยังมีอุณหภูมิที่สูงที่สุดอีกด้วย
  • นำชม แกรนด์แคนยอนแห่งเยลโลสโตน (Grand Canyon of Yellowstone) ซึ่งเป็นหุบเหวที่เกิดขึ้นจากเหตุภูเขาไฟระเบิดทำให้เกิดการแยกตัวของพื้นโลก ตลอดจนการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งในยุคที่น้ำแข็งละลาย จึงกลายมาเป็นหุบเหวเช่นในปัจจุบัน 

  • คืนนี้พักที่ Yellow Stone

DAY 13 : Yellowstone – Idaho falls – San Francisco

  • เดินทางกลับเมือง Idaho Falls (ประมาณ 2 ชม.) เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน จุดหมายปลายทางสู่ ซานฟรานซิสโก
  • เดินทางชม Golden Gate Bridge เป็นสะพานที่มีความโดดเด่นและสวยงามไปด้วยทัศนียภาพ เป็นสะพานที่เชื่อมไปยัง Marin Country โดยมีอายุการสร้างมากว่า 65 ปี มีกิจกรรมที่ทำให้ผู้มาเยือนได้ผ่อนคลาย คือ การปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นชมบรรยากาศเพลินๆ

  • ชมฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ (Fisherman’s Wharf) ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือของชาวประมงที่มีความสำคัญอีกหนึ่งแห่งทางด้านประวัติศาสตร์ โดยท่าเทียบเรือแห่งนี้เป็นตลาดขายส่งปลา และถูกพัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน
  • คืนนี้พักที่เมือง ซานฟรานซิสโก

DAY 14 : San Francisco

  •  เชคอินสายการบิน EVA Air (แวะเปลี่ยนเครื่องที่ไทเป)
  • เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

DAY 1: Bangkok – Las Vegas

  •  เดินทางถึงลอสแองเจลลิส จากนั้นเดินทางไปยังเมือง ลาสเวกัส

DAY 2 : Las Vegas – Grand Canyon

  • เดินทางไปยัง อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon National Park) ของมลรัฐแอริโซนา ซึ่งถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของมลรัฐแอริโซนา
  • เดินทางเข้าสู่ที่พัก Grand Canyon

DAY 3 :Grand canyon – Hourshoe bend – Lake powell – Page 

  • เดินทางไปสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของแกรนด์แคนยอน สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ตระการตากับการชมหุบเขาขนาดใหญ่ที่มีความสูงและลึก อันเกิดจากชั้นหินสูงและแม่น้ำโคโลราโด (Colorado River) ที่ไหลผ่านที่ราบสูงอย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดการสึกกร่อน และพังทลายของหินเป็นเวลากว่า 225 ล้านปีมาแล้ว
  • เดินทางไปเที่ยวชม Horseshoe Bend ซึ่งเป็นจุดโค้งของแม่น้ำ Colorado ที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยสถานที่แห่งนี้ เกิดขึ้นจากการกัดเซาะทำให้มีรูปร่างคล้ายเกือกม้า
  • Lake Powell เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่ง โดยสาเหตุของการเกิดแหล่งน้ำแห่งนี้  เนื่องจากการสร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนกันน้ำ Colorado
  • เข้าสู่ที่พักที่เมือง Page ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ใน Arizona ที่มีความพิเศษอย่างมาก  เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่างหลากหลาย จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ ซึ่งต้องมาเยือนให้ได้สักครั้ง
  • พักที่ Page

Day 4 : Upper Antelope – Lower Antelope – Page
 

  • เดินทางไปชม Upper Antelope Canyon หุบเขาที่น่าพิศวงและอันตรายที่สุด การจะเข้าไปชมนั้นต้องติดต่อขอนุญาตจากทางอุทยาน Navajo เท่านั้น โดยจะมีไกด์ ซึ่งเป็นชาว Navajo เป็นผู้นำทาง Navajo Sandstone จะเกิดภาพสะท้อนที่สวยงามแปลกตาที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละฤดูกาล เนื่องจากการหักเหของแสงอาทิตย์จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลต่างๆ เช่น ฤดูร้อน แสงอาทิตย์จะเจิดจ้าเป็นพิเศษ จึงทำให้แสงเป็นโทนสีส้ม สีแดง ส่วนฤดูใบไม้ร่วง แสงอาทิตย์จะอ่อนลง

  • Lower Antelope Canyon เพราะเป็นลักษณะของหุบเขาหินทรายสีแดง อันเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติที่ผ่านมาอย่างยาวนาน โดยมีการกัดเซาะของน้ำ ลม และแสงแดด จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้เกิดเป็นร่องหินต่างๆ ที่มากด้วยสีสัน
  • พักที่ Page

Day 5 : Monument Valley – Moab  

  • เดินทางไปยัง Monument valley  เป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยซากหินรูปร่างลักษณะแปลกตา ก่อตัวขึ้นเป็นรูปทรงต่างๆราวกับมนุษย์สร้าง เช่น หินรูปทรงปราสาท เป็นหินที่มีลักษณะยอดราบ และอื่นๆอีกหลายรูปแบบ  โดยหุบเขาของหินประหลาดแห่งนี้ จะถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขาหินทรายสีแดงที่มีอายุมากกว่า 50 ล้านปี

  • นำท่านเดินทางไปยังเมือง Moab ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆของรัฐยูท่าห์ แต่โดดเด่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวแนว Adventure จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัยให้มาเยือนอย่างไม่ขาดสาย
  • พักที่ Moab

Day 6 : Canyonlands – Moab

  • ชม Canyonlands อุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ ความโดดเด่นของอุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากมาสัมผัส มากไปด้วยสีสันที่เกิดจากการกัดเซาะของหิน ในหุบเขา Mesas และ Buttes โดยแม่น้ำ Colorado และ แม่น้ำ Green เอกลักษณ์ที่สำคัญของอุทยาน โดยเชื่อว่า ซุ้มหินโค้งเว้าเหล่านี้ ปรากฎอยู่เป็นระยะเวลานานมากกว่าล้านปีมาแล้ว

  • พักที่ Moab

Day 7 : Arches National Park – Moab

  • นำท่านไปยังอุทยานแห่งชาติ Arches National Park เป็นอุทยานที่มีความโดดเด่นและพิเศษอย่างมาก เพราะมากไปด้วยหินโค้งกว่า 200 แห่ง โดยเฉพาะ  Land Scape เป็นสะพานหินโค้งที่ยาวที่สุด มีความสูงเหนือแองหินขนาดใหญ่ เปรียบได้กับความสูงเท่าตึก 7 ชั้น จึงกลายเป็นจุดเด่นที่สุดในอุทยานแห่งนี้
  • Park Avenue ซึ่งเป็นชื่อของหน้าผา ที่เด่นระฟ้า ตลอดจนความน่าอัศจรรย์ใจของแท่งหินที่เรียกว่า  Three Gossips มีลักษณะเป็นรูปคล้ายกับคนสามคนยืนเรียงรายกันอยู่ , Balanced Rock เป็นต้น

  • สถานที่ที่เรียกว่า Windows Section สัมผัสกับซุ้มหินโค้ง North Window และ South Window  ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหน้าต่างบานใหญ่ๆ มองออกไปเห็นภาพทิวทัศน์จนสุดลูกหูลูกตา
  • Devil’s Garden เป็นสถานที่อันพิศวงและน่าค้นหา จนไม่อาจละสายตาได้เพราะคล้ายคลึงกับดินแดนในเทพนิยาย  เมื่อเดินเข้าไปประมาณ 1.5 กม. จะพบกับซุ้มหินโค้งที่มีขนาดความยาวมากกว่า 18 เมตร ได้แก่  Delicate Arch กับ Landscape Arch  ซึ่งเป็นซุ้มหินโค้งที่มีความยาวมากที่สุดในโลกอีกหนึ่งแห่งและมีชื่อเสียงโด่งดัง
  • พักที่ Moab

DAY 8 : Moab – Bryce Canyon National Park

  • มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติ ไบรซ์ แคนยอน (Bryce Canyon Nation Park) สิ่งที่ตื่นตาตื่นใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในไบรซ์แคนยอน คือ แท่งหินยอดแหลม หรือเรียกกันว่า ฮูดู (Hoodoos) เรียงรายกันเป็นแนวยาว สูงตระหง่านเสียดฟ้า ดูสวยแปลกตา เพราะมีรูปทรงที่แปลกประหลาดแต่น่าชวนมอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แท่งหินยอดแหลม กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของไบรซ์แคนยอน

  • พักที่ ใกล้กับ  Bryce Canyon

DAY 9 : Bryce Canyon – Zion National Park – Las Vegas

  • เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติ Zion National Park  แหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจนักเดินทาง ที่ชื่นชอบธรรมชาติ เดินป่า การผจญภัย และปีนเขาให้มาสัมผัสธรรมชาติและความท้าทาย โดยสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ มากไปด้วยทะเลทรายอันกว้างใหญ่

  • เดินทางกลับสู่เมทือง Las vegas คืนนี้พักที่ Las vegas

DAY 10 : Las Vegas – Idaho falls – Teton

  • เช้า อิสระตามอัธยาศัย ช่วงบ่ายเตรียมกลับไทย 
  • เดินทางไปยังเมือง Idaho Falls โดยสายการบินภายในประเทศ แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Salt Lake City 

  • เดินทางไปยัง อุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอน (Grand Teton National Park) สัมผัสความสวยงามของธรรมชาติกันอย่างจุใจ อีกทั้งอุทยานแห่งชาติไวโอมิง ยังถือเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง
  • พักที่ teton

DAY 11 : Teton – Yellowstone

  • ชมภูเขาแกรนด์ทีทอน (Grand Teton Mountain) เป็นอุทยานที่ยังคงความเป็นธรรมชาติได้อย่างลงตัว สภาพผืนป่าเป็นทะเลสาบ สลับกับทุ่งหญ้ากว้าง มีทัศนียภาพของภูเขาที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ที่โดดเด่นอย่างมากคือกวางมูส ซึ่งเป็นกวางขนาดใหญ่และยังมีชีวิตอยู่ในอุทยานแห่งนี้ ตลอดจนสัตว์ป่าสายพันธุ์อื่นๆ เช่น สิงโตภูเขา นกอินทรีหัวล้าน วัวกระทิง เป็นต้น
  • เดินทางสู่อุทยานแห่งแรกของโลก อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone Plateau)
  • คืนนี้พักที่ Yellow Stone

DAY 12 : Yellowstone National Park

  • อุทยานแห่งแรกของอเมริกา อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน (Yellowstone Plateau) อุทยานแห่งนี้มีความโดดเด่นอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ตั้งของทะเลสาบเยลโลวสโตน หนึ่งในทะเลสาบที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และสูงที่สุดในทวิปอเมริกาเหนืออีกด้วย
  • นำคณะชม แมมมอธ ฮอตสปริง (Mammoth Hot Springs) สัมผัสกับทัศนียภาพที่สวยงามตระการตาของบ่อน้ำพุร้อนอายุนับพันปีที่สลับซับซ้อนบนเนินเขา
  • นำท่านชม บ่อน้ำพุร้อนนอริส (Norris Gerser Basin) เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงบ่อยที่สุดในอุทยานและยังมีอุณหภูมิที่สูงที่สุดอีกด้วย
  • นำชม แกรนด์แคนยอนแห่งเยลโลสโตน (Grand Canyon of Yellowstone) ซึ่งเป็นหุบเหวที่เกิดขึ้นจากเหตุภูเขาไฟระเบิดทำให้เกิดการแยกตัวของพื้นโลก ตลอดจนการเคลื่อนตัวของน้ำแข็งในยุคที่น้ำแข็งละลาย จึงกลายมาเป็นหุบเหวเช่นในปัจจุบัน 

  • คืนนี้พักที่ Yellow Stone

DAY 13 : Yellowstone – Idaho falls – San Francisco

  • เดินทางกลับเมือง Idaho Falls (ประมาณ 2 ชม.) เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน จุดหมายปลายทางสู่ ซานฟรานซิสโก โดยสายการบินภายในประเทศ โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Salt Lake City
  • เมืองซานฟรานซิสโก (c) ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็ก แต่มากไปด้วยสถานท่องเที่ยวอย่างหลากหลายและคราคร่ำไปด้วยผู้คน

DAY 14 : San Francisco – Yosemite

  • เดินทางสู่อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี้ (Yosemite National Park) ในอดีตหุบเขาแห่งนี้ถูกน้ำแข็งตัดผ่าน จนมีกว้างของหุบเขา 1.6 กิโลเมตร มีความโดดเด่นไปด้วยภูเขาหินขนาดใหญ่สองลูกที่ตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ นั่นคือ ฮาล์ฟโดม(Half Dome) และ แอลแคปปิตอล (EI Capital)

DAY 15 : Yosemite

  • ชมทะเลสาบโมโน (Mono Lake) หรือ An Alien Landscape เป็นทะเลสาบที่มีทัศนียภาพที่น่าสนใจ เพราะบนผืนน้ำจะสลับไปด้วยโขดหินแหลมรูปทรงแปลกตา แต่ทะเลสาบแห่งนี้ก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่มากไปด้วยการปนเปื้อนของสารหนู

DAY 16 : Yosemite – San Francisco

  • นำท่านเดินทางกลับเมือง San Francisco
  • ชม Golden Gate Bridge เป็นสะพานที่มีความโดดเด่นและสวยงามไปด้วยทัศนียภาพ เป็นสะพานที่เชื่อมไปยังMarin Country โดยมีอายุการสร้างมากว่า 65 ปี มีกิจกรรมที่ทำให้ผู้มาเยือนได้ผ่อนคลาย คือ การปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นชมบรรยากาศเพลินๆ

  • ชมฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ (Fisherman’s Wharf) ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือของชาวประมงที่มีความสำคัญอีกหนึ่งแห่งทางด้านประวัติศาสตร์ โดยท่าเทียบเรือแห่งนี้เป็นตลาดขายส่งปลา และถูกพัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน

DAY 17 :  San Francisco – Bangkok

  • นำท่านเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ เชคอินสายการบิน EVA Air (แวะเปลี่ยนเครื่องที่ไทเป) Flight – BR7 13.00-17.30 และ BR205 20.45-23.30

  • เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

แกลลอรี่ทัวร์อเมริกา ยูท่าห์ เยลโล่สโตน

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip Uncategorized

ทัวร์อเมริกาใต้

ทัวร์อเมริกาใต้

---

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1: Bangkok – Buenos Aires night

  • นัดพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมตัวเดินทางไกลข้ามซีกโลกสู่กรุงบัวโนส ไอเรส (BUENOS AIRES)
  • ออกเดินทางสู่กรุงบัวโนส ไอเรส (BUENOS AIRES) สมญาปารีส แห่งทวีปอเมริกาใต้ ดินแดนสตรีผู้สร้างตำนานอย่าง เอวา เปรอง (Eva Peron) ประเทศอาเจนติน่า จากนั้นเดินทางเข้าที่พัก ณ ย่านศุนย์กลางเศษฐกิจและการค้าของเมือง

DAY 2 : fly Buenos aires to El Calafate- -Calafate-el chalten

  • เดินทางสู่เมืองเอล คาลาฟาเต้ (EL CALAFATE) โดยสายการบิน AEROLINEAS ที่ตั้งอยู่เกือบปลายสุดของทวีป โดยหมูบ้านเอล คาลาฟาเต้นั้น เป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ริมฝั่งมหาสมุทรที่เปรียบเสมือนประตูสู่ดินแดนอุทยานแห่งชาติ บริเวณพาตาโกเนีย ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของทวีป
  • เข้าชม ธารน้ำแข็งเปริโต โมเรโน่ (Perito Moreno) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรส ธารน้ำแข็งสีขาวอมฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กว้างถึง 5 กิโลเมตร สูงกว่า 80 เมตร ที่สำคัญองค์การยูเนสโก้ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1981 และหนึ่งใน Highligh อย่างหนึ่งของการมาที่นี่คือการได้รอคอยก้อนน้ำแข็งยักษ์หล่นลงพื้นทะเลสาบ
  • เดินทางสู่ หมู่บ้าน El Chalten เมืองเล็กๆ ห่างจาก El Calafate 220 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นประตูสู่เส้นทาง trekking ต่างๆ มากมาย โดยรอบยอดเขา Fitz Roy ที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของดินแดนพาตาโกเนียอันเลื่องชื่อ

DAY 3 : El chalten – Stay on at Calafate village

  • เข้าชม ธารน้ำแข็งเปริโต โมเรโน่ (Perito Moreno) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติลอส กลาเซียเรส ธารน้ำแข็งสีขาวอมฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กว้างถึง 5 กิโลเมตร สูงกว่า 80 เมตร ที่สำคัญองค์การยูเนสโก้ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1981 และหนึ่งใน Highligh อย่างหนึ่งของการมาที่นี่คือการได้รอคอยก้อนน้ำแข็งยักษ์หล่นลงพื้นทะเลสาบ
  • หมู่บ้าน El Chalten เมืองเล็กๆ ห่างจาก El Calafate 220 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นประตูสู่เส้นทาง trekking ต่างๆ มากมาย โดยรอบยอดเขา Fitz Roy ที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของดินแดนพาตาโกเนียอันเลื่องชื่อ

Day 4 : Calafate to puerto natales – Terros Del Panie o/n Hosteria

  • เมือง puerto natales เปอโตนาเลสที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 6 ชั่วโมง ในประเทศชิลี
  •  อุทยาน Terros Del Pane อุทยานแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การ UNESCO ในปี 1978 (Terros Del Panie แปลว่า blue tower) เป็นอุทยานที่ครอบคลุมด้วยภูเขาน้ำแข็ง, ทะเลสาบและที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ มีเขตติดต่อกับ Bernardo O’Higgins National Park และ Los Glaciares National Park ทางฝั่งอาร์เจนติน่า โดยกินพื้นที่กว่า 2,400 กม. และยังเป็นที่ตั้งของยอดเขาที่มีรูปทรงแปลกตามากมาย ที่เกิดจากแรงกัดกร่อนของลมมานานนับหลายพันล้านปี และยังมีชื่อเสียงในหมู่นักเดินป่า นักปีนเขาทั่วโลก ในฐานะอุทยานที่เป็นที่ตั้งของเส้นทาง W Trek ที่โด่งดังที่สุดในทวีปอเมริกาใต้

Day 5 : Drive around / evening drive to puerto natales  

  • อุทยาน Terros Del Pane อันประกอบไปด้วย ทะเลสาบสีฟ้าอันงดงาม วิวยอดเขารูปทรงแปลกตาที่เรียงรายอยู่โดยรอบ น้ำตก และทุ่งหญ้าสีทองในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี และที่พลาดไม่ได้คือการชมสัตว์พื้นถิ่นประจำอุทยานแห่งนี้ อันได้แก่ตัวโบนาโค่ ที่มีรูปร่างคล้ายแกะผสมอูฐ

Day 6 : Bus to puerto arenas – Fly puerto arenas to sandiego

  • ไปยังสนามบินที่ เมืองปุนตาอาเรนัส (Puta Arenas) ที่อยู่ห่างออกไปราว 2 ชั่วโมง เมืองหลวงแคว้นมากายาเนสและลาอันตาร์ตีกาชีเลนา แคว้นใต้สุดของชิลี เป็นเมืองใหญ่ที่สุดทางซีกโลกใต้

  • ออกเดินทางจากสนามบินปุนตาอาเรนัส สู่สนามบินซานเตียโก โดย เที่ยวบิน LA292 (ใช้เวลาเดินทาง 3.30 ชม.)
  • นำชมจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมือง ซานเตียโก บริเวณเนินเขา Cerro San Cristóbal ที่สามารับชมวิวทัศนียภาพโดยรอบของเมือง ซานเตียโกที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาได้อย่างงดงาม

Day 7 : Fly to santiago and fly to Carama – Bus to Atacama o/n

  • เมืองซานเตียโก (Santiago) เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศชิลี  ในหุบเขาตอนกลางของประเทศและเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นซานเตียโกเมโทรโพลิแทน ทุกท่านจะได้ชมหมู่ดาวที่งดงามที่เชื่อว่าจะไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนในโลกได้ชัดถนัดตาเท่าที่นี่

DAY 8 : Uyuni salt sea circuit 

  • Uyuni salt sea ที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก เป็นแผ่นดินแห่งผลึกเกลือสีขาว บนพื้นที่กว่า 10,000 ตร.กม. และน้ำที่ขังอยู่ในแอ่งเกลือสะท้อนแสงแดดเป็นความงดงามอันน่าทึ่ง สมแล้วที่ได้รับการขนานนามว่า ผืนฟ้าจรดผืนโลก โดยเราจะใช้เวลาสามวันสองคืนในการออกสำรวจดินแดน surreal แห่ง โบลีเวียกัน โดยในช่วงแรกของเส้นทาง จะผ่านบ่อน้ำพุร้อน ทะเลสาบน้อยใหญ่มากมาย ที่เต็มไปด้วยฝูงนกฟามิงโก้ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของภูมิภาคนี้ รวมถึงสัตว์ป่าประจำถิ่นของ เทือกเขาแอนดีสมากมาย ก่อนที่จะเข้าพักท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อมที่ระดับความสูงกว่า 4,000 เมตร

DAY 9 : Uyuni salt sea circuit 

  • นำทุกท่านออกผจญภัยบนเส้นทางต่อ โดยวันนี้ ไฮไลต์สำคัญจะเป็นภูมิประเทศที่แปลกตา ทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ที่มีหินรูปทรงแปลกตา ราวกันภาพวาดของซัลวาดอร์ ดาลี ศิลปินกลุ่มเซอเรียลลิสต์ชื่อดัง รวมถึงทะเลสาบที่มีฝูงนกอาศัยอยู่อย่างมากมายอีกหลายแห่ง ก่อนจะเข้าพักยังโรงแรมเกลือ ที่ซึ่งอาคารที่พักสร้างจากเกลือจากบริเวณนั้น

DAY 10 : Uyuni  drive to La paz at night

  • เที่ยวชมเกาะIsla Incahuasi หรือเนินแผ่นดินที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นทะเลเกลืออันเวิ้งวาง ซึ่งถือเป็นจุดชมวิวที่จะสามารถชมวิวของทะเลเกลือโดยรอบได้อย่างงดงาม
  • นำทุกท่านกลับมายังหมู่บ้านอูยูนี่ uyuni เพื่อทำการอาบน้ำและเดินชมตลาดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณแถบนี้ ชาวเผ่าพื่นเมืองต่างๆ นำสินค้ามาวางขาย

  • เดินทางโดยรถโดยสารไปยังกรุงลาปาซ เมืองหลวงประเทศโบลิเวีย ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 เมืองมหศัจรรยแ์ห่งใหม่ของโลกในปี 2014 ท้้งนี้กรุงลาปาซเป็นเมืองที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ซึ่งเมืองหลวงแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส

DAY 11 : La paz – puno o/n

  • ออกเดินทางจากกรุงลาปัส สู่เมือง Puno ในประเทศเปรู โดยบนเส้นทางทุกท่านจะได้ชมวิวทิวทัศน์ของริมฝั่งทะเลสาบติติกากา ที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของทวีปอเมริกาใต้
  • นำทุกท่านนั่งเรือโดยสารข้ามไปชมเกาะพระอาทิตย์ อันมีตำนานความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการกำเนิดของชนเผ่าอินคา ซึ่งเป็น Hightlight ของการมาเยือนทะเล สาบติติกากา จากนั้นออกเดินทางต่อสู่เมืองปูโน่ ในประเทศเปรู

DAY 12 : Uros (floating island) – puno cusco

  • Uros (floating island) เกาะลอยอูรอสแห่งทะเลสาบติติกากา ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในทวีปอเมริกาใต้และได้รับสมญานามว่า ทะเลสาบแห่งม่านเมฆ เนื่องจากอยู่บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,811 ม. ลึกกว่า 180 ม. ในทะเลสาบแห่งนี้ มีเกาะน้อยเกาะใหญ่ถึง 41 เกาะ แต่มีเกาะหนึ่งที่เป็นที่รู้จักของที่นี่คือเกาะลอยอูรอส เป็นเกาะที่คนพื้นเมืองสร้างจากต้นกกที่ขึ้นอยู่ตามทะเลสาบ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยกัน
  • นำทุกท่านเข้าเมืองคูซโค เมืองหลวงสำคัญแห่งอาณาจักรอินคา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาแอนดิส

DAY 13 :  Cusco – ollantaytambo – Machu pichu

  • เมืองออลลันตัยตัมโบ (Ollantaytambo) เพื่อไปชมซากโบราณสถานของชาวอินคาอีกแห่งหนึ่งในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่ถือว่าเป็นซากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินคาที่สมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ ซากโบราณแห่งนี้ก่อด้วยหินล้วนๆ เรียงเป็นขั้นบันไดซ้อนกันขึ้นไปบนภูเขา ดูสวยงามจนน่าอัศจรรย์ใจ และทึ่งในความสามารถของชาวอินคาอย่างยิ่ง เนื่องจากรอยต่อของก้อนหินแต่ละก้อนวางเรียงแนบสนิทชิดกันจนไม่สามารถนำกระดาษแผ่นเดียวสอดเข้าไปตรงรอยต่อนั้นได้ และจากนั้นเดินทางต่อโดยรถไฟเส้นทางสุดคลาสสิค เพื่อไปยังโบราณสถานยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของชาวอินคา

DAY 14 : Machu pichu fullday – cusco lima

  • Machu pichu มาชูปิกจู หรือ เมืองสาบสูญแห่งอินคา ร่องรอยอารยธรรมโบราณบนเทือกเขาสูงใหญ่ในเปรู มีระดับความสูงอยู่ที่ 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญทางโบราณคดี และการศึกษาประวัติศาสตร์ ของอเมริกาใต้เลยก็ว่าได้ ที่นี่ยังถูกจัดให้เป็น เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อีกด้วย

  • เดินทางสู่ กรุงลิม่า (Lima) โดยสายการบิน TACA INTERNATIONAL AIRLINES เที่ยวบินที่ TA920 (เวลาท้องถิ่น) เดินทางถึงกรุงลิม่า (LIMA) ประเทศเปรู

DAY 15 : Lima to rio to iguazu (fly to iguazu)

  • เดินทางสู่ เมืองริโอ เดอ จาเนโร (RIO DE JANEIRO) อดีตเมืองหลวงของประเทศบราซิล ที่มีชื่อเสียงจากงานคาร์นิวาล หาดโคปาคาบานา และอิปาเนมา  เขาชูการ์โลฟ สนามฟุตบอลมาราคานา และรูปปั้นพระคริสต์ที่ได้รับการโหวตให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกยุคใหม่ หลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว

  • นำทุกท่านขึ้นชมจุดชมวิวบนยอดเขาที่เป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระเยซู อันเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นที่ติดตาและจดจำของคนทั่วโลก ต่อด้วยย่านเมืองเก่าที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และมนต์ขลังแบบแซมบ้า

DAY 16 : Rio to iguazu falls Brazil

  • เดินทางสู่อุทยานแห่งชาติอิกัวซุ (IGUAZU NATIONAL PARK) โดยสายการบิน XXXX ไปตื่นตาตื่นใจกับ iguazu falls น้ำตกอีกวาซู น้ำตกสุดอลังการที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ สูงกว่า 80 เมตร และยาวกว่า 2.7 กิโลเมตร ไปชมความงดงามของกระแสน้ำ ละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายยามตกกระทบกันเกิดเป็นสายรุ้ง ที่นี่ยังถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก

  • นำทุกท่านข้ามไปยังน้ำตกอิกัวซุ ในฝั่งอาเจนติน่า

DAY 17 : Iquazu Agen fly to Buenos Aires

  • เที่ยวชมอุทยานแห่งชาติอิกัวซุในฝั่งอาเจนติน่า ที่มีทัศนียภาพที่แปลกตาและงดงามคนละแบบ ก่อนที่จะเดินทางสู่กรุงบัวโนส ไอเรส (BUENOS AIRES) โดยสายการบิน LAN เที่ยวบินที่ LA4029

  • พาท่านเที่ยวชมเมืองกรุงบัวโนส ไอเรส

DAY 18 :  Buenos Aires

  • เที่ยวชมย่านเมืองเก่าของนครบัวโนสไซเรส ฉายาปารีสแห่งลาตินอเมริกา ชมสุสานของวีรสตรีที่โด่งดังของอาเจนติน่า เอวา เปรอง อาคารรัฐสภาที่เป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์อัตชีวประวัติของนาง ก่อนหาซื้อของฝากไวน์ชั้นเลิศและสินค้าพื้นเมือง ชมการแสดงแทงโก้

  • (เวลาท้องถิ่น) เดินทางถึงสนามบินกรุงบัวโนส ไอเรส เมืองหลวงของประเทศอาร์เจนติน่า และบินกลับสู่กรุงเทพ โดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip

ทัวร์กรีนแลนด์ ฟาโรห์

ทัวร์กรีนแลนด์ ฟาโรห์

หมู่เกาะแฟโรห์ เกาะเล็กๆที่มีธรรมชาติอันมหัศจรรย์ และเกาะกรีนแลนด์ เกาะที่ต้องไปก่อนน้ำแข็งจะละลายไปมากกว่านี้

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok  

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  

Day 2: Bangkok – Copenhagen – Faroe Island –Kirkjubour Magnus Catherdal – Torshavn 

  • ถึงสนามบิน โคเปนฮาเกน จากนั้นต่อเครื่องภายในประเทศ ไปยัง สนามบิน Sorvagur แห่งแฟโร โดยสายการบิน Scandinavian Airlines  
  • ชมหมู่เกาะแฟโร (Faroe Island) เป็นประเทศในกลุ่มเกาะจำนวน 18 เกาะ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ มหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างสกอตแลนด์ นอร์เวย์และไอซ์แลนด์หมู่เกาะแฟโรเป็นเขตการปกครองตนเองของ เดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 โดยมีสถานภาพเหมือนกับกรีนแลนด์มีอำนาจในการปกครองตนเองทุกด้าน 
  • ชม Trøllkonufingur (Witches Finger) เสาหินรูปร่างประหลาดและโดดเด่นที่ขึ้นตรงชายฝั่ง Vágar คนแฟโรได้ตั้งชื่อนี้เป็นเพราะมีลักษณะที่คล้ายนิ้วของแม่มดและมีตำนานว่าแม่มดได้สร้างเสาหินนี้ขึ้นมายังชายฝั่งอีกด้วย 
  • ชมมืองเคิร์กจูบูเออร์ (Kirkjubour) หมู่บ้านเล็กๆทางตอนใต้ของเกาะแฟโร เป็นหมู่บ้านที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และมีบ้านไม้ที่อายุเก่าแก่ที่สุดซึ่งสร้างต้้งแต่ศตวรรษที่ 11
  • ชม โบสถ์หินโบราณแมกนาส (Magnus Catherdal) ชมความงดงามของโบสถ์หินโบราณที่ยังคงอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งดื่มด่ำกับ ทัศนียภาพของบ้านไม้โบราณที่นิยมปลูกหญ้าบนหลังคาเลียบชายฝั่งมหาสมุทร 
  • คืนนี้พักที่ ทอร์ชวาน  

Day 3 : Sørvágsvatn – Kvivik Village  

  • ชมความงามของ Sørvágsvatn ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะฟาโร ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ Vágar ที่อยู่ติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งอยู่ที่ความสูง 30 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่ปลายสุดของทะเลสาบจะมีน้ำตก Bøsdalafossur อีกหนึ่งสถานที่ที่สวยงามของเกาะ 
  • Trælanípan (Slave Cliff) ท่านจะเห็นทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล เมื่อถ่ายรูปออกมาจะเห็นเป็นภาพหลอกตา เหมือนกับภูเขาเป็นแอ่งและมีน้ำอยู่ข้างในและลอยอยู่บนมหาสมุทร ซึ่งจริงๆ แล้วทะเลสาบที่เห็นอยู่นี้ สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 30 เมตรเท่านั้น 
  • ล่องเรือสู่ Mykines ถิ่นฐานของนกพัฟฟินที่น่ารัก ใช้ในการวางไข่ นอกจากจะที่อยู่ของนกแถบโซนอาร์คติกไม่ว่าจะเป็นนกพัพฟิน (puffins) ที่อาศัยอยู่ตามชะง่อนผา และ นกอาร์คติดเทิร์น และอีกนานาชนิด เก็บภาพความสวยงามของผาหิน และ นกนานาพันธุ์ (11.20-16.20) 
  • หมู่บ้านไคว์วิค (Kvivik Village) ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่เก่าแก่ที่สุดบนหมู่เกาะแฟโรและยังคงมีหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่าชาวไวกิ้ง ได้มีการตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อประมาณศตวรรษที่ 18 เห็นได้จากบ้านเรือนของชาวไวกิ้งโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่  
  • พักที่ Torshavn 

Day 4 : Mykines 

  • พานั่งเรือไปยังจุดชมวิว Drangarnir ท่านจะเห็นหินที่ขึ้นขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทะเล ความอัศจรรย์คือหินนั้นมีรูขนาดใหญ่ที่เป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของเกาะแฟโรอีกด้วย 
  • ชมน้ำตกมูลาฟอส เซอร์ (Mulafossur Waterfall) ซึ่งเป็นน้ำตกที่เปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ของหมู่เกาะแฟโร ให้ท่านได้ชื่นชมกับธรรมชาติและความสวยงามของน้ำตกซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาสวยงาม 
  • เดินทางสู่เมืองทอร์สเฮาน์ (Torshavn) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะแฟโร ดินแดนของประเทศเดนมาร์ก ตั้งอยู่ทางตอนใต้และเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งทิศตะวันตกของเมืองสเตรอเมอนา นำท่านถ่ายรูปกับบ้านหลังคาหญ้า (Tiganes) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมือง 
  • พักที่ Torshavn 

Day 5 : Torshavn – Copenhagen 

  • เดินทางกลับ โคเปนฮาเกน โดยสายการบินในประเทศ 
  • ชมมือง Copenhagen พอหอมปากหอมคอ พาท่านไปถ่ายรูปกับเงือกน้อย little mermaid สัญลักษณ์ของเมืองโคเปนเฮเกน  
  • Amalianborg Castle พระราชวังที่สร้างขึ้นสำหรับประทับช่วงฤดูหนาว ประกอบด้วยอาคารสี่หลังใหญ่ ล้อมรอบพื้นที่ทรงแปดเหลี่ยม ตรงกลางด้านในนั้นประดิษฐานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าของผู้ก่อตั้ง Amalienborg ของกษัตริย์เฟรเดอริที่ 5 
  • ชมท่าเรือ Nyhavn ที่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลากสีสัน เพราะรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ผสานไปด้วยบ้านเรือนสไตล์แดนิชหลากสีสันที่สร้างขึ้นได้อย่างสวยงาม 

Day 6 : Copenhagen – Kangerlussuaq – Ice Cap Point 660  Russell Glacier 

  • เดินทางสู่ เมือง Kangerlussuaq โดยสายการบิน Air Geenland  
  • เดินทางสู่ Ice Cap Point 660 ชั้นน้ำแข็งที่ปกคลุมพื้นโลก (แถบขั้วโลกเหนือและใต้) อีกหนึ่งประสบการณ์อันน่าจดจำที่จะได้อยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมทั้งประเทศคิดเป็น 10% ของโลก ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากแอนตาร์กติกา 
  • สัมผัสกับธารน้ำแข็งรัสเซล (Russell Glacier) หน้าผาน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่มีความสูงกว่า 60 เมตรเด่นตระหง่านอยู่ตรงหน้า จินตนาการรูปลักษณ์คล้ายดั่งสัตว์ในเขตขั้วโลกเหนือ อาทิ หมีขาว แมวน้ำ หรือธารน้ำตก อันเป็นประติมากรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เราจะค่อยๆเดินขึ้นไปบนธารน้ำแข็งซึ่งทรงพลังที่สุดในธรรมชาติ ความใหญ่โตมหึมาล้อมรอบ 360 องศาที่จะทำให้ตื่นเต้นตลอดเวลาในการเดินอยู่บนธารน้ำแข็งที่ยังคงเหลืออยู่ในกรีนแลนด์ และแอนตาร์กติกาเท่านั้น  

Day 7 : Kangerlussuaq – Ilulissat  

  • ออกเดินทางไปยังเมือง  Ilulissat โดยสายการบิน Air Geenland  
  • ชม โบสถ์ Zion Church ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในกรีนแลนด์ยุคนั้น 
  • นำท่านเข้าชม พิพิธภัณฑ์เมืองอิลูลิสแซต (Iluissat Museum) ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวของแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ Sermermiut อันเป็นถิ่นฐานของมนุษย์ยุคหิน และเรื่องราวของชนพื้นเมืองคือ อินูอิต (Enuitหรือเอสกิโม (Eskimo) วิถีชีวิต วัฒนธรรม และเส้นทางการค้าของพวกเขากับชาวยุโรป รวมถึงเรื่องราวของนักสำรวจขั้วโลกเหนือที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Knud Rasmussen นักสำรวจขั้วโลกเหนือผู้ยิ่งใหญ่ 
  • Ilulissat Icefjord ความยาวราว 70 กิโลเมตร หรือที่เรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า Kangia จะเต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg) อันมีที่มาจากธารน้ำแข็งเซอร์เมก คูยาลเลก (Sermeq Kujalleqทางด้านทิศตะวันออก ไหลลงสู่ท้องทะเลและมาออกทะเลเปิดบริเวณอ่าวดิสโก (Disko Bay) มีแผ่นน้ำแข็งลอยน้ำขนาดใหญ่โตมากมายกระจัดกระจายอยู่ตามผืนน้ำ รวมพื้นที่ทั้งหมดของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ราว 4,000 ตารางกิโลเมตร 

Day 8: Whale Watching – Zion Church  

  • พาชมปลาวาฬ พบว่าดินแดนขั้วโลกเหนือแห่งนี้มีปลาวาฬกว่า 15 ชนิด ที่สามารถพบเห็นได้ โดยเฉพาะ วาฬหลังค่อม วาฬฟิน และวาฬมิงก์ นำท่านออกสำรวจปลาวาฬอย่างใกล้ชิด  
  • ่องเรือชม Iceberg ที่ Disko Bay ช่วงพระอาทิตย์เที่ยงคืน จะเห็นภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ มีแผ่นน้ำแข็งลอยน้ำขนาดใหญ่โตมากมายกระจัดกระจายอยู่ตามผืนน้ำ รวมพื้นที่ทั้งหมดของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ราว 4,000 ตารางกิโลเมตร 

Day 9 :  Eqip Sermia  

  • ั่งเรือไปทางตอนเหนือของอิลลูลิแซท เมืองปากอ่าวธารน้ำแข็ง อิควิป เซอร์เมีย (Eqip Sermia) หรือรู้จักกันในชื่อ “Eqi” กล่าวได้ว่าเป็นธารน้ำแข็งเก่าแก่อายุหลายหมื่นปี ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพียงแห่งเดียวที่มนุษย์สามารถเข้าไปชมได้อย่างใกล้ชิดที่สุด จัดเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2004 เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจซึ่งก้อนน้ำแข็งจำนวนมหาศาลไหลลงทะเลทาง Ilulissat Icefjord (อิลลูลิแซท ไอซ์ฟยอร์ด) ถือได้ว่าเป็นที่สุดของธารน้ำแข็งทางฝั่งตะวันตกของกรีนแลนด์  

Day 10 : Ilulissat – Kangerlussuaq – Copenhagen  

  • เดินทางกลับ Copenhagen โดยสายการบิน Air Geenland 

Day 11 : Copenhagen – Bangkok 

  • อิสระยามเช้า เตรียมตัวกลับไทย

Day 12 : Bangkok 

  • เช้า เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ 

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

แกลลอรี่ทัวร์กรีนแลนด์ ฟาโรห์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Northernlight Road Trip

ทัวร์ไอซ์แลนด์

ทัวร์ไอซ์แลนด์

จากประสบการณ์การเดินทางสู่ไอซ์แลนด์ของเรามากกว่า 5 ปี เราจึงสามารถออกแบบโปรแกรมทัวร์ไอซ์แลนด์ได้หลากหลาย หากต้องการจัดกลุ่มส่วนตัว (4 ท่านขึ้นไป) นสามารถใช้ตัวอย่างทริปด้านล่างของเรา หรือให้เราปรับโปรแกรมตามที่สนใจได้

จุดเด่นทริป

โปรแกรมเต็ม

DAY 1: Bangkok  

  • ัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  

DAY 2 :  Reykjavik – Thingvellir National Park  Golden Circle  

  •  ต่อเครื่องไปยัง Iceland 
  • พาชม ุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ มีความสำคัญคือ เป็นรอยเชื่อมระหว่างทวีปยูเรเซีย และทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีฐานะเป็นสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์  
  • ชม น้ำตกกูลฟอสส หรือ ไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 3 ที่ไอซ์แลนด์จัดให้อยู่ในเส้นทาง “วงกลมทองคำ” ที่ผู้มาเยือนต้องมาเที่ยวชม  สำหรับ ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มาจากคำว่า Gull ที่แปลว่าทองคำและ Foss ที่แปลว่าน้ำตก เมื่อรวมกันหมายถึงน้ำตกทองคำ  
  • ชม น้ำพุร้อนหรือเกย์เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นสูงกว่า 180 ฟุต ทุกๆ 7-10 นาที  สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนดังกล่าวเนื่องมาจากน้ำในโพรงหินใต้ดิน ได้รับความร้อนจากพลังงานที่อยู่ใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือด จึงขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมา ให้กลายเป็นน้ำพุร้อน  
  • ชมปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ปล่องภูเขาไฟสีเลือดที่มีทะเลสาบสีเขียวมรกตปรากฏอยู่บริเวณปากปล่อง  ซึ่งแม้ว่าจะมีอายุกว่า 3 พันปีแล้วก็ตาม แต่ยังมีสภาพที่สมบูรณ์อยู่  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss  

DAY 3 : Seljalansfoss – Skoga – Dyrholaey – Vik – Klaustur  

  • ชม น้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ (Seljalansfoss) มีความสูง 60 เมตร และถือเป็นอีกหนึ่ง Highlihgt ของน้ำตกแห่งนี้ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปด้านหลังได้  
  • ชม น้ำตกสโกก้าฟอสส์ (Skogarfossอันมีมวลน้ำขนาดใหญ่ตกมาจากหน้าผาสูง 62 m ความสวยงามตระการตาของน้ำตกที่เห็นอยู่นั้นเกิดจากองค์ประกอบรอบๆ ของตัวน้ำตกและโตรกผาที่สอดประสานกัน  
  • ชม แหลม Dyrholaey (เดิมเรียกว่าเคปพอร์ตแลนด์โดยชาวอังกฤษตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดลาวาสีดำสนิท ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตร โดดเด่นที่บริเวณริมผาจะเห็นประติมากรรมอันถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ เป็นลักษณะแหลมหินที่มีรูขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล เมื่อมองกลับไปด้านหลังจะพบกับธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull glacier  
  • Reynisfjara Beach หาดทรายสีดำที่ดังที่สุดในเส้นทางIceland ภาคใต้ มี landmark ที่สำคัญคือหน้าผาหิน บะซอลท์ที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนมาถ่ายรูป  
  • ชม Trolls in Reynisdrangar ที่มีตำนานอันลึกลับกล่าวขานว่า พวกปีศาจพยายามแอบลากเรือออกจากฝั่งของเมือง Vik แต่ถูกจับได้ โดยเทพเจ้าแห่งแสงแดดในยามรุ่งสาง เหล่าปีศาจร้ายจึงถูกสาปให้กลายเป็นหินรูปทรงแปลกประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวตั้งอยู่กลางท้องทะเล  
  • เดินทางต่อสู่เส้นทางเลียบชายหาด แวะชม LavaField ซึ่งเป็นทุ่งหญ้ามอสที่ปกคลุมอยู่บนหินลาวา เมื่อถ่ายภาพออกมา จะกลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Klaustur  

Day 4 : Skaftafell –  Svartifoss –  SvinafellsJokull – Vatnajokull  Jokulsarlon – Hofn  

  • ชม อุทยานแห่งชาติ Skaftafell อันมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเทือกเขา Alp  มีลักษณะเป็นเขตธารน้ำแข็งที่ก่อต่อขึ้นมาหลายพันปีจากอิทธิพลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งที่ทำให้เกิด Glacier Floods  
  • ชม ธารน้ำแข็ง SvinafellsJokull อันมีลักษณะเป็นกราเซียที่เกิดจากธารน้ำแข็ง Vatnajokul ผู้มาเยือนสามารถถ่ายภาพกับวิวกลาเซียและก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบเบื้องล่างอันแสนพิเศษนี้  
  • ธารน้ำแข็งเรียกว่า Vatnajokull มีขนาด 8,300 ตร.กมเท่ากับธารน้ำแข็งทั้งหมดในทวีปยุโรปรวมกัน และขนาดความหนามากที่สุดประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป  
  • ชม โจกุลซาลอน (Jokulsarlon) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1934-1935 ต่อมาจึงเกิดการละลายเรื่อยๆ จนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในทุกๆ ปี  
  • ชม AMPHIBIAN BOAT TOUR  ล่องเรือชมความงามของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตา ตื่นตากับธารน้ำแข็ง 1000 ปี หากโชคดีอาจจะเจอแมวน้ำรอต้อนรับ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Hofn  

Day 5 : Hofn – Dettifoss – Hverarondor Hverir – Goda foss Akureyri  

  • เตรียมตัวเดินทางสู่ใจกลางประเทศไอซ์แลนด์ วันนี้เราจะลัดเลาะไปตามแนว East Fjord มีหน้าผาสูงชันและเลียบไปตามทะเล  แวะถ่ายรูปทัศนียภาพอันแปลกตา ที่น่ามองอีกจุดหนึ่งของ Iceland  
  • เดินทางข้าม Pass Modradalsfjallgurdar อันมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาวตลอดเส้นทาง เราจะเห็นทัศนียภาพเป็นหุบเขาสีขาวสวยงามตระการตา พร้อมมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทางตะวันออกที่ชื่อเมือง Egilstadir  
  • ชม น้ำตก Dettifoss อันเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนต์เรื่อง Prometeus น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull  
  • ชม สถานีพลังงาน Krafla เป็นสถานีพลังงานความร้อนใต้พิภพใหญ่ที่สุดของประเทศ ขนาด 60 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Krafla ในไอซ์แลนด์  
  • Hverarondor Hverir อันเป็นทางออกของพลังงานความร้อนจากใต้พิภพ เกิดเป็นบ่อโคลนเดือดและควันกำมะถันพวยพุ่งออกมาจากหลุม เดินทางผ่านชมทะเลสาบสีเทอควอยต์ที่มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพ่นควันฉุยตั้งอยู่เคียงข้าง  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Myvatn  

Day 6 : Myvatn – Godafoss – Akureyri  

  • ชม Hverfjall ซึ่งเป็นภูเขาไฟรูปทรงโคลนและมีขนาดความกว้างของปล่องประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเดินเท้าขึ้นไปที่ปากปล่องเพื่อ ชมวิวของ Lake Myvatn และความอลังการของปล่องภูเขาไฟได้ ซึ่งปากปล่องสูงถึง 463 เมตร   
  • ชม น้ำตก Godafoss ที่ได้รับฉายาว่า น้ำตกแห่งพระเจ้า “Waterfall of the Gods”  
  • (เมษายน– กันยายนพาล่องเรือ ชมปลาวาฬ จะมีโอกาสเห็นวาฬมิงค์  
  • ชม เมืองอาคูเรย์ริ (Akureyriเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไอซ์เเลนด์ และยังเป็นศูนย์กลางการทำประมง โบสถ์อาคูเรย์รี่ (Akureyrakirkjaสัญลักษณ์ของเมือง สถาปนิกผู้ก่อสร้างโบสถ์นี้คือ Gudjon Samuelsson เป็นคนเดียวกับผู้ออกแบบ Hallgrimskirkja โบสถ์ลูเธอรันนี้ออกแบบเสร็จในปี 1940 ภายในโบสถ์ประกอบด้วยท่อออร์แกน 3200 อันที่นำมาจากประเทศเยอรมันในปี 1961 มีภาพของพระเยซูและเรือทำมือที่แขวนจากเพดาน ตามความเชื่อของชาวนอร์ดิกโบราณ  
  • อิสระแก่ทุกท่านเพื่อช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าบนถนนคนเดินเกเรอโตรกาตา (Gerartogata 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Akureyri  

Day 7 : Akureyri – Snæfellsjökull – Kirkjufell –  Grundafjord  

  • เดินทางสู่ Snæfellsjökull เขตภูเขาไฟอายุ 700000 ปีที่มีกลาเซียปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ  และภูเขาไฟแห่งนี้ ยังเป็นฉากในนวนิยายเรื่อง Journey to the Center of the Earth  
  • เข้าสู่เขตเมือง Grundafjordur เมืองเล็กๆริมทะเล อยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทร Snæfellsnes Peninsula ทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์ อาคารแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย มีฉากหลังเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ  
  • ชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวก และน้ำตก Kirkjufellsfoss อันเป็นสถานที่สำคัญเลื่องชื่อ ที่หากมาเยือน Iceland แล้ว ต้องห้ามพลาดถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Grundafjord  

DAY 8 : Grundafjord – BlueLagoon – Keflavik  

  •  หลังอาหารเช้าชม ถ้ำลาวา 1 หมื่นล้านปี อันเกิดจากลาวาที่ไหลลงมาสู่ชายฝั่งทะเล และแข็งตัวไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน  
  • เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเรยาวิค ชม ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja) โบสถ์ใจกลางเมืองที่มีความสูง 73 เมตร เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ โดยโบสถ์แห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของ ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน (1614 – 1674) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์  เพราะคำว่า “ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” ตามศัพท์แปลว่า “โบสถ์ของฮัลล์กรีมูร์”  
  • ชม Harpa อันเป็น Concert Hall และ Conference Center มีที่ตั้งอยู่ริมอ่าว โดยอาคารแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกระจก 6 เหลี่ยม เมื่อยามสะท้อนแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเป็นประกาย หลากสีสันแตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เรายืนชมอยู่ นับเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่หาดูได้ยากในโลก  
  • ถ่ายรูปกับ Sun Voyager (Solar) สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 ชนะเลิศจากการประกวดประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเรคยาวิกครบ 200 ปี Sun Voyeger แทนความหมายของเรือแห่งความฝันที่ออกเดินทางไปตามทิศทางแห่งดวงอาทิตย์ ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ  
  • มุ่งหน้าสู่ เมือง Keflavik แวะผ่อนคลายกันที่ บลูลากูน (BlueLagoon) หรือทะเลสาบสีฟ้า ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ สามารถลงไปแหวกว่าย นอนแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างสบายๆ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตัวน้ำพุร้อนอันบริสุทธิ์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย (กรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยครับ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Keflavik  

DAY 9 : Keflavik – Copenhagen  

  • ออกเดินทางจาก Icelane สู่โคเปนเฮเกน (พาเที่ยวโคเปน ด้วยรถไฟ)  
  • พาท่านไปถ่ายรูปกับเงือกน้อย little mermaid ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโคเปนฮาเก้น ที่กำลังนั่งรอเจ้าชายตามเทพนิยายอันเลื่องชื่อ ของนักเล่านิทานระดับโลกฮันส์คริสเตียน-แอนเดอร์สัน 
  • Amalianborg Castle พระราชวังที่สร้างขึ้นสำหรับประทับช่วงฤดูหนาว ประกอบด้วยอาคารสี่หลังใหญ่ ล้อมรอบพื้นที่ทรงแปดเหลี่ยม ตรงกลางด้านในนั้นประดิษฐานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าของผู้ก่อตั้ง Amalienborg ของกษัตริย์เฟรเดอริที่ 5  
  • พักที่ Copenhagen  

DAY 10 : Copenhagen – Bangkok  

  • เช้า อิสระตามอัธยาศัย ช่วงบ่ายเตรียมกลับไทย 

DAY 11 : Bangkok  

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

DAY 1: Bangkok  

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 

DAY 2 : Copenhagen Sightseeing – Reykjavik 

  • เดินทางถึงประเทศเดนมาร์ก นำเที่ยวโดยรถไฟ
  • พาท่านไปถ่ายรูปกับเงือกน้อย little mermaid ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโคเปนฮาเกน ที่กำลังนั่งรอเจ้าชายตามเทพนิยายอันเลื่องชื่อ ของนักเล่านิทานระดับโลกฮันส์คริสเตียน-แอนเดอร์สัน  
  • Amalianborg Castle พระราชวังที่สร้างขึ้นสำหรับประทับช่วงฤดูหนาว ประกอบด้วยอาคารสี่หลังใหญ่ ล้อมรอบพื้นที่ทรงแปดเหลี่ยม ตรงกลางด้านในนั้นประดิษฐานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าของผู้ก่อตั้ง Amalienborg ของกษัตริย์เฟรเดอริที่ 5   
  • ท่าเรือ Nyhavn ที่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลากสีสัน เพราะรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ผสานไปด้วยบ้านเรือนสไตล์แดนิชหลากสีสันที่สร้างขึ้นได้อย่างสวยงาม  
  • เดินทางต่อสู่เมืองเรคยาวิก
  • ชม ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja) โบสถ์ใจกลางเมืองที่มีความสูง 73 เมตร เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ โดยโบสถ์แห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของ ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน (1614 – 1674) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์  เพราะคำว่า “ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” ตามศัพท์แปลว่า “โบสถ์ของฮัลล์กรีมูร์”  
  • ชม Harpa อันเป็น Concert Hall และ Conference Center มีที่ตั้งอยู่ริมอ่าว โดยอาคารแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกระจก 6 เหลี่ยม เมื่อยามสะท้อนแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเป็นประกาย หลากสีสันแตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เรายืนชมอยู่ นับเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่หาดูได้ยากในโลก  
  • ถ่ายรูปกับ Sun Voyager (Solar) สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 ชนะเลิศจากการประกวดประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเรคยาวิกครบ 200 ปี Sun Voyeger แทนความหมายของเรือแห่งความฝันที่ออกเดินทางไปตามทิศทางแห่งดวงอาทิตย์ ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองเรคยาวิก 

DAY 3 : Thingvellir National Park – Golden Circle  

  • พาชม อุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ มีความสำคัญคือ เป็นรอยเชื่อมระหว่างทวีปยูเรเซีย และทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีฐานะเป็นสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์  
  • ชม น้ำตกกูลฟอสส์ หรือ ไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 3 ที่ไอซ์แลนด์จัดให้อยู่ในเส้นทาง “วงกลมทองคำ” ที่ผู้มาเยือนต้องมาเที่ยวชม  สำหรับ ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มาจากคำว่า Gull ที่แปลว่าทองคำและ Foss ที่แปลว่าน้ำตก เมื่อรวมกันหมายถึงน้ำตกทองคำ  
  • ชม น้ำพุร้อนหรือเกย์เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นสูงกว่า 180 ฟุต ทุกๆ 7-10 นาที  สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนดังกล่าวเนื่องมาจากน้ำในโพรงหินใต้ดิน ได้รับความร้อนจากพลังงานที่อยู่ใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือด จึงขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมา ให้กลายเป็นน้ำพุร้อน  
  • ชมปล่องภูเขาไฟ Kerid Crater ปล่องภูเขาไฟสีเลือดที่มีทะเลสาบสีเขียวมรกตปรากฏอยู่บริเวณปากปล่อง  ซึ่งแม้ว่าจะมีอายุกว่า 3 พันปีแล้วก็ตาม แต่ยังมีสภาพที่สมบูรณ์อยู่  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss 

DAY 4 : Seljalansfoss – Skoga – Dyrholaey – Vik – Klaustur  

  • ชม น้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์(Seljalansfoss) มีความสูง 60 เมตร และถือเป็นอีกหนึ่ง Highlihgt ของน้ำตกแห่งนี้ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปด้านหลังได้  
  • ชม น้ำตกสโกก้าฟอสส์ (Skogarfoss) อันมีมวลน้ำขนาดใหญ่ตกมาจากหน้าผาสูง 62 m ความสวยงามตระการตาของน้ำตกที่เห็นอยู่นั้น  เกิดจากองค์ประกอบรอบๆ ของตัวน้ำตกและโตรกผาที่สอดประสานกัน  
  • ชม แหลม Dyrholaey (เดิมเรียกว่าเคปพอร์ตแลนด์โดยชาวอังกฤษ) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดลาวาสีดำสนิท ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตร โดดเด่นที่บริเวณริมผาจะเห็นประติมากรรมอันถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ เป็นลักษณะแหลมหินที่มีรูขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล เมื่อมองกลับไปด้านหลังจะพบกับธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull glacier  
  • Reynisfjara Beach หาดทรายสีดำที่ดังที่สุดในเส้นทางIceland ภาคใต้ มี landmark ที่สำคัญคือหน้าผาหิน บะซอลท์ที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนมาถ่ายรูป  
  • ชม Trolls in Reynisdrangar ที่มีตำนานอันลึกลับกล่าวขานว่า พวกปีศาจพยายามแอบลากเรือออกจากฝั่งของเมือง Vik แต่ถูกจับได้ โดยเทพเจ้าแห่งแสงแดดในยามรุ่งสาง เหล่าปีศาจร้ายจึงถูกสาปให้กลายเป็นหินรูปทรงแปลกประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวตั้งอยู่กลางท้องทะเล  
  • เดินทางต่อสู่เส้นทางเลียบชายหาด แวะชม LavaField ซึ่งเป็นทุ่งหญ้ามอสที่ปกคลุมอยู่บนหินลาวา เมื่อถ่ายภาพออกมา จะกลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Klaustur   

Day 5 : Skaftafell –  Svartifoss –  SvinafellsJokull – Vatnajokull  Jokulsarlon– Hofn   

  • ชม อุทยานแห่งชาติ Skaftafell อันมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเทือกเขา Alp  มีลักษณะเป็นเขตธารน้ำแข็งที่ก่อต่อขึ้นมาหลายพันปีจากอิทธิพลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งที่ทำให้เกิด Glacier Floods  
  • ชม ธารน้ำแข็ง SvinafellsJokull อันมีลักษณะเป็นกราเซียที่เกิดจากธารน้ำแข็ง Vatnajokul ผู้มาเยือนสามารถถ่ายภาพกับวิวกลาเซียและก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบเบื้องล่างอันแสนพิเศษนี้  
  • ธารน้ำแข็งเรียกว่า Vatnajokull มีขนาด 8,300 ตร.กม. เท่ากับธารน้ำแข็งทั้งหมดในทวีปยุโรปรวมกัน และขนาดความหนามากที่สุดประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป  
  • ชม โจกุลซาลอน (Jokulsarlon) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1934-1935 ต่อมาจึงเกิดการละลายเรื่อยๆ จนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในทุกๆ ปี  
  • ชม AMPHIBIAN BOAT TOUR  ล่องเรือชมความงามของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตา ตื่นตากับธารน้ำแข็ง 1000 ปี หากโชคดีอาจจะเจอแมวน้ำรอต้อนรับ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Hofn  

Day 6 : Hofn – Dettifoss – Hverarondor Hverir – Myvatn  

  • เตรียมตัวเดินทางสู่ใจกลางประเทศไอซ์แลนด์ วันนี้เราจะลัดเลาะไปตามแนว East Fjord มีหน้าผาสูงชันและเลียบไปตามทะเล  แวะถ่ายรูปทัศนียภาพอันแปลกตา ที่น่ามองอีกจุดหนึ่งของ Iceland  
  • เดินทางข้าม Pass Modradalsfjallgurdar อันมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาวตลอดเส้นทาง เราจะเห็นทัศนียภาพเป็นหุบเขาสีขาวสวยงามตระการตา พร้อมมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทางตะวันออกที่ชื่อเมือง Egilstadir  
  • ชม น้ำตก Dettifoss อันเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนต์เรื่อง Prometeus น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull  
  • ชม สถานีพลังงาน Krafla เป็นสถานีพลังงานความร้อนใต้พิภพใหญ่ที่สุดของประเทศ ขนาด 60 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Krafla ในไอซ์แลนด์   
  • Hverarondor Hverir อันเป็นทางออกของพลังงานความร้อนจากใต้พิภพ เกิดเป็นบ่อโคลนเดือดและควันกำมะถันพวยพุ่งออกมาจากหลุม เดินทางผ่านชมทะเลสาบสีเทอควอยซ์ที่มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพ่นควันฉุยตั้งอยู่เคียงข้าง 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Myvatn  

Day 7 : Myvatn – Godafoss – Akureyri  

  • ชม Hverfjall ซึ่งเป็นภูเขาไฟรูปทรงโคนและมีขนาดความกว้างของปล่องประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเดินเท้าขึ้นไปที่ปากปล่องเพื่อ ชมวิวของ Lake Myvatn และความอลังการของปล่องภูเขาไฟได้ ซึ่งปากปล่องสูงถึง 463 เมตร  
  • ชม น้ำตก Godafoss ที่ได้รับฉายาว่า น้ำตกแห่งพระเจ้า “Waterfall of the Gods”  
  • ชม เมืองอาคูเรย์ริ (Akureyri) เมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไอซ์เเลนด์ และยังเป็นศูนย์กลางการทำประมง โบสถ์อาคูเรย์รี่ (Akureyrakirkja) สัญลักษณ์ของเมือง สถาปนิกผู้ก่อสร้างโบสถ์นี้คือ Gudjon Samuelsson เป็นคนเดียวกับผู้ออกแบบ Hallgrimskirkja โบสถ์ลูเธอรันนี้ออกแบบเสร็จในปี 1940 ภายในโบสถ์ประกอบด้วยท่อออร์แกน 3200 อันที่นำมาจากประเทศเยอรมันในปี 1961 มีภาพของพระเยซูและเรือทำมือที่แขวนจากเพดาน ตามความเชื่อของชาวนอร์ดิกโบราณ 
  • (เมษายน- กันยายน) พาล่องเรือ ชมปลาวาฬ จะมีโอกาสเห็นวาฬมิงค์  
  • อิสระแก่ทุกท่านเพื่อช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าบนถนนคนเดินเกเรอโตรกาตา (Gerartogata)  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Akureyri  

Day 8 : Akureyri – Snæfellsjökull – Kirkjufell –  Grundafjord  

  • เดินทางสู่ Snæfellsjökull เขตภูเขาไฟอายุ 700000 ปีที่มีกลาเซียปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ  และภูเขาไฟแห่งนี้ ยังเป็นฉากในนวนิยายเรื่อง Journey to the Center of the Earth  
  • เข้าสู่เขตเมือง Grundafjordur เมืองเล็กๆริมทะเล อยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทร Snæfellsnes Peninsula ทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์ อาคารแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย มีฉากหลังเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ  
  • ชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวก และน้ำตก Kirkjufellsfoss อันเป็นสถานที่สำคัญเลื่องชื่อ ที่หากมาเยือน iceland แล้วต้องห้ามพลาดถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Grundafjord  

DAY 9 : Grundafjord – BlueLagoon – Keflavik  

  • หลังอาหารเช้าชม ถ้ำลาวา 1 หมื่นล้านปี อันเกิดจากลาวาที่ไหลลงมาสู่ชายฝั่งทะเล และแข็งตัวไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน  
  • มุ่งหน้าสู่ เมือง Keflavik แวะผ่อนคลายกันที่ บลูลากูน (BlueLagoon) หรือทะเลสาบสีฟ้า ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ สามารถลงไปแหวกว่าย นอนแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างสบายๆ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตัวน้ำพุร้อนอันบริสุทธิ์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย (กรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยครับ) 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Keflavik    

DAY 10 : Keflavik – Amsterdam   

  • ใน Amsterdam เดินทางโดยรถไฟ และ รถราง  
  • ออกเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเคฟลาวิก เช็คอินสายการบิน Iceland Air เพื่อออกเดินทางสู่เมือง Amsterdam (FI500 07.40-11.55) ***เวลาบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับฤดูกาล***  
  • เดินทางถึง Amsterdam เก็บของเข้าที่พัก จากนั้นพาชมเมือง Amsterdam เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอัมสเทล (AMSTEL) เริ่มก่อตั้งประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ มีประชากรประมาณ 1.5 ล้านคน เป็นเมืองศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป โดยเฉพาะช่วงคริสต์ศตวรรษที่17 ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของเนเธอร์แลนด์  
  • ชมสวนดอกไม้ Keukenhof สวนแห่งนี้ริเริ่มโดยนายกเทศมนตรีเมืองลิซเซ่ในปี 1949 ได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งเสริมการปลูกดอกไม้จน  เกิดเป็นแนวคิดที่จะมีงานแสดงไม้ดอกประจำปีแบบกลางแจ้ง จัดว่าเป็นแหล่งปลูกทิวลิปที่ใหญ่และ สำคัญที่สุดของประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งดอกไม้อื่นๆ เช่น ลิลลี่ แดฟโฟดิล ไฮยาซินธ์   
  • ล่องเรือชมเมือง Canal Sightseeing Amsterdam ชมความงามของสองฝั่งคลอง อัมสเตอร์ดัมนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของคลอง จึงทำให้การสัญจรในน้ำเป็นที่นิยมมาตั้งแต่อดีต ท่านจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวเมือง และชมความงามของสถานที่เที่ยวในมุมที่ต่างออกไป  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่มือง Amsterdam  

DAY 11 : Giethoorn – Zaanse Schans  

  • ชม หมู่บ้านกังหันลม (Zaanse Schans) สัมผัสและถ่ายรูปกับกังหันลมแบบดัดซ์ หมู่บ้านนี้ได้อนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่และวิถีชีวิตของชาวเนเธอร์แลนด์สมัยก่อนที่มีกลิ่นอายหรือสัญลักษณ์ของความเป็นเนเธอร์แลนด์ไว้ได้อย่างครบถ้วน อดีตในหมู่บ้านนี้มีกังหันลมกว่า 800 ตัวที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งอาจจะลดน้อยลงไปบ้างในปัจจุบันและได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนได้เข้าชม นอกจากหมู่บ้านซานส์ สคันส์ ยังมีโรงสาธิตวิธีการทำชีส และทำรองเท้าไม้ให้ท่านได้เข้าชม อิสระให้ท่านเที่ยวชมหมู่บ้านน่ารักแห่งนี้  
  • ช่วงบ่ายเดินชมเมือง Amsterdam ตามอัธยาศัย ได้เวลาอันสมควร เดินทางสู่สนามบิน Amsterdam เชคอินสายการบิน Eva air เที่ยวบิน BR76 เที่ยวเวลา 21.30 น. บินตรงสู่ กรุงเทพมหานคร  

DAY 12 : Bangkok  

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ   

DAY 1: Bangkok 

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถวH/J ประตู4 ทีมงานอำนวยความสะดวกเช็คอินสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG950 ออกเดินทางเวลา 01.20 น. บินสู่ โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใช้เวลาเดินทางสู่ โคเปนเฮเกน ประมาณ 12 ชั่วโมง

DAY 2 : Copenhegen – Reykjavik

  • เดินทางถึงประเทศเดนมาร์กผ่านการตรวจคนเข้าเมือง เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองโคเปนเฮเกนโดยใช้รถไฟ โดยจะสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างง่ายดาย
  • พาท่านไปถ่ายรูปกับเงือกน้อย little mermaid ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโคเปนฮาเก้น ที่กำลังนั่งรอเจ้าชายตามเทพนิยายอันเลื่องชื่อ ของนักเล่านิทานระดับโลกฮันส์คริสเตียน-แอนเดอร์สัน
  • Amalianborg Castle พระราชวังที่สร้างขึ้นสำหรับประทับช่วงฤดูหนาว ประกอบด้วยอาคารสี่หลังใหญ่ ล้อมรอบพื้นที่ทรงแปดเหลี่ยม ตรงกลางด้านในนั้นประดิษฐานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าของผู้ก่อตั้ง Amalienborg ของกษัตริย์เฟรเดอริที่ 5
  • ท่าเรือ Nyhavn ที่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลากสีสัน เพราะรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ผสานไปด้วยบ้านเรือนสไตล์แดนิชหลากสีสันที่สร้างขึ้นได้อย่างสวยงาม
  • เดินทางกลับสู่สนามบินเตรียมตัวบอร์ดดิ้งสายการบิน Iceland Air เดินทางสู่ประเทศไอซ์แลนด์ ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง (FI205 14.10-15.25) ***เวลาเที่ยวบินภายในอาจมีการเปลี่ยนแปลง ตามฤดูกาล***
  • เดินทางถึงเมืองเรคยาวิกประเทศไอซ์แลนด์รับสัมภาระแล้วเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองประมาณ 40 นาที
  • ชม ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja) โบสถ์ใจกลางเมืองที่มีความสูง 73 เมตร เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ โดยโบสถ์แห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของ ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน (1614 – 1674) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์ เพราะคำว่า “ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” ตามศัพท์แปลว่า “โบสถ์ของฮัลล์กรีมูร์”
  • ชม Harpa อันเป็น Concert Hall และ Conference Center มีที่ตั้งอยู่ริมอ่าว โดยอาคารแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกระจก 6 เหลี่ยม เมื่อยามสะท้อนแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเป็นประกาย หลากสีสันแตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เรายืนชมอยู่ นับเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่หาดูได้ยากในโลก
  • ถ่ายรูปกับ Sun Voyager (Solar) สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 ชนะเลิศจากการประกวดประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเรคยาวิกครบ 200 ปี Sun Voyeger แทนความหมายของเรือแห่งความฝันที่ออกเดินทางไปตามทิศทางแห่งดวงอาทิตย์ ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองเรคยาวิก

DAY 3 : Thingvellir – Gullfoss – Geysir – Haifoss

  • พาชม อุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ มีความสำคัญคือ เป็นรอยเชื่อมระหว่างทวีปยูเรเซีย และทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีฐานะเป็นสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์
  • ชม น้ำตกกูลฟอสส์ หรือ ไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 3 ที่ไอซ์แลนด์จัดให้อยู่ในเส้นทาง “วงกลมทองคำ” ที่ผู้มาเยือนต้องมาเที่ยวชม  สำหรับ ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มาจากคำว่า Gull ที่แปลว่าทองคำและ Foss ที่แปลว่าน้ำตก เมื่อรวมกันหมายถึงน้ำตกทองคำ
  • ชม น้ำพุร้อนหรือเกย์เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นสูงกว่า 180 ฟุต ทุกๆ 7-10 นาที สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนดังกล่าวเนื่องมาจากน้ำในโพรงหินใต้ดิน ได้รับความร้อนจากพลังงานที่อยู่ใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือด จึงขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมา ให้กลายเป็นน้ำพุร้อน
  • พาท่านชม น้ำตก Haifoss น้ำตกที่สูงติดอันดับ Top 5 ใน Iceland เข้าถึงได้เฉพาะช่วงที่ไม่มีหิมะปกคลุม เป็นน้ำตกที่ใหญ่และอลังการมาก ตัวหนังตกแบ่งออกเป็น 2 สายไหลลงจากหน้าผาสูงกว่า 200 เมตรตกกระทบเบื้องล่างแล้วไหลลงไปในทางน้ำในหุบเขาหน้าผาสูงชัน
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss

DAY 4 : Seljalansfoss – Skoga – Dyrholaey – Vik – Klaustur

  • ชม น้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ (Seljalansfoss) มีความสูง 60 เมตร และถือเป็นอีกหนึ่ง Highlihgt ของน้ำตกแห่งนี้ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปด้านหลังได้
  • ชม น้ำตกสโกก้าฟอสส์ (Skogarfoss) อันมีมวลน้ำขนาดใหญ่ตกมาจากหน้าผาสูง 62 m ความสวยงามตระการตาของน้ำตกที่เห็นอยู่นั้น เกิดจากองค์ประกอบรอบๆ ของตัวน้ำตกและโตรกผาที่สอดประสานกัน
  • เดินทางต่อไปตามเส้นทาง South Shore ทัศนียภาพสองข้างทางเว้นระยะไปด้วยฟาร์มปศุสัตว์ ฉากหลังเป็นภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ที่มีความสูงถึง 1,491 m เหนือระดับน้ำทะเลและมีชื่อเสียงที่สุดในไอซ์แลนด์ ผ่านการระเบิดมาแล้วถึง 18 ครั้งล่าสุดในปี 2000
  • ชม แหลม Dyrholaey (เดิมเรียกว่าเคปพอร์ตแลนด์โดยชาวอังกฤษ) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดลาวาสีดำสนิท ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตร โดดเด่นที่บริเวณริมผาจะเห็นประติมากรรมอันถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ เป็นลักษณะแหลมหินที่มีรูขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล เมื่อมองกลับไปด้านหลังจะพบกับธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull glacier
  • ชม Trolls in Reynisdrangar ที่มีตำนานอันลึกลับกล่าวขานว่า พวกปีศาจพยายามแอบลากเรือออกจากฝั่งของเมือง Vik แต่ถูกจับได้ โดยเทพเจ้าแห่งแสงแดดในยามรุ่งสาง เหล่าปีศาจร้ายจึงถูกสาปให้กลายเป็นหินรูปทรงแปลกประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวตั้งอยู่กลางท้องทะเล
  • เดินทางต่อสู่เส้นทางเลียบชายหาด แวะชม LavaField ซึ่งเป็นทุ่งหญ้ามอสที่ปกคลุมอยู่บนหินลาวา เมื่อถ่ายภาพออกมา จะกลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Klaustur

 Day 5 : Skaftafell –  Svartifoss –  SvinafellsJokull – Vatnajokull  Jokulsarlon – Hofn

  • ชม อุทยานแห่งชาติ Skaftafell อันมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเทือกเขา Alp มีลักษณะเป็นเขตธารน้ำแข็งที่ก่อต่อขึ้นมาหลายพันปีจากอิทธิพลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งที่ทำให้เกิด Glacier Floods
  • ชม ธารน้ำแข็ง SvinafellsJokull อันมีลักษณะเป็นกราเซียที่เกิดจากธารน้ำแข็ง Vatnajokul ผู้มาเยือนสามารถถ่ายภาพกับวิวกลาเซียและก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบเบื้องล่างอันแสนพิเศษนี้
  • ชมน้ำตกดำ หรือ Black waterfall ที่ตกลงมาจากหน้าผาหินบะซอลท์ ที่มีรูปร่างแปลกตา (เดิน 30 นาที)
  • ชม ธารน้ำแข็งเรียกว่า VATNAJOKULL มีขนาด 8,300 ตร.กม. เท่ากับธารน้ำแข็งทั้งหมดในทวีปยุโรปรวมกัน และขนาดความหนามากที่สุดประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป
  • ชม Jallsárlón ทะเลสาบอันเกิดจากธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาบรรจบกับแอ่งน้ำเบื้องล่าง อยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติ Vatnajökull
  • ชม โจกุลซาลอน (Jokulsarlon) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1934-1935 ต่อมาจึงเกิดการละลายเรื่อยๆ จนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในทุกๆ ปี
  • AMPHIBIAN BOAT TOUR ล่องเรือชมความงามของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตา ตื่นตากับธารน้ำแข็ง 1000 ปี หากโชคดีอาจจะเจอแมวน้ำรอต้อนรับ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Hofn

 

Day 6 : Hofn – vesturhorn – Dettifoss – Hverarondor Hverir – Myvatn

  • เตรียมตัวเดินทางสู่ใจกลางประเทศไอซ์แลนด์ วันนี้เราจะลัดเลาะไปตามแนว East Fjord มีหน้าผาสูงชันและเลียบไปตามทะเล  แวะถ่ายรูปทัศนียภาพอันแปลกตา ที่น่ามองอีกจุดหนึ่งของ Iceland
  • ชม Vesturhorn ภูเขารูปทรงแปลกตาตั้งยื่นออกไปในท้องทะเลสีตัดกับหาดทรายสีดำสนิทอยู่ริมทะเลดูลึกลับอย่างยิ่ง
  • เดินทางข้าม Pass Modradalsfjallgurdar อันมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาวตลอดเส้นทาง เราจะเห็นทัศนียภาพเป็นหุบเขาสีขาวสวยงามตระการตา พร้อมมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทางตะวันออกที่ชื่อเมือง Egilstadir
  • น้ำตก Dettifoss อันเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนต์เรื่อง Prometeus น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull
  • ชม สถานีพลังงาน Krafla เป็นสถานีพลังงานความร้อนใต้พิภพใหญ่ที่สุดของประเทศ ขนาด 60 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟ Krafla ในไอซ์แลนด์
  • Hverarondor Hverir อันเป็นทางออกของพลังงานความร้อนจากใต้พิภพ เกิดเป็นบ่อโคลนเดือดและควันกำมะถันพวยพุ่งออกมาจากหลุม เดินทางผ่านชมทะเลสาบสีเทอควอยต์ที่มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพ่นควันฉุยตั้งอยู่เคียงข้าง
  • ชม Hverfjall ซึ่งเป็นภูเขาไฟรูปทรงโคลนและมีขนาดความกว้างของปล่องประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเดินเท้าขึ้นไปที่ปากปล่องเพื่อ ชมวิวของ Lake Myvatn และความอลังการของปล่องภูเขาไฟได้ ซึ่งปากปล่องสูงถึง 463 เมตร
  • น้ำตก Godafoss ที่ได้รับฉายาว่า น้ำตกแห่งพระเจ้า “Waterfall of the Gods”
  • เมืองอาคูเรย์รี (Akureyri) เมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไอซ์เเลนด์ และยังเป็นศูนย์กลางการทำประมง โบสถ์อาคูเรย์รี (Akureyrakirkja) สัญลักษณ์ของเมือง สถาปนิกผู้ก่อสร้างโบสถ์นี้คือ Gudjon Samuelsson เป็นคนเดียวกับผู้ออกแบบ Hallgrimskirkja โบสถ์ลูเธอรันนี้ออกแบบเสร็จในปี 1940 ภายในโบสถ์ประกอบด้วยท่อออร์แกน 3200 อันที่นำมาจากประเทศเยอรมันในปี 1961 มีภาพของพระเยซูและเรือทำมือที่แขวนจากเพดาน ตามความเชื่อของชาวนอร์ดิกโบราณ
  • อิสระแก่ทุกท่านเพื่อช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าบนถนนคนเดินเกเรอโตรกาตา (Gerartogata)
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Akureyri

Day 7 : Whale Watching – Holmavik – Drangsnes

  • ล่องเรือ ชมปลาวาฬ จะมีโอกาสเห็นวาฬมิงค์
  • เดินทางสู่ Holmavik เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดใน Strandir เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเกี่ยวกับคาถาการไล่แม่มดและเวทมนตร์ มีพิพิธภัณฑ์ไสยศาสตร์ ประชากรส่วนใหญ่ใน Holmavik ทำอาชีพเลี้ยงแกะและทำประมง
  • Drangsnes เป็นหมู่บ้านชาวประมงอยู่ใกล้กับเมือง Holmavik ที่เป็นหมู่บ้านชาวประมงเช่นเดียวกัน ตำนานบอกไว้ว่ามียักษ์พยายามจะขุด Westfjords และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดใน Drangsnes อีกด้วย นอกจากนั้นที่นี่ยังเต็มไปด้วยนก Puffins รวมไปถึงการทำฟาร์มสุนัขจิ้งจอก
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Drangsnes

DAY 8 : Grímsey  Island – Puffin Paradise – Ísafjörður – Latrar Air Station

  • นำท่านสู่เกาะ Grímsey เป็นเกาะเล็กๆโรแมนติก อยู่ทางเหนือของประเทศไอซ์แลนด์ สามารถชมพระอาทิตย์เที่ยงคืน ได้ในช่วงฤดูร้อน และที่นี่ยังเต็มไปด้วยนกมายมายหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะนกพัพฟินส์ ที่จะบินมาวางไข่ในช่วงฤดูร้อน
  • นำท่านสู่ Isafjörður เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทร Westfjords มีผู้อยู่อาศัย 2600 คน การเติบโตของเมืองนี้เกิดจากการผลิตปลาเค็มและนับตั้งแต่นั้นมาอุตสาหกรรมการประมงก็มีความสำคัญสำหรับชุมชน
  • Latrar Air Station ก่อตั้งขึ้นเป็นสถานีเรดาร์องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในปี 1992 สถานีนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาชื่อ Bolafjall ในวันอากาศดีเราจะมองเห็นไปได้ถึงเกาะกรีนแลนด์
  • คืนนี้เราพักกันที่ Ísafjörður

Day 9 : Ísafjörður – Dynjandi – Látrabjarg – Ferry  Grundarfjordur

  • Dynjandi น้ำตกแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์  น้ำตก ดีนจันดิ (Dynjandi) ในประเทศไอซ์แลนด์ มีความสูงกว่า 100 เมตร หรือสูงเท่าตึก 20 ชั้น มีขนาดกว้างกว่า 60 เมตร แม้จะไม่ใช่น้ำตกใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็มีขนาดใหญ่มาก เมื่อนักท่องเที่ยวไปยืนอยู่ฐานน้ำตก ทำให้ดูเหมือนตัวเล็กลงไปทันที ภายในรายล้อมไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ป่านานาพรรณ สามารถเก็บภาพความสวยงามได้ตลอดทาง 
  • Látrabjarg เป็นหน้าผารังนกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นหน้าผาอันเป็นที่อยู่ของนกนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกพัพฟิน, นกแกนแนทเหนือ, gulliemots, razorbills เป็นผาที่มีความสูง 440 เมตรและยาวถึง 14 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความสวยงามของฝารังนก ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งไอซ์แลนด์
  • เดินทางกลับสู่ Snæfells peninsular โดยเรือ Ferry (3hrs)
  • ชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวก และน้ำตก Kirkjufellsfoss อันเป็นสถานที่สำคัญเลื่องชื่อ ที่หากมาเยือน iceland แล้ว ต้องห้ามพลาดถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้
  • พักที่ Grundarfjordur

DAY 10 : Reykjavik – Bluelagoon

  • มุ่งหน้าสู่ เมือง Keflavik แวะผ่อนคลายกันที่ บลูลากูน (BlueLagoon) หรือทะเลสาบสีฟ้า ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ สามารถลงไปแหวกว่าย นอนแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างสบายๆ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตัวน้ำพุร้อนอันบริสุทธิ์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย (กรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยครับ)
  • ออกเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเคฟลาวิก อำลาเมืองไอซ์แลนด์ เช็คอินสายการบิน Iceland Air เที่ยวบินที่ FI202 เวลา 18.55 เพื่อออกเดินทางสู่เมือง Copenhagen ถึงเวลา 23.55 น. 

      ***เวลาเที่ยวบินภายในอาจมีการเปลี่ยนแปลง ตามฤดูกาล***

  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Copenhegen

DAY 11 : Copenhegen – Bangkok

  • หลังอาหารเช้า พักผ่อนตามอัธยาศัย 12.00 น. นำเชคอินสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG951 ออกเดินทางเวลา 14.25 น. บินจาก โคเปนเฮเกน กลับสู่ กทม

DAY 12 : Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ
  •  

*** โปรแกรมอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ***

DAY 1: Bangkok

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถวH/J ประตู4 ทีมงานอำนวยความสะดวกเช็คอินสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG950 ออกเดินทางเวลา 00.20 น. บินสู่ ออสโลว ประเทศนอร์เวย์ ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 12.30 ชั่วโมง

DAY 2 : Oslo – Reykjavik

  • เดินทางถึงประเทศนอร์เวย์ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง
  • เตรียมตัวบอร์ดดิ้งสายการบิน Scanidavian Airlines เดินทางสู่ประเทศไอซ์แลนด์ ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง (SK4787 09.20-11.15)

      ***เวลาบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับฤดูกาล***

  • เดินทางถึงเมืองเรคยาวิกประเทศไอซ์แลนด์รับสัมภาระแล้วเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองประมาณ 40 นาที
  • ชม ฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja) โบสถ์ใจกลางเมืองที่มีความสูง 73 เมตร เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ โดยโบสถ์แห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของ ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน (1614 – 1674) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์ เพราะคำว่า “ฮัลล์กรีมสคิร์คยา” ตามศัพท์แปลว่า “โบสถ์ของฮัลล์กรีมูร์”
  • ชม Harpa อันเป็น Concert Hall และ Conference Center มีที่ตั้งอยู่ริมอ่าว โดยอาคารแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยกระจก 6 เหลี่ยม เมื่อยามสะท้อนแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเป็นประกาย หลากสีสันแตกต่างกันออกไปตามมุมมองที่เรายืนชมอยู่ นับเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่หาดูได้ยากในโลก
  • ถ่ายรูปกับ Sun Voyager (Solar) สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 ชนะเลิศจากการประกวดประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเรคยาวิกครบ 200 ปี Sun Voyeger แทนความหมายของเรือแห่งความฝันที่ออกเดินทางไปตามทิศทางแห่งดวงอาทิตย์ ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมืองเรคยาวิก

DAY 3 : Thingvellir National Park – Golden Circle

  • พาชม อุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก มีความสำคัญคือ เป็นรอยเชื่อมระหว่างทวีปยูเรเซีย และทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีฐานะเป็นสภาแห่งแรกของไอซ์แลนด์
  • ชม น้ำตกกูลฟอสส์ หรือ ไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์ ถือเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1 ใน 3 ที่ไอซ์แลนด์จัดให้อยู่ในเส้นทาง “วงกลมทองคำ” ที่ผู้มาเยือนต้องมาเที่ยวชม สำหรับ ชื่อน้ำตกแห่ง Gullfoss มาจากคำว่า Gull ที่แปลว่าทองคำและ Foss ที่แปลว่าน้ำตก เมื่อรวมกันหมายถึงน้ำตกทองคำ
  • ชม น้ำพุร้อนหรือเกย์เซอร์ ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นสูงกว่า 180 ฟุต ทุกๆ 7-10 นาที สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนดังกล่าวเนื่องมาจากน้ำในโพรงหินใต้ดิน ได้รับความร้อนจากพลังงานที่อยู่ใต้หินเปลือกโลก เมื่อถึงจุดเดือด จึงขับเคลื่อนน้ำในโพรงขึ้นมา ให้กลายเป็นน้ำพุร้อน
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss

DAY 4 : Seljalansfoss – Skoga – Dyrholaey – Vik – Klaustur

  • ชม น้ำตกเซลยาลันส์ฟอสส์ (Seljalansfoss) มีความสูง 60 เมตร และถือเป็นอีกหนึ่ง Highlihgt ของน้ำตกแห่งนี้ที่ผู้มาเยือนสามารถเดินเข้าไปด้านหลังได้
  • ชม น้ำตกสโกก้าฟอสส์ (Skogarfoss) อันมีมวลน้ำขนาดใหญ่ตกมาจากหน้าผาสูง 62 m ความสวยงามตระการตาของน้ำตกที่เห็นอยู่นั้น เกิดจากองค์ประกอบรอบๆ ของตัวน้ำตกและโตรกผาที่สอดประสานกัน
  • ชม แหลม Dyrholaey (เดิมเรียกว่าเคปพอร์ตแลนด์โดยชาวอังกฤษ) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของที่นี่คือ หาดลาวาสีดำสนิท ที่ทอดตัวยาวหลายสิบกิโลเมตร โดดเด่นที่บริเวณริมผาจะเห็นประติมากรรมอันถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ เป็นลักษณะแหลมหินที่มีรูขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล เมื่อมองกลับไปด้านหลังจะพบกับธารน้ำแข็ง Mýrdalsjökull glacier
  • Reynisfjara Beach หาดทรายสีดำที่ดังที่สุดในเส้นทางIceland ภาคใต้ มี landmark ที่สำคัญคือหน้าผาหิน บะซอลท์ที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนมาถ่ายรูป
  • เดินทางต่อสู่เส้นทางเลียบชายหาด แวะชม LavaField ซึ่งเป็นทุ่งหญ้ามอสที่ปกคลุมอยู่บนหินลาวา เมื่อถ่ายภาพออกมา จะกลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่สวยงาม
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Klaustur

Day 5 : Skaftafell –  Svartifoss –  SvinafellsJokull – Vatnajokull  Jokulsarlon 

  • ชม อุทยานแห่งชาติ Skaftafell อันมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเทือกเขา Alp มีลักษณะเป็นเขตธารน้ำแข็งที่ก่อต่อขึ้นมาหลายพันปีจากอิทธิพลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งที่ทำให้เกิด Glacier Floods
  • ชม ธารน้ำแข็ง SvinafellsJokull อันมีลักษณะเป็นกราเซียที่เกิดจากธารน้ำแข็ง Vatnajokul ผู้มาเยือนสามารถถ่ายภาพกับวิวกลาเซียและก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลสาบเบื้องล่างอันแสนพิเศษนี้
  • ธารน้ำแข็งเรียกว่า Vatnajokull มีขนาด 8,300 ตร.กม. เท่ากับธารน้ำแข็งทั้งหมดในทวีปยุโรปรวมกัน และขนาดความหนามากที่สุดประมาณ 1,000 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป
  • ชม โจกุลซาลอน (Jokulsarlon) ซึ่งถือเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1934-1935 ต่อมาจึงเกิดการละลายเรื่อยๆ จนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในทุกๆ ปี
  • ชม AMPHIBIAN BOAT TOUR ล่องเรือชมความงามของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตา ตื่นตากับธารน้ำแข็ง 1000 ปี หากโชคดีอาจจะเจอแมวน้ำรอต้อนรับ
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Glacier Lagoon

Day 6 : Vik – Selfoss

  • เข้าชม ถ้ำคริสตัล (Ice Cave) (ขึ้นกับสภาพอากาศ) เป็นถ้ำในทะเลสาบแช่แข็งที่เกิดจากธารน้ำแข็ง สวีนาเฟลล์โจกุล (Svinafellsjokull Glacier) ถ้ำแห่งนี้มีปากถ้ำที่เป็นปล่องน้ำแข็งสูงประมาณ 22 ฟุต ความความโดดเด่นของถ้ำแห่งนี้ก็คือ ผนังน้ำแข็งคือก้อนน้ำแข็งสีฟ้าอ่อนเหมือนกับก้อนคริสตัล ให้ความรู้สึกเหมือนเราท่องไปในดินแดนพิศวง จากนั้นเดินทางกลับสู่เมือง Selfoss
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Selfoss

 Day 7 : Selfoss- Kikjufell

  • หลังอาหารเดินทางสู่ เดินทางสู่ Snæfellsjökull เขตภูเขาไฟอายุ 700000 ปีที่มีกลาเซียปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ และภูเขาไฟแห่งนี้ ยังเป็นฉากในนวนิยายเรื่อง Journey to the Center of the Earth /  เช้าชม ถ้ำลาวา 1 หมื่นล้านปี อันเกิดจากลาวาที่ไหลลงมาสู่ชายฝั่งทะเล และแข็งตัวไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน
  • เข้าสู่เขตเมือง Grundafjordur เมืองเล็กๆริมทะเล อยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทร Snæfellsnes Peninsula ทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์ อาคารแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย มีฉากหลังเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
  • ชม Kirkjufell ภูเขาทรงหมวก และน้ำตก Kirkjufellsfoss อันเป็นสถานที่สำคัญเลื่องชื่อ ที่หากมาเยือน iceland แล้ว ต้องห้ามพลาดถ่ายรูปกับสถานที่แห่งนี้
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Grundafjord

DAY 8 : Grundafjord – BlueLagoon – Keflavik

  • มุ่งหน้าสู่ เมือง Keflavik แวะผ่อนคลายกันที่ บลูลากูน (BlueLagoon) หรือทะเลสาบสีฟ้า ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ สามารถลงไปแหวกว่าย นอนแช่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิความร้อนของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างสบายๆ ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตัวน้ำพุร้อนอันบริสุทธิ์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย (กรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำไปด้วยครับ)
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ เมือง Keflavik

DAY 9 : Keflavik – Oslo – Bangkok

  • ออกเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเคฟลาวิก เช็คอินสายการบิน Iceland Air เพื่อออกเดินทางสู่เมือง Oslo (07.50-11.35 น.)
  • จากนั้นต่อเครื่องกลับกรุงเทพโดย สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG955 ออกเดินทางเวลา 13.30 น.

DAY 10 : Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

*** โปรแกรมอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip

ทัวร์โดโลไมท์

ทัวร์โดโลไมท์ อิตาลี

ทัวร์โดโลไมท์ เราจัดแบบ combination เน้นเส้นทางตอนเหนือ จนมาถึงภาคกลางที่น่าสนใจ มีตัวอย่างโปรแกรม ลงไว้ให้เป็น Standard Trip หรือหากต้องการปรับเปลี่ยนโปรแกรมแบบใดสามารถแจ้งทีมงานได้เลย

จุดเด่น

โดโลไมท์

ชิงเคว่ เตเร่

ทัสคานี่

โปรแกรมเต็ม

Day : Bangkok – Milan 

  • นัดพบกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ  

Day : Milan – Bergarmo – Stelvio National park – Stelvio – Sulden 

  • ถึงเมืองมิลาน เดินทางสู่เมือง เบอร์กาโม (BERGAMO) เมืองในยุคกลางอีกครั้ง สถาปัตยกรรมที่ผสานระหว่างศิลปะยุคกลางและยุคเรเนสซองส์ไว้ด้วยกัน  
  •  ชมย่านเมืองเก่า Citta Alta” ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองนั้นล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองแบบเวนิส ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17  
  • ชมย่านจัตุรัสเก่า เปียสซ่า เว็คเคียร์ (Piazza Vecchia ,Old square) ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองเก่าที่แวดล้อมไปด้วยเหล่าอาคารที่แสดงออกถึงการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมของยุคกลางและเรเนสซองส์ 
  • นำท่านเข้าชม มหาวิหารซานต้า มาเรีย มายอเร” (Santa Maria Maggiore) อีกหนึ่งมหาวิหารที่มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรม  สิ่งที่โดดเด่นของมหาวิหารก็คงจะเป็นรูปปั้นสิงโตคู่ ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับซุ้มประตูโค้งด้านหน้ามหาวิหาร 
  • ชื่นชมความมหัศจรรย์ของอุทยานแห่งชาติ Stelvio National park ก่อตั้งขึ้นในปี 2478 อุทยานนี้จะติดกับอุทยานแห่งชาติสวิสด้วย และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดที่หายาก
  • ออกเดินทางสู่เมือง Stelvio โดยใช้เส้นทาง Stelvio Pass ลักษณะถนนจะคดโค้ง วกไปวนมาแวะถ่ายรูปบนจุดสูงสุดของ Pass ที่ความสูงประมาณ 2757 เมตร
  • จากนั้นนำท่านสู่ เมือง Sulden เป็นชุมชนเก่าแก่ขนาดกลางใจกลางเทือกเขาแอลป์ ล้อมรอบด้วยยอดเขาหิมะสูงชัน ทิวทัศน์ของเมืองก็งดงามน่าประทับใจ นับเป็นปลายแดนที่ชาวยุโรปนิยมขึ้นมาพักผ่อน 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Sulden 

Day : Sulden – Brixen – Val di Funnes – Santa Magdalena  Ortisei 

  • เดินทางไปเมืองบรีเซ่น (Brixen) เมืองที่เก่าแก่ที่สุดในแคว้น Tyrol มีเทือกเขา Dolomite เป็นฉากหลัง ความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่จึงอิงแอบกับธรรมชาติ  
  • ชมความมหัศจรรย์ของ Culture Landscape ซึ่งเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของธรรมชาติ โดยฉากหลังเป็นภูเขาอันยิ่งใหญ่ตระการตา เบื้องหน้าของเราเป็นหมู่บ้านสงบๆ Val di Funes พร้อมถ่ายรูป ณ จุดถ่ายรูปมุมพิเศษที่เราสรรหามาให้คุณ 
  • ไปยังจุดชมวิว Santa Magdalena อันเป็นเอกลักษณ์ ในยามอาทิตย์อัสดง แสงแดดทองละเลียดริมหน้าผา ฉากเบื้องหน้าเป็นโบสถ์และหมู่บ้านอันแสนสงบ 
  • เดินทางไปยังเมือง Ortisei 
  • นำท่านสู่  Val Gardena ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา โดยมีที่ตั้งอยู่ที่ความสูง 1236 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ท่านสามารถเดินเล่นชมเมืองได้เล็กน้อย  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Ortisei 

Day : Ortisei – Secade – Alp de Suisi 

  • นำท่านขึ้นกระเช้าสู่ Secada ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ท่านจะได้เห็นกลุ่มภูเขา Sella group และ  Sussolungo เที่ยวถ่ายรูปกันจนอิ่ม  
  • พาท่านไปขึ้นกระเช้าอีกฝั่ง ชมวิว Alpe di Siusi เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่สามารถเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของกลุ่มเขาใน Dolomite ได้  (option ไม่รวมค่ากระเช้าในทริป 
  • Urlaub Seis am Schlern หมู่บ้านเล็กๆแสนสวย ที่อยู่เชิงภูเขา Seiser Alm ในปัจจุบันที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสำรวจทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปและกิจกรรม Adventure ต่างๆ  มีเทรลเดินศึกษาธรรมชาติและรีสอร์ทสวยๆแบบลักชัวรี่ 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Ortisei 

Day : Ortisei – Sella pass – Pass gardena – Pass Falzarego – Cortina  

  • ขับรถผ่าน Sella pass มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไม่แพ้กัน เป็นหนึ่งในเส้นทางของภูเขาโดโลไมท์  
  • ผ่านเส้นทาง Passo Gardena (ปาสโซ่ การ์เดน่าหรือ Gardena Pass เป็นอีกหนึ่งเส้นทางคดเคี้ยวผ่านภูเขาในเส้นทางสาย Great Dolomite Road อีกหนึ่งสายที่งดงามอลังการ ด้วยทิวทัศน์ทุ่งหญ้าและภูเขาสูงใหญ่แห่งเทือกเขาโดโลไมท์   
  • เดินทางผ่าน Pass Falzarego ท่านจะได้เห็นวิวภูเขาใหญ่โตจนต้องแวะถ่ายรูปเลยทีเดียว 
  • จากนั้นจึงเดินทางกันต่อ มุ่งสู่เมือง Cortina d’ Ampezzo เป็นเมืองสกีรีสอร์ทที่อยู่ในตอนกลางของหุบเขาอัมเปซโซ ในทิวเขา Dolomites  อีกทั้งยังเป็นสถานที่ไว้ใช้จัดโอลิมปิกในฤดูหนาวอีกด้วย  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง  Cortina  

Day : Cotina – Tri Cime – Misurina – Braies – Cortina 

  • ชม Tri Cime di Lavaredo ยอดภูเขาหินปูนสามลูกที่เรียงติดกัน ว่ากันว่าเป็นยอดเขาที่ดังและสวยที่สุดของ Dolomites ฝั่งตะวันออก 
  • ทะเลสาบ Misurina ณ เมืองเบลลูโน่ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีความยาวถึง 2.6 กิโลเมตร ลึกกว่า เมตร แวดล้อมด้วยทัศนียภาพอันสวยงามและอากาศอันบริสุทธิ์
  • ชมความงามของ ทะเลสาบบรายเอียซ (Braies) เขตอุทยานแห่งชาติ FANES SENNES BRAIES ตามตำนานกล่าวว่าที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์ ที่คอยคุ้มครองดูแลเหมืองทองคำใต้พิภพอีกด้วย  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง  Cortina  

Day :  Cortina – Pass giau – Pordoi Karesee – Bolzano 

  • Giau Pass จุดชมวิวที่อยู่บน Mountain Pass สูงกว่า 2236 เมตร เห็นวิวรอบด้าน 360 องศา ภาพที่ถ่ายบ่อยมากเป็นมุมทางด้านทิศเหนือ เห็นทุ่งหญ้ากับภูเขารูปทรงสามเหลี่ยม
  • เราจะข้ามผ่าน Pordoi pass อยู่ระหว่าง กลุ่ม ella-Marmolada  ที่ยิ่งใหญ่ โดยมีระดับความสูงถึง 2239 เมตร 
  • ชม Lake of Karezza เป็นอีกหนึ่งจุดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและช่างภาพ เป็นภาพทะเลสาบและทิวต้นสนฉากหลังเป็นภูเขาหิมะอันสวยงาม
  • เดินทางต่อไปยังเมือง Bolzano เมืองชนบทที่เงียบสงบ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคไทโรลใต้  
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Bolzano 

Day : Bolzana – Duomo – Milan 

  • เดินเล่นชมเมือง วิวทิวเขาแปลกตารอบๆเมือง  ชมวิหาร Duomo โบสถ์ Chiesa dei Domenican และอนุสาวรีย์ที่จัตุรัสกลางเมือง Piazza delle Erbe แถบถนนคนเดิน Piazza Walther และย่านอาณาเขตโบลซาโน และสามารถช้อปปิ้งจุใจไปกับแฟชั่นต่างประเทศและสินค้าที่ระลึกท้องถิ่น 
  • เดินทางไปยังเมืองมิลาน ชมโบสถ์ Duomo แบบกอธิคที่ขึ้นชื่อว่ามีความสวยงามตระการตามากที่สุดในอิตาลี สร้างในปี ค..1386 มีรูปปั้นหินอ่อนจากทุกยุคทุกสมัย ด้านบนสุดมีรูปปั้นทองของ พระแม่มาดอนน่า 
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Milan 

Day : Milan Airport 

  • เดินทางไปยังสนามบิน เดินทางกลับกรุงเทพฯ  

Day 10 : Bangkok 

  • ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ 

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม*** 

Day 1 : Bangkok – Milan

  • พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางสู่เมืองมิลาน

Day 2 : Milan – Sirmione – Lake Garda – Bolzano – Canazei

  • ไปยังเมือง Sirmione เมืองอันเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 2000 ปี มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแหลมที่ยื่นออกไป ในทะเลสาบการ์ด้าซึ่งมีความยาวกว่า 55 กิโลเมตร เมืองนี้จึงถูกขนาบข้างด้วยทะเลสาบ ชมร่องรอยประวัติศาสตร์ ซากปรักหักพังของตึก และอาคารต่างๆ ตั้งแต่สมัยยุคโรมัน
  • เดินทางสู่เมือง Bolzano เป็นเมืองหลวงของภูมิภาค South Tyrol ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมัน รองลงมาเป็น ภาษาอิตาลี เราสามารถรับประทานไส้กรอกเยอรมันแสนอร่อยและจิบกาแฟอิตาเลียนได้ที่เมืองนี้ แวะชมวิหาร Chiesa dei Domenican ย่านใจกลางเมือง และอนุสาวรีย์ที่จัตุรัสกลางเมือง Pizza delle Erbe พร้อมเดินเล่นแถบถนนคนเดิน Pizza Walther
  • เดินทางสู่ เมือง Canazei จุดเริ่มต้นสำหรับ ไปยัง Sella, Marmolada และ Sassolungo กลุ่ม Pordoi เราจะข้ามผ่าน pordoi pass อยู่ระหว่าง กลุ่ม ella-Marmolada  ที่ยิ่งใหญ่ โดยมีระดับความสูงถึง 2239 เมตร
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Ortisei

Day 3 : Val Gardena – Val di Funes – Santa Magdalena – Lake Braies – Lake Misurina – Cortina d’ Ampezzo

  • เส้นทาง Passo Gardena (ปาสโซ่ การ์เดน่า) หรือ Gardena Pass เป็นอีกหนึ่งเส้นทางคดเคี้ยวผ่านภูเขาในเส้นทางสาย Great Dolomite Road อีกหนึ่งสายที่งดงามอลังการ ด้วยทิวทัศน์ทุ่งหญ้าและภูเขาสูงใหญ่แห่งเทือกเขาโดโลไมท์ ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงปลายฤดูร้อนเส้นทางเส้นนี้จัดได้ว่าเป็นเส้นทางยอดนิยมของนักปั่นจักรยาน นักขี่มอเตอร์ไซค์ Big Bike และนักเดินเขาเป็นอย่างมาก
  • ชมวิว Santa Magdalena อันเป็นเอกลักษณ์ของ Dolomite แสงแดดทองละเลียดริมหน้าผา ฉากเบื้องหน้าเป็นโบสถ์และหมู่บ้านอันแสนสงบ ปล่อยกายปล่อยใจไปกับช่วงเวลาแสนพิเศษนี้
  • ชมความมหัศจรรย์ของ Culture Landscape ซึ่งเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของธรรมชาติ โดยฉากหลังเป็นภูเขาอันยิ่งใหญ่ตระการตา เบื้องหน้าของเราเป็นหมู่บ้านสงบๆ Val di Funes พร้อมถ่ายรูป ณ จุดถ่ายรูปมุมพิเศษที่เราสรรหามาให้คุณ
  • ชมความงามของ ทะเลสาบบรายเอียซ (Braies) เขตอุทยานแห่งชาติ FANES SENNES BRAIES ตามตำนานกล่าวว่าที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์ ที่คอยคุ้มครองดูแลเหมืองทองคำใต้พิภพอีกด้วย
  • เยี่ยมชม ทะเลสาบ Misurina ณ เมืองเบลลูโน่ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีความยาวถึง 6 กิโลเมตร ลึกกว่า 5 เมตร แวดล้อมด้วยทัศนียภาพอันสวยงามและอากาศอันบริสุทธิ์ให้ทุกท่านได้สัมผัส สูดลมหายใจลึกๆ พร้อมชมความงามของทะเลสาบอันกว้างใหญ่ไพศาล กระแสน้ำที่ใสสะอาด เป็นเงาสะท้อนเห็นวิวภูเขาลดหลั่นไปมาอย่างน่าอัศจรรย์  มีฉากหน้าเป็นโรงแรมสีเหลืองตัดกับท้องฟ้าสีครามสวยงามจับใจ
  • มุ่งสู่เมือง Cortina d’ Ampezzo เป็นเมืองสกีรีสอร์ทที่อยู่ในตอนกลางของหุบเขาอัมเปซโซ ในทิวเขา Dolomites อีกทั้งยังเป็นสถานที่ไว้ใช้จัดโอลิมปิกในฤดูหนาวอีกด้วย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง ortisie

Day 4 : Great Dolomite Road – Passo Pordoi – Passo Falzarego – Verona

  • นำชมเส้นทาง Great Dolomite Road บนเส้นทางสายมหัศจรรย์แห่งนี้ คุณจะทึ่งในความยิ่งใหญ่ตระการตาของขุนเขาอีกครั้ง ค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้
  • ชมสองจุดสำคัญคือ Passo Pordoi และ Passo Falzarego แวะถ่ายรูปกับถนนงูเลื้อย ซึ่งเป็น 1 ใน 7 pass ของการแข่งขัน จักรยานในอิตาลีอันยิ่งใหญ่เที่ยบเท่า Tour de France
  • เมือง Verona เมืองแห่งตำนานรักของโรมิโอจูเรียต ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเวนิส แต่มีความโรแมนติคที่ไม่แพ้กันเลย ทั้งทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม โรงละคร งานจัดแสดงต่างๆ และที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีเลยนั่นคือ เรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มสาว โรมีโอจูเลียต ที่ถูกนำมาเรียงร้อยเรื่องราว
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Verona

Day 5 : Tuscany – San Gimignano

  • เยี่ยมชม San Gimignano เมืองเล็กๆ ที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดในแคว้นทัสคานี ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองโบราณ เป็นเมืองแห่งสุดยอดสถาปัตยกรรมยุคกลาง เป็นเมืองเดียวในอิตาลีที่สามารถอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างและสถาปัตยกรรมยุคกลางไว้ได้อย่างครบถ้วน จนได้รับการประกาศเป็นเมืองมรดกโลกโดย UNESCO
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Montalcino

Day 6 : Sant’ Antimo – Siena – Duomo – Pienza-San Quirico d’Orcia – Bagno Vignoni – Montalcino

  • โบสถ์ซานต์ อานติโม (Sant’ Antimo) ได้เวลาพาทุกท่านเข้าสู่ เมืองเซียน่า (SIENA) แคว้นทัสคานี ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในสมัยช่วงยุคกลางของประเทศอิตาลี เซียน่า ซึ่งเป็นเมืองคู่แข่งสำคัญของฟลอเรนซ์ในอดีต แต่ตอนหลังถูกยึดรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟลอเรนซ์ เป็นเมือง UNESCO อีกเมืองหนึ่งของแคว้นทัสคานี่
  • ชมวิหารดูโอโม ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ในสถาปัตยกรรมแบบโกธิกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ มีความงดงามทั้งภายนอกโบสถ์และภายในโบสถ์ที่ออกแบบได้อย่างวิจิตร เพราะถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนภายใต้ศิลปะแบบเซียน่า
  • ชม จัตุรัสกลางเมือง ที่มีศาลาว่าการกลางสไตล์โกธิคตั้งตระหง่านอยู่จนเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้
  • เมือง Pienza และ San Quirico d’Orcia เนินหญ้าที่สวยงามตลอดข้างทาง ถือได้ว่าเป็นทิวทัศน์ในแบบฉบับแคว้นทัสคานีแท้ๆ
  • แวะชมเมือง Bagno Vignoni เมืองแห่งน้ำพุร้อนและสปาโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง ที่นี่เป็นจุดแวะพักสำหรับผู้แสวงบุญก่อนที่จะเดินทางไปยังกรุงโรม
  • Montalcino เมืองน่ารักๆ ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องไวน์
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Montalcino

Day 7 :  Pisa – Cinque Terre

  • ชม หอเอนปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก “หอเอนเมืองปิซ่า” หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 8 ชั้น อดีตเป็นที่ตั้งของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
  • เดินทางสู่เมือง La spezia จากนั้นพาท่านนั่งรถไฟท้องถิ่น เลียบชายฝั่งของหมู่บ้าน Cinque Terre ที่มีความหมายว่า 5 แผ่นดิน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานย้อนกลับไปถึงศรตวรรษที่ 11 โดยมี VERNAZZA และ MANAROLA เป็นสองหมู่บ้านแรกก่อนหมู่บ้านอื่นๆจะเติบโตตามมา หมู่บ้านเหล่านี้ได้เสื่อมโทรมลงในศตวรรษที่ 16 เมื่อมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อจาก La spezia ผ่านหมู่บ้านเหล่านี้ คนในหมู่บ้านนี้จึงได้อพยพย้ายถิ่นฐานออกไปจากที่นี่ จนกระทั้งการท่องเที่ยวกลับมาสร้างความคึกคักอีกครั้งในช่วงปี 1970 เมืองมรดกโลกแห่งนี้ประกอบด้วยหมู่บ้านทั้งหมด 5 แห่ง Monterosso al Mare , Vernazza , Corniglia , Manarola และ Riomaggiore
  • MANAROLA เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองใน Cinque Terre เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1338 ภาษาถิ่นคือ Manaroles ซึ่งแตกต่างจากภาษาถิ่นในพื้นที่ใกล้เคียง ชื่อ “Manarola” มีรากจากภาษาลาติน แปลว่า “ล้อใหญ่” ซึ่งหมายถึงล้อกังหันในเมืองอุตสาหกรรมหลักของมานาโรลาเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมคือการประมงและทำไวน์ ไวน์ท้องถิ่นในชื่อ Sciacchetrà มีชื่อเสียงเป็นพิเศษ
  • VERNAZZA มีการกล่าวถึงย้อนไปถึงปี 1080 อ้างถึงฐานทัพเรือของชาวท้องถิ่นที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการป้องกันโจรสลัด ปัจจุบันที่นี่กลายเป้นแหล่งท่่องเที่ยวสำคัญรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียง
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง La spezia

Day 8 : Portofino – Divo Martino – Serravalle Outlet

  • เดินทางสู่ เมืองปอร์โตฟิโน่ (PORTOFINO) หมู่บ้านประมงเล็กๆ ในอิตาลีที่น่าเที่ยวชมอีกแห่งหนึ่ง โดยหมู่บ้านแห่งนี้ ยังถือเป็นรีสอร์ทเมืองสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวในเมืองเจนัวอีกด้วย
  • อ่าวเรือยอร์ช (YATCH) ที่จอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ความสวยงามของที่นี่นั้นถึงกับทำให้บริษัทในเครือวอลท์ดิสนีย์ (WALT DISNEY) ต้องขอจำลองไปไว้ที่สวนสนุกดิสนีย์ซี (DISNEYSEA) ในประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว เยี่ยมชม โบสถ์เซนต์มาร์ติน (DIVO MARTINO) สร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11
  • Serravalle Outlet แวะช้อปปิ้งสินค้าแบรนเนมราคาถูก จากนั้นเดินทางเข้าสู่ Milan เมืองสำคัญของประเทศอิตาลี มีชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ โดยถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชั่นในระดับเดียวกับ นิวยอร์ค ปารีส ลอนดอน และ โรม
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Milan

Day 9 : Duomo – Milan Airport

  • ชมดูโอโม จากนั้นมุ่งหน้าสู่สนามบิน เป็นมหาวิหารประจำเมืองสร้างในสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เป็นมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอับดับสองรองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงวาติกัน
  • เตรียมตัวเดินทางไปยังสนามบิน เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG941 เวลา 05 น.

Day 10 : Bangkok

  • เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไม่รวม

แกลลอรี่ ทัวร์โดโลไมท์

แกลลอรี่ ทัวร์โดโลไมท์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Northernlight Road Trip

ทัวร์โลโฟเทน นอร์เวย์

ทัวร์โลโฟเทน

หมู่เกาะอันเป็นเอกลักษณ์ บ้านเรือนสีแดงเจ็บตา เราพาไปถึงไหนถึงกัน แวะถ่ายรูปตามสะดวกสามารถเลือกเดินทางไปกับทริปที่เราออกแบบไว้ทั้ง 3 แบบ ตามใจชอบ หรือถ้าให้จัดส่วนตัว จะให้เราปรับเปลี่ยนอะไรแบบไหน ทักมาได้เลย

จุดเด่นทริป

โลโฟเท่น เซนจา ทรอมโซ

โลโฟเทน เซนจา ทรอมโซ แลปแลนด์ มูรมันสค์

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok

  • พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ

Day 2 : Oslo – Leknes – Haukland Beach – Uttakleiv Beach  Hamnoy

  • ถึง Oslo จากนั้นนำท่านต่อเครื่อง ไปยังเมือง Leknes โดยสายการบินในประเทศ
  • ชมหาด Haukland Beach เป็นอีกหาดยอดนิยม เป็นทั้งจุดถ่ายแสงเหนือ จุดถ่าย Seascape และเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินเขา
  • ชมหาด Uttakleiv Beach ซึ่งเป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดใน Lofoten เป็นหาดที่มีโขดหินน้อยใหญ่เรียงรายเป็นรูปร่างต่างๆ
  • ชม Hamnoy ซึ่งมีอาชีพหลักๆ คือ การเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาคอดในฟาร์ม เดิมจะเชื่อมกับหมู่บ้าน Reine โดยเรือข้ามฟาก แต่ปัจจุบันมีสะพานเป็นทางเชื่อม บนเส้นทาง E10
  • เข้าที่พัก หมู่บ้าน Hamnoy

Day 3 : Reine – Sakrisøy – Å village – Fishing village

  • หมู่บ้าน Reine หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศนอร์เวย์
  • ชม Sakrisøy หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีบ้านสีสันแตกต่างจากหมู่บ้านอื่น
  • ชมเมือง Å เมืองที่อยู่ปลายสุดของถนนสาย E10 ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงนอร์เวย์
  • เข้าชม Norwegian Fisherman Village สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะลอฟโฟเทน ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 250 ปี
  • พักกันที่บ้านชาวประมงริมน้ำในหมู่บ้าน Reine

Day 4 : Fredvang – Eggum – Nusfjord

  • เดินทางสู่หมู่บ้าน Fredvang ชมสะพาน Fredvang ที่มีลักษณะเฉพาะตัวของนอร์เวย์ และชมหาด Sandbotnen
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ EGGUM ป้อมปราการขนาดใหญ่และซากปรักหักพังตั้งแต่สมัยสงครามโลก
  • หมู่บ้านนุสฟยอร์ด (Nusfjord) เป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ที่มีชื่อเดียวกับฟยอร์ดอันงดงาม
  • คีนนี้เราจะพักกันที่เมือง Svolvaer

Day 5 : Svolvaer – Henningsvaer – Kabelvag – Narvik

  • ชม Henningsvaer เป็นเมืองท่าและหมู่บ้านชาวประมงที่ปัจจุบันชาวบ้านยังคงประมงกันอย่างคึกคัก
  • ชมเมือง Kabelvag ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่อีกที่หนึ่ง พาท่านเดินเล่นรอบเมือง
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Narvik

Day 6 : Narvik – Senja – Gryllefjord Fishing Village

  • เดินทางสู่ Senja (ประมาณ 3 ชม) ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศนอร์เวย์
  • ชมจุดชมวิวเมดฟยอร์ดโบทน์ (Medfjordbotn) ของเส้นทางธรรมชาติอันรายล้อมไปด้วยขุนเขากับฟยอร์ด
  • จากนั้นนำเดินทางต่อไป ตุงเกอเนสเซท (Tungeneset) อีกหนึ่งจุดชมวิวที่เป็นทางเดินเรียบชายทะเลพร้อมวิว ของเทือกเขาโอคชอร์นัน (Okshornan)
  • เดินทางสู่ เบิร์กโบทน์ (Bergsbotn) จุดชมวิวที่เป็นสะพานไม้ยาว 44 เมตร รายล้อมด้วยขุนเขาและสามารถชมวิวของเบิร์กฟยอร์ด (Bergsfjord) ที่อยู่เบื้องล่างแบบพาโนรามา
  • แวะชม หมู่บ้านชาวประมงกริลล์ฟยอร์ด (Gryllefjord Fishing Village) ซึ่งมีประชากรอยู่ราวๆ 400 คน
  • เดินทางต่อสู่ อ่าวแฮมน์ไอเซนญา (Hamn I Senja) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะเซนญาความงามของธรรมชาติและแสงเหนือ
  • คืนนี้พักที่ Senja*หากอากาศเปิดพาออกล่าแสงเหนือ

Day 7 : Senja – Arctic Cathedral – Storsteinen mountain

  • ไปยัง เมืองทรอมโซ (TROMSO) เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของนอร์เวย์ อีกทั้งยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุด ในเขตอาร์คติกเซอร์เคิลอีกด้วย
  • ชมมหาวิหารทรอมโซ (Tromso Cathedral) มหาวิหารไม้ที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเก่าแก่ที่สุด
  • นั่งเคเบิ้ลคาร์สู่ ยอดเขาสโตรสไตเนิน เป็นยอดเขาสูง
  • ชม มหาวิหารอาร์คติก (ARCTIC CATHEDRAL) มหาวิหารที่สร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สร้างขึ้นในปี 1965 มีภาพประดับกระจกใหญ่ที่สุดในยุโรป
  • จากนั้นอิสระให้ท่านเดินเล่นชมเมือง ทรอมโซตามอัธยาศัย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Tromso

Day 8 : Sami village – Reindeer Farm

  • ไปยัง หมู่บ้านชาวซามิ (SAMI VILLAGE) ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณ เมืองทรอม
  • เดินทางสู่ ฟาร์มกวางเรนเดียร์ (REINDEER FARM) ยานพาหนะของซานตาครอส โดยท่านสามารถสัมผัส ให้อาหาร และถ่ายรูปกับกวางเรนเดียร์ได้อย่างใกล้ชิด
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง Tromso

Day 9 : Day 9 Tromso – Oslo

  • นำท่านเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางกลับออสโล โดยสายการบิน ในประเทศ
  • เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

Day 10 : Day 10 Arrive Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

Day1 : Bangkok

  • นัดพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  • ออกเดินทางไปยังเมืองมูร์มันสค์ ประเทศรัสเซีย
  • ถึงสนามบินมูร์มันสค์
  • จากนั้นนำท่านเข้าพักที่โรงแรม

Day 2 : Murmansk – Teriberka

  • นำท่านเดินทางเข้าสู่เมือง เทอริเบอก้า (Teriberka) ตั้งอยู่ในแคว้นมูร์มันสค์ แถบชายผั่งทะเลบาร์เร้นทส์ (Barents Sea)
  • เที่ยวชมบริเวณ อ่าวเทอริเบอก้า ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ
  • พาท่านเที่ยวชม เมืองเทอริเบอก้า จนได้เวลาอันสมควร จึงนำท่านเดินทางกลับสู่เมืองมูร์มันสค์
  • นำท่านล่าแสงออโรร่า โดยปรากฏการณ์ แสงออโรร่านั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในขณะนั้นด้วย

*** หากเส้นทางไปเทอริเบอก้า ไม่สามารถเดินทางได้ เช่นหิมะตกหนัก ถนนปิด เราจะเปลี่ยนเส้นทางไปที่  Safari Snow Village แทน ***

  • คืนนี้เราจะพักกันที่ AZIMUT Hotel Murmansk หรือเทียบเท่า

Day 3  : Murmansk – Sami Village – Alyosha Memorial

  • เดินทางไปยัง หมู่บ้านซามี่ (Saami Village) ประมาณ 2 ชมหมู่บ้านเล็กๆของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอาชีพล่าสัตว์ โดยลักษณะของหมู่บ้านได้สร้างคล้ายกับพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตชนเผ่า
  • Majestic Idols ประติมากรรมอันเป็นตัวแทนของธรรมชาติ ได้แก่ ไฟ โลก น้ำ อากาศ โดยมีความเชื่อว่าหากมาอธิษฐานขอพรกับประติมากรรมชิ้นนี้ จะทำให้เกิดความโชคดีแก่ตนเอง
  • ฟาร์มกวางเรนเดียร์ ภายในหมู่บ้านจะเห็นชนเผ่าเลี้ยงกวางเรนเดียร์ไว้สำหรับลากเลื่อน และมีสัตว์อื่นๆอีกมากเช่น สุนัขจิ้งจอก กระต่ายป่า
  • ชมอนุสาวรีย์อโลชา (Alyosha Memorial) ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเหล่าทหารกองทัพของโซเวียต
  • นำท่านล่าแสงออโรร่า โดยปรากฏการณ์ แสงออโรร่านั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในขณะนั้นด้ว
  • คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง AZIMUT Hotel Murmansk หรือเทียบเท่า

Day 4: Murmansk — Ivalo – Saarieselka

  • เดินทางสู่ เมือง ซาลิเซก้า (Saariselka) ประมาณ 5 ชม. เมืองท่องเที่ยวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของฟินแลนด์มีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะหมู่บ้านอิกลูแคคสลอตทาเนน (IGLOO VILLAGE KAKSLAUTTANEN)
  • พักผ่อนนอนรอคอยแสงเหนือในบ้านเรือนกระจกที่สร้างด้วยเทคโนโลยีพิเศษ ทำให้รักษาอุณหภูมิภายในห้องไว้ได้ และไม่ถูกน้ำแข็งเกาะแม้ว่าอุณหภูมิภายนอกจะติดลบก็ตาม
  • พักผ่อนเอาแรง รอคอยสัญญาณปลุกเพื่อชมแสงเหนือภายในห้องของท่าน ที่ KAKSLAUTTANEN RESORT

***หากต้องการออกล่าแสงเหนือ โดยการนั่ง Snow Mobileสามารถซื้อกิจกรรมเพิ่มได้***

Day 5  : Rovaniemi – Santa Claus Village

  • เดินทางสู่ Rovaniemi ประมาณ 3 ชม. เมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจหลักของฟินแลนด์ตอนเหนือ (แลปแลนด์)
  • เยี่ยมชม หมู่บ้าซานตาคลอส SANTA CLAUS VILLAGE ตั้งอยู่บนเส้นอาร์คติกเซอร์เคิล ภายในหมู่บ้านมีที่ทำการไปรษณีย์ สำหรับท่านที่ต้องการส่งของขวัญไปยังคนที่ท่านรัก
  • อิสระให้ท่านเดินเล่นเที่ยวชมในหมู่บ้าซานตาคลอส
  • เดินทางเข้าสู่ที่พักที่ Lapland Hotels Ounasvaara Chalets หรือเทียบเท่า

Day 6 : Rovaniemi  – Kiruna

  • ข้ามพรมแดนฟินแลนด์ผ่านสู่สวีเดน ประมาณ 5 ชม.
  • เดินทางสู่ Kiruna เมืองที่อยู่เหนือที่สุดในประเทศสวีเดนที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 18,000 คน ในอดีตเป็นเมืองที่ผลิตแร่เหล็กที่มีชื่อเสียงของประเทศ
  • แวะชม Icehotel Jukkasjarvi โรงแรมน้ำแข็งแห่งแรกของโลกและใหญ่ที่สุดของโลกด้วยเช่นกัน
  • ชม โบสถ์ Kiruna Church โบสถ์เมืองคิรูน่า ซึ่งเป็นโบสถ์ไม้สักทั้งหลัง และสมบูรณ์ที่สุดในสวีเดนตอนเหนือ
  • พาท่านไปดูแสงเหนือแบบพิเศษไม่เหมือนใครที่ Aurora Sky Station โดยการนั่ง Chair Lift ขึ้นไปด้านบน ให้มืดที่สุด เพื่อจะได้เห็นแสงเหนือได้ชัดเจนที่สุด (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)

***กระเช้าเปิดให้บริการในช่วงที่มีหิมะหนาเพียงพอสำหรับเล่นสกีเท่านั้น***

  • พักที่ Abisko Mountain Lodge หรือเทียบเท่า

Day 7  : Kiruna – Svolvær – Henningsvaer

  • เดินทางไปยังเมือง Svolvaer เมืองหลวงแห่ง Lofoten และเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนานถึงการตั้งถิ่นฐานในเขต Nordland
  • เดินทางต่อสู่เมือง Henningsvaer ซึ่งจุดเด่นของเมืองนี้คือบ้านชาวประมงสีแดง (RORBUER) ตั้งอยู่ริมทะเลมีอ่าวจอดเรือประมงเรียงรายอยู่มากมายเป็นภาพที่สวยงาม
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Scandic Svolvær หรือเทียบเท่า

Day 8 : Henningsvaer – Fredvang village – Kvalvika Beach – Hamnoy – Sakrisøy – Reine

  • หมู่บ้าน Fredvang ประมาณ 2 ชม. ชมสะพาน Fredvang ที่มีลักษณะเฉพาะตัวของนอร์เวย์ และชมหาด Sandbotnen
  • ชมหาด Kvalvika Beach เป็นหาด 1 ใน 3 หาดที่ดีที่สุดของ Lofoten เป็นชายหาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เดินเข้าถึงได้ไม่ยากนัก
  • ชม Hamnoy ซึ่งมีอาชีพหลักๆ คือ การเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาคอดในฟาร์ม เดิมจะเชื่อมกับหมู่บ้าน Reine โดยเรือข้ามฟาก แต่ปัจจุบันมีสะพานเป็นทางเชื่อม บนเส้นทาง E10 ที่นี่เป้นจุก hightlight ที่เมื่อพูดถึง Lofoten เราจะต้องมาที่ตรงนี้
  • ชม Sakrisøy หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีบ้านสีสันแตกต่างจากหมู่บ้านอื่น ตั้งอยู่ที่เชิงเขา Olstind ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สำคัญแห่งหนึ่งของ Lofoten
  • หมู่บ้าน Reine หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศนอร์เวย์ ท่านจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของหมู่บ้านชาวประมง
  • พักที่ Lofoten

Day 9 : Å village – Fishing village Museum -Nusfjord

  • ชมเมือง Å เมืองที่อยู่ปลายสุดของถนนสาย E10 ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงนอร์เวย์
  • เข้าชม Norwegian Fisherman Village สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะลอฟโฟเทน ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 250 ปี
  • เดินทางสู่หมู่บ้านนุสฟยอร์ด (Nusfjord) เป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ที่มีชื่อเดียวกับฟยอร์ดอันงดงาม เพียงแค่ได้เดินเที่ยวชมหมู่บ้านแห่งนี้ก็คุ้มค่ากับการเดินทางมาเยือนแล้ว
  • พักที่ Lofoten

Day 10 : Haukland Beach – Uttakleiv Beach – Narvik

  • ชมหาด Haukland Beach ประมาณ 1 ชม. เป็นอีกหาดยอดนิยม เป็นทั้งจุดถ่ายแสงเหนือ จุดถ่าย Seascape และเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินเขา
  • ชมหาด Uttakleiv Beach ซึ่งเป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดใน Lofoten เป็นหาดที่มีโขดหินน้อยใหญ่เรียงรายเป็นรูปร่างต่างๆ
  • เดินทางไปชมเมือง Kabelvag ประมาณ 30 ชม ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่อีกที่หนึ่ง พาท่านเดินเล่นรอบเมือง
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Quality Hotel Grand Royal หรือเทียบเท่า

Day 11 : Narvik – Tromso – Tromso Cathedral

  • นำท่านเดินทางไปยัง เมืองทรอมโซ (TROMSO) ประมาณ 4 ชม เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของนอร์เวย์
  • ชมมหาวิหารทรอมโซ (Tromso Cathedral)มหาวิหารไม้ที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเก่าแก่ที่สุด
  • จากนั้นนำท่าน นั่งเคเบิ้ลคาร์สู่ ยอดเขาสโตรสไตเนิน (STORSTEINEN MOUNTAIN) เป็นยอดเขาสูงที่มีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองทรอมโซ
  • ชม มหาวิหารอาร์คติก (ARCTIC CATHEDRAL) มหาวิหารที่สร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สร้างขึ้นในปี 1965 มีภาพประดับกระจกใหญ่ที่สุดในยุโรป
  • จากนั้นอิสระให้ท่านเดินเล่นชมเมือง ทรอมโซตามอัธยาศัย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Quality Hotel Saga หรือเทียบเท่า

Day 12 : Fjord Cruise & Whale Safari  –  Storsteinen Mountain

  • Fjord Cruise & Whale Safari ล่องเรือในอ่าว Tromso ที่อยู่ในเขต Arctic polar ชมภูเขาสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีเข้ม หากโชคดี จะพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปลาวาฬที่พบบ่อยที่สุดคือวาฬเพชรฆาต วาฬหลังค่อม และเหล่าปลาโลมาบ้างเป็นบางคราว
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Quality Hotel Saga หรือเทียบเท่า

Day 13 : Tromso – Oslo

  • เดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางกลับออสโล โดยสายการบินภายในประเทศ
  • เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

Day 14 : Arrive Bangkok

  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือสลับได้ตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

ไปไหนมาดอทคอม • 089-4789334 • 02-045-3445 • Line : @painaima.com • painaima@gmail.com • ติดต่อเรา

ไปไหนมาดอทคอม • ติดต่อเรา

Categories
Road Trip

ทัวร์แคนาดา

ทัวร์แคนาดา

Exclusive Trip บนเส้นทางเทือกเขา Rocky

จุดเด่นทริป

Canada on the rock 11 วัน

Extra TripCanada Grand 16 วัน

โปรแกรมเต็ม

Day 1 : Bangkok – Vancouver

  • พบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เช็คอินสายการบิน EVA Air เที่ยวบิน BR68 25-21.15 แวะไทเปเปลี่ยนเครื่องเป็น BR10 (23.55-19.25)
  • คืนนี้เราพักกันที่ Vancouver

Day 2 : Victoria – Capilano – Granville Island – Gastown Stream Clock 

  • หลังอาหารเช้า พาชมเมือง Vancouver เป็นเมืองท่าชายฝั่งที่มีชื่อเสียงทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ และในภูมิภาคแปซิฟิก
  • ชม สะพาน capilano bridge แรกเริ่มเดิมทีสะพานนี้ทำจากแผ่นกระดานไม้สนและเชือกปอ สร้างขึ้นในปี 1889 โดยวิศวกรสก็อตแลนด์ เพื่อทำทางเดินเชื่อมไปยังป่าด้านใน สะพานนี้อยู่ท่ามกลางยอดต้นไม้ที่อยู่รอบตัว ทดสอบความกล้าบนสะพานแขวนที่สูงและยาวแห่งนี้
  • Stanley Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง สวนสาธารณะแห่งนี้อยู่ติดทะเลที่ English Bay อันเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญของแคนาดา Stanley Park นับเป็นโอเอซิสสีเขียวที่สวยงามท่ามกลางภูมิทัศน์เมืองที่มีความหนาแน่น
  • Granville Island เกาะกลางแม่น้ำ Granville Island ที่มี Art Galleries ชาวคณะแปลงร่างเป็นศิลปินเดินดูงานศิลปะและของที่ระลึก เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะเป็นอย่างยิ่ง และมีตลาดสดรวมถึงร้านอาหารที่หลากหลายให้เลือกชิม
  • เมืองเก่า Gastown เมืองที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม และมี ถนนหินที่ชื่อว่า obbled-Stone Streets
  • Stream Clock ท่านจะได้พบนาฬิกาไอน้ำของแท้ดั้งเดิมที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เรือนบนโลก
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Vancouver

Day 3 : Vancouver – Calgary – Emeral lake – lake louis  

  • เดินทางสู่สนามบินเช็คอินสายการบิน Air Canada* เดินทางสู่เมืองแคลกาลี เที่ยวบินที่ AC210 (11.30-13.55) *เที่ยวบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
  • ถึงเมืองแคลการีออกเดินทางไปยังเส้นทางไฮเวย์หมายเลข 1 มุ่งหน้าผ่านเลคหลุยส์ ชม Emerald Lake อันมีน้ำสีเขียวมรกตเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบ โอบล้อมโดยเทือกเขา President Range, Mount Burgess, Wapta Mountain น้ำในทะเลสาบเกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาด้านบน ผสมกับแร่ธาติไลมสโตนจึงทำให้น้ำมีสีแปลกตา สวยงาม ชวนมอง
  • ชม Lake Louise ทะเลสาบที่โด่งดังแห่งเทือกเขา Rocky ด้วยน้ำที่เขียวใสราวกับมรกต สะท้อนยอดเขา รายล้อมด้วยทิวสนยอดสูง และเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี Landmark ที่สำคัญของโลก ตามประวัติกล่าวว่าเมื่อปี 882 นักสำรวจทางรถไฟชาวผิวขาวชื่อว่า Tom Willson ได้ค้นพบทะเลสาบแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า ทะเลสาบมรกต ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นทะเลสาบหลุยส์ (Lake Louise) ตามพระนามพระราชธิดา ในสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Lake Louise

Day 4 : Morien lake – Ice field park way – Jasper

  • ชม Moraine Lake ตั้งอยู่ใน Valley of ten peak หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในแคนาดา ทะเลสาบแห่งนี้มักปรากฎภาพในของที่ระลึกต่างๆ เช่น โปสการ์ด ปฏิทิน และโฆษณาต่างๆ
  • Columbia Icefields ทุ่งน้ำแข็งที่ใหญ่สุดในเทือกเขาร็อกกี้สถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยธารน้ำแข็งถึง 6 แห่งเดินทางสู่ลานน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยรถล้อโตของอุทยาน
  • ชม Glacier Skywalk ทางเดินยื่นไปในหน้าผามองเห็นวิวกลาเซียและขุนเขาอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาร็อกกี้อยู่เบื้องหน้า ท้าทายความกล้าในการเดินบนทางเดินพื้นกระจก
  • Sunwapta Falls อยู่ในอุทยานแห่งชาติ Banff จะมีน้ำตกชั้นบนและล่าง ไหลมาจากธารน้ำแข็ง Athabasca เราสามารถชมน้ำตกด้านบนได้จากจุดชมวิวที่มีความสูงถึง 18 เมตร
  • อุทยานแห่งชาติ Jasper มลรัฐอัลเบอร์ตา อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในเขตเทือกเขาร็อกกี้แคนาดา เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศแคนาดา
  • เย็นย่ำค่ำลง เดินเล่นในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ช๊อปปิ้งของฝากเล็กๆน้อยๆตามอัธยาศัย สูดอากาศดีๆ สบายๆ ให้เต็มปอด
  • ค่ำคืนนี้พักกันที่เมือง Jasper

Day 5 : Jasper – around jasper – Pyramid Lake – Jasper tramway  Athabasca Falls tramway – Jasper

  • ชม Pyramid Lake ทะเลสาบที่น้ำใสและนิ่งเรียบราวกระจก จนสามารถเห็นเงาของภูเขาที่สะท้อนมาได้ชัดเจน
  • ชม Maligne Lake เป็นทะเลสาบที่มีคนไปถ่ายรูปมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำในทะเลสาบสีเขียวเงียบสงบนิ่งสะท้อนฉากหลังที่เป็นภูเขาสูงชันรอบทิศทาง รวมถึงเกาะ spirit Island อันเป็น signature ของทะเลสาบแห่งนี้
  • Medicine Lake ทะเลสาบอัศจรรย์ที่จะมีน้ำแต่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่เมื่อย่างเข้าเดือนตุลาคม ทะเลสาบแห่งนี้จะอันตรธานหายไปอย่างลึกลับ ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ทะเลสาบวิเศษของชาวอินเดียนแดง
  • Jasper Tramway ขึ้นกระเช้า Jasper Tramway กระเช้าที่จะพาเราสู่ยอดเขา สัมผัสกับเทือกเขาร๊อคกี้ในมุมสูง เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่ควรพลาด
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Jasper

Day 6 : Jasper  – Payto lake  – Banff

  • Athabasca Falls ชมน้ำตกแอทธาบาสก้าที่มีความงดงามและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
  • Herbert Lake และ Bow Lake ทะเลสาบอันสวยงามที่อยู่บนเส้นทางสายทรานแคนาดา น้ำใสราวกระจกมีฉากหลังเป็นภูเขาอันสูงชันของเทือกเขาร็อกกี้พลาดไม่ได้ที่จะต้องแวะชมถ่ายรูป
  • Peyto Lake ที่มีผืนน้ำเหมือนสีมรกต (Glacier Milk) เกิดจากดินร่วนปนทรายรวมกับแร่ธาตุ เมื่อหน้าร้อนมาเยือน ดินทรายและแร่ธาตุเหล่านี้จะละลายลงมาในทะเลสาบ ทำให้น้ำมีลักษณะเหมือนนมสีมรกต น่าตื่นตาตื่นใจ
  • ชมเมือง Banff เดินเล่นยามเย็นในเมืองเล็กๆ น่ารักๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเทือกเขาร็อกกี้ ในเมืองมีร้านค้าให้เดินชมสินค้าหลากหลายรูปแบบทั้งสินค้าพื้นเมืองสไตล์คันทรี่สินค้าประเภทเครื่องแต่งกายสำหรับกีฬาแอดเวนเจอร์และอื่นๆอีกมาก
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Banff

Day 7 : Banff – Minewanka Lake – Calgary – Toronto

  • ขึ้นกระเช้าชมยอดเขาซัลเฟอร์ โดยยอดเขานี้จะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2000 เมตร สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของเทือกเขาแคนาเดี้ยน ร้อกกี้ โดยการขึ้นกระเช้าสู่ยอดเขา ขึ้นไปเก็บภาพความสวยงามจนจุใจ ยืดเส้นยืดสายพร้อมชมวิวแบบพาโนรามาจากเขา Tunnel Mountain เมื่อมองลงมาจะเห็นแม่น้ำ Bow River คดเคี้ยวเป็นสายยาวอยู่เบื้องล่าง
  • ชมทะเลสาบ Minnewanka เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ ภาษาท้องถิ่นของคนอินเดียนแดงมีความหมายว่าทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณ ทะเลสาบแห่งนี้ลึกสูงสุดถึง 140 เมตรมีน้ำใสราวกระจกรวมถึงมีเส้นทาง treking รอบๆภูเขา
  • เดินทางสู่สนามบิน เตรียมตัวเดินทางสู่โตรอนโต โดยสายการบิน Air canada* เที่ยวบินที่ AC194 (17.45-23.36) *อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ Toronto

Day 8 : Niagara City

  • เดินทางสู่น้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกน้ำตกไนแอการาตั้งอยู่พรมแดนระหว่างแคนาดาและอเมริกาพาทุกท่านล่องเรือ Hornblower เพื่อชมความงามของน้ำตกอย่างใกล้ชิด 
  • ช๊อปปิ๊งกันที่ Canada One Outlet สวรรค์ของนักช้อป จากนั้น เดินทางสู่ไนแองการ่าออน เดอเลค เป็นเมืองชุมชนของชาวแคนาดาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของออนตาริโอ้ (Ontario) เป็นที่ ๆแม่น้ำไนเองการาไหลมา บรรจบกับทะเสสาบออนตาริโอ้ และได้ชื่อว่าน่ารักที่สุดของมณรัฐ Ontario อีกด้วย
  • คืนนี้เราจะพักกันที่ ไนแองการ่าออน เดอเลค

Day 9 : Niagara – Toronto 

  • เดินทางกลับเมืองโตรอนโต ขึ้นชมหอคอย CN Tower ซึ่งนับเป็น landmark ของเมืองโตรอนโต ใช้เป็นหอคอยและหอสังเกตการณ์เคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกยาวนานถึง 32 ปีแต่ถูกแทนที่ด้วยอาคารเบิร์จคาลิฟา(ดูไบ) ตอนนี้หอคอยแห่งนี้สูงเป็นอันดับที่ 3 ในโลก
  • Graffiti Alley เกาะที่มีภาพวาดกษิติน่าสนใจอยู่มากมายถ่ายรูปกับกาแฟติดระดับโลกที่นี่กันอย่างจุใจ
  • Toronto’s First Post Office ตั้งขึ้นมาเกือบ 200 ปี ยังนับว่าเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบันปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วย
  • Lawrence Market ตลาดอาหารเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในย่าน old Town มีความคึกคักแบบดั้งเดิมมีสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งของสด ทั้งผลไม้รวมไปถึงอาหารทะเล นิตยสาร National Geographic ได้มอบให้ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดอาหารที่ดีที่สุดในโลก
  • เดินทางสู่สนามบินโตรอนโต

Day 10 : Toronto – Bangkok

  • ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน EVA Air เที่ยวบิน BR35 (แวะเปลี่ยนเครื่องที่ไทเป เวลา 05.00 น.)

Day 11 : Bangkok

  • ออกเดินทางต่อสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน EVA Air เที่ยวบิน BR211
  • เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม***

Day 1 : Bangkok – Vancouver

  • พบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางไปยัง Vancouver
  • คืนนี้เราพักกันที่ Vancouver

Day 2 : Victoria – Capilano – Granville IslandGastown – Stream Clock

  • พาชมเมือง Vancouver เป็นเมืองท่าชายฝั่งที่มีชื่อเสียงทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐบริติชโคลัมเบีย
  • สะพาน Capilano bridge สร้างขึ้นในปี 1889
  • Stanley Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง
  • Granville Island เกาะกลางแม่น้ำ Granville Island ที่มี Art Galleries ชาวคณะแปลงร่างเป็นศิลปินเดินดูงานศิลปะและของที่ระลึก เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะเป็นอย่างยิ่ง
  • เมืองเก่า Gastown เมืองที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม และมีถนนหินที่ชื่อว่า obbled-Stone Streets Stream Clock ท่านจะได้พบนาฬิกาไอน้ำของแท้ดั้งเดิมที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เรือนบนโลก
  • พักที่ Vancouver

 

Day 3 : Vancouver – Calgary – Emeral lake – lake louis

  • เดินทางสู่เมืองแคลกาลี โดยสายการบินภายในประเทศ
  • ถึงเมืองคาลการีออกเดินทางไปยังเส้นทางไฮเวย์หมายเลข 1 มุ่งหน้าผ่านเลคหลุยส์
  • ชม Emerald Lake อันมีน้ำสีเขียวมรกตเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบ
  • ชม Lake Louise ทะเลสาบที่โด่งดังแห่งเทือกเขา
  • พักที่ Lake Louise

Day 4 : Moraine lake – Ice Field Park Way – Jasper

  • ชม Moraine Lake ตั้งอยู่ใน Valley of ten peak หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในแคนาดา
  • Columbia Icefields ทุ่งน้ำแข็งที่ใหญ่สุดในเทือกเขาร๊อกกี้สถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยธารน้ำแข็งถึง 6 แห่งเดินทางสู่ลานน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยรถล้อโตของอุทยาน
  • ชม Glacier Skywalk ทางเดินยื่นไปในหน้าผามองเห็นวิวกลาเซียและขุนเขาอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาร็อกกี้อยู่เบื้องหน้า
  • Sunwapta Falls อยู่ในอุทยานแห่งชาติ Banff จะมีน้ำตกชั้นบนและล่าง ไหลมาจากธารน้ำแข็ง Athabasca
  • อุทยานแห่งชาติ Jasper อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในเขตเทือกเขาร็อกกี้แคนาดา
  • เย็นย่ำค่ำลง เดินเล่นในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ช๊อปปิ้งของฝากเล็กๆน้อยๆตามอัธยาศัย
  • พักที่ Jasper

Day 5 : Jasper – Pyramid Lake – Maligne Lake -Jasper Tramway  Jasper

  • ชม Pyramid Lake ทะเลสาบที่น้ำใสและนิ่งเรียบราวกระจก
  • ชม Maligne Lake เป็นทะเลสาบที่มีคนไปถ่ายรูปมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
  • Medicine Lake ทะเลสาบอัศจรรย์ที่จะมีน้ำแต่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่เมื่อย่างเข้าเดือนตุลาคม ทะเลสาบแห่งนี้จะอันตรธานหายไปอย่างลึกลับ
  • ขึ้นกระเช้า Jasper Tramway กระเช้าที่จะพาเราสู่ยอดเขา สัมผัสกับเทือกเขาร๊อคกี้ในมุมสูง
  • พักที่ Jasper

Day 6 : Jasper  – Athabasca Falls – Payto lake  – Banff

  • Athabasca Falls ชมน้ำตกแอทธาบาสก้าที่มีความงดงามและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
  • Herbert Lake และ Bow Lake ทะเลสาบอันสวยงามที่อยู่บนเส้นทางสายทรานแคนาดา
  • Peyto Lake ที่มีผืนน้ำเหมือนสีมรกต (Glacier Milk)
  • ชมเมือง Banff เดินเล่นยามเย็นในเมืองเล็กๆ น่ารักๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเทือกเขาร็อกกี้
  • พักที่ Banff

Day 7 : Banff – Sulphur Mountain – Minewanka Lake – Calgary

  • ขึ้นกระเช้าชมยอดเขาซัลเฟอร์ โดยยอดเขานี้จะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2000 เมตร
  • ชมทะเลสาบ Minnewanka Lake เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติแบมฟ์
  • พักที่ Calgary

Day 8 : Calgary – Quebec

  • ไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อเดินทางไปยังเมือง Quebec โดยสายการบิน ภายในประเทศ
  • เมือง Quebec ย่านที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พื้นที่ที่เป็นมรดกโลก
  • พักที่ Quebec

Day 9 : Upper Town (Haute-Ville) – Lower Town (Basse-Ville)  Terrasse Dufferin – Old Quebec – Montreal

  • Upper Town (Haute-Ville) เมืองที่มีความสวยงามของสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย
  • Lower Town (Basse-Ville) เมืองที่มีเสน่ห์ของตัวเอง ย่านประวัติศาสตร์โบราณที่มีชุมชนเมือง
  • Terrasse Dufferin ศาลาน่ารักๆ ที่ตั้งอยู่ใน Lower Town ของควิเบก ถูกสร้างขึ้นในปี 1879 มีระเบียงทางเดินยาวที่มองเห็นแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ เเละทิวทิศน์ที่สวยงาม
  • Basilique Cathedrale-Notre-Dame-de-Quebe มหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุด ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1647
  • Terrasse Dufferin เป็นศาลาน่ารักๆ ที่ตั้งอยู่ใน Lower Town ของควิเบก ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1879 มีระเบียงทางเดินยาว
  • Old Quebec ย่านที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และยังถือเป็นพื้นที่มรดกโลกที่น่าชมอย่างมาก
  • พักที่ Quebec

Day 10 : Quebec – Notre  Dame Basilica – Old Montreal –  St. Joseph’s  Vieux Montreal – Ottawa

  • เดินทางสู่เมือง มอนทรีออล
  • Notre-Dame Basilica มหาวิหารแบบกอธิค ในย่านประวัติศาสตร์ของมอนทรีออล สถาปัตยกรรมที่เป็นหนึ่งในที่น่าทึ่งที่สุดในโลก
  • Old Montreal พบกับรูปแบบอาคารที่ย้อนไปในศตวรรษที่ 17 สถาปัตยกรรมและถนนที่ปูด้วยหิน พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และ Riverfront ท่าเรือเก่า
  • Joseph’s Oratory of Mount Royal สถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกสำหรับการเดินทางไปแสวง
  • Vieux-Montreal เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบดื่มด่ำกับไลฟ์สไตล์ชิลล์ๆ
  • คืนนี้พักที่เมือง Montral

Day 11 : Montral – Ottawa – By Ward Market Ottawa River Cruise – Parliament Hill

  • เดินทางสู่เมือง Ottawa เมืองหลวงปัจจุบันของแคนาดา
  • เดินตลาด By Ward Market ตลาดจับจ่ายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยว
  • Ottawa River ชมความงามของสองฝั่งน้ำด้วยการเปิดประสบการณ์ให้ได้ล่องเรือ Ottawa River Cruise (Parliament Buildings • Supreme Court • Museum of Civilization • National Art Gallery • Rideau Falls • Residence of the Prime Minister)
  • อาคาร Parliament Hill เป็นอาคารรัฐสภาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ที่ผู้เข้าชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
  • พักที่ Montreal

Day 12 :  Kingston – Niagara on the lake

  • เดินทางสู่เมืองคิงส์ตัน (Kingston) ซึ่งเป็นเมืองเล็กเมืองหนึ่งของแคนาดา
  • เดินทางสู่เมือง ไนแองการ่าออนเดอะเลค
  • คืนนี้พักกันที่เมือง Niagara on the lake

Day 13 :  Niagara – Toronto

  • ชมน้ำตกไนแองการ่า ชมความงดงามของน้ำตก ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
  • ล่องเรือ Hornblower เพื่อชมความงามของน้ำตก ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงาม
  • เดินทางกลับสู่เมือง โตรอนโต
  • ค่ำคืนนี้พักที่เมืองโตรอนโต

 Day 14 : CN Tower – Toronto Premium Outlet – St.Lawrence Market

  • ขึ้นชมหอคอย CN Tower ซึ่งนับเป็น landmark ของเมืองโตรอนโต
  • Graffiti Alley เกาะที่มีภาพวาดกษิติน่าสนใจอยู่มากมาย
  • Toronto’s First Post Office ตั้งขึ้นมาเกือบ 200 ปี ยังนับว่าเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบันปัจจุบัน
  • Lawrence Market ตลาดอาหารเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในย่าน old
  • เดินทางสู่สนามบินโตรอนโต

Day 15 : Toronto – Bangkok

  • ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ

Day 16 : Bangkok

  • ถึงกรุงเทพ โดยสวัสดิภาพ

***รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม***

วันที่จัด

รูปแบบทริป

Road Trip Style

• กลุ่มขนาดเล็กขนาด 4-6 ท่าน
• ทีมงานของเราขับรถพาเที่ยว
• ปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ (เฉพาะกรุ๊ปเหมา)
• ชอบความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการเดินทาง
• สามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง เช่นการยกกระเป๋าหรือสั่งอาหารเอง
• เราดูแลเรื่องวีซ่า กิจกรรม การเดินทางทุกชนิดตามโปรแกรม
• โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ 
• มีประกันการเดินทาง

** สิ่งที่ไม่รวมในค่าทริปคือตั๋วเครื่องบิน และ อาหารกลางวัน/เย็น

Deluxe Style

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (สำหรับกรุ๊ปเหมา จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 ท่าน แต่หากมีจำนวนน้อยกว่านั้นสามารถจัดได้เช่นกัน)

• ตั๋วเครื่องบิน • วีซ่า • กิจกรรมและการเดินทางทุกชนิด • โรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขึ้นกับพื้นที่ • อาหารครบทุกมื้อ • ประกันการเดินทาง • ทิปไกด์

แกลลอรี่ทัวร์แคนาดา