ทัวร์โครเอเชีย

ซาเกรป • เบลด • โพสโตจนา • พลิตวิเซ่ • โทรเกีย • สปริต • ดูบรอฟนิค • โมสตาร์ • ซาราเจโว • บันจาลูก้า

กำหนดการเดินทาง

จองทริปกดเลย จองทริปกดเลย
ช่องทางจองทริป (กดจากปุ่มได้เลย)
02-635-3445
089-478-9334
@painaima
travel@painaima.com

จุดเด่นที่แตกต่างของทัวร์โครเอเชียของเรา

  • เดินทางกลุ่มเล็ก คล่องตัว ใช้รถตู้ คันละ 6 ท่าน
  • นำทริปโดย Driver guide คนไทย สื่อสารง่าย
  • เราจัดทริปเอง ไม่ได้ส่งต่อให้ใคร
  • เน้นเที่ยว มีเวลาถ่ายรูปเต็มที่ แวะจอดรายทางที่สวยๆ
  • เส้นทางแปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร
  • ครบจุด Highlight
  • โรงแรม 4 ดาว

ทัวร์สไตล์ road trip

  • ออกแบบมาสำหรับผู้สนใจกลุ่มเฉพาะกลุ่ม จึงมีรูปแบบแตกต่างจากทัวร์ทั่วไปค่อนข้างมาก เหมาะสำหรับคนที่เคยเที่ยวกรุ๊ปใหญ่มาแล้ว แต่ต้องการความเป็นส่วนตัว และอิสระในการเดินทางมากขึ้น
  • ทัวร์ Road trip จะไม่รวมตั๋วเครื่องบิน เพราะบางท่านอยากแลกไมล์ บางท่านอยากไปบิสิเนส หรือบางท่านต้องการไปแบบประหยัดมากๆ แต่ไม่อยากไปกับคณะใหญ่
  • ส่วนอาหารกลางวันและเย็น เราให้ท่านมีอิสระกับการทานเลือกอาหาร ไม่ต้องโดนบังคับให้ทานเมื่อยังไม่หิว หรือไม่อยากทาน

reviewbanner-croatia

 

Day 1 : Bangkok – Zagreb 

22.30 นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก เคาน์เตอร์สายการบิน Qatar Airways เคาเตอร์ Q ประตู 8  ทีมงานอำนวยความสะดวกในการเชคอิน เที่ยวบิน QR837 เวลา 01.35 น. เดินทางสู่ กรุงซาเกรป แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินโดฮา เที่ยวบินที่ QR217 ออกเดินทางต่อ เวลา 06.45

Day 2 :  Bled – Postojna – Plitvika

10.50 เดินทางถึง กรุงซาเกรบ(Zagrab) ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง กรุงซาเกรป เมืองหลวงของโครเอเชีย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศติดกับพรมแดนสโลเวเนีย เมืองแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางการขนส่ง อุตสาหกรรม เศรษฐกิจและการปกครองของประเทศ โดยเมืองเซเกรบนี้แบ่งออกเป็น 2 เขต คือ อัพเพอร์ ทาวน์ (Upper town) ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าบนเขาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และ โลเวอร์ ทาวน์(Lower town) ซึ่งเป็นเขตการค้าสมัยใหม่ที่ขยายตัวออกมาตามหลัง

เดินทางเข้าสู่  เมืองเบลด (Bled) เมืองเบลดนั้นนอกจากจะเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพแสนโรแมนติกจนได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวว่าเป็นเมืองที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของสโลวีเนียแล้วยังโด่งดังในเรื่องของวานิลลาและครีม

แวะชม ทะเลสาบเบลด(Bled lake) ทะเลสาบสุดโรแมนติกที่เกิดจากการละลายตัวของธารน้ำแข็งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาจูเลียน แอลป์(Julian Alps) ให้ท่านได้นั่งเรือไปยังเกาะกลางทะเลสาบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์อัสสัมชัน (Assumption of Mary Pilgrimage Church) ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 ด้วยศิลปะแบบบาโรก ภายในโบสถ์มีการประดับตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่มีการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี  นอกจากนี้แล้วยังมีอาคารขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์ โดยอาคารหลังนี้ใช้เป็นสถานที่สำหรับงานแต่งงานตามประเพณี มีเรื่องเล่ากันว่าหากคู่สมรสคู่ใดได้มาโยกระฆังในโบสถ์แห่งนี้จะมีชีวิตคู่ยืนยาว โดยมีข้อแม้ว่าเจ้าบ่าวจะต้องอุ้มเจ้าสาวขึ้นบันไดมาจากท่าเรือจนถึงประตูโบสถ์

ชม ถ้ำโพสทอยน่า (Postojna) ถ้ำหินงอกหินย้อยที่ใหญ่ และสวยที่สุดในยุโรป ถ้ำแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมมามากกว่า 188 ปี และมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมกว่า 31ล้านคน ภายในถ้ำมีทางเชื่อมติดต่อกันเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร และสามารถเข้าชมด้วยรถรางไฟฟ้าที่เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1884 ภายในถ้ำแห่งนี้มีอุณหภูมิเฉลี่ย 8-10องศาเซลเซียสจึงเย็นสบายตลอดปี ให้ท่านได้ชื่นชม คลาสสสิก คลาส(Classic Karst) คูหาที่ใหญ่ที่สุดภายในถ้ำที่มีสีสันสวยงามเกินพรรณนา


บ่าย เดินทางสู่สวรรค์บนดินที่ อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ (Plitvice Lakes National Park) ระหว่างทางให้ท่านได้ชื่นชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโครแอต ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่งในเผ่าสลาฟในเมือง และชมธรรมชาติอันงดงามของขุนเขาตอนกลางของประเทศโครเอเชียตลอดเส้นทาง  ซึ่งแม้ฉากหน้าจะสวยงาม แต่เบื้องหลังของพื้นที่ที่มีธรรมชาติอันงดงามนี้กลับเป็นแหล่งกำเนิดของเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ เพราะการสู้รบระหว่างสองชนชาติ คือการต่อสู่ระหว่างชาวโครแอต และชาวเซิร์บ

ค่ำ  พักผ่อนตามอัธยาศัย คืนนี้พักที่เมือง Bled

Day 3 : Plitvivika – Trogir

เช้า หลังรับประทานอาหารเช้าออกเดินทางสู่ เมืองโทรเกียร์ เมืองเก่าแก่โบราณ ตั้งแต่สมัยกรีก มีอายุกว่า 2500 ปีมาแล้ว ในอดีตเมืองแถบนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิกรีกและโรมัน ต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลาย เมืองริมทะเลอาเดรียติกก็เลยกลายเป็นนครรัฐอิสระ เช่น ดูบรอปนิค , สปริต เป็นต้น และจะเน้นแค่การค้าขายทางทะเลเพื่อสร้างรายได้ให้เมืองเป็นหลัก นครรัฐอิสระเหล่านี้มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของเวนิช จากนั้นคือ ภายใต้ออสเตรีย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย ก่อนจะแยกมาเป็นส่วนหนึ่งของโครเอเชียนั่นเอง

บ่าย  เที่ยวชมเกาะโทรเกียร์ เกาะเล็กๆ ตัวเมืองเป็นเมืองโบราณเก่าที่ถูกล้อมไว้ด้วยกำแพงเมืองรอบทิศ และมีประตูเมืองทั้งฝั่งที่ติดทะเลและติดกับแผ่นดิน บริเวณริมทะเลจะมีป้อมปราการชื่อ Kamerlengo Fortress สามารถขึ้นไปชมวิวได้  ให้เวลาเดินเล่นตรอกเล็ก ตรอกน้อยจนทั่ว พร้อมเก็บภาพความประทับใจกัน

ค่ำ  พักผ่อนตามอัธยาศัย คืนนี้พักที่เมือง โทรเกียร์

Day 4 : Trogir – Split – Dubrovnik

เช้า หลังรับประทานอาหารเช้า บอกลาเมืองโทรเกียร์ เดินทางสู่ เมืองสปลิต (SPLIT)  เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโครเอเชียนี้เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ และการคมนาคมของแคว้นดัลเมเชีย นอกจากนี้สปลิตยังเป็นเมืองชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด กว่า 1,700 ปี โดยมีสิ่งปลูกสร้างสำคัญคือ พระราชวังดิโอคลิเธียน ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ปัจจุบันได้รับความคุ้มครองและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก

บ่าย   ชมตัวเมืองสปลิต ที่ตั้งอยู่รายล้อมพระราชวังดิโอคลิเธียน( Palace of the Emperor Diocletian) เดินตัดผ่านพีเพิลสแควร์(People’s Square) เพื่อชมศาลาว่าการเมืองซึ่งเป็นอาคารสไตล์เรอเนสซองต์ สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจัตุรัส นอกจากสถาปัตยกรรมที่งดงามแล้วที่นี่ท่านยังสามารถเลือกเข้าชมพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับชาติพันธุ์วิทยาที่ตั้งขึ้นในปี 1910 ภายในอาคารหลังนี้ จากนั้นนำท่านเดินชมอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ต่างๆ สัมผัสบรรยากาศราวกับหยุดเวลาไว้ในอดีตที่แสนไกลของเมืองแห่งนี้ให้จุใจ หลังดื่มด่ำกับสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองอย่างเต็มที่ นำท่านชม ย่านพีเพิลสแควร์ (People Square) ศูนย์กลางทางธุรกิจ และการบริหารเมื่อสมัยศตวรรษที่ 15 ให้ท่านชื่นชมสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงเช่น

ชม พระราชวังดิโอคลิเธียน ( Palace of the Emperor Diocletian) พระราชวังที่ตั้งอยู่บนอ่าวใกล้ๆ คาบสมุทรดัลมาเทียนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นประทับยามเกษียณของจักรพรรดิ “ดิโอคลิเธียน” แห่งเมืองเวนิส ที่แผ่ขยายอาณาเขตจากเวนิสสู่เมืองสปลิต ในยุคโรมันโบราณ ช่วงศตวรรษที่ 4 แม้ว่าจะมีชื่อว่าเป็นพระราชวังเพราะเป็นที่พักของจักรพรรดิ อย่างไรก็ตามที่นี่กลับมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายป้อมทางการทหารเสียมากกว่าที่นี่ท่านจะได้พบเห็นสถาปัตยกรรมของลานกว้างที่มีเสาสไตล์โรมันตั้งอยู่เรียงราย ภายในพระราชวังประกอบด้วยทางเข้าหลักหรือ Golden Gate มหาวิหารเทพเจ้าจูปิเตอร์ โบสถ์แห่งเทพวีนัส วิหารดอมนิอุส (Cathedral of St.Domnius) ที่จัดเรียงรายรวมกันอย่างลงตัว

เย็น เดินทางสู่ดูบรอฟนิค พักผ่อนตามอัธยาศัย คืนนี้พักที่เมืองดูบรอฟนิค

Day 5 : Sightseeing Dubrovnik

เช้า   หลังรับประทานอาหารเช้า เที่ยว เมืองดูบรอฟนิค นำท่านชม กำแพงเมืองโบราณของเมืองดูบรอฟนิค (Dubrovnik) ซึ่งเป็นจุดเด่นของเมือง กำแพงแห่งนี้สร้างตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 และมีความยาวถึงประมาณ 1,940 เมตร และมีความสูง 25 เมตร ตลอดแนวกำแพงมีหอรบ 5 หอ หอคอยทรงกลม 3 หอ หอคอยทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส และหอคอยสี่เหลี่ยมผืนผ้าถึง 12 หอ สลับสับเปลี่ยนกันให้เลือกชม กำแพงเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่ามีความมั่นคงและแข็งแกร่งที่สุดในน่านน้ำทะเลอะเดรียติคแห่งนี้ โดยในช่วงที่มีการขยายอำนาจของจักรวรรดิออตโตมัน กำแพงเมืองที่มีความหนาอยู่แล้วถึง 3 เมตร ได้รับการเสริมความหมาเพิ่มเติมกระทั่งกำแพงแห่งนี้หนาถึง 6 เมตร แม้กระทั่งใน ปี ค.ศ.1667 ที่เมืองดูบรอฟนิคแห่งนี้เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คน และทำให้ตัวเมืองเสียหายเป้นอย่างมากมาก แต่ทว่ากำแพงที่แสนแข็งแรงนี้ก็ยังคงอยู่ กระทั่งมาได้รับความเสียหายจากสงครามเย็น เมื่อถูกถล่มโดยจรวดของกองทัพยูโกสลาเวียใน ปี ค.ศ.1991 อย่างไรก็ตามปัจจุบันกำแพงเมืองดูบรอฟนิคก็ได้รับการซ่อมแซมให้คืนสู่สภาพเดิมแล้วด้วยเงินทุนสนับสนุนจากองค์การยูเนสโก ให้ท่านชื่นชมทิวทัศน์อันน่าประทับใจขณะที่เดินไปตามแนวกำแพง  จากด้านบนท่านจะสามารถมองเห็นทั้งอาคารที่มีสถาปัตยกรรมโบราณสไตล์บาร็อคในย่านเมืองเก่า และท้องทะเลสีครามของทะเลอะเดรียติคที่สามารถมองออกไปไกลสุดสายตา ภายใต้ท้องฟ้าแสนสดใส พักสายตาจากกำแพงเป็นระยะเมื่อเดินผ่านป้อมปราการที่ใหญ่มหึมา และหาดที่เต็มไปด้วยหินผา ให้ท่านได้ถ่ายรูปและเดินชมอย่างเพลิดเพลินตลอดเวลา 2 ชั่วโมงที่จะผ่านไปรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ และสร้างความประทับใจมิรู้เลือน

แสงแดดสาดส่องเหมาะแก่การถ่ายภาพสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยแสงเงา

นำท่านชมเสน่ห์ของเขตเมืองเก่า (Old Town) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979 ให้ท่านได้ชมทัศนียภาพของตัวเมืองเก่าที่มีป้อมปราการโบราณความยาว 190 เมตรโอบล้อมไว้ภายใน ซึ่งเขตเมืองเก่าแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ความโด่งดังเทียบได้กับแกรนด์แคนยอนหรือแกรนด์ คาแนลแห่งเวนิสเลยทีเดียว นำท่านเดินลอดประตู Pile Gate ที่มีรูปปั้นของนักบุญ เซนต์เบลส นักบุญประจำเมือง เพื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองเก่า ชมน้ำพุ Onofrio ซึ่งเป็นตั้งเป็นเกียรติแก่ของสถาปนิกผู้สร้างน้ำพุแห่งนี้ เรคเตอร์   

จากนั้นนำท่านเข้าชม The Cathedral Treasury หนึ่งในโบสถ์เก่าแก่ที่สะสมโบราณวัตถุของพ่อค้าวาณิชที่ได้ทำการค้าขายกับ ชาวเวนิชในอดีต ให้ท่านได้ถ่ายรูปกับ หอนาฬิกาโบราณ (Bell Tower Clock)ซึ่งมีความพิเศษอยู่ที่สัญลักษณ์ทรงกลมใต้นาฬิกาที่ใช้แทนพระจันทร์เพื่อบอกข้างขึ้นข้างแรมในสมัยโบราณ จากนั้นนำท่านเข้าชม พระราชวังเรคเตอร์ (Rector’s Palace) พระราชวังที่สร้างขึ้นโดยผสมผสานศิลปะทั้งแบบโกธิค, เรเนซองส์และบาโรค ซึ่งพระราชวังแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 2 พระราชวังที่หลงเหลืออยู่หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ได้เวลานำท่านแวะชมและถ่ายรูปกับ ปอนซา พาเลส (Sponza Palace) พระราชวังอีกแห่งหนึ่งที่เหลือรอดมาได้ โดยพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบโกธิค เรเนซองส์ ในสมัยศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันได้ใช้เป็นที่จัดเก็บเอกสารและสำนักงานส่วนราชการ

บ่าย นำท่านเดินผ่าน ถนนสตราดัน ถนนสายหลักยาวกว่า 398 เมตร ที่สองข้างทางรายล้อมไปด้วยอาคารสไตล์โรมัน โกธิค และร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านไอศครีม ร้านขายของที่ระลึกต่างๆ มากมาย ให้ท่านช้อปปิ้งตามอัธยาศัย หรือเลือกถ่ายภาพกับเมืองที่สวยงามโรแมนติกก่อนกลับเข้าที่พัก

ค่ำ พักผ่อนตามอัธยาศัย คืนนี้พักที่เมือง  ดูบรอฟนิค

Day 6 : Mostar – Sarajevvo

เช้า หลังรับประทานอาหารเช้า อำลาเมืองดูบริฟนิค เดินทางสู่เมืองโมสตาร์ (Mostar) เมืองมรดกโลกที่แสนงดงามและมากด้วยมนต์เสน่ห์  เป็นเมืองสำคัญที่สุดในเขตเฮอร์เซโกวีนาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาซึ่งตั้งอยู่ระหว่างหุบเขาของเฮเซโกวีน่า มีแม่น้ำเนเรตว่า (Neretva) ไหลผ่านใจกลางเมือง และยังเป็นเมืองที่มีแสงแดดมากที่สุดในยุโรป ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่หลงใหลแสงแดดเดินทางมาเยี่ยมชมมากมาย นําท่านชม สะพานโบราณ (Old Bridge) หรือ สตารี มอสต์ (Stari Most) ที่โดดเด่นและเป็นสัญลักษณ์ของเมือง โดยเมืองโมสตาร์นี้ตั้งชื่อตามตำแหน่งผู้ที่คอยควบคุมดูแลสะพานแห่งนี้เลยทีเดียว สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวออตโตมันในช่วงศตวรรษที่ 16 ถือเป็นสิ่งก่อสร้างแบบอิสลามที่สำคัญอันดับต้นๆ ในคาบสมุทรบอลข่านเลยทีเดียว ชื่นชมสะพานกันพอประมาณจากนั้นนำท่านชมย่านเมืองเก่าของโมสตาร์ ที่เหล่าอาคารบ้านเรือนซึ่งส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบพรี-ออตโตมัน ออตโตมันตะวันออก เมดิเตอร์เรเนียนและยุโรปตะวันตก ลัดเลาะไปตามเมืองเก่าที่ให้บรรยากาศคล้ายเมืองในเทพนิยายตะวันตก และแวะเก็บภาพประทับใจกันให้เต็มอิ่ม หรือใครจะเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองก็มีร้านค้าต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย

บ่าย เดินทางสู่ เมืองซาราเยโว เมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  เมืองนี้ได้รับอิทธิพลจาก 3 ยุคสมัย คือยุคจักรวรรดิออตโตมัน , จักรวรรดิออสเตรีย- ฮังการี และยูโกสลาเวีย จะเห็นได้จากสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ถูกจัดอันดับให้มาเยือนเป็นต้นๆ  ชมวิหารประจำเมืองซาราเยโว (THE CATHEDRAL OF JESUS HEART) เป็นมหาวิหาร ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวินา เป็นที่ประจำตำแหน่งของพระราชาคณะของเมืองการออกแบบนั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอ-กอธิค เริ่มสร้างในปี 1884 และแล้วเสร็จเมื่อปี 1889

ชมเมืองเก่า ย่านที่มีสถาปัตยกรรมหลากหลายสไตล์ เช่น สถาปัตยกรรมแบบบอสเนีย ออตโตมัน ออสโตร-ฮังกาเรียน เป็นต้น เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางศาสนาหลายแห่ง เช่น สุเหร่า GAZI HUSREV-BEG MOSQUE ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสุเหร่าแบบออตโตมันที่สำคัญที่สุดในเมืองซาราเยโว

เดินชม ย่าน Bascarsija ย่านบราซ่าเก่าสมัยออตโตมัน ออกแบบในสไตล์ออตโตมัน-เตอร์กิช ระหว่างทางเต็มไปด้วยร้านกาแฟ ขายของที่ระลึก นานาชนิด

ค่ำ  พักผ่อนตามอัธยาศัย คืนนี้พักที่เมืองซาราเยโว

Day 7 : Sarajevvo- Banjaluka – Zagreb

เช้า หลังรับประทานอาหารเช้า เดินทางสู่เมืองบันยาลูกา (Banja Luka) เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ตั้งอยู่ทางตอนเหนือและตะวันตกของประเทศอยู่ติดริมแม่น้ำวรีบาส

พาชม โบสถ์แห่งคริสต์ซาวิอูร (Christ the Saviour Church) ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1924 – 1929 และได้ถูกทำลายลงในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และได้ทำการบุรณะใหม่ด้วยอิฐสีแดงและสีเหลือง และปูนสีทองที่นำเข้ามาจากไซบีเรีย นอกจากนี้ยังมีวัสดุอื่นๆที่ล้วนแต่มากมูลค่าเพื่อนำมาสร้างโบสถ์แห่งนี้ นับเป็นโบสถ์ที่มีราคาแพงที่สุดในภูมิภาคนี้เลยก็กว่าได้

ชม ป้อมปราการคาสเทล (Kastel Fortress)  ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำวรีบาส เป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในบอสเนียและเฮอิร์เซโกวีนา มีพื้นที่กว่า 48000 ตารางเมตร

เดินเล่นผ่อนคลายกันที่ ถนนกอสพอตสก้า (Gospodska street ) ถนนหลักของเมือง ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารต่างๆ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ สำนักงาน มากมาย เป็นอีกจุดหนึ่งที่ใครมาบันยาลูก้าแล้วต้องมา ได้เวลอันสมควรเดินทางสู่เมืองซาเกรป

ค่ำ พักผ่อนตามอัธยาศัย คืนนี้พักที่เมืองซาเกรป

Day 8 : Zagreb

เช้า หลังรับประทานอาหารเช้า นำท่านชม โบสถ์เซ็นต์มาร์ค (Church of St.Mark) โบสถ์ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 แห่งนี้ถือเป็นโบส์ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เพราะโบสถ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยหลังคาที่มีการปูกระเบื้องโมเสกเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของเมืองซาเกรบคือรูปปราสาทสีขาวบนพื้นสีแดง เคียงคู่กับตราสัญลักษณ์ของประเทศโครเอเชีย สโลเวเนีย และดัลเมเชีย ทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่บนลวดลายตารางหมากรุกแดงขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโครเอเชียอีกด้วย

จากนั้น ชม โรงละครแห่งชาติซาเกรบ(Croatian National Theatre) ที่สร้างขึ้นเมื่อปีศ.ศ. 1895 ในสไตล์นีโอบาร็อค อาคารแห่งนี้มีลักษณะเป็นรูปตัว U และรายล้อมไปด้วยสวนสาธารณะจนได้รับฉายาว่า เกือกม้าสีเขียว (The Green Horse shoe) จากนั้นนำท่านผ่านชมอาคารรัฐสภา(Sabor) ที่บอกเล่าถึงความเป็นมาของชนชาติโครแอตซึ่งแยกตัวเองจากยูโกสลาเวียในอดีต ชมมหาวิหารเซนต์สตีเฟ่น (St.Stephen Cathedral) มหาวิหารในนิกายโรมันคาทอลิกที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซาเกรบ มหาวิหารซึ่งเป็นศูนย์กลางของฝั่งเมืองเก่า อัพเพอร์ ทาวน์นี้สร้างขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 13 และได้รับการต่อเติมอีกหลายครั้ง เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 800 ปี และถือเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโครเอเชียด้วยความสูงกว่า 108เมตร ปัจจุบันมหาวิหารแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้เป็นสไตล์นีโอ-โกธิคที่งดงามด้วยหอคอยแฝดปลายแหลมสีทองอร่าม ภายในประดิษฐานรูปนักบูญองค์สำคัญๆ เช่น นักบุญเซนต์ปีเตอร์เซนต์ปอลล์

จากนั้นนำท่านชมกำแพงหินโบราณ(Old town Gate) ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 13 ที่สร้างรายล้อมเมืองเก่าเพื่อป้องกันศัตรูในอดีตอันได้แก่ชาวออตโตนั่นเอง ชื่นชมความมหัศจรรย์ของภาพพระแม่มารีที่อยู่ภายในโบสถ์ใต้ประตูเมืองซึ่งเหลือรอดจากไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1731 อย่างปาฏิหาริย์ กระทั่งผู้คนเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์และแห่ไปสวดมนต์เพื่อขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย

ค่ำ พักผ่อนตามอัธยาศัย คืนนี้พักที่เมือง ซาเกรป

Day 9 : Zagreb – Bangkok

เช้า หลังรับประทานอาหารเช้า เดินทางกลับสู่สนามบินซาเกรป เตรียมตัวเชคอิน และเดินทางกลับ กทม โดยสายการ Qatar Airways  เที่ยวบิน QR218  ออกเดินทางเวลา 11.50  น แวะเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา เที่ยวบินที่ QR830 ออกเดินทางต่อ เวลา 20.40

Day 10 : Bangkok 

06.55 น  เดินทางถึงประเทศไทย โดยสวัสดิภาพ

 

….โปรแกรมอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม…..

รวม

  • วีซ่า (เราดำเนิการยื่นวีซ่าให้ จัดเตรียมแค่เอกสารส่วนตัวให้เรา)
  • ที่พักระดับ 4 ดาว หรือ เทียบเท่า ในเขตเมือง / บูทีค หรือ โรงแรมน่ารักในเขตชนบท พักห้องละ 2-3 ท่าน พร้อมอาหารเช้า
  • ค่ายานพาหนะ (ใช้รถ 9 ที่นั่ง นั่งคันละ 6-7 ท่าน)
  • ไดรเว่อร์ไกด์ คนไทย
  • ประกันการเดินทาง วงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาท

ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบิน
    ****(เนื่องจากปัจจุบันสายการบินทำราคาโปรโมชั่นออกมามากมาย เราจึงให้ท่านได้เลือกตั๋วด้วยตัวท่านเองตามงบประมาณ โดยเราจะแนะนำตั๋ว หรือหากใครไม่ต้องการยุ่งยาก เราจะจัดหาตั๋วให้ในราคาพิเศษ สุดๆ )
  • อาหารกลางวันและเย็น (ให้ท่านได้เลือกตามงบประมาณการทานของท่าน ไม่ต้องจำกัดว่าต้อง ทานสิ่งที่ท่านอาจจะไม่ชอบ หรือยังไม่หิว ยังอยากเที่ยวอยู่)
  • มินิบาร์ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
  • ประกันกระเป๋าสูญหายหรือล่าช้าระหว่างการเดินทาง (ซื้อเพิ่มได้)
  • Vat 7% และ Service Tax 3 % ในกรณีที่ต้องการใบกำกับภาษี

การจองทริป

  • ชำระส่วนแรกท่านละ 20,000 บาท ณ วันที่ทำการจอง
  • ส่วนที่เหลือชำระหลังได้รับวีซ่า หรือก่อนเดินทาง 20 วัน

การยกเลิก

  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 45 วันขึ้นไป คืนเงินทั้งหมด
  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30-44 วันขึ้นไป เก็บค่าใช้จ่าย 25% ของราคาทัวร์
  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 15-29 วัน เก็บค่าใช้จ่าย 50% ของราคาทัวร์
  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 1-14 วัน เก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100% ของราคาทัวร์

20160522_163107

croatia20160520-150137-0054

croatia20160520-150137-0067

croatia20160524-175624-0296

img_1324

img_1331

img_1334

img_1369

Leave a Reply

Be the First to Comment!

เตือน
avatar
wpDiscuz
error: Content is protected !!